เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

12 ส.ค. 2568 10:53 น.

เนปาลเสนอปีนฟรี 97 ยอดเขา ขณะที่นักท่องเที่ยวไปเอเวอเรสต์เพิ่มขึ้น

เนปาลจะอนุญาตให้ปีนยอดเขาหิมาลัย 97 ลูกได้ฟรีเป็นเวลาสองปี เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกล

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตสำหรับการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ในช่วงฤดูท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 486,525 บาท) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ

สำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า หวังว่าโครงการริเริ่มนี้จะเน้นย้ำถึง “ผลิตภัณฑ์และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถูกสำรวจ” ของประเทศ

การปีนเขาสร้างรายได้มหาศาลให้กับเนปาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในโลก 10 ลูก ค่าธรรมเนียมการปีนเขาสร้างรายได้ 5.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 191 ล้านบาท) ในปีที่แล้ว โดยยอดเขาเอเวอเรสต์สร้างรายได้กว่า 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด

ยอดเขาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมตั้งอยู่ในจังหวัดการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมของเนปาล ซึ่งมีความสูงระหว่าง 5,970 เมตร ถึง 7,132 เมตร ทั้งสองจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเนปาล ถือเป็นจังหวัดที่ยากจนที่สุดและพัฒนาน้อยที่สุดของประเทศ

หิมาล เกาตัม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวเนปาลกล่าวว่า “แม้จะมีความสวยงามตระการตา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาที่นี่กลับน้อยมาก เนื่องจากการเข้าถึงพื้นที่นั้นยากลำบาก เราหวังว่ามาตรการใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการมีแผนที่จะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้หรือไม่ และชุมชนในพื้นที่เหล่านี้จะรับมือกับการหลั่งไหลเข้ามาของนักปีนเขาได้ดีเพียงใด หากโครงการปีนเขาฟรีประสบความสำเร็จ

ในอดีต นักปีนเขาไม่ค่อยสนใจยอดเขาห่างไกลทั้ง 97 ยอดนี้ โดยมีนักปีนเขาเพียง 68 คนเท่านั้นที่กล้าเสี่ยงไปที่นั่นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้าม มีการออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ถึง 421 ใบในปี 2024 เพียงปีเดียว

ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก มีความสูงกว่า 8,849 เมตร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัญหาความแออัด ปัญหาสิ่งแวดล้อม และความพยายามปีนเขาที่นำไปสู่ความสูญเสียชีวิตหลายครั้ง

ในเดือนเมษายน 2024 ศาลฎีกาเนปาลได้มีคำสั่งให้รัฐบาลจำกัดจำนวนใบอนุญาตปีนเขาที่ออกให้สำหรับยอดเขาเอเวอเรสต์และยอดเขาอื่นๆ อีกหลายยอด โดยระบุว่าต้องเคารพขีดความสามารถของยอดเขา

ในเดือนมกราคมปีนี้ ทางการได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 36% สำหรับผู้ที่พยายามพิชิตยอดเขานอกฤดูกาลปีนเขาเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าใช้จ่ายในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ และ 3,750 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์

รัฐสภาเนปาลกำลังถกเถียงกันเกี่ยวกับกฎหมายฉบับใหม่ที่กำหนดให้ผู้ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ต้องพิชิตยอดเขาที่มีความสูงกว่า 7,000 เมตรในประเทศให้ได้ก่อน สิ่งนี้ทำให้ยอดเขาในการ์นาลีและสุดูร์ปัชิมเป็น “สถานที่ฝึกซ้อมที่เหมาะสม”.

ที่มา BBC

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

12 ส.ค. 2568 10:23 น.

กัมพูชาเดินหน้ากดดันไทย ปล่อยทหาร 18 นาย หลังครบ 14 วันตั้งแต่ถูกควบคุมตัว

โฆษกกลาโหมกัมพูชาร้องไทยส่งคืนทหาร 18 นายที่ถูกจับกุมหลังข้อตกลงหยุดยิงผ่านมาแล้ว 14 วัน ขอบคุณนานาชาติช่วยกดดัน ย้ำไม่ทิ้งกำลังพลไว้ข้างหลัง 

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า ขณะนี้ครบรอบ 14 วันแล้ว นับตั้งแต่กองกำลังไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 นาย หลังการประกาศใช้ข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงและส่งตัวทหารเหล่านี้กลับบ้าน เพื่อให้ได้กลับไปพบครอบครัวที่รอคอยทั้งกลางวันและกลางคืน

พลโทมาลี ยังแสดงความขอบคุณต่อประเทศคู่มิตรและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากที่ออกมาเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ไทยปล่อยตัวนายทหารกัมพูชาโดยเร็ว พร้อมย้ำจุดยืนของกัมพูชาว่า จะไม่มีวันทิ้งหรือทอดทิ้งกำลังพลแม้แต่คนเดียว.

เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

12 ส.ค. 2568 09:40 น.

เกาหลีเหนือซ้อมยิงปืนใหญ่ ขู่ตอบโต้ ก่อนซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้-สหรัฐฯ

เกาหลีเหนือจัด “แข่งยิงปืนใหญ่” โชว์ศักยภาพการสู้รบ ก่อนการซ้อมรบร่วม ระหว่างเกาหลีใต้-สหรัฐฯ สัปดาห์หน้า พร้อมขู่ตอบโต้หากถูกยั่วยุ

วันที่ 12 สิงหาคม 2568  สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า หน่วยปืนใหญ่เชิงยุทธวิธีของกองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ ได้จัดการฝึกยิงปืนใหญ่ในลักษณะการแข่งขัน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการทำสงคราม ยกระดับความพร้อมรบทั่วทั้งกองทัพ และเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพตามแผนการฝึกของกองบัญชาการใหญ่กองทัพ 

รายงานข่าวระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะเริ่มการซ้อมรบร่วมประจำปี “อุลจิ ฟรีด้อม ชีลด์” (Ulchi Freedom Shield) ระหว่างวันที่ 18-28 สิงหาคม โดยกองทัพประกาศว่ามี เจตนารมณ์อันแข็งแกร่งในการสกัดกั้นศัตรูใกล้ชายแดนและปกป้องความมั่นคงของชาติ

โดยการฝึกครั้งนี้มี พัก จองชอน รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารกลางของพรรคแรงงานเกาหลีเป็นผู้กำกับดูแล โดยคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดไม่ได้เข้าร่วม ขณะที่ โน กวางชอล รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีเหนือ ออกโรงเตือนเมื่อวันจันทร์ว่าจะใช้มาตรการป้องกันตนเอง หากเกิดการยั่วยุ พร้อมประณามการซ้อมรบขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ ว่าเป็นการเตรียมรุกราน แม้ทั้งสองชาติยืนยันว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันประเทศเท่านั้น.

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

12 ส.ค. 2568 05:56 น.

สลด “มิเกล อูริเบ” สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว 2 เดือนหลังถูกยิงขณะหาเสียง

นายมิเกล อูริเบ สว.โคลอมเบีย เสียชีวิตแล้ว หลังจากถูกมือปืนวัยเพียง 15 ปี ยิงขณะปราศรัยหาเสียงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อ 2 เดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมิเกล อูริเบ ตูร์บาย สว.วัย 39 ปี สว.โคลอมเบีย และหนึ่งในตัวเก็งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของประเทศ เสียชีวิตแล้วในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 หรือราว 2 เดือนหลังจากเขาถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการหาเสียงในกรุงโบโกตา เมื่อ 7 มิ.ย.

ในวันเกิดเหตุ นายอูริเบกำลังกล่าวปราศรัยหาเสียงต่อหน้าผู้สนับสนุนที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในกรุงโบโกตา ก่อนที่คนร้ายจะเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่เขา 3 นัด โดย 2 นัดเข้าที่ศีรษะ อีกนัดเข้าที่ขา ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนมือปืนซึ่งเป็นวัยรุ่นอายุ 15 ปีเท่านั้น ถูกจับกุมหลังเกิดเหตุ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการเปิดเผยมูลเหตุจูงใจออกมา

ล่าสุดในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. นางมาเรีย คลอเดีย ตาราโซนา ภรรยาของนายอูริเบก็ออกมายืนยันเรื่องการเสียชีวิตของผู้เป็นสามี โดยขอบคุณเขาที่ทำให้ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความรัก และสำหรับการเป็นพ่อที่ดีที่สุดให้แก่ลูกๆ ของทั้งสอง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ (9 ส.ค.) ซานตา เฟ คลินิก โรงพยาบาลที่รักษานายอูริเบออกแถลงการณ์ระบุว่า สว.ผู้นี้มีอาการเลือดออกในระบบประสาทส่วนกลาง และต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ต้องผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งภรรยาขอให้ผู้คนร่วมกันภาวนาให้สามีของเธอ ทำให้มีคนนับพันมารวมตัวกันเพื่อวางดอกไม้แสดงการสนับสนุน

ทั้งนี้ นายอูริเบเป็นนักการเมืองฝ่ายขวา และเป็นผู้วิจารณ์ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ตัวยง เขาดำรงตำแหน่ง สว.มาตั้งแต่ปี 2565 และประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบียซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมปีหน้าด้วย

นายอูริเบมาจากครอบครัวนักการเมืองใหญ่ในโคลอมเบีย มีความเชื่อมโยงกับพรรคเสรีนิยม โดยพ่อของเขาเป็นทั้งผู้นำกลุ่มสหภาพและนักธุรกิจ ส่วนแม่ของเขาเป็นนักข่าว แต่เธอถูกสังหารในปี 2531 หลังจากเธอถูกแก๊งค้ายาเสพติด “เมเดลลิน” ลักพาตัวไป และความพยายามช่วยเหลือไม่ประสบความสำเร็จ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

12 ส.ค. 2568 05:29 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลา “พักภาษีตอบโต้” กับจีนอีก 90 วัน

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายเวลาข้อตกลงลดภาษีตอบโต้กับจีนอีก 90 วัน เปิดทางเจรจาข้อตกลงการค้า ในขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามกดดันให้จีนเลิกซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายระยะเวลาการสงบศึกทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ออกไปอีก 90 วัน เพื่อไม่ให้กำแพงภาษีสูงลิบที่ทั้งสองประเทศตั้งให้อีกฝ่ายมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้เพิ่มภาษีศุลกากรที่ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ จ่ายสำหรับสินค้าจากจีนเป็น 145% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการกำหนดข้อจำกัดการส่งออกธาตุหายากบางชนิด ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้ผลิตอาวุธและสินค้าอุปโภคบริโภคอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ และขึ้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของสหรัฐฯ เป็น 125%

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสงบศึกทางภาษีในเดือนพฤษภาคม ลดอัตราภาษีตอบโต้ลง 115% โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีจีน 30% ประกอบด้วยภาษีพื้นฐานอัตรา 10% กับภาษีเฟนทานิล 20% ขณะที่จีนจะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 10%

เมื่อ 1 วันก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เรียกร้องให้จีนเพิ่มการนำเข้าถั่วเหลืองของสหรัฐฯ แต่ไม่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า เขาจะขยายเวลาข้อตกลงลดอัตราภาษีกับจีนหรือไม่

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังคงเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทางการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยนาย สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ กล่าวว่า วอชิงตันยังคงมองสถานการณ์ในแง่ดีเรื่องการบรรลุข้อตกลง ขณะที่นายทรัมป์ขู่จะคว่ำบาตรจีนเพิ่ม หากแดนมังกรไม่หยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

12 ส.ค. 2568 03:05 น.

ทรัมป์เผย จะหาทางนำดินแดนยูเครนกลับมา ในการคุยกับปูตินสัปดาห์นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า จะพยายามหาทางนำดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปกลับคืนมา ในการพูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะพยายามหาทางนำดินแดนของยูเครนบางส่วนกลับมา ระหว่างที่เขาพบปะพูดคุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.)

“รัสเซียยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ของยูเครน พวกเขายึดครองพื้นที่สำคัญ เราจะพยายามนำดินแดนบางส่วนนั้นกลับมาให้ยูเครน” นายทรัมป์กล่าวระหว่างการแถลงข่าว และเสริมว่า การพูดคุยที่อะแลสกาจะเป็นการ “ประชุมหยั่งเชิง” โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ปูตินยุติสงคราม โดยอาจจะมีการแลกเปลี่ยนดินแดนด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายทรัมป์ใช้คำว่า “แลกเปลี่ยนดินแดน” แต่ยังไม่แน่ชัดว่า รัสเซียจะแลกเปลี่ยนดินแดนที่ยึดไปจากยูเครนกับดินแดนใด เพราะฝ่ายเคียฟไม่เคยอ้างการยึดครองดินแดนใดๆ ของรัสเซีย

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า เขาจะอัปเดตข้อมูลให้ผู้นำยุโรปทราบ หากนายปูตินมีข้อเสนอที่เป็นธรรมระหว่างการพูดคุย และเขาจะพูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติ

“ผมจะโทรศัพท์หาเขาก่อน และผมจะโทรศัพท์หาเขาหลังจากนั้น และผมอาจจะพูดว่า ‘ขอให้โชคดี สู้ต่อไป’ หรือผมอาจพูดว่า ‘เราสามารถทำข้อตกลงได้’”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า ถึงแม้เขากับเซเลนสกีจะเข้ากันได้ดี แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่เซเลนสกีทำ โดยก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยกล่าวหานายเซเลนสกีว่าเป็นต้นเหตุทำให้เกิดสงครามในยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์ประกาศเรื่องแผนการพบปะกับนายปูตินเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ส.ค. วันเดียวกับเส้นตายที่เขาขีดไว้ให้รัสเซียทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะมีมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

12 ส.ค. 2568 01:29 น.

ระทึก เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กในเพนซิลเวเนีย ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บนับสิบ

เกิดระเบิดที่โรงงานเหล็กในรัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ เจ้าหน้าที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบเหตุและค้นหาผู้สูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดที่โรงงานเหล็กของบริษัท “ยูเอส สตีล แคลร์ตัน” (US Steel Clairton) นอกเมืองพิตส์เบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ในวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2565 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย และมีผู้สูญหายอีก 2 คน

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยตอนนี้เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินกำลังพยายามช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ตำรวจเขตอัลเลเกนี เคาน์ตี ยืนยันว่าพบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ และพวกเขาเชื่อว่ามีผู้สูญหายอีก 2 คน แต่ไม่ทราบอาการของผู้บาดเจ็บ และยังไม่มีการเปิดเผยว่าอะไรเป็นสาเหตุของการระเบิด

ด้านนายจอช ชาปิโร โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า สำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินประจำรัฐเพนซิลเวเนียกับตำรวจ ถูกส่งไปยังที่เกิดเหตุแล้ว ขณะที่นายจอห์น เฟตเตอร์แมน สว.สหรัฐฯ ก็โพสต์ผ่าน X ว่า เขาได้ลงไปยังพื้นที่เกิดเหตุด้วย และเห็นเจ้าหน้าที่กำลังมีปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cbsnews

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

12 ส.ค. 2568 00:16 น.

ชาวแกมเบียเดือด ทารกหญิงเสียชีวิต หลังรับการขลิบอวัยวะเพศ

เด็กทารกเพศหญิงวัยเพียง 1 เดือนในประเทศแกมเบีย เสียชีวิตหลังรับการขลิบอวัยวะเพศหญิง (FGM) ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 11 ส.ค. 2568 ว่า เด็กทารกเพศหญิงวัย 1 เดือนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงบันจูล เมืองหลวงของแกมเบียอย่างเร่งด่วน หลังจากเธอมีอาการเลือดออกอย่างรุนแรง แต่ได้รับการประกาศว่าเสียชีวิตแล้วตอนเดินทางถึงโรงพยาบาล ตามการเปิดเผยของตำรวจแกมเบีย

ถึงแม้ว่าตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กทารกรายนี้ แต่คนมากมายกล่าวโทษว่าการขลิบอวัยวะเพศ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติตามวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา แต่ทางการแกมเบียประกาศเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปแล้ว ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิต

“วัฒนธรรมไม่ใช่ข้ออ้าง, ประเพณีไม่ใช่โล่ป้องกัน นี่คือความรุนแรง ไม่มีสิ่งอื่นเจือปน ง่ายๆ แค่นั้น” องค์กรเอ็นจีโอ Women In Leadership and Liberation หรือ WILL ระบุในแถลงการณ์

ตำรวจระบุว่า มีผู้หญิง 2 คนถูกจับกุมตัวฐานต้องสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของทารกหญิงรายนี้

ด้านอับดูไล ซีเซย์ สมาชิกสภาเขตกอมโบเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ออกมาเน้นย้ำเรื่องการปกป้องเด็กๆ จากหลักปฏิบัติที่เป็นอันตราย และพรากสุขภาพ, เกียรติ และชีวิตของพวกเขาไป

“การสูญเสียชีวิตของเด็กผู้บริสุทธิ์ในครั้งนี้จะต้องไม่ถูกลืมเลือน ขอให้เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนและเป็นช่วงเวลาที่ประเทศของเราได้เริ่มต้นความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิต, ความปลอดภัย และเกียรติของเด็กๆ ทุกคนอีกครั้ง”

ทั้งนี้ แกมเบียทำให้การทำ FGM เป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2558 โดยมีทั้งโทษปรับและจำคุกสูงสุด 3 ปี และจำคุกตลอดชีวิตหากเด็กเสียชีวิต

แต่มันยังคงเกิดขึ้นในสังคมแกมเบีย โดยเหตุผลส่วนใหญ่ก็เพื่อการยอมรับทางสังคม, ความเชื่อทางศาสนา, การเข้าใจเรื่องสุขอนามัยแบบผิดๆ ว่าเป็นการรักษาพรหมจารีของเด็กหญิงหรือผู้หญิง, ทำให้สามารถแต่งงานได้ และเพิ่มความสุขทางเพศให้ผู้ชาย

แกมเบียติด 10 อันดับแรกของประเทศที่มีการทำ FGM มากที่สุดในโลก โดย 73% ของผู้หญิงและเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 15-49 ปี ได้ทำกระบวนการดังกล่าวมาแล้ว และหลายคนทำก่อนอายุ 6 ขวบ

WILL ระบุว่า ชาวแกมเบียเริ่มขลิบอวัยวะเพศให้เด็กหญิงตั้งแต่ยังเป็นทารกมากขึ้น เพราะเชื่อแบบผิดๆ ว่า เด็กจะหายเร็วกว่า นอกจากนั้นยังมีเหตุผลเรื่องกฎหมาย โดยพวกเขาเชื่อว่าการขลิบตั้งแต่เด็กจะทำให้ปิดบังได้ง่ายขึ้น

การบังคับใช้กฎหมายอันหย่อนยานก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การทำ FGM ไม่ลดลง โดยในปี 2566 มีการดำเนินคดีเพียง 2 ครั้งและตัดสินว่ามีความผิดเพียง 1 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีความพยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลยกเลิกบทลงโทษสำหรับการทำ FGM ด้วย แต่ร่างกฎหมายถูกโหวตคว่ำไปเมื่อปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

11 ส.ค. 2568 22:41 น.

ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินใน ดี.ซี. สั่งกวาดล้างอาชญากร ไล่คนไร้บ้าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาวะฉุกเฉินในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเพื่อกวาดล้างแก๊งอาชญากรรม และรื้อที่อยู่ของคนไร้บ้าน เพื่อให้เมืองหลวงกลับมาสะอาดและปลอดภัยอีกครั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าว เปิดเผยแผนการที่เขาระบุว่าเป็นการทำให้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยประกาศมาตรการหลายข้อ รวมถึง ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะ, ส่งตำรวจกับเจ้าหน้าที่เอฟบีไอลงพื้นที่มากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

นายทรัมป์เริ่มแถลงด้วยการระบุว่า “เราจะนำเมืองหลวงของเรากลับคืนมา” โดยเขาวางแผนจะให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยตรง ด้วยกฎหมายว่าด้วยการปกครองตนเองของเขตปกครองพิเศษโคลัมเบีย (District of Columbia Home Rule Act)

นอกจากนั้น เขาจะส่งทหารกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิไปยังดี.ซี. ทำให้สำนักงานตำรวจท้องถิ่นกลายเป็นของรัฐบาลกลางด้วย

นายทรัมป์ยังอ้างว่า เมืองหลวงแห่งนี้ถูกยึดไปโดยกลุ่มแก๊งผู้ใช้ความรุนแรง และอาชญากรกระหายเลือด รวมถึงคนบ้าเพราะยาเสพติดและคนไร้บ้าน โดยบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวที่มารวมตัวกันในงานแถลงของเขาว่า พวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อของคนเหล่านี้เช่นกัน และว่า “พวกคุณคงไม่อยากถูกปล้น ข่มขืน หรือถูกสังหารหรอก”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า อัตราการเกิดเหตุอาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอนนี้สูงกว่าบางพื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเลวร้ายที่สุดในโลกเสียอีก ขณะที่จำนวนเหตุโจรกรรมรถยนต์และการจี้รถก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ นายทรัมป์อ้างสถิติสูงสุดในปี 2566 แต่ ณ ปัจจุบัน น.ส.มูริเอล บาวเซอร์ นายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ออกมายืนยันว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 จนถึงตอนนี้ จำนวนเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงแห่งนี้ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนอาชญากรรมความรุนแรงทั้งหมด ก็ลดลง 26% ด้วย

แพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ
แพม บอนดี อัยการสูงสุดสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์พูดถึงกรณีที่ อดีตลูกจ้างของกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกทำร้ายก่อนหน้านี้ โดยกล่าวว่า “เขาถูกทุบตีอย่างรุนแรงโดยกลุ่มอันธพาลที่ผ่านมา” และถูกทิ้งให้จมกองเลือด

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงกรณีลูกจ้างรัฐบาลกลางกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานเลือกตั้งคนอื่นๆ ที่ถูกโจมตีในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงสมาชิกสภาจากพรรคเดโมแครตและพนักงานฝึกงาน “เหตุการณ์เหล่านี้กระทบต่อการทำงานของรัฐบาลกลาง และเป็นภัยต่อเมริกา”

“เรากำลังกำจัดสลัมออกไปด้วย” นายทรัมป์กล่าว โดยหันไปพูดเรื่องคนไร้บ้าน “ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางการเมือง แต่เรากำลังกำจัดสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่” อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ไม่ได้พูดเชื่อมโยงเหล่าคนไร้บ้านกับเหตุอาชญากรรมที่เขาพูดถึงก่อนหน้านี้

จากนั้นนายทรัมป์ก็วกกลับไปพูดเรื่องอาชญากรรมต่อ โดยระบุว่า กลุ่มวัยรุ่นจำนวนมากกำลังอาละวาดตามท้องถนนในเมืองวอชิงตัน ดี.ซี. และเขาเห็นกลุ่มวัยรุ่นหัวรุนแรงต่อสู้ขัดขืนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเมื่อคืนที่ผ่านมานี้เอง

“คนพวกนี้ชอบถ่มน้ำลายรดหน้าตำรวจ” และกรีดร้องใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 1 นิ้ว “คุณบอกพวกเขาไปเลย ว่าถ้าคุณถุยเราจะทุบ” (you spit and we hit) “และพวกเขาจะถูกทุบอย่างหนักด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาเห็นเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว

นายทรัมป์หันไปพูดถึงเรื่องจำนวนตำรวจใน ดี.ซี. โดยระบุว่า เขาได้คุยกับสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ในเรื่องนี้แล้ว และพบว่า ถึงแม้จำนวนเจ้าหน้าที่จะลดลง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ก็ยังมีตำรวจกว่า 3,500 นาย ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่า เป็นจำนวนที่เยอะมาก ก่อนจะเสนอเพิ่มกฎหมายและข้อบังคับแทนที่จะเพิ่มจำนวนตำรวจ

จากนั้นนายทรัมป์ก็หันไปกล่าวโจมตีรัฐบาลชุดก่อนของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน เรื่องการดูแลชายแดนในภาคใต้ของประเทศ และอ้างว่า ตัวเขาแก้ปัญหาชายแดนนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าทำงานแล้ว

นายทรัมป์ปิดท้ายการแถลงข่าวด้วยการประกาศมาตรการหลายอย่าง รวมถึง ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความปลอดภัยสาธารณะในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการ, ให้ แพม บอนดี อัยการสูงสุด เข้าควบคุมสำนักงานตำรวจเทศบาลกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., ส่งตำรวจและเอฟบีไอตรวจตราตามท้องถนนมากขึ้น และกำจัดแก๊งอาชญากรรมออกจากเมือง

หลังจากนายทรัมป์ลงจากโพเดียมไปแล้ว นายดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ขึ้นมาแถลงต่อ โดยระบุว่า สำนักงานตำรวจอุทยานแห่งสหรัฐฯ (US Park Police) ได้รับมอบหมายให้จัดการกับอาชญากรรมในวอชิงตัน ดี.ซี. และพวกเขาเริ่มการรื้อแคมป์คนไร้บ้านกับการปกป้องอนุสาวรีย์ต่างๆ แล้ว

อนึ่ง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ประกาศว่าคนไร้บ้านจะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงในทันที โดยรัฐบาลจะหาสถานที่อื่นที่ไกลจากเมืองหลวงไว้ให้ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า สถานที่ดังกล่าวคือที่ใด

จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ต่อมานายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิจะเข้าสู่วอชิงตัน ดี.ซี. ภายในสัปดาห์นี้ ตามคำสั่งของนายทรัมป์ และพวกเขาเตรียมนำหน่วยพิเศษอื่นๆ เข้าสู่เมืองหลวงแห่งนี้ด้วย

หลังจากนายเฮกเซธพูดเสร็จก็ถึงคิวของ น.ส.แพม บอนดี อัยการสูงสุด โดยกล่าวว่า เธอต้องการทำให้ชัดเจนที่สุดว่า อาชญากรรมใน ดี.ซี. กำลังจะจบลงและจะจบลงในวันนี้ รัฐบาลจะใช้ทุกอำนาจที่มีเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม

ด้าน น.ส. จีไนน์ ปีร์โร อัยการสูงสุดกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.คนใหม่ ขึ้นมากล่าวว่า เธอเห็นอาชญากรรมความรุนแรงฝีมือกลุ่มวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองจะทำร้ายใครก็ได้มากเกินไปแล้ว พวกเขารู้ว่าสามารถหลุดรอดไปได้ เพราะกฎหมายต่ออาชญากรเยาวชนนั้นมันอ่อนแอเกินไป

“เราเห็นพวกคุณแล้ว เรากำลังจับตามองพวกคุณ และเราจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อจับพวกคุณ” น.ส.ปีร์โรกล่าว

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

11 ส.ค. 2568 16:37 น.

ศาลสูงอินเดียสั่งกวาดล้างสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลี

ศาลฎีกาอินเดียมีคำสั่งให้กวาดล้างสุนัขจรจัดหลายหมื่นตัวออกจากกรุงนิวเดลี โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัยสาธารณะ หลังจากเหตุการณ์ที่มีผู้ถูกสุนัขกัดเพิ่มขึ้น

อินเดียเป็นแหล่งอาศัยของสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และสื่อต่างๆ ในเมืองมักรายงานข่าวการโจมตีของสุนัขจรจัดที่ร้ายแรง โดยเฉพาะกับเด็กและผู้สูงอายุ

จากข้อมูลสำมะโนปศุสัตว์ของอินเดียปี 2012 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ มีสุนัขจรจัดอย่างน้อย 60,000 ตัวอาศัยอยู่ตามท้องถนนในกรุงเดลี บางคนคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวน่าจะสูงกว่านี้มาก โดยมีฝูงสุนัขขนาดใหญ่ที่เป็นคู่แข่งกัน ออกเดินเตร่ตามสวนสาธารณะและย่านที่อยู่อาศัยทั่วเมือง

องค์การอนามัยโลกระบุว่า อินเดียมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่เลวร้ายลงเนื่องจากการขาดโครงการทำหมันและข้อจำกัดทางกฎหมายในการกำจัดสุนัข
ศาลขอให้เจ้าหน้าที่กรุงนิวเดลีจัดตั้งศูนย์พักพิงสุนัขภายใน 8 สัปดาห์ และบันทึกข้อมูลสุนัขที่จับได้ทุกวัน  ศาลระบุว่า “สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยสุนัขจรจัดแม้แต่ตัวเดียว”  โดยคำสั่งดังกล่าวบังคับใช้กับกรุงนิวเดลีและเขตชานเมืองใกล้เคียง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรราว 30 ล้านคน

ศาลเตือนถึงการดำเนินคดีกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสัตว์ที่ขัดขวางการกวาดล้างสุนัข ศาลยังสั่งให้จัดตั้งสายด่วน 24 ชั่วโมงเพื่อรายงานเหตุการณ์สุนัขกัด และให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถานที่ที่มีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

ข้อมูลที่เสนอต่อรัฐสภาอินเดียแสดงให้เห็นว่ามีกรณีการถูกสุนัขกัดมากกว่า 3.7 ล้านกรณี และมีผู้ต้องสงสัยว่าเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 54 รายในปี 2024

การประมาณการอื่นๆ ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงมากกว่านั้นเกือบ 2 เท่า โดยกรุงนิวเดลีเพียงแห่งเดียวมีกรณีสุนัขกัดประมาณ 2,000 กรณีในแต่ละวัน

ในย่านแหล่งอาศัยของชนชั้นกลาง สุนัขจรจัดจำนวนมากในนิวเดลีเป็นที่รักของประชาชน แม้ว่าจะไม่มีเจ้าของอย่างเป็นทางการ โดยสุนัขบางตัวสวมเสื้อแจ็คเก็ตสุนัขแบบพิเศษเพื่อให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว แต่สุนัขเหล่านี้ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ด้วย โดยสื่ออินเดียรายงานข่าวการรุมทำร้ายเด็กเล็กโดยฝูงสุนัขที่ดุร้ายอยู่เสมอ.