UK บังคับใช้กฎหมาย “แบนดาบนินจา” หวังลดการก่ออาชญากรรมด้วยมีด

UK บังคับใช้กฎหมาย “แบนดาบนินจา” หวังลดการก่ออาชญากรรมด้วยมีด

3 ส.ค. 2568 03:36 น.

UK บังคับใช้กฎหมาย “แบนดาบนินจา” หวังลดการก่ออาชญากรรมด้วยมีด

UK บังคับใช้กฎหมาย แบนดาบนินจา ในอังกฤษและเวลส์แล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการก่ออาชญากรรมด้วยอาวุธมีดซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหราชอาณาจักร (UK) เริ่มบังคับใช้กฎหมาย ห้ามครอบครอง, ขาย หรือนำเข้า “ดาบนินจา” ในอังกฤษและเวลส์แล้ว ในวันที่ 1 ส.ค. 2568 โดยการพกพาอาวุธดังกล่าวออกมาในที่สาธารณะอาจทำให้ต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี

ในช่วง 1 เดือนก่อนถึงวันบังคับใช้กฎหมายใหม่นี้ รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนนำอาวุธต่างๆ รวมถึงมีด มาหย่อนใส่ “ถังนิรโทษ” (amnesty bin) หรือรถตู้เคลื่อนที่ ตามแผนการควบคุมการก่ออาชญากรรมด้วยมีด โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น โดยรัฐบาลระบุว่า มีอาวุธอย่างน้อย 1,000 ชิ้นถูกนำมาส่งมอบในช่วงเวลาดังกล่าว

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาล UK เกิดขึ้นในขณะที่การก่ออาชญากรรมด้วยมีดในอังกฤษและเวลส์พุ่งสูงขึ้นถึง 87% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีการก่อเหตุที่ได้รับการบันทึกไว้ถึง 54,587 ครั้งในปี 2567 เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้านั้น ซึ่งถือเป็นสถิติสูงอันดับต้นๆ ของยุโรป

ทั้งนี้ ข้อจำกัดล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของ “กฎหมายโรแนน” ซึ่งมาจากชื่อของนาย โรแนน คันดะ วัยรุ่นอายุ 16 ปี ผู้ถูกคนร้ายใช้ดาบนินจาทำร้ายจนเสียชีวิตเมื่อปี 2565

อีกหนึ่งชนวนเหตุสำคัญคือเหตุการณ์ในวันที่ 29 ก.ค. 2567 เมื่อนายแอ็กเซล รูดาคูบานา อายุเพียง 17 ปี ใช้มีดไล่แทงผู้คนที่ชั้นเรียนสอนเต้นสำหรับเด็กที่เมืองเซาท์พอร์ต ทำให้มีเด็กหญิงเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีก 10 ราย

โศกนาฏกรรมครั้งนั้นทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในสังคม และทำให้รัฐมนตรีหลายคนให้คำมั่นว่าจะใช้มาตรการตรวจสอบอายุของผู้ซื้อมีด, บังคับใช้กฎหมายการขายอาวุธผ่านโลกออนไลน์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น และแบนอาวุธมีดบางประเภท รวมถึง มีดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ซอมบี้, มีดมาเชเต้ และดาบนินจา

นอกจากโทษจำคุกสูงสุด 4 ปีสำหรับผู้พกพาอาวุธมีดในที่สาธารณะแล้ว หากบุคคลใดถูกจับได้ว่าพกอาวุธดังกล่าวในที่ส่วนบุคคลก็จะต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือนด้วย โดยโทษจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 ปีหลังจากร่างกฎหมายอาชญากรรมและการบังคับใช้ฉบับใหม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : euronews

อดีต สส.อินเดียคนดัง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาข่มขืนอดีตลูกจ้าง

อดีต สส.อินเดียคนดัง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาข่มขืนอดีตลูกจ้าง

3 ส.ค. 2568 01:46 น.

อดีต สส.อินเดียคนดัง ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาข่มขืนอดีตลูกจ้าง

อดีต สส.อินเดียคนดังถูกศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต จากความผิดฐานข่มขืนอดีตลูกจ้างในบ้านของเขา นอกจากนี้ยังมีคดีข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศอีกหลายคดีที่ยังไม่ตัดสิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลในภาคใต้ของประเทศอินเดียมีคำพิพากษาเมื่อวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. 2568 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตนาย ปราชญ์วาล เรวันนา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนดังในรัฐเกรละ เพียง 1 วันหลังจากเขาถูกพบว่ามีความผิดจริงข้อหาข่มขืนหนึ่งในอดีตลูกจ้างของเขา

การกระทำผิดของนายปราชญ์วาล ซึ่งมาจากครอบครัวนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลในอินเดีย ถูกเปิดเผยออกมาในปี 2566 หลังจากมีคลิปวิดีโอหลายร้อยคลิปซึ่งแสดงให้เห็นภาพเขาขณะก่อเหตุ ถูกเผยแพร่บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ จนสร้างกระแสความไม่พอใจไปทั่วประเทศ

นายปราชญ์วาลปฏิเสธข้อกล่าวหามาตลอด และเขาพยายามร้องขอให้ศาลมอบบทลงโทษที่เบาลง หลังจากผู้พิพากษามีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้เขายังสามารถยื่นอุทธรณ์เพื่อคัดค้านคำตัดสินได้

ทั้งนี้ นายปราชญ์วาลเป็นหลานของนาย ฮาราดานาฮัลลี ดอดเดโกวดา เดเว โกวดา อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย และในปัจจุบันพรรคชนตา ดาล (Janata Dal) ของเขาจับมือเป็นพันธมิตรกับพรรคภารตียชนตา (BJP) ของนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบัน

นายปราชญ์วาลเดินทางออกจากอินเดียด้วยหนังสือเดินทางสำหรับนักการทูต เมื่อเดือนเมษายน 2567 หลังจากคลิปวิดีโอดังกล่าวแพร่กระจายไปทั่วรัฐเกรละ โดยเขาไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับคลิปวิดีโอ แต่เจ้าหน้าที่สำนักงานของเขาอ้างว่า วิดีโอเหล่านั้นเป็นคลิปตัดต่อ

ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน นายปราชญ์วาลเดินทางจากเยอรมนีกลับประเทศอินเดีย และถูกจับกุมตัว โดยตอนนี้เขายังเผชิญกับข้อหาข่มขืนอีก 2 คดี และล่วงละเมิดทางเพศอีก 1 คดี ที่ยังไม่มีการตัดสิน โดยนายปราชญ์วาลปฏิเสธทุกข้อหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

2 ส.ค. 2568 23:39 น.

ทรัมป์ไล่ออกหัวหน้าฝ่ายสถิติแรงงาน หลังเผยตัวเลขจ้างงานต่ำกว่าที่คาด

โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลดหัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงาน หลังเผยแพร่ตัวเลขการจ้างงานที่ต่ำกว่าความคาดหมาย โดยกล่าวหาว่าจงใจปลอมแปลงตัวเลข

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดสินใจไล่ น.ส.เอริกา แมคเอนตาร์เฟอร์ กรรมาธิการสำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ออกจากตำแหน่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (1 ส.ค. 2568) หลังเปิดเผยข้อมูลว่า อัตราการจ้างงานในเดือนกรกฎาคมมีการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

นายทรัมป์กล่าวหา น.ส.แมคเอนตาร์เฟอร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ว่าปลอมแปลงตัวเลขข้อมูลจ้างงานเพื่อทำให้พรรครีพับลิกันและตัวเขาดูแย่ โดยไม่มีการเผยแพร่หลักฐานประกอบคำกล่าวอ้างของเขาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ BLS ระบุว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมสหรัฐฯ จ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 73,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญคาดเอาไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 109,000 ตำแหน่ง นอกจากนั้น BLS ยังปรับลดตัวเลขจ้างงานในเดือนพฤษภาคมกับมิถุนายนลงอย่างมาก จนน้อยกว่าที่พวกเขาเคยรายงานเอาไว้ถึง 258,000 ตำแหน่ง

“เราต้องการตัวเลขจ้างงานที่แม่นยำ ผมได้สั่งการทีมงานของผมให้ไล่ผู้ที่ไบเดนแต่งตั้งออกจากตำแหน่งทันที เธอจะถูกแทนที่ด้วยคนที่เก่งกว่าและมีคุณสมบัติดีกว่า” นายทรัมป์ระบุในโพสต์บน Truth Social

BLS ยังไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจของนายทรัมป์ โดยหลังจากนี้ นายวิลเลียม เวียตโรวสกี รองกรรมาธิการจะดำรงตำแหน่งรักษาการไปก่อน

ทั้งนี้ รัฐบาลของนายทรัมป์เพิ่งดำเนินการเลย์ออฟเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางครั้งใหญ่ จนทำให้เกิดความกังวลเรื่องคุณภาพของข้อมูลเศรษฐกิจ ซึ่งเคยได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานที่สูงมาก

สหภาพแรงงาน, นักเศรษฐศาสตร์ และพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การไล่ออกหัวหน้า BLS อย่างหนัก โดยกล่าวหาว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ที่จะควบคุมข้อมูล และเตือนว่าการทำเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

2 ส.ค. 2568 22:52 น.

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

กัมพูชาอ้างว่า พบระเบิด MK-82 ที่ F-16 ของไทย ทิ้งใส่วัดในจังหวัดอุดรมีชัย พร้อมภาพซากยืนยันว่าระเบิดผลิตในปี 2566 ไม่ใช่ของเก่า

สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา รายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) ยืนยันในวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. 2568 ว่า เครื่องบินรบ F-16 ของไทยทิ้งระเบิดนำวิถี MK-82 ใส่เจดีย์วัดตา มอน เซนเชย (Ta Moan Senchey) ระหว่างการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้เจดีย์ถูกทำลายและพระสงฆ์มรณภาพ 1 รูป

นายเฮง รัตนะ ผู้อำนวยการของ CMAC ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดของพวกเขายืนยันว่าเจดีย์แห่งนี้ถูกโจมตีด้วยระเบิด MK-82 ที่ทิ้งลงมาจาก F-16 ของไทยจริง โดยเป็นระเบิดที่ติดตั้งระบบนำวิถี “GBU-12 Paveway II” ผลิตโดยอิสราเอล

พวกเขายังพบหลักฐานหลายอย่างรวมถึง เศษซากของระเบิด MK-82 จำนวน 2 ลูก, แผ่นป้ายข้อมูลจำเพาะของระเบิด ซึ่งมีซีเรียลนัมเบอร์หมายเลข 22002788 กับ 22002794 และระบุว่าผลิตเมื่อเดือนมกราคม 2566

กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย
กัมพูชาอ้างภาพหลักฐาน F-16 ไทย ทิ้งระเบิด MK-82 ตกใส่วัดในอุดรมีชัย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

เกาหลีเหนือแถลง หวังเห็นอาเซียนมีสันติยั่งยืน หลังไทย-กัมพูชาหยุดยิง

เกาหลีเหนือแถลง หวังเห็นอาเซียนมีสันติยั่งยืน หลังไทย-กัมพูชาหยุดยิง

2 ส.ค. 2568 16:09 น.

เกาหลีเหนือแถลง หวังเห็นอาเซียนมีสันติยั่งยืน หลังไทย-กัมพูชาหยุดยิง

(AFP PHOTO/KCNA VIA KNS)

เกาหลีเหนือแถลง หวังให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืน หลังไทยกับกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ยุติการปะทะบริเวณชายแดนที่ดำเนินต่อเนื่องหลายวัน

เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ส.ค. 2568 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีเหนือตอบคำถามของผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) เรื่องการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ยุติการปะทะกันบริเวณชายแดนซึ่งดำเนินต่อเนื่อง 5 วัน และทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า การหยุดยิงระหว่างกัมพูชากับไทยสำเร็จได้เพราะความพยายามเพื่อสันติของเหล่าประเทศที่เกี่ยวข้องและอาเซียน เพื่อแก้ปัญหาในภูมิภาคอย่างสันติผ่านการเจรจาและการทูต”

“เราหวังว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีสันติภาพและเสถียรภาพที่ยั่งยืนภายในภูมิภาค ด้วยการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัน เพิ่มความไว้วางใจทางการเมือง และส่งเสริมความร่วมมือระดับทวิภาคีมากขึ้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : KCNAwatch

ญี่ปุ่นเผชิญ “กรกฎาคม” ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อุตุฯ เตือนร้อนต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหา

ญี่ปุ่นเผชิญ “กรกฎาคม” ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อุตุฯ เตือนร้อนต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหา

2 ส.ค. 2568 12:31 น.

ญี่ปุ่นเผชิญ “กรกฎาคม” ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ อุตุฯ เตือนร้อนต่อเนื่องตลอดเดือนสิงหา

ญี่ปุ่นเผชิญกับเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดทุบสถิติ นับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1898 พร้อมเตือนว่าเดือนสิงหาคมจะยังคงมีความร้อนรุนแรง ปกคลุมทั่วประเทศ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า คลื่นความร้อนทั่วโลกมีแนวโน้มรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีสาเหตุมาจากมนุษย์ และญี่ปุ่นก็ไม่มีข้อยกเว้น

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติญี่ปุ่น หรือ JMA ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1991-2020 ถึง 2.89 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุด และเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่อุณหภูมิเฉลี่ยเดือนกรกฎาคมทำลายสถิติสูงสุด

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ญี่ปุ่นยังทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึกไว้ คือ 41.2 องศาเซลเซียส ในจังหวัดเฮียวโงะทางภาคตะวันตกของประเทศ

สำนักงานอุตุฯ ระบุว่า เดือนกรกฎาคมมีปริมาณฝนต่ำในหลายพื้นที่ โดยภาคเหนือที่อยู่ติดทะเลญี่ปุ่นมีปริมาณฝนต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันฤดูฝนในภาคตะวันตกสิ้นสุดเร็วกว่าปกติถึงราว 3 สัปดาห์ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อากาศที่อุ่นขึ้นทำให้ซากุระ ซึ่งเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของญี่ปุ่น บานเร็วกว่าปกติ หรือบางครั้งบานไม่เต็มที่ เนื่องจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวไม่หนาวพอที่จะกระตุ้นการออกดอก

นอกจากนี้ ยอดภูเขาฟูจิที่ปกคลุมด้วยหิมะก็หายไปนานที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว โดยเพิ่งปรากฏในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติที่มักจะเห็นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมคร่า 3 ศพในเวียดนาม สูญหายอีก 9 คน

น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมคร่า 3 ศพในเวียดนาม สูญหายอีก 9 คน

2 ส.ค. 2568 11:23 น.

น้ำป่าไหลหลากทะลักท่วมคร่า 3 ศพในเวียดนาม สูญหายอีก 9 คน

เกิดน้ำป่าไหลหลาก ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนามเมื่อคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และสูญหายอีก 9 คน 

ฝนตกหนักสูงสุดถึง 30 เซนติเมตรทำให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมในจังหวัดเซินลา, ฟู้เถาะ, เตวียนกวาง โดยเฉพาะจังหวัดเดี่ยนเบียน ส่งผลให้หลายชุมชนถูกตัดขาดไม่สามารถเข้าถึงได้

กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 3 ศพขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายอีก 9 คนในตำบลเตี๊ยดิ่งและซาเยืองของจังหวัดเดี่ยนเบียน

สื่อของรัฐอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า ฝนตกหนักตั้งแต่เวลา 03.00 น. ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่ต้นน้ำ หลายหมู่บ้านจมอยู่ใต้น้ำและยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้จนถึงบ่ายวันศุกร์

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา น้ำป่าในจังหวัดเซินลาคร่าชีวิต 5 ราย ทำลายพืชผลทางการเกษตร และพัดพาสัตว์ปีกและปศุสัตว์จำนวนมากไปกับกระแสน้ำ

ขณะนี้เวียดนามอยู่ในฤดูพายุเขตร้อน ซึ่งมักก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มที่คร่าชีวิตผู้คน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สภาพอากาศรุนแรงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมทำลายล้าง

เมื่อเดือนกันยายน 2024 พายุไต้ฝุ่นยาหงิ ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในเวียดนามตอนเหนือ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 345 ราย และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เวียดนาม

ยูเอ็นเผยคลิปชาวกาซา หลบกระสุนยิงเตือนจากกองทัพอิสราเอล ขณะพยายามเข้ามาใกล้ขบวนรถบรรทุกอาหาร(คลิป)

ยูเอ็นเผยคลิปชาวกาซา หลบกระสุนยิงเตือนจากกองทัพอิสราเอล ขณะพยายามเข้ามาใกล้ขบวนรถบรรทุกอาหาร(คลิป)

2 ส.ค. 2568 09:53 น.

ยูเอ็นเผยคลิปชาวกาซา หลบกระสุนยิงเตือนจากกองทัพอิสราเอล ขณะพยายามเข้ามาใกล้ขบวนรถบรรทุกอาหาร(คลิป)

ยูเอ็นเผยภาพกระสุนยิงเตือนจากอิสราเอลเฉียดโดนฝูงชน ขณะที่ประชาชนจำนวนมากพยายามกรูเข้ามาที่ขบวนรถบรรทุกอาหารช่วยเหลือ ด้านอิสราเอลยืนยันยิงเพื่อควบคุมสถานการณ์ ไม่ได้เล็งเป้าพลเรือน 

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ OCHA เผยแพร่วิดีโอคลิปเหตุการณ์ที่แสดงภาพขบวนรถบรรทุกความช่วยเหลือแล่นผ่านจุดผ่านแดนเคเรม ชาโลม เข้าสู่ฉนวนกาซา ขณะที่มีเสียงปืนยิงมาใส่ใกล้ฝูงชนนับหมื่นที่รวมตัวรอรับอาหาร

โอลก้า เชเรฟโก เจ้าหน้าที่ OCHA กล่าวว่า เธอได้พบกับฝูงชนหลายหมื่นคนที่หิวโหยและสิ้นหวังอยู่บนถนน และพวกเขารีบขนของทั้งหมดออกจากท้ายรถบรรทุกของยูเอ็นทันที

คลิปภาพที่มีการเผยแพร่จะเห็นชายหลายคนวิ่งผ่านรถของยูเอ็นที่แล่นเป็นขบวนเข้าสู่กาซา โดยในวิดีโอ OCHA ระบุว่า “กองกำลังอิสราเอลยิงปืนเตือนเพียงไม่กี่นิ้วจากฝูงชนที่รอคอยขบวนรถบรรทุกอาหารของยูเอ็น”

ด้านกองทัพอิสราเอลตอบโต้ว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏในวิดีโอกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ากองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือ IDF จงใจยิงใส่พลเรือน และย้ำว่ากฎการปฏิบัติของ IDF ห้ามยิงใส่พลเรือนโดยเจตนาอย่างเด็ดขาด โดยการยิงเตือนจะเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อเผชิญภัยคุกคาม และจะดำเนินการในลักษณะที่ไม่เป็นอันตรายต่อประชาชน

วิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจจากนานาชาติ หลังมีภาพเด็กผอมโซและรายงานผู้เสียชีวิตจากความหิวโหยเพิ่มขึ้น กดดันให้อิสราเอลเปิดทางให้ความช่วยเหลือมากขึ้น จนทำให้ในสัปดาห์นี้ อิสราเอลได้หยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่ เพื่อให้สามารถแจกอาหารทางอากาศได้

อย่างไรก็ตาม องค์กรช่วยเหลือและชาวปาเลสไตน์ระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีเพียงเล็กน้อยและไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งสถานการณ์ความอดอยากขั้นรุนแรง ที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากำลังเกิดขึ้นในดินแดนที่ถูกสงครามทำลาย

แม้จำนวนรถบรรทุกความช่วยเหลือที่เข้าสู่กาซาจะเพิ่มขึ้น แต่แทบไม่มีรถคันใดไปถึงคลังเก็บของยูเอ็น เนื่องจากเกือบทั้งหมดถูกฝูงชนจำนวนมหาศาลดักปล้นกลางทาง ซึ่งมีทั้งพลเรือนที่หิวโหยและกลุ่มติดอาวุธที่ใช้มีด ขวาน หรือปืน เพื่อชิงเสบียงไปกักตุนหรือขายต่อ

นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการพยายามแย่งชิงความช่วยเหลือ พยานระบุว่าทหารอิสราเอลมักเปิดฉากยิงใส่ฝูงชนรอบรถบรรทุก ขณะที่โรงพยาบาลรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตหลายร้อยคน ส่วนกองทัพอิสราเอลยืนยันว่ายิงเพียงเพื่อควบคุมฝูงชนหรือป้องกันกำลังพลเท่านั้น

ระบบกระจายอาหารทางเลือกที่ดำเนินการโดยมูลนิธิมนุษยธรรมกาซาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิสราเอล ยังคงมีปัญหามากมาย ขณะที่การแจกจ่ายความช่วยเหลือทางอากาศแม้จะกลับมาดำเนินการ แต่ก็สามารถจัดส่งได้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการขนส่งทางรถบรรทุก และหลายครั้ง สิ่งของตกในพื้นที่ที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือตกลงในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ชาวบ้านต้องว่ายน้ำออกไปเก็บถุงแป้งสาลีที่เปียกน้ำ.

ที่มา : UNOCHA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ยูเอ็น

เฮ ภาษีทรัมป์ 19% ครม.ถก “รับมือ” จัดทำร่างแถลง ลงรายละเอียด สินค้าแต่ละตัว

เฮ ภาษีทรัมป์ 19% ครม.ถก “รับมือ” จัดทำร่างแถลง ลงรายละเอียด สินค้าแต่ละตัว

2 ส.ค. 2568 08:44 น.

เฮ ภาษีทรัมป์ 19% ครม.ถก “รับมือ” จัดทำร่างแถลง ลงรายละเอียด สินค้าแต่ละตัว

“พิชัย” ปลื้ม “ภาษีทรัมป์” ลดเหลือ 19% จากเดิม 36% ฟุ้งสะท้อนถึงมิตรภาพและความเป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นไทย-สหรัฐฯ ช่วยให้ไทยยังคงแข่งขันได้ในเวทีโลก โวผลงานโบแดงทีมไทยแลนด์ ครม.นัดพิเศษไฟเขียวร่างถ้อยแถลงร่วม

เมียนมาประกาศกฎอัยการศึก 63 เมือง ที่ฝ่ายต้านยึดครอง ลุ้นเดินหน้าจัดเลือกตั้งให้ได้ในเดือนธันวาคม

เมียนมาประกาศกฎอัยการศึก 63 เมือง ที่ฝ่ายต้านยึดครอง ลุ้นเดินหน้าจัดเลือกตั้งให้ได้ในเดือนธันวาคม

2 ส.ค. 2568 07:54 น.

เมียนมาประกาศกฎอัยการศึก 63 เมือง ที่ฝ่ายต้านยึดครอง ลุ้นเดินหน้าจัดเลือกตั้งให้ได้ในเดือนธันวาคม

เมียนมาประกาศกฎอัยการศึก 63 เมืองที่ฝ่ายต้านยึดครอง หลังสภาบริหารแห่งรัฐ ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารภายหลังรัฐประหารปี 2564 ประกาศยุบตัวเอง และจัดตั้ง “รัฐบาลสหภาพ” ขึ้นมาแทนเพื่อเดินหน้าจัดเลือกตั้ง

วันที่ 1 สิงหาคา 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาประกาศใช้กฎอัยการศึก ครอบคลุม 63 เมืองจากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ เพื่อรักษากฎหมายและความมั่นคงก่อนการเลือกตั้งที่วางกำหนดไว้ในเดือนธันวาคมปีนี้ หรือมกราคมปีหน้า

รายงานข่าวระบุว่า เมืองที่ถูกประกาศกฎอัยการศึกส่วนใหญ่อยู่ในรัฐคะฉิ่น กะเหรี่ยง กะยา รักขิ่น ฉาน ชิน และในภูมิภาคสะกาย มัณฑะเลย์ และมะกเว โดยในจำนวนนี้ 46 เมืองอยู่ภายใต้การควบคุมโดยสมบูรณ์ของกองกำลังฝ่ายต้านรัฐบาล อีก 16 เมือง ทหารเมียนมาควบคุมได้เพียงตัวเมืองหลัก ส่วนพื้นที่ชนบทตกอยู่ในการครอบครองของฝ่ายต่อต้าน

แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งของรัฐบาลทหารประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนว่าจะจัดการเลือกตั้งใน 267 เมืองที่เหลือ แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่าพื้นที่ที่ประกาศกฎอัยการศึกหลายแห่งมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงว่ารัฐบาลจะไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้ทันการเลือกตั้ง

การประกาศกฎอัยการศึกมีขึ้นเพียงไม่นาน หลังจากที่สภากลาโหมและความมั่นคงแห่งชาติ (National Defense and Security Council-NDSC) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ มีมติ ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เคยบังคับใช้มาตั้งแต่วันรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 โดยระบุว่า เพื่อ เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศ

ขณะที่วันเดียวกันยังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ เมื่อทางสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council-SAC) ซึ่งเป็นรัฐบาลทหารภายหลังรัฐประหารปี 2564 ประกาศ ยุบตัวเอง และจัดตั้ง “รัฐบาลสหภาพ” (Union Government) ขึ้นมาแทน

โดยรัฐบาลสหภาพชุดใหม่จะนำโดยนายอู ญอ ซอ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฯ นอกจากนั้น สภาบริหารแห่งรัฐยังมีมติยกเลิกคำสั่งที่เคยมอบอำนาจสูงสุดในการปกครองให้แก่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนในประเทศที่ยังเผชิญกับการสู้รบอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธุ์และกองกำลังต่อต้านรัฐบาลทหารในหลายรัฐ โดยยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งที่แน่ชัด ขณะที่ฝ่ายต่อต้านจำนวนมากแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อแผนจัดเลือกตั้งของกองทัพ.

ที่มา Irrawaddy