ญี่ปุ่นเตือนภัยพายุ “กรอซา” จ่อขึ้นฝั่งภูมิภาคคันโต กระทบโตเกียววันนี้ เสี่ยงฝน น้ำท่วม ดินถล่ม

ญี่ปุ่นเตือนภัยพายุ "กรอซา" จ่อขึ้นฝั่งภูมิภาคคันโต กระทบโตเกียววันนี้ เสี่ยงฝน น้ำท่วม ดินถล่ม

2 ส.ค. 2568 05:24 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยพายุ “กรอซา” จ่อขึ้นฝั่งภูมิภาคคันโต กระทบโตเกียววันนี้ เสี่ยงฝน น้ำท่วม ดินถล่ม

อุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนพายุโซนร้อนรุนแรง “กรอซา” เคลื่อนตัวเข้าใกล้ภูมิภาคคันโต อาจกระทบกรุงโตเกียว ช่วงเช้าวันเสาร์นี้ เตรียมรับมือฝนตกหนัก คลื่นลมแรง เสี่ยงน้ำป่า ดินถล่ม และแม่น้ำล้นตลิ่ง

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว NHK รายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency-JMA) ออกประกาศเตือน พายุโซนร้อนรุนแรง “กรอซา” (Krosa) กำลังเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดย เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ พายุกำลังเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกของเกาะฮะจิโจจิมะ ห่างจากภูมิภาคคันโต ซึ่งรวมถึงกรุงโตเกียว

เจ้าหน้าที่เตือนว่า พายุลูกนี้อาจเข้าใกล้ภูมิภาคคันโตในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม และอาจส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ รวมถึงภูมิภาคโทโฮคุ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ

พยากรณ์อากาศคาดว่า จะมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนัก โดยบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของภูมิภาคโทโฮคุอาจมีปริมาณฝนสูงสุดถึง 120 มิลลิเมตรภายในเย็นวันเสาร์ ส่วนภูมิภาคคันโตอาจมีฝนสะสมราว 100 มิลลิเมตร

ทางการญี่ปุ่นได้ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมความพร้อมและติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเฝ้าระวังคลื่นสูง ดินถล่ม น้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำ และระดับน้ำในแม่น้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง.

ที่มา : NHK

สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพ ถูกแอบถ่ายขณะเผลอนั่งหลับคาโต๊ะทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าหลังประชุม

สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพ ถูกแอบถ่ายขณะเผลอนั่งหลับคาโต๊ะทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าหลังประชุม

2 ส.ค. 2568 00:19 น.

สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพ ถูกแอบถ่ายขณะเผลอนั่งหลับคาโต๊ะทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าหลังประชุม

สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพตัวเองถูกแอบถ่ายไม่รู้ตัวขณะเผลอนั่งหลับคาโต๊ะทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าหลังการประชุมกับผู้บัญชาการทหาร

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 สมเด็จฮุน เซน  โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยว่าเขาเผลอหลับไประหว่างนั่งพักหลังเสร็จสิ้นการประชุมร่วมกับบรรดาผู้นำ และผู้บัญชาการทหาร ก่อนถูกคนรอบข้างถึง 4 คนแอบถ่ายภาพไว้โดยไม่รู้ตัว โดยอดีตนายกฯกัมพูชา วัย 72 ปี ระบุว่า “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะเผลอหลับบนเก้าอี้ และถูกแอบถ่ายถึง 4 คน” 

ฮุน เซน ยังระบุว่า เขาตกใจตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับข่าวว่าทหารกัมพูชาจำนวน 2 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากฝั่งไทยหลังหยุดยิง 8 ชั่วโมง ถูกส่งตัวกลับมายังกัมพูชาอย่างปลอดภัยแล้ว พร้อมอวยพรให้ทหารทั้งสองนายฟื้นตัวโดยเร็ว พร้อมกล่าวถึงความคาดหวังต่อสันติภาพที่ยั่งยืน

โพสต์นี้ได้รับความสนใจจากประชาชนชาวกัมพูชาอย่างกว้างขวาง โดยหลายคนแสดงความห่วงใยต่ออาการของทหารบาดเจ็บ พร้อมชื่นชมความเป็นกันเองของสมเด็จฮุน เซน ที่ไม่ลังเลจะแชร์ช่วงเวลาส่วนตัวบนสื่อสังคมออนไลน์.

ที่มา : Facebook / Samdech Hun Sen of Cambodia

แรงเกินต้าน กระแสหนุน “ทรัมป์” คว้าโนเบลสันติภาพ ชาวเน็ตกัมพูชาแห่โพสต์ กดไลค์กดแชร์กระหน่ำ

แรงเกินต้าน กระแสหนุน "ทรัมป์" คว้าโนเบลสันติภาพ ชาวเน็ตกัมพูชาแห่โพสต์ กดไลค์กดแชร์กระหน่ำ

1 ส.ค. 2568 23:49 น.

แรงเกินต้าน กระแสหนุน “ทรัมป์” คว้าโนเบลสันติภาพ ชาวเน็ตกัมพูชาแห่โพสต์ กดไลค์กดแชร์กระหน่ำ

ชาวกัมพูชาแห่โพสต์หนุนอวยทรัมป์ คว้าโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยผลักดันหยุดยิงไทย-กัมพูชา ชู “ทรัมป์คือประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ” ขณะที่ “ฮุน เซน-ลูกชาย” ยกย่องทรัมป์ช่วยหยุดความรุนแรง

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของกัมพูชารายงานว่า ขณะนี้กระแสเรียกร้องให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีขแงสหรัฐฯ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ กำลังทวีความรุนแรงในหมู่ชาวเน็ตกัมพูชาและเจ้าหน้าที่รัฐบาล หลังจากทุกคนเชื่อว่าทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการหยุดยิงจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยโลกออนไลน์กัมพูชา โดยเฉพาะในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีผู้ใช้งานนับล้านคน เต็มไปด้วยโพสต์ขอบคุณและสนับสนุนให้เขาได้รับรางวัลโนเบล หนึ่งในโพสต์ที่มีภาพทรัมป์ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง มีข้อความว่า “ขอบคุณทรัมป์ที่นำสู่สันติภาพ หยุดการสู้รบ ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ สนับสนุนให้ทรัมป์ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ”

ทางด้านนางชาม นิมล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณทรัมป์เช่นกัน โดยระบุว่า “เราสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับรางวัลโนเบล-ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ!” ขณะที่นายฌอง-ฟรองซัวส์ แตง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็แชร์โพสต์พร้อมข้อความว่า “คนกัมพูชาไม่มีวันลืมผู้ที่ช่วยเหลือเรา” โดยโพสต์นี้มีผู้แสดงความคิดเห็นกว่า 5,400 ความเห็น ส่วนใหญ่แสดงการสนับสนุนแนวคิดนี้ พร้อมชื่นชมบทบาทของทรัมป์ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม

ก่อนหน้านี้ สมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ก็ได้กล่าวยกย่องบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงในครั้งนี้.

ที่มา Cambodianess

ภาพ : Facebook/Cham Nimul

รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

1 ส.ค. 2568 23:16 น.

รองนายกฯ กัมพูชายืนยัน เตรียมเสนอชื่อ “ทรัมป์” ชิงโนเบลสาขาสันติภาพ

รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชายืนยันว่า ประเทศของเขาเตรียมเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังช่วยทำให้การปะทะกันระหว่างกัมพูชากับไทยหยุดลง

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานว่า นาย ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวในวันศุกร์ที่ 1 ส.ค. 2568 ยืนยันว่า กัมพูชาเตรียมเสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังจากผู้นำสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทโดยตรงในการหยุดการปะทะบริเวณชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา

CNA ระบุว่า พวกเขาได้ส่งข้อความไปสอบถามนายซุน ว่ากัมพูชามีแผนจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจริงหรือไม่ นายซุนตอบกลับมาว่า “จริง”

ก่อนหน้านั้น นายซุนเคยพูดคุยกับผู้สื่อข่าวในกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา โดยเขากล่าวขอบคุณนายทรัมป์ที่นำสันติกลับคืนมา และว่าผู้นำสหรัฐฯ รายนี้คู่ควรจะได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งเป็นรางวัลระดับนานาชาติสูงสุด ที่จะมอบให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่สร้างมิตรภาพระหว่างประเทศมากที่สุด

“เราขอขอบคุณความพยายามมากมายที่เขาทำเพื่อสันติ” นายซุนกล่าว และเสริมว่า กัมพูชาขอขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ลดอัตราภาษีนำเข้าของกัมพูชาลงเหลือ 19% ด้วย (จากเดิม 36%)

กัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีแผนจะเสนอชื่อนายทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ปากีสถานก็ประกาศจะทำแบบเดียวกัน หลังจากนายทรัมป์ช่วยยุติการปะทะกันระหว่างพวกเขากับอินเดีย ขณะที่นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ก็พูดเมื่อเดือนก่อนว่าจะเสนอชื่อผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ชิงรางวัลโนเบลเช่นกัน

ทั้งนี้ ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาปะทุจนกลายเป็นการปะทะกันบริเวณชายแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน จนกระทั่งโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์คุยกับผู้นำของทั้งสองประเทศ นำไปสู่การเจรจาที่มาเลเซียในวันจันทร์ (28 ก.ค.) ซึ่งไทยกับกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน

หลังจากมีการทำข้อตกลง น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวก็โพสต์ผ่าน X ทันทีว่า นายทรัมป์เป็นคนทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นและ “มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้เขาซะ!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

1 ส.ค. 2568 22:37 น.

กัมพูชาร้อง UN ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับมีสภาพเจ็บหนัก ทั้งร่างกาย-จิตใจ จากการถูกคุมขังไร้มนุษยธรรม

คกก.สิทธิมนุษยชนกัมพูชาร้องยูเอ็น ทหาร 2 นายที่ไทยส่งกลับ มีสภาพแย่ทั้งร่างกาย-จิตใจ อาจถูกทรมาน ปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างถูกคุมขัง เรียกร้องปล่อยตัวอีก 18 นาย พร้อมตั้งทีมสอบสวนอิสระ

วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (Cambodian Human Rights Committee-CHRC) ได้ส่งหนังสือถึงนายโวลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องเร่งด่วนให้ตรวจสอบกรณีที่กองทัพไทยควบคุมตัวทหารกัมพูชาอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้ความรุนแรงระหว่างถูกคุมขัง และส่งตัวกลับเพียงบางส่วนจากทั้งหมด 20 นาย

หนังสือที่ส่งถึงข้าหลวงใหญ่ฯ ชี้ว่า ทหารทั้ง 20 นายอยู่ในสภาพแข็งแรงดีขณะถูกควบคุมตัว แต่ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม ทางการไทยส่งตัวคืนเพียง 2 นาย พบว่าทั้งคู่กลับมีสภาพร่างกายและจิตใจทรุดหนัก หนึ่งในนั้นมีร่องรอยบาดเจ็บจนพิการ ขณะที่อีกคนมีอาการป่วยทางจิตขั้นรุนแรง สันนิษฐานว่าเป็นผลจากการถูกทรมานและปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมระหว่างถูกคุมขัง ซึ่งสะท้อนถึงรูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการปฏิเสธการรักษาพยาบาลและการให้ติดต่อกับภายนอก

พร้อมกันนี้ เรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวทหารอีก 18 นายที่ยังคงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเงื่อนไขโดยทันที พร้อมเสนอให้ยูเอ็น หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระและเป็นกลางเกี่ยวกับเหตุการณ์การจับกุมหลังประกาศสงบศึก ตลอดจนการทรมานและละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน.

ที่มา : Phnom Penh Post

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

1 ส.ค. 2568 17:37 น.

กรกฎาคมเดือนเดียว รัสเซียยิงโดร-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน

ผลการวิเคราะห์ชี้ เฉพาะเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว รัสเซียยิงโดรน-ขีปนาวุธ เกือบ 6,300 ลำ ถล่มยูเครน ซึ่งนับว่ามากที่สุดภายในเดือนเดียว นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022

การวิเคราะห์ของสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า รัสเซียยิงโดรนโจมตียูเครนในเดือนกรกฎาคมมากกว่าเดือนใดๆ นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานในปี 2022 ส่งผลให้การโจมตีอย่างรุนแรงต่อประเทศทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังคงหยุดชะงัก 

การวิเคราะห์ซึ่งใช้ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกองทัพอากาศยูเครน แสดงให้เห็นว่ารัสเซียยิงโดรนพิสัยไกล 6,297 ลำเข้าสู่ยูเครนในเดือนที่แล้ว เพิ่มขึ้นเกือบ 16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน และเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน

ตามข้อมูลระบุว่ารัสเซียยังยิงขีปนาวุธ 198 ลูกเข้าสู่ยูเครนในเดือนกรกฎาคม ซึ่งมากกว่าเดือนใดๆ ในปีนี้ ยกเว้นเดือนมิถุนายน การโจมตีซึ่งนำไปสู่การเปิดเสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศและทำให้พลเรือนต้องรีบหาที่หลบภัย เกิดขึ้นทุกคืนของเดือนกรกฎาคม

รัสเซียปฏิเสธการหยุดยิงในยูเครนมาโดยตลอด โดยระบุว่าในเดือนกรกฎาคม ยังไม่มีทางออกทางการทูตสำหรับการรุกรานที่กินเวลานานเกือบสามปีครึ่ง การเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครน 3 รอบนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้

สหประชาชาติระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า การที่รัสเซียเพิ่มระดับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อยูเครน ทำให้จำนวนพลเรือนเสียชีวิตหรือบาดเจ็บในเดือนมิถุนายนสูงสุดในรอบ 3 ปี

การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธพร้อมกันในกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน เมื่อเช้าวันพฤหัสบดี (31 ก.ค.) คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 31 ศพ โดย 28 รายอยู่ในอาคารอพาร์ตเมนต์สูง 9 ชั้นที่ถูกขีปนาวุธถล่มจนพังทลายบางส่วน นายปาฟโล เปตรอฟ โฆษกหน่วยกู้ภัยกล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 5 รายเป็นเด็ก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งรู้สึกไม่พอใจต่อการที่รัสเซียปฏิเสธที่จะยอมรับข้อตกลงหยุดยิง ได้ให้เวลารัสเซียจนถึงวันที่ 8 ส.ค. ในการบรรลุข้อตกลง มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรครั้งใหญ่

ทั้งนี้ รัสเซียได้เพิ่มการผลิตโดรนในระดับอุตสาหกรรมนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น ขณะที่ยูเครนพยายามติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศใหม่เพื่อตอบโต้ โดยมอบหมายให้ผู้ผลิตโดรนสกัดกั้นราคาถูกหลายพันลำเพื่อทำลายโดรนของรัสเซีย.

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

1 ส.ค. 2568 15:43 น.

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ทำเนียบขาวได้ประกาศแผนการสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,560 ล้านบาท เพื่อสนองตอบความปรารถนาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องห้องบอลรูมใหม่มาแล้วหลายครั้ง

ห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้จะถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการ “ปรับปรุงให้ทันสมัย” บริเวณปีกตะวันออกของทำเนียบขาว ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสำนักงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ และสำนักงานสำคัญอื่นๆ

ตามคำแถลงของ คาโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่าเงินทุนในการก่อสร้างครั้งนี้จะมาจาก ทรัมป์โดยตรงและผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

ทำเนียบขาวเผยแผนสร้างห้องบอลรูมใหม่มูลค่า 6,560 ล้านบาท

ห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้จะมีพื้นที่ประมาณ 8,360 ตารางเมตร และสามารถรองรับแขกได้ประมาณ 650 คน ซึ่งใหญ่กว่าห้อง East Room ที่ใช้จัดงานเลี้ยงรับรองของทำเนียบขาวในปัจจุบันซึ่งรองรับได้เพียงประมาณ 200 คนเท่านั้น

การก่อสร้างห้องบอลรูมนี้จะช่วยลดความจำเป็นในการตั้ง “เต็นท์ขนาดใหญ่ที่ไม่สวยงาม” สำหรับงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐและงานใหญ่อื่นๆ ที่มักมีผู้นำระดับโลกเข้าร่วม

รายงานระบุว่าการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระในเดือนมกราคม 2029 โดยมีการจัดทำภาพร่างที่แสดงให้เห็นว่าห้องบอลรูมจะมีสถาปัตยกรรมที่คล้ายคลึงกับทำเนียบขาว โดยตกแต่งภายในอย่างหรูหราด้วยโคมระย้าและเสาที่สวยงาม

การก่อสร้างห้องบอลรูมแห่งใหม่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ได้ปรับปรุงทำเนียบขาว โดยก่อนหน้านี้มีการติดตั้งเสาธงใหม่สองต้น, การตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ด้วยสีทอง และการปรับปรุงสวนกุหลาบ Rose Garden ที่มีชื่อเสียง

อย่างไรก็ตามในอดีตสมัยที่บารัก โอบามาเป็นประธานาธิบดี ทรัมป์เคยเสนอเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อสร้างห้องบอลรูม แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมที่จะมี “ป้ายทรัมป์สีทองเป็นมันวาว…อยู่บนส่วนใดส่วนหนึ่งของทำเนียบขาว”

ที่มา BBC

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

1 ส.ค. 2568 14:12 น.

พบรังตัวต่อปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่โรงงานผลิตอาวุธนิวเคลียร์เก่าในสหรัฐฯ

สหรัฐฯ พบรังแตนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ที่มีระดับรังสีสูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 10 เท่า ในโรงงานที่เคยผลิตชิ้นส่วนสำหรับอาวุธนิวเคลียร์

เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พบรังตัวต่อเปื้อนกัมมันตรังสี ที่มีระดับรังสีสูงกว่ามาตรฐานถึง 10 เท่า ในพื้นที่ของโรงงานเก่าที่เคยใช้ผลิตชิ้นส่วนอาวุธนิวเคลียร์ ใกล้เมืองไอเคน รัฐเซาท์แคโรไลนา โดยโรงงานแห่งนี้เคยใช้ผลิตพลูโทเนียมซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ในช่วงสงครามเย็น

รังดังกล่าวถูกค้นพบโดยคนงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรังสีนิวเคลียร์ที่พื้นที่โรงงานซาวันนาห์ ริเวอร์ (SRS) ใกล้เมืองไอเคนเป็นประจำ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา

รายงานของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ได้มีการฉีดพ่นสารเพื่อกำจัดตัวต่อในรังและนำรังไปบรรจุเป็นขยะกัมมันตรังสี แต่ไม่พบตัวต่อแล้วในบริเวณดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบยืนยันว่าการปนเปื้อนในครั้งนี้ไม่ได้มาจากรังสีที่รั่วไหลจากถังเก็บกากนิวเคลียร์ อีกทั้งยังไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณชนแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่อธิบายว่าสาเหตุที่รังตัวต่อมีระดับรังสีสูงมากนั้น มาจาก “การปนเปื้อนของกากกัมมันตรังสีที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่” ตั้งแต่สมัยที่โรงงานยังคงมีการผลิตชิ้นส่วนอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ โดยรังตัวต่อถูกพบอยู่ใกล้กับถังเก็บกากนิวเคลียร์เหลวหลายล้านแกลลอน แต่รายงานระบุว่าไม่มีการรั่วไหลจากถังเหล่านี้

ขณะที่กลุ่มเฝ้าระวังอย่าง Savannah River Site Watch ซึ่งคอยตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว แสดงความไม่พอใจและตั้งคำถามว่า ทางโรงงานควรชี้แจงที่มาของการปนเปื้อน รวมถึงมีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจากถังเก็บหรือไม่ เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบ

ปัจจุบันโรงงานนี้ยังคงดำเนินการอยู่ โดยเปลี่ยนจุดเน้นไปที่การผลิตวัสดุนิวเคลียร์สำหรับโรงงานไฟฟ้า แต่ยังคงมีถังเก็บกากนิวเคลียร์ที่ยังใช้งานอยู่ใต้ดินถึง 43 ถัง จากทั้งหมด 51 ถัง.

ที่มา BBC

สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ “กริพเพน” ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ "กริพเพน" ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

1 ส.ค. 2568 13:44 น.

สื่อสวีเดนตีข่าว ไทยใช้ “กริพเพน” ในสมรภูมิจริง ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามไม่กระทบเจรจาซื้อรอบใหม่

สวีเดนตีข่าว กองทัพไทยใช้ “กริพเพน” ถล่มเป้าหมายในสมรภูมิจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ย้ำหากใช้ตามกฏหมายสงครามก็อาจไม่กระทบการเจรจาซื้อรอบใหม่

เว็บไซต์ข่าว “ออมนิ” (Omni) ตลอดจน “สแกนเอเชีย” (ScanAsia) และ “อัฟตันบลาเด็ต” (Aftonbladet) สามสื่อใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือของสวีเดน รายงานเมื่อวันที่ 27 และ 30 กรกฎาคม 2568 ตามลำดับว่า กองทัพอากาศไทยได้ใช้เครื่องบินรบ “JAS 39 Gripen” ผลิตโดยบริษัท Saab ของสวีเดน ในการโจมตีเป้าหมายจริงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มีการบินทดสอบครั้งแรกในปีค.ศ. 1988 โดยเป็นการโจมตีตามเป้าหมายในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกไทยบริเวณแนวชายแดนที่มีความขัดแย้งกับกัมพูชา

นายสเตฟาน วิลสัน อดีตนักบินขับไล่และหัวหน้าภาควิชาแห่งวิทยาลัยกลาโหมสวีเดน  เปิดเผยว่า การบินเข้าไป ชี้เป้าหมาย แล้วปล่อยระเบิด สำหรับเครื่องบินแบบกริพเพน ถือว่าไม่ซับซ้อนนัก โดยการโจมตีในครั้งนี้คาดว่าใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ หรือ GPS ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ปราศจากการรบกวนทางคลื่นวิทยุหรือเรดาร์

ทางด้านทางกองทัพอากาศไทยยืนยันว่า ได้ให้การสนับสนุนภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องบินกริพเพน และ F-16 ตลอด 5 วันที่เกิดความขัดแย้ง ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมตกลงหยุดยิงกันในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

โฆษกของกองทัพระบุว่า การโจมตีทั้งหมดเป็นการ โจมตีด้วยความแม่นยำต่อเป้าหมายทางทหารที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของไทย  โดยสามารถทำลายคลังอาวุธและศูนย์บัญชาการของกัมพูชาได้หลายแห่ง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

แม้จะเป็นครั้งแรกที่กริพเพนถูกนำไปใช้ในสงครามจริง แต่นายวิลสันประเมินว่า ทางบริษัท Saab ผู้ผลิตเครื่องบินไม่น่าจะให้ความสำคัญมากนักกับการวิเคราะห์ผลของปฏิบัติการครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นการใช้งานอยู่ในขอบเขตความสามารถพื้นฐานของเครื่องบินรุ่นนี้

โดยระบุว่า ในเชิงเทคนิคมันไม่ใช่ภารกิจที่ซับซ้อนมากนัก เป็นแค่ทักษะขั้นพื้นฐานของกริพเพนเท่านั้น พร้อมระบุว่า หากไทยใช้งานเครื่องบินตามกฎหมายสงคราม ก็ไม่น่าจะกระทบต่อการเจรจาซื้อกริพเพน เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันไทยมี Gripen C/D อยู่แล้วจำนวน 11 ลำ และอยู่ระหว่างเจรจาขอซื้อเพิ่ม.

ที่มา :  ScanAsia  Omni  Aftonbladet  

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

1 ส.ค. 2568 12:14 น.

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินจากฝนตกหนัก-น้ำท่วมฉับพลัน

ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับพื้นที่ที่เผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วมฉับพลัน หลังฝนตกหนักส่งผลกระทบกับการเดินทาง ทั้งทางรถไฟและทางอากาศ ตลอดแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

แคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และรักษาการผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ ประกาศภาวะฉุกเฉินสำหรับพื้นที่ที่เผชิญกับภัยคุกคามจากน้ำท่วมฉับพลันในวันพฤหัสบดี เนื่องจากฝนตกหนักที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทั้งทางรถไฟและทางอากาศตามแนวชายฝั่งตะวันออก

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติประกาศเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันตามพื้นที่บางส่วนของเขตเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทอดยาวจากภูมิภาควอชิงตัน-บัลติมอร์ไปทางเหนือ ผ่านฟิลาเดลเฟีย วิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ และเข้าสู่เมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ และเขตมหานครนิวยอร์ก

มีการเฝ้าระวังพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทางหลวงระหว่างรัฐ-95 แต่นักพยากรณ์อากาศกล่าวว่าความเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลันเริ่มลดลงในคืนวันพฤหัสบดี

สภาพอากาศที่มีพายุในช่วงกลางวันดูเหมือนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศเชิงพาณิชย์ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สนามบินหลัก 8 แห่งที่ให้บริการในภูมิภาคนี้ ได้แก่ วอชิงตัน ดัลเลส, บัลติมอร์-วอชิงตัน, โรนัลด์ เรแกน วอชิงตัน เนชั่นแนล, ฟิลาเดลเฟีย, นวร์ก ลิเบอร์ตี้, ลากวาร์เดีย, จอห์น เอฟ. เคนเนดี อินเตอร์เนชั่นแนล และบอสตัน โลแกน มีเที่ยวบินอย่างน้อย 1,170 เที่ยวบินทั้งขาเข้า-ออก หรือภายในสหรัฐอเมริกาถูกยกเลิก  นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินอีกหลายร้อยเที่ยวบินที่ล่าช้า

การเดินทางโดยรถไฟโดยสารก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย Amtrak รายงานว่าบริการรถไฟระหว่างเมืองฟิลาเดลเฟียและวิลมิงตันถูกระงับเนื่องจากพายุรุนแรงที่ซัดท่วมรางรถไฟ ด้าน Amtrak ระบุใน X ว่าบริการได้กลับมาให้บริการอีกครั้งประมาณสองชั่วโมงต่อมาเมื่อระดับน้ำลดลง แต่คาดว่าจะยังมี “ความล่าช้า” เกิดขึ้น

แผนที่คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนรายวันของศูนย์พยากรณ์อากาศ ระบุว่ามีความเสี่ยงที่ฝนจะตกหนัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้สูงถึง 40% หรือมากกว่าในพื้นที่มิด-แอตแลนติกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีประชากรอาศัยราว 37 ล้านคน

คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักถึง 12.7 เซนติเมตร ในพื้นที่ที่มีฝนตกหนักที่สุดทั่วนครนิวยอร์ก ลองไอส์แลนด์ และเขตหุบเขาแม่น้ำฮัดสัน โดยปริมาณน้ำฝนอาจเกิน 5 เซนติเมตรต่อชั่วโมง 

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาสหรัฐฯ ระบุว่าภัยคุกคามจากพายุเกิดจากมวลอากาศเย็นที่พัดพาเอามวลอากาศที่ไม่เสถียรและความชื้นในบรรยากาศในปริมาณมากมาสู่ภูมิภาคนี้.

ที่มา Reuters