ญี่ปุ่นอ่วม คลื่นความร้อนปกคลุม อุณหภูมิพุ่งแตะ 41.2 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นอ่วม คลื่นความร้อนปกคลุม อุณหภูมิพุ่งแตะ 41.2 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

31 ก.ค. 2568 11:07 น.

ญี่ปุ่นอ่วม คลื่นความร้อนปกคลุม อุณหภูมิพุ่งแตะ 41.2 องศา ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเจอคลื่นความร้อนปกคลุม อุณหภูมิพุ่งแตะ 41.2 องศาเซลเซียสในเมืองทันบะ ทุบสถิติเป็นวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ เตือนภัยฮีตสโตรกทั่ว 33 จังหวัด คนป่วยทะลุหมื่นราย ดับ 16 ราย

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานว่า ญี่ปุ่นเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วอีกครั้ง หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นรายงานว่า เมืองทันบะ ในจังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 560 กิโลเมตร บันทึกอุณหภูมิสูงสุด 41.2 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นอุณหภูมิสูงที่สุดที่เคยบันทึกได้ในประเทศ นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

ขณะเดียวกันตัวเลขนี้ ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ 41.1 องศาเซลเซียสในปี 2561 และ 2563 ขณะที่นอกจากทันบะแล้ว หลายพื้นที่ในญี่ปุ่นก็เจอคลื่นความร้อนหนักเช่นกัน อาทิ เมืองฟุกุจิยามะ จังหวัดเกียวโต เมืองมะนิวะ จังหวัดโอคายามะ และเมืองนิชิวากิ จังหวัดเฮียวโงะ โดยมีรายงานว่าอุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไปในหลายพื้นที่

รายงานข่าวระบุว่า ทางการได้ออกประกาศเตือนภัยฮีตสโตรกใน 33 จังหวัดจากทั้งหมด 47 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะที่ สำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติของญี่ปุ่นระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจากอาการฮีตสโตรกมากถึง 10,800 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 16 ศพ

ทั้งนี้ อุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นเพียงหนึ่งในหลายระลอกของคลื่นความร้อนที่ถล่มญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเจอกับเดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งสูงกว่าปกติถึง 2.34 องศาเซลเซียส และต่อมาใน ปี 2567 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นก็เพิ่งบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกปีติดต่อกัน โดยปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำถึงผลกระทบของ ภาวะโลกร้อน และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำลังทวีความรุนแรงไปทั่วโลก.

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับเกาหลีใต้ เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 3.5 แสนล้าน

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับเกาหลีใต้ เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 3.5 แสนล้าน

31 ก.ค. 2568 11:03 น.

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับเกาหลีใต้ เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 3.5 แสนล้าน

ทรัมป์ประกาศปิดดีลการค้ากับเกาหลีใต้แล้ว โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแดนโสม 15% ขณะที่เกาหลีใต้จะลงทุนในสหรัฐฯ และซื้อน้ำมันมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์

เมื่อ 30 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่าน Truth Social ว่า ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับเกาหลีใต้แล้ว โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตรา 15% ขณะที่สินค้าของสหรัฐฯ จะไม่โดนเก็บภาษี นอกจากนั้นเกาหลีใต้ตกลงเปิดตลาด ลงทุนในสหรัฐฯ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ และซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ อีก 1 แสนล้านดอลลาร์ด้วย

“ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า สหรัฐอเมริกาเห็นชอบข้อตกลงการค้ากับสาธารณรัฐเกาหลีใต้อย่างสมบูรณ์และครบถ้วนแล้ว ในข้อตกลงนี้เกาหลีใต้จะมอบเงินให้สหรัฐฯ 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อการลงทุนซึ่งเป็นเจ้าของและควบคุมโดยสหรัฐฯ และเลือกโดยตัวผมเอง ในฐานะประธานาธิบดี”

“ยิ่งกว่านั้น เกาหลีใต้จะซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือผลิตภัณฑ์พลังงานอื่นๆ มูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกาหลีใต้ยังตกลงจะลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากเพื่อการลงทุนของตัวเองด้วย ตัวเลขรวมจะถูกประกาศภายใน 2 สัปดาห์เมื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง เดินทางมายังทำเนียบขาวเพื่อพบปะแบบทวิภาคี ผมยังอยากแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีคนใหม่ผู้นี้สำหรับความสำเร็จในการเลือกตั้งของเขาด้วย”

“เกาหลีใต้ยังตกลงจะเปิดตลาดการค้ากับสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ และพวกเขาจะยอมรับสินค้าอเมริกัน รวมถึงรถยนต์และรถกระบะ, สินค้าการเกษตร และอื่นๆ เราได้ตกลงกันว่าจะเก็บภาษีศุลกากรเกาหลีใต้ในอัตรา 15% ส่วนอเมริกาจะไม่ถูกเก็บภาษีศุลกากร ผมขอขอบคุณผู้แทนการค้าที่มาในวันนี้ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบ และพูดคุยเกี่ยวกับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของประเทศของพวกเขา”

ทูตไทยประจำยูเอ็น ชี้แจงข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา

ทูตไทยประจำยูเอ็น ชี้แจงข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา

31 ก.ค. 2568 11:03 น.

ทูตไทยประจำยูเอ็น ชี้แจงข้อเท็จจริงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา

“เชิดชาย ใช้ไววิทย์” เอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังถูกพาดพิงกลางเวทีประชุมระดับสูงระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการประชุมระดับสูงระหว่างประเทศว่าด้วยการระงับข้อพิพาทปัญหาปาเลสไตน์โดยสันติวิธีและการดำเนินการตามแนวทางสองรัฐ นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ระหว่างการกล่าวถ้อยแถลง เนื่องจากกัมพูชากล่าวพาดพิงไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในเวทีดังกล่าว

ไทยเข้าร่วมการประชุมโดยมีเป้าหมายร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศในการผลักดันการแก้ปัญหาปาเลสไตน์โดยสันติวิธีผ่านแนวทางสองรัฐ ถ้อยแถลงฉบับเต็มระบุว่า:

  1. ประเทศไทยขอแสดงความชื่นชมต่อความพยายามและความมุ่งมั่นร่วมกันของท่านในการจัดการประชุมครั้งนี้ เพื่อยืนยันเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันและความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง 
  2. การประชุมที่รอคอยมานานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสนับสนุนระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์อย่างยุติธรรม ยั่งยืน และครอบคลุม ผ่านการดำเนินการตามแนวทางสองรัฐอย่างสันติ 

3. น่าเสียดายที่คณะผู้แทนหนึ่งได้หยิบยกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมา แม้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะนำเรื่องทวิภาคีนี้เข้ามาในเวทีสำคัญนี้ แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยย่อเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด 

4. เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ด้วยการเป็นสื่อกลางของนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ได้มีการตกลงหยุดยิง ทว่า หลังจากที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เพื่อนบ้านของเราได้กลับมาเปิดฉากยิงข้ามพรมแดนและรุกรานเข้ามาในดินแดนไทยอีกครั้ง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง 

5. ประเทศไทยเรียกร้องให้เพื่อนบ้านของเรายึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานผ่านช่องทางทวิภาคีที่มีอยู่ และงดเว้นจากการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด และมีส่วนร่วมด้วยเจตนาที่ดี 

6. สถานการณ์เลวร้ายในฉนวนกาซาที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่อง ความทุกข์ทรมานด้านมนุษยธรรมและการพลัดถิ่นในวงกว้าง ตลอดจนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางในวงกว้าง เรียกร้องให้มีการเจรจาและความพยายามใหม่เพื่อปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพอย่างเร่งด่วน 

7.ขออนุญาตเน้นย้ำประเด็นดังต่อไปนี้ 

8. ประการแรก ประเทศไทยยืนยันการสนับสนุนแนวทางสองรัฐของเรา ในฐานะเส้นทางเดียวที่เป็นไปได้สู่สันติภาพที่ยั่งยืน ตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อมติที่เกี่ยวข้องของสหประชาชาติ โดยมีรัฐอิสราเอลและปาเลสไตน์อยู่ร่วมกันอย่างสันติและมั่นคง 

9. แนวทางที่ครอบคลุมเป็นสิ่งจำเป็น ประเทศไทยสนับสนุนความพยายามทั้งหมดของสหประชาชาติ พันธมิตรระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงสันนิบาตอาหรับ องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) และประชาชาติผู้รักสันติภาพ เพื่อส่งเสริมการเจรจาที่มีความหมายและสร้างเงื่อนไขสำหรับสันติภาพ ความไว้วางใจจะต้องถูกสร้างขึ้นใหม่ผ่านมาตรการสร้างความเชื่อมั่น การมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และการทูตที่ครอบคลุมซึ่งตอบสนองความกังวลและความปรารถนาของทุกฝ่าย 

10. ประการที่สอง เรายังคงเรียกร้องให้มีการหยุดยิงที่ยั่งยืน และการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมดโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข ด้วยการที่มีคนไทยเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบ เราได้เห็นผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ที่ขยายวงกว้างออกไปนอกภูมิภาคโดยตรง ดังนั้น สันติภาพในตะวันออกกลางจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของเราทุกคน 

11. ประการที่สาม การคุ้มครองพลเรือนยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เราสนับสนุนการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยทันที อย่างปลอดภัย และไม่ถูกขัดขวาง ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ 

12. วันนี้ ขอให้เรายืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันของเราที่จะยุติความขัดแย้งนี้อย่างถาวร ผ่านการเจรจาที่สร้างสรรค์และการแก้ปัญหาที่มุ่งเน้นการปฏิบัติ ขออย่าให้ประวัติศาสตร์จดจำเราในเรื่องความอยู่เฉยของเรา แต่จงจดจำเราในเรื่องความกล้าหาญของเราที่จะก้าวอย่างเด็ดขาดในการแสวงหาสันติภาพเหนือความขัดแย้ง.

ที่มา Permanent Mission of Thailand New York

กัมพูชาการละคร ขบวนการบีบน้ำตากล่าวหาไทยบุกรุก

กัมพูชาการละคร ขบวนการบีบน้ำตากล่าวหาไทยบุกรุก

31 ก.ค. 2568 10:30 น.

กัมพูชาการละคร ขบวนการบีบน้ำตากล่าวหาไทยบุกรุก

กัมพูชาใช้กลยุทธ์ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ไล่ตั้งแต่บุญรานี มาจนถึงประธานรัฐสภาหญิง พยายามบีบหน้าตาต่อหน้าสื่อ เพื่อเรียกคะแนนสงสาร กล่าวหาไทยเป็นฝ่ายรุกราน

ควน สุดารี ประธานรัฐสภาหญิงกัมพูชา บีบน้ำตา ทำเสียงสะอื้น พูดโกหกใส่ร้ายไทย ขณะกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสหภาพรัฐสภา ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีตัวแทนของประธานรัฐสภาหญิงจาก 30 ประเทศเข้าร่วมด้วย โดยทำน้ำเสียงสั่นเครือ กล่าวหาไทยใช้อาวุธเคมีในการโจมตีกัมพูชา ทั้งทำลายโรงพยาบาล และย่านชุมชน และละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนชาวกัมพูชาบาดเจ็บซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง

ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรของไทย ในฐานะประธานหน่วยประจำชาติไทยในสหภาพรัฐสภา (IPU) ต้องแถลงตอบโต้ในเรื่องนี้ โดยระบุว่า ตนเองรู้สึกเสียใจ และผิดหวังอย่างยิ่ง ที่ได้รับทราบว่าในระหว่างการประชุมระดับสูงของสหภาพรัฐสภา ณ นครเจนีวา ในสัปดาห์นี้ ประเทศไทยได้ถูกกล่าวหาจากประธานสภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา โดยปราศจากมูลความจริง เกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนเมื่อเร็วๆ นี้ 

รัฐสภาไทยขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง และขอประณามอย่างรุนแรงต่อถ้อยแถลงอันเป็นเท็จ และไม่มีมูลความจริงดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลไทยได้ฟ้องไปยังประธานอาเซียน ผู้นำสหรัฐอเมริกา และผู้นำจีน เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชาแล้ว

ขณะที่ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นางบุญราณี ภริยาของฮุน เซน ในฐานะประธานกาชาดแห่งชาติกัมพูชา ได้เดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดพระวิหาร เพื่อมอบสิ่งของช่วยเหลือที่ได้รับบริจาคจากภาคเอกชนของกัมพูชาให้กับผู้อพยพชาวกัมพูชาที่นั่น

โดยบุญราณี ได้ร้องห่มร้องไห้ ซับน้ำตา พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตระหว่างการสู้รบที่ชายแดน นอกจากนี้ เธอยังได้กล่าวโทษว่า ทหารไทยเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ชาวกัมพูชาต้องอพยพออกจากบ้านเรือน และแสดงความเศร้าใจที่เห็นประชาชนของตนเองต้องเผชิญความเดือดร้อน โดยยังระบุทิ้งท้ายด้วยว่าเมื่อชาวกัมพูชานอนไม่หลับและเป็นทุกข์ ทั้งเธอและฮุน เซน เป็นทุกข์ยิ่งกว่าและนอนไม่หลับเช่นกัน.

ที่มา : khmertimes 

อ่านเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

“จัสติน ทรูโด” ควง “เคที เพอร์รี” ดินเนอร์สองต่อสองในแคนาดา สื่อเม้าท์เป็นการเริ่มความรักครั้งใหม่

"จัสติน ทรูโด" ควง "เคที เพอร์รี" ดินเนอร์สองต่อสองในแคนาดา สื่อเม้าท์เป็นการเริ่มความรักครั้งใหม่

31 ก.ค. 2568 10:22 น.

“จัสติน ทรูโด” ควง “เคที เพอร์รี” ดินเนอร์สองต่อสองในแคนาดา สื่อเม้าท์เป็นการเริ่มความรักครั้งใหม่

เมื่อคนโสดมาเจอกัน “จัสติน ทรูโด” อดีตนายกฯ แคนาดา ควงนักร้องสาว “เคที เพอร์รี” ดินเนอร์สองต่อสองในแคนาดา สื่อต่างๆ คาดเดาว่าอาจเป็นการเริ่มความสัมพันธ์รักครั้งใหม่ของทั้งสองคน

วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 สื่อบันเทิงรายใหญ่อย่าง TMZ รายงานว่านายจัสติน ทรูโด  อดีตนายกรัฐมนตรีแคนาดา วัย 52 ปี ได้ออกเดตกับเคที่ เพอร์รี นักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลก วัย 40 ปี ที่ร้านอาหารสุดหรู Le Violon ในเมืองมอนทรีออล ของแคนาดา เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ระหว่างที่นักร้องสาวกำลังทัวร์คอนเสิร์ตทั่วแคนาดา

ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ทั้งคู่ใช้เวลาร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำอย่างเป็นกันเองราว 2 ชั่วโมงเต็ม พร้อมจิบค็อกเทล พูดคุยกันแบบสบายๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปขอบคุณเชฟถึงในครัว

ทางด้านโฆษกร้านอาหาร Le Violon ยืนยันว่า ทั้งคู่มารับประทานอาหารด้วยกันจริง แต่ไม่มีพฤติกรรมสวีตหรือแสดงความรักต่อหน้าคนอื่นแต่อย่างใด เขาเล่าว่าดูแล้วสบายๆ เป็นกันเอง ไม่มีใครเข้าไปขอถ่ายรูปด้วยเลย  

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดนายทรูโดเผยว่า ทรูโดรู้สึกถูกชะตา กับเคที่ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกในงานอีเวนต์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน และทั้งสองเริ่มติดต่อกันเรื่อยมา และพบว่ามีแนวคิดคล้ายกัน โดยเฉพาะเรื่องการทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น 

ข่าวนี้ยิ่งสร้างกระแสฮือฮา เพราะทั้งสองเพิ่งผ่านการเลิกรา เมื่อทรูโดตัดสินใจงแยกทางกับโซฟี เกรกัวร์ ภรรยาที่แต่งงานกันมานานถึง 18 ปี ขณะที่เคที่ เพอร์รี ก็เพิ่งเลิกกับออร์แลนโด บลูม นักแสดงชื่อดัง และกำลังทัวร์คอนเสิร์ตทั่วแคนาดา แม้ยังไม่มีคำยืนยันว่าเป็นความสัมพันธ์รักครั้งใหม่หรือไม่ แต่แหล่งข่าวระบุว่า ทรูโด อยากพบเคที่อีกแน่นอน.

แปซิฟิกลดระดับเตือนภัยแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหว 8.8 สึนามิซัดเข้าฝั่งหลายจุด

แปซิฟิกลดระดับเตือนภัยแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหว 8.8 สึนามิซัดเข้าฝั่งหลายจุด

31 ก.ค. 2568 03:42 น.

แปซิฟิกลดระดับเตือนภัยแล้ว หลังเกิดแผ่นดินไหว 8.8 สึนามิซัดเข้าฝั่งหลายจุด

หลายพื้นที่แถบมหาสมุทรแปซิฟิกลดระดับการเตือนภัยคลื่นสึนามิ ซึ่งประกาศหลังเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8.8 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาแล้ว โดยมีคลื่นสึนามิซัดเข้าฝั่งหลายจุด

แผ่นดินไหวระดับ 8.8 เกิดขึ้นใกล้กับคาบสมุทรคัมชัตกา ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย เมื่อเวลาประมาณ 11.25 น. ของวันพุธที่ 30 ก.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้หลายประเทศแถบมหาสมุทรแปซิฟิกประกาศเตือนภัยคลื่นสึนามิ และประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนได้รับคำสั่งให้อพยพ รวมถึงบางพื้นที่ของรัสเซีย, ญี่ปุ่น และรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ

ถึงแม้ว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงเป็นอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์โลก แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายรุนแรง โดยนักท่องเที่ยวในรัฐฮาวายบอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า “หายนะที่เราคาดเอาไว้ ไม่เกิดขึ้น”

ทางการรัฐฮาวายสั่งอพยพประชาชนหลายพื้นที่บริเวณชายฝั่งขึ้นที่สูง ก่อนที่คลื่นสึนามิสูง 1.2 ม. กับ 1.7 ม. จะซัดเข้าฝั่งเกาะโอวาฮู กับเกาะเมาวี ตามลำดับ ก่อนที่ในเวลาต่อมา ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกของสหรัฐฯ ก็ลดระดับการเตือนภัยที่เกาะฮาวายลงเหลือระดับ “แนะนำ” ซึ่งหมายความว่าไม่มีความเสี่ยงเกิดสึนามิขนาดใหญ่แล้ว

หลังจากนั้นนายสตีเฟน โลแกน ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐฮาวายเปิดเผยว่า ผู้ที่ต้องอพยพสามารถเดินทางกลับบ้านได้แล้ว แต่ยังคงต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะน้ำท่วม

ที่เมืองเครสเซนต์ ซิตี้ บริเวณชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ และตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ตรวจพบคลื่นสึนามิสูง 1.09 ม. ขณะเดียวกันมีคลื่นสึนามิสูง 0.7 ม. ซัดเข้าฝั่งเมืองซานฟรานซิสโก ขณะที่สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ระบุว่ามีคลื่นเร็วและแรงทั้งสูงและต่ำที่เมืองพอร์ต ซาน ลูอิส

ส่วนที่รัฐบริติชโคลัมเบีย ในแคนาดา ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำแนะนำเพื่อเฝ้าระวังคลื่นสึนามิที่ชายฝั่งเกือบทุกแห่ง รวมทั้งเตือนประชาชนไม่ให้ลงน้ำหรือออกเดินทาง ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

ที่รัสเซีย ซึ่งใกล้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุด มีคลื่นสึนามิสูง 5 ม. ซัดเข้าชายฝั่งหลายจุด รวมถึงที่เมืองท่าเซเวโร-คูริลสก์ โดยชาวเมืองซึ่งมีประมาณ 2,000 คน ได้รับคำสั่งให้อพยพ ก่อนที่ประกาศเตือนสึนามิในคัมชัตกาจะถูกยกเลิก ท่ามกลางรายงานว่า ภูเขาไฟคลียูเชฟสคอย (Klyuchevskoy) เริ่มปะทุพ่นเถ้าถ่าน

แคว้นซาคาลิน ของรัสเซีย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในภาคเหนือของหมู่เกาะคูริล หลังคลื่นสึนามิซัดเข้าใส่ชายฝั่ง จนทำให้เกิดน้ำท่วมบ้านเรือนใกล้บริเวณชายฝั่ง

ส่วนที่ญี่ปุ่น ชาวบ้านหลายพันคนต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงไซเรนเตือนภัยคลื่นสึนามิ โดยมีคลื่นสูงประมาณ 1 ม. พัดเข้าใส่ชายฝั่งหลายจุดของญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่จังหวัดอิวาเตะ ซึ่งประชาชนเกือบ 2 ล้านคนได้รับคำแนะนำให้อพยพ

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นลดระดับการเตือนภัยสึนามิในหลายพื้นที่ให้เหลือเพียงระดับ “แนะนำ” (advisory) ตั้งแต่ทางเหนือของโตเกียวลงไปจนถึงจังหวัดวาคายามะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยที่นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะเผยว่า จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันความเสียหายใดๆ

อย่างไรก็ตาม คนงานกว่า 4,000 คนที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ ต้องอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากกังวลว่าจะมีสึนามิซัดเข้าฝั่ง ขณะที่สื่อรายงานว่า ไม่พบความผิดปกติที่เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงงานแห่งนี้

ที่ประเทศเฟรนช์ โปลีนีเซีย ในมหาสมุทรแปซิฟิก คาดว่าจะมีสึนามิสูง 4 ม. พัดเข้าสู่เกาะนูกูฮิวา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เผยในเวลาต่อมาว่า พวกเขาตรวจพบสึนามิสูงเพียง 1.5 ม. เท่านั้น

การเตือนภัยสึนามิยังถูกประกาศที่ปาปัวนิวกินี, หมู่เกาะโซโลมอน และวานูอาตู ด้วย โดยชาวบ้านบริเวณชายฝั่งได้รับแจ้งเตือนให้อพยพขึ้นที่สูง

ส่วนประเทศจีน ยกเลิกการเฝ้าระวังที่มณฑลเจ้อเจียงกับเซี่ยงไฮ้ โดยไม่มีรายงานความเสียหาย ขณะที่ฟิลิปปินส์กับไต้หวันก็ยกเลิกการเฝ้าระวังแล้วเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ประเทศชิลี, คอสตาริกา, เอกวาดอร์, ออสเตรเลีย, โคลอมเบีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์ และตองกา ต่างประกาศเตือนว่าอาจมีคลื่นสึนามิสูง 1-3 ม. พัดเข้าฝั่ง ขณะที่ในเปรู ทางการปิดท่าเรือฝั่งแปซิฟิก 65 แห่งจากทั้งหมด 125 แห่ง นอกจากนั้นยังปิดถนนใกล้ชายหาดในกรุงลิมาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เศร้า ดาห์ลไมเออร์ แชมป์ทวิกีฬาโอลิมปิก ถูกหินตกใส่ขณะปีนเขาเสียชีวิต

เศร้า ดาห์ลไมเออร์ แชมป์ทวิกีฬาโอลิมปิก ถูกหินตกใส่ขณะปีนเขาเสียชีวิต

31 ก.ค. 2568 02:02 น.

เศร้า ดาห์ลไมเออร์ แชมป์ทวิกีฬาโอลิมปิก ถูกหินตกใส่ขณะปีนเขาเสียชีวิต

ลอร่า ดาห์ลไมเออร์ แชมป์ทวิกีฬาโอลิมปิกชาวเยอรมัน เสียชีวิตแล้ว หลังจากเธอถูกหินตกใส่ขณะปีนเขาในปากีสถาน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ลอร่า ดาห์ลไมเออร์ ผู้คว้า 2 เหรียญทองโอลิมปิกจากการแข่งขันทวิกีฬา (Biathlon) วัย 31 ปี ถูกหินตกใส่ระหว่างการปีนเขา “การาโกรัม” (Karakoram) ในประเทศปากีสถาน เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ค. 2568) โดยมารินา เอวา เพื่อนร่วมปีนเขา เป็นผู้โทรศัพท์เรียกเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลังเกิดเหตุ

ทีมช่วยเหลือซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการปีนเขาจากเยอรมนีกับสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการกู้ภัยในทันที แต่การค้นหาถูกขัดขวางด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ก่อนที่ปฏิบัติการจะถูกยกเลิกในช่วงเย็นวันที่ 29 ก.ค. โดยที่ไม่สามารถเก็บกู้ร่างของดาห์ลไมเออร์กลับมาได้

บริษัทผู้จัดการของดาห์ลไมเออร์ระบุในวันพุธว่า นักกีฬาสาวผู้นี้น่าจะเสียชีวิตในวันที่ 28 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ

“เป็นความต้องการที่ลอร่าเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ควรมีใครต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือเธอ” แถลงการณ์ที่โพสต์บนอินสตาแกรมของดาห์ลไมเออร์ระบุ “ความปรารถนาของเธอคือ หากเกิดกรณีแบบนี้ก็ควรปล่อยร่างของเธอไว้บนภูเขา”

“เรื่องนี้ยังสอดคล้องกับความปรารถนาของญาติๆ ซึ่งร้องขอให้ทำตามความต้องการสุดท้ายของลอร่า”

“ลอร่าทำให้ชีวิตของคนมากมายดีขึ้นด้วยความอบอุ่นและความตรงไปตรงมาของเธอ” แถลงการณ์ระบุต่อ “เธอแสดงให้เราเห็นว่ามันคุ้มค่าที่จะยืนหยัดเพื่อความฝันและเป้าหมายของคุณ และซื่อสัตย์ต่อตัวเองเสมอ”

ด้านสมาพันธ์กีฬาโอลิมปิกแห่งเยอรมนีระบุว่า ดาห์ลไมเออร์เป็นมากกว่าแชมป์โอลิมปิก เธอเป็นผู้ที่มีทั้งหัวใจ, ทัศนคติ และวิสัยทัศน์

ขณะที่นางเคิร์สตี โคเวนทรี ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล กล่าวว่า การเสียชีวิตของดาห์ลไมเออร์เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคนในวงการกีฬาโอลิมปิก “เธอเสียชีวิตบนภูเขาที่เธอรัก เธอจะเป็นที่จดจำตลอดไป”

ทั้งนี้ ไบแอธลอน (Biathlon) เป็นกีฬาฤดูหนาวที่ผสมผสานการเล่นสกีแบบครอสคันทรีและการยิงปืนยาว

ลอร่า ดาห์ลไมเออร์ เป็นนักปีนเขาประสบการณ์สูง และติดทีมชาติเยอรมนีเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2 ครั้ง โดยคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน ในโอลิมปิกที่พยองชัง เมื่อปี 2561 และนอกจากในรายการโอลิมปิก เธอยังคว้าเหรียญในการแข่งไบแอธลอนชิงแชมป์โลกอีก 7 เหรียญ ก่อนจะวางมือจากการแข่งขันในเดือนพฤษภาคม 2562

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีอินเดีย 25% เพิ่มบทลงโทษฐานทำการค้ากับรัสเซีย

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีอินเดีย 25% เพิ่มบทลงโทษฐานทำการค้ากับรัสเซีย

31 ก.ค. 2568 00:30 น.

ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีอินเดีย 25% เพิ่มบทลงโทษฐานทำการค้ากับรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากอินเดีย 25% โดยจะมีบทลงโทษจากการที่แดนภารตะซื้ออาวุธกับพลังงานจากรัสเซียด้วย

เมื่อ 30 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียทั้งหมดในอัตรา 25% พร้อมระบุว่าจะมีบทลงโทษสำหรับการที่อินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซียด้วย แต่นายทรัมป์ยังไม่เปิดเผยว่าบทลงโทษดังกล่าวคืออะไร

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “จำไว้นะ ถึงแม้อินเดียจะเป็นเพื่อนของเรา แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราทำธุรกิจกับพวกเขาค่อนข้างเล็กน้อย เพราะภาษีศุลกากรของพวกเขานั้นสูงเกินไปมาก สูงที่สุดชาติหนึ่งของโลก และพวกเขามีกำแพงทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่เคร่งครัดและน่ารังเกียจที่สุดเหนือประเทศใดๆ”

“แล้วก็ พวกเขายังซื้อยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากรัสเซีย และเป็นผู้ซื้อพลังงานรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย เคียงคู่กับจีน ในเวลานี้ที่ทุกคนต้องการให้รัสเซียหยุดการเข่นฆ่าในยูเครน ไม่มีอะไรดูดีเลย! ดังนั้นอินเดียจะต้องจ่ายภาษีศุลกากร 25% บวกกับบทลงโทษสำหรับสิ่งที่ระบุไว้ข้างต้น เริ่มตั้งแต่วันแรกของเดือนสิงหาคม ขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ MAGA!”

ด้านอินเดียระบุว่า พวกเขามุ่งมั่นในการทำข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีที่เป็นธรรม สมดุล และได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยพวกเขากำลังศึกษาความหมายโดยนัยในข้อความของนายทรัมป์ พร้อมย้ำว่า สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดคือการปกป้องและส่งเสริมสวัสดิภาพของเกษตรกร นักลงทุน และธุรกิจขนาดเล็กในอินเดีย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทน โดยจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงอินเดียซึ่งโดยตั้งกำแพงภาษีในอัตรา 27% แต่การบังคับใช้ถูกระงับไปเพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ซึ่งพวกเขามีเวลาถึง 1 ส.ค.นี้เท่านั้นในการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ

ผู้นำสหรัฐฯ โจมตีอัตราภาษีที่สูงของอินเดียมาตลอด โดยตั้งสมญานามให้ว่า “ราชาภาษีศุลกากร” และ “ผู้ข่มเหงรายใหญ่” ในความสัมพันธ์การค้า โดยเมื่อปีก่อน สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับอินเดียถึง 4.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กัมพูชาอ้างพบระเบิด MK-84 ที่บินรบไทยทิ้งลงมา แต่เพจดังโต้เป็นภาพเก่า

กัมพูชาอ้างพบระเบิด MK-84 ที่บินรบไทยทิ้งลงมา แต่เพจดังโต้เป็นภาพเก่า

30 ก.ค. 2568 23:25 น.

กัมพูชาอ้างพบระเบิด MK-84 ที่บินรบไทยทิ้งลงมา แต่เพจดังโต้เป็นภาพเก่า

กัมพูชาอ้างพบระเบิด MK-84 ที่เครื่องบินรบของไทยทิ้งลงมาโจมตีในช่วงการปะทะ ก่อนที่เพจดังจะออกมาโต้ว่า เป็นภาพเก่าและเป็นระเบิดของสหรัฐฯ ไม่ใช่ของไทย

สื่อกัมพูชาหลายสำนักรวมถึง ทเมย์ ทเมห์ และ พนมเปญโพสต์ รายงานอ้างการเปิดเผยของนาย เฮง รัตนะ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2565 ว่า เจ้าหน้าที่ของ CMAC กำลังจัดการกับระเบิด MK-84 ซึ่งถูกทิ้งลงมาโดยเครื่องบินขับไล่ F-16 หรือเครื่องกริพเพนของไทยทิ้งลงมา

รายงานระบุอีกว่า นี่เป็นหนึ่งในระเบิดทิ้งจากอากาศลูกใหญ่ที่สุดในระเบิดรุ่น MK โดย MK-84 มีความยาว 3.5 ม. และหนักประมาณ 1,000 กก. กว่าครึ่งเป็นน้ำหนักของดินระเบิด พร้อมย้ำว่า ระเบิดรุ่นนี้แทบไม่เคยถูกใช้ในสงครามภายในกัมพูชาในอดีต

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊ก ‘Army Military Force – สำรอง’ โพสต์ตอบโต้ว่า “เรื่องตอแหลและโง่ ไม่เกินพวกเขมรจริง ล่าสุด สื่อหลักของกัมพูชา ซึ่งมีคนติดตามมากกว่า 1 ล้าน เอาภาพขุดพบระเบิดเก่าตกค้างที่สหรัฐฯ ทิ้งใส่กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงในกัมพูชา สมัยสงครามเวียดนาม ราวปี 1970-1973 ภายใต้ชื่อปฏิบัติการฟรีดอมดีล (Operation Freedom Deal) ซึ่งอนุมัติโดย ปธน.ริชาร์ด นิกสัน มาบิดเบือนและปั่นกระแสว่าเป็นระเบิด MK 84 ขนาด 1 ตัน ที่ไทยทิ้งใส่กัมพูชา จนมีพวกเขมรโง่ๆ เข้าใจว่าเป็นระเบิดของไทยจริง ล่าสุดแชร์ไป 6 พันกว่า คอมเมนต์ด่าไทยเป็นพัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Facebook / Phnom Penh Post, army military force news

สถานทูตเตือนคนไทยในนอร์เวย์ เลี่ยงชนม็อบกัมพูชา แนะช่วยกันชี้แจงความจริง

สถานทูตเตือนคนไทยในนอร์เวย์ เลี่ยงชนม็อบกัมพูชา แนะช่วยกันชี้แจงความจริง

30 ก.ค. 2568 22:44 น.

สถานทูตเตือนคนไทยในนอร์เวย์ เลี่ยงชนม็อบกัมพูชา แนะช่วยกันชี้แจงความจริง

(ภาพจาก Facebook / Royal Thai Embassy Oslo)

สถานทูตไทยในออสโล แนะคนไทยในนอร์เวย์เลี่ยงการชุมนุมของชาวกัมพูชาที่กำลังจะจัดขึ้น และขอให้ช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับต่างชาติ ว่าไทยไม่ต้องการสงคราม

เมื่อวันพุธที่ 30 ก.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ โพสต์ข้อความระบุว่า ชาวกัมพูชาในนอร์เวย์เตรียมจะจัดการชุมนุมประท้วง กล่าวหาว่าไทยรุกราน ซึ่งสถานทูตแนะคนไทยในนอร์เวย์ให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับต่างชาติ ว่าไทยไม่ต้องการสงคราม

ข้อความบนเพจเฟซบุ๊กของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงออสโล ระบุว่า “สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล ได้รับทราบว่าชาวกัมพูชาในนอร์เวย์จะมีการชุมนุมประท้วงกล่าวหาว่าไทยรุกรานดินแดนกัมพูชาปลายสัปดาห์นี้”

“หากชาวไทยในนอร์เวย์ประสงค์จะชุมนุมรวมพลังเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศไทยที่ถูกรุกรานดินแดนจากกัมพูชา สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอให้การชุมนุมของคนไทยอยู่ภายใต้กฎหมายของนอร์เวย์โดยเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับชุมชนกัมพูชา อดทนต่อการยั่วยุ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงและความเสียหายที่จะมีขึ้นได้”

“ทั้งนี้ ขอให้ชาวไทยช่วยกันให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่เพื่อนชาวนอร์เวย์ เพื่อนชาวต่างชาติ รวมถึงเพื่อนชาวกัมพูชาในทุกช่องทาง เพื่ออธิบายถึงสถานการณ์ตามความจริง และท่าทีของประเทศไทยที่ต้องการเห็นสันติภาพ ไม่ต้องการสงคราม และปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด แต่ประเทศไทยก็จำเป็นต้องปกป้องประชาชนและบูรณภาพแห่งดินแดนในขอบเขตที่เหมาะสมเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Facebook / Royal Thai Embassy Oslo