จีนถอดสมณศักดิ์ “ซื่อ หย่งซิ่น” เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน เสพเมถุน-ยักยอกทรัพย์

จีนถอดสมณศักดิ์ “ซื่อ หย่งซิ่น” เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน เสพเมถุน-ยักยอกทรัพย์

29 ก.ค. 2568 22:13 น.

จีนถอดสมณศักดิ์ “ซื่อ หย่งซิ่น” เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน เสพเมถุน-ยักยอกทรัพย์

สำนักพุทธจีนถอนสมณศักดิ์ “ซื่อ หย่งซิ่น” เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน หลังถูกสอบสวนคดียักยอกเงินและเสพเมถุน ขณะที่วัดเส้าหลินแต่งตั้งเจ้าอาวาสองค์ใหม่แล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 29 ก.ค. 2568 วัดเส้าหลินในประเทศจีน ประกาศแต่งตั้ง พระ “ซื่อ หยินเล่อ” อายุ 59 พรรษา เจ้าอาวาสวัดไป๋หม่าซื่อ (วัดม้าขาว) และรองประธานสมาคมพุทธศาสนาประจำมณฑลเหอหนาน เป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินองค์ใหม่ หลังอดีตเจ้าอาวาส “ซื่อ หย่งซิ่น” ถูกสืบสวนคดีการเงินและทำผิดศีลหลายประการ

ก่อนหน้านี้ในวันจันทร์ที่ 28 ก.ค. สมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนมีมติให้เพิกถอนหนังสือรับรองสมณศักดิ์ของ “ซื่อ หย่งซิ่น” เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน โดยระบุว่า “พฤติกรรมของซื่อ หย่งซิ่นนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง สร้างความเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียงของชุมชนพระพุทธศาสนาและภาพลักษณ์ของสงฆ์”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซื่อ หย่งซิ่น ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานสมาคมพุทธศาสนาแห่งชาติด้วย ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกสอบสวนในข้อหาอาชญากรรมหลายอย่าง รวมถึง ยักยอกเงิน, ใช้เงินทุนและทรัพย์สินของวัดอย่างไม่เหมาะสม, มีความสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสมกับผู้หญิงหลายคนเป็นเวลานาน และมีลูกนอกสมรสอย่างน้อย 1 คน

ทั้งนี้ ซื่อ หย่งซิ่น หรือชื่อเดิมคือ หลิว อิงเฉิง อายุ 59 ปี บวชเป็นพระตั้งแต่ปี 2524 และได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,500 ปี ในปี 2542 และเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของจีนที่มีวุฒิปริญญาโท โดยเขาเรียนจบในสาขาบริหารธุรกิจ

ซื่อ หย่งซิ่น ได้รับฉายาว่า “พระซีอีโอ” จากการพลิกโฉมสถาบันทางศาสนาให้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ภายใต้การนำของเขา วัดได้เริ่มเปิดโรงเรียนนอกประเทศจีน และจัดตั้งคณะพระสงฆ์สัญจรเพื่อแสดงศิลปะการต่อสู้เส้าหลิน ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของวัด สามารถดึงดูดลูกศิษย์ปีละหลายพันคนจากหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ซื่อ หย่งซิ่นก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากเช่นกัน เพราะด้านหนึ่ง เขาทำให้วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และพฤติกรรมส่วนตัว โดยเขาเคยถูกกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงและยักยอกเงินจากวัดมาแล้วในปี 2558 แต่ตอนนั้นพ้นข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chinadaily

รัสเซียโจมตีเรือนจำในยูเครน ดับ 16 ศพ บาดเจ็บหลายสิบคน

รัสเซียโจมตีเรือนจำในยูเครน ดับ 16 ศพ บาดเจ็บหลายสิบคน

29 ก.ค. 2568 15:23 น.

รัสเซียโจมตีเรือนจำในยูเครน ดับ 16 ศพ บาดเจ็บหลายสิบคน

ทางการยูเครนรายงานว่า การโจมตีทางอากาศของรัสเซียต่อเรือนจำในพื้นที่แนวหน้าทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 16 ศพ และบาดเจ็บมากกว่า 30 ราย

นายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคซาโปริซเซีย เปิดเผยว่า การโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา (28 ก.ค.) ในเมืองซาโปริซเซียยังสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนโดยรอบ โดยกองกำลังรัสเซียได้ยิงระเบิดร่อนทางอากาศประสิทธิภาพสูง 8 ลูก

ซาโปริซเซียเป็นหนึ่งในสี่ภูมิภาคทางตะวันออกของยูเครนที่รัสเซียอ้างว่าผนวกดินแดนตั้งแต่ปี 2022 แม้ว่าส่วนใหญ่ของภูมิภาคจะยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน

นายอีวาน เฟโดรอฟ ระบุว่าอาคารในเรือนจำแห่งหนึ่งของซาโปริซเซียถูกทำลาย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าอยู่ส่วนใดของภูมิภาค กองกำลังรัสเซียได้กำหนดเป้าหมายที่ซาโปริซเซียบ่อยครั้งนับตั้งแต่การบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของยูเครนกล่าวว่า การโจมตีเรือนจำเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง เนื่องจากผู้ถูกควบคุมตัวยังคงมีสิทธิ์ในชีวิตและได้รับการคุ้มครอง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ยื่นคำขาดต่อรัสเซีย โดยเตือนว่ารัสเซียมีเวลา “ประมาณ 10 หรือ 12 วัน” ในการตกลงหยุดยิง มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ โดยในระหว่างการเยือนสกอตแลนด์ ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าจะ “ประกาศในคืนนี้หรือพรุ่งนี้” พร้อมเสริมว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอ ถ้าคุณรู้ว่าคำตอบคืออะไร”

ก่อนหน้านี้ในเดือนกรกฎาคม ทรัมป์ได้กำหนดเส้นตาย 50 วัน ให้รัสเซียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการถูกลงโทษทางเศรษฐกิจ แต่คำเตือนดังกล่าวไม่สามารถหยุดยั้งการโจมตีของรัสเซียได้

นอกจากนี้ ยังมีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อค่ำวันจันทร์ในภูมิภาคดนีโปรเปตรอฟสค์ ทางตะวันออกของยูเครน นายเซอร์ฮีย์ ลีซัก ผู้ว่าการภูมิภาคกล่าวว่า การโจมตีเมืองคามยานสเก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บ 5 ราย และมีผู้เสียชีวิตอีก 1 ราย และบาดเจ็บหลายรายในเขตซีเนลนีคิวสกี้.

ที่มา BBC

ฝรั่งเศสเข้ม ห้ามเปลือยท่อนบน-ใส่ชุดว่ายน้ำนอกพื้นที่ชายหาด

ฝรั่งเศสเข้ม ห้ามเปลือยท่อนบน-ใส่ชุดว่ายน้ำนอกพื้นที่ชายหาด

29 ก.ค. 2568 13:57 น.

ฝรั่งเศสเข้ม ห้ามเปลือยท่อนบน-ใส่ชุดว่ายน้ำนอกพื้นที่ชายหาด

เมืองชายหาดในฝรั่งเศสคุมเข้ม ห้ามเปลือยท่อนบน หรือใส่ชุดว่ายน้ำไม่เหมาะสม นอกบริเวณชายหาด ฝ่าฝืนปรับสูงสุดกว่า 6,000 บาท

นายกเทศมนตรี ยานนิก มอโร โพสต์ทางเฟซบุ๊กเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุว่าเมืองตากอากาศเลส์ ซาเบลส์ โดโลน ตั้งอยู่ใน แคว้นวองเด้ ทางชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกของฝรั่งเศส ประกาศใช้มาตรการปรับเงินผู้ที่เดินเปลือยท่อนบน หรือสวมชุดว่ายน้ำในพื้นที่สาธารณะนอกชายหาด หรือนอกบริเวณที่กำหนด โดยโทษปรับสูงสุดถึง 150 ยูโร หรือ ประมาณ 6,300 บาท  

มอโรวิจารณ์การเดินเปลือยท่อนบนของผู้ชายว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมและไม่สุภาพโดยระบุว่า “นี่คือเรื่องของความเคารพต่อคนท้องถิ่นที่ไม่ต้องการให้คนเดินไปมาในเมืองแบบเปลือยท่อนบน นอกจากนี้ยังเป็นกฎพื้นฐานด้านสุขอนามัยในตลาด ร้านค้า และถนนของเรา” พร้อมทั้งเรียกร้องให้ตำรวจท้องถิ่นดำเนินการบังคับใช้กฎนี้อย่างเคร่งครัด โดยฝากไปถึงนักท่องเที่ยวว่าถ้าอยากอวดกล้ามอกและกางเกงว่ายน้ำดีไซน์สวยงามในเลส์ ซาเบลส์ โดโลน ก็ยังมีชายหาดยาว 11 กิโลเมตร ที่ให้เดินโชว์ได้เต็มที่  โดยในโพสต์ของมอโรมีภาพโปสเตอร์ประกาศปรับเงิน พร้อมคำขวัญว่า “ในเลส์ ซาเบลส์ โดโลน ความเคารพไม่หยุดพักแม้วันหยุด” 

ทั้งนี้ มาตรการนี้ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกในโซเชียลมีเดีย โดยได้กล่าวขอบคุณนายกเทศมนตรีที่ช่วยหาแนวทางแก้ปัญหานี้ ขณะที่เจ้าของร้านค้า ระบุว่าบางครั้งพวกเขาต้องขอให้ลูกค้าช่วยแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนเข้ามาใช้บริการแต่ก็มีผู้แสดงความเห็นบางส่วนระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับปัญหาอื่น เช่น การแก้ไขอาชญากรรมมากกว่า 

เมืองเลส์ ซาเบลส์ โดโลน ไม่ใช่เมืองเดียวที่ออกมาตรการเข้มงวดเช่นนี้ที่อาร์คาชง เมืองชายทะเลอีกแห่งในฝรั่งเศส ได้ประกาศปรับเงิน 150 ยูโร สำหรับผู้ที่เดินในสภาพเปลือยกายในเมืองเช่นกัน ส่วนเมืองลา กรองด์ โมต ทางตอนใต้ของประเทศ ก็มีมาตรการปรับเงิน 150 ยูโร สำหรับการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ใดๆ นอกชายหาดหรือทางเดินเลียบทะเล

ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่พยายามปรับปรุงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปี 2023 เมืองท่ามาลากา ประเทศสเปน ได้ประกาศปรับเงินสูงสุดถึง 750 ยูโร หรือ ราว 34,000 บาท สำหรับผู้ที่เปลือยกาย หรือใส่ชุดชั้นในเพียงอย่างเดียวในที่สาธารณะเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว นอกจากนี้เทศบาลเมืองยังติดป้ายรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมขณะมาเยือน รวมถึงป้ายเตือนให้แต่งกายเรียบร้อยด้วย.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฝรั่งเศส

ทรัมป์ชี้ “ความอดอยาก” ในกาซาเป็นเรื่องจริง หลังเนทันยาฮูยืนกรานว่าไม่เคยเกิดขึ้น

ทรัมป์ชี้ "ความอดอยาก" ในกาซาเป็นเรื่องจริง หลังเนทันยาฮูยืนกรานว่าไม่เคยเกิดขึ้น

29 ก.ค. 2568 12:44 น.

ทรัมป์ชี้ “ความอดอยาก” ในกาซาเป็นเรื่องจริง หลังเนทันยาฮูยืนกรานว่าไม่เคยเกิดขึ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าในฉนวนกาซาเกิด “ความอดอยากอย่างแท้จริง” หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ยืนกรานว่าไม่มีสิ่งดังกล่าวเกิดขึ้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่ามีผู้คนจำนวนมากกำลังอดอยากในฉนวนกาซา หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล ยืนกรานว่าไม่มีสิ่งดังกล่าวเกิดขึ้น และเสนอแนะว่าอิสราเอลควรดำเนินการเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในขณะที่ชาวปาเลสไตน์ยังคงดิ้นรนเพื่อหาอาหารให้บุตรหลาน เพียงหนึ่งวันหลังจากที่อิสราเอลประกาศมาตรการเพื่อปรับปรุงการจัดส่งเสบียง

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากสงครามในกาซาที่ดำเนินมาสองปีใกล้จะถึง 60,000 ราย หน่วยงานด้านสุขภาพในกาซากล่าวว่ามีผู้คนจำนวนมากขึ้นกำลังเสียชีวิตจากความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ภาพเด็กที่อดอยากสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก และกระตุ้นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรงเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายลงอย่างมาก

ทรัมป์กล่าวว่าความอดอยากในกาซาเป็นเรื่องจริง ซึ่งขัดแย้งกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “ไม่มีความอดอยากในกาซา” และให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ฮามาสต่อไป อย่างไรก็ตาม ภายหลังในวันจันทร์ เนทันยาฮูได้อธิบายสถานการณ์ในกาซาว่า “ยากลำบาก” และกล่าวว่าประเทศของเขากำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือจะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม

เนทันยาฮูระบุว่า “อิสราเอลจะยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป เพื่อให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ฉนวนกาซา” ตามแถลงการณ์จากสำนักงานของเขา

ทรัมป์ชี้ "ความอดอยาก" ในกาซาเป็นเรื่องจริง หลังเนทันยาฮูยืนกรานว่าไม่เคยเกิดขึ้น

ทรัมป์กล่าวระหว่างการเยือนสกอตแลนด์ว่า อิสราเอลมีความรับผิดชอบอย่างมากต่อการไหลเวียนของความช่วยเหลือ และมีผู้คนจำนวนมากที่สามารถช่วยชีวิตได้ “มีคนอดอยากมากมาย” ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า “เราจะจัดตั้งศูนย์อาหาร” โดยไม่มีรั้วหรือขอบเขตเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึง สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในกาซามากขึ้น รวมถึงอาหารและสุขอนามัย โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์อาหารจะ “แจ้งให้ทราบในภายหลัง”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ค.) กระทรวงสาธารณสุขกาซากล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จากความอดอยากและภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากความอดอยากในสงครามนี้อยู่ที่ 147 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 88 คน ส่วนใหญ่เพิ่งเสียชีวิตในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

อิสราเอลประกาศมาตรการหลายอย่างในช่วงสุดสัปดาห์ รวมถึงการหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมรายวันในสามพื้นที่ของกาซา แนวเส้นทางที่ปลอดภัยสำหรับขบวนรถช่วยเหลือ และการหย่อนสิ่งของทางอากาศ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการเจรจาหยุดยิงล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่กลาโหมอิสราเอลกล่าวว่า แรงกดดันจากนานาชาติทำให้เกิดมาตรการใหม่ของอิสราเอล เช่นเดียวกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายลงในพื้นที่ หน่วยงานสหประชาชาติกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการจัดส่งความช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอและในระยะยาว 

ด้านโครงการอาหารโลก (WFP) ระบุว่ารถบรรทุกความช่วยเหลือ 60 คันถูกส่งไปแล้ว ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย ประชาชนในกาซาเกือบ 470,000 คน กำลังเผชิญกับสภาพที่คล้ายความอดอยาก โดยมีผู้หญิงและเด็ก 90,000 คนที่ต้องการการรักษาโภชนาการเฉพาะทาง.

ที่มา  Reuters

“ฮุน มาเนต” โพสต์บ่น ตัวเองดูแก่ลงเยอะ ผมหงอก แต่ขอแก้ปัญหาชายแดนให้ชาติสงบสุขก่อนแล้วค่อยย้อมผม

"ฮุน มาเนต" โพสต์บ่น ตัวเองดูแก่ลงเยอะ ผมหงอก แต่ขอแก้ปัญหาชายแดนให้ชาติสงบสุขก่อนแล้วค่อยย้อมผม

29 ก.ค. 2568 11:44 น.

“ฮุน มาเนต” โพสต์บ่น ตัวเองดูแก่ลงเยอะ ผมหงอก แต่ขอแก้ปัญหาชายแดนให้ชาติสงบสุขก่อนแล้วค่อยย้อมผม

“ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพและข้อความบ่นว่า ช่วงนี้ทั้งผมหงอก และหน้าโทรม ดูแก่ลงเยอะเพราะมัวแต่ห่วงชาติบ้านเมือง แต่ขอแก้ปัญหาชายแดน ให้ประเทศชาติสงบสุขก่อนแล้วจะไปย้อมผม 

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขอคุยกับประชาชนแบบเป็นกันเองบ้าง เมื่อสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลงแล้ว หลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยมีผลตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมา ตามข้อตกลงที่ได้พูดคุยกันในเวทีพิเศษที่มาเลเซียเมื่อวานนี้

ฮุน มาเนต เล่าว่า ผู้ช่วยคนหนึ่งของเขาได้ส่งข้อความมาทักว่าเขาดูแก่ลงไป 5 ปีในเวลาแค่ 5 วัน เพราะหน้าดูซีดเซียว และผมหงอก อีกคนถึงกับแนะให้ไปย้อมผมเพื่อไม่ให้ดูโทรมเกินไป แต่เขายืนยันว่า ตอนนี้อารมณ์ไม่ได้อยู่กับสีผม เพราะจิตใจทั้งหมดทุ่มอยู่กับการติดตามสถานการณ์แนวรบ การสนับสนุนกองกำลังที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การเตรียมนโยบายเยียวยาทหารบาดเจ็บ และการดูแลสวัสดิภาพของพี่น้องชาวกัมพูชาจำนวนมาก รวมถึงแรงงานที่เดินทางกลับจากประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกัมพูชากล่าวย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา คือการเร่งหาทางยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาชีวิตของทั้งทหารและพลเรือนในพื้นที่ความขัดแย้ง เพราะยิ่งสงบเร็วเท่าใด ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็จะสามารถกลับบ้าน และใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

ท้ายโพสต์ ฮุน มาเนต ยอมรับว่า ช่วงที่ประเทศและประชาชนเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ เขาดูแก่ลงเพราะผมหงอก แม้ดูจะแข็งแรงน้อยลงเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แต่หัวใจและจิตวิญญาณยังคงแน่วแน่ในการเผชิญทุกความท้าทาย  พร้อมทิ้งท้ายอย่างติดตลกว่า  ขอให้ปัญหาต่างๆ คลี่คลายเสียก่อน ทั้งกองทัพและประชาชนจะได้มีความสุข บ้านเมืองจะได้สงบ แล้วผมค่อยไปย้อมผมก็ไม่สาย.

ที่มา Facebook / Samdech Thipadei Hun Manet, Prime Minister of Cambodia 

จีนเสนอเงิน 16,000 ให้พ่อแม่ หวังกระตุ้นอัตราการเกิด

จีนเสนอเงิน 16,000 ให้พ่อแม่ หวังกระตุ้นอัตราการเกิด

29 ก.ค. 2568 11:31 น.

จีนเสนอเงิน 16,000 ให้พ่อแม่ หวังกระตุ้นอัตราการเกิด

ผู้ปกครองในจีนจะได้รับเงินอุดหนุน 3,600 หยวน หรือราว 16,200 บาท ต่อปีสำหรับบุตรแต่ละคนที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ซึ่งถือเป็นเงินอุดหนุนครั้งแรกของรัฐบาลจีน ที่หวังกระตุ้นอัตราการเกิด

รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการอุดหนุนทางการเงินแก่ผู้ปกครองเป็นครั้งแรกทั่วประเทศ เพื่อเป้าหมายในการกระตุ้นอัตราการเกิดที่ลดลง ผู้ปกครองจะได้รับเงินสนับสนุน 3,600 หยวน (ประมาณ 16,200 บาท) ต่อปีสำหรับบุตรแต่ละคนที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ มาตรการนี้เกิดขึ้นแม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว มาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่จำนวนประชากรเกิดใหม่ของประเทศก็ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

สื่อของรัฐบาลจีนระบุว่า เงินช่วยเหลือนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรแก่ครอบครัวประมาณ 20 ล้านครัวเรือน โครงการนี้ซึ่งประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ค.) จะมอบเงินรวมสูงสุด 10,800 หยวน (ประมาณ 48,800 บาท) ต่อบุตรหนึ่งคน และจะมีการย้อนหลังการบังคับใช้ไปตั้งแต่ต้นปีนี้ ตามการรายงานของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ครอบครัวที่มีบุตรที่เกิดระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ก็สามารถยื่นขอรับเงินอุดหนุนบางส่วนได้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ หลายมณฑลทั่วประเทศจีนได้นำร่องการจ่ายเงินเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีบุตรมากขึ้น เนื่องจากจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านประชากรศาสตร์ที่กำลังจะมาถึง เช่นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมืองฮูฮอต ทางตอนเหนือของจีน เริ่มเสนอเงินสูงสุด 100,000 หยวน (ประมาณ 452,490 บาท) ต่อทารกหนึ่งคน สำหรับคู่รักที่มีบุตรอย่างน้อย 3 คน ส่วนเมืองเสิ่นหยาง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของปักกิ่ง เสนอเงิน 500 หยวน (ประมาณ 2,260 บาท) ต่อเดือน ให้กับครอบครัวในท้องถิ่นที่มีบุตรคนที่สามที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรุงปักกิ่งยังได้กระตุ้นให้รัฐบาลท้องถิ่นร่างแผนการดำเนินงานสำหรับการศึกษาปฐมวัยฟรีอีกด้วย

จากผลการศึกษาของ YuWa Population Research Institute ซึ่งตั้งอยู่ในจีน ระบุว่าประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรสูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรายได้ โดยเฉลี่ยแล้ว การเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนจนถึงอายุ 17 ปีในจีนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 75,700 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,457,600 ล้านบาท)

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ตัวเลขทางการแสดงให้เห็นว่าจำนวนประชากรของจีนลดลงเป็นปีที่สามติดต่อกันในปี 2024 ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ จีนมีทารกเกิดใหม่ 9.54 ล้านคนในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า แต่จำนวนประชากรโดยรวมของประเทศยังคงลดลง นอกจากนี้ ประชากร 1.4 พันล้านคนของประเทศก็กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลด้านประชากรศาสตร์ให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง.

ที่มา BBC

ทรัมป์เผยปูตินต้องตกลงหยุดยิงยูเครนภายใน 10 หรือ 12 วัน

ทรัมป์เผยปูตินต้องตกลงหยุดยิงยูเครนภายใน 10 หรือ 12 วัน

29 ก.ค. 2568 10:57 น.

ทรัมป์เผยปูตินต้องตกลงหยุดยิงยูเครนภายใน 10 หรือ 12 วัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เสนอกำหนดเส้นตายใหม่ที่สั้นลงสำหรับรัสเซียในการตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน โดยเหลือ “10 หรือ 12 วัน” นับตั้งแต่วันจันทร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้กำหนดเส้นตายใหม่ที่สั้นลงสำหรับรัสเซียในการตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน โดยให้เวลา “10 หรือ 12 วัน” นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา (28 ก.ค.) โดย ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “ไม่มีเหตุผล” ที่จะต้องรออีกต่อไป เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ที่จะนำไปสู่สันติภาพ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้กล่าวถึงการแทรกแซงครั้งนี้ว่า “มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์เคยกล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีเวลา 50 วันในการยุติสงคราม มิฉะนั้นรัสเซียจะต้องเผชิญกับมาตรการภาษีที่รุนแรง ในการแถลงข่าวที่สกอตแลนด์ ทรัมป์ระบุว่าจะยืนยันเส้นตายใหม่ในวันจันทร์หรือวันอังคาร แต่ก็ย้ำถึงภัยคุกคามที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรและภาษีรองกับรัสเซีย 

เขายังกล่าวเมื่อต้นเดือนเดือนกรกฎาคมว่าอาจเก็บภาษีอาจสูงถึง 100% สำหรับประเทศใดก็ตามที่ค้าขายกับรัสเซีย ซึ่งจะทำให้สินค้าแพงจนธุรกิจในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเลือกซื้อสินค้าจากที่อื่นที่ราคาถูกกว่า ส่งผลให้ทั้งรัสเซียและประเทศคู่ค้าสูญเสียรายได้

ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ขอบคุณทรัมป์สำหรับการปรับเปลี่ยนกำหนดเส้นตายดังกล่าว โดยกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย X ว่ามา “ทันเวลาพอดี” เขายังยกย่อง “จุดยืนที่ชัดเจนและความมุ่งมั่นที่แสดงออก” ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการ “ช่วยชีวิตและหยุดยั้งสงครามอันเลวร้ายนี้”

หลังจากการประชุมกับนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักรในสกอตแลนด์ ทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจอีกครั้งต่อการกระทำของปูตินในยูเครน แม้เขาจะปฏิเสธที่จะตอบว่ารู้สึกว่าปูติน “โกหก” เขาหรือไม่ แต่ทรัมป์ก็เน้นย้ำถึงความแตกต่างระหว่างวาทศิลป์ของประธานาธิบดีรัสเซียในระหว่างการสนทนาแบบตัวต่อตัว กับขีปนาวุธที่ “ถูกยิง” เข้าใส่เมืองต่างๆ ของยูเครนเกือบทุกคืน

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่าเขา “ไม่สนใจการเจรจาอีกต่อไปแล้ว” ซึ่งเป็นข้อความที่ปรากฏบนสื่อหลักของรัสเซียทันที ปูตินไม่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบเวลาดังกล่าว เมื่อมีการประกาศเส้นตาย 50 วันครั้งแรก นายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่าเป็น “เรื่องที่จริงจังมาก” แต่เสริมว่ารัสเซียต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์

เกี่ยวกับความคืบหน้าครั้งนี้  อังเดร กูรูลยอฟ  ส.ส. รัสเซีย กล่าวว่าคำขาดของทรัมป์ “ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะในแนวหน้าหรือในรัสเซีย” และรัสเซียมีพลังจาก “อาวุธ หลักการ และเจตจำนง” ของตนเอง ในทางกลับกัน เมื่อทรัมป์กล่าวถึงการย่นระยะเวลาเส้นตายเป็นครั้งแรก อันเดรย์ เยร์มัก หัวหน้าคณะทำงานประธานาธิบดียูเครน ได้ชื่นชมทรัมป์ว่า “ส่งสารแห่งสันติภาพที่ชัดเจนผ่านความแข็งแกร่ง” และเสริมว่าปูติน “เคารพแต่เพียงอำนาจ”

ที่มา BBC

มือมีดไล่แทงคนในจังหวัดอิบารากิ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว บาดเจ็บ 4 ราย

มือมีดไล่แทงคนในจังหวัดอิบารากิ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว บาดเจ็บ 4 ราย

29 ก.ค. 2568 10:55 น.

มือมีดไล่แทงคนในจังหวัดอิบารากิ ทางตะวันออกของกรุงโตเกียว บาดเจ็บ 4 ราย

เกิดเหตุชายวัย 40 ใช้อาวุธมีดไล่แทง ทำร้ายประชาชนกลางเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ ใกล้กรุงโตเกียว ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 ราย สาหัส 2 ราย ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวได้ทันทีในที่เกิดเหตุ

วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.10 น. เกิดเหตุชายคนหนึ่งก่อเหตุใช้ของมีคมคล้ายมีด ไล่แทงประชาชนบริเวณใจกลางเมืองมิโตะ จังหวัดอิบารากิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีชายถือวัตถุคล้ายมีด และมีผู้บาดเจ็บนอนจมกองเลือดอยู่ตามถนน ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟเจอาร์ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 700 เมตร บริเวณรอบข้างเป็นย่านพักอาศัย ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต

รายงานข่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ เป็นชายวัยประมาณ 40 ปีได้ทันทีในที่เกิดเหตุ เบื้องต้นตั้งข้อหาพยายามฆ่า

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้รวม 4 ราย ในจำนวนนี้มี 2 รายอาการสาหัส แต่ทั้งหมดรู้สึกตัวขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและดับเพลิงยังคงปิดล้อมพื้นที่และเร่งสอบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุรุนแรงกลางเมืองในครั้งนี้.

หนังคนละม้วน สื่อกัมพูชาพร้อมใจรายงาน ไม่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

หนังคนละม้วน สื่อกัมพูชาพร้อมใจรายงาน ไม่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

29 ก.ค. 2568 10:36 น.

หนังคนละม้วน สื่อกัมพูชาพร้อมใจรายงาน ไม่มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สื่อกัมพูชารายงานข่าวสอดรับกับการแถลงของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยืนยันไม่มีเสียงปืนดังตามที่กองทัพไทยระบุ สถานการณ์สงบเรียบร้อย หลังพ้นเส้นตายตามข้อตกลงหยุดยิง 

สื่อกัมพูชาหลายสำนักทั้งเฟรชนิวส์ กัมโบเดียเนส ปฏิเสธเสียงแข็งข้อกล่าวหาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกองทัพไทย ย้ำไม่มีการยิงตอบโต้ ไม่มีการปะทะกันทางอาวุธในพื้นที่ หลังจากที่กองทัพไทยแถลงว่ากัมพูชายังคงมีการใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ถือเป็นการกระทำที่ จงใจละเมิดข้อตกลง และบ่อนทำลายความเชื่อมั่น ที่ควรมีต่อกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการโต้กลับ ภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไทยมิได้ใช้กำลังเพื่อรุกราน แต่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

ด้านแชนแนลนิวส์เอเชีย รายงานว่าแม้จะมีการปะทะขนาดเล็ก แต่นายกฯ รักษาการของไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย กล่าวภายหลังว่าสถานการณ์ชายแดนขณะนี้ “สงบลง” แล้ว

ด้าน พลเอกฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเช้าวันอังคาร ระบุว่า “แนวหน้าสงบลงนับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลเวลาเที่ยงคืน”

โดยการเจรจาระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้งสองประเทศ ได้เลื่อนมาเป็น 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น จากกำหนดเดิมที่เวลา 07.00 น. ก่อนที่จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วมในประเทศกัมพูชา วันที่ 4 สิงหาคมนี้

การสู้รบที่ปะทุขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 38 คน และมีประชาชนกว่า 300,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ส่งผลให้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องเข้ามาแทรกแซงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นี่ถือเป็นการปะทะที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ความรุนแรงระหว่างปี 2008–2011 ซึ่งเกิดจากข้อพิพาทเรื่องพรมแดนที่ไม่ชัดเจน อันเนื่องมาจากการแบ่งเขตสมัยที่กัมพูชาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในปี 1907.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

พลโทหญิงมาลี แถลงสองฝ่ายหยุดยิงอย่างสิ้นเชิงตามข้อตกลง ไม่ได้ยินเสียงปืนเลยตั้งแต่หลังเที่ยงคืน

พลโทหญิงมาลี แถลงสองฝ่ายหยุดยิงอย่างสิ้นเชิงตามข้อตกลง ไม่ได้ยินเสียงปืนเลยตั้งแต่หลังเที่ยงคืน

29 ก.ค. 2568 09:48 น.

พลโทหญิงมาลี แถลงสองฝ่ายหยุดยิงอย่างสิ้นเชิงตามข้อตกลง ไม่ได้ยินเสียงปืนเลยตั้งแต่หลังเที่ยงคืน

พลโทหญิงมาลี โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงสองฝ่ายหยุดยิงอย่างสิ้นเชิงตามข้อตกลง ไม่ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเลยตั้งแต่ช่วงหลังเที่ยงคืน

วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 พล.ท.หญิง มะลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงสรุปสถานการณ์ไทย-กัมพูชาล่าสุด ระบุว่าการสู้รบบริเวณชายแดนหยุดลงแล้ว โดยกองทัพไทยและกัมพูชา ยุติการยิงปะทะหลังเที่ยงคืน 28 ก.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพเจรจา ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ 

โดยพลโทหญิงมาลี กล่าวว่า หลังจากถึงเวลาที่กำหนดในข้อตกลงหยุดยิง กองทัพของทั้งสองประเทศได้ยุติการยิงกันโดยสิ้นเชิง ตามที่ตกลงไว้ในการประชุมพิเศษที่มาเลเซีย พร้อมระบุว่า ตามเงื่อนไขของข้อตกลง ห้ามทั้งสองฝ่ายเคลื่อนย้ายกำลังทหารจากจุดที่ประจำการอยู่ในปัจจุบัน โดยให้คงกำลังไว้ในพื้นที่เดิม พร้อมตั้งคณะทำงานระดับทวิภาคี เพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาและหารือในรายละเอียดต่อไป

พร้อมกันนี้ระบุว่า ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังเด็ดขาด และจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อการหารือต่อเนื่อง 

โฆษกหญิง ระบุเพิ่มเติมว่า การพูดคุยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำข้อตกลงหยุดยิงไปสู่การปฏิบัติจริง พร้อมย้ำว่า  ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของคืนวันที่ 28 กรกฎาคม จนถึงเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม ไม่มีเสียงปืนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จจากข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศร่วมกันบรรลุได้.