ฮุน มาเนต เผย เตรียมนำทีมร่วมประชุมกับไทยที่มาเลเซีย เป้าหมายคือหยุดยิง

ฮุน มาเนต เผย เตรียมนำทีมร่วมประชุมกับไทยที่มาเลเซีย เป้าหมายคือหยุดยิง

28 ก.ค. 2568 00:01 น.

ฮุน มาเนต เผย เตรียมนำทีมร่วมประชุมกับไทยที่มาเลเซีย เป้าหมายคือหยุดยิง

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเตรียมนำทีมร่วมประชุมกับไทยที่มาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องการหยุดยิง ยุติการปะทะบริเวณชายแดนที่ดำเนินมากว่า 4 วันแล้ว

เมื่อ 27 ก.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ ระบุว่าเขาจะนำทีมผู้แทนกัมพูชาร่วมประชุมกับไทยที่มาเลเซียในวันจันทร์ที่ 28 ก.ค. 2568 นี้ โดยระบุว่าเป้าหมายของการประชุมคือการหยุดยิงในทันทีตามที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอ

“ผมจะนำทีมผู้แทนกัมพูชาไปเข้าร่วมการประชุมพิเศษที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพและจัดร่วมโดยสหรัฐอเมริกา และการเข้ามามีส่วนร่วมของจีน เป้าหมายของการประชุมนี้คือการบรรลุการหยุดยิงในทันที ซึ่งนำเสนอโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และเห็นชอบร่วมกันโดยนายกรัฐมนตรีของทั้งกัมพูชาและไทย

ผมขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม สำหรับการริเริ่มและการประสานงานในการจัดและเป็นเจ้าภาพการประชุมพิเศษนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

ฝนถล่มภาคเหนือจีน ดับแล้ว 2 ศพ คนนับพันต้องอพยพหนีน้ำท่วม

ฝนถล่มภาคเหนือจีน ดับแล้ว 2 ศพ คนนับพันต้องอพยพหนีน้ำท่วม

27 ก.ค. 2568 23:13 น.

ฝนถล่มภาคเหนือจีน ดับแล้ว 2 ศพ คนนับพันต้องอพยพหนีน้ำท่วม

ภาคเหนือของจีนเผชิญฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายแห่ง ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่อีกหลายพันคนต้องอพยพหนีภัยพิบัติ

เมื่อ 27 ก.ค. 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดฝนตกหนักรอบกรุงปักกิ่งและทั่วภาคเหนือกับตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ศพ และบีบให้ประชาชนอีกหลายพันคนต้องอพยพหนีน้ำท่วม ขณะที่ทางการเตือนว่าจะมีฝนตกเป็นวงกว้างและเสี่ยงเกิดภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงดินถล่มและน้ำท่วมเพิ่มเติม

ตามรายงานของสำนักข่าว CCTV มีผู้เสียชีวิต 2 ศพกับผู้สูญหายอีก 2 รายที่มณฑลเหอเป่ย หลังจากฝนตกหนักในช่วงข้ามคืน โดยเฉพาะที่เขตฟู่ผิง ในเมืองเป่าติ้ง หนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งได้รับน้ำฝนถึง 145 มม.ต่อชั่วโมง

กระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมเฉพาะจุด 11 มณฑลและภูมิภาค รวมถึงที่กรุงปักกิ่ง และมณฑลเหอเป่ย ให้เฝ้าระวังน้ำล้นทะลักจากแม่น้ำขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงน้ำที่ไหลบ่าลงมาจากภูเขา ขณะที่น้ำไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำมี่อวิ๋น (Miyun) แตะจุดพีกที่ 6,550 ลบ.ม.ต่อวินาที

CCTV รายงานว่า น้ำท่วมและดินถล่มส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านหลายแห่งในเขตมี่อวิ๋น ของกรุงปักกิ่ง โดยที่เมืองชนบทอย่างเฟิ่งเจี๋ยอวี่ (Fengjiayu) ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลายหมู่บ้านระบบไฟฟ้ากับระบบสื่อสารถูกตัดขาด มีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 46,000 คน และกว่า 4,655 คนต้องอพยพ

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากรุงปักกิ่งพยากรณ์ว่า ฝนจะรุนแรงขึ้นในเกือบทุกพื้นที่ของเมืองหลวงแห่งนี้ และคาดว่าปริมาณน้ำฝนสะสมในบางพื้นที่รวมถึงมี่อวิ๋น จะเพิ่มสูงกว่า 100 มม.ภายใน 6 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่ต่ำมีโอกาสเกิดน้ำท่วมขังสูง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทางการกรุงปักกิ่งต้องประกาศเตือนภัยพิบัติทางธรณีวิทยา ซึ่งรวมถึงดินถล่มและโคลนถล่ม หลังจากเกิดฝนตกหนักปริมาณน้ำฝนเทียบเท่า 1 ปี เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ คุยรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องลดตึงเครียด-หยุดยิงทันที

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ คุยรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องลดตึงเครียด-หยุดยิงทันที

27 ก.ค. 2568 21:41 น.

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ คุยรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องลดตึงเครียด-หยุดยิงทันที

รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ กับกัมพูชา ประชุมกันทางโทรศัพท์ โดยรัฐมนตรีสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการลดความตึงเครียดและทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมเสนออำนวยความสะดวกในการเจรจา

สำนักข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา เผยแพร่ถ้อยแถลงจากการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของกัมพูชา เรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แทมมี่ บรูซ เผยแพร่ถ้อยแถลงความว่า

“นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หารือกับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยลดความตึงเครียดในทันที และตกลงหยุดยิงกับไทยในกรณีข้อพิพาทชายแดนที่กำลังดำเนินอยู่”

“รัฐมนตรีรูบิโอเน้นย้ำถึงความปรารถนาต่อสันติภาพของประธานาธิบดีทรัมป์ ตลอดจนความสำคัญของการหยุดยิงโดยทันที สหรัฐอเมริกาพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกในการหารือในอนาคต เพื่อให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา”

ในขณะเดียวกัน สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยก็เผยแพร่ถ้อยแถลงจากการประชุมทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีรูบิโอกับนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยมีเนื้อหาแบบเดียวกันคือ เรียกร้องให้มีการลดความตึงเครียดและทำข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมเสนออำนวยความสะดวกในการเจรจา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / PhnomPenhPost

“ภูมิธรรม – ฮุน มาเนต” เตรียมถกปมขัดแย้งที่มาเลเซียพรุ่งนี้

“ภูมิธรรม – ฮุน มาเนต” เตรียมถกปมขัดแย้งที่มาเลเซียพรุ่งนี้

27 ก.ค. 2568 18:18 น.

“ภูมิธรรม – ฮุน มาเนต” เตรียมถกปมขัดแย้งที่มาเลเซียพรุ่งนี้

รมว.ต่างประเทศมาเลเซียเผย ผู้นำไทยกับกัมพูชาเตรียมเดินเยือนมาเลเซียในวันพรุ่งนี้ (28 ก.ค.) เพื่อหารือเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน หลังอันวาร์กับทรัมป์เรียกร้องให้หยุดยิง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ค. 2568 นายโมฮาหมัด ฮาซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของมาเลเซียบอกกับสำนักข่าว “Bernama” ว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย นายกรัฐมนตรีรักษาการของประเทศไทย กับสมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางเยือนมาเลเซียในวันจันทร์นี้ (28 ก.ค.) เพื่อหารือเรื่องเหตุปะทะกันบริเวณชายแดน

คาดว่าผู้นำไทยกับกัมพูชาจะเดินทางถึงมาเลเซียในช่วงเย็นวันจันทร์ (28 ก.ค.) โดยนายฮาซานกล่าวว่า ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันที่จะให้มาเลเซียเป็นตัวกลางในการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างทั้งสองฝ่าย

“ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งไทยกับกัมพูชาแล้ว พวกเขาต่างเห็นด้วยว่าไม่ควรมีประเทศอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในปัญหานี้ พวกเขาเชื่อมั่นในมาเลเซียอย่างเต็มที่ และขอให้ผมทำหน้าที่เป็นตัวกลาง” นายฮาซานกล่าว

ทั้งนี้ การพูดคุยที่มาเลเซียนี้เกิดขึ้นหลังจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เสนอให้มีการหยุดยิงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (25 ก.ค.) ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเปิดเผยในวันเสาร์ว่า ได้คุยกับผู้นำไทยกับกัมพูชาแล้ว และทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะมีการเจรจาเพื่อหยุดยิง

ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส การปะทะกันบริเวณชายแดนระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาตลอด 4 วันที่ผ่านมา เป็นการปะทะกันครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยฝั่งไทยมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ศพ เป็นพลเรือน 13 ศพ ส่วนฝ่ายกัมพูชาระบุว่าพวกเขามีผู้เสียชีวิต 8 ศพ นอกจากนั้น ประชาชนของทั้งสองฝ่ายกว่า 200,000 คนยังต้องอพยพหนีความรุนแรงด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ชาวกัมพูชาในต่างแดน ร่วมชุมนุมประท้วงไทยรุกรานอธิปไตย

ชาวกัมพูชาในต่างแดน ร่วมชุมนุมประท้วงไทยรุกรานอธิปไตย

27 ก.ค. 2568 15:06 น.

ชาวกัมพูชาในต่างแดน ร่วมชุมนุมประท้วงไทยรุกรานอธิปไตย

ชาวกัมพูชาที่อาศัยในเกาหลีใต้และออสเตรเลีย ได้ร่วมชุมนุมเพื่อประท้วงต่อการรุกรานอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชาของไทย

สำนักข่าว Fresh News รายงานว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 กรกฎาคม   ชาวกัมพูชาประมาณ 10,000 คนที่อาศัยอยู่ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้รวมตัวกันเพื่อประท้วงและประณามการรุกรานอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนกัมพูชาของไทย

รายงานระบุว่า กิจกรรมนี้เป็นการแสดงออกให้โลกเห็นว่า กัมพูชาต้องการสันติภาพ ไม่ต้องการสงคราม และเน้นย้ำว่า ประเทศไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงโจมตีกัมพูชาก่อนและได้รุกรานเข้ามาในกัมพูชา

ด้านเพจเฟซบุ๊ก RFA Khmer รายงานว่า ชาวกัมพูชานับร้อยรวมตัวกันที่หน้าอาคารรัฐสภาออสเตรเลีย ในเมืองเมลเบิร์น ในวันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม เพื่อประท้วงการใช้กำลังทหารของประเทศไทยรุกรานดินแดนกัมพูชา พวกเขาพากันตะโกนพร้อมเพรียงกันว่า “Cambodia needs Peace” หรือ “กัมพูชากัมพูชาต้องการสันติภาพ”

ที่มา  Fresh News RFA Khmer

สื่อจีนลือสะพัด เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน “ซื่อหย่งซิ่น” ถูกนำตัวสอบสวน

สื่อจีนลือสะพัด เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน "ซื่อหย่งซิ่น" ถูกนำตัวสอบสวน

27 ก.ค. 2568 13:29 น.

สื่อจีนลือสะพัด เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน “ซื่อหย่งซิ่น” ถูกนำตัวสอบสวน

เกิดข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ของจีนว่า พระซื่อหย่งซิ่น เจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ถูกนำตัวไปสอบสวน โดยพระซื่อหย่งซิ่น เป็นผู้นำการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของวัดมาเป็นเวลานาน ซึ่งว่ากันวัดว่ามีรายได้ต่อปีเกินกว่า 200 ล้านหยวน หรือกว่า 900 ล้านบาท

สื่อออนไลน์ “เหมยไพ่” เป็นรายแรกที่อ้างแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หลายแหล่งยืนยันเรื่องนี้ จากนั้น “จูย่ว์ซู่ซิง” ก็เผยแพร่บทความ โดยอ้างผู้ใกล้ชิดยืนยันว่าซื่อหย่งซิ่นถูกนำตัวไปแล้ว และเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า “ครั้งนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเงิน” ซึ่งทำให้ลักษณะของเหตุการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น ข่าวลือนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นประเด็นร้อนทางสังคมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในวันที่ 26 กรกฎาคม

สื่อต่างๆ เช่น Phoenix Weekly ได้ติดต่อสอบถามไปยังวัดเส้าหลิน ครูเจิ้ง ผู้รับผิดชอบฝ่ายประสานงานภายนอกของวัดเส้าหลิน กล่าวว่า ช่วงนี้ไม่เห็นพระซื่อหย่งซิ่น และขอให้ผู้สื่อข่าวรอฟังข่าวจากทางการ เมื่อสื่อมวลชนสอบถามพระภิกษุในวัดเส้าหลิน บางรูปกล่าวว่าไม่ทราบสถานการณ์ บางรูปกล่าวว่า “รอดูข้อมูลจากทางการ” สื่อจีนแผ่นดินใหญ่พยายามโทรศัพท์ไปยังแผนกต้อนรับของวัดเส้าหลินแต่สายไม่ว่าง และพระภิกษุบางรูปเลือกที่จะวางสายเมื่อรับโทรศัพท์สอบถาม ซึ่งคำตอบเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความสงสัยจากภายนอก

Jiangnan Metropolis Daily ก็รายงานข่าวการนำตัวพระซื่อหย่งซิ่นไปสอบสวนเช่นกัน โดยบัญชีโซเชียลมีเดียส่วนตัวของพระซื่อหย่งซิ่น หยุดอยู่ที่เวลา 06:58 น. ของเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 

โดยเจ้าอาวาส “เซเลบ” ผู้โพสต์ข้อความเฉลี่ยวันละ 1.5 ครั้ง และมีผู้ติดตาม 870,000 คน ได้ตกเป็นเป้าของกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง โดยมีแหล่งข่าวหลายแหล่งยืนยันตรงกันว่า พระซื่อหย่งซิ่นถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำตัวไปสอบสวนแล้ว สื่อดังกล่าวยังระบุว่า เมื่อโทรศัพท์สอบถามครูเจิ้ง ผู้รับผิดชอบฝ่ายประสานงานภายนอกของวัดเส้าหลิน สายถูกตัดทันที

พระซื่อหย่งซิ่น ในฐานะเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ได้นำการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของวัดมาเป็นเวลานาน ซึ่งว่ากันว่ามีรายได้ต่อปีเกินกว่า 200 ล้านหยวน พุทธพาณิชย์ที่มากเกินไปนี้เป็นจุดสนใจของการตั้งคำถามจากสาธารณชนมาโดยตลอด ย้อนกลับไปในปี 2015 พระซื่อหย่งซิ่นเคยถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจำนวนมหาศาล และมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการในปี 2017 จะสรุปว่า “หลักฐานไม่เพียงพอ” แต่ข่าวลือเกี่ยวกับทรัพย์สินในต่างประเทศและความสัมพันธ์ส่วนตัวก็ไม่เคยหยุดลง ทำให้พระซื่อหย่งซิ่นยังคงอยู่ในวังวนของการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด

ปัจจุบัน พระซื่อหย่งซิ่นดำรงตำแหน่งรองประธานสมาคมพุทธศาสนาจีน และประธานสมาคมพุทธศาสนาเหอหนาน และเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนมาหลายสมัย ภายใต้ระบบปัจจุบัน ผู้บริหารวัดอย่างพระซื่อหย่งซิ่นมักถูกเรียกว่า “พระการเมือง” ซึ่งได้รับสถานะเทียบเท่าข้าราชการในระบบของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปัญหาส่วนตัวของพวกเขามักจะส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น ฉือหย่งซิ่นเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจของวัดเส้าหลิน โดยได้ก่อตั้งบริษัทเหอหนานเส้าหลินอุตสาหกรรมพัฒนา จำกัด และถือหุ้นควบคุมบริษัทเหอหนานเส้าหลินการจัดการทรัพย์สินไร้รูป โดยครั้งหนึ่งเคยควบคุมกิจการกว่าสิบแห่งที่ครอบคลุมด้านวัฒนธรรม อาหาร ยา และเครื่องแต่งกาย

แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พระซื่อหย่งซิ่นได้ยกเลิกการจดทะเบียนบริษัทเส้าหลินอุตสาหกรรมพัฒนาและถอนตัวจากการบริหารทรัพย์สินไร้รูปของเส้าหลินแล้ว แต่ข่าวลือเรื่องการทุจริต พฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม และการครอบครองทรัพย์สินในต่างประเทศยังคงแพร่หลายในอินเทอร์เน็ต ทำให้เขาถูกเรียกว่า “ซีอีโอในผ้ากาสาวพัสตร์” 

ในเดือนมีนาคม 2024 มีข่าวลือทางออนไลน์ว่า ซื่อเจิ้งเอิน บุตรชายของพระซื่อหย่งซิ่น จะสืบทอดตำแหน่งและเป็นตัวแทนของวงการพุทธศาสนา แต่ต่อมาวัดเส้าหลินได้ออกมายืนยันว่าไม่เป็นความจริง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการศาสนาของจีนมีเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น กรณีพระอาจารย์ฉือเสวียเฉิง เจ้าอาวาสวัดหลงฉวน กรุงปักกิ่ง ถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ และพระซื่อฉวนเจิน แห่งวัดเสวียนจ้าง เมืองหนานจิง ที่ตกเป็นประเด็นถกเถียงเรื่อง “กลุ่มเพื่อนของเจ้าหน้าที่” ซึ่งปัญหาการทุจริตและการประพฤติผิดทางเพศในวงการศาสนาของจีนได้รับความสนใจจากสังคมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง. 

ที่มา The Epoch Times

กัมพูชาปัดใช้ BM21 ยิงปราสาทตาเมือนธม ย้ำกัมพูชาไม่มีเหตุผลที่จะทำลายปราสาทของตนเอง

กัมพูชาปัดใช้ BM21 ยิงปราสาทตาเมือนธม ย้ำกัมพูชาไม่มีเหตุผลที่จะทำลายปราสาทของตนเอง

27 ก.ค. 2568 12:28 น.

กัมพูชาปัดใช้ BM21 ยิงปราสาทตาเมือนธม ย้ำกัมพูชาไม่มีเหตุผลที่จะทำลายปราสาทของตนเอง

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทย กรณีใช้ BM21 ยิงปราสาทตาเมือนธม ย้ำกัมพูชาไม่มีเหตุผลที่จะทำลายปราสาทของตนเอง มีเพียงไทยเท่านั้นที่เป็นผู้ยิง

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาของไทยเมื่อเวลา 11.00 น. ของวันที่ 27 กรกฎาคม 2025 ที่ว่ากัมพูชาใช้จรวด BM21 ยิงเข้าใส่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไร้เหตุผลและมีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน

ในการแถลงข่าว โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันว่า ประเทศไทยต่างหากที่เป็นผู้ยิงกระสุนปืนใหญ่เข้าใส่ปราสาทตาเมือนธม ซึ่งเป็นปราสาทของกัมพูชาโดยอาศัยแผนที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา กล่าวว่า “เมื่อไม่นานมานี้ มีการโพสต์ข่าวจากเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพบกไทย ว่ากัมพูชาใช้ BM21 ยิงไปยังปราสาทตาเมือนธม ความจริงแล้วปราสาทตาเมือนธมเป็นปราสาทที่บรรพบุรุษชาวเขมรสร้างขึ้น และเป็นกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา โดยอ้างอิงตามแผนที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่กัมพูชาจะต้องทำลายทรัพย์สินของตนเอง แต่มีเพียงฝ่ายไทยเท่านั้นที่มีเจตนาร้ายเช่นนี้”

โดยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2025 เวลา 02.00 น. กองกำลังไทยได้ยิงกระสุนปืนใหญ่โจมตีพื้นที่ทุ่งอินทรี และเวลา 02.30 น. ได้เพิ่มการยิงถล่มไปยังตาทาว, พนม 333  และพนมขะเมา และเวลา 04.50 น. มีการยิงถล่มเพิ่มเติมไปยังปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย เวลา 06.00 น. กองกำลังทหารราบไทยได้รุกรานเข้าสู่พื้นที่พนมขะเมา เขตอานแซะ และทุ่งอินทรี จากนั้นมีการรุกรานครั้งใหญ่ในเวลา 06.30 น. โดยมีรถถังและทหารราบรุกเข้าสู่หลายพื้นที่ รวมถึงทุ่งอินทรี, 5 มกรา, พนมขะเมา และอานแซะ

การละเมิดอธิปไตยของกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติการทางทหารที่ก้าวร้าว และการไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระเบียบระหว่างประเทศ สันติภาพ และเสถียรภาพ ไม่เพียงแต่ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งภูมิภาค การกระทำดังกล่าวบ่อนทำลายความพยายามทั้งหมดในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ และแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ชัดเจนของประเทศไทยที่จะเพิ่มความขัดแย้งมากกว่าการลดทอน

กัมพูชาเรียกร้องให้กองทัพไทยหยุดการโกหกในทันที และหยุดใช้ข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริง เพื่อแสดงเหตุผลสำหรับการรุกรานที่ผิดกฎหมายของตน ประชาคมระหว่างประเทศจะต้องเรียกร้องให้ประเทศไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่ออาชญากรรมของตน และเรียกร้องให้ยุติการสู้รบทั้งหมด

กัมพูชายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการหยุดยิงในทันที และแก้ไขข้อพิพาททั้งหมดอย่างสันติสุขตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ กัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งถึงอำนาจอธิปไตยและสิทธิในการป้องกันตนเอง ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตยของชาติ และชีวิตของประชาชนของตนจากการรุกรานที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย.

ที่มา Fresh News

ม็อบมาเลเซียบุกกัวลาลัมเปอร์ ประท้วงรัฐบาลอันวาร์ อิบราฮิม

ม็อบมาเลเซียบุกกัวลาลัมเปอร์ ประท้วงรัฐบาลอันวาร์ อิบราฮิม

27 ก.ค. 2568 11:41 น.

ม็อบมาเลเซียบุกกัวลาลัมเปอร์ ประท้วงรัฐบาลอันวาร์ อิบราฮิม

ชาวมาเลเซียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม จากปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง และกล่าวหาว่ารัฐบาลล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศและปราบปรามการทุจริต

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 ก.ค.) ชาวมาเลเซียหลายพันคนได้ออกมารวมตัวกันบนถนนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อประท้วงปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความรู้สึกว่ารัฐบาลเอกภาพของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยังขาดการปฏิรูปตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ 

การชุมนุมที่จัดโดยพรรคฝ่ายค้านนี้ ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งแรกนับตั้งแต่นายอันวาร์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2565

ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันตามจุดต่างๆ รอบใจกลางเมือง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจัตุรัสเมอร์เดกา  โดยชูป้ายข้อความว่า “Turun Anwar” ซึ่งแปลว่า “อันวาร์ ออกไป” ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

ในการชุมนุมครั้งนี้ มหาเธร์ โมฮัมหมัด นักการเมืองอาวุโสและอดีตที่ปรึกษาที่ปัจจุบันกลายเป็นคู่แข่งทางการเมืองของอันวาร์ ได้กล่าวปราศรัยต่อฝูงชนว่า “สามปีแล้ว ประชาชนได้อะไรบ้าง? ผมคิดว่าเขา (อันวาร์) คงสนุกกับการเห็นเราทนทุกข์” พร้อมทั้งกล่าวเรียกร้องว่า “พอได้แล้ว ได้โปรดลงจากตำแหน่งเถอะ”  ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเมินว่ามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมระหว่าง 18,000 ถึง 50,000 คน 

ทั้งนี้ นายอันวาร์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยนโยบายปฏิรูป และให้คำมั่นว่าจะจัดการกับการทุจริต การเล่นพรรคเล่นพวก และระบบอุปถัมภ์ภายในระบบการเมือง

ก่อนหน้าการชุมนุมไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ประกาศมาตรการประชานิยมหลายอย่างเพื่อตอบสนองความกังวลของประชาชน รวมถึงการมอบเงินสด 100 ริงกิต (ประมาณ 780 บาท) ให้กับพลเมืองผู้ใหญ่ทุกคน และสัญญาว่าจะลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายอันวาร์ยังได้ประกาศว่า ผู้ขับขี่รถยนต์ชาวมาเลเซียประมาณ 18 ล้านคน จะมีสิทธิ์ซื้อน้ำมันเบนซินออกเทนปานกลางที่ได้รับเงินอุดหนุนในราคา 1.99 ริงกิตต่อลิตร ซึ่งลดลงจากราคาปัจจุบันที่ 2.05 ริงกิต

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่าการประกาศดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์เพื่อบรรเทาความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มขึ้น และเพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้คนเข้าร่วมการชุมนุมครั้งนี้ 

การประท้วงยังเกิดขึ้นในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ กำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายจะต้องจัดขึ้นไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2571 ผลสำรวจล่าสุดโดย Merdeka Centre for Opinion Research ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยความคิดเห็นอิสระในมาเลเซีย พบว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวมาเลเซียส่วนใหญ่ให้คะแนนนิยมแก่อันวาร์ในเชิงบวกถึง 55 เปอร์เซ็นต์ โดยเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่สถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคลี่คลายลง รวมถึงความพยายามในการยกระดับบทบาทของมาเลเซียอย่างมีนัยสำคัญผ่านการเป็นประธานอาเซียนในปีนี้.

ที่มา CNA

อิสราเอลกลับมาหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศแก่กาซา ท่ามกลางวิกฤตความอดอยาก

อิสราเอลกลับมาหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศแก่กาซา ท่ามกลางวิกฤตความอดอยาก

27 ก.ค. 2568 10:12 น.

อิสราเอลกลับมาหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศแก่กาซา ท่ามกลางวิกฤตความอดอยาก

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้กลับมาดำเนินการหย่อนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางอากาศแก่ฉนวนกาซา หลังจากเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากที่ทวีความรุนแรงในดินแดนปาเลสไตน์ 

กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า “เมื่อเร็วๆ นี้” ได้ดำเนินการ หย่อนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทางอากาศ แก่ฉนวนกาซา หลังจากที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ ท่ามกลางวิกฤตความหิวโหยที่ทวีความรุนแรงในดินแดนปาเลสไตน์ 

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุในแถลงการณ์วันนี้ (27 ก.ค.) ว่าการทิ้งความช่วยเหลือครั้งนี้ “รวมถึงพัสดุความช่วยเหลือ 7 หีบห่อ ซึ่งบรรจุแป้ง น้ำตาล และอาหารกระป๋อง” ก่อนหน้านี้ อิสราเอลเคยกล่าวว่าจะเตรียมเปิดทางเดินมนุษยธรรมเพื่อให้ขบวนรถของสหประชาชาติเข้าสู่กาซาได้

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้อิสราเอลอนุญาตให้ความช่วยเหลือเข้าสู่กาซามากขึ้น และคำเตือนถึงภาวะอดอยากครั้งใหญ่ หลังจากที่การจัดส่งเสบียงให้แก่ประชากร 2 ล้านคนในพื้นที่ถูกจำกัดมานานหลายเดือน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่า “ข้อกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับการจงใจทำให้เกิดความอดอยาก” ในกาซา 

ในแถลงการณ์ IDF ระบุว่าการหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศนี้ “ดำเนินการโดยประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศ และนำโดย Cogat” ซึ่งหมายถึงหน่วยงานทางทหารของอิสราเอลที่ดูแลการนำความช่วยเหลือเข้าสู่กาซา กองทัพยังได้โพสต์วิดีโอที่อ้างว่าแสดงให้เห็นเครื่องบินกำลังทิ้งความช่วยเหลือ แต่ภาพดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันโดยอิสระ ขณะที่เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ยังไม่มีความเห็นเกี่ยวกับการหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศในกาซา 

เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ IDF กล่าวว่าได้ “เริ่มดำเนินการหลายอย่างเพื่อปรับปรุงการตอบสนองด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา” และ “พร้อมที่จะหยุดพักการปฏิบัติการด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น” นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่าได้กลับมาจ่ายกระแสไฟฟ้าให้โรงงานผลิตน้ำจืดในกาซา ซึ่งจะให้บริการประชากรประมาณ 900,000 คน 

ทั้งนี้ อิสราเอลตัดการจัดส่งเสบียงทั้งหมดไปยังกาซาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และกลับมาจัดส่งอีกครั้งพร้อมข้อจำกัดใหม่ในเดือนพฤษภาคม แม้จะมีความพยายามเหล่านี้ แต่สถานการณ์ยังคงเลวร้าย นับตั้งแต่มูลนิธิเพื่อมนุษยธรรมแห่งฉนวนกาซา (GHF) เริ่มปฏิบัติการเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม มีรายงานเกือบทุกวันว่าชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารขณะพยายามเข้าถึงความช่วยเหลือ 

สหประชาชาติ กลุ่มช่วยเหลือ และพันธมิตรบางส่วนของอิสราเอล ได้ตำหนิอิสราเอลว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตอาหารที่เพิ่มขึ้นในกาซา และเรียกร้องให้มีการนำเข้าและจัดส่งความช่วยเหลือโดยไม่มีข้อจำกัด เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาสกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากภาวะขาดสารอาหารหลายสิบคน โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอยู่ที่ 125 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 85 คน 

นายเทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กล่าวถึงวิกฤตนี้ว่าเป็น “ภาวะอดอยากครั้งใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น” IDF กล่าวว่าความรับผิดชอบในการแจกจ่ายอาหารให้แก่ประชากรในกาซา “อยู่กับสหประชาชาติและองค์กรความช่วยเหลือระหว่างประเทศ” และเสริมว่าพวกเขาต้อง “ตรวจสอบให้แน่ใจว่าความช่วยเหลือจะไม่ไปถึงกลุ่มฮามาส”

การผ่อนปรนที่ชัดเจนของอิสราเอลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนของจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร ในการหย่อนความช่วยเหลือทางอากาศลงในกาซา อย่างไรก็ตาม หน่วยงานความช่วยเหลือกล่าวว่าการกระทำดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความอดอยากของชาวกาซาได้เพียงเล็กน้อย 

ฟิลิปป์ ลาซซารินี หัวหน้าสำนักงานบรรเทาทุกข์และจัดหางานของสหประชาชาติสำหรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ (Unrwa) กล่าวว่า การทิ้งความช่วยเหลือทางอากาศนั้น “มีราคาแพง ไม่มีประสิทธิภาพ และยังสามารถทำให้พลเรือนที่อดอยากเสียชีวิตได้” หากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้.

ที่มา BBC

กัมพูชาชื่นชมบทบาททรัมป์ หลังไทยยอมรับข้อเสนอหยุดยิง หวังไม่เปลี่ยนใจอีกครั้ง

กัมพูชาชื่นชมบทบาททรัมป์ หลังไทยยอมรับข้อเสนอหยุดยิง หวังไม่เปลี่ยนใจอีกครั้ง

27 ก.ค. 2568 08:58 น.

กัมพูชาชื่นชมบทบาททรัมป์ หลังไทยยอมรับข้อเสนอหยุดยิง หวังไม่เปลี่ยนใจอีกครั้ง

รัฐบาลกัมพูชากล่าวชื่นชมบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังไทยยอมรับข้อเสนอหยุดยิง หวังไม่เปลี่ยนใจอีกครั้ง

นายเพ็ญ โบนา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าโฆษกรัฐบาลกัมพูชา เปิดเผยว่า แนวคิดริเริ่มของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการหยุดยิง เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นสัญญาณเชิงบวก และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หวังว่าฝ่ายไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีที่ตกลงกันไว้ เหมือนครั้งที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และจะดำเนินการตามข้อตกลงโดยเร็ว

นายเพ็ญ โบนา กล่าวว่า การสนทนาระหว่างฮุน มาเนต และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ทรัมป์ไม่ต้องการเห็นการต่อสู้ที่ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งจากฝ่ายทหารและพลเรือนของทั้งสองฝ่าย ด้วยเหตุนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงเน้นย้ำว่าเขาพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อยุติการสู้รบในหลายประเทศทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จ

เขาอ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ เกี่ยวกับการรุกรานอธิปไตยของกัมพูชาโดยกองทัพไทย ว่าทรัมป์ต้องการเห็นการหยุดยิงในทันทีและสันติภาพเกิดขึ้นระหว่างกัมพูชาและไทย  โดยนายฮุน มาเนต ได้ยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า กัมพูชาเห็นด้วยกับข้อเสนอหยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขระหว่างกองทัพทั้งสองฝ่าย ซึ่งจุดยืนนี้ สมเด็จฯ ก็เคยยืนยันกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียนคนปัจจุบัน เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ในการแถลงข่าวเพื่ออัปเดตสถานการณ์การรุกรานอธิปไตยกัมพูชาโดยกองทัพไทยเป็นวันที่ 4  ในช่วงเช้าวันนี้ (27 ก.ค.)  นายเพ็ญ โบนา ยืนยันว่าจุดยืนของนายฮุน มาเนต ในฐานะผู้นำรัฐบาลกัมพูชาคือ ต้องการสันติภาพและไม่ต้องการให้มีการปะทะกันด้วยอาวุธกับประเทศใดๆ สันติภาพเป็นจุดยืนที่เด็ดขาดที่รัฐบาลกัมพูชาต้องการเสมอมา

นายเพ็ญ โบนา เน้นย้ำว่า “ฮุน มาเนต ยังได้แจ้งข่าวดีอีกว่า หลังจากการสนทนาระหว่างสมเด็จฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ติดต่อรักษาการนายกรัฐมนตรีไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เพื่อยื่นข้อเสนอเดียวกัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แจ้งกลับมายังนายกฯ กัมพูชาว่า ฝ่ายไทยได้ตกลงตามข้อเสนอของประธานาธิบดีในการหยุดยิงในทันที นี่เป็นข่าวดีสำหรับกองทัพและประชาชนของทั้งสองประเทศ และสมเด็จฯ หวังว่าฝ่ายไทยจะไม่เปลี่ยนท่าทีนี้เหมือนที่เคยทำเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งได้ตกลงสัญญากับนายอันวาร์ อิบราฮิม ไว้”

พร้อมกันนี้ ฮุน มาเนต ได้มอบหมายให้นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ดำเนินการต่อในเรื่องนี้ โดยจะหารือกับนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อประสานงานกับฝ่ายไทย เพื่อให้หลักการที่ตกลงกันไว้สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยเร็ว ซึ่งจะช่วยยุติการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารและประชาชนทั้งสองฝ่าย

ฮุน มาเนต ยังได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ริเริ่มแนวคิดและประสานงานเพื่อแสวงหาการหยุดยิงและสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทยในขณะนี้ ผลลัพธ์ที่ดีนี้จะช่วยปกป้องชีวิตของทหารและพลเรือนจำนวนมาก ทั้งชาวกัมพูชาและชาวไทย ที่อาจต้องสูญเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ และจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยหลายแสนคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านของตนได้อย่างสงบสุข.

ที่มา FRESH NEWS