สื่อเขมรรายงาน ไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชาที่ใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

สื่อเขมรรายงาน ไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชาที่ใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

24 ก.ค. 2568 09:48 น.

สื่อเขมรรายงาน ไทยเปิดฉากยิงทหารกัมพูชาที่ใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

สื่อเขมรรายงานข่าว เช้านี้เกิดการยิงปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทย ที่ชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย อ้างทหารไทยเปิดฉากยิงใส่ทหารกัมพูชาที่ใช้สิทธิปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของกัมพูชา รายงานอ้างคำเปิดเผยของนางสาวมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ที่ระบุว่า เช้าวันนี้เกิดการยิงปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทย ที่ชายแดนจังหวัดอุดรมีชัย โดยอ้างว่าทหารไทยเปิดฉากยิงใส่ทหารกัมพูชาที่ใช้สิทธิปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจากการรุกรานของทหารไทย 

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมง รัฐบาลกัมพูชาได้ตัดสินใจลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัมพูชาและไทยลงเหลือระดับต่ำสุด คือ เลขานุการโท และให้เจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในสถานทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ ถอนตัวกลับกัมพูชา เพื่อเป็นการตอยโต้มาตรการของไทย.

ที่มา Thmey Thmey

อะไรอยู่ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น กับผลกระทบที่อาจตามมา

อะไรอยู่ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น กับผลกระทบที่อาจตามมา

24 ก.ค. 2568 09:30 น.

อะไรอยู่ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น กับผลกระทบที่อาจตามมา

  • ทรัมป์ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นแล้วเมื่อวันพุธ ลดอัตราภาษีนำเข้าให้ญี่ปุ่นเหลือ 15% ขณะที่ฝั่งโตเกียวสัญญาจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ
  • ข้อตกลงนี้จะทำให้รถยนต์ญี่ปุ่นถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีน้อยลงกว่าเดิม เพิ่มข้อได้เปรียบในการแข่งขัน แต่ยังมีอุปสรรคอื่นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม ซึ่งสูงถึง 50%
  • อัตราภาษี 15% ยังเพิ่มแรงกดดันให้กับประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ให้ต้องพยายามหาทางทำข้อตกลงที่ดีขึ้น เพื่อรักษาการแข่งขันทางการค้าเอาไว้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นแล้วเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (23 ก.ค. 2568) ซึ่งจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์และละเว้นญี่ปุ่นจากภาษีต่างตอบแทนเพิ่มเติมสำหรับสินค้าอื่นๆ แลกกับแพ็กเกจลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่านี่เป็นข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ และอาจจะใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ส่วนนายเรียวเซอิ อาคาซาวะ ผู้นำทีมเจรจาของญี่ปุ่นประกาศผ่าน X หลังจากคุยกับนายทรัมป์ที่ทำเนียบขาวว่า “ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว”

ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า นี่เป็นข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่ แต่มันเป็นข้อตกลงที่มีนัยสำคัญที่สุดนับตั้งแต่นายทรัมป์ประกาศตั้งภาษี “วันปลดแอก” เมื่อเดือนเมษายนอย่างแน่นอน อะไรอยู่ในข้อตกลงฉบับนี้บ้าง แล้วมันจะส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นและประเทศอื่นๆ อย่างไร

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

อะไรอยู่ในข้อตกลงสหรัฐฯ – ญี่ปุ่น

โพสต์ของนายทรัมป์บน Truth Social ระบุว่า ญี่ปุ่นจะเปิดตลาดต้อนรับรถยนต์กับข้าวจากอเมริกา แต่ที่สำคัญคือรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของสินค้าที่ญี่ปุ่นส่งออกไปให้สหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าลดลงจากอัตราในปัจจุบันที่ 27.5% เหลือ 15% ภาษีศุลกากรกับสินค้าญี่ปุ่นอื่นๆ ที่จะบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. ก็จะลดลงจาก 25% เหลือ 15% เช่นกัน

“เราเป็นประเทศแรกในโลกที่ลดภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ได้ โดยไม่มีจำกัดจำนวน” นายกรัฐมนตรี ชิเงรุ อิชิบะ บอกกับผู้สื่อข่าว

ญี่ปุ่นจะรักษาภาษีศุลกากรที่เก็บจากสินค้าเกษตรที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ไว้ตามเดิม แต่พวกเขาตกลงจะนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ มากขึ้นภายใต้โควต้าสินค้าปลอดภาษีที่มีอยู่ ซึ่งอาจช่วยแก้ปัญหาข้าวขาดแคลนในญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเกษตรกรในประเทศจะกังวลเรื่องการถูกแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นายอาคาซาวะกล่าวว่า ภาษีเหล็กกล้าและอะลูมิเนียมซึ่งนายทรัมป์ประกาศจะเก็บจากทุกประเทศที่สหรัฐฯ นำเข้าในอัตรา 50% ไม่ถูกรวมเข้าไปในข้อตกลงนี้ นอกจากนั้น ข้อตกลงยังไม่รวมเรื่องการใช้จ่ายด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯ พยายามผลักดันด้วย

ฝ่ายญี่ปุ่นจะลงทุนเม็ดเงินเข้าสู่สหรัฐฯ จำนวน 5.5 แสนล้านดอลลาร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “การเริ่มลงทุนใหม่ของญี่ปุ่นในอเมริกา” (Japan Investment America Initiative) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการลงทุนในภาคความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึง ชิพเซมิคอนดักเตอร์, เภสัชกรรม, เหล็ก, การต่อเรือ, แร่ธาตุสำคัญ, พลังงาน, ยานยนต์ และ AI

ตัวเลขดังกล่าวคือเพดานเงินกู้เพื่อการลงทุนที่สูงขึ้น และเป็นการรับประกันว่า ธนาคารของญี่ปุ่นและหน่วยงานต่างๆ จะช่วยส่งเสริมการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐฯ

นายอาคาซาวะระบุว่า ข้อตกลงนี้เป็นไปตามแนวทาง “การลงทุนเหนือภาษี” ที่นายอิชิบะเสนอต่อนายทรัมป์ระหว่างการพบปะกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์

เรียวเซอิ อาคาซาวะ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และหัวหน้าทีมเจรจาของญี่ปุ่น
เรียวเซอิ อาคาซาวะ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และหัวหน้าทีมเจรจาของญี่ปุ่น

จุดขัดแย้งในการเจรจา

จุดที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุดในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นคือเรื่อง การนำเข้าข้าวสหรัฐฯ เข้าสู่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่นายทรัมป์อ้างเพื่อตั้งกำแพงภาษีกับแดนอาทิตย์อุทัย

ทั้งสองฝ่ายบรรลุความเห็นชอบร่วมกันได้ในวันพุธ โดยญี่ปุ่นตกลงจะนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ มากขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้โควต้าปลอดภาษีที่กำหนดเท่านั้น

ตามกรอบการเข้าถึงขั้นต่ำ (minimum access) ขององค์การการค้าโลก ซึ่งกำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ชาติสมาชิกตกลงจะเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้แก่สินค้าที่นำเข้าจากต่างชาตินั้น ญี่ปุ่นนำเข้าข้าวปลอดภาษีจำนวนประมาณ 770,000 ตันทุกปี โดยข้าวจากสหรัฐฯ คิดเป็น 45% จากจำนวนดังกล่าว

นายอิชิบะกล่าวว่า ญี่ปุ่นจะเพิ่มปริมาณการนำเข้าข้าวจากสหรัฐฯ แต่ต้องอยู่ภายในกรอบนั้น เพื่อปกป้องภาคการเกษตรของประเทศ “เราไม่ได้เสียสละภาคการเกษตรของเราไปเลย” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นบอกกับผู้สื่อข่าว

ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวเป็นประเด็นละเอียดอ่อนมากในญี่ปุ่น และรัฐบาลของนายอิชิบะ ซึ่งเพิ่งเสียเสียงข้างมากในสภาสูงหลังการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ด.ค.) ก็เคยพูดว่าจะไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องนี้

อะไรอยู่ในข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น กับผลกระทบที่อาจตามมา

ผลกระทบจากข้อตกลง

นักวิเคราะห์หลายคนมองโลกในแง่ดีแต่ระมัดระวังเกี่ยวกับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นฉบับนี้

นายคาซุทากะ มาเอดะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัย “เมจิ ยาสุดะ” (Meiji Yasuda) กล่าวว่า เขาคาดว่า ด้วยอัตราภาษี 15% นี้ ญี่ปุ่นจะสามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

แต่นาง เดโบราห์ เอล์มส์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้าของกองทุน “ฮินริช” (Hinrich Foundation) ย้ำเตือนว่า แม้อัตราภาษีนำเข้าจะดีขึ้นกว่าตัวเลข 25% ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ แต่ในภาพรวมสินค้าของญี่ปุ่นจะถูกเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับอัตราภาษีเพียง 2% ที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้าญี่ปุ่นจนถึงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นางเอล์มส์เตือนด้วยว่า ถึงแม้การได้ลดภาษียานยนต์จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันกับผู้ผลิตต่างชาติเจ้าอื่นที่ส่งออกรถยนต์เข้าสู่สหรัฐฯ แต่ภาษียานยนต์ไม่ใช่ความท้าทายเดียวที่ญี่ปุ่นเผชิญ

“รถยนต์ที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นนำเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ นั้น มีจำนวนมากที่ผลิตในสหรัฐฯ สิ่งที่สำคัญสำหรับรถยนต์เหล่านี้คือภาษีชิ้นส่วนรถยนต์ และที่สำคัญคือ เหล็ก, เหล็กกล้า, อะลูมิเนียม และทุกอย่างที่ผลิตจากวัสดุเหล่านี้” เอล์มส์กล่าว โดยในปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังคงเก็บภาษีเหล็กกล้ากับอะลูมิเนียมนำเข้าในอัตรา 50%

อย่างไรก็ดี นายจาเรด มอนด์เชน ผู้อำนวยการการวิจัยจากศูนย์ศึกษาสหรัฐฯ ระบุว่า ความสัมพันธ์ด้านยานยนต์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ นั้น ใหญ่และไม่สามารถดูถูกได้

“นี่คือจุดอ่อนไหวสำหรับญี่ปุ่น และนี่ก็อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับพวกเขา ในการสร้างสมดุลและเสถียรภาพให้แก่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ไม่คล่องตัวกับสหรัฐฯ” นายมอนด์เชนกล่าว โดยเขาย้ำด้วยว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบจากการลดกำแพงภาษีครั้งนี้ เนื่องจากรายละเอียดยังเผยออกมาไม่หมด

ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

ผลกระทบต่อประเทศอื่น

อัตราภาษี 15% จะกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับประเทศและดินแดนอื่นๆ ที่กำลังเจรจากับสหรัฐฯ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งรัฐมนตรีอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ออกมาบอกแล้วว่า พวกเขาจะศึกษาเงื่อนไขต่างๆ ในข้อตกลงระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ว่าญี่ปุ่นตกลงอะไรไปบ้าง

ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เป็นคู่แข่งกันโดยตรงในหลายอุตสาหกรรมรวมถึง เหล็กกล้ากับยานยนต์

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น จะกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มแรงกดดันให้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ในทวีปเอเชีย ในการทำข้อตกลงที่ดีขึ้นให้ได้ก่อนจะถึงเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทน

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับ 6 ประเทศแล้ว ได้แก่ สหราชอาณาจักร, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ขณะที่บรรลุข้อตกลงระงับการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้กับจีน

แต่หลายประเทศในเอเชียยังไม่รู้ชะตา ชาติเศรษฐกิจขนาดเล็กกว่าอย่าง กัมพูชา, ลาว และศรีลังกา เป็นผู้ส่งออกสินค้าที่พวกเขาผลิตเอง พวกเขามีข้อเสนอที่จะยื่นให้สหรัฐฯ เพียงน้อยนิด ไม่ว่าจะเรื่องการค้าหรือการลงทุน

แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันให้ต้องเร่งปิดดีลให้ได้มากที่สุดเช่นกัน เพราะนอกจากการเจรจากับสหรัฐฯ แล้ว หลายประเทศอาจเริ่มมองหาหุ้นส่วนการค้าที่อื่นที่ไว้วางใจได้มากกว่า

ในวันเดียวกับที่วอชิงตันกับโตเกียวประกาศข้อตกลง ญี่ปุ่นกับยุโรปก็ได้ให้คำมั่นว่าจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อตอบโต้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยสหภาพยุโรปยังไม่บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และแนวโน้มที่การเจรจากับสำเร็จก่อนถึงเส้นตายนั้นดูจะมีไม่มากนัก

“เราเชื่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลก และทุกฝ่ายควรได้รับประโยชน์” เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าว




ผู้เขียน : ทิตชนม์ สว่างศรี

ที่มา : cna , bbc

ญี่ปุ่นเตือนภัย “คลื่นความร้อน” ระดับเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ อุณหภูมิแตะ 38 องศา ดับแล้ว 1 ศพ

ญี่ปุ่นเตือนภัย "คลื่นความร้อน" ระดับเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ อุณหภูมิแตะ 38 องศา ดับแล้ว 1 ศพ

24 ก.ค. 2568 09:23 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัย “คลื่นความร้อน” ระดับเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ อุณหภูมิแตะ 38 องศา ดับแล้ว 1 ศพ

ญี่ปุ่นเผชิญคลื่นความร้อนสุดขีด อุณหภูมิแตะ 38 องศา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพในจังหวัดฮอกไกโด กรมอุตุฯ เตือนอากาศร้อนจัดทั่วประเทศ เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2568  สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น รายงานอ้างคำเปิดเผยของสำนักอุตุนิยมวิทยาที่ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตะวันออกของฮอกไกโด รวมถึงบริเวณใกล้ทะเลโอค็อตสก์ หลังอุณหภูมิพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายเมือง

รายงานข่าวระบุว่า ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับอากาศร้อนจัดภายใต้อิทธิพลของมวลอากาศความกดอากาศสูงที่ปกคลุมทั่วทั้งประเทศ ทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่ทะลุ 38 องศาเซลเซียส อาทิ เมืองบิโฮโระ ในเกาะฮอกไกโด  จังหวัดฟุกุชิมะ และเกียวโต

ขณะเดียวกัน ในเมืองชาริ เกาะฮอกไกโด มีรายงานหญิงวัย 90 ปีเสียชีวิตจากอาการคล้ายโรคลมแดด ส่งผลให้มีการประกาศเตือนโรคลมแดดในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ฮอกไกโดทางตอนเหนือไปจนถึงจังหวัดโอกินาวะทางตอนใต้ของประเทศ

ทางด้านเจ้าหน้าที่เตือนว่า ภาวะอากาศที่ร้อนจัดใกล้ผิวดิน ร่วมกับมวลอากาศเย็นด้านบน อาจก่อให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรง พื้นที่แถบตอนในของประเทศอาจเกิดพายุฝนตกหนักกะทันหันจากอิทธิพลของการแปรปรวน โดยประชาชนทั่วญี่ปุ่นจึงถูกขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเฝ้าระวังสัญญาณของภาวะลมแดด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและเด็กเล็ก.

ไฟป่าใต้ทะเล: คลื่นความร้อนทางทะเลคุกคามแนวปะการังออสเตรเลีย

ไฟป่าใต้ทะเล: คลื่นความร้อนทางทะเลคุกคามแนวปะการังออสเตรเลีย

24 ก.ค. 2568 08:00 น.

ไฟป่าใต้ทะเล: คลื่นความร้อนทางทะเลคุกคามแนวปะการังออสเตรเลีย

  • เกรตแบร์ริเออร์รีฟ แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกในออสเตรเลีย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำทั่วโลก กำลังถูกคุกคามโดยไฟป่าใต้ทะเลอย่างหนัก
  • ด้วยอุณหภูมิของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจาก “คลื่นความร้อนทางทะเล” ปะการังเริ่มแสดงอาการ “ฟอกขาว” เปลี่ยนจากสีสดใสเป็นขาวซีด เนื่องจากความเครียดจากความร้อน แม้บางส่วนอาจฟื้นตัวได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และนักวิทยาศาสตร์ก็ตกตะลึงกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
  • นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันว่า สาเหตุหลักคือการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งทำให้โลกและมหาสมุทรร้อนขึ้น จากข้อมูลของ NASA ระบุว่า 90% ของความร้อนจากภาวะโลกร้อนถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร และทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มหาสมุทรร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

ออสเตรเลียขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ และหนึ่งในนั้นคือ “เกรตแบร์ริเออร์รีฟ” แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำทั่วโลก

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า อีกฟากหนึ่งของออสเตรเลีย ด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ยังมีขุมทรัพย์ใต้ทะเลที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน นั่นคือ “แนวปะการังนินกาลู” แนวปะการังชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ธประมาณ 14 ชั่วโมงโดยรถยนต์

นินกาลู เป็นพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกอีกแห่งหนึ่ง และมีป่าทะเลเขียวชอุ่มทอดตัวยาวหลายร้อยกิโลเมตรตามแนวชายฝั่ง นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากชายหาดทะเลทรายเข้าไปยังทะเลสีฟ้าใส และเริ่มดำน้ำตื้นเพียงไม่กี่ก้าว เพื่อพบกับโลกใต้น้ำที่อุดมด้วยปะการัง เต่าทะเล กระเบนราหู ฉลามแนวปะการัง และฉลามวาฬ

แต่ปีนี้ นินกาลู กำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ ด้วยอุณหภูมิของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจาก “คลื่นความร้อนทางทะเล”ปะการังเริ่มแสดงอาการ “ฟอกขาว”  เปลี่ยนจากสีสดใสเป็นขาวซีด เนื่องจากความเครียดจากความร้อน แม้บางส่วนอาจฟื้นตัวได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และนักวิทยาศาสตร์ก็ตกตะลึงกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ไฟป่าใต้ทะเล: คลื่นความร้อนทางทะเลคุกคามแนวปะการังออสเตรเลีย

สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ทั้งแนวปะการังตะวันตกและตะวันออกของออสเตรเลียเกิดภาวะฟอกขาวพร้อมกัน

พอล แกมบลิน ผู้อำนวยการสมาคมอนุรักษ์ทางทะเลออสเตรเลีย ระบุว่ามันเหมือนกับไฟป่าที่ลุกลามใต้น้ำอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาหลายเดือน สร้างความเสียหายตลอดแนวชายฝั่ง

คลื่นความร้อนทางทะเล เริ่มต้นจากทะเลแคริบเบียน

คลื่นความร้อนนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2023 และเคลื่อนตัวผ่านมหาสมุทรอินโด-แปซิฟิก ทำลายแนวปะการังระหว่างทาง ในช่วงต้นปี 2024 เกรตแบร์ริเออร์รีฟได้รับผลกระทบ ขณะที่นินกาลูยังรอดอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนปลายปีที่ผ่านมาและต้นปี 2025 อุณหภูมิในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าวิตก

นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ “ปรากฏการณ์ฟอกขาวปะการังระดับโลกครั้งที่ 4” ซึ่งขณะนี้มีแนวปะการังทั่วโลกกว่า 80% ได้รับผลกระทบ

ดร.เคต ควิกลีย์ นักวิจัยหลักจาก มูลนิธิ มินเดอรู เปรียบการฟอกขาวกับการติดเชื้อในลำไส้ของมนุษย์ โดยอธิบายว่า ปะการังต้องพึ่งพาสาหร่ายจิ๋วที่อาศัยอยู่ในเซลล์ของมันเพื่อดำรงชีวิต แต่เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไป สาหร่ายจะตาย ความสัมพันธ์นี้พังทลาย และปะการังก็ฟอกขาว เหมือนคนเราเป็นไข้ท้องเสีย ปะการังก็ล้มป่วยเหมือนกัน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ความร้อนที่ไม่ยอมหายไปตามฤดูกาลเหมือนแต่ก่อน ทำให้ปะการังมีโอกาสรอดลดลง

ไฟป่าใต้ทะเล: คลื่นความร้อนทางทะเลคุกคามแนวปะการังออสเตรเลีย

ความเสียหายที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

นินกาลู มีนักท่องเที่ยวปีละประมาณ 200,000 คน และนักดำน้ำที่ไปเยือนต่างก็รู้สึกใจหายกับสิ่งที่เห็น

นักดำน้ำบางคนบอกว่า รู้สึกเหมือนดำน้ำท่ามกลางซากศพมันว่างเปล่า เงียบเหงา ไม่มีแม้แต่เสียงปลากัดปะการัง

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่า หากแนวปะการังไม่ฟื้นกลับมาเร็วพอ นักท่องเที่ยวอาจหันหลังให้ นินกาลู ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุใดสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น?

นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันว่า สาเหตุหลักคือ “การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์” ซึ่งทำให้โลกและมหาสมุทรร้อนขึ้น จากข้อมูลของ NASA ระบุว่า 90% ของความร้อนจากภาวะโลกร้อนถูกดูดซับไว้ในมหาสมุทร และทศวรรษที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มหาสมุทรร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งก็ปรากฏชัด เมื่อแนวปะการังอยู่ใกล้กับ “โครงการก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่” อย่าง นอร์ท เวสต์ เชลฟ์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2070 และบริษัทเดียวกันยังต้องการขยายโครงการไปยังแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่ยังไม่ถูกแตะต้องในเบราซ์ เบซิน (Browse Basin) 

ยังแก้ไขทันหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งทำความเข้าใจและปกป้องแนวปะการังอย่าง ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ใช้ภาพถ่ายร่วมกับโดรนเพื่อจัดทำแผนที่แนวปะการัง ติดตามสุขภาพในระยะยาว ขณะที่ทีมจาก มูลนิธิมินเดอรู ทำการเพาะพันธุ์ปะการังจากหลายสายพันธุ์ เพื่อค้นหาตัวที่ทนร้อนที่สุด แล้วปล่อยกลับคืนสู่ทะเล

อย่างไรก็ตาม ดร.ควิกลีย์ยอมรับว่า การปลูกปะการังในห้องแล็บไม่ใช่คำตอบระยะยาว เพราะไม่สามารถทำได้ในระดับโลก ทางออกที่ดีที่สุดคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เธอยังนำเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ไฟป่าว่า เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นบนบก ทางการจะเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที แต่กับแนวปะการัง ไม่มีการตอบสนองในระดับเดียวกัน ทั้งที่ผลกระทบอาจยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

โดยแนวปะการังเป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตในทะเลถึง 25% ช่วยพยุงระบบนิเวศ ป้องกันชายฝั่งจากพายุ และสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจโลก หากยังเพิกเฉย ชีวิตใต้น้ำที่มนุษย์พึ่งพาอาศัยอาจไม่สามารถทนกับความร้อนได้อีกต่อไป และมนุษย์ก็ต้องรับกับสิ่งที่จะตามมา

ขณะเดียวกันคลื่นความร้อน หรือไฟป่าใต้ท้องทะเลยังส่งกระทบทำให้เกิดการบานสะพรั่งของสาหร่ายที่เป็นพิษ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐบาลรัฐเซาท์ ออสเตรเลีย ได้ประชุมหารือในวันนี้ (23 ก.ค.) เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาค โดยขณะนี้รัฐบาลกลางได้ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 14 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งงบประมาณดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การตรวจสอบและวิจัยผลกระทบ การทำความสะอาดชายหาด การช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และการสร้างความตระหนักรู้ในชุมชน

โดยรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลกลาง นายเมอร์เรย์ วัตต์ ระบุว่า “งบประมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือทั้งความต้องการเร่งด่วนในระยะสั้น และความท้าทายระยะยาวที่รัฐออสเตรเลียใต้จะต้องเผชิญขณะฟื้นตัวจากเหตุการณ์ครั้งนี้”

อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลกลางไม่ยอมประกาศเหตุการณ์นี้เป็น “ภัยพิบัติระดับชาติ” โดยวุฒิสมาชิกซาราห์ แฮนสัน-ยังชี้ว่า “ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดเป็นไฟป่าครั้งใหญ่บนชายฝั่งตะวันออก หรือเป็นพายุรุนแรง ภัยอากาศร้ายแรง น้ำท่วมใหญ่ หรือไซโคลน มันคงถูกประกาศเป็นภัยพิบัติไปนานแล้ว”

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBC , The university of adelaide

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

กัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ “ระดับต่ำสุด”

กัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ “ระดับต่ำสุด”

24 ก.ค. 2568 07:35 น.

กัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ “ระดับต่ำสุด”

รัฐบาลกัมพูชาประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลไทยประกาศลดระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชา และขับทูตกัมพูชาออกจากประเทศ

เมื่อวันพุธที่ 23 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับ พร้อมลดระดับความสัมพันธ์กับทางกัมพูชา พร้อมตอบโต้ทันทีด้วยการส่งทูตกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนบาดเจ็บ 5 นาย หนึ่งในนี้ขาขาด ในพื้นที่ห้วยบอน ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ต่อมารัฐบาลกัมพูชาประกาศว่าพวกเขาจะตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับ “อุปทูตรักษาการ” (Second Charge d’Affaires) ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด

นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทั้งหมดที่ประจำการอยู่ในสถานทูตกัมพูชา ณ กรุงเทพมหานครจะได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศทั้งหมด เช่นเดียวกับฝ่ายไทยที่ออกคำสั่งให้นักการทูตเดินทางกลับจากกัมพูชา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimeskh

111 องค์กรจี้อิสราเอลส่งเสบียงในกาซาเต็มรูปแบบ หลังคนอดตายอีก 10 ศพ

111 องค์กรจี้อิสราเอลส่งเสบียงในกาซาเต็มรูปแบบ หลังคนอดตายอีก 10 ศพ

24 ก.ค. 2568 04:52 น.

111 องค์กรจี้อิสราเอลส่งเสบียงในกาซาเต็มรูปแบบ หลังคนอดตายอีก 10 ศพ

องค์กรมนุษยธรรม 111 แห่ง ร่วมกันเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดยิง และเปิดทางส่งเสบียงอาหารเข้าสู่กาซาอย่างเต็มที่ ท่ามกลางรายงานผู้เสียชีวิตจากการขาดอาหารที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศกว่า 111 องค์กร ออกแถลงการณ์ร่วมกันเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการปิดกั้นฉนวนกาซา, ฟื้นฟูการส่งเสบียงอาหาร, น้ำสะอาด และยาเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ และเรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงหยุดยิงกับกลุ่มฮามาส

แถลงการณ์เตือนด้วยว่า ตอนนี้เสบียงอาหารในฉนวนกาซาหมดลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว และองค์กรมนุษยธรรมกำลังเห็นเพื่อนร่วมงานและหุ้นส่วนของตัวเองต้องตายไปต่อหน้าต่อตา

“การปิดล้อมของอิสราเอลทำให้กาซาอดอยาก แม้แต่เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือตอนนี้ก็ต้องไปเข้าคิวรับอาหารแถวเดียวกันกับชาวกาซา ต้องเสี่ยงถูกยิงเพื่อหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว” แถลงการณ์ระบุ

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลอ้างว่าพวกเขาหยุดการส่งเสบียงเข้าสู่ฉนวนกาซา เพราะกลุ่มฮามาสคอยขโมยเสบียงและกอบโกยผลกำไร แต่กลุ่มฮามาสปฏิเสธ อิสราเอลยังกล่าวหาหน่วยงานสหประชาชาติว่า ไม่มารับสิ่งของช่วยเหลือที่พร้อมจะส่งเข้าสู่ฉนวนกาซา แต่ UN โต้ว่า เป็นอิสราเอลที่มักไม่อนุญาตให้เคลื่อนย้ายสิ่งของช่วยเหลือภายในกาซา

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอาหารเพิ่มอีกอย่างน้อย 10 ศพในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ยอดผู้เสียชีวิตจากความอดอยากและการขาดสารอาหารกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่ากังวล” ดร.มูนีร์ อัล-บูร์ช อธิบดี รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขกาซา ระบุผ่าน X “นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข พวกเขากำลังร้องขอความช่วยเหลือ เป็นคำวิงวอนของมนุษย์เพื่อขอให้โลกเคลื่อนไหวก่อนจะสายเกินไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ICJ ชี้ ทุกประเทศต้องทำตามคำมั่นเรื่องโลกร้อน มิเช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้อง

ICJ ชี้ ทุกประเทศต้องทำตามคำมั่นเรื่องโลกร้อน มิเช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้อง

24 ก.ค. 2568 03:02 น.

ICJ ชี้ ทุกประเทศต้องทำตามคำมั่นเรื่องโลกร้อน มิเช่นนั้นอาจถูกฟ้องร้อง

ICJ ชี้ ทุกประเทศต้องทำตามสัญญาเรื่องการแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มิเช่นนั้นอาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดทางให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบฟ้องเรียกเงินชดเชยได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในกรุงเฮก ของเนเธอร์แลนด์ เผยแพร่คำแนะนำ (advisory opinion) ครั้งสำคัญที่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในวันพุธที่ 23 ก.ค. 2568 เปิดทางให้ประเทศต่างๆ สามารถฟ้องร้องกันได้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ศาลสูงสุดของสหประชาชาติแห่งนี้ระบุว่า ประเทศต่างๆ ต้องทำตามคำมั่นสัญญาเรื่องการแก้ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หากทำไม่สำเร็จก็อาจเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เปิดช่องให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบสามารถฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยในอนาคตได้

ICJ ระบุอีกว่า ประเทศต่างๆ ต้องลงมืออย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหา “ภัยคุกคามที่มีอยู่จริง” จากภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ด้วยการร่วมมือกันตัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามข้อตกลงสภาพอากาศโลก และปกป้องประชาชนกับระบบนิเวศที่เปราะบางจากอันตราย

นายยูจิ อิวาซาวะ ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กล่าวว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างชัดเจนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

“ความล้มเหลวของรัฐในการใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องระบบสภาพอากาศ อาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ” นายอิวาซาวะกล่าว และว่าวิกฤตสภาพอากาศ “คือปัญหาที่มีอยู่จริง” ซึ่งทำให้ชีวิตทุกรูปแบบและสุขภาพของดาวเคราะห์ของเรา ตกอยู่ในอันตราย

ICJ ระบุด้วยว่า “สิ่งแวดล้อมที่สะอาด, ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน” คือสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่อาจเปิดทางไปสู่การฟ้องร้องทางกฎหมายอื่นๆ

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าคำแนะนำของ ICJ จะไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย แต่พวกเขาระบุว่า ประเทศต่างๆ มีพันธะในการใช้มาตรการที่ผูกมัดตามกฎหมาย เพื่อทำข้อตามสนธิสัญญาสภาพอากาศฉบับต่างๆ แต่สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ชาติอุตสาหกรรมมีพันธะทางกฎหมายในการเป็นผู้นำการต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เนื่องจากพวกเขาเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า

คำแนะนำล่าสุดของ ICJ ถูกมองว่าเป็นชัยชนะสำหรับประเทศที่เปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างมาก ซึ่งตัดสินใจยื่นคำร้องต่อ ICJ เนื่องจากรู้สึกว่า โลกแทบไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน

ผู้ผลักดันแนวคิดนี้คือกลุ่มนักศึกษาวิชากฎหมายจากประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก่อนใคร โดยพวกเขาเสนอแนวคิดนี้ตั้งแต่ปี 2562

กลุ่มนักเคลื่อนไหวและนักกฎหมายด้านสภาพอากาศต่างคาดหวังว่า คำแนะนำจากศาลนี้จะปูทางสู่การฟ้องร้องเรียกเงินชดเชยจากประเทศที่เผาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากที่สุด ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าใคร

ประเทศรายได้น้อยจำนวนมากต่างสนับสนุนแนวคิดนี้ เนื่องจากความไม่พอใจ อ้างว่าชาติพัฒนาแล้วกำลังล้มเหลวในการทำตามสัญญาเรื่องการรับมือปัญหาสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่ประเทศพัฒนาแล้วหลายชาติรวมถึงสหราชอาณาจักร โต้แย้งว่า ข้อตกลงสภาพอากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงความตกลงปารีสเมื่อปี 2558 นั้นเพียงพอแล้ว และไม่จำเป็นต้องมีการทำสัญญาทางกฎหมายเพิ่มอีก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera , bbc

รบ.ยูเครนโดนประท้วงใหญ่ครั้งแรก หลังออก กม.คุมองค์กรต้านคอร์รัปชัน

รบ.ยูเครนโดนประท้วงใหญ่ครั้งแรก หลังออก กม.คุมองค์กรต้านคอร์รัปชัน

24 ก.ค. 2568 01:33 น.

รบ.ยูเครนโดนประท้วงใหญ่ครั้งแรก หลังออก กม.คุมองค์กรต้านคอร์รัปชัน

รัฐบาลยูเครนเผชิญการประท้วงใหญ่ครั้งแรกหลังสงครามกับรัสเซียปะทุเมื่อ 3 ปีก่อน หลังเซเลนสกีลงนามบังคับใช้กฎหมาย แต่งตั้งอัยการสูงสุดคุมองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลยูเครนกำลังเผชิญการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามกับรัสเซียเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 3 ปีก่อน หลังจากประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ลงนามกฎหมายซึ่งลดความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการคอร์รัปชัน 2 แห่ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจไปทั่วประเทศ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (22 ก.ค. 2568) ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันในกรุงเคียฟ กับเมืองลวิฟ ทางตะวันตก และมีการชุมนุมขนาดเล็กกว่าที่เมืองดนิโปร ทางตะวันออก และเมืองโอเดสซา ทางใต้ด้วย หลังจากรัฐบาลเซเลนสกีอนุมัติกฎหมาย แต่งตั้งอัยการสูงสุดเป็นประธานสำนักงานต่อต้านการคอร์รัปชันแห่งชาติ (NABU) กับสำนักงานอัยการต่อต้านคอร์รัปชัน (SAP)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ยูเครนขยับออกห่างจากความฝันในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจาก EU แสดงความชัดเจนว่า เคียฟต้องบังคับใช้มาตรการต่อต้านการทุจริตมากขึ้น หากต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคประธานาธิบดี โจ ไบเดน ก็เคยเรียกร้องให้ยูเครนถอนรากถอนโคนการคอร์รัปชัน เมื่อปี 2566

ทั้งนี้ ยูเครนถูกมองเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุดในยุโรปมานานแล้ว และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนถูกกล่าวหาเรื่องการทุจริต รวมถึงพันธมิตรใกล้ชิดของเซเลนสกีหลายคนเช่น นายโอเลกซีย์ เชอร์นีชอฟ อดีตรองนายกรัฐมนตรียูเครน

กฎหมายฉบับใหม่ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างรวดเร็วได้ ก่อนที่เซเลนสกีจะลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายในช่วงกลางดึกวันอังคาร จากนั้นจึงออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอระบุว่า นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อกำจัดอิทธิพลของรัสเซียไปจากองค์กรทั้งสอง และย้ำว่า NABU กับ SAPO จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางการยูเครนเพิ่งดำเนินการบุกตรวจค้นหนึ่งในสององค์กรนี้ และจับกุมลูกจ้าง 2 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองของรัสเซีย เซเลนสกียังวิพากษ์วิจารณ์ระบบองค์กรแบบเก่าว่าเป็นต้นเหตุทำให้หลายคดีค้างเติ่งเป็นเวลาหลายปี

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านระบุว่า องค์กรทั้งสองแห่งจะไม่สามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระอีกต่อไปแล้ว เพราะกฎหมายใหม่ให้อำนาจอัยการสูงสุดเข้ามามีอิทธิพลในการสืบสวน ถึงขั้นสั่งปิดคดีได้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังดังมาจากทุกทิศทุกทางของสังคม นายดีมีโตร คูเลบา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ก็ออกแถลงการณ์โจมตีกฎหมายฉบับนี้ โดยระบุว่าเป็น “วันอันเลวร้ายของยูเครน”

ขณะที่จ่าสิบเอก เยเกอร์ เฟียร์ซอฟ จากหน่วยบังคับโดรนจู่โจมในพื้นที่แนวหน้าการปะทะ ระบุผ่าน X ว่า ไม่มีอะไรบั่นทอนกำลังใจมากไปกว่า การเห็นว่าในขณะที่คุณกำลังนั่งอยู่ในสนามเพลาะ กลับมีใครบางคนปล้นประเทศที่พี่น้องของคุณพยายามแทบตายเพื่อปกป้อง

เซเลนสกีออกมาตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์ในวันพุธ (23 ก.ค.) โดยระบุว่า ทุกคนจะทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีอยู่, สร้างความเป็นธรรมที่มากขึ้น และปกป้องผลประโยชน์ของสังคมยูเครนอย่างแท้จริง

ขณะที่ NABU กับ SAPO ออกแถลงการณ์ร่วมกันในวันพุธว่า กฎหมายใหม่เพิกถอนการรับประกันที่เคยทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อต้านการคอร์รัปชันในระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายฉบับนี้

เสียงวิจารณ์ยังดังมาจากต่างประเทศด้วย โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติสาขายูเครน ที่ก่อนหน้านี้เรียกร้องให้ยูเครนวีโต้กฎหมายดังกล่าว ระบุว่า กฎหมายใหม่นี้ทำลายความเป็นอิสระของสถาบันต่อต้านการคอร์รัปชันของยูเครน ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติโค่นอำนาจประธานาธิบดีโปรรัสเซีย วิกตอร์ ยานูโควิช เมื่อปี 2557

ขณะที่ น.ส.มาร์ตา คอส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรปผู้ดูแลกระบวนการยอมรับชาติสมาชิกใหม่ กล่าวว่า เธอกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ “การถอดการคุ้มครองความเป็นอิสระของ NABU คือการก้าวถอยหลังอย่างร้ายแรง องค์กรอิสระอย่าง NABU กับ SAPO มีความสำคัญสำหรับเส้นทางสู่ EU”

ด้านหอการค้าอเมริกันระบุว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่น่าผิดหวัง กฎหมายนี้คุกคามอิสระของโครงสร้างการต่อต้านการคอร์รัปชันของยูเครน และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในความพยายามต่อต้านการคอร์รัปชันของยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่อเขมรตีข่าว ไทยลดสัมพันธ์-ขับทูตกัมพูชา หลังทหารเหยียบกับระเบิดเจ็บ 5

สื่อเขมรตีข่าว ไทยลดสัมพันธ์-ขับทูตกัมพูชา หลังทหารเหยียบกับระเบิดเจ็บ 5

23 ก.ค. 2568 21:48 น.

สื่อเขมรตีข่าว ไทยลดสัมพันธ์-ขับทูตกัมพูชา หลังทหารเหยียบกับระเบิดเจ็บ 5

สื่อกัมพูชาตีข่าว รักษาการนายกฯ ไทยสั่งลดระดับความสัมพันธ์กับทางกัมพูชา และส่งทูตกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณชายแดนรอบใหม่ จนบาดเจ็บ 5 ราย

เมื่อ 23 ก.ค. 2568 สื่อกัมพูชาหลายสำนักทั้ง พนมเปญโพสต์ และ thmeythmey รายงานข่าว กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เรียกทูตไทยประจำกัมพูชากลับ พร้อมลดระดับความสัมพันธ์กับทางกัมพูชา พร้อมตอบโต้ทันทีด้วยการส่งทูตกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนบาดเจ็บ 5 นาย หนึ่งในนี้ขาขาด ในพื้นที่ห้วยบอน ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

โดยหลังเกิดเหตุ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 สั่งยกระดับการตอบโต้กัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ค.) ปิด 4 ด่าน ได้แก่ ช่องอานม้า, ช่องสะงำ, ช่องจอม และช่องสายตะกู พร้อมปิดปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย

เว็บไซต์ข่าว thmeythmey ระบุว่า พวกเขาได้สอบถามเรื่องการตอบโต้ของรัฐบาลไปกระทรวงกิจการต่างประเทศและความร่วมมือนานาชาติผ่านเทเลแกรมแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ขณะเดียวกัน นายฮุน ซาเรือน (H.E. Mr. Hun Saroeun) เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Hun Saroeun ว่า “หลังจากผมกลับแล้ว หวังว่าท่านและพวกยังอยู่นะครับ บริหารแบบใช้อารมณ์เช่นนี้ ไม่รู้ได้กี่น้ำ” ก่อนที่ข้อความดังกล่าวจะถูกลบไปในเวลาต่อมา

นี่นับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่เกิดเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยกล่าวหากัมพูชาว่าวางกับระเบิดต่อต้านบุคคลลูกใหม่ในพื้นที่ชายแดน ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา แต่ฝ่ายกัมพูชาปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenh post , thmeythmey

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

23 ก.ค. 2568 15:05 น.

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

คู่รักชาวฟิลิปปินส์ไม่หวั่นพายุวิภา ฝ่าสายฝนเข้าสู่ประตูวิวาห์ จับมือกันแต่งงานกลางน้ำท่วม เจ้าบ่าวเผยนี่แค่บททดสอบหนึ่งของชีวิตคู่

ฮือฮาทั้งโซเชียล เมื่อเจด ริก เวอร์ดิโย และ จาไมกา อากีลาร์ เจ้าบ่าวเจ้าสาวคู่หนึ่ง ตัดสินใจเดินหน้าจัดพิธีวิวาห์กลางโบสถ์ที่เต็มไปด้วยน้ำท่วมหลังฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุวิภา  แม้เจ้าสาวจะต้องเดินลุยน้ำจนชายกระโปรงลอย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคขวางความรักของทั้งคู่แต่อย่างใด

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

โดยโบสถ์บาราโซแอน ในเมืองมาลอลอส จังหวัดบูลากัน ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานวิวาห์ในครั้งนี้ ถูกน้ำท่วมถึงระดับเกือบหัวเข่า แต่คู่บ่าวสาวเลือกที่จะไม่เลื่อนพิธี เพราะเชื่อว่าสมรสคือการยอมรับและฟันฝ่าความท้าทายต่างๆ ไปด้วยกันตั้งแต่วันแรก  และนี่คือบทพิสูจน์แรกของทั้งคู่ 

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

ในพิธีแต่งงาน อากีลาร์ เจ้าสาว เดินลุยน้ำเข้ามาในโบสถ์ โดยมีชุดแต่งงานสีขาวและชายกระโปรงยาวลอยตามกระแสน้ำ ขณะที่เวอร์ดิโยยืนรอรับอยู่ที่แท่นพิธีในชุดบารอง ตากาล็อกซึ่งเป็นชุดประจำชาติของผู้ชายที่ใช้ในโอกาสพิเศษ โดยทั้งคู่คบหาดูใจกันมากว่า 10 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานกัน

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

แม้อากาศจะไม่เอื้ออำนวย แต่เพื่อนฝูงและครอบครัวบางส่วนก็ฝ่าพายุและฝนมาเป็นสักขีพยานในงานแต่งครั้งนี้ได้สำเร็จ โดยต่างชื่นชมว่า นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรักมีชัยเหนือทุกสิ่ง แม้จะเป็นพายุ ฝนตก น้ำท่วม แต่งานแต่งงานก็ยังดำเนินต่อไปและนี่คือพิธีแต่งงานที่พิเศษจริง ๆ.

บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม
บทพิสูจน์รัก คู่รักฟิลิปปินส์ลั่นระฆังแต่งงานกลางน้ำท่วม

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฟิลิปปินส์