ทรัมป์ปิดดีลการค้าญี่ปุ่น เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์ปิดดีลการค้าญี่ปุ่น เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์

23 ก.ค. 2568 06:51 น.

ทรัมป์ปิดดีลการค้าญี่ปุ่น เก็บภาษี 15% ลงทุนในสหรัฐฯ 5.5 แสนล้านดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่น โดยจะเก็บภาษีต่างตอบแทน 15% และญี่ปุ่นจะลงทุนในสหรัฐฯ กว่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าฉบับมหึมากับประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในอัตรา 15% และญี่ปุ่นจะลงทุนในอเมริกามูลค่าถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

“เราเพิ่งบรรลุข้อตกลงขนาดใหญ่กับญี่ปุ่น และอาจเป็นข้อตกลงใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยญี่ปุ่นจะลงทุน, ภายใต้การชี้นำของผม, มูลค่า 5.5 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งจะได้รับกำไร 90% ข้อตกลงนี้จะสร้างงานหลายแสนตำแหน่ง ไม่เคยมีอะไรเหมือนข้อตกลงนี้มาก่อน”

“สิ่งที่อาจสำคัญที่สุดคือ ญี่ปุ่นจะเปิดประเทศต้อนรับการซื้อขาย รวมถึง รถยนต์และรถบรรทุก, ข้าวและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ และสินค้าอื่นๆ ญี่ปุ่นจะจ่ายภาษีต่างตอบแทนให้แก่สหรัฐฯ ในอัตรา 15% นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อเท็จจริงที่ว่า เราจะมีความสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมกับญี่ปุ่นต่อไป”

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง นายทรัมป์เพิ่งประกาศบรรลุข้อตกลงกับฟิลิปปินส์ โดยสหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% ขณะที่สินค้าสหรัฐฯ จะเข้าสู่ฟิลิปปินส์โดยไม่เสียภาษี และทั้งสองประเทศจะเพิ่มความร่วมมือทางทหารระหว่างกันด้วย

อนึ่ง นายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าเกือบทุกประเทศในอัตราแตกต่างกันเมื่อ 2 เม.ย. แต่การบังคับใช้ถูกระงับเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ก่อนที่สุดท้ายเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.จะถูกเลื่อนออกไปอีกเป็นวันที่ 1 ส.ค. เนื่องจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเพียง 3 ฉบับ

ข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นนับเป็นข้อตกลงฉบับที่ 6 เท่านั้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ในขณะที่เหลือเวลาอีกราว 1 สัปดาห์เท่านั้น จะถึงวันที่ 1 ส.ค. ซึ่งเป็นเส้นตายการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump

ซ่อมเสร็จแล้ว F-35 ของ UK หลังจอดเสียในอินเดียนานจนกลายเป็นมีม

ซ่อมเสร็จแล้ว F-35 ของ UK หลังจอดเสียในอินเดียนานจนกลายเป็นมีม

23 ก.ค. 2568 06:17 น.

ซ่อมเสร็จแล้ว F-35 ของ UK หลังจอดเสียในอินเดียนานจนกลายเป็นมีม

เครื่องบินรบ F-35B ของกองทัพอากาศ UK ซึ่งจอดเสียในอินเดียนานนับเดือนจนถูกนำไปล้อเลียนบนโลกออนไลน์ สามารถกลับมาบินได้อีกครั้งแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินรบ F-35B ของกองทัพอากาศแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งจอดเสียอยู่ที่ท่าอากาศยานนานาชาติ “ธิรุวานันทพุราม” (Thiruvananthapuram) ในรัฐเกรละ ทางใต้ของอินเดียมานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากปัญหาทางเทคนิค กลับมาบินได้อีกครั้งแล้วในวันอังคารที่ 22 ก.ค. 2568 หลังได้รับการซ่อมแซมโดยวิศวกรจาก UK

F-35 ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก มีราคาลำละกว่า 100 ล้านยูโร (ราว 3,780 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม เครื่องบินลำที่เกิดเหตุเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายระหว่างบินลาดตระเวนตามปกติที่ทะเลอาระเบีย ในเดือนมิถุนายน จนไม่สามารถกลับไปยังเรือบรรทุกเครื่องบิน “เอชเอ็มเอส ปรินซ์ ออฟ เวลส์” ของสหราชอาณาจักรได้ ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่รัฐเกรละเมื่อ 14 มิ.ย.

หลังจากนั้น เครื่องบินรบลำนี้ก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฮดรอลิก และระบบไฟฟ้าสำรอง (APU) จนไม่สามารถขึ้นบินได้ ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ก่อนจะซ่อมแซมเสร็จในวันอังคาร ซึ่ง F-35B ลำนี้ก็ออกเดินทางกลับไปที่เรือบรรทุกเครื่องบิน ปรินซ์ ออฟ เวลส์ ซึ่งตอนนี้จอดอยู่ที่เมืองดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย

เรื่องราวของ F-35 ลำนี้ถูกนำไปล้อเลียนอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในอินเดีย อินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของสำนักงานท่องเที่ยวรัฐเกรละ ก็โพสต์ภาพเครื่องบิน F-35 จอดอยู่บนรันเวย์ พร้อมกับมีข้อความเสมือนว่าเป็นความเห็นจาก F-35 ลำนี้ระบุว่า “เกรละเป็นสถานที่ที่มหัศจรรย์จริงๆ ฉันไม่อยากจากไปเลย ขอแนะนำอย่างแน่นอน”

อีกมีมหนึ่งโพสต์บน X แสดงให้เห็นภาพ F-35 ไปล่องเรือพักผ่อนในแม่น้ำของรัฐเกรละด้วย

ซ่อมเสร็จแล้ว F-35 ของ UK หลังจอดเสียในอินเดียนานจนกลายเป็นมีม

ก่อนหน้านี้ มีความกังวลกันว่า อาจจำเป็นต้องรื้อเครื่อง F-35 บางส่วนและขนส่งไปกับเครื่องบินขนสินค้าหากการซ่อมแซมไม่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักรออกมายืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : euronews

ปธ.สภาสหรัฐฯ เลื่อนประชุม ขวางลงมติเปิดเผยรายงานคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ปธ.สภาสหรัฐฯ เลื่อนประชุม ขวางลงมติเปิดเผยรายงานคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

23 ก.ค. 2568 05:27 น.

ปธ.สภาสหรัฐฯ เลื่อนประชุม ขวางลงมติเปิดเผยรายงานคดี เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ประกาศเลื่อนการประชุมสภาชั่วคราว ขัดขวางความพยายามโหวตลงมติเพื่อขอให้รัฐบาลเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ประกาศการประชุมสภาฯ ก่อนกำหนด เพื่อขัดขวางความพยายามในการโหวตลงมติ ให้เปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินชื่อดัง ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์และใช้ประโยชน์ทางเพศผู้เยาว์ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

ความเคลื่อนไหวของนายจอห์นสันทำให้การโหวตต้องถูกเลื่อนไปจนถึงเดือนกันยายน ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน รวมถึงจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารลับที่เกี่ยวข้องกับนายเอปสตีน เพื่อความโปร่งใส

นายจอห์นสันปกป้องการตัดสินใจของเขาในการเลื่อนประชุมสภา โดยกล่าวหาพรรคเดโมแครตว่าเล่นเกมการเมือง และว่าพวกเขาพอแล้วกับการถูกสั่งสอนเรื่องความโปร่งใส

ทั้งนี้ กระแสเรียกร้องให้มีการเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับนายเอปสตีนปะทุขึ้นหลังจากกระทรวงยุติธรรมกับเอฟบีไอมีข้อสรุปในวันที่ 6 ก.ค. ว่า นายเอปสตีนไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “รายชื่อลูกค้า” ที่อาจพัวพันกับผู้มีชื่อเสียงและบุคคลสำคัญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แพม บอนดี อัยการสูงสุดกล่าวว่ากำลังทบสวนรายชื่อดังกล่าว FBI ยังยืนยันด้วยว่านายเอปสตีนจบชีวิตตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวทำให้หลายคนไม่พอใจ รวมถึงบางส่วนในขบวนการเคลื่อนไหว “MAGA” ของนายทรัมป์ เนื่องจากสงสัยว่าการตายของนายเอปสตีนอาจไม่ใช่การปลิดชีพตนเอง เพราะเขาใกล้ชิดกับคนร่ำรวยและผู้มีอำนาจมากมาย และหนึ่งในนี้หรือมากกว่านั้นอาจต้องการปิดปากเขา

ในการให้สัมภาษณ์หลายครั้ง ตัวนายทรัมป์เองก็เคยเปิดช่องว่างถึงความเป็นไปได้ที่นายเอปสตีนอาจไม่ได้ตายเพราะการจบชีวิตตัวเอง และระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2567 นักข่าวของ ฟ็อกซ์นิวส์ถามนายทรัมป์ว่าจะเปิดเผยเอกสารลับในคดีนายเอปสตีนหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่าเขาจะเปิดเผย

เพื่อลดความแตกแยกในกลุ่มผู้สนับสนุน นายทรัมป์ออกปกป้องอัยการสูงสุด แพม บอนดี และอ้างบน Truth Social ว่า ผู้สนับสนุนของเขาตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และเรียกพวกเขาว่าเป็นคนอ่อนแอที่กำลังช่วยเหลือพรรคเดโมแครต

แต่หลังจากนั้น กระแสความไม่พอใจกลับไม่ลดลงทำให้ในวันที่ 17 ก.ค. นายทรัมป์ส่งให้ น.ส.บอนดีขอให้ผู้พิพากษารัฐบาลกลาง ปลดความลับของเอกสารการสนทนาของคณะลูกขุนใหญ่ที่เข้าร่วมการพิจารณาคดีของนายเอปสตีนในปี 2562 และรัฐบาลได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐบาลกลางเมืองแมนฮัตตันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับฟิลิปปินส์ ตั้งภาษี 19% เผยข้อตกลงกับอินโดนีเซียเพิ่ม

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับฟิลิปปินส์ ตั้งภาษี 19% เผยข้อตกลงกับอินโดนีเซียเพิ่ม

23 ก.ค. 2568 03:42 น.

ทรัมป์ปิดดีลการค้ากับฟิลิปปินส์ ตั้งภาษี 19% เผยข้อตกลงกับอินโดนีเซียเพิ่ม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศบรรลุข้อตกลงกับฟิลิปปินส์ โดยจะตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ที่ 19% ขณะที่สหรัฐฯ เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวข้องกับข้อตกลงกับอินโดนีเซียเพิ่มเติมด้วย

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ค. 2568 ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่าเขากับนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันแล้ว และไม่นานหลังจากนั้น นายทรัมป์ก็เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซียที่เขาประกาศไปก่อนหน้านี้

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สินค้าของทั้งฟิลิปปินส์กับอินโดนีเซียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 19% ขณะที่สินค้าอเมริกันที่ส่งออกไปสู่ทั้ง 2 ประเทศจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากร นอกจากนั้นสหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์จะเพิ่มความร่วมมือทางทหารระหว่างกันด้วย

ประกาศของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเขาพบปะกับประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาวในวันอังคาร โดยเขาระบุบน Truth Social ว่า “เป็นการเยี่ยมเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปเรื่องข้อตกลงการค้าของเราแล้ว” อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานว่าผู้นำทั้งสองได้ลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการใดๆ เช่นเดียวกับข้อตกลงที่นายทรัมป์ประกาศก่อนหน้านี้

ข้อตกลงการค้ากับฟิลิปปินส์นับเป็นข้อตกลงฉบับที่ 5 เท่านั้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใหม่ๆ เรื่องข้อตกลงกับเวียดนามที่นายทรัมป์ประกาศเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ชี้แจงว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

อนึ่ง นายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าเกือบทุกประเทศในอัตราแตกต่างกันเมื่อ 2 เม.ย. แต่การบังคับใช้ถูกระงับเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ก่อนที่สุดท้ายเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.จะถูกเลื่อนออกไปอีกเป็นวันที่ 1 ส.ค. เนื่องจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเพียง 3 ฉบับ

หลังจากเข้าสู่เดือนกรกฎาคม นายทรัมป์ส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีใหม่ให้แก่บางประเทศ โดยฟิลิปปินส์ซึ่งถูกตั้งภาษีต่างตอบแทนไว้ที่ 17% ในวันที่ 2 เม.ย. ถูกปรับเพิ่มเป็น 20% และดูเหมือนว่า พวกเขาจะสามารถลดอัตราภาษีลงมาเหลือ 19% ในการเจรจาล่าสุด

ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์คิดเป็นมูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าหลักคือคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ, อาหารแปรรูป, เครื่องจักร และเครื่องนุ่งห่ม ในขณะที่ฟิลิปปินส์นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่าราว 9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูป

เมื่อสัปดาห์ก่อน นายทรัมป์ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับอินโดนีเซีย โดยระบุว่าอินโดนีเซียจะซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ มูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์, ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ และซื้อเครื่องบินโบอิ้งอีก 50 ลำ ขณะเดียวกัน เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์, เกษตรกรและชาวประมง จะสามารถเข้าถึงตลาดของอินโดนีเซียได้ทั้งหมดด้วย

นอกจากนั้น สหรัฐฯ จะเก็บภาษีสินค้าอินโดนีเซียทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 19% ส่วนสินค้าสหรัฐฯ จะเข้าสู่อินโดนีเซียโดยปลอดภาษีและมาตรการกำแพงทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หากมีสินค้าจากประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่ามาส่งผ่านอินโดนีเซีย ภาษีนั้นจะถูกเพิ่มเข้าไปในภาษีที่อินโดนีเซียจะต้องจ่าย

ล่าสุดในวันอังคาร สหรัฐฯ กับอินโดนีเซียมีแถลงการณ์ร่วมกัน เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในข้อตกลงการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเน้นเรื่องที่อินโดนีเซียตกลงจะแก้ไขมาตรการกำแพงการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff trade barrier)

มาตรการดังกล่าวรวมถึง การยกเลิกการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ เช่น โฆษณาบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และยกเลิกการตรวจสอบก่อนจัดส่งสินค้าหรือการตรวจสอบยืนยันสินค้า สำหรับสินค้าอเมริกัน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ระบบการตรวจสอบเหล่านี้สร้างภาระให้เกษตรกรอย่างหนักในการส่งออกสินค้า และการยกเลิกมาตรการเหล่านี้ออกไปจะช่วยเปิดตลาดให้แก่พวกเขา

นอกจากนั้น อินโดนีเซียยังตกลงจะยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์กลางของสหรัฐฯ (FMVSS) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อควบคุมการออกแบบ, ผลิต, ประสิทธิภาพ และความทนทานของยานยนต์เพื่อความปลอดภัย และจะยกเลิกข้อจำกัดเรื่องการส่งออกแร่ธาตุสำคัญด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปิดตำนาน “ออซซี่ ออสบอร์น” นักร้องวง Black Sabbath เสียชีวิตแล้ว

ปิดตำนาน “ออซซี่ ออสบอร์น” นักร้องวง Black Sabbath เสียชีวิตแล้ว

23 ก.ค. 2568 01:59 น.

ปิดตำนาน “ออซซี่ ออสบอร์น” นักร้องวง Black Sabbath เสียชีวิตแล้ว

ออซซี่ ออสบอร์น เจ้าชายแห่งความมืด ตำนานนักร้องผู้ร่วมก่อตั้งวง “แบล็ก ซับบาธ” ผู้บุกเบิกดนตรีเฮฟวี่เมทัล เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 76 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ออซซี่ ออสบอร์น นักร้องนำวง “แบล็ก ซับบาธ” (Black Sabbath) วงดนตรีเฮฟวี่เมทัลระดับตำนาน เสียชีวิตแล้วเมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 22 ก.ค. 2568 ขณะมีอายุ 76 ปี ไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขากับสมาชิกวงร่วมกันแสดงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

ครอบครัวของออสบอร์นเป็นผู้เปิดเผยข่าวเศร้านี้โดยระบุในแถลงการณ์ว่า “ด้วยความโศกเศร้าที่มากเกินกว่าคำพูดจะถ่ายทอดออกมาได้ เราต้องขอแจ้งว่า ออซซี่ ออสบอร์น ผู้เป็นที่รักของเรา ได้จากไปแล้วเมื่อเช้านี้ เขาอยู่กับครอบครัวและรายล้อมด้วยความรัก เราขอให้ทุกคนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในช่วงเวลานี้”

ออซซี่ ออสบอร์น เป็นไอคอนของวงการดนตรีผู้โด่งดังขึ้นมาในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งและนักร้องนำของวงดนตรีระดับตำนานอย่าง “แบล็ก ซับบาธ” (Black Sabbath) เมื่อปี 2511 ซึ่งกลายเป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวเฮฟวี่เมทัล ด้วยเพลงสุดคลาสสิกอย่างเช่น Paranoid, War Pigs และ Iron Man

หลังออกจากวงแบล็ก ซับบาธ ในปี 2522 จากความตึงเครียดระหว่างสมาชิกคนอื่นๆ ในวง ออสบอร์นก็เดินสายเป็นศิลปินเดี่ยว ออกอัลบั้มเพิ่มเติมมากกว่า 10 อัลบั้ม โดยเพลงซิงเกิลเปิดตัวที่ออกในปีต่อมาคือ Crazy Train ถูกยกเป็นหนึ่งในเพลงที่โด่งดังที่สุดของเขา

ออสบอร์นขึ้นชื่อเรื่องความพลังเหลือล้น และมักทำเรื่องที่ก่อให้เกิดการถกเถียงในการแสดงสด รวมถึงครั้งหนึ่งที่เขาเผลอกัดหัวค้างคาวจริงๆ จนขาด เพราะนึกว่าเป็นของปลอมที่ทำจากยาง และในช่วงต้นยุค 2000 ออสบอร์นกับครอบครัวกลายเป็นดารารายการเรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ หลังซีรีส์ “Osbournes” ออกฉาย

ออสบอร์น เจ้าของฉายา “เจ้าชายแห่งความมืด” เพิ่งกลับมาแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับสมาชิกเก่าของวง แบล็ก ซับบาธ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นคอนเสิร์ตสั่งลาครั้งสุดท้ายของวง จัดขึ้นที่วิลลา พาร์ก ในเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สธ.กาซาเผย ชาวบ้านอดตาย 33 ศพใน 48 ชม. เด็ก 9 แสนคนกำลังหิวโหย

สธ.กาซาเผย ชาวบ้านอดตาย 33 ศพใน 48 ชม. เด็ก 9 แสนคนกำลังหิวโหย

23 ก.ค. 2568 00:08 น.

สธ.กาซาเผย ชาวบ้านอดตาย 33 ศพใน 48 ชม. เด็ก 9 แสนคนกำลังหิวโหย

กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาเผย มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอาหารถึง 33 ศพในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ขณะที่ชาวกาซาเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก

เมื่อวันอังคารที่ 22 ก.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซาซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส เผยแพร่รายงานใหม่ระบุว่า มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการขาดสารอาหาร (malnutrition) ถึง 33 ศพ รวมเด็ก 12 คน ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา

จำนวนดังกล่าวทำให้ยอดสะสมของผู้เสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นเป็น 101 ศพแล้ว ในจำนวนนี้ 80 รายเป็นเด็ก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2566

ทั้งนี้ ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซากำลังเผชิญภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างหนัก ประชากรกว่า 2 ล้านคนถูกบังคับให้อพยพพลัดถิ่น ท่ามกลางการขาดแคลนอาหารและของใช้จำเป็น ในขณะที่อิสราเอลอนุญาตให้สิ่งของช่วยเหลือส่งเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ได้อย่างจำกัด

ดร.โมฮัมเหม็ด อาบู ซัลมิยา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชีฟาในเมืองกาซาซิตี้ เผยว่า ทั่วทั้งฉนวนกาซามีเด็กประมาณ 900,000 คนกำลังทุกข์ทรมานจากความหิวโหย ขณะที่ 70,000 คนในจำนวนนี้อยู่ในภาวะขาดสารอาหารแล้ว และมีเด็กเสียชีวิตถึง 21 ศพในช่วง 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า นับตั้งแต่อิสราเอลยึดการกระจายความช่วยเหลือในกาซาจากกลุ่มฮามาส และเริ่มบังคับใช้ระบบแจกเสบียงใหม่เมื่อ 27 พ.ค. มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารระหว่างรอรับเสบียงอาหารแล้วมากกว่า 1,000 ศพ โดยกองทัพอิสราเอลอ้างว่าเป็นการยิงผู้ต้องสงสัย

ปัญหาความขาดแคลนอาหารในกาซารุนแรงถึงขั้นที่สำนักข่าวเอเอฟพีออกมาระบุว่า ผู้สื่อข่าวฟรีแลนซ์กลุ่มสุดท้ายที่ทำงานร่วมกับพวกเขาในฉนวนกาซากำลังอดอยาก และอาจเสียชีวิตหากไม่มีการเข้าแทรกแซงในทันที

ขณะที่ชาวกาซาหลายคนเล่าให้สื่อต่างประเทศฟังถึงความยากลำบากในการหาอาหารประทังชีวิต เช่น นายโมฮัมหมัด มาห์มูด พ่อลูกสี่ซึ่งระบุว่า พวกเขาไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากถั่วเลนทิลจำนวนเล็กน้อยในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และต้องผสมเกลือกับน้ำดื่มเพื่อให้พลังงาน

นายโอซามา ตอว์ฟิก ลูกจ้างในแผนกเสบียงของโรงพยาบาลชีฟา กล่าวว่า เขาต้องไปทำงานทั้งที่ยังคงหิว ทิ้งลูก 6 คนซึ่งก็หิวโหยเช่นกันไว้ที่บ้าน “เราไม่มีอาหารให้คนไข้ เด็กๆ กำลังอดตายภายในโรงพยาบาลแห่งนี้ ผมทำงานที่นี่มา 20 ปี แต่ผมไม่เคยเห็นใครตายจากการขาดอาหารมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 31 ศพ บินกองทัพตกใส่โรงเรียนบังกลาเทศ นักศึกษาแค้นประท้วงเดือด

ดับพุ่ง 31 ศพ บินกองทัพตกใส่โรงเรียนบังกลาเทศ นักศึกษาแค้นประท้วงเดือด

22 ก.ค. 2568 23:26 น.

ดับพุ่ง 31 ศพ บินกองทัพตกใส่โรงเรียนบังกลาเทศ นักศึกษาแค้นประท้วงเดือด

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเครื่องบินกองทัพบังกลาเทศตกใส่โรงเรียนและวิทยาลัยในกรุงธากาเพิ่มขึ้นเป็น 31 ศพแล้ว ขณะที่กลุ่มนักศึกษาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลบอกความจริงเรื่องจำนวนผู้เคราะห์ร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 22 ก.ค. 2568 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุเครื่องบิน F-7 BGI ของกองทัพอากาศบังกลาเทศตกใส่อาคารโรงเรียนกับวิทยาลัยในเมืองหลวงกรุงธากาเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 31 ศพแล้ว ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 170 คน ในจำนวนนี้ 69 รายยังต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล

นายเซย์ดูร์ เราะห์มาน จากกระทรวงสุขภาพและสวัสดิภาพครอบครัวบอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีผู้บาดเจ็บ 10 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤต

ขณะเดียวกัน กระแสความเศร้าเสียใจจากโศกนาฏกรรมแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมากรวมตัวประท้วงที่วิทยาลัยที่เกิดเหตุ กล่าวหารัฐบาลว่าโกหกเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บออกมา

“มีนักเรียนนักศึกษาหลายร้อยคนในอาคาร เราเห็นชิ้นส่วนศพกระจัดกระจายเต็มพื้น พวกเขาอยู่ที่ไหน?” นักเรียนวัย 17 ปี พูดกับสำนักข่าว เอเอฟพี “ตอนนักเรียนกับครูถามคำถามนี้กับเจ้าหน้าที่กองทัพ พวกเขากลับทำร้ายเรา”

นักเรียนนักศึกษาบางคนถือป้ายประท้วงระบุว่า “เราต้องการความเป็นธรรม” และ “ร่างของพี่น้องของเราอยู่ที่ไหน?”

กลุ่มนักเรียนนักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงธากา
กลุ่มนักเรียนนักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงธากา

ก่อนหน้านี้กลุ่มนักศึกษายังได้บุกตะลุยเข้าไปในสำนักงานเลขาธิการแห่งชาติในกรุงธากา ส่งผลให้ตำรวจต้องใช้ไม้กระบองและระเบิดแสงในการสลายการชุมนุม

ต่อมานาย อาฮัมเหม็ด โฟเยซ เลขาธิการฝ่ายสื่อของรัฐบาลบอกกับ เอเอฟพี ว่า รัฐบาลตกลงจะทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษาแล้วเนื่องจาก “เราชื่อว่าข้อเรียกร้องที่กลุ่มนักศึกษายกขึ้นมานั้น มีเหตุผลและควรได้รับการตอบสนอง”

ทั้งนี้ เครื่องบิน F-7 BGI ขึ้นบินจากฐานทัพอากาศในเขตคูร์มิโตลา ของกรุงธากา ในเวลา 13.06 น. วันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจฝึกซ้อมตามกิจวัตร แต่กลับเกิดความขัดข้องทางเทคนิค ทำให้เครื่องตกใส่โรงเรียนและวิทยาลัย “ไมล์สโตน” (Milestone)

กองทัพระบุว่า เหตุขัดข้องทางเทคนิคเกิดขึ้นหลังจาก F-7 BGI ลำนี้ขึ้นบินไม่นาน โดยเรืออากาศตรี โมฮัมหมัด ทอคีร์ อิสลาม พยายามควบคุมเครื่องออกห่างจากพื้นที่ที่ประชากรหนาแน่น แต่ในท้ายที่สุด เครื่องบินลำนี้ก็ตกใส่อาคาร 2 ชั้นของโรงเรียนและวิทยาลัยไมล์สโตน ซึ่งนักบินรายนี้เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต

ในวันอังคาร กองทัพบังกลาเทศระบุว่า ซากเครื่องบินถูกนำออกจากอาคารแล้วในคืนวันจันทร์ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฝนมรสุมซ้ำฟิลิปปินส์ ทำกรุงมะนิลาจมน้ำ ปชช.อพยพนับหมื่น

ฝนมรสุมซ้ำฟิลิปปินส์ ทำกรุงมะนิลาจมน้ำ ปชช.อพยพนับหมื่น

22 ก.ค. 2568 16:05 น.

ฝนมรสุมซ้ำฟิลิปปินส์ ทำกรุงมะนิลาจมน้ำ ปชช.อพยพนับหมื่น

น้ำท่วมที่เกิดจากฝนที่ตกหนักจากพายุมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือที่เรียกว่า “ฮาบากัต”  ทำให้กรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์อยู่ในสภาพหยุดชะงัก ประชาชนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนหลายหมื่นคน และเชื่อว่ามีผู้สูญหายอย่างน้อย 2 คน

โรงเรียนและหน่วยงานราชการในกรุงมะนิลาและจังหวัดโดยรอบถูกปิดทำการหลังจากฝนตกหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา (21 ก.ค.) จนทำให้แม่น้ำมาริกินาเอ่อล้นตลิ่ง ประชาชนกว่า 23,000 คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำต้องอพยพออกไปในช่วงกลางคืน โดยต้องหลบภัยอยู่ในโรงเรียน ศาลาประชาคม และลานบ้านที่มีหลังคาคลุม และอีก 25,000 คนถูกอพยพออกจากเมืองเกซอนและเมืองกาลูกันในเขตมหานคร

ฝนมรสุมซ้ำฟิลิปปินส์ ทำกรุงมะนิลาจมน้ำ ปชช.อพยพนับหมื่น

ด้านทำเนียบประธานาธิบดี ได้สั่งระงับการเตรียมการทั้งหมดสำหรับการแถลงนโยบายประจำปีครั้งที่ 4 ของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมรุนแรง  และสั่งระงับการเรียนการสอนและงานราชการในเขตมหานครมะนิลาและอีกหลายจังหวัดในวันพุธที่ 23 กรกฎาคม เนื่องจากฝนตกหนักจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

ฝนมรสุมซ้ำฟิลิปปินส์ ทำกรุงมะนิลาจมน้ำ ปชช.อพยพนับหมื่น

ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกล่าวหญิงชราคนหนึ่งและคนขับรถถูกพัดลงไปในลำธารที่น้ำเอ่อล้น ขณะพยายามข้ามสะพานในเมืองกาลูกัน ด้านสำนักงานกู้ภัยมาริกินา ระบุว่าระดับน้ำในแม่น้ำสูงถึง 18 เมตร แม้ระดับน้ำท่วมเริ่มลดลงในเช้าวันอังคาร แม้ว่าประชาชนหลายพันคนยังคงไม่สามารถกลับบ้านได้

สภาการจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่า ฝนมรสุมที่ตกหนักต่อเนื่องได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 3 ราย และสูญหายอีก 7 รายในภาคกลางและภาคใต้ของฟิลิปปินส์ นับตั้งแต่พายุวิภาเคลื่อนตัวผ่านประเทศเมื่อวันที่ 18 ก.ค.

ทั้งนี้ พายุหรือไต้ฝุ่นอย่างน้อย 20 ลูกพัดเข้าหรือเข้าใกล้ฟิลิปปินส์ในแต่ละปี โดยภูมิภาคที่ยากจนที่สุดของประเทศมักได้รับผลกระทบหนักที่สุด.

ที่มา CNA ABS-CBN

28 ชาติประณามอิสราเอล กรณีการสังหารพลเรือนชาวกาซาอย่างไร้มนุษยธรรม

28 ชาติประณามอิสราเอล กรณีการสังหารพลเรือนชาวกาซาอย่างไร้มนุษยธรรม

22 ก.ค. 2568 15:25 น.

28 ชาติประณามอิสราเอล กรณีการสังหารพลเรือนชาวกาซาอย่างไร้มนุษยธรรม

กลุ่มประเทศ 28 ประเทศ แถลงว่าอิสราเอลต้องยุติสงครามในฉนวนกาซาโดยทันที และวิพากษ์วิจารณ์ “การสังหารชาวปาเลสไตน์อย่างไร้มนุษยธรรม” ซึ่งรวมถึงชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนใกล้จุดแจกจ่ายอาหาร

กลุ่มประเทศ 28 ประเทศ ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา แถลงเมื่อวันจันทร์ (22 ก.ค.) ว่าอิสราเอลต้องยุติสงครามในฉนวนกาซาโดยทันที และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การสังหารชาวปาเลสไตน์อย่างไร้มนุษยธรรม” ซึ่งรวมถึงชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนใกล้จุดแจกจ่ายอาหาร

ในแถลงการณ์ร่วม ประเทศต่างๆ ประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “การให้ความช่วยเหลือแบบค่อยเป็นค่อยไป” แก่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และกล่าวว่าเป็นเรื่อง “น่าสะพรึงกลัว” ที่มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 800 คนระหว่างการขอความช่วยเหลือ

โดย 28 ประเทศที่ออกแถลงการณ์ร่วม ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม แคนาดา ไซปรัส เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวีเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับมูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลให้การสนับสนุนให้เข้ามาดูแลการแจกจ่ายความช่วยเหลือในกาซาจากเครือข่ายที่นำโดยสหประชาชาติ

รัฐมนตรีของกลุ่มประเทศดังกล่าว ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า “รูปแบบการส่งมอบความช่วยเหลือของรัฐบาลอิสราเอลนั้นอันตราย ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง และพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวกาซา”

และกล่าวว่า “ความทุกข์ทรมานของพลเรือนในกาซาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก”

ข้อเรียกร้องจากประเทศในยุโรปประมาณ 20 ประเทศ รวมถึงแคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้ยุติสงครามในกาซาและยุติการส่งมอบความช่วยเหลือจากหลายประเทศที่เป็นพันธมิตรกับอิสราเอลและผู้สนับสนุนที่สำคัญที่สุด นั่นคือสหรัฐอเมริกา

ในบรรดาประเทศที่เรียกร้องให้ยุติสงคราม ยังรวมถึง 4 ใน 5 ประเทศในกลุ่มพันธมิตรแบ่งปันข่าวกรองที่เรียกว่า Five Eyes ซึ่งรวมถึงสหรัฐฯ ด้วย

กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลกล่าวว่าแถลงการณ์ดังกล่าว “ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” และจะส่งสารที่ผิดพลาดไปยังกลุ่มฮามาส แถลงการณ์ของอิสราเอลระบุว่า “แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้เน้นย้ำถึงแรงกดดันต่อกลุ่มฮามาส และไม่ได้ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของฮามาสต่อสถานการณ์”

กิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล กล่าวในภายหลังว่า เขาได้พูดคุยกับเดวิด แลมมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ เมื่อวันจันทร์ เกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาค รวมถึงฉนวนกาซา เขากล่าวโทษฮามาส “สำหรับความทุกข์ทรมานของประชาชนและความต่อเนื่องของสงคราม”

ไมค์ ฮัคคาบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล กล่าวถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่า “น่ารังเกียจ” และกล่าวว่าการกล่าวโทษอิสราเอลนั้น “ไร้เหตุผล” เพราะฮามาสปฏิเสธทุกข้อเสนอที่จะยุติสงคราม

คำร้องขอจากประเทศตะวันตกอื่นๆ เกิดขึ้นในขณะที่รถถังของอิสราเอลบุกเข้าไปในเขตทางใต้และตะวันออกของเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ในกาซา เป็นครั้งแรกเมื่อวันจันทร์.

ที่มา CNA

พายุวิภาขึ้นฝั่งเวียดนาม คาดกรุงฮานอยฝนตกหนักและลมแรง

พายุวิภาขึ้นฝั่งเวียดนาม คาดกรุงฮานอยฝนตกหนักและลมแรง

22 ก.ค. 2568 12:52 น.

พายุวิภาขึ้นฝั่งเวียดนาม คาดกรุงฮานอยฝนตกหนักและลมแรง

พายุวิภาขึ้นฝั่งเวียดนามแล้ว ระหว่างจังหวัดฮึงเอียนและจังหวัดนิญบิ่ญ เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 62-88 กม./ชม.

ศูนย์พยากรณ์อุทกอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ตำแหน่งศูนย์กลางพายุ ณ เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อยู่บนแผ่นดินใหญ่ของจังหวัดหุ่งเอียน-นิญบิ่ญ โดยมีความรุนแรง ระดับ 8 (62–74 กม./ชม.), ลมกระโชกแรงระดับ 10 พายุเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก-ตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10–15 กม./ชม.

สถานีอุตุนิยมวิทยาอุทกวิทยาภาคเหนือเวียดนาม รายงานว่า พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของกรุงฮานอย กระแสลมจะค่อยๆ พัดแรงขึ้นเป็นระดับ 4-5 และอาจมีลมกระโชกแรงขึ้นเป็นระดับ 6

พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของเมืองจะมีลมค่อยๆ พัดแรงขึ้นเป็นระดับ 5 บางครั้งอาจถึงระดับ 6 และอาจมีลมกระโชกแรงขึ้นเป็นระดับ 7-8 ลมแรงอาจทำให้ต้นไม้ล้ม บ้านเรือน การจราจร และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ระดับความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติจากพายุสำหรับพื้นที่ทางตอนใต้และใจกลางเมืองอยู่ที่ระดับ 3

ส่วนการคาดการณ์ในช่วง 24 ชม.  คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทางตอนเหนือของประเทศลาว ด้วยความเร็ว 10-15 กม./ชม. และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อน จากนั้นอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำต่อไป

ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำตอนเหนือ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีพายุฝนฟ้าคะนอง โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 100-200 มิลลิเมตร บางแห่งมากกว่า 300 มิลลิเมตร ส่วนพื้นที่อื่นๆ ในภาคเหนือและห่าติ๋ญ จะมีฝนตกปานกลาง ฝนตกหนัก ฝนตกหนักมากบางแห่ง และพายุฝนฟ้าคะนอง โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 50-100 มิลลิเมตร บางแห่งมากกว่า 150 มิลลิเมตร และเตือนความเสี่ยงฝนตกหนักเกิน 150 มิลลิเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่มในพื้นที่ภูเขา และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม.

ที่มา Lao Dong / Trung tâm Dự báo khí tượng thủy văn quốc gia