ญี่ปุ่นเตรียมพร้อม ซ้อมรับมือถูกหมีโจมตี

ญี่ปุ่นเตรียมพร้อม ซ้อมรับมือถูกหมีโจมตี

22 ก.ค. 2568 11:25 น.

ญี่ปุ่นเตรียมพร้อม ซ้อมรับมือถูกหมีโจมตี

ญี่ปุ่นจัดการฝึกซ้อมเพื่อรับมือกับการโจมตีของหมี ที่เกิดบ่อยครั้งขึ้นในหลายพื้นที่ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

หลังจากเหตุการณ์โจมตีของหมีทั่วญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจในจังหวัดโทชิงิ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร และชมรมนักล่าสัตว์ท้องถิ่นได้จัดการฝึกซ้อมการไล่หมี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (21 ก.ค.) การฝึกซ้อมดังกล่าวจัดขึ้นในพื้นที่ภูเขา ซึ่งตำรวจได้สาธิตวิธีการไล่หมีป่าโดยใช้ดอกไม้ไฟ

ตำรวจท้องถิ่นรายงานว่ามีรายงานการพบเห็นหมีป่า 3 ครั้งในปีนี้ในจังหวัดโทชิงิ โดยพนักงานส่งหนังสือพิมพ์วัย 52 ปี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม หลังจากถูกหมีทำร้ายที่เมืองฟุกุชิมะ ทางตอนใต้ของจังหวัดฮอกไกโด

สัปดาห์ต่อมา หมีสีน้ำตาลตัวผู้ถูกยิงตายในเมืองเดียวกัน หลังตำรวจกล่าวว่าได้รับรายงานจากชาวบ้านว่าพบเห็นหมีตัวหนึ่งในย่านสึกิซากิของเมือง เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 18 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจและนายพรานป่าได้รุดไปยังที่เกิดเหตุและพบเห็นหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่ง สูงประมาณ 1.5 เมตร มีรายงานว่านายพรานป่าได้ยิงหมีตัวดังกล่าว และจากการทดสอบดีเอ็นเอ พบว่าหมีตัวนี้สังหารพนักงานส่งของ และหญิงวัย 70 ปีเศษ เมื่อสี่ปีก่อน 

ส่วนเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา เกษตรกรรายหนึ่งถูกหมีป่าโจมตีในจังหวัดอาคิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น ตำรวจกล่าวว่า ชายวัย 75 ปี ถูกทำร้ายขณะทำงานคนเดียวในไร่ในช่วงเช้าตรู่ ต่อมาเขาเดินทางกลับบ้านเองและครอบครัวได้โทรแจ้งหน่วยฉุกเฉิน เขาได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บที่ศีรษะซึ่งไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยคาดว่าต้องใช้เวลารักษาประมาณสองเดือน ตำรวจกล่าวว่า หมีตัวนี้มีความสูงประมาณ 1.5 เมตร และได้โจมตีชายคนดังกล่าวจากด้านหลังก่อนจะหลบหนีไป

ตามรายงานของสถานีวิทยุกระจายเสียงสาธารณะแห่งชาติของญี่ปุ่น (NHK) ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม มีรายงานการพบหมีในอากิตะมากกว่า 650 ครั้ง ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว.

ที่มา  AP NHK

“คิมเบอร์ลี เชีย” ดาราสาวสิงคโปร์ถูกหามส่งรพ. หลังยืนแปรงฟันผิดท่าทำให้ปวดหลังรุนแรง

"คิมเบอร์ลี เชีย" ดาราสาวสิงคโปร์ถูกหามส่งรพ. หลังยืนแปรงฟันผิดท่าทำให้ปวดหลังรุนแรง

22 ก.ค. 2568 11:04 น.

“คิมเบอร์ลี เชีย” ดาราสาวสิงคโปร์ถูกหามส่งรพ. หลังยืนแปรงฟันผิดท่าทำให้ปวดหลังรุนแรง

สุดแปลก “คิมเบอร์ลี เชีย” ดาราสาวสิงคโปร์ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังปวดหลังอย่างรุนแรงตอนแปรงฟัน เผยแค่ก้มตัวผิดท่าขณะแปรงฟัน ก็ทำให้ปวดหลังจนแทบลุกไม่ขึ้น

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า คิมเบอร์ลี เชีย (Kimberly Chia) ดาราสาวชาวสิงคโปร์  วัย 29 ปี ออกมาเปิดเผยผ่านอินสตาแกรมว่า ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแบบไม่คาดคิด หลังเกิดอาการปวดหลังอย่างรุนแรงระหว่างแปรงฟัน

เธอเล่า ว่า ตอนนั้นมีอาการปวดหลังเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่ยังทนได้ ก็เลยปล่อยไว้ไม่ได้คิดอะไร จนต่อมาเช้าวันพฤหัสฯ ที่แล้ว เธอได้เตรียมตัวไปทำงาน อาบน้ำแปรงฟันตามปกติ แต่จังหวะที่แปรงลิ้นจู่ๆ ก็เกิดอาการสะอึกแบบแรงมาก ทำให้เธอต้องก้มตัวไปข้างหน้ากระทันหัน ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างสะบัด หรือฉีกขาด ที่หลัง ทำให้เจ็บจนเห็นดาววูบวาบเหมือนจะหมดสติ ช่วยตัวเองไม่ได้เลย ต้องตะโกนเรียกสามี 

รายงานข่าวระบุว่า นายวินเซนต์ เยียว วัย 37 ปี รีบไปพยุงภรรยาให้นอนพัก แต่เมื่อเธอพยายามลุกขึ้น ความเจ็บก็รุนแรงเกินจะทนไหว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเรียกรถพยาบาลทันที

ดาราสาวระบุว่า แพทย์วินิจฉัยว่าอาการน่าจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบหรือฉีกขาดเล็กน้อย ไม่ใช่หมอนรองกระดูกเคลื่อนอย่างที่กังวลในตอนแรก ซึ่งถือเป็นข่าวดี และเธอก็อยู่ระหว่างพักฟื้น

ทั้งนี้ เชียเคยมีผลงานในวงการบันเทิงสิงคโปร์มาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีลูกชายวัย 3 ขวบกับวินเซนต์ สามีของเธอ โดยเธอทิ้งท้ายในโพสต์ว่า แม้เหตุการณ์นี้จะฟังดูแปลกและน่าอาย แต่เธออยากเตือนทุกคนให้ระวังร่างกาย โดยเฉพาะเวลาที่คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กๆ อย่างการปวดหลังเล็กน้อย หรือกิจวัตรประจำวันอย่างการแปรงฟันก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นกัน.

ที่มา Straitstimes 

ภาพ Kimberly Chia/Instagram

รัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเอกสารการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

รัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเอกสารการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

22 ก.ค. 2568 10:53 น.

รัฐบาลทรัมป์เปิดเผยเอกสารการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารมากกว่า 240,000 หน้า เกี่ยวกับการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ รวมถึงเอกสารการสอดแนมของเอฟบีไอเกี่ยวกับผู้นำด้านสิทธิพลเมืองผู้นี้

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารมากกว่า 240,000 หน้า ที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ซึ่งรวมถึงบันทึกจากสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ซึ่งได้ทำการสอดแนมผู้นำด้านสิทธิพลเมืองผู้นี้ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ รวมถึงขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองของเขา โดยเอกสารต่างๆ ถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งระบุว่าจะมีการเผยแพร่เอกสารเพิ่มเติม

คิงเสียชีวิตจากกระสุนปืนของมือสังหารที่เมืองเมมฟิส รัฐเทนเนสซี เมื่อวันที่ 4 เมษายน 1968 ขณะที่เขาหันเหความสนใจจากการรณรงค์เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกันของชาวแอฟริกันอเมริกันโดยสันติวิธี ไปสู่ประเด็นทางเศรษฐกิจและการเรียกร้องสันติภาพมากขึ้นเรื่อยๆ การเสียชีวิตของเขาสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสหรัฐฯ ในปีที่เกิดการจลาจลทางเชื้อชาติ การเดินขบวนต่อต้านสงครามเวียดนาม และการลอบสังหารโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

ต้นปีนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดเผยเอกสารดิจิทัลหลายพันหน้าที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารโรเบิร์ต เคนเนดี และอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ซึ่งถูกลอบสังหารในปี 1963

ทรัมป์ให้คำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงว่าจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเคนเนดีอย่างโปร่งใสมากขึ้น เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เขายังสั่งให้ผู้ช่วยนำเสนอแผนการเปิดเผยบันทึกที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารโรเบิร์ต เคนเนดี และคิง

เอฟบีไอเก็บไฟล์เกี่ยวกับคิงไว้ในช่วงทศวรรษ 1950 และ 1960 แม้กระทั่งการดักฟังโทรศัพท์ของเขา เนื่องจากสิ่งที่เอฟบีไอกล่าวในขณะนั้นว่าคิงมีความเชื่อมโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ และอดีตสหภาพโซเวียต ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เอฟบีไอได้ยอมรับว่านี่เป็นตัวอย่างของ “การละเมิดและการใช้อำนาจเกินขอบเขต” ในประวัติศาสตร์

ครอบครัวของคิงขอให้ผู้ที่ตรวจสอบเอกสารเหล่านี้ “ดำเนินการด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความยับยั้งชั่งใจ และความเคารพต่อความโศกเศร้าของครอบครัวเราที่ยังคงดำเนินต่อไป” และประณาม “ความพยายามใดๆ ที่จะนำเอกสารเหล่านี้ไปใช้ในทางที่ผิด”

ครอบครัวซึ่งรวมถึงลูกสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ คือ มาร์ติน ที่ 3 วัย 67 ปี และเบอร์นิซ วัย 62 ปี กล่าวโดยอ้างถึงผู้อำนวยการเอฟบีไอในขณะนั้นว่า “ในช่วงชีวิตของพ่อ เขาตกเป็นเป้าโจมตีอย่างไม่ลดละจากการรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและสอดแนมที่รุกราน คุกคาม และน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง ซึ่งจัดทำโดย เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ ผ่านสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐฯ” 

เจมส์ เอิร์ล เรย์ นักแบ่งแยกเชื้อชาติและคนเร่ร่อน สารภาพว่าสังหารคิง แต่ต่อมาได้ปฏิเสธ เขาเสียชีวิตในคุกในปี 1998

ครอบครัวของคิงกล่าวว่าได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งในข้อหาฆาตกรรมโดยมิชอบในรัฐเทนเนสซีในปี 1999 ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ของคณะลูกขุนว่า “พ่อของเราเป็นเหยื่อของแผนการสมคบคิดที่เกี่ยวข้องกับลอยด์ โจเวอร์ส และผู้สมรู้ร่วมคิดที่ไม่เปิดเผยชื่อ รวมถึงหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่านั้น คำตัดสินยังยืนยันว่ามีคนอื่นที่ไม่ใช่เจมส์ เอิร์ล เรย์ เป็นมือปืน และนายเรย์ถูกวางแผนให้รับผิด ครอบครัวของเรามองว่าคำตัดสินนี้เป็นการยืนยันความเชื่อที่เรามีมายาวนาน”

โจเวอร์ส ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเมมฟิส บอกกับรายการ Prime Time Live ของสถานีโทรทัศน์ ABC ในปี 1993 ว่าเขามีส่วนร่วมในแผนการสังหารคิง รายงานของกระทรวงยุติธรรมในปี 2023 ระบุว่าคำกล่าวอ้างของเขานั้นน่าสงสัย.

ที่มา Reuters

ฮุนมาเนตไม่ทน! สวนกลับไทยกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิด-พื้นที่พิพาท ย้ำจุดยืนกัมพูชาไม่ยอมให้ใครละเมิด

ฮุนมาเนตไม่ทน! สวนกลับไทยกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิด-พื้นที่พิพาท ย้ำจุดยืนกัมพูชาไม่ยอมให้ใครละเมิด

22 ก.ค. 2568 10:52 น.

ฮุนมาเนตไม่ทน! สวนกลับไทยกล่าวหาเรื่องทุ่นระเบิด-พื้นที่พิพาท ย้ำจุดยืนกัมพูชาไม่ยอมให้ใครละเมิด

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต  โพสต์ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โต้ไทยกุเรื่องทุ่นระเบิด และการกล่าวหาว่ากัมพูชาแทรกแซงกิจการภายในของไทย ย้ำจะปกป้องอธิปไตย เตือนไทยอย่าล้ำเส้นแดง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอบโต้ผู้นำการเมือง กองทัพ และสื่อของไทย หลังมีข้อกล่าวหาหลายประเด็นที่พาดพิงถึงกัมพูชา ทั้งเรื่องการแทรกแซงกิจการภายในของไทย การวางทุ่นระเบิดชายแดน รวมถึงท่าทีข่มขู่จะดำเนินมาตรการฝ่ายเดียวในพื้นที่ชายแดนที่ยังเป็นข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทตาเมือนธม

ฮุน มาเนต ระบุว่า หน่วยงานของกัมพูชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ดำเนินการตอบโต้เชิงหลักการไปแล้วอย่างเป็นทางการ และเตรียมใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความถูกต้องและผลประโยชน์สูงสุดของชาติกัมพูชา

ในโพสต์ดังกล่าว ฮุน มาเนต ได้ส่งข้อความเตือนฝ่ายไทยโดยตรงว่า

“พื้นที่พิพาท หรือพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติด้านอธิปไตย ไม่มีฝ่ายใดมีสิทธิ์ดำเนินมาตรการฝ่ายเดียวได้ การดำเนินการใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น เส้นแดง ก็คือเส้นแดง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อย่าละเมิด กัมพูชาไม่เคยละเมิดใคร แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครละเมิดเช่นกัน กัมพูชามีความสามารถและความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองด้วยทุกวิถีทาง”

นอกจากนี้ ผู้นำกัมพูชายังกล่าวในเชิงตำหนิว่า การเอารัดเอาเปรียบประเทศอื่น ไม่ใช่แนวทางที่มีจริยธรรมและไม่ควรนำมาใช้หากหวังจะสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันในระยะยาว พร้อมย้ำกัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ที่ชัดเจน รวดเร็ว และยั่งยืน แต่จะไม่ยอมให้ชาติใดเข้ามาแทรกแซงหรือคุกคามอธิปไตย

คำแถลงของฮุน มาเนต สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวของกัมพูชาท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีประเด็นความไม่ลงรอยในหลายด้าน.

ที่มา : FBฮุนมาเนต

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

แม่มาแล้ว มารายห์ แครี่ ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี ได้ฟังแน่ กันยายนนี้

 แม่มาแล้ว มารายห์ แครี่ ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี ได้ฟังแน่ กันยายนนี้

22 ก.ค. 2568 10:17 น.

แม่มาแล้ว มารายห์ แครี่ ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี ได้ฟังแน่ กันยายนนี้

ฮือฮา เจ้าแม่แห่งวงการเพลงป๊อป มารายห์ แครี่ วัย 56 ปี เตรียมปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 26 กันยายนนี้ ถือเป็นผลงานเต็มชุดแรกนับตั้งแต่อัลบั้ม Caution ในปี 2018

มารายห์ แครี ดีว่าแห่งวงการเพลงป๊อป วัย 56 ปี เตรียมกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง ด้วยการปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี โดยอัลบั้มชุดล่าสุดที่มีชื่อว่า Here For It All มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 26 กันยายนนี้ 

โดยแครีได้โพสต์คลิปทีเซอร์ผ่านอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมาพร้อมข้อความว่า

“Here For It All อัลบั้มใหม่ของฉัน วางขาย 26 กันยายนนี้ สั่งจองล่วงหน้าได้แล้ว”

ในอัลบั้มนี้จะมีซิงเกิลนำที่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้แล้วคือ Type Dangerous

ขณะที่เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา แครี ยังได้โพสต์วิดีโอฉลองผลงานเพลงตั้งแต่อัลบั้มแรก MC1 ซึ่งเปิดตัวในปี 1990 ไล่เรียงจนถึง Caution และปิดท้ายด้วยตัวอักษร “MC16” บ่งบอกถึงว่าอัลบั้มใหม่นี้คือผลงานชุดที่ 16 ของเธอ พร้อมข้อความในแพลตฟอร์ม X ว่า “MC16 – มีประกาศพรุ่งนี้”

นอกจากนี้ มารายห์ แครี ยังได้ปล่อยตัวอย่างเพลงใหม่ชื่อ Sugar Sweet ในคลิปวิดีโอที่เธอกำลังอบขนมในครัว เมื่อวันที่ 19 ก.ค. อีกด้วย

 แม่มาแล้ว มารายห์ แครี่ ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรอบ 7 ปี ได้ฟังแน่ กันยายนนี้

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแครี ยังได้สร้างสถิติใหม่กับเพลงฮิตในอดีต Fantasy (1995) ซึ่งมียอดฟังใน Spotify ทะลุ 500 ล้านครั้ง โดยเพลงนี้เคยเป็นซิงเกิลอันดับ 1 ของเธอบนบิลบอร์ดชาร์ต Hot 100 และครองอันดับนานถึง 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ถึง 18 พ.ย. ปี 1995

Fantasy ยังถือเป็นเพลงแรกของศิลปินหญิงที่เปิดตัวด้วยการติดอันดับ 1 ทันที และเป็นเพลงที่สองในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ต่อจาก You Are Not Alone ของ ไมเคิล แจ็คสัน

มารายห์ แครี มีเพลงทั้งหมด 4 เพลงที่มียอดฟังทะลุหลัก 500 ล้านครั้งบน Spotify ได้แก่

  • All I Want For Christmas Is You (1994) – มากกว่า 2 พันล้านครั้ง
  • We Belong Together (2005) – มากกว่า 777 ล้านครั้ง
  • Obsessed (2009) – เกือบ 600 ล้านครั้ง
  • Fantasy (1995) – มากกว่า 500 ล้านครั้ง

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าว มารายห์ แครี

เผย “บรูซ วิลลิส” เริ่มอาการทรุด พูด อ่าน หรือเดินไม่ได้อีก หลังป่วยโรคสมองเสื่อมรุนแรง

เผย "บรูซ วิลลิส" เริ่มอาการทรุด พูด อ่าน หรือเดินไม่ได้อีก หลังป่วยโรคสมองเสื่อมรุนแรง

22 ก.ค. 2568 10:02 น.

เผย “บรูซ วิลลิส” เริ่มอาการทรุด พูด อ่าน หรือเดินไม่ได้อีก หลังป่วยโรคสมองเสื่อมรุนแรง

ครอบครัวเผยอาการล่าสุดของ “บรูซ วิลลิส” นักแสดงระดับตำนานแห่งฮอลลีวูด ยืนยันโรคสมองเสื่อมยังคงลุกลาม แม้อาการยังทรงตัว แต่เจ้าตัวไม่สามารถพูด อ่าน หรือเดินได้แล้ว

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอาการล่าสุดของ บรูซ วิลลิส นักแสดงรุ่นใหญ่ชื่อดังวัย 69 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรค ภาวะสมองเสื่อมส่วนหน้า (Frontotemporal Dementia) โดยโรคได้พัฒนาจากภาวะบกพร่องด้านการใช้ภาษา (Aphasia) ที่แพทย์เคยวินิจฉัยครั้งแรกในปี 2565 

ตามรายงานในปี 2566 และ 2567 ระบุว่า วิลลิสมีอาการพูดไม่ได้เกือบทั้งหมด ไม่สามารถอ่านหนังสือ และเริ่มมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว แม้ครอบครัวยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเรื่องการเดินอย่างชัดเจน แต่แหล่งข่าวใกล้ชิดยืนยันว่าเขาเดินไม่ได้แล้ว

ขณะที่ท่ามกลางช่วงเวลาที่ยากลำบาก ครอบครัวของวิลลิสยังคงเป็นกำลังสำคัญที่คอยดูแล และสนับสนุนเขาอย่างใกล้ชิด ขณะที่แฟนๆ ทั่วโลกก็ยังคงส่งความรักและแรงใจให้เขาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมาครอบครัวของวิลลิสได้ออกแถลงการณ์ถึงแฟนๆ ว่า แม้โรคยังคงลุกลาม แต่โดยรวมถือว่าอาการยังทรงตัว พร้อมขอบคุณกำลังใจจากผู้คนทั่วโลกที่ส่งถึงครอบครัวอย่างไม่ขาดสาย

ทั้งนี้ โรคสมองเสื่อมส่วนหน้า เป็นโรคที่ส่งผลต่อพฤติกรรม บุคลิกภาพ และการใช้ภาษา แตกต่างจากอัลไซเมอร์ และมักเกิดในช่วงวัยกลางคน โดยกรณีของวิลลิสได้ช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหายากชนิดนี้มากขึ้น

ที่มา The Express Tribune

กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ยืนยันไม่เคยฝังกับระเบิดใหม่ ชี้เหตุทหารเจ็บเกิดในเขตแดนของกัมพูชาเอง

กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ยืนยันไม่เคยฝังกับระเบิดใหม่ ชี้เหตุทหารเจ็บเกิดในเขตแดนของกัมพูชาเอง

22 ก.ค. 2568 09:20 น.

กัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ไทย ยืนยันไม่เคยฝังกับระเบิดใหม่ ชี้เหตุทหารเจ็บเกิดในเขตแดนของกัมพูชาเอง

กัมพูชาแถลงตอบโต้กรณีไทยกล่าวหา กัมพูชาฝังกับระเบิดใหม่บริเวณชายแดนทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ โดยยืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไร้มูลความจริงและไร้หลักฐาน” ยืนยันเหตุการณ์เกิดขึ้นในดินแดนกัมพูชา

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาฝังกับระเบิดสังหารบุคคลใหม่บริเวณชายแดนจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บเมื่อไม่นานมานี้ โดยกัมพูชายืนยันว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไร้มูลความจริงและปราศจากหลักฐาน” พร้อมระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่หมู่บ้านมรกต อำเภอจอมกสะ จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นดินแดนภายใต้การรับรองของนานาชาติว่าเป็นของกัมพูชา

แถลงการณ์ของกัมพูชายืนยันว่า กัมพูชายังคงปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามการใช้กับระเบิดอย่างเคร่งครัด และได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกในความพยายามปลดกับระเบิดจากสงครามในอดีต รวมถึงการร่วมมือกับสหประชาชาติในภารกิจปลดกับระเบิดในประเทศต่างๆ หลังความขัดแย้ง

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังกล่าวหาว่า ทหารไทยละเมิดข้อตกลงปี 2543 ที่ระบุให้ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจน โดยทหารไทยได้เบี่ยงเบนจากเส้นทางลาดตระเวนที่กำหนดไว้และเข้าไปในดินแดนของกัมพูชาเอง กัมพูชาจึงมองว่าการกระทำแบบนี้ไม่เพียงแต่ละเมิดอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ทั้งสองฝ่ายได้สร้างกันไว้

กัมพูชาระบุว่า แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ไทยก็ยังคงออกแถลงการณ์ที่ขาดความระมัดระวังและทำให้เข้าใจผิด โดยกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า ได้กวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดของทุ่นระเบิดแล้ว แต่ในความเป็นจริง ทหารกัมพูชายังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ และไม่มีกิจกรรมกวาดล้างทุ่นระเบิดตามที่ไทยอ้าง เนื่องจากพื้นที่นี้อยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา แทนที่จะยอมรับความจริงและรับผิดชอบ ไทยกลับยังคงเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อทั้งสาธารณชนและประชาคมระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนต่อประชาคมโลก และเสนอให้ทั้งสองประเทศนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนไปสู่การพิจารณาโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ไอซีเจ ซึ่งเคยตัดสินคดีเขาพระวิหารเมื่อปี 2505 และมีการตีความเพิ่มเติมในปี 2556 โดยย้ำว่าแนวทางสันติภาพและกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศคือกุญแจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพอย่างยั่งยืนให้กับทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม.

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ลั่น ไม่รีบร้อนทำข้อตกลงการค้า ก่อนถึงเส้นตาย 1 ส.ค.

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ลั่น ไม่รีบร้อนทำข้อตกลงการค้า ก่อนถึงเส้นตาย 1 ส.ค.

22 ก.ค. 2568 06:40 น.

รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ลั่น ไม่รีบร้อนทำข้อตกลงการค้า ก่อนถึงเส้นตาย 1 ส.ค.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยืนยันว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นทำข้อตกลงการค้าที่มีคุณภาพ ไม่ใช่เร่งรีบทำเพื่อให้ทันเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.นี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ออกมายืนยันว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการทำข้อตกลงการค้าที่มีคุณภาพมากกว่าเร่งทำข้อตกลงให้ทันเส้นตายการบังคับใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะมาถึงในวันที่ 1 ส.ค.นี้

“เราจะไม่รีบร้อนเพื่อทำข้อตกลง” นายเบสเซนต์บอกสำนักข่าว ซีเอ็นบีซี และเมื่อถูกถามว่าจะมีการขยายเส้นตายให้ประเทศที่กำลังอยู่ในการเจรจาหรือไม่ ขุนคลังของสหรัฐฯ ก็ตอบว่า เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์

“หากเส้นตายภาษีวันที่ 1 ส.ค.มาถึง ผมคิดว่าอัตราภาษีที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันให้ประเทศเหล่านั้นเจรจาด้วยเงื่อนไขที่ดีขึ้นได้” นายเบสเซนต์กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าเกือบทุกประเทศในอัตราแตกต่างกัน โดยไทยโดนตั้งไว้ที่ 36% แต่การบังคับใช้ถูกระงับเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ก่อนที่สุดท้ายเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.จะถูกเลื่อนออกไปอีกเป็นวันที่ 1 ส.ค. เนื่องจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเพียง 3 ฉบับ

จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ประกาศบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมกับอินโดนีเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ในขณะที่เหลือเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์จะถึงเส้นตายที่เขากำหนดแล้ว

น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวสหรัฐฯ กล่าวในวันจันทร์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงติดต่อกับรัฐบาลทั่วโลก และอาจมีการประกาศข้อตกลงใหม่ หรือส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีเพิ่มเติมก่อนจะถึงเส้นตายอีกก็เป็นได้

ด้านสหภาพยุโรปกำลังพิจารณาใช้มาตรการตอบโต้เป็นวงกว้างแทนเนื่องจากความหวังในการทำข้อตกลงทันเวลามีน้อย โดยเยอรมนีกับชาติสมาชิก EU ประเทศอื่นๆ กำลังชั่งน้ำหนักเรื่องการใช้มาตรการต่อต้านการบีบบังคับ (anti-coercion) เพื่อจำกัดไม่ให้สหรัฐฯ เข้าถึงการประกวดราคาของรัฐ หรือบริการเป้าหมาย

ส่วนประเทศจีน นายเบสเซนต์กล่าวว่า การเจรจาจะกลับมาเริ่มขึ้นอีกครั้งในอนาคตอันใกล้มากๆ โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องที่จีนยังคงซื้อน้ำมันที่ถูกแบนจากอิหร่านกับรัสเซีย และการผลิตที่มากเกินไปในภาคส่วนต่างๆ ของแดนมังกรเช่น เหล็กกล้า (Steel)

นายเบสเซนต์บอกอีกว่า เขาจะกระตุ้นให้ยุโรปทำตามสหรัฐฯ หากรัฐบาลอเมริกันตัดสินใจตั้งภาษีทุติยภูมิกับรัสเซียด้วย

ขณะที่นายเรียวเซอิ อาคาซาวะ หัวหน้าทูตด้านการค้าของญี่ปุ่น เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเป็นการเยือนครั้งที่ 8 ในรอบ 3 เดือน หลังจากรัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ เพลี่ยงพล้ำในการเลือกตั้งวุฒิสภา โดยเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากความไม่พอใจของประชาชนเรื่องภาษีสหรัฐฯ

นายเบสเซนต์ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับมาจากการเยือนญี่ปุ่นในวันอาทิตย์ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการทำข้อตกลงที่ดีที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน ไม่ใช่เพื่อการเมืองภายในประเทศญี่ปุ่น

อีกด้านหนึ่ง ทีมเจรจาการค้าของอินเดียเดินทางกลับกรุงนิวเดลีแล้ว หลังจากเจรจาในกรุงวอชิงตันมานานเกือบ 1 สัปดาห์ โดยแหล่งข่าวในรัฐบาลระบุว่า ความหวังที่จะมีการบรรลุข้อตกลงก่อนที่เส้นตายจะมาถึงในวันที่ 1 ส.ค.นั้น กำลังน้อยลงเรื่อยๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

“อิบิซา ร็อกส์” โรงแรมดังสเปนระงับจัดอีเวนต์ หลังแขกตกระเบียงตาย 2 ศพ

“อิบิซา ร็อกส์” โรงแรมดังสเปนระงับจัดอีเวนต์ หลังแขกตกระเบียงตาย 2 ศพ

22 ก.ค. 2568 04:22 น.

“อิบิซา ร็อกส์” โรงแรมดังสเปนระงับจัดอีเวนต์ หลังแขกตกระเบียงตาย 2 ศพ

โรงแรมดังสเปนสั่งระงับการจัดอีเวนต์ทั้งหมด หลังมีแขกที่เข้าพักในโรงแรมตกจากระเบียงจนเสียชีวิตถึง 2 ศพ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ โดยเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนหาข้อเท็จจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 21 ก.ค. 2568 ว่า โรงแรมอิบิซา ร็อกส์ (Ibiza Rocks) ในเมืองซาน อันโตนี เดอ ปอร์ตมานี บนเกาะอิบิซา สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของสเปน สั่งระงับการจัดงานอีเวนต์ทั้งหมด หลังจากมีแขกที่เข้าพักตกจากระเบียงเสียชีวิตถึง 2 ศพในเวลาห่างกันไม่นาน

ข่าวระบุว่า นายแกรี เคลลี นักฮอกกี้น้ำแข็งของทีม “ดันดี สตาร์ส” ในสกอตแลนด์ อายุ 19 ปี ตกจากระเบียงห้องพักของเขาและเสียชีวิตในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. ไม่กี่สัปดาห์หลังจากชายชาวสกอตอีกคนคือนาย อีวาน ทอมสัน อายุ 26 ปี ตกจากระเบียงห้องชั้น 6 จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ของโรงแรม อิบิซา ร็อกส์ ระบุว่า พวกเขาช็อกและเสียใจกับเหตุการณ์ทั้งสองมาก และตัดสินใจที่จะระงับการจัดงานอีเวนต์ตามกำหนดการทั้งหมด เนื่องจากความร้ายแรงของสถานการณ์ และเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้เกี่ยวข้อง

หน่วยยามฝั่งของสเปนบอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า นายเคลลีเสียชีวิตในช่วงเช้ามืดวันจันทร์หลังตกจากระเบียงห้อง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า การเสียชีวิตของเขาดูเหมือนจะเป็นอุบัติเหตุ

ทางอิบิซา ร็อกส์ ระบุว่า พวกเขากำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเสริมว่า “ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแขกของเราเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดมาโดยตลอด และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

อย่างไรก็ตาม แฟนสาวของนายทอมสันออกมาตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของโรงแรม และกล่าวหาทางโรงแรมว่า ล้างเลือดของนายทอมสันออกจากพื้นหลังเกิดเหตุไม่ถึงชั่วโมง และทางโรงแรมกลับไปดำเนินการตามปกติภายใน 90 นาที และเตรียมจัดงานอีเวนต์ต่อไป

เธอกับเพื่อนๆ ของทอมสันบอกด้วยว่า พวกเธอต้องรอให้สำนักงานเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับคำตอบใดๆ นอกจากข่าวการเสียชีวิตของนายทอมสัน พนักงานยังบอกให้พวกเธอเก็บข้าวของ ก่อนที่พวกเธอจะถูกย้ายไปยังโรงแรมใกล้เคียง

ทั้งนี้ อิบิซา ร็อกส์ เป็นทั้งโรงแรมและสถานที่จัดงานอีเวนต์ทางดนตรียอดนิยม โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ทางโรงแรมจะยกเลิกอีเวนต์กี่งาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

28 ประเทศรวม UK-ฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วม จี้ยุติสงครามในกาซาทันที

28 ประเทศรวม UK-ฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วม จี้ยุติสงครามในกาซาทันที

22 ก.ค. 2568 02:24 น.

28 ประเทศรวม UK-ฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วม จี้ยุติสงครามในกาซาทันที

28 ประเทศรวมทั้งสหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ระบุว่าสงครามในฉนวนกาซาต้องยุติลงในทันที และอิสราเอลต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ

แถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของ 28 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, แคนาดา และญี่ปุ่น ระบุว่า ความทุกข์ทรมานของพลเรือนในกาซาดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดใหม่อีกครั้ง พร้อมประณามการให้ความช่วยเหลืออย่างน้อยนิด และการเข่นฆ่าพลเรือนที่เพียงต้องการน้ำกับอาหารอย่างไร้มนุษยธรรม

“โมเดลการกระจายความช่วยเหลือของรัฐบาลอิสราเอลนั้นอันตราย เพิ่มความไร้เสถียรภาพ และพรากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปจากชาวกาซา” แถลงการณ์ระบุ “การปฏิเสธของรัฐบาลอิสราเอลที่จะส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญให้แก่ประชากรกาซานั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ อิสราเอลต้องปฏิบัติตามพันธสัญญาของพวกเขาในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาในขณะที่ กระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส และสำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ รายงานว่า มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารระหว่างรอรับเสบียงอาหารแล้วมากกว่า 800 ศพ ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ตอนนี้ชาวปาเลสไตน์มากกว่า 2 ล้านคนในฉนวนกาซากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง พวกเขาส่วนใหญ่ต้องอพยพพลัดถิ่นมาแล้วหลายครั้ง และต้องพึ่งพาสิ่งของช่วยเหลือที่ได้รับอนุญาตให้ส่งเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้อย่างจำกัด

เสบียงอาหารเกือบทั้งหมดที่อิสราเอลอนุญาตให้นำเข้าสู่ฉนวนกาซา ถูกส่งไปให้มูลนิธิมนุษยธรรมกาซา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รับผิดชอบในการแจกจ่าย ทว่านับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม มีชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนถูกทหารอิสราเอลยิงขณะอยู่บนถนนเพื่อมุ่งหน้ารับอาหาร

ทั้งนี้ ผู้ที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของชาติยุโรป 20 ประเทศซึ่งหลายชาติเป็นพันธมิตรกับอิสราเอล นอกจากนั้นยังมี รมต.แคนาดา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น และนาย ฮัดจา ลาห์บิบ ข้าหลวงใหญ่สหภาพยุโรปด้านความเท่าเทียม, การเตรียมความพร้อมและการจัดการวิกฤต

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงในกาซาทันที และเสริมว่าพวกเขาเตรียมพร้อมแล้วที่จะลงมือสนับสนุนการใช้วิธีทางการเมืองเพื่อนำไปสู่สันติในตะวันออกกลาง

แต่รัฐมนตรีของสหรัฐฯ กับเยอรมนีไม่ร่วมลงนาม โดยนายโยฮัน วาเดฟูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเยอรมนีระบุผ่าน X ว่า เขาได้คุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอลแล้ว และได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์มนุษยธรรมในกาซา ในขณะที่การโจมตีของอิสราเอลขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ

เขายังเรียกร้องให้อิสราเอลบังคับใช้ข้อตกลงที่ทำไว้กับสหภาพยุโรป เพื่ออนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกส่งเข้าไปในกาซาได้

ที่ผ่านมา อิสราเอลปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติมาตลอด โดยระบุว่ากองทัพของพวกเขาปฏิบัติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และกล่าวโทษการเสียชีวิตของพลเรือนไปที่กลุ่มฮามาส โดยอ้างว่ากลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้เคลื่อนไหวในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น อิสราเอลยังบอกว่าพวกเขายอมให้ส่งอาหารเข้าไปในกาซาอย่างเพียงพอแล้ว แต่ถูกฮามาสยักยอกไป

อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติระบุว่า ไม่มีหลักฐานว่ามีการกระจายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นวงกว้างในฉนวนกาซา