เวียดนามเร่งรับมือ “พายุวิภา” จ่อขึ้นฝั่งเช้าวันอังคาร หวั่นทำน้ำท่วม-ดินถล่ม

เวียดนามเร่งรับมือ “พายุวิภา” จ่อขึ้นฝั่งเช้าวันอังคาร หวั่นทำน้ำท่วม-ดินถล่ม

22 ก.ค. 2568 00:52 น.

เวียดนามเร่งรับมือ “พายุวิภา” จ่อขึ้นฝั่งเช้าวันอังคาร หวั่นทำน้ำท่วม-ดินถล่ม

เวียดนามกำลังเร่งเตรียมการเพื่อรับมือพายุวิภา ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในช่วงเช้าวันอังคารนี้ เพิ่มความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มในจังหวัดทางเหนือ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศเวียดนามกำลังเร่งเตรียมการเพื่อรับมือการมาถึงของ “พายุวิภา” ซึ่งพยากรณ์อากาศคาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตอนเหนือของประเทศในช่วงเช้าวันอังคารที่ 22 ก.ค.นี้ โดยหลายจังหวัดบริเวณชายฝั่งประกาศเตือนภัยฉุกเฉินในหลายพื้นที่ ขณะที่สายการบินต่างๆ ยกเลิกเที่ยวบินล่วงหน้าหลายเที่ยว

พยากรณ์อากาศคาดว่าพายุวิภา ที่ตอนนี้อ่อนกำลังเป็นพายุโซนร้อนแล้ว จะขึ้นฝั่งระหว่างจังหวัดไฮฟองกับจังหวัดทัญฮว้า ในช่วงเช้าวันอังคาร และจะทำให้เกิดฝนตกหนัก ลมพัดแรง เพิ่มความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันกับดินถล่มในพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือของเวียดนาม และน้ำท่วมในพื้นที่ใจกลางเมือง รวมถึงที่กรุงฮานอย

นายฝั่ม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีของเวียดนามกล่าวว่า วิภาเป็นพายุที่รุนแรงมาก เคลื่อนตัวเร็ว และจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและอันตรายทั้งบนบกและในทะเล ซึ่งเขาได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลเตรียมการรับมือแล้ว รวมถึงให้เรือทั้งหมด ทั้งเรือประมง, เรือสินค้า และเรือท่องเที่ยวกลับเข้าฝั่ง และเรียกร้องให้ประชาชนอพยพขึ้นที่สูง

พายุวิภาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพที่ฟิลิปปินส์เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รายหนึ่งเสียชีวิตจากการจมน้ำ อีก 2 รายถูกต้นไม้ล้มทับ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 ศพด้วยว่ามีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพายุลูกนี้หรือไม่ นอกจากนั้นยังมีผู้สูญหายอีก 7 คน ขณะที่น้ำท่วมและดินถล่มส่งผลกระทบต่อประชาชนถึง 800,000 คน โดย 90,000 คนในจำนวนนี้ต้องอพยพออกจากบ้าน

เรือครูซหลายร้อยลำต้องเข้าเทียบท่าที่อ่าวฮาลองเบย์ หลังจากทางการเวียดนามสั่งระงับบริการเรือท่องเที่ยวทั้งหมด หลังเมื่อช่วงสุดสัปดาห์เกิดเหตุเรือท่องเที่ยวเผชิญพายุฝนฟ้าคะนองจนล่มกลางอ่าวแห่งนี้ และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 37 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 5 คน

สำนักงานการบินพลเรือนเวียดนาม (CAAV) ตัดสินใจปิดท่าอากาศยานนานาชาติ วานโดน (Van Don) บริเวณชายฝั่งจังหวัดก๋วงนินห์ กับท่าอากาศยานนานาชาติ ก๊าตบี (Cat Bi) ในจังหวัดไฮฟอง ตั้งแต่เวลา 23.00 น.วันที่ 21 ก.ค. ไปจนถึงเวลา 12.00 น.ของวันที่ 22 ก.ค. เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากพายุวิภา

ก่อนหน้านี้ เวียดนาม แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของเวียดนาม และสายการบินในเครืออย่าง แปซิฟิก แอร์ไลน์ส ต้องยกเลิกเที่ยวบินในประเทศ 9 เที่ยวในวันจันทร์ และมีอีกหลายเที่ยวบินที่ออกเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำอย่าง เวียดเจ็ต ยกเลิกเที่ยวบิน 12 เที่ยวรวมถึงเที่ยวบินไปเกาหลีใต้ด้วย

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเวียดนามส่งทีมกู้ภัยไปประจำการยังหลายพื้นที่ และเก็บสะสมอาหารกับยาต่างๆ สำหรับผู้ประสบภัย ในขณะที่ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการโทรคมนาคม

สื่อในประเทศรายงานว่า พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรกว่า 150,000 เฮกตาร์ กับกระชังเลี้ยงปลาแบบลอยน้ำมากกว่า 20,000 แห่ง มีความเสี่ยงจากน้ำท่วมและลมแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

อิสราเอลโจมตีภาคพื้นดินที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ของกาซาเป็นครั้งแรก

อิสราเอลโจมตีภาคพื้นดินที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ของกาซาเป็นครั้งแรก

21 ก.ค. 2568 22:38 น.

อิสราเอลโจมตีภาคพื้นดินที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ของกาซาเป็นครั้งแรก

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ของฉนวนกาซาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น หลังจากลังเลมาตลอดเพราะกลัวตัวประกันจะเป็นอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 รถถังของอิสราเอลเคลื่อนเข้าสู่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ ตอนกลางของฉนวนกาซาแล้ว ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 21 เดือนก่อน ที่อิสราเอลมีปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินในเมืองแห่งนี้

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่สถานีวิทยุกองทัพอิสราเอล (IAR) ระบุว่า ปฏิบัติการได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยกองพันโกลานี (Golani Brigade) ของ IDF เริ่มเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินในพื้นที่ทางใต้ของเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ หลังจากมีการโจมตีทางอากาศเมื่อคืนที่ผ่านมา

IAR ระบุด้วยว่าในตอนนี้ การเคลื่อนกำลังประกอบด้วยกองพันเพียงหน่วยเดียวเท่านั้น และคาดว่าปฏิบัติการจะดำเนินต่อไปหลายสัปดาห์

เมื่อวันอาทิตย์ (20 ก.ค.) กองทัพอิสราเอลเพิ่งออกคำสั่งให้ชาวปาเลสไตน์อพยพออกจากพื้นที่ขนาด 6 ตารางกิโลเมตร และทิ้งใบปลิวเตือนในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ โดยกองทัพระบุว่า พวกเขากำลังขยายปฏิบัติการเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่เคยมีปฏิบัติการมาก่อน เพื่อทำลายขีดความสามารถและโครงสร้างพื้นฐานในการก่อการร้ายของศัตรูในพื้นที่แห่งนี้

ทั้งนี้ สื่อในอิสราเอลรายงานว่า กองทัพอิสราเอลลังเลมาตลอดที่จะมีปฏิบัติการทางทหารในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้ตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งถูกขังอยู่ที่นั่นได้รับอันตราย

องค์กรสนับสนุนครอบครัวตัวประกันในอิสราเอลออกแถลงการณ์ในวันจันทร์ (21 ก.ค.) ว่า พวกเขารู้สึกตกใจกลัวกับรายงานเรื่องการโจมตีภาคพื้นดินที่เมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ และเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายว่าการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองแห่งนี้จะทำให้ตัวประกันตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรงหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เครื่องบินกองทัพอากาศบังกลาเทศตกใส่โรงเรียน ดับแล้ว 19 ศพ เจ็บนับร้อย

เครื่องบินกองทัพอากาศบังกลาเทศตกใส่โรงเรียน ดับแล้ว 19 ศพ เจ็บนับร้อย

21 ก.ค. 2568 21:44 น.

เครื่องบินกองทัพอากาศบังกลาเทศตกใส่โรงเรียน ดับแล้ว 19 ศพ เจ็บนับร้อย

เครื่องบินของกองทัพบังกลาเทศตกใส่อาคารโรงเรียนในเมืองหลวงกรุงธากา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 19 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 164 ราย

โฆษกของกองทัพบังกลาเทศเปิดเผยว่า เครื่องบิน F-7 BGI ของกองทัพอากาศ ขึ้นบินจากฐานทัพอากาศในเขตคูร์มิโตลา ของกรุงธากา ในเวลา 13.06 น. วันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติภารกิจฝึกซ้อมตามกิจวัตร แต่กลับเกิดความขัดข้องทางเทคนิค ทำให้เครื่องตกใส่โรงเรียนและวิทยาลัย “ไมล์สโตน” (Milestone)

แถลงการณ์ของกองทัพระบุว่า เหตุขัดข้องทางเทคนิคเกิดขึ้นหลังจาก F-7 BGI ลำนี้ขึ้นบินไม่นาน โดยเรืออากาศตรี โมฮัมหมัด ทอคีร์ อิสลาม พยายามควบคุมเครื่องออกห่างจากพื้นที่ที่ประชากรหนาแน่น แต่ในท้ายที่สุด เครื่องบินลำนี้ก็ตกใส่อาคาร 2 ชั้นของโรงเรียนและวิทยาลัยไมล์สโตน

เรืออากาศตรีอิสลามเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย ขณะที่ผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ ซึ่งมีอายุระหว่าง 12-40 ปี ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธากา ซึ่งรับผู้บาดเจ็บจากไฟไหม้เอาไว้หลายราย ในขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตยังคงดำเนินต่อไป

คลิปวิดีโอหลังเกิดเหตุซึ่งถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นภาพนักดับเพลิงกำลังฉีดน้ำเข้าใส่ซากเครื่องบิน ซึ่งพุ่งเข้าใส่ด้านหนึ่งของอาคาร ทำให้เกิดช่องโหว่ขนาดใหญ่

ด้านรัฐบาลบังกลาเทศระบุว่า พวกเขาได้จัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้แล้ว พร้อมประกาศให้วันอังคาร (22 ก.ค.) เป็นวันแห่งการไว้อาลัย โดยให้ลดธงชาติลงครึ่งเสาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เครื่องบิน F-7 BGI เป็นเครื่องบินรุ่นสุดท้ายและทันสมัยที่สุดของเครื่องบินตระกูลเฉิงตู J-7/F-7 ของจีน ซึ่งบังกลาเทศซื้อมา 16 ลำในปี 2554 และการส่งมอบเสร็จสิ้นในปี 2556

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna , bbc

หลักฐานชี้นักบิน “เจจูแอร์” ปิดเครื่องยนต์ที่เสียหายน้อยกว่าก่อนเกิดอุบัติเหตุ

หลักฐานชี้นักบิน "เจจูแอร์" ปิดเครื่องยนต์ที่เสียหายน้อยกว่าก่อนเกิดอุบัติเหตุ

21 ก.ค. 2568 16:17 น.

หลักฐานชี้นักบิน “เจจูแอร์” ปิดเครื่องยนต์ที่เสียหายน้อยกว่าก่อนเกิดอุบัติเหตุ

การสอบสวนของเกาหลีใต้เกี่ยวกับอุบัติเหตุเครื่องบินของสายการบินเจจูแอร์ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มี “หลักฐานชัดเจน” ว่านักบินได้ปิดเครื่องยนต์ที่เสียหายน้อยกว่าหลังจากถูกนกชน 

แหล่งข่าวกล่าวว่าหลักฐานต่างๆ ซึ่งรวมถึงเครื่องบันทึกเสียงในห้องนักบิน ข้อมูลคอมพิวเตอร์ และสวิตช์เครื่องยนต์ที่พบในซากเครื่องบิน แสดงให้เห็นว่านักบินดับเครื่องยนต์ด้านซ้ายแทนที่จะเป็นด้านขวา ขณะกำลังดำเนินการฉุกเฉินหลังจากถูกนกชนก่อนกำหนดลงจอด

แหล่งข่าวกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์โดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากผู้สอบสวนยังไม่ได้เผยแพร่รายงานอย่างเป็นทางการที่มีหลักฐานนี้ โดยระบุว่า “ทีมสอบสวนมีหลักฐานที่ชัดเจนและข้อมูลสำรอง ดังนั้นผลการตรวจสอบจะไม่เปลี่ยนแปลง” 

แหล่งข่าวจากรัฐบาลกล่าวว่าการตรวจสอบเครื่องยนต์ของเครื่องบินที่กู้คืนมาพบว่าไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ก่อนเกิดเหตุนกชนและเครื่องบินตก

เหตุการณ์เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 ไถลหลุดรันเวย์ที่สนามบินมูอัน เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 181 คน ยกเว้นลูกเรือ 2 คน และถือเป็นภัยพิบัติทางอากาศที่ร้ายแรงที่สุดในเกาหลีใต้

ในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) เจ้าหน้าที่สืบสวนได้แจ้งต่อสมาชิกในครอบครัวของเหยื่อว่า เครื่องยนต์ด้านขวาได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากการถูกนกชนมากกว่าเครื่องยนต์ด้านซ้าย และมีหลักฐานแวดล้อมที่บ่งชี้ว่านักบินได้ปิดเครื่องยนต์ด้านซ้ายซึ่งเสียหายน้อยกว่า ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวรายที่สามซึ่งเข้าร่วมการแถลงข่าว โดยสำนักข่าวเกาหลีใต้ รวมถึง MBN และ ยอนฮัป รายงานข้อมูลดังกล่าวเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา

สายการบินเจจูแอร์กล่าวว่ากำลังให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางการบินและทางรถไฟของเกาหลีใต้ (ARAIB) และกำลังรอการประกาศผลอย่างเป็นทางการ

อุบัติเหตุทางอากาศส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัย และภายใต้กฎระเบียบระหว่างประเทศ คาดว่าจะมีรายงานฉบับสมบูรณ์ภายในหนึ่งปีหลังจากเกิดอุบัติเหตุ

รายงานเบื้องต้นที่เผยแพร่ในเดือนมกราคมระบุว่า พบซากนกเป็ดน้ำในเครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องของเครื่องบินสายการบินเจจูแอร์ หลังจากเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ประสบเหตุที่สนามบินมูอัน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับขอบเขตของซากหรือความเสียหายที่พบในเครื่องยนต์แต่ละเครื่อง

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หน่วยงานสอบสวนของเกาหลีใต้ได้ยกเลิกแผนการเผยแพร่รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับสิ่งที่ทราบมาจนถึงปัจจุบันเกี่ยวกับเครื่องยนต์ให้กับสื่อมวลชน

ทนายความที่เป็นตัวแทนของครอบครัวผู้เสียชีวิตกล่าวว่า ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกได้รับแจ้งเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวก่อนที่จะมีการเผยแพร่ตามกำหนดเดิม แต่ได้แสดงการคัดค้านการเผยแพร่ โดยกล่าวว่ารายงานดูเหมือนจะโยนความผิดให้กับนักบินโดยไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นๆ 

เที่ยวบินของสายการบินเชจูแอร์ไถลออกนอกรันเวย์ของสนามบินมูอัน ขณะลงจอดฉุกเฉินและชนเข้ากับคันดินที่ติดตั้งอุปกรณ์นำทาง ทำให้เกิดไฟไหม้และระเบิดบางส่วน

ตัวแทนของครอบครัวผู้เสียชีวิตและสหภาพนักบินของสายการบินเชจูแอร์กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การสอบสวนจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่คันดินดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการบินระบุว่าน่าจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมาก.

ที่มา Reuters

สิ้นแล้วเจ้าชายนิทราแห่งซาอุฯ หลังโคมาจากอุบัติเหตุนาน 20 ปี

สิ้นแล้วเจ้าชายนิทราแห่งซาอุฯ หลังโคมาจากอุบัติเหตุนาน 20 ปี

21 ก.ค. 2568 13:53 น.

สิ้นแล้วเจ้าชายนิทราแห่งซาอุฯ หลังโคมาจากอุบัติเหตุนาน 20 ปี

ทั่วโลกอาลัย เจ้าชายอัล วาลีด บิน คาลิด แห่งราชวงศ์ซาอุฯ ผู้กลายเป็นเจ้าชายนิทรามานาน 20 ปี จากโลกนี้ไปอย่างสงบ หลังประสบอุบัติเหตุรถชนตั้งแต่ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 ปี 

เจ้าชายอัล วาลีด บิน คาลิด บิน ทาลับ อัลซาอูด ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เจ้าชายนิทราแห่งซาอุฯ” ทรงจากโลกนี้ไปแล้วในวัย 36 ปี หลังอยู่ในอาการโคมานานกว่า 2 ทศวรรษ จากอุบัติเหตุทางรถยนต์รุนแรงกลางกรุงลอนดอน โดยมีพระบิดายืนยันข่าวเศร้าผ่านโพสต์สุดสะเทือนใจบนโซเชียล ทำให้ชื่อของเจ้าชายติดเทรนด์โลกอีกครั้ง แฟนๆ หลายพันคนร่วมไว้อาลัยภายใต้แฮชแท็ก #SleepingPrince

อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2005 ขณะเจ้าชายมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา โดยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเลือดออกในสมองและอวัยวะภายใน หลังเกิดอุบัติเหตุรถชนอย่างรุนแรงในช่วงที่ทรงศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการทหารในอังกฤษ

เจ้าชายอัลวาลีดทรงถูกนำตัวกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลคิง อับดุลลาซิซ เมดิคัล ซิตี้ ในกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย และอยู่ในสภาพโคมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ โดยทรงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา และไม่เคยฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์

สิ้นแล้วเจ้าชายนิทราแห่งซาอุฯ หลังโคมาจากอุบัติเหตุนาน 20 ปี

ข่าวการสิ้นพระชนม์ได้รับการยืนยันโดยพระบิดา เจ้าชายคาลิด บิน ตาลาล อัลซาอูด ผ่านโพสต์สุดเศร้าบนแพลตฟอร์ม X  พร้อมอัญเชิญโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานว่า

“ด้วยหัวใจที่ศรัทธาต่อพระประสงค์และการกำหนดของอัลเลาะห์และด้วยความเศร้าโศกอย่างยิ่ง พวกเราขอไว้อาลัยต่อการจากไปของบุตรชายอันเป็นที่รัก เจ้าชายอัล วาลีด บิน คาลิด บิน ทาลับ อัลซาอูด ขอสันติสุขจงมีแด่เขา”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าชายคาลิด ผู้เป็นพระบิดาทรงไม่เคยหมดหวังว่าพระโอรสจะฟื้นกลับมา ทรงมีบทบาทอย่างใกล้ชิดในการดูแลรักษา และปฏิเสธเสียงเรียกร้องให้ยุติการใช้เครื่องช่วยหายใจมาตลอด

หลังมีข่าวการสิ้นพระชนม์ แฮชแท็ก #เจ้าชายนิทรา หรือ Sleeping Prince กลับมาติดเทรนด์บนสื่อสังคมออนไลน์อีกครั้ง โดยมีชาวเน็ตนับพันคนร่วมแสดงความเสียใจ และอาลัย ขอให้ดวงวิญญาณอันอ่อนโยนของพระองค์ได้พบกับความสงบอันสมบูรณ์ โดยพิธีศพจัดขึ้น ณ มัสยิดอิหม่าม ตูรกี บิน อับดุลลอฮ์ ในกรุงริยาด.

ที่มา : news.com.au

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจ้าชายนิทรา

อิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ 67 ราย ที่กำลังรอความช่วยเหลือในฉนวนกาซา

อิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ 67 ราย ที่กำลังรอความช่วยเหลือในฉนวนกาซา

21 ก.ค. 2568 13:27 น.

อิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ 67 ราย ที่กำลังรอความช่วยเหลือในฉนวนกาซา

กระทรวงสาธารณสุขของกาซาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮามาส เปิดเผยว่ากองทัพอิสราเอลสังหารประชาชนอย่างน้อย 67 คน ที่กำลังรอรถบรรทุกความช่วยเหลือจากสหประชาชาติในฉนวนกาซาตอนเหนือ 

โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติระบุว่า ขบวนรถบรรทุก 25 คันของอิสราเอล “เผชิญหน้ากับพลเรือนจำนวนมากที่หิวโหย ซึ่งถูกยิง” ไม่นานหลังจากที่พวกเขาข้ามพรมแดนจากอิสราเอลและผ่านด่านตรวจ

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวว่าได้ “ยิงเตือน” เพื่อกำจัด “ภัยคุกคามเร่งด่วน” อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ โต้แย้งจำนวนผู้เสียชีวิตที่รายงาน เมื่อวันเสาร์ (19 ก.ค.) กระทรวงฯ เตือนว่าความหิวโหยอย่างรุนแรงกำลังเพิ่มขึ้นในฉนวนกาซา และผู้คนจำนวนมากขึ้นกำลังเดินทางมาถึงสถานที่ต่างๆ “ในสภาพที่เหนื่อยล้าและอ่อนเพลียอย่างมาก”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (20 ก.ค.) กระทรวงฯ ระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 18 ราย “เนื่องจากความอดอยาก” ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากทางตอนเหนือของกาซาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลชิฟาในเมืองกาซา ซิตี้ นายแพทย์ฮัสซัน อัล-ชาเออร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของโรงพยาบาล กล่าวว่าโรงพยาบาล “รับมือไม่ไหว”

หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของกาซาสรุปยอดผู้เสียชีวิตว่า การโจมตีของอิสราเอลคร่าชีวิตผู้คนไปทั้งหมด 93 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคนทั่วกาซาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 80 รายในตอนเหนือของกาซา ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 9 รายใกล้จุดช่วยเหลือในเมืองราฟาห์ และอีก 4 รายใกล้จุดช่วยเหลือในเมืองข่านยูนิส ซึ่งทั้งสองแห่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกาซา

โครงการอาหารโลก (WFP) ของสหประชาชาติประณามความรุนแรงต่อพลเรือนที่แสวงหาความช่วยเหลือว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X WFP ระบุว่า “ภาวะทุพโภชนาการกำลังพุ่งสูงขึ้น โดยมีผู้หญิงและเด็ก 90,000 คนต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน” “เกือบหนึ่งในสามของคนไม่ได้กินอาหารเป็นเวลาหลายวัน” รายงานระบุ

มีรายงานเกือบทุกวันเกี่ยวกับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกสังหารขณะรอรับอาหารตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32 รายจากการยิงของอิสราเอลใกล้จุดแจกจ่ายความช่วยเหลือสองแห่งทางตอนใต้ของฉนวนกาซา 

เหตุการณ์หลายกรณีเกิดขึ้นใกล้กับสถานที่ที่ดำเนินการโดยมูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล  โดยมูลนิธิฯ ใช้ผู้รับเหมารักษาความปลอดภัยเอกชนเพื่อแจกจ่ายความช่วยเหลือจากสถานที่ต่างๆ ในเขตทหารของอิสราเอล แต่บางกรณีเกิดขึ้นใกล้กับความช่วยเหลือที่สหประชาชาตินำเข้ามา.

ที่มา BBC

จีนเริ่มก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในทิเบต

จีนเริ่มก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในทิเบต

21 ก.ค. 2568 12:17 น.

จีนเริ่มก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกในทิเบต

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ของจีน ประกาศเริ่มต้นการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนขอบด้านตะวันออกของที่ราบสูงทิเบต โดยประเมินงบลงทุนรวมที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.41 ล้านล้านบาท

หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประกาศเริ่มต้นการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป ระหว่างเข้าร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ในเมืองหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของจีนในการขยายพลังงานหมุนเวียนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โครงการนี้ประกอบด้วยสถานีไฟฟ้าพลังน้ำแบบขั้นบันไดจำนวน 5 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณตอนล่างของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายล้านคนที่อยู่ปลายน้ำในอินเดียและบังกลาเทศ

รายงานของซินหัวเมื่อวันเสาร์ระบุว่าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำนี้เป็น “โครงการแห่งศตวรรษ” และกล่าวว่า “ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม”

ทางการจีนยังไม่ได้ระบุว่าโครงการในทิเบตจะทำให้ประชาชนต้องอพยพออกไปจำนวนเท่าใด และจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างไร ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายมากที่สุดบนที่ราบสูง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำในทิเบตจะไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมหรือแหล่งน้ำปลายน้ำ อินเดียและบังกลาเทศได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเขื่อนนี้

องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) รวมถึงองค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อทิเบต (International Campaign for Tibet) ระบุว่าเขื่อนจะสร้างความเสียหายอย่างถาวรต่อที่ราบสูงทิเบต และประชาชนหลายล้านคนที่อยู่ปลายน้ำจะต้องเผชิญกับปัญหาการดำรงชีวิตอย่างรุนแรง

เขื่อนนี้คาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 300,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และคาดว่าจะช่วยตอบสนองความต้องการพลังงานในท้องถิ่นของทิเบตและส่วนอื่นๆ ของจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่โครงการนี้ได้รับการประกาศเปิดตัวว่า โครงการนี้จะมีบทบาทสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงสุดและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของจีน กระตุ้นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น วิศวกรรม และสร้างงานในทิเบต 

พื้นที่ช่วงหนึ่งของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป มีความสูงแตกต่างกันถึง 2,000 เมตร ภายในช่วง 50 กิโลเมตร ซึ่งถือว่ามีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอย่างมหาศาล

แม่น้ำยาร์ลุงซางโปกลายเป็นแม่น้ำพรหมบุตรเมื่อไหลออกจากทิเบต ไหลลงใต้สู่รัฐอรุณาจัลประเทศและรัฐอัสสัมของอินเดีย และสุดท้ายไหลลงสู่บังกลาเทศ

จีนได้เริ่มการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำยาร์ลุงซางโป ซึ่งไหลจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกของทิเบตแล้ว.

ที่มา Reuters   Xinhua

พรรคชาตินิยมขวาจัดญี่ปุ่นชนะเลือกตั้งวุฒิสภา นายกฯ อิชิบะยันไม่ลาออก

พรรคชาตินิยมขวาจัดญี่ปุ่นชนะเลือกตั้งวุฒิสภา นายกฯ อิชิบะยันไม่ลาออก

21 ก.ค. 2568 11:08 น.

พรรคชาตินิยมขวาจัดญี่ปุ่นชนะเลือกตั้งวุฒิสภา นายกฯ อิชิบะยันไม่ลาออก

พรรคซันเซโตะ พรรคขวาจัดสุดโต่ง ที่ชูนโยบาย “ญี่ปุ่นมาก่อน” ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ชนะการเลือกตั้งวุฒิสภาของญี่ปุ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากคำเตือนเรื่อง “การรุกรานเงียบ” ของผู้อพยพ และคำมั่นที่จะลดภาษีและการใช้จ่ายด้านสวัสดิการ

พรรคนี้ถือกำเนิดขึ้นบนยูทูบ ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งแพร่กระจายทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและกลุ่มชนชั้นนำระดับโลก พรรคนี้ก้าวเข้าสู่กระแสหลักทางการเมืองด้วยแคมเปญ “ญี่ปุ่นมาก่อน” พรรคได้ที่นั่ง 14 ที่นั่ง เพิ่มจากสมาชิกสภานิติบัญญัติเพียงคนเดียวในสภาที่มี 248 ที่นั่งเมื่อสามปีก่อน ขณะที่พรรคมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพียงสามที่นั่ง

โซเฮอิ คามิยะ หัวหน้าพรรควัย 47 ปี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์นิปปอนเทเลวิชัน หลังการเลือกตั้งว่า “วลี “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” หมายความถึงการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นด้วยการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ผมไม่ได้บอกว่าเราควรห้ามชาวต่างชาติโดยสิ้นเชิง หรือชาวต่างชาติทุกคนควรออกจากญี่ปุ่น” 

ด้านพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สูญเสียเสียงข้างมากในสภาสูง ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ภายใต้การสนับสนุนจากฝ่ายค้านมากขึ้น หลังจากที่พ่ายแพ้ในสภาผู้แทนฯ เมื่อเดือนตุลาคม

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ กล่าวว่าเขาไม่มีแผนที่จะลาออก หลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ เขากล่าวว่าเขายอมรับ “ผลลัพธ์ที่รุนแรง” อย่าง “เคร่งขรึม” แต่เน้นย้ำไปที่การเจรจาการค้า

ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ NHK พรรคร่วมรัฐบาลต้องการที่นั่ง 50 ที่นั่ง เพื่อควบคุมที่นั่งในวุฒิสภาที่มี 248 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม เหลือที่นั่งอีกเพียงที่นั่งเดียวที่รอการประกาศ พรรคร่วมรัฐบาลจึงได้ที่นั่ง 47 ที่นั่ง 

จากการสำรวจความคิดเห็นก่อนการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 29% บอกกับ NHK ว่า ประเด็นประกันสังคมและอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกกังวล ขณะที่ 28% กล่าวว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับราคาข้าวที่สูงขึ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีที่ผ่านมา ส่วนปัญหาผู้อพยพอยู่ในอันดับที่ห้าร่วม โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 7% ระบุถึงปัญหานี้

นักวิเคราะห์ทางการเมืองกล่าวว่า คำกล่าวของของคามิยะดึงดูดความสนใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รู้สึกไม่พอใจกับภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินที่อ่อนแอ ซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มากเป็นประวัติการณ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาสินค้าที่ชาวญี่ปุ่นไม่สามารถจ่ายได้สูงขึ้นไปอีก 

สังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่นที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังพบว่ามีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นสูงเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 3.8 ล้านคนในปีที่แล้ว แม้ว่าจะคิดเป็นเพียง 3% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวของสัดส่วนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป.

ที่มา  Reuters  BBC

พายุไต้ฝุ่นวิภา ขึ้นฝั่งจีนแล้วหลังถล่มฮ่องกง กระทบเที่ยวบินนับร้อย

พายุไต้ฝุ่นวิภา ขึ้นฝั่งจีนแล้วหลังถล่มฮ่องกง กระทบเที่ยวบินนับร้อย

21 ก.ค. 2568 11:02 น.

พายุไต้ฝุ่นวิภา ขึ้นฝั่งจีนแล้วหลังถล่มฮ่องกง กระทบเที่ยวบินนับร้อย

ไต้ฝุ่นวิภา เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เมืองไท้ซาน มณฑลกวางตุ้งของจีนแล้ว หลังพัดถล่มฮ่องกง ต้องยกเลิกเที่ยวบินกว่า 400 เที่ยว กระทบผู้โดยสาร 8 หมื่นคน และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายพื้นที่

สื่อทางการจีนรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นวิภา เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เมืองไท้ซาน มณฑลกวางตุ้ง เมื่อเวลา 17.50 น.วานนี้ โดยหลังจากที่พายุขึ้นฝั่งความรุนแรงของพายุลดลงเป็นระดับ พายุโซนร้อนรุนแรง มีความเร็วลมสูงสุด 30 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ณ เวลา 18.00 น. ล่าสุดพายุกำลังเคลื่อนตัวต่อไปยังเวียดนาม คาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งเวียดนามช่วงเช้าวันพรุ่งนี้

ก่อนหน้านี้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฮ่องกงประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด “T10” นานกว่า 7 ชั่วโมง ก่อนจะลดระดับมาอยู่ที่ “T8” เมื่อเวลา 16.10 น. ขณะที่พายุเคลื่อนตัวออกจากเขตเมือง แต่ลมกระโชกแรงและฝนยังคงส่งผลในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำจูเจียง

พายุไต้ฝุ่นวิภา ขึ้นฝั่งจีนแล้วหลังถล่มฮ่องกง กระทบเที่ยวบินนับร้อย

ด้านสายการบิน คาเธย์ แปซิฟิค ยกเลิกเที่ยวบินเข้า-ออกฮ่องกงทั้งหมดระหว่างเวลา 05.00-18.00 น. ส่งผลกระทบผู้โดยสารมากกว่า 80,000 คน จากเที่ยวบินที่ต้องถูกปรับเปลี่ยนมากถึง 400 เที่ยวบิน ส่วนเที่ยวบินในวันจันทร์ทั้งหมดเปิดให้บริการตามแผน

หน่วยงานด้านการศึกษาในฮ่องกงประกาศปิดการเรียนการสอนวันอาทิตย์ในโรงเรียนระดับประถมถึงมัธยม รวมถึงศูนย์ดูแลเด็ก ขณะที่บริการรถไฟบางส่วนหยุดให้บริการชั่วคราวโดยเฉพาะในเส้นทางกลางแจ้ง

มีประชาชนกว่า 250 คน ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุต้นไม้ล้มกว่า 450 ต้น รวมถึงน้ำท่วมบางจุด เช่น บริเวณถนนสายหลักในเขตหว่องไท่ซิน โดยฮ่องกงเพิ่งเคยประกาศเตือนภัยพายุระดับ T10 ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2023 จากกรณี ซูเปอร์ไต้ฝุ่นซาโอลา ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

พายุไต้ฝุ่นวิภา ขึ้นฝั่งจีนแล้วหลังถล่มฮ่องกง กระทบเที่ยวบินนับร้อย

ขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์ก็ได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นลูกนี้เช่นกัน โดยมีรายงานน้ำท่วมและผู้สูญหาย 2 คน ตามรายงานของสภาบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุวิภา

“Coldplay” พูดเตือนแฟนเพลง อาจถูกกล้องจับขึ้นจอยักษ์ หลังเกิดดรามาจนซีอีโอต้องลาออก

"Coldplay" พูดเตือนแฟนเพลง อาจถูกกล้องจับขึ้นจอยักษ์ หลังเกิดดรามาจนซีอีโอต้องลาออก

21 ก.ค. 2568 10:29 น.

“Coldplay” พูดเตือนแฟนเพลง อาจถูกกล้องจับขึ้นจอยักษ์ หลังเกิดดรามาจนซีอีโอต้องลาออก

คริส มาร์ติน แห่งวง Coldplay ฝากคำเตือนถึงแฟนๆ ระหว่างคอนเสิร์ตในเมืองวิสคอนซิน ให้ระวังถูกกล้องจับภาพขึ้นจอกลางคอนเสิร์ต ช่วงเพลง “Jumbotron Song” หลังเกิดดราม่าสะเทือนถึงซีอีโอที่ต้องลาออก

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 คริส มาร์ติน นักร้องนำวงโคลด์เพลย์ กล่าวติดตลกบนเวทีระหว่างคอนเสิร์ตที่สนามแคมป์แรนดอลล์ สเตเดียม เมืองแมดิสัน รัฐวิสคอนซิน สหรัฐฯ เตือนผู้ชมว่าอาจถูกกล้องจับขึ้นจอยักษ์ระหว่างช่วงเพลง “Jumbotron Song” พร้อมแซวขำ ๆ ว่า “ถ้าใครยังไม่ได้แต่งหน้า รีบแต่งตอนนี้เลยนะครับ”

คำพูดนี้ของคริส มาร์ติน มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ในคอนเสิร์ตก่อนหน้านี้ เมื่อกล้องจับไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังนั่งกอดกันอยู่ แล้วทั้งคู่รีบแยกตัวและหลบกล้องอย่างกระทันหันเมื่อรู้ว่าตัวเองขึ้นจอ โดยมาร์ตินแซวกลางเวทีว่า “ว้าว ดูคู่นี้สิ พวกเขากำลังมีชู้กันอยู่ หรือไม่ก็แค่ขี้อายมากๆ”

ขณะที่เรื่องราวไม่จบแค่บนเวที เพราะคลิปเหตุการณ์กลายเป็นไวรัลบนโซเชียล ก่อนจะมีชาวเน็ตตามสืบจนพบว่า ชายในคลิปคือ แอนดี้ ไบรอน  ซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยี Astronomer ขณะที่หญิงสาวคือ คริสติน คาเบอต์ หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทเดียวกัน

จากนั้น Astronomer ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม ยืนยันว่าไบรอนได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว และได้แต่งตั้งนายพีท เดจอย  ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เป็นรักษาการซีอีโอแทน พร้อมเผยว่าบอร์ดบริหารได้เริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าผู้นำของเราต้องเป็นแบบอย่างทั้งในแง่พฤติกรรมและความรับผิดชอบ 

ขณะที่ Coldplay ยังไม่มีถ้อยแถลงใด ๆ ต่อกรณีนี้ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นกระแสไวรัลเต็มอินเทอร์เน็ต พร้อมมีมีมล้อเลียนและวิดีโอตลกออกมาไม่หยุด.