ญี่ปุ่นตั้งหน่วยเฉพาะกิจ จัดการข้อกังวลเกี่ยวกับคนต่างชาติ

ญี่ปุ่นตั้งหน่วยเฉพาะกิจ จัดการข้อกังวลเกี่ยวกับคนต่างชาติ

15 ก.ค. 2568 13:26 น.

ญี่ปุ่นตั้งหน่วยเฉพาะกิจ จัดการข้อกังวลเกี่ยวกับคนต่างชาติ

ญี่ปุ่นตั้งหน่วยงานใหม่ดูแลปัญหาชาวต่างชาติโดยเฉพาะ หวังลดความกังวลของประชาชนก่อนเลือกตั้งใหญ่

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศตั้งหน่วยงานพิเศษเมื่อวันอังคาร เพื่อรับมือกับความกังวลของประชาชนที่เพิ่มขึ้นต่อจำนวนชาวต่างชาติที่พุ่งสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยประเด็นเกี่ยวกับผู้อยู่อาศัยที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งระดับชาติในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้

รัฐบาลระบุว่า หน่วยงานดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นศูนย์อำนวยการ เชื่อมหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ เพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ เช่น อาชญากรรมและจำนวนนักท่องเที่ยวล้น

แม้ญี่ปุ่นจะมีนโยบายเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองมายาวนาน แต่ในช่วงหลังได้เริ่มผ่อนปรนนโยบายเพื่อชดเชยปัญหาขาดแคลนแรงงานจากภาวะประชากรลดลงและประชากรสูงวัย โดยในปีที่แล้ว จำนวนชาวต่างชาติในญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ประมาณ 3.8 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 3% ของประชากรทั้งหมด

การตั้งหน่วยงานใหม่มีขึ้นหลังจากกลุ่มสมาชิกพรรครัฐบาลเสรีประชาธิปไตย (LDP) ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชิเงรุ อิชิบะ เสนอแนวทางเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบและกลมกลืนกับชาวต่างชาติ โดยแนวทางดังกล่าวรวมถึงข้อเสนอให้ใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นสำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนใบขับขี่เป็นของญี่ปุ่น และการซื้ออสังหาริมทรัพย์

โดยนายอิชิบะกล่าวในพิธีเปิดตัวหน่วยงานใหม่ว่า ปัญหาอาชญากรรมและพฤติกรรมไร้ระเบียบของชาวต่างชาติบางคน รวมถึงการใช้ระบบราชการของญี่ปุ่นอย่างไม่เหมาะสม ได้สร้างความรู้สึกไม่ไว้วางใจและถูกเอาเปรียบในหมู่ประชาชน

กระแสความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติ ทั้งที่มาพำนักชั่วคราวและถาวร ได้รับความสนใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างมาก โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าพรรคเล็กอย่าง Sanseito ซึ่งชูนโยบายญี่ปุ่นต้องมาก่อน กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า พรรค LDP และพรรคร่วมรัฐบาลโคเมอิโตะ อาจสูญเสียเสียงข้างมากในสภาสูงในการเลือกตั้งวันที่ 20 กรกฎาคมนี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

เกาหลีใต้สั่งสายการบินตรวจสอบระบบล็อกสวิตซ์เชื้อเพลิง หลังแอร์อินเดียเผยผลสอบ

เกาหลีใต้สั่งสายการบินตรวจสอบระบบล็อกสวิตซ์เชื้อเพลิง หลังแอร์อินเดียเผยผลสอบ

15 ก.ค. 2568 13:00 น.

เกาหลีใต้สั่งสายการบินตรวจสอบระบบล็อกสวิตซ์เชื้อเพลิง หลังแอร์อินเดียเผยผลสอบ

เกาหลีใต้สั่งสายการบินทุกแห่งในประเทศที่ใช้โบอิ้ง ตรวจสอบระบบล็อกของสวิตช์เชื้อเพลิง หลังมีัการเผยผลสอบเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ของสายการบินแอร์อินเดียตกเมื่อเดือนที่แล้ว คร่าชีวิต 260 ศพ

กระทรวงคมนาคมของเกาหลีใต้เตรียมออกคำสั่งให้สายการบินทุกแห่งในประเทศที่ใช้งานเครื่องบินโบอิ้ง ทำการตรวจสอบระบบล็อกของสวิตช์เชื้อเพลิง หลังเกิดเหตุเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ของสายการบินแอร์อินเดียตกเมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตถึง 260 ราย

การตรวจสอบนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAA) ที่ออกมาในปี 2018 ซึ่งเพิ่งถูกอ้างอิงในรายงานเบื้องต้นของอุบัติเหตุครั้งล่าสุด

แม้โฆษกของกระทรวงคมนาคมเกาหลีใต้จะยืนยันการเตรียมดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว แต่ยังไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน

ด้านบริษัทโบอิ้ง ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นโดยระบุให้สอบถามไปยัง FAA ขณะที่ FAA เองยังไม่ตอบกลับสำนักข่าวรอยเตอร์ในประเด็นนี้

ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแอร์อินเดียเปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทแอร์อินเดียได้เริ่มตรวจสอบกลไกล็อกของสวิตช์เชื้อเพลิงในฝูงบินโบอิ้ง 787 และ 737 เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของฝูงบิน 787 และเกือบทั้งหมดของฝูงบิน 737 ได้รับการตรวจสอบแล้ว และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 วัน

รายงานเบื้องต้นของอุบัติเหตุเครื่องบินตกในอินเดียระบุว่า สวิตช์เชื้อเพลิงได้เปลี่ยนตำแหน่งจาก “Run” ไปเป็น “Cut off” แทบจะพร้อมกันในทันทีหลังจากเครื่องขึ้นบิน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสวิตช์ดังกล่าวเปลี่ยนได้อย่างไรระหว่างทำการบิน

ด้านญี่ปุ่นและสิงคโปร์ต่างจับตาประเด็นนี้ใกล้ชิด โดยสายการบิน เจแปนแอร์ไลน์ ออกแถลงการณ์ว่า ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญสูงสุด และกำลังติดตามผลการสอบสวนอย่างใกล้ชิด โดยพร้อมจะดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมหากจำเป็น

ขณะเดียวกัน ช่อง CNA ของสิงคโปร์ระบุว่า ได้ติดต่อสอบถามสำนักงานการบินพลเรือนของสิงคโปร์ ทั้งสายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ และ สกู๊ต เพื่อขอข้อมูลว่ามีแผนจะดำเนินการตรวจสอบในลักษณะเดียวกันหรือไม่

ทั้งนี้ ในคำแนะนำปี 2018 FAA ได้เสนอให้สายการบินที่ใช้งานเครื่องบินโบอิ้ง หลายรุ่น รวมถึง 787 ตรวจสอบกลไกล็อกของสวิตช์เชื้อเพลิงเพื่อป้องกันการเปลี่ยนตำแหน่งโดยไม่ตั้งใจ แต่คำแนะนำดังกล่าวไม่ได้มีผลบังคับใช้

รายงานจากรอยเตอร์เมื่อวันอาทิตย์อ้างแหล่งข่าวและเอกสารภายในว่าโบอิ้ง และ FAA ได้แจ้งสายการบินและหน่วยงานกำกับดูแลโดยไม่เปิดเผยว่า ระบบล็อกของสวิตช์เชื้อเพลิงยังถือว่าปลอดภัย และไม่มีความจำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

รายงานเบื้องต้นของอุบัติเหตุเครื่องบินตกของแอร์อินเดียยังระบุด้วยว่า สายการบินไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำปี 2018 ของ FAA เนื่องจากไม่ได้เป็นข้อบังคับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากบันทึกซ่อมบำรุงระบุว่า โมดูลควบคุมคันเร่ง ซึ่งรวมถึงสวิตช์เชื้อเพลิง ถูกเปลี่ยนไปแล้วในปี 2019 และ 2023 จากกำหนดระยะบิน 24,000 ชั่วโมง ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนเฉพาะลำที่เกิดเหตุ ขณะที่นายแคมป์เบลล์ วิลสัน ซีอีโอของแอร์อินเดีย ระบุว่าการสอบสวนยังอยู่ในช่วงต้น และเตือนว่าไม่ควรด่วนสรุปจนกว่าจะมีข้อมูลครบถ้วนจากการสอบสวนทั้งหมด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โบอิ้ง

ผู้ผลิตไอศกรีมสหรัฐฯ เตรียมเลิกใช้สีสังเคราะห์ภายในปี 2028

ผู้ผลิตไอศกรีมสหรัฐฯ เตรียมเลิกใช้สีสังเคราะห์ภายในปี 2028

15 ก.ค. 2568 11:52 น.

ผู้ผลิตไอศกรีมสหรัฐฯ เตรียมเลิกใช้สีสังเคราะห์ภายในปี 2028

ผู้ผลิตไอศกรีมกว่า 40 รายในสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของตลาด เตรียมทยอยยกเลิกการใช้สีผสมอาหารสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์ภายในปี 2028 ยกเว้นในผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากนม

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามโดยสมัครใจของบรรดาผู้ผลิตอาหาร เพื่อตอบรับข้อเรียกร้องของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เลิกใช้สีสังเคราะห์ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ รวมถึงเนสท์เล่ คราฟท์ ไฮนซ์ และเจเนอรัล มิลส์ ระบุว่าพวกเขาจะเลิกใช้สีสังเคราะห์ในอาหารของตนด้วยเช่นกัน

การประกาศแผนดังกล่าวมีขึ้นระหว่างงานแถลงข่าว ณ กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ โดยมีนายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีสาธารณสุข, มาร์ตี มาคารี ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยา (FDA) และบรูค โรลรินส์ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมงาน

ไมเคิล ไดค์ส ประธานสมาคมอาหารและผลิตภัณฑ์นมระหว่างประเทศ (IDFA) ระบุว่า ผู้ผลิตไอศกรีมและขนมหวานแช่แข็งจากนมประมาณ 40 ราย กล่าวว่าพวกเขาจะเลิกใช้สีสังเคราะห์ 7 ชนิดในผลิตภัณฑ์ของตนภายในปี 2028 สีที่ใช้คือ แดง 3, แดง 40, เขียว 3, น้ำเงิน 1, น้ำเงิน 2, เหลือง 5 และเหลือง 6 โดยสมาคมไม่ได้ระบุชื่อบริษัท 

ดีแอนนา โฮลเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสกล่าวว่า การให้ความสำคัญกับสีผสมอาหารสังเคราะห์ทั่วประเทศถือเป็นก้าวที่ดี แต่เจ้าหน้าที่ไม่ควรมองข้ามปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง ซึ่งรวมถึงน้ำตาลที่ผสมลงไปและไขมันอิ่มตัวที่มักพบในไอศกรีม 

อย่างไรก็ตาม มาคารียังแย้มว่าแนวทางปฏิบัติด้านโภชนาการของรัฐบาลกลางฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในปลายปีนี้ จะท้าทายความเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วระหว่างไขมันอิ่มตัวและโรคหัวใจ ซึ่งเป็นการยุติสิ่งที่เขาเรียกว่า “การกล่าวโทษไขมันอิ่มตัวตามธรรมชาติที่กินกันมานาน 70 ปี”

IDFA ระบุว่า ชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยบริโภคไอศกรีมประมาณ 4 แกลลอนต่อปี โดยผู้สนับสนุนด้านสุขภาพเคยเรียกร้องให้นำสีสังเคราะห์ออกจากอาหารมานานแล้ว โดยอ้างถึงผลการศึกษาที่หลากหลายที่แสดงให้เห็นว่าสีเหล่านี้อาจก่อให้เกิดปัญหาทางระบบประสาทและพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ภาวะสมาธิสั้นและปัญหาสมาธิสั้นในเด็กบางคน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ยืนยันว่าสีที่ได้รับการรับรองนั้นปลอดภัย และเด็กส่วนใหญ่ไม่มีผลข้างเคียง เมื่อบริโภคอาหารที่ทำจากสีเหล่านี้

นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ ได้วิพากษ์วิจารณ์สีเหล่านี้และกดดันให้ผู้ผลิตนำสีเหล่านี้ออกจากอาหาร อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกล่าวว่า ผู้ผลิตควรใช้สีที่ทำจากน้ำผลไม้ สารสกัดจากพืช และแหล่งอื่นๆ แทน

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา FDA ได้อนุมัติสารเติมแต่งสีธรรมชาติใหม่ รวมถึงสีฟ้าใหม่ที่ทำจากผลของดอกไม้สกุลพุด  และระบุว่า สีพุดซ้อน (genipin) ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในเครื่องดื่มเกลือแร่ ลูกอม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ

นายมาคารียังได้ส่งจดหมายถึงผู้ผลิตอาหารในวันจันทร์ เพื่อสนับสนุนให้เร่งดำเนินการนำสีที่รู้จักกันในชื่อ Red 3 ออก ซึ่งถูกสั่งห้ามใช้ในเดือนมกราคม ผู้ผลิตอาหารมีเวลาจนถึงปี 2027 ในการกำจัดสีย้อม ซึ่งพบว่าก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลอง แต่ไม่ใช่ในมนุษย์.

ที่มา AP

จีดีพีจีนไตรมาส 2 โต 5.2% ชะลอตัวแต่สูงกว่าคาดการณ์ แม้ความเสี่ยงจากภาษีทรัมป์

จีดีพีจีนไตรมาส 2 โต 5.2% ชะลอตัวแต่สูงกว่าคาดการณ์ แม้ความเสี่ยงจากภาษีทรัมป์

15 ก.ค. 2568 11:18 น.

จีดีพีจีนไตรมาส 2 โต 5.2% ชะลอตัวแต่สูงกว่าคาดการณ์ แม้ความเสี่ยงจากภาษีทรัมป์

จีนเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ประจำไตรมาส 2/2025 ขยายตัว 5.2% ที่นับว่าชะลอตัวลง แม้จะสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากความวุ่นวายทางการค้าที่เกิดจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และวิกฤตการณ์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ  

ตัวเลขดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการรับมือกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แม้ว่านักวิเคราะห์จะเตือนถึงความอ่อนแอและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันให้จีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

เศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดเป็นอันดับ 2 ของโลกยังคงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสงบศึกทางการค้าและการสนับสนุนนโยบายระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ยังไม่แน่นอน แต่ตลาดกำลังเตรียมรับมือกับครึ่งปีหลังที่อ่อนแอลง เนื่องจากการส่งออกสูญเสียความสามารถในการเติบโต ราคาสินค้ายังคงลดลง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนเติบโต 5.2% ในไตรมาสเมษายน-มิถุนายน เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ชะลอตัวลงจาก 5.4% ในไตรมาสแรก แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ในผลสำรวจของรอยเตอร์สที่คาดการณ์ไว้ที่ 5.1%

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน แสดงให้เห็นว่าจีดีพีเติบโต 1.1% ในเดือนเมษายน-มิถุนายน เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 0.9% และ 1.2% ในไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาสัญญาณการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ในการประชุมคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมือง ที่จะมีขึ้นในปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

จีนได้เพิ่มการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการอุดหนุนผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการผ่อนคลายทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ในเดือนพฤษภาคม ธนาคารกลางได้ลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดสภาพคล่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาษีการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

คาดว่าจะมีการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ารัฐบาลอาจเพิ่มการใช้จ่ายเกินดุล หากการเติบโตชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลล่าสุดยังแสดงให้เห็นว่าการส่งออกของจีนมีแรงส่งกลับบ้างในเดือนมิถุนายน ขณะที่การนำเข้าฟื้นตัว เนื่องจากโรงงานต่างๆ เร่งส่งออกเพื่อใช้ประโยชน์จากการสงบศึกทางภาษีที่ยังไม่แน่นอนระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก่อนถึงเส้นตายในเดือนสิงหาคมที่ใกล้เข้ามา ขณะที่จีนตั้งเป้าการเติบโตตลอดทั้งปีไว้ที่ประมาณ 5%

การสำรวจล่าสุดของรอยเตอร์คาดการณ์ว่าการเติบโตของจีดีพี จะชะลอตัวลงเหลือ 4.5% ในไตรมาสที่ 3 และ 4.0% ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเน้นย้ำถึงอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่สงครามการค้าโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้จีนต้องเผชิญภารกิจอันยากลำบากในการทำให้ครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน.

ที่มา  Reuters

สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะ รักษาพระองค์ในรพ. เพื่อปรับยาโรคหัวใจ

สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะ รักษาพระองค์ในรพ. เพื่อปรับยาโรคหัวใจ

15 ก.ค. 2568 09:38 น.

สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะ รักษาพระองค์ในรพ. เพื่อปรับยาโรคหัวใจ

สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะ วัย 91 พรรษา ทรงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อปรับขนาดยาโรคหัวใจ 

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม พระองค์ทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบไม่มีอาการ ซึ่งเป็นภาวะที่เลือดจากหลอดเลือดหัวใจไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ นับแต่นั้น พระองค์ทรงได้รับการรักษาด้วยยาเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนสู่หัวใจดีขึ้น ควบคู่กับการหลีกเลี่ยงการออกแรงมากเกินไปและลดปริมาณของเหลวที่บริโภค

สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวงอากิฮิโตะทรงสละราชสมบัติในปี 2019 และทรงดำรงพระอิสริยยศใหม่เป็น “สมเด็จพระจักรพรรดิพระราชบิดา”  หรือ สมเด็จพระจักรพรรดิพระเจ้าหลวง หลังจากถ่ายโอนราชบัลลังก์ดอกเบญจมาศให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระราชโอรส

ตามคำแถลงของสำนักพระราชวัง หลังจากพระองค์ทรงใช้ยาดังกล่าวเป็นเวลาสองเดือน แพทย์พบว่าอาการยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร จึงตัดสินใจเพิ่มวิธีการรักษาเพื่อบรรเทาภาระของหัวใจ

การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาปริมาณยาที่เหมาะสมที่สุดให้พระองค์ โดยหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งมีการติดตามการทำงานของหัวใจอย่างใกล้ชิดผ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจอื่น ๆ

ทั้งนี้ ในปี 2012 พระองค์เคยเข้ารับการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ และเมื่อสามปีก่อนทรงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขวาทำงานล้มเหลว อันเนื่องมาจากลิ้นหัวใจไตรคัสผิดปกติ

ในระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาล พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เบาะหลังของรถพระที่นั่ง โดยทรงสวมหน้ากากอนามัยสีขาว และทรงมีสมเด็จพระจักรพรรดินีพระราชมารดา หรือสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงโดยเสด็จไปด้วย

ทางสำนักพระราชวังระบุว่า ยังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าพระองค์จะทรงต้องพักรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลเป็นเวลานานเท่าใด.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พระจักรพรรดิ

ลูกชายผู้จัดการดาราฮอลลีวูด จบชีวิตตัวเองในคุก หนีคดีฆ่าหั่นศพภรรยา

ลูกชายผู้จัดการดาราฮอลลีวูด จบชีวิตตัวเองในคุก หนีคดีฆ่าหั่นศพภรรยา

15 ก.ค. 2568 06:41 น.

ลูกชายผู้จัดการดาราฮอลลีวูด จบชีวิตตัวเองในคุก หนีคดีฆ่าหั่นศพภรรยา

ซามูเอล บอนด์ แฮสเคล ลูกชายผู้จัดการดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองในห้องขัง ก่อนต้องขึ้นศาลไต่สวนคดีที่เขาก่อเหตุฆ่าหั่นศพของภรรยากับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงเมื่อ 2 ปีก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายซามูเอล บอนด์ แฮสเคล ที่ 4 ชาวแคลิฟอร์เนียวัย 37 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพภรรยาของตัวเองกับพ่อและแม่ของฝ่ายหญิงในบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกพบเป็นศพเสียชีวิตอยู่ภายในห้องขังของเขาที่เรือนจำในลอสแอนเจลิส เคาน์ตี โดยผลการชันสูตรที่ออกในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 ยืนยันว่าเป็นการจบชีวิตตัวเอง

นายแฮสเคลวัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมน.ส. เม่ย แฮสเคล ผู้เป็นภรรยา, นางหวัง เยี่ยนเซียง แม่ภรรยา และนาย หลี่ เกาซาน พ่อเลี้ยงของภรรยา ก่อนจะหั่นศพของพวกเขาแล้วนำร่างของพวกเขาใส่ถุงขยะไปทิ้ง

นายแฮสเคลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาระหว่างการขึ้นศาลเมื่อเดือนมกราคม 2567 และตอนนี้เขากำลังถูกคุมขังโดยไม่มีสิทธิ์ประกันตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี ซึ่งเขามีสิทธิ์ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บนเพื่อขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

หลี่ เม่ย แฮสเคล, หวัง เยี่ยนเซียง และ หลี่ เกาซาน ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย
หลี่ เม่ย แฮสเคล, หวัง เยี่ยนเซียง และ หลี่ เกาซาน ผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย

นายนาธาน ฮอคแมน อัยการเขตลอสแอนเจลิส เคาน์ตี ระบุในแถลงการณ์ว่า นายแฮสเคลถูกพบว่ากลายเป็นศพเสียชีวิตในห้องขังเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ (12 ก.ค.) ไม่กี่วันก่อนจะถึงวันที่แฮสเคลต้องขึ้นศาลเพื่อรับฟังการไต่สวนเบื้องต้น

“แทนที่จะยืนต่อหน้าผู้พิพากษา และตอบคำถามสำหรับอาชญากรรมที่เขาถูกกล่าวหา จำเลยกลับเลือกที่จะหนีจากความยุติธรรม” นายฮอคแมนระบุ “นี่เป็นพฤติกรรมโหดร้ายครั้งสุดท้ายโดยผู้ที่กระทำเรื่องโหดร้ายที่สุดด้วยเหตุผลที่เราคงไม่มีวันรู้แล้ว ครอบครัวที่ต้องรับมือกับความสูญเสียอย่างไม่อาจจินตนาการ ตอนนี้กลับถูกปล้นโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับเขา, เอาผิดเขาสำหรับการกระทำป่าเถื่อน และแสดงความเสียใจและความทรงจำของผู้เป็นที่รักออกมา”

ทั้งนี้ แฮสเคลเป็นลูกชายของนาย แซม แฮสเคลที่ 3 ผู้จัดการดาราฮอลลีวูดชื่อดังมากมาย ทั้ง ดอลลี พาร์ตัน, จอร์จ คลูนีย์ และพรินซ์ เอ็ดเวิร์ด ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุเมื่อ 20 ปีก่อน

ในปี 2566 นายแฮสเคลที่ 4 ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยา, ลูก 3 คน และพ่อแม่ของฝ่ายหญิง บ้านในเมืองทาร์ซานา รัฐแคลิฟอร์เนีย จนกระทั่งในวันที่ 8 พ.ย.ปีเดียวกัน คนผู้หนึ่งคุ้ยถังขยะขนาดใหญ่ในเมืองเอ็นซิโน ซึ่งห่างจากบ้านของแฮสเคลประมาณ 5 ไมล์ และพบเข้ากับชิ้นส่วนลำตัวมนุษย์ ซึ่งได้รับการยืนยันในภายหลังว่าเป็นของ เม่ย อยู่ในถุงขยะสีดำ

ศพอยู่ในสภาพที่จำแทบไม่ได้หลังจากถูกสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จนเจ้าหน้าที่ชันสูตรของลอสแอนเจลิสต้องใช้เวลามากกว่า 1 เดือน กว่าจะยืนยันตัวผู้เสียชีวิตได้

คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีที่น่าสยดสยองที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ในรอบหลายปี แต่ตำรวจลอสแอนเจลิสก็เกือบพลาดคดีนี้ไปเนื่องจากกลุ่มผู้ที่พบหลักฐานของการฆาตกรรมเป็นกลุ่มแรกนั้น พูดได้เพียงภาษาสเปน ทำให้ตำรวจไม่ได้รับฟังอย่างจริงจังในตอนที่พวกเขาแจ้งเรื่องการพบศพ

ผลการสืบสวนเบื้องต้นชี้ว่า นายแฮสเคลจ้างและจ่ายเงินให้ชายหลายคนจำนวน 500 ดอลลาร์ ให้นำถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่จากบ้านของเขาในเมืองทาร์ซานา ไปทิ้งที่อื่น แต่หลังจากเปิดถุงดูและพบศพ พวกเขาจึงนำถุงกับเงินไปคืนนายแฮสเคล แล้วจากนั้นจึงแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่รับฟังอย่างจริงจัง

บ่ายวันเดียวกัน ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า นายแฮสเคลเป็นผู้นำถุงขยะไปทิ้งที่ถังขยะในเมืองเอ็นซิโนด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ เจ้าหน้าที่ก็ยังหาร่างของนางหวังกับนายหลี่ไม่พบ

ตามการเปิดเผยของผู้เป็นลุง เม่ย เดินทางจากประเทศจีนไปสหรัฐฯ เพื่อเรียนต่อวิชาบัญชีและพบกับนายแฮสเคลที่ 4 ตอนเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยนอร์ทริดจ์ ในซานฟรานซิสโก หลังจากทั้งคู่มีลูกคนแรกด้วยกันในปี 2553 พ่อแม่ของเม่ยก็อพยพจากจีนไปอยู่กับพวกเขา

ผู้เป็นลุงเผยว่า เม่ยทำงานหลายอย่างและเป็นกำลังหลักในการหาเงินเลี้ยงครอบครัวนี้ ขณะเดียวกันไม่แน่ชัดว่า นายแฮสเคลที่ 4 ทำงานอะไร หรือได้สนับสนุนทางการเงินใดๆ แก่ครอบครัวหรือไม่

นายโจเซฟ เอ เวมอร์ตซ์ จูเนียร์ ทนายความของครอบครัวแฮสเคล กล่าวว่า ลูกความของเขาไม่กลัวติดคุก แต่เขากลัวการคาดเดาไปต่างๆ นานาของสื่อ และผลกระทบที่เรื่องนี้จะมีต่อลูก 3 คนของเขา

“ในท้ายที่สุด ลูกความของผมถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง โดยเชื่อว่ามันจะเป็นการยุติความวุ่นวายทั้งหมดนี้” เวมอร์ตซ์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อิสราเอลทิ้งบอมบ์ทำลายรถถังในซีเรีย หลังกองทัพรัฐบาลปะทะชาวดรูซ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์ทำลายรถถังในซีเรีย หลังกองทัพรัฐบาลปะทะชาวดรูซ

15 ก.ค. 2568 04:05 น.

อิสราเอลทิ้งบอมบ์ทำลายรถถังในซีเรีย หลังกองทัพรัฐบาลปะทะชาวดรูซ

อิสราเอลโจมตีทางอากาศทำลายรถถังของกองทัพซีเรียในเมืองทางใต้ หลังกองทัพฝ่ายรัฐบาลปะทะกับกองกำลังชาวดรูซ จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพอิสราเอลเปิดเผยในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 ว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่รถถังของกองทัพรัฐบาลในเมืองสเวดา ทางตอนใต้ของซีเรีย ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุกองทัพรัฐบาลซีเรียกับกองกำลังชนเผ่าเบดูอิน (Bedouin) ปะทะกับกลุ่มติดอาวุธชาวดรูซ (Druze) เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การปะทะกันดังกล่าวเริ่มต้นจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มติดอาวุธชาวดรูซกับกองกำลังชาวเบดูอิน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากพ่อค้าชาวดรูซถูกลักพาตัวไปจากถนนในกรุงดามัสกัส ก่อนที่ในวันจันทร์ (14 ก.ค.) รัฐบาลซีเรียส่งทหารเข้าไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ และเกิดการปะทะกับกองกำลังชาวดรูซอีก

กระทรวงมหาดไทยของซีเรียระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพและบาดเจ็บอีกเกือบ 100 คนในการปะทะกันดังกล่าว แต่องค์กรสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) อ้างว่า มีผู้เสียชีวิตในการปะทะอย่างน้อย 89 ศพ รวมถึงเด็ก 2 คน, ผู้หญิง 2 คน และสมาชิกกองกำลังความมั่นคงอีก 14 นาย

ทั้งนี้ คาดกันว่าการโจมตีครั้งล่าสุดของอิสราเอลเป็นการทำเพื่อสนับสนุนชาวดรูซ ซึ่งทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 1 ล้านคน และกว่าครึ่งอยู่ในซีเรีย ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในเลบานอนและอิสราเอล

ในอิสราเอล ชาวดรูซถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีความภักดี และมักเข้ารับใช้ในกองทัพอิสราเอล โดยในอดีต อิสราเอลก็เคยเข้าแทรกแซงในซีเรียเพื่อปกป้องชาวดรูซมาแล้ว ถึงแม้ว่าชาวดรูซจำนวนมากในซีเรียจะไม่ต้องการให้อิสราเอลเข้าแทรกแซงในนามของพวกเขาก็ตาม

กระทรวงต่างประเทศของซีเรียออกมาเรียกร้องทุกประเทศและองค์กร ให้เคารพอำนาจของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย และงดเว้นจากการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนใดๆ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ชาวซีเรียหยุดพฤติกรรมความรุนแรง, สละทิ้งอาวุธผิดกฎหมาย และขัดขวางผู้ที่พยายามยุยงสร้างความแตกแยก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

สาวเยอรมันเปิดใจครั้งแรก หลงทาง 11 คืนในพื้นที่ชนบทออสเตรเลีย

สาวเยอรมันเปิดใจครั้งแรก หลงทาง 11 คืนในพื้นที่ชนบทออสเตรเลีย

15 ก.ค. 2568 02:34 น.

สาวเยอรมันเปิดใจครั้งแรก หลงทาง 11 คืนในพื้นที่ชนบทออสเตรเลีย

(เครติดภาพ AFP PHOTO / WESTERN AUSTRALIA POLICE FORCE)

แบ็กแพ็กเกอร์สาวผู้รอดชีวิตหลังจากหลงทางในพื้นที่ชนบทห่างไกลในออสเตรเลียนานถึง 11 คืน เปิดใจเป็นครั้งแรกหลังจากได้รับความช่วยเหลือ โดยเธอรู้สึกดีใจมากที่รอดชีวิตมาได้

น.ส.แคโรลินา วิลกา หญิงชาวเยอรมนีวัย 26 ปี ได้รับความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา หลังจากเธอหลงทางในป่าพุ่มในพื้นที่ชนบทห่างไกล ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย เป็นเวลานานถึง 11 คืน โดยเธอถูกพบในสภาพอ่อนล้า ขาดน้ำ ถูกแมลงกัดอย่างหนัก และบาดเจ็บที่เท้า

เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจพบรถตู้ของเธอจอดอยู่ในพื้นที่รกร้างภายในอุทยานแห่งชาติ คาร์รูน ฮิลล์ (Karroun Hill) ห่างจากเมืองบีคอนไปทางเหนือราว 36 กม. โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่ารถของวิลกาประสบอุบัติเหตุจนวิ่งต่อไม่ได้ เธอจึงลงจากรถไปขอความช่วยเหลือและหลงทางในที่สุด

“บางคนอาจสงสัยว่าฉันลงจากรถไปทำไม ทั้งที่ในรถมีน้ำ, อาหาร และเสื้อผ้า” วิลการะบุในแถลงการณ์ ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงานตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียในวันจันทร์ (14 ก.ค.) “คำตอบคือ ฉันเสียการควบคุมรถแล้วกลิ้งลงเนิน โดยในเหตุการณ์นั้น ศีรษะของฉันกระแทกอย่างรุนแรง ฉันจึงลงจากรถไปในสภาพสับสนแล้วก็หลงทาง”

วิลกายังแสดงความขอบคุณผู้ที่ออกตามหาเธอ รวมถึงทีมแพทย์กับเจ้าหน้าที่กงสุลเยอรมัน “ฉันอยากขอบคุณมากๆ จากก้นบึ้งของหัวใจ เป็นคำขอบคุณที่มาจากส่วนลึกในจิตวิญญาณของฉันจริงๆ”

“ฉันเชื่อว่าฉันรอดชีวิตมาได้เพราะการสนับสนุนมากมายเหล่านี้” วิลการะบุ “ความคิดที่ว่าคนเหล่านี้เชื่อในตัวฉัน ค้นหาฉัน และยังคงมีความหวังว่าจะพบฉัน มอบความเข้มแข็งให้ฉันอดทนต่อไปได้ในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุด สำหรับเรื่องนี้ ฉันอยากขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจ”

ในท้ายที่สุด วิลกาได้รับความช่วยเหลือหลังจาก น.ส.ทาเนีย เฮนลีย์ ผู้ขับรถผ่านมา ก่อนเจ้าหน้าที่จะใช้เฮลิคอปเตอร์นำตัวเธอส่งโรงพยาบาลในเมืองเพิร์ธ โดยเฮนลีย์เล่าว่า เธอเห็นวิลกาโบกมืออยู่ที่ข้างถนนในสภาพเปราะบางมาก “พุ่มไม้นั่นมีหนามเต็มไปหมด ฉันไม่อยากเชื่อว่าเธอรอดชีวิตมาได้ เธอไม่ได้สวมรองเท้า เธอใช้อะไรบางอย่างพันเท้าเอาไว้”

จุดที่วิลกาถูกพบอยู่ห่างจากรถตู้ของเธอมากกว่า 30 กม. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนของออสเตรเลียระบุว่า เป็นเรื่องของโชคล้วนๆ ที่เธอได้รับความช่วยเหลือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซีย 100% ขีดเส้นตาย 50 วัน ปิดดีลยุติสงครามยูเครน

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซีย 100% ขีดเส้นตาย 50 วัน ปิดดีลยุติสงครามยูเครน

15 ก.ค. 2568 00:26 น.

ทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษีรัสเซีย 100% ขีดเส้นตาย 50 วัน ปิดดีลยุติสงครามยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตาย 50 วันให้รัสเซียทำข้อตกลงยุติสงครามในยูเครนให้ได้ มิเช่นนั้นจะเจอกำแพงภาษีก้อนโต เขายังปิดดีลขายอาวุธให้ชาตินาโต เพื่อนำไปส่งให้ยูเครนอีกทอดหนึ่งด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประชุมร่วมกับนาย มาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว โดยมีนาย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเข้าร่วมด้วย

ในการประชุมนายทรัมป์ขีดเส้นตายให้รัสเซียทำข้อตกลงยุติสงครามในยูเครนให้ได้ภายใน 50 วัน มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีทุติยภูมิอัตรา 100% โดยคาดกันว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีกับประเทศอย่างจีนและอินเดียที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดน้ำมันโลกได้

นายทรัมป์ยังประกาศว่า สหรัฐฯ จะเพิ่มการขายอาวุธให้แก่นาโตอย่างมาก เพื่อให้พวกเขานำไปมอบให้แก่ยูเครน โดยแหล่งข่าวระบุว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ชุดแรกที่สหรัฐฯ จะขายให้นาโตมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงมิสไซล์, อาวุธป้องกันทางอากาศ และกระสุนปืนใหญ่

นี่นับเป็นการพลิกขั้วนโยบายของนายทรัมป์ ซึ่งเดิมทีปฏิเสธที่จะเข้าข้างยูเครนจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ โดยนายทรัมป์ยืนยันว่า การส่งอาวุธเพื่อการป้องกันให้แก่ยูเครนจะไม่ทำให้สงครามบานปลาย

นายทรัมป์กล่าวในการประชุมว่า สหรัฐฯ จะส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ดีที่สุดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่ชาติสมาชิกนาโต โดยที่ประเทศเหล่านี้จะเป็นผู้จ่ายค่าอาวุธ เพื่อนำไปมอบให้แก่ยูเครน

ด้านนายรุทเทอกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้ยูเครนได้รับอาวุธจำนวนมาก รวมถึงระบบป้องกันทางอากาศและมิสไซล์ โดยในบางกรณีชาติสมาชิกสามารถส่งอาวุธที่พวกเขามีในคลังแสงอยู่แล้วให้ยูเครนได้ทันที แล้วซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อเติมเข้าคลัง

นายทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับระบบอาวุธที่จะเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงนี้ แต่เขาพูดว่าจะมีมิสไซล์ด้วย ขณะที่แหล่งข่าว 2 คน บอกกับเว็บไซต์ข่าว Axios ว่า แผนการนี้จะรวมถึงมิสไซล์พิสัยไกลที่สามารถยิงลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียได้

ทั้งนี้ แผนการให้ชาติยุโรปซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ แล้วส่งให้ยูเครน ถูกเสนอโดยนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสมาชิกนาโตเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

นายทรัมป์บอกกับนายรุทเทอว่า เขาผิดหวังในตัววลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียมาก โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เขาคุยกับนายปูติน เขาจะเป็นฝ่ายวางสายตลอดแล้วพูดว่า “นี่เป็นการสนทนาที่ดี” จากนั้นมิสไซล์ก็ถูกยิงเข้าใส่กรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ ซึ่งหลังจากมันเกิดขึ้น 3-4 ครั้ง คุณก็บอกได้ว่า “การพูดคุยไม่มีความหมาย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : axios

นักศึกษาแพทย์เกาหลีใต้ ยุติการบอยคอต 17 เดือน จ่อกลับเข้าเรียน

นักศึกษาแพทย์เกาหลีใต้ ยุติการบอยคอต 17 เดือน จ่อกลับเข้าเรียน

14 ก.ค. 2568 23:24 น.

นักศึกษาแพทย์เกาหลีใต้ ยุติการบอยคอต 17 เดือน จ่อกลับเข้าเรียน

นักศึกษาแพทย์เกาหลีใต้จำนวนเกือบหมื่นคนตกลงกลับเข้าเรียนแล้ว หลังจากบอยคอตมานานกว่า 17 เดือน เพื่อต่อต้านมาตรการเพิ่มนักศึกษาของรัฐบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักศึกษาแพทย์จำนวนเกือบหมื่นคนในเกาหลีใต้ตกลงยุติการบอยคอตซึ่งดำเนินมานานร่วม 17 เดือนแล้ว ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 และเตรียมกลับเข้าชั้นเรียนอีกครั้ง เหลือเพียงแพทย์จบใหม่ที่ยังคงประท้วงต่อต้านมาตรการใหม่ของรัฐบาล

เมื่อช่วงต้นปี 2567 ระบบสาธารณสุขของเกาหลีใต้ต้องเข้าสู่ภาวะปั่นป่วน หลังจากนายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดีในขณะนั้น เดินหน้านโยบายเพิ่มจำนวนการรับนักศึกษาแพทย์ขึ้นอย่างมาก อ้างเรื่องความเร่งด่วนในการเพิ่มจำนวนแพทย์ให้ทันความต้องการของสังคมผู้สูงอายุที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

แต่มาตรการดังกล่าวเผชิญกับการประท้วงอย่างรุนแรง แพทย์จบใหม่ตัดสินใจผละงานจากโรงพยาบาล ขณะที่นักศึกษาแพทย์บอยคอตไม่เข้าเรียน ทำให้การผ่าตัดและบริการทางการแพทย์มากมายถูกยกเลิกหรือหยุดชะงักไปทั่วประเทศ

แรงกดดันทำให้รัฐบาลยอมผ่อนคลายมาตรการในเวลาต่อมา ก่อนที่นโยบายนี้จะถูกยกเลิกอย่างสิ้นเชิงในเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนายยุนถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี จากกรณีการประกาศใช้กฎอัยการศึกอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย

ตามการเปิดเผยของสมาคมการแพทย์เกาหลีใต้ (KMA) เหล่านักศึกษาแพทย์ตกลงจะกลับเข้าชั้นเรียนแล้ว โดยหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับสถาบันต่างๆ ว่าจะกำหนดตารางเรียนสำหรับนักศึกษากว่า 8,300 คนที่จะกลับเข้าเรียนอย่างไร

KMA ระบุในแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้านี้ว่า เหล่านักศึกษาตกลงกลับเข้าเรียนเพราะการบอยคอตต่อไปอาจทำให้เกิดการพังทลายของระบบการแพทย์พื้นฐาน

นายคิม มิน-ซอก นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ออกมาแสดงความยินดีกับการตัดสินใจกลับเข้าเรียนของเหล่านักศึกษา โดยระบุว่านี่เป็นการก้าวไปข้างหน้าครั้งสำคัญ และเสริมว่าประธานาธิบดี อี แจ-มยอง กำลังคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้อย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม นอกจากกลุ่มนักศึกษายังมีแพทย์จบใหม่อีกกว่า 12,000 คน ที่ร่วมประท้วงผละงานเมื่อปีก่อน และจนถึงตอนนี้ ส่วนใหญ่ยังคงปฏิเสธที่จะกลับเข้าทำงาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna