ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

10 มี.ค. 2569 01:18 น.

ฝรั่งเศสเตรียมส่งเรือรบ-เรือบรรทุกเครื่องบิน ไปเมดิเตอร์เรเนียน-ทะเลแดง

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเผย จะส่งเรือรบ 10 ลำ กับเรือบรรทุกเครื่องบินไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ย้ำส่งไปเพื่อช่วยป้องกันเท่านั้น ไม่ร่วมโจมตีอิหร่าน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสกล่าวว่า ประเทศของเขาจะส่งเรือฟริเกต 8 ลำ, เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์สะเทินน้ำสะเทินบก 2 ลำ และเรือบรรทุกเครื่องบินชาร์ล เดอ โกล ไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและทะเลแดง เพื่อเป็นมาตรการในการป้องกัน

“เป้าหมายของเราคือการรักษาจุดยืนในการป้องกันอย่างเคร่งครัด โดยยืนหยัดเคียงข้างทุกประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีตอบโต้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและมีส่วนร่วมในการลดระดับความรุนแรงในภูมิภาค” มาครงกล่าวที่ประเทศไซปรัส

ในเวลาต่อมา ขณะที่กล่าวต่อเหล่าทหารบนเรือชาร์ล เดอ โกล ประธานาธิบดีระบุว่าฝรั่งเศสจะทำงานเพื่อรักษาเสรีภาพในการเดินเรือ และอาจรวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซด้วย

“เราไม่ได้เข้าร่วมในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ และเราปฏิบัติการภายใต้กรอบการทำงานนี้ การปรากฏตัวของพวกคุณที่นี่ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฝรั่งเศส ในฐานะมหาอำนาจแห่งความสมดุลและสันติภาพร่วมกับมิตรประเทศของเรา” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

10 มี.ค. 2569 00:53 น.

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ สหรัฐฯ คือผู้โจมตีโรงเรียนอิหร่าน นักเรียนดับ 165 ศพ

กลุ่มสืบสวนอิสระชี้ว่า ข้อมูลที่มีการเปิดเผยออกมาเพิ่มเติมยิ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ คือผู้ที่โจมตีโรงเรียนประถมในอิหร่าน จนทำให้มีนักเรียนหญิงเสียชีวิตถึง 165 ศพเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แม้โดนัลด์ ทรัมป์ จะปฏิเสธ

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 “เบลลิงแคท” (Bellingcat) กลุ่มนักข่าวสืบสวนอิสระซึ่งมีสำนักงานในเนเธอร์แลนด์ ออกมาเปิดเผยว่า ข้อมูลจากวิดีโอที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาใหม่นั้น “ดูเหมือนจะขัดแย้ง” กับข้อกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ว่าอิหร่านคือผู้โจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมินาบ จนทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตถึง 165 ศพ

ข้อมูลนี้ปรากฏขึ้นท่ามกลางหลักฐานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ดำเนินการโจมตีดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยระเบิดตกใส่โรงเรียนประถมหญิงล้วนซึ่งตั้งอยู่ติดกับฐานทัพกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ในเมืองมินาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางใต้ของอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Associated Press โดยอ้างอิงจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม ระบุว่า โรงเรียนดังกล่าวน่าจะถูกโจมตีในช่วงที่มีการทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ภาพวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น แสดงให้เห็นระเบิดตกใส่ตัวอาคารเรียนส่งผลให้เกิดกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศ ผสมปนเปกับควันซึ่งน่าจะมาจากการโจมตีระลอกก่อนหน้าในบริเวณพื้นที่เดียวกัน

นายเทรเวอร์ บอล นักวิจัยจาก Bellingcat ได้ระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ของวิดีโอดังกล่าวว่าอยู่ใกล้กับบริเวณโรงเรียน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ตรงกับการวิเคราะห์ของสำนักข่าว AP เช่นกัน

นายบอลระบุว่าอาวุธดังกล่าวคือ ขีปนาวุธร่อน “โทมาฮอว์ก” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่มีไว้ในครอบครองในสงครามครั้งนี้ นี่จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกเกี่ยวกับชนิดของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการโจมตี

สิ่งที่ทำให้การประเมินเหตุการณ์นี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น คือการขาดแคลนภาพถ่ายเศษซากระเบิดจากจุดเกิดเหตุ และนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น ก็ยังไม่มีหน่วยงานอิสระใดสามารถเข้าไปยังพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบได้

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ หลังนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดที่คร่าชีวิตเด็กจำนวนมากนี้หรือไม่ โดยผู้นำสหรัฐฯ ตอบว่า “ไม่ ในความเห็นของผม จากสิ่งที่ผมได้เห็นมา นั่นเป็นการกระทำของอิหร่าน”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า อาวุธของอิหร่านขาดความแม่นยำอย่างมาก ก่อนที่นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จะรีบกล่าวแทรกขึ้นมาว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้อยู่

นอกจากนั้น ยังมีหลายปัจจัยที่บ่งชี้ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของสหรัฐฯ ประการหนึ่งคือการที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการประเมินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตามระเบียบของเพนตากอน เกี่ยวกับขั้นตอนการบรรเทาอันตรายต่อพลเรือน การประเมินจะเริ่มขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า กองทัพสหรัฐฯ อาจมีส่วนผิด

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยนาม บอกกับ AP ว่า การโจมตีดังกล่าวน่าจะเป็นฝีมือของสหรัฐฯ

อีกปัจจัยคือ ที่ตั้งของโรงเรียน ซึ่งอยู่ติดกับฐานทัพกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติฯ และใกล้กับค่ายทหารของหน่วยทหารเรือ ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ มุ่งเน้นโจมตีไปที่เป้าหมายหลังนี้ และยอมรับด้วยว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีในจังหวัดฮอร์โมซกันด้วย และจุดหนึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนดังกล่าว

ทางด้านอิสราเอล ซึ่งปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ลงมือโจมตี ก็มุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายในอิหร่านที่อยู่ใกล้กับอิสราเอลมากกว่า และไม่มีรายงานการโจมตีใดๆ ในพื้นที่ที่เลยเมืองอิสฟาฮาน ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนออกไปถึง 800 กิโลเมตร

ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโดยใช้เรือรบในทะเลอาหรับ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ซึ่งอยู่ในระยะที่สามารถโจมตีโรงเรียนดังกล่าวได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

9 มี.ค. 2569 23:29 น.

ทรัมป์จี้ออสเตรเลีย ให้ทีมนักบอลหญิงอิหร่านลี้ภัย หวั่นกลับไปโดนประหาร

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ออสเตรเลียอนุมัติให้นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หวั่นถูกประหารชีวิตหากกลับไปอิหร่าน และว่าหากออสเตรเลียไม่รับสหรัฐฯ จะรับไว้เอง

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ทางการออสเตรเลียอนุญาตให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านลี้ภัยในประเทศ หลังจากนักฟุตบอล 5 คนต้องออกจากโรงแรมที่พักของทีม ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) ในออสเตรเลีย

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ทรัมป์ระบุ

โพสต์ของทรัมป์มีขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยับยั้งการเดินทางออกจากออสเตรเลียของเหล่านักเตะสาว เนื่องจากเกรงว่าพวกเธอจะถูกประหารหากกลับไปถึงอิหร่าน หลังจากในการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดานักเตะต่างยืนสงบนิ่งในช่วงที่มีการเปิดเพลงชาติอิหร่าน โดยไม่อธิบายเหตุผล แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ฮาดี คาริมี นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนและสมาชิกชุมชนชาวอิหร่านในออสเตรเลียกล่าวว่า บรรดากองเชียร์ที่อยู่ด้านนอกรถบัสเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีนักเตะอย่างน้อย 3 คนที่อยู่ข้างในรถ พยายามส่งสัญญาณมือสากลเพื่อขอความช่วยเหลือ

ต่อมา มีรายงานว่าสมาชิกในทีม 5 คนเดินทางออกจากโรงแรมที่พักในออสเตรเลียแล้ว และขณะนี้อยู่ในความดูแลของตำรวจอย่างปลอดภัย ซึ่งนายคาริมีกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังคงมีความหวังว่านักเตะคนอื่นๆ จะตามไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีมอีก 5 คนที่อยู่กับตำรวจในขณะนี้ พร้อมกับเสริมว่ามันเป็น “ข่าวที่น่ายินดีอย่างยิ่ง” ที่มีนักเตะบางส่วนสามารถหนีออกมาได้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

9 มี.ค. 2569 22:28 น.

ตุรกียืนยัน อิหร่านยิงมิสไซล์ใส่ครั้งที่ 2 แต่นาโตช่วยสกัดเอาไว้ได้

(ภาพจาก AFP PHOTO / DHA (DEMIROREN NEWS AGENCY))

รัฐบาลตุรกีเผยว่า อิหร่านยิงมิสไซล์เข้าใส่ประเทศของพวกเขาเป็นครั้งที่ 2 ในรอบไม่กี่วัน แต่ระบบป้องกันของนาโตสามารถยิงสกัดเอาไว้ได้

รัฐบาลตุรกียืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 ว่า ระบบป้องกันการโจมตีทางอากาศของนาโต (NATO) ยิงสกัดขีปนาวุธของอิหร่านที่เข้าสู่น่านฟ้าของตุรกีได้เป็นครั้งที่ 2 ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เร่งกระตุ้นให้พลเมืองสหรัฐฯ ทั้งหมดเดินทางออกจากพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีเนื่องจากความกังวลด้านความมั่นคง

นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เตหะรานก็ดำเนินการตอบโต้ด้วยการระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายทรัพย์สินและฐานกำลังของสหรัฐฯ

จนถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าตุรกีจะรอดพ้นจากการสูญเสีย แม้ว่าจะมีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในฐานทัพหลายแห่งของประเทศก็ตาม ซึ่งรวมถึงฐานทัพอากาศอินเซิร์ลลิก (Incirlik) ที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองอาดานา (Adana) ทางตอนใต้ของประเทศ

แต่ในวันจันทร์ สถานทูตสหรัฐฯ ในตุรกีระบุว่าได้สั่งปิดสถานกงสุลในเมืองอาดานา และแนะนำให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นเดินทางออกจากพื้นที่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันทุกคนออกจากพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกีโดยด่วน

เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ มีคำสั่งดังกล่าว กระทรวงกลาโหมของตุรกียืนยันว่า ขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านถูกระบบป้องกันของนาโตสกัดเอาไว้ได้ในน่านฟ้าของตุรกี ซึ่งนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 5 วันที่มิสไซล์ของอิหร่านถูกยิงเข้าใส่ตุรกี

ซากขีปนาวุธบางส่วนตกในพื้นที่โล่งของจังหวัดกาซีอันเท็ป (Gaziantep) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองอาดานาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 กิโลเมตร โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ เบอร์ฮาเนตติน ดูรัน หัวหน้าฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบประธานาธิบดีตุรกี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ตุรกีจะไม่ลังเลที่จะปกป้องน่านฟ้าและความมั่นคงตามแนวชายแดนของตนเอง

“เราขอย้ำเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งไปยังทุกฝ่าย โดยเฉพาะอิหร่าน ให้ละเว้นจากการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงในภูมิภาคและทำให้พลเรือนตกอยู่ในความเสี่ยง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

9 มี.ค. 2569 21:34 น.

นายกฯ เลบานอนลั่น พร้อมกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง

(ภาพจาก AFP PHOTO / LEBANESE GOVERNMENT PRESS OFFICE)

นายกรัฐมนตรีเลบานอนยืนยันว่า รัฐบาลของเขาพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับอิสราเอล หลังกองทัพอิสราเอลยกระดับการโจมตีเลบานอน โดยมีเป้าหมายไปที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มี.ค.2569 นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า รัฐบาลของเขาพร้อมจะกลับเข้าสู่การเจรจากับอิสราเอลอีกครั้ง หลังจากอิสราเอลยกระดับการโจมตีเข้าใส่เลบานอนยิ่งขึ้นอีก นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับรัฐบาลยิวเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายซาลามบอกกับหนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งเศส L’Orient–Le Jour ว่า อิสราเอลยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของเลบานอนในการรื้อฟื้นการเจรจา “อย่างไรก็ตาม เราเปิดกว้างที่จะหารือในทุกวาระ ทุกรูปแบบ และทุกสถานที่ในการจัดทำข้อตกลงเหล่านั้น”

ขณะที่นายโจเฟซ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน โพสต์ข้อความย้ำผ่าน X ว่า รัฐบาลได้แสดงความ “พร้อมอย่างเต็มที่” สำหรับการหารือเพื่อ “ยับยั้งอันตรายจากการยกระดับความรุนแรงของอิสราเอล” และอ้างด้วยว่า รัฐบาลได้รับการรับรองแล้วว่า อิสราเอลจะไม่โจมตีสนามบินเบรุตและถนนไปสู่สนามบินแห่งนี้

อนึ่ง กองทัพของอิสราเอลเปิดฉากโจมตีพื้นที่บางส่วนของเลบานอนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ยิงขีปนาวุธเข้าไปในอิสราเอลเพื่อแสดงการสนับสนุนอิหร่าน

แม้ฝ่ายนิติบัญญัติของเลบานอนจะสั่ง แบน กิจกรรมทางการทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไปแล้ว และเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ยอมวางอาวุธ แต่ซาลามกล่าวว่ารัฐบาลไม่ต้องการเผชิญหน้ากับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกลุ่มนี้

ด้านกระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.เป็นต้นมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้ว 394 ศพ รวมถึงเด็ก 83 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

9 มี.ค. 2569 16:24 น.

IMF จัดประชุมชวนวางแผนการรับมือ สิ่งที่ไม่คาดคิดท่ามกลางความขัดแย้งของตะวันออกกลาง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF จัดสัมมนาชวนทั่วโลกมาวางแผนรับมือกับปัญหาที่ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF จัดงานประชุม ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นถึงความเสี่ยงทางการเงินเเละเศรษฐกิจที่มาจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เเละชี้ประเด็นชวนคิด เรื่องความท้าทายที่คาดไม่ถึง ที่ต้องหาเเนวทางใหม่ๆในการรับมือหรือ “New normal” 

คุณคริสตาลีนา จอร์เจวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า ถ้าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ต่อไปเป็นเวลานาน ก็สามารถนำไปสู่ความไม่มั่นคงของตลาด, เงินเฟ้อและตลาดเศรษฐกิจเติบโตได้ช้าลง ทำโลกในปัจจุบันผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องคำนึกถึงสิ่งที่ไม่คาดคิด หรือ Unthinkable ปัญหาเหล่านี้ทำให้ทาง IMF ต้องจัดเรียงความสำคัญของนโยบายภายในองค์กรใหม่เพื่อรับมือกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เนื่องจากมีการปิดช่องเเคบฮอร์มุซเเละทำให้การขนส่งน้ำมันเเละสินค้าผ่านเส้นทางนั้นลดลงไปกว่า 90%  ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซรองรับการขนส่งน้ำมันออกไปทั่วโลกขนาดใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนเเรงในช่วงที่ผ่านมา 

ด้านภูมิภาคเอเชียที่มีการนำเข้าน้ำมันจากทางตะวันออกกลางกว่า 60% จากน้ำมันที่ใช้ทั้งหมด ทำให้เมื่อมีการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชเเล้วนั้นต้องประสบกับปัญหาใหญ่ อย่างในญี่ปุ่นที่มีการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางสูงถึง 90% ต้องมาเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและภาวะเงินเยนอ่อนค่าลง ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงเเละเศรษฐกิจหยุดชะงักได้ นี่จึงเป็นความท้าทายที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเผชิญและหาวิธีการรับมือ

ด้านสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ในช่องทางโซเชียลมีเดียว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นเพียงการปรับตัวระยะสั้น เเละเป็นราคาที่คุ้มค่าจะจ่าย เพราะเมื่อสหรัฐจัดการกับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ ราคาจะปรับลดลงมาทันที 

นอกจากนี้World Economic Outlook ยังรายงานว่าเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นไป 10% อัตราเงินเฟ้อของโลกจะเพิ่มขึ้นตามไป 40% และยังทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง

นี่จึงเป็นจุดที่สำคัญ ที่ผู้กำหนดนโยบายจะต้องคำนึงถึงเเละมุ่งเน้นการออกนโยบายเพื่อวางรากฐาน ให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต.

ที่มา : Straitstimes

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

9 มี.ค. 2569 16:13 น.

เวียดนามจ่อหั่นภาษีนำเข้าน้ำมันเหลือ 0% รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลเวียดนามเตรียมบังคับใช้มาตรการฉุกเฉิน ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกอย่างหนัก ดันราคาน้ำมันในประเทศพุ่งสูงขึ้นกว่า 20% ขณะที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่งเริ่มทยอยปิดตัวเนื่องจากน้ำมันขาดแคลน

กระทรวงการคลังของเวียดนามเปิดเผยว่า กำลังพิจารณาแผนร่างกฤษฎีกาเพื่อปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเภทลงเหลือร้อยละ 0 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศและสร้างความมั่นใจด้านความมั่นคงทางพลังงาน หลังราคาพลังงานโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง

แถลงการณ์จากกระทรวงการคลังระบุว่า หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกยังคงดำเนินต่อไป จะทำให้แหล่งอุปทานน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลนและผลักดันให้ราคาสูงขึ้นอีก โดยนับตั้งแต่สงครามเริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน ราคาน้ำมันในเวียดนามได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนรัฐบาลต้องประกาศใช้ระเบียบวาระราคาสถานการณ์ฉุกเฉิน

สื่อรัฐบาลเวียดนามรายงานว่า ราคาน้ำมันเบนซินเกรดที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในประเทศพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 21 มาอยู่ที่ 27,040 ดอง (ประมาณ 33.03 บาท) ต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งทะยานสูงถึงกว่าร้อยละ 50

ปัจจุบัน เวียดนามจัดเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วที่ร้อยละ 10 และภาษีน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และน้ำมันก๊าดที่ร้อยละ 7 ซึ่งภายใต้ร่างกฎหมายใหม่นี้ ภาษีทั้งหมดจะถูกยกเลิกชั่วคราวจนถึงสิ้นเดือนเมษายน หากได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาล

แม้ปัจจุบันเวียดนามจะยังไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในวงกว้าง แต่มีรายงานว่าสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กหลายสิบแห่งเริ่มปิดให้บริการชั่วคราวหรือลดเวลาทำการลงเนื่องจากปริมาณน้ำมันในสต็อกลดน้อยลง ด้านประชาชนเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยชาวนครโฮจิมินห์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ราคาน้ำมันสูงเสียดฟ้าในขณะที่เงินเดือนเท่าเดิม ผมคงต้องเริ่มเดินไปทำงานแทนแล้ว”

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงที่รัสเซียเริ่มเปิดฉากบุกยูเครนเมื่อต้นปี 2022 ทำให้รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ หรือ จี7 จะจัดประชุมฉุกเฉินในวันนี้ เพื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกัน เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น.

ที่มา AFP

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

9 มี.ค. 2569 15:22 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กลุ่มจี7 เตรียมประชุมฉุกเฉิน

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 เตรียมเปิดประชุมด่วนวันนี้ รับมือราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรง จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดตาย ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดแรงเทขายอย่างหนัก

รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินในวันนี้ (9 มี.ค.) เพื่อหารือถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมาตรการรับมือราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางความตึงเครียดของการสู้รบในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ตลาดเอเชีย พุ่งขึ้นกว่า 25% ไปแตะระดับ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 109 ดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 104 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากความกังวลว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งรองรับการส่งออกน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก ตกอยู่ในสภาวะชะงักงันเกือบทั้งหมดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อสัปดาห์ก่อน

มีรายงานว่าที่ประชุม G7 จะหารือเรื่องการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ภายใต้การประสานงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลก

ความตื่นตระหนกแผ่กระจายไปยังตลาดเงินทั่วโลก โดยดัชนี FTSE 100 ของอังกฤษเปิดตัวลดลง 1.5% ขณะที่ฝั่งเอเชียเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดลบ 5.2% ส่วนดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ร่วงหนักกว่า 8% จนต้องประกาศใช้มาตรการ “เซอร์กิตเบรกเกอร์” (Circuit Breaker) เพื่อระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ก่อนจะปิดตัวที่ระดับลบ 6%

สถานการณ์ในอิหร่านทวีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อมีการแต่งตั้งนายโมจทาบา คาเมเนอี ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ต่อจากบิดา สะท้อนว่าฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งยังคงกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในช่วงสงคราม ขณะที่กองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มคลังน้ำมันหลายแห่งในอิหร่านอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทรูธโซเชียล โดยระบุว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้นถือเป็น “ราคาที่เล็กน้อยมาก” เมื่อเทียบกับความปลอดภัยและสันติภาพของโลกที่จะเกิดขึ้นเมื่อภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกกำจัดทิ้ง พร้อมย้ำว่า “มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดต่างออกไป”

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ออกมาชี้แจงว่า อิสราเอลเป็นผู้ตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเอง ไม่ใช่สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลของชาวอเมริกันต่อราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่เริ่มขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผลกระทบของสงครามครั้งนี้.

ที่มา BBC

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

9 มี.ค. 2569 13:38 น.

ไฟไหม้สถานีรถไฟกลางเมืองกลาสโกว์ อาคารถล่มบางส่วน

เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงลามเผาวอดอาคารสไตล์วิกตอเรียนเก่าแก่หน้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์  ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่มลงมา ท่ามกลางการระดมกำลังนักดับเพลิงกว่า 60 นายเข้าควบคุมสถานการณ์ ทางการสั่งปิดสถานีรถไฟที่พลุกพล่านที่สุดของสกอตแลนด์ทันที กระทบผู้โดยสารนับหมื่นในเช้าวันจันทร์

เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บริเวณอาคารอนุรักษ์ระดับ B สไตล์วิกตอเรียน บนถนนยูเนียน ซึ่งตั้งอยู่ติดกับทางเข้าสถานีรถไฟกลางกลาสโกว์ เมื่อช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 170 ปีพังถล่มลงมาบางส่วน

หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยสกอตแลนด์ ได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. โดยต้นเพลิงเริ่มจากร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า ก่อนที่เปลวเพลิงจะโหมกระหน่ำและลุกลามอย่างรวดเร็วไปทั่วอาคาร 4 ชั้น จนกระทั่งช่วงค่ำส่วนยอดโดมบริเวณหัวมุมตึกได้พังถล่มลงมาต่อหน้าฝูงชนที่เฝ้าสังเกตการณ์ ท่ามกลางกลุ่มควันดำหนาทึบที่พวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 60 นาย พร้อมรถดับเพลิง 15 คัน รวมถึงรถกระเช้าสูงและทีมกู้ภัยทางน้ำ ถูกระดมกำลังเข้าสกัดเพลิงตลอดทั้งคืน เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ร้านค้าชื่อดังในอาคารดังกล่าว อาทิ ร้านกาแฟ “Sexy Coffee” และร้านทำผม “Willow” ออกมาแถลงด้วยความโศกเศร้าว่าธุรกิจของพวกเขาถูกไฟเผาทำลายจนหมดสิ้น ขณะที่โรงแรม Voco Grand Central ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณสถานีต้องอพยพแขกผู้เข้าพักทั้งหมดไปยังโรงแรมอื่นในเมืองเพื่อความปลอดภัยด้านการคมนาคม 

บริษัทรถไฟแห่งชาติประกาศปิดสถานีกลางกลาสโกว์ ซึ่งเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในสกอตแลนด์อย่างไม่มีกำหนด โดยในวันจันทร์นี้จะไม่มีขบวนรถไฟเข้า-ออกในชั้นบน ส่วนชั้นล่างรถไฟจะวิ่งผ่านโดยไม่จอดรับส่งผู้โดยสาร ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางเดินรถไปยังลอนดอน, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์

แถลงการณ์จากรัฐบาลนายจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีแห่งสกอตแลนด์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่เกิดเหตุและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขณะที่หน่วยงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน เตรียมเข้าตรวจสอบความเสียหายของตัวสถานีอย่างละเอียดอีกครั้งในช่วงเช้าวันจันทร์

อาคารที่เกิดเหตุ หรือที่รู้จักในชื่อ “ยูเนียน คอร์เนอร์” (Union Corner) ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1851 ซึ่งมีความเก่าแก่กว่าตัวสถานีรถไฟกลางที่เปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1879 การสูญเสียครั้งนี้จึงถือเป็นการสูญเสียมรดกทางสถาปัตยกรรมครั้งสำคัญของเมืองกลาสโกว์.

ที่มา BBC

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ "ริฮานนา" กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

9 มี.ค. 2569 12:37 น.

มือปืนหญิงกราดยิง 10 นัด คฤหาสน์ “ริฮานนา” กลางเบเวอรีฮิลส์ แต่ไร้คนบาดเจ็บ

ตำรวจลอสแอนเจลิสจับกุมหญิงวัย 30 ปี หลังก่อเหตุใช้ปืนกราดยิงใส่บ้านพักของซุปเปอร์สตาร์สาว “ริฮานนา” กว่า 10 นัด จนกระสุนทะลุผนังบ้าน เผยขณะเกิดเหตุริฮานนาพักผ่อนอยู่ภายในคฤหาสน์พร้อมครอบครัว โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (LAPD) ยืนยันเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นกับคฤหาสน์หรูของ ริฮานนา (Rihanna) นักร้องสาวชื่อดังระดับโลกในย่านเบเวอรีฮิลส์ โดยเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุยิงกันเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 มี.ค.) ก่อนจะสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา

รายงานจากตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงอายุประมาณ 30 ปี ได้ขับรถมาจอดบริเวณฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ และใช้ปืนไรเฟิลจู่โจมระดมยิงเข้าไปในทรัพย์สินของนักร้องสาวประมาณ 10 นัด โดยพยานระบุว่าเห็นเธอลั่นไกอย่างต่อเนื่องประมาณ 7 นัดก่อนจะขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ภาพจากมุมสูงเผยให้เห็นร่องรอยกระสุนปืนหลายนัดที่บริเวณประตูรั้วหน้าบ้าน ขณะที่สถานีข่าวท้องถิ่น KTLA รายงานว่ามีกระสุนอย่างน้อย 1 นัดยิงทะลุผนังเข้าไปภายในตัวบ้าน แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ยืนยันกับสื่อว่า ในขณะเกิดเหตุริฮานนาพักอาศัยอยู่ภายในคฤหาสน์ ซึ่งเป็นที่พักที่เธอใช้ชีวิตร่วมกับ เอแซป ร็อกกี (A$AP Rocky) สามีของเธอและลูกๆ  อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้

หลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยและระบุพิกัดรถยนต์ของผู้ต้องสงสัยได้ที่บริเวณซึ่งห่างจากบ้านของริฮานนาไปประมาณ 12 กิโลเมตร และเข้าควบคุมตัวหญิงคนดังกล่าวทันที ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อหรือแรงจูงใจในการก่อเหตุต่อสาธารณชน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ LAPD ได้ปิดกั้นพื้นที่โดยรอบคฤหาสน์เพื่อเก็บหลักฐานและปลอกกระสุนปืนไรเฟิลในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ริฮานนาเพิ่งให้กำเนิดบุตรคนที่สามซึ่งเป็นลูกสาวเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา หลังจากที่เธอและเอแซป ร็อกกี ได้ประกาศข่าวการตั้งครรภ์ในงาน Met Gala ปี 2025 โดยทั้งคู่มีลูกชายร่วมกันก่อนหน้านี้แล้ว 2 คน คือ ไรออต (Riot) และ อาร์แซดเอ (RZA)

คู่นี้ยังเคยคกเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในช่วงต้นปี 2025 จากคดีความของเอแซป ร็อกกี ที่ถูกฟ้องร้องในข้อหายิงปืนใส่เพื่อนเก่า ซึ่งในครั้งนั้นศาลตัดสินว่าเขาไม่มีความผิด โดยมีภาพจำที่ริฮานนาพาลูกชายทั้งสองคนไปร่วมรับฟังการพิจารณาคดีในศาลด้วย

ปัจจุบัน ริฮานนา หรือ “โรบิน เฟนตี” ในวัย 37 ปี ไม่เพียงแต่เป็นศิลปินผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงตลอดระยะเวลา 20 ปีในวงการเพลง แต่ยังเป็นนักธุรกิจหญิงผู้ทรงอิทธิพลจากแบรนด์เครื่องสำอาง Fenty Beauty และธุรกิจชุดชั้นใน ซึ่งนิตยสารฟอร์บสประเมินว่าเธอมีทรัพย์สินสุทธิรวมมูลค่ากว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ.

ที่มา BBC