ช็อก! ฟ้าผ่าเปรี้ยง สวนสาธารณะในปารีส เจ็บระนาว 11 สาหัส 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627478

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ค. 2559 23:51

 

เคราะห์ร้าย! เด็กๆชาวฝรั่งเศส จัดงานวันเกิดที่สวนสาธารณะในกรุงปารีส จู่ๆเกิดฝนตก ไปหลบฝนใต้ต้นไม้ โดนฟ้าผ่าเปรี้ยง บาดเจ็บ 11 คน  ในจำนวนนี้ บาดเจ็บสาหัส 6 คน

เมื่อ 28พ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เหตุการณ์สุดระทึก เกิดฟ้าผ่ารุนแรงที่สวนสาธารณะ มองโซ (Parc Monceau) ทางตะวันตกของกรุงปารีส เมืองหลวงฝรั่งเศส เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 28พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 11 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ซึ่งในจำนวนนี้ บาดเจ็บสาหัสถึง 6 คน

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงปารีส ระบุว่า เด็กๆที่ประสบเหตุการณ์สุดช็อก โดนฟ้าผ่าขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากการที่ผิวหนังถูกไฟไหม้ และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล Necker แล้ว

แหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจของฝรั่งเศสนายหนึ่งยังเผยกับนักข่าวเอเอฟพีว่า เด็กๆที่โดนฟ้าผ่านั้น กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดที่สวนสาธารณะ มองโซ ขณะที่ฝนเริ่มตกกระหน่ำลงมา โดยเด็กๆเหล่านี้ได้วิ่งไปหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แต่เคราะห์ร้าย ที่ได้เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่ต้นไม้ต้นนี้พอดี.

สวนสาธารณะมองโซ ในกรุงปารีส

บีบีซี แจ้งว่า พายุฝนที่ตกในกรุงปารีส ในช่วงบ่ายวันที่ 28พ.ค. ยังทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันเทนนิส เฟรนซ์ โอเพ่น ซึ่งเป็นการดวลแร็กเกตระหว่าง เซเรนา วิลเลียม กับคริสตินา มลาเดโนวิช ด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสติดตามเหตุการณ์มีผู้ได้รับบาดเจ็บถึง 11 คนจากการถูกฟ้าผ่า

ศาลมะกันสั่ง ‘จอห์นนี เดปป์’ อยู่ห่างเมีย หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627070

 

(ภาพ: REUTERS)

ศาลสหรัฐฯ สั่งห้าม จอห์นนี เดปป์ พระเอกชื่อดัง ไม่ให้เข้าใกล้ แอมเบอร์ เฮิร์ด ภรรยา หลังเธอกล่าวหาเขาว่า ใช้กำลังทำร้ายร่างกายเธอ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้พิพากษาศาลสูงนครลอสแอนเจลิส ออกคำสั่งห้าม จอห์นนี เดปป์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังวัย 52 ปี ไม่ให้เข้าใกล้ แอมเบอร์ เฮิร์ด ภรรยาและนักแสดงสาววัย 30 ปี หลังจากเธอกล่าวหาเดปป์ว่า ทำร้ายร่างกายเธอ ศาลยังบอกให้ เดปป์ อย่าติดต่อกับเธอด้วย

แอมเบอร์ เฮิร์ด และ จอห์นนี เดปป์ (ภาพ: AP)

ทั้งนี้ ชีวิตรักของ จอห์นนี เดปป์ และ แอมเบอร์ เฮิร์ด ซึ่งแต่งงานใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมานาน 15 เดือน ดูเหมือนจะมาถึงทางตัน หลังจากเมื่อวันจันทร์ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา น.ส.เฮิร์ด ยื่นคำร้องขอฟ้องหย่าจากเดปป์ โดยอ้างเหตุผลว่าเข้ากันไม่ได้ และเธอแยกกันอยู่กับพระเอกหนุ่มใหญ่ตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์แล้ว

แต่ล่าสุดในวันศุกร์ที่ 27 พ.ค. น.ส.เฮิร์ด ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกคำสั่งยับยั้งความรุนแรงภายในครอบครัวกับ เดปป์ โดยกล่าวหาว่าเขาทำร้ายร่างกายเธอ ด้วยการปาโทรศัพท์ใส่เธอระหว่างทะเลาะกัน เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ค. โดยเธอได้นำภาพของตัวเองที่มีรอยช้ำบนบริเวณแก้มและที่ตาไปเป็นหลักฐานในศาลด้วย

ภาพรอยช้ำบนใบหน้าของ แอมเบอร์ เฮิร์ด (ภาพ: REUTERS)

เฮิร์ด เขียนในคำประกาศสาบานตนในศาลว่า “เธอใช้ชีวิตในความหวาดกลัวว่า จอห์นนี จะกลับมา (ที่บ้าน) โดยไม่บอกล่วงหน้าเพื่อคุกคามเธอทั้งร่างกายและจิตใจ” ขณะที่เธอเผยด้วยว่า ในวันเกิดเหตุ เดปป์ เมาสุรา และทำร้ายร่างกายเธอ ทั้งกระชากผม ตะคอกใส่ และบีบใบหน้าก่อนจะตบเธอ

ด้านทนายความของเดปป์ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ประเทศโปรตุเกส เขียนในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า นักแสดงหนุ่มใหญ่จะทำตามคำสั่งของศาล

สหภาพฯ ฝรั่งเศสเล็งยกระดับประท้วงปฏิรูปแรงงานทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627008

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ค. 2559 04:50

 

(ภาพ: AFP)

สหภาพแรงงานฝรั่งเศส 8 กลุ่ม ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 พ.ค. เรียกร้องให้สมาชิกแรงงานยกระดับการประท้วงทั่วประเทศ ต่อต้านรัฐบาลที่พยายามผลักดันผ่านกฎหมายปฏิรูปแรงงานโดยไม่ต้องผ่านการลงมติในสภา ทั้งกฎหมายดังกล่าวยังเอื้อต่อนายจ้างในการจ้างและปลดพนักงาน

ขณะที่นายฟรองซัวส์ โอลลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประกาศไม่ยอมถอย และเชื่อว่ากฎหมายเป็นการปฏิรูปที่ดี ส่วนนายมานูเอล วาลส์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส เผยก่อนหน้านี้ว่าอาจมีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน

อนึ่ง การเรียกร้องครั้งนี้มีขึ้นขณะที่กลุ่มแรงงานทั่วประเทศได้รวมตัวปิดเส้นทางและระบบคมนาคม รวมถึงโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมัน จนเกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่.

คกก.คุ้มครองสื่อฯ เซ็ง ยูเอ็นปัดรับรองเป็นเอ็นจีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627006

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ค. 2559 04:10

 

(ภาพ: wikipedia)

นายโจเอล ไซมอน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของคณะกรรมการคุ้มครองสื่อมวลชน (ซีพีเจ) องค์กรอิสระไม่แสวงผลกำไร ซึ่งตั้งสำนักงานอยู่ที่สหรัฐฯ รู้สึกเสียใจ หลังยื่นใบสมัครต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มานาน 4 ปี เพื่อขออนุญาตให้สถานภาพพิเศษ โดยรับรองว่าเป็นองค์กรเอ็นจีโอไม่ใช่ของรัฐ แต่ทางคณะกรรมการด้านเอ็นจีโอของยูเอ็นลงมติเสียงส่วนใหญ่ 10 ประเทศสมาชิกคัดค้าน รวมรัสเซียและจีน ส่วนอีก 6 ประเทศเห็นด้วยและ 3 ประเทศงดออกเสียง แม้ยูเอ็นสนับสนุนเรื่องเสรีภาพของสื่อ

ทั้งนี้ ซีพีเจตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้และปกป้องสิทธินักข่าวทั่วโลกที่นำเสนอหรือรายงานข่าวโดยไม่เกรงกลัวการถูกตอบโต้กลับ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มเอ็นจีโออย่างน้อย 20 องค์กร ส่วนใหญ่ทำงานเพื่อเรียกร้องสิทธิชาวเกย์ ก็ถูกห้ามเข้าร่วมการประชุมเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ครั้งสำคัญในเดือน มิ.ย.นี้ หลังกลุ่มประเทศมุสลิมกับกลุ่มประเทศในแอฟริกาและรัสเซียรวม 51 ประเทศคัดค้าน.

สะพรึง! มะกันเจอ ‘อีโคไล’ ดื้อยาปฏิชีวนะทุกชนิดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/627026

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 พ.ค. 2559 03:30

 

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า พวกเขาพบคนไข้ติดเชื้อแบคทีเรีย ‘อีโคไล’ ที่ดื้อยาปฏิชีวนะ ‘ทุกชนิด’ เป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คนไข้หญิงชาวรัฐเพนซิลเวเนีย อายุ 49 ปี ติดเชื้อแบคทีเรียโรคอุจจาระร่วง ‘อีโคไล’ (E. coli) ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยา หรือซุปเปอร์บัก (superbug) ที่มีความต้านทานยาปฏิชีวนะมากมาย แม้แต่ยา ‘โคลิสติน’ (Colistin) ยาที่หมอจะใช้เมื่อยาปฏิชีวนะอื่นๆ ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ก็ยังไม่อาจควบคุมการติดเชื้อได้

การค้นพบเชื้ออีโคไลดังกล่าว ถูกเปิดเผยในผลการศึกษาของศูนย์การแพทย์ทหารแห่งชาติ วอลเตอร์ รีด ซึ่งปรากฏในรายงาน ‘ยาต้านจุลชีพและเคมีบำบัด’ (Antimicrobial Agents and Chemotherapy) ตีพิมพ์โดยสมาคมจุลชีววิทยาอเมริกัน โดยผลวิจัยนี้ระบุว่า เชื้ออีโคไลที่พบปนเปื้อนเศษดีเอ็นเอขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘พลาสมิด’ ซึ่งจะส่งผ่านยีนตัวหนึ่ง ที่ชื่อว่า ‘mcr-1’ ทำให้ยาโคลิสตินใช้ไม่ได้ผล

ผลการศึกษาเผยด้วยว่า คนไข้หญิงรายนี้เดินทางเข้ารับการรักษาที่คลินิกแห่งหนึ่งในรัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 26 เม.ย. โดยทางคลินิกได้ส่งตัวอย่างไปตรวจสอบที่ศูนย์การแพทย์ฯ วอลเตอร์ รีด จนพบเชื้ออีโคไลในปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้ออีโคไลในสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ยังไม่รู้ว่าเชื้อเข้าสู่ร่างกายของคนไข้ได้อย่างไร และเธอไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศตลอดในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา

“นี่คือการอุบัติของแบคทีเรียที่ต้านทานยาปฏิชีวนะทุกชนิด ซึ่งจากความรู้ทั้งหมดที่เรามี นี่เป็นการพบยีน mcr-1 ครั้งแรกในสหรัฐเมริกา” ผลการศึกษาระบุ

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไข้หญิงรายนี้ได้รับการรักษา และสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว โดยไม่มีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแบคทีเรียตัวนี้ ขณะที่ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) และกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ กำลังสืบสวน และตามรอยผู้ที่ติดต่อกับคนไข้หญิง รวมทั้งที่สถานพยาบาลที่เธอเคยไป เพื่อดูว่าเชื้ออีโคไลดื้อยานี้แพร่ไปยังคนอื่นๆ หรือไม่

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ กระทรวงการเกษตรสหรัฐฯ (ยูเอสดีเอ) ก็พบร่องรอยของเชื้ออีโคไลต้านยาโคลิสติน ในตัวอย่างลำไส้หมู ซึ่งยูเอสดีเอกำลังตรวจสอบว่า หมูตัวนี้มาจากฟาร์มแห่งใด เพื่อดูว่ามีสัตว์ตัวอื่นติดเชื้อด้วยหรือไม่

ขณะที่ ดร.อเล็กซ์ คัลเลน จากซีดีซี กล่าวว่า การค้นพบอีโคไลดื้อยาโคลิสตินทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนของหายนะที่อาจจะเกิดขึ้น หากคุณสมบัติต้านยาโคลิสตินในอีโคไลกระโดดข้ามไปยังแบคทีเรียตัวอื่น ที่ตอบสนองต่อยาโคลิสตินเท่านั้น ก็อาจทำให้เกิดซุปเปอร์บักที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้

อนึ่ง แม้นี่จะเป็นการพบอีโคไลดื้อยาโคลิสตินครั้งแรกในสหรัฐฯ แต่เชื้อแบบนี้เคยถูกพบแล้วในหลายประเทศในยุโรป แคนาดา และจีน ขณะที่ปัญหาเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะกำลังเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ โดยทุกปีจะมีประชาชนกว่า 2 ล้านคนติดเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาเกือบทุกชนิด ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23,000 คนทุกปี ส่วนองค์การอนามัยโลกเตือนว่า เชื้อดื้อยาเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสาธาณสุขยุคปัจจุบัน

บราซิลช็อก! ไอ้หื่นกว่า 30 คน รุมโทรมสาวแพร่คลิปลงเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626964

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2559 23:40

 

(ภาพ: AFP)

ตำรวจบราซิลเร่งล่าตัว กลุ่มผู้ต้องสงสัยกว่า 30 คน ซึ่งก่อเหตุรุมโทรมข่มขืนหญิงวัยรุ่น รวมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอแล้วเอาไปโพสต์ลงบนโลกออนไลน์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศบราซิลกำลังตามล่าตัวชายมากกว่า 30 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุรุมโทรมข่มขืนหญิงวัยรุ่นในนครริโอ เด จาเนโร ก่อนจะนำคลิปวิดีโอบันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวไปโพสต์ลงบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์

ตามแถลงการณ์ซึ่งมีรายงานว่า ผู้เคราะห์ร้ายวัย 16 ปีรายนี้ ระบุว่า เธอเชื่อว่า เธอถูกวางยาหลังจากเดินทางไปที่บ้านของแฟนหนุ่ม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 พ.ค.) ก่อนจะตื่นขึ้นมาในบ้านอีกหลังในวันต่อมา ในสภาพเปลือยและบาดเจ็บ และถูกห้อมล้อมด้วยผู้ชายจำนวนมาก ก่อนที่เธอจะเดินทางกลับบ้าน หลายวันต่อมาเธอจึงพบว่าผู้ก่อเหตุบางคนนำภาพและคลิปวิดีโอ ไปโพสต์ลงบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์

คลิปวิดีโอความยาว 40 วินาทีดังกล่าว ถูกแชร์ส่งต่ออย่างกว้างขวาง โดยมีผู้เกลียดชังผู้หญิง (misogynist) เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ก่อนที่บัญชีผู้ใช้เหล่านี้จะถูกระงับ และล่าสุดตำรวจได้ออกหมายจับกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว รวมทั้งแฟนหนุ่มของผู้เคราะห์ร้ายด้วย

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศบราซิล และมีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้มีการรวมตัวประท้วงตามท้องถนนภายในไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่บนโลกออนไลน์ กระแสความโกรธแค้นก็กระจายเป็นวงกว้าง ภายใต้แท็ก ‘#EstuproNuncaMais’ (ไม่เอาข่มขืนอีกแล้ว)

ด้านองค์กรเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บราซิลสืบสวนคดีนี้ และขอให้เคารพผู้เสียหาย โดยไม่ทำให้เธอตกเป็นเหยื่ออีก ด้วยการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเธอ

อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เหยื่อข่มขืนในบราซิลส่วนใหญ่ไม่แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกลัวการแก้แค้นและอับอาย ถึงกระนั้น นับตั้งแต่ปี 2014 มีการรายงานเหตุข่มขืนในบราซิลถึง 47,636 คดี ขณะที่บทลงโทษสำหรับการข่มขืนผู้ใหญ่คือจำคุกระหว่าง 6-10 ปี ส่วนโทษสำหรับการข่มขืนผู้เยาว์คือจำคุก 8-12 ปีเท่านั้น

ช็อก! เครื่องบินรบสหรัฐฯ 2 ลำชนกันกลางอากาศ เหนือชายฝั่งนอร์ท แคโรไลนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626768

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2559 15:43

 

(ภาพประกอบ เป็นเครื่องบินรบ F -18)

ชนกันได้ยังไง..เครื่องบินรบสองลำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ประสบอุบัติเหตุชนกัน เหนือชายฝั่งรัฐนอร์ท แคโรไลนา ระหว่างได้รับมอบหมายให้ไปเข้าร่วมหน่วยเครื่องบินรบจู่โจม 211 เดชะบุญ เรือประมงช่วยชีวิต 4 นักบินกลางทะเล

เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 59 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด เครื่องบินรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ประสบเหตุชนกันกลางอากาศ เหนือชายฝั่งทะเลของรัฐนอร์ท แคโรไลนา ในสหรัฐฯ เมื่อเวลาประมาณ 10.40 น. ของวันที่ 26 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น โชคดีที่ เรือประมงลำหนึ่งสามารถช่วยชีวิตนักบิน 4 นายจากกลางทะเลไว้ได้

จากการเปิดเผยของโฆษกกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุ เครื่องบินรบสหรัฐฯทั้งสองลำที่ประสบอุบัติเหตุชนกัน เป็นเครื่องบินรบ F/A-18F Super Hornets โดยเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งของรัฐนอร์ท แคโรไลนา กล่าวว่า เรือประมงพาณิชย์ลำหนึ่งได้ช่วยนักบินทั้ง 4 นาย ซึ่งประจำการบนเครื่องบินรบลำละ 2 นาย ขึ้นจากมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างจากชายฝั่งเมืองโอรีกอน อินเล็ต ไปทางตะวันออกประมาณ 25 ไมล์ จากนั้น นักบินที่รอดชีวิต 4 นายได้ถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ HH-60 เจย์ฮอว์ก และได้บินมาส่งที่โรงพยาบาลเซนทารา นอร์ฟอล์ก เบื้องต้นไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของนักบินทั้ง 4

ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่า เครื่องบินรบ F/A-18F Super Hornets ทั้งสองลำ ถูกมอบหมายให้ไปเข้าร่วมในหน่วยเครื่องบินรบจู่โจม 211 ซึ่งมีชื่อเล่นเรียกขานว่า ‘ไฟติ้ง เช็กเมตส์’ ซึ่งมีฐานประจำการอยู่ที่เวอร์จิเนีย บีช

สุดระทึก! บินโดยสารโคเรียน แอร์ ไฟไหม้ปีกซ้าย กำลังทะยานออกจากโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626682

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2559 13:20

 

อพยพผู้โดยสารจ้าละหวั่น… เครื่องบินโดยสารของสายการบินโคเรียน แอร์ เกิดไฟลุกไหม้ที่ปีกด้านซ้ายของเครื่องบิน ขณะกำลังจะทะยานออกจากสนามบินในกรุงโตเกียว ระดมพนักงานดับเพลิง-กู้ภัยกว่า 100 ดับไฟ อพยพผู้โดยสารกว่า 300 คนลงจากเครื่องบิน

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.59 สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ รายงานอ้างแถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ ว่าเกิดเหตุระทึก กับเครื่องบินโดยสารของสายการบินโคเรียน แอร์ เนื่องจากเกิดไฟลุกไหม้ที่ปีกด้านซ้าย บนรันเวย์ ก่อนนักบินจะนำเครื่องบินทะยานขึ้นจากท่าอากาศยานในกรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ที่ 27 พ.ค. เดชะบุญ ไม่มีรายงานมีผู้โดยสารและลูกเรือได้รับบาดเจ็บ

ยอนฮัพ แจ้งว่า ตามรายงานของสำนักข่าวเกียวโด และสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น ระบุว่า เครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 777 -300 ของสายการบินโคเรียน แอร์ เกิดไฟลุกไหม้ที่ปีกด้านซ้าย ก่อนจะทะยานออกจากสนามบินฮาเนดะ มุ่งหน้าสู่กรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้ โดยผู้โดยสาร และลูกเรือรวมทั้งหมด 319 คน ได้รับการอพยพออกจากเครื่องบินอย่างปลอดภัย

ปีกซ้ายเครื่องบิน เกิดไฟไหม้ ขณะกำลังจะทะยานขึ้นจากสนามบินในกรุงโตเกียว

ด้านกองบรรเทาสาธารณภัยด้านอัคคีภัยในกรุงโตเกียว ระบุว่า เครื่องบินโดยสารของสายการบินโคเรียนแอร์ ได้เกิดไฟไหม้เมื่อเวลา 0.44 น. ของรุ่งเช้าวันที่ 27 พ.ค. โดยทางการได้ระดมส่งพนักงานดับเพลิงและทีมกู้ภัยกว่า 100 คน ช่วยกันดับไฟที่ลุกไหม้ปีกเครื่องบินและอพยพผู้โดยสารลงจากเครื่อง

ผู้โดยสารช็อก! เครื่องบินโดยสารโคเรียน แอร์ ไฟไหม้ปีกซ้าย

ส่วนกระทรวง ที่ดิน สาธารณูปโภค การคมนาคม และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ระบุว่า ปีกเครื่องบินด้านซ้ายเกิดไฟลุกไหม้ และกำลังพยายามหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดไฟไหม้ ขณะที่ ตำรวจญี่ปุ่นระบุว่า การเกิดไฟไหม้เครื่องบินโดยสารของสายการบินโคเรียน แอร์ ไม่ได้เกิดจากการก่อวินาศกรรมโดยผู้ก่อการร้าย

มีหวังเจอ! แอร์บัสพบสัญญาณฉุกเฉินจาก MS804 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626472

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2559 06:30

 

(ภาพ: AP)

สื่ออียิปต์เผย เจ้าหน้าที่ของแอร์บัสตรวจพบสัญญาณฉุกเฉินจากเที่ยวบิน เอ็มเอส 804 ที่ตกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อสัปดาห์ก่อน ช่วยให้ขอบเขตการค้นหาแคบลงมาก…

สำนักข่าว อัล-อาห์ราม ของอียิปต์ รายงานในวันพฤหัสบดีว่า บริษัท แอร์บัส ตรวจพบสัญญาณที่ส่งจาก เครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (emergency locator transmitter) ของเครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ320 เที่ยวบินที่ เอ็มเอส 804 ของสายการบินอียิปต์แอร์ ซึ่งตกในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเมื่อสัปดาห์ก่อน

อัล-อาห์ราม เผยด้วยว่า เจ้าหน้าที่ของแอร์บัส ได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่ของอียิปต์ ซึ่งส่งข้อมูลนี้ต่อไปยังทีมค้นหาซากเครื่องบินลำนี้ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ทั้งนี้ เครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เป็นอุปกรณ์ที่สามารถเริ่มทำงานได้เองโดยอัตโนมัติเมื่อเครื่องบินเกิดการกระแทก และมักจะส่งสัญญาณแจ้งเหตุร้ายออกมา และสัญญาณจากเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน จะแตกต่างจากสัญญาณ ‘ปิง’ ที่ส่งออกมาจากกล่องดำบนเครื่องบิน โดยสามารถตรวจจับด้วยดาวเทียมได้ แต่แอร์บัสไม่เปิดเผยว่าพบสัญญาณเมื่อใด ซึ่งตามปกติแล้ว สัญญาณนี้จะถูกตรวจพบภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเครื่องตก ไม่ใช่หลายวันให้หลัง

อย่างไรก็ตาม การตรวจพบสัญญาณครั้งนี้ ช่วยลดขอบเขตการค้นหาที่เจ้าหน้าที่กำลังออกค้นหาในขณะนี้ ให้ลดจากขนาดเท่ารัฐคอนเนตทิคัต ลงมาเหลือเพียงภายในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดที่พบสัญญาณเท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนรู้ตำแหน่งสำหรับตรวจหาสัญญาณปิง จากกล่องดำได้ชัดเจนขึ้น

เรือของทีมค้นหาซากเครื่องบินแอร์บัส เที่ยวบิน เอ็มเอส 804 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ภาพ: AFP)

ขณะเดียวกัน สำนักงานสืบสวนและวิเคราะห์เพื่อความปลอดภัยการบินพลเรือนของฝรั่งเศส หรือ บีอีเอ (BEA) เปิดเผยว่า เรือ ‘ลา พลาซ’ ซึ่งมีอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ ปิง จะเริ่มปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินใต้ทะเลภายในไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังอาจส่งเรือลำที่ 2 พร้อมหุ่นยนต์สำรวจใต้ทะเลและเครื่องยก ไปค้นหาในเขตน้ำลึกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้วย

อนึ่ง เครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ320 มีเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน 3 เครื่อง หนึ่งในนั้นอยู่ที่ส่วนหาง ตำแหน่งเดียวกับอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า สัญญาณที่แอร์บัสตรวจพบมาจากอุปกรณ์เครื่องใด

สะท้อนเลือกตั้งปินส์! ไม่สนฉายาอะไร ขอแค่ฉลาด ฉับไว ทำสิ่งใหม่ๆให้ชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/626199

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 พ.ค. 2559 05:30

 

การเลือกตั้งในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น จำนวนเกือบ 18,000 ตำแหน่ง ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะชัยชนะอย่างถล่มทลายของ นายโรดิโก ดูเตร์เต ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ และจะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 30 มิ.ย. ที่จะถึง

แน่นอนว่า ชัยชนะของดูเตร์เต นายกเทศมนตรีของเมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา มายาวนาน 20 ปี ย่อมก่อให้เกิดคำถามหลายอย่างจากบรรดานักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสื่อมวลชนทั่วโลก ที่เกิดความสงสัยไม่น้อยว่า ทำไม ชาวฟิลิปปินส์ จำนวนถึง 15.970 ล้านคน หรือคิดเป็น 38.6% ของจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งราว 54 ล้านคน จึงเทคะแนนให้กับ ดูเตร์เต ซึ่งได้รับฉายา ‘The Punisher’ หรือ ‘ผู้ลงโทษ’  มาเป็นผู้นำของประเทศ

วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า นำโดย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา และทีมนักวิชาการ ของสถาบันพระปกเกล้า จัดกิจกรรม เสวนาวิชาการเรื่อง ‘Philippine Election 2016 : What do we learn ?’ หรือ‘ การเลือกตั้งฟิลิปปินส์ 2559 : พวกเราได้เรียนรู้อะไร?’ ถ่ายทอดประสบการณ์ในการศึกษาดูงานการเลือกตั้ง และบริบททางการเมือง สังคม วัฒนธรรม ศาสนา และเรื่องอื่นๆ ที่มีต่อการเลือกตั้งของประเทศฟิลิปปินส์

คณะนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ร่วมเสวนา การเลือกตั้งฟิลิปปินส์ 2016

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล

* ชาวฟิลิปปินส์ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาติบ้านเมือง

จากการไปติดตามสังเกตการณ์การหาเสียงก่อนถึงวันเลือกตั้งของ คณะนักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า พบว่า ชาวฟิลิปปินส์มีความตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมทำให้ตระหนักถึงความสำคัญกับการเลือกตั้งกันมากเช่นกัน สำหรับวันเลือกตั้งในฟิลิปปินส์นั้น กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ตายตัวมั่นเหมาะว่า ต้องเป็นวันจันทร์ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในทุกๆ 6 ปี

ชาวฟิลิปปินส์มีความแยกแยะ และเห็นว่าสิทธิของตนเองมีความหมาย รวมทั้งมีการศึกษาหาข้อมูลของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ถึงขนาดมีการจดโพยรายชื่อผู้สมัครที่ตนต้องการเลือกมาในวันเลือกตั้งด้วย เนื่องจากยากที่จะจำชื่อได้หมด เพราะเป็นการเลือกตั้งหลายตำแหน่ง มีทั้งเลือกตั้งระดับชาติ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี, รองประธานาธิบดี, ส.ส.แบ่งเขต, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, วุฒิสมาชิก รวมทั้ง การเลือกตั้งระดับสมาชิกสภาและผู้บริหารท้องถิ่น

โรดริโก ดูเตร์เต จากนักการเมืองภูธร สู่ประธานาธิบดีใหม่ฟิลิปปินส์

* ทำไม เลือก ดูร์เตเต ‘นักการเมืองลูกทุ่ง’ เป็นประธานาธิบดี

คำถามสำหรับประชาชนในชาติอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวฟิลิปปินส์ ที่ผุดขึ้นมา หลังจากผลการนับคะแนนเลือกตั้งออกมาว่า ในที่สุด ดูเตร์เต ก็คว้าชัยชนะ ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ตรงตามผลโพลทุกสำนักที่ออกมาก่อนวันเลือกตั้ง ทั้งที่ ตามสายตาของบรรดานักสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนในโลกตะวันตก มองว่า ดูเตร์เต นักการเมืองภูธร ซึ่งได้ฉายา ‘ผู้ลงโทษ’ หรือ จอมลงทัณฑ์ จากการที่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการปลิดชีวิตเหล่าอาชญากรมากมายในเมืองดาเวาขณะเป็นนายกเทศมนตรี ไม่น่าจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจถึงขนาดให้เป็นผู้นำประเทศ

แต่สำหรับชาวฟิลิปปินส์แล้ว ถึงแม้ ดูเตร์เต จะมีฉายาอะไร? แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ ความต้องการเห็นผู้นำคนใหม่ที่มีความสามารถ และเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศชาติด้วยความเด็ดขาด ฉับไว ทันอกทันใจ ไม่เรื่อยเอื่อยเฉื่อยแฉะเหมือนผู้นำที่ผ่านมา อีกทั้งผลงานของดูเตร์เต จากการเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา ย่อมเป็นเครื่องการันตี รับประกันคุณภาพถึงความรู้ความสามารถของเขาได้เป็นอย่างดี

ชาวฟิลิปปินส์เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง

*ชี้สาเหตุ มานูเอล โรฮาส ผู้สมัครจากพรรครัฐบาล พ่ายเลือกตั้ง

การพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของ นายมานูเอล โรฮาส ที่ 2 (Manuel Roxas : นามสกุลออกเสียง โรฮาส) ที่ได้คะแนนเลือกตั้งตามมา เป็นที่ 2 รองจาก ดูเตร์เต เป็นเครื่องสะท้อน ความต้องการของชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี

เพราะ โรฮาส ถือเป็นผู้สมัครที่มีความเพียบพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดี เบนิกโน อาคีโน ที่ 3 จนถูกวางตัวให้เป็นตัวแทนของพรรครัฐบาล ‘เสรีภาพ’ หรือ Liberal ให้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

นอกจากนั้น นายโรฮาส ซึ่งปัจจุบันอายุ 58 ปี ยังเป็นหลานชายของอดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และ ตัวเขาเองก็เคยชนะเลือกตั้งได้เป็นวุฒิสมาชิก และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย การค้า และคมนาคมมาแล้ว แต่ด้วยความที่ ชาวฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่ต้องการเลือก กลุ่มอำนาจใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะเบื่อแล้วกับกลุ่มอำนาจเดิม จึงหันมาเลือกดูเตร์เต ประกอบกับผลงานของโรฮาส ขณะเป็นรมว.คมนาคม ไม่เข้าตาชาวกรุงมะนิลา..เนื่องจากการก่อสร้างทางด่วนต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด เป็นไปอย่างล่าช้า

นับคะแนนด้วยระบบคอมพิวเตอร์

*ชาวฟิลิปปินส์ที่เลือก ดูเตร์เต ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นสูง

หลายคนคงคาดไม่ถึงว่า คะแนนเลือกตั้ง ส่วนใหญ่ที่เทให้กับ ดูเตร์เต นั้น มาจากชนชั้นสูง หรือคนที่มีความรู้ การศึกษา เพราะมีทั้งมาจากชาวกรุงมะนิลา เมืองหลวง รวมทั้ง ประชาชนบนเกาะมินดาเนา, ชาวฟิลิปปินส์ที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง และคนที่อยู่ในต่างประเทศ ไม่ใช่ประชาชนในชนบท อย่างที่เข้าใจกัน

นอกจากนั้น จากสถิติที่คณะกรรมการการเลือกตั้งฟิลิปปินส์ได้มานั้น ดูเตร์เต ยังได้รับการสนับสนุนจาก ผู้นำและสมาชิกกลุ่มนิกาย Iglesia Nicritos ที่ประกาศสนับสนุนเขาเต็มที่ ขณะที่นิกายนี้มีสมาชิกนับ 3 ล้านคน รวมถึงชาวฟิลิปปินส์ที่นับถือศาสนาอิสลาม และคริสต์

ส่วนที่เหลือเชื่อกว่านั้น คือ กลุ่มคนที่เลือก ดูเตร์เต มากที่สุด อยู่ในช่วงอายุ 18-24 ปี รองลงมา อายุ 25-34 ปี จบการศึกษามหาวิทยาลัยขึ้นไป ซึ่งถือเป็นชนชั้นสูงมีความรู้หน้าที่การงานที่ดี ระดับ A B C ของประเทศ อีกทั้ง มีผู้ชายที่เลือกดูเตร์เต มากกว่าผู้หญิง

จุ่มหมึก เลือกตั้งเสร็จสิ้นเรียบร้อย

* ชนะใจชาวตากาล็อก จากนโยบายก่อนถึงวันเลือกตั้ง

สำหรับสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ นายดูเตร์เต ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของฟิลิปปินส์นั้น นอกเหนือจากผลงานจากการเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาแล้ว ดูเตร์เต ยังชูนโยบาย ที่เอาจริงเอาจังในการปราบปรามผู้ทุจริต กวาดล้างแก้ปัญหาอาชญากรรม และยาเสพติด ซึ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบและอยากให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากชาติบ้านเมือง

* ดูเตร์เต เริ่มจากไม่มี คะแนนนิยมเลย จนชนะเลือกตั้งได้ยังไง?

สิ่งที่น่าเป็นกรณีศึกษาอย่างยิ่ง สำหรับชัยชนะของดูเตร์เต ก็คือ เขาเริ่มจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ที่ไม่มีคะแนนนิยมในระดับประเทศเลย (มีผู้สมัครชิงประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คราวนี้มากถึงประมาณ 140 คน แต่สุดท้าย คุณสมบัติผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการเลือกตั้ง จนเหลือผู้ที่สามารถจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ได้แค่ 6 คนเท่านั้น)

กลยุทธ์ในการหาเสียงของดูเตร์เต ใช้วิธีหาผู้วางแผนกลยุทธ์ในการหาเสียงจากภาคประชาสังคม (ทีมของอดีตประธานาธิบดีฟิเดล รามอส ช่วยในเรื่องงานวิชาการ) และใช้กลยุทธ์มวลชน แบบเหมา เจ๋อ ตง พบปะประชาชนสอบถามความต้องการ และสร้างนโยบาย

ดูเตร์เต มีอาสาสมัครจำนวนมากมาช่วยรณรงค์หาเสียง ทั้งพิมพ์เสื้อยืด แก้วน้ำ ใบปลิว ป้ายไวนิล หรือสติกเกอร์ เพื่อให้ติดหูติดตาผู้คนมากที่สุด พร้อมทั้งยังใช้ ตัวอักษร ‘DU30’มาเขียนแทนชื่อ ดูเตร์เต จนตอนแรก คนทั่วไปคงงงงวยว่า ตัวเลข 30 มาเกี่ยวข้องอะไรกับ ดูเตร์เต ก่อนจะถึงบางอ้อว่าเป็นการเล่นคำพ้องเสียง เพราะคำว่า เธอร์ตี้ (Thirty) ซึ่งหมายถึง 30 นั้นออกเสียงใกล้เคียงกับ ‘เตร์เต’ นั่นเอง สุดท้าย เมื่อสามารถดึงมวลชนมาสนับสนุนได้จำนวนมากแล้ว การที่ ดูเตร์เต คว้าชัยชนะได้เป็นประธานาธิบดี ย่อมเป็นชัยชนะของประชาชนด้วยเช่นกัน

สติกเกอร์หาเสียง ‘DU-30’

*คำถามที่หลายคนอยากรู้ อนาคตของฟิลิปปินส์ภายใต้รัฐบาลดูเตร์เต จะเป็นเช่นไร?

แน่นอนว่า อนาคตของฟิลิปปินส์ คงเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะดีขึ้น เสมอตัว หรือแย่ลง แต่จากการที่อย่างน้อย ในเบื้องต้น ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือก ดูเตร์เต ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศแล้ว ย่อมมีความไว้วางใจที่จะฝากประเทศชาติไว้กับเขา และเชื่อว่าดูเตร์เตจะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาต่างๆ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้บังเกิดขึ้น

และ ท้ายที่สุดแล้ว ชาวฟิลิปปินส์เอง ย่อมจะเป็นผู้ตัดสินผลงานการบริหารประเทศของประธานาธิบดีคนใหม่ ว่า ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนกับรัฐบาลที่ผ่านมา รวมทั้งนำสิ่งที่พวกเขาใช้พิจารณาในการตัดสินใจเลือกผู้นำในครั้งนี้ มาเป็นบทเรียนในการเลือกผู้นำประเทศคนต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีก 6 ปี ข้างหน้า…