‘ฟาน เดอ เบลเลิน’ ชนะเลือกตั้ง ปธน.ออสเตรีย แซงคู่แข่งขวาจัดเฉียดฉิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624722

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2559 03:20

 

(ภาพ: AFP)

อเล็กซานเดอร์ ฟาน เดอ เบลเลิน อดีตหัวหน้าพรรคกรีน คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรีย โดยมีคะแนนมากกว่าคู่แข่งฝ่ายขวาจัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อเล็กซานเดอร์ ฟาน เดอ เบลเลิน ศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์ และอดีตหัวหน้าพรรคกรีน วัย 72 ปี คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรีย โดยมีคะแนนเหนือกว่าคู่แข่งสำคัญอย่าง นายนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ นักการเมืองขวาจัดจากพรรคเสรีภาพแห่งออสเตรีย (เอฟพีโอ) เพียงประมาณ 30,000 เสียงเท่านั้น

หลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลงในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผลการนับคะแนนเบื้องต้นพบว่า นายโฮเฟอร์ มีคะแนนนำ นายฟาน เดอ เบลเลิน เล็กน้อย แต่หลังจากการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ ซึ่งมีประมาณ 700,000 ใบสิ้นสุดลงในวันจันทร์ ผลปรากฏว่า นายฟาน เดอ เบลเลิน เป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนนโหวต 2,254,484 เสียง ต่อ 2,223,458 เสียง หรือ 50.3% ต่อ 49.7%

นายฟาน เดอ เบลเลิน ซึ่งเป็นผู้สมัครอิสระ กล่าวหลังจากได้รับชัยชนะว่า เขายอมรับว่าชาวออสเตรียจำนวนมากมีมุมมองต่างกัน และบางคนรู้สึกโกรธ แต่ประชาชนสามารถที่จะแตกต่าง ทว่ายังปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพได้

นอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ (ภาพ: AFP)

ทั้งนี้ ชัยชนะของ นายฟาน เดอ เบลเลิน เท่ากับเป็นการดับฝันของ นายโฮเฟอร์ ที่จะได้กลายเป็นประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายขวาจัดคนแรกในสหภาพยุโรป โดยเขาโพสต์ข้อความยอมรับความพ่ายแพ้ลงบนเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า “แน่นอน วันนี้เป็นวันที่น่าเศร้า ผมอยากดูแลประเทศที่ยอดเยี่ยมของเราให้พวกคุณในฐานะประธานาธิบดี” เขากล่าวด้วยว่า “ความพยายามในการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า แต่จะเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต”

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ออกมาสูสีเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดฝ่ายขวาจัดกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่เพียงแต่ในออสเตรีย แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป ตั้งแต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฮังการี และ โปแลนด์ ซึ่งนักการเมืองฝ่ายขวามีอิทธิพลแล้ว ไปจนถึง ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ที่นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวากำลังมีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็นก่อนมีการเลือกตั้งแห่งชาติในปีหน้า โดยเป็นผลจากความไม่พอใจในมาตรการรับผู้อพยพและปัญหาเศรษฐกิจ

ก่อนหน้านี้ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีออสเตรีย นายฟาน เดอ เบลเลิน กล่าวว่า เขาไม่อยากให้ชาวออสเตรียได้ผู้สนับสนุนประชานิยมขวาจัดที่มีอุดมการณ์รวมกลุ่มเยอรมัน เป็นผู้นำ ด้านนายมานูเอล วาลส์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ระบุผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ในวันจันทร์ว่า “โล่งอกที่ชาวออสเตรียปฏิเสธประชานิยมและคตินิยมสุดโต่ง ทุกคนในยุโรปต้องดูเรื่องนี้เป็นบทเรียน”

นายกฯ อิรัก ประกาศเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองฟัลลูจาจากไอซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624670

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2559 01:45

 

(ภาพ: REUTERS)

นายกรัฐมนตรีอิรัก ประกาศเริ่มการปฏิบัติการยึดคืน เมืองฟัลลูจา เมืองเอกของจังหวัดอันบาร์ ทางตะวันตกของประเทศแล้วในวันจันทร์…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ไฮเดอร์ อัล-อาบาดี แห่งประเทศอิรัก ออกแถลงการณ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. ประกาศเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองฟัลลูจา เมืองเอกของจังหวัดอันบาร์ ทางตะวันตกของประเทศ คืนจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)

นายอาบาดี ระบุในการแถลงซึ่งเกิดขึ้นที่กองบัญชาการปฏิบัติการร่วม ในกรุงแบกแดด ว่า กองกำลังพิเศษ, ทหาร, ตำรวจ, กองกำลังติดอาวุธ และนักรบชนเผ่าฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล จะเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ ขณะที่กองกำลังความมั่นคงจะเตรียมเส้นทางที่ปลอดภัยให้ประชาชนในเมืองฟัลลูจาออกจากเมือง ในระหว่างดำเนินปฏิบัติการยึดคืนเมือง

ทั้งนี้ คำประกาศเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองฟัลลูจาของ นายกฯ อาบาดี เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากโฆษกกองทัพอิรัก เรียกร้องผ่านโทรทัศน์ ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองเอกของจังหวัดอันบาร์แห่งนี้ เดินทางออกจากเมือง เพราะปฏิบัติการเพื่อปลดปล่อยเมืองฟัลลูจาจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ส่วนผู้ที่อพยพไม่ได้ให้ปักธงขาวไว้เหนือที่อยู่ของพวกเขา และอยู่ให้ห่างจากฐานที่มั่นและจุดรวมพลของกลุ่มไอซิส

ก่อนหน้านี้เมื่อวันเสาร์ กองกำลังความมั่นคงอิรัก และกลุ่มติดอาวุธ ‘กองกำลังขับเคลื่อนประชาชน’ (พีเอ็มเอฟ) ช่วยอพยพชาวเมืองฟัลลูจาราว 30 ครอบครัวออกจากเมืองได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการปฏิบัติการร่วมเตือนว่า มีประชาชนมากถึง 10,000 คนในเมืองแห่งนี้ที่ต้องอพยพ

อนึ่ง เมืองฟัลลูจา ตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มไอซิส นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2014 และหากรัฐบาลอิรักสามารถยึดเมืองนี้กลับคืนมาได้ ก็จะทำให้พวกเขามีเส้นทางส่งกำลังหนุนสำหรับปฏิบัติการยึดคืนเมืองโมซูล เมืองใหญ่อันดับ 2 ทางเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ได้

แกนนำตาลีบันจัดประชุมเลือกหัวหน้าใหญ่คนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624663

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ค. 2559 01:10

 

(ภาพ: REUTERS)

บรรดาแกนนำของกลุ่มก่อการร้าย ตาลีบัน ในอัฟกานิสถาน จัดการประชุมเพื่อเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ แทนนาย มุลเลาะห์ มานซูร์ ซึ่งมีข่าวว่าเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของ สหรัฐฯ…

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานว่า แกนนำของกลุ่มก่อการร้าย ตาลีบัน ในอัฟกานิสถาน จัดการประชุมในวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. เพื่อกำหนดตัวผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของกลุ่ม แทนที่ นายมุลเลาะห์ อัคห์ตาร์ มานซูร์ ซึ่งมีข่าวว่าเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในปากีสถาน เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยทางการอัฟกานิสถาน และ รอยเตอร์ส ระบุว่า จนถึงตอนนี้ กลุ่มตาลีบันยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับชะตากรรมของ นายมานซูร์ แต่สมาชิกอาวุโสของกลุ่มยืนยันว่า สภาผู้นำ หรือ ‘ชูรา’ ของพวกเขา จัดการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับผู้สืบทอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความแตกแยกภายในกลุ่ม

ทั้งนี้ ทางการอัฟกานิสถานยืนยันในวันอาทิตย์ว่า นายมานซูร์ ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่เขตดัลบานดี ของจังหวัดบาโลคิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถาน ติดชายแดนอัฟกัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ซึ่งยืนยันว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ให้อำนาจกองทัพออกปฏิบัติการโจมตี นายมานซูร์ ที่เมืองอาห์หมัด วาล ในวันเสาร์ ยังไม่ยืนยันการเสียชีวิตของผู้นำตาลีบันรายนี้

ขณะเดียวกัน ทางการปากีสถานยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เปิดเผยว่า มีการพบหนังสือเดินทางของบุคคลชื่อ วาลี มูฮัมหมัด พร้อมวีซ่าสำหรับเดินทางไปประเทศอิหร่าน ใกล้จุดที่ถูกสหรัฐฯ โจมตี และเชื่อว่าหนังสือเดินทางนี้เป็นของนายมานซูร์

ด้าน ประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศเวียดนาม ยืนยันการเสียชีวิตของ นายมานซูร์ และกล่าวย้ำว่า ปฏิบัติการโจมตี นายมานซูร์ ไม่ได้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน รวมทั้งการกลับไปต่อสู้ในอัฟกานิสถานอีกครั้งด้วย

เวียดนามเฮ! โอบามายกเลิกห้ามขายอาวุธ ปูทางกระชับสัมพันธ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624654

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 23:50

 

(ภาพ: AP)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการห้ามขายอาวุธให้แก่เวียดนามแล้วในวันจันทร์ ท่ามกลางความตึงเครียดเกี่ยวกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่เพิ่มสูงขึ้น…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศยกเลิกมาตรการห้ามขายอาวุธให้แก่เวียดนาม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. หลังจากบังคับใช้มานานหลายสิบปี โดยถูกมองว่าเป็นความพยายามเพื่อเสริมกำลังให้แก่เวียดนามเพื่อรับมือกับความแข็งกร้าวของจีนในข้อพิพาททะเลจีนใต้

นายโอบามา ประกาศเรื่องการยกเลิกมาตรการห้ามขายอาวุธแก่เวียดนามโดยสมบูรณ์ ในงานแถลงข่าวในกรุงฮานอย ร่วมกับประธานาธิบดี เจิ่น ดั่ย กวาง แห่งเวียดนาม โดยนายโอบามาระบุด้วยว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นปูทางสู่การทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนามกลับไปอยู่ในระดับปกติ และกำจัดร่องรอยที่เหลือของสงครามเย็น

ทั้งนี้ มาตรการห้ามขายอาวุธให้แก่เวียดนามของสหรัฐฯ ถูกบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 1984 ก่อนที่สหรัฐฯ จะผ่อนคลายมาตรการบางส่วนในปี 2014 แต่เวียดนามผลักดันให้มีการยกเลิกมาตรการนี้โดยสมบูรณ์มาตลอด ในระหว่างที่พวกเขาพยายามรับมือการอ้างสิทธิ์ครอบครองดินแดนต่างๆ และก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหารในทะเลจีนใต้

อย่างไรก็ตาม โอบามา ยืนยันว่า การยกเลิกการห้ามอาวุธครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ต่อประเทศจีน และการขายอาวุธยังจำเป็นต้องเป็นไปตามข้อจำกัดต่างๆ ซึ่งรวมถึงเรื่อที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่ความเปลี่ยนแปลงนี้จะรับประกันว่า เวียดนามจะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่พวกเขาต้องการเพื่อป้องกันตนเองได้

อินเดียเจ๋งมาก! ส่งกระสวยอวกาศขนาดเล็ก สู่ชั้นบรรยากาศโลกครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624603

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 19:04

 

อินเดียเดินหน้าอีกก้าวในโครงการบุกอวกาศ…ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการส่งกระสวยอวกาศแบบใช้ซ้ำ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกเป็นครั้งแรก ก่อนจะตกลงทะเลที่อ่าวเบงกอล

เมื่อ 23 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานครึกโครมว่า นักวิทยาศาสตร์อินเดียประจำองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย หรือ อิสโร (ISRO) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการส่งกระสวยอวกาศไร้คนขับ ที่สามารถใช้งานได้ซ้ำ (Reusable Launch Vehicle (RLV-TD) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกเป็นครั้งแรก เมื่อวันจันทร์ที่ 23 พ.ค. จากศูนย์อวกาศสาธิช ดาวัน เมืองศรีฮาริโกตา ในรัฐอานธรประเทศ และได้พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนจะตกลงมาสู่โลก โดยลงในทะเลท่ีอ่าวเบงกอล

เว็บไซต์ เดอะฮินดู รายงานกระสวยอวกาศ RLV-TD ซึ่งมีน้ำหนัก 1.75 ตันนั้น ได้ถูกยิงขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศโลก เหนือพื้นโลกประมาณ 20 กิโลเมตร จากนั้นก็เริ่มจะตกกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ด้วยความเร็วเหนือเสียง และตกลงทะเล ระหว่างเกาะเชนไน และอันดามัน ในอ่าวเบงกอล โดยจุดประสงค์ในการส่งกระสวยอากาศครั้งแรกของอินเดีย ซึ่งใช้ระยะเวลาตั้งแต่ถูกยิงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและตกสู่โลกรวม 10 นาทีนี้ เพื่อต้องการเก็บข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเร็วเหนือเสียง และการลงจอดโดยอัตโนมัติของกระสวยอวกาศ

โฆษกประจำองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย กล่าวว่า ความสำเร็จของการส่งกระสวยอวกาศ RLV-TD ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่อิสโรใช้เวลา 5 ปี และใช้เงินไปประมาณ 1 พันล้านรูปี หรือ 14 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 490 ล้านบาท) นั้น ถือเป็นก้าวแรกมากๆของการพัฒนาไปสู่การสร้างกระสวยอวกาศที่สามารถใช้งานได้ซ้ำ ขณะที่ด้านนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ได้ชื่นชมความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้

เตรียมยิง

ประสบความสำเร็จงดงาม

ด้านบีบีซีรายงานว่า การส่งกระสวยอากาศแบบใช้งานได้ซ้ำของอินเดียในครั้งนี้ ถือเป็นการกระโดดเข้าร่วมในการแข่งขันการพัฒนาสร้างกระสวยอวกาศ เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ยุโรป และรัสเซีย หลังจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ยุติโครงการสร้างกระสวยอวกาศตั้งแต่ปี 2554.

สลด! ระเบิด 7 จุด ถล่มซีเรีย ใกล้ฐานทัพรัสเซีย ดับอนาถเกิน 100 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624563

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 17:20

 

เกิดเหตุระเบิดสะเทือนขวัญถึง 7 จุด ที่ 2 เมืองในจังหวัด ลาตาเกีย ของซีเรีย ใกล้ฐานทัพรัสเซีย ดับอนาถกว่า 100 ศพ คนร้ายมีทั้งโจมตีด้วย คาร์บอมบ์ และมือระเบิดพลีชีพ

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุระเบิดร้ายแรงถึง 7 จุด ถล่มเป้าหมายหลายแห่งในเมืองชายฝั่งทะเล จาเบลห์ และตาร์ตูส จังหวัดลาตาเกีย ประเทศซีเรีย ใกล้กับที่ตั้งของฐานทัพรัสเซีย ทั้งฐานทัพอากาศไคมิม และฐานทัพเรือตาร์ตูส เมื่อวันที่ 23 พ.ค. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน่าสะเทือนใจมากกว่า 100 ราย

เว็บไซต์ อาร์ที แจ้งว่า มีรายงานว่า เหตุระเบิด 3 จุดที่เมืองตาร์ตูส เกิดขึ้นบริเวณย่านที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยเหตุระเบิดจุดหนึ่ง คนร้ายใช้การก่อเหตุโจมตีแบบคาร์บอมบ์ ด้วยการซุกซ่อนระเบิดไว้ในรถยนต์ ส่วนเหตุระเบิดอีกจุดหนึ่ง ใช้วิธีส่งมือระเบิดพลีชีพไปก่อเหตุ

เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ ที่เมืองตาร์ตูส เมื่อ 23พ.ค.59

หลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุดโจมตีเมืองจาเบลห์และตาร์ตูสไม่นานนัก กลุ่มนักรบญีฮัด ‘อาห์ราร์ อัช-ชาม อัล อิสลามิยา’ ออกมาอ้างความรับผิดชอบอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดที่เมืองจาเบลห์ และตาร์ตูส

เว็บไซต์ อาร์ทียังแจ้งด้วยว่า ทั้งเมืองจาเบลห์และตาร์ตูส อยู่ใกล้กับฐานที่ตั้งกองกำลังรัสเซียในซีเรีย ที่มาช่วยในปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด โดยเมืองท่าตาร์ตูส ยังเป็นเมืองท่าที่กองทัพเรือรัสเซียใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยุทโธปกรณ์ทางทหารมายังซีเรีย เป็นเวลาหลายปีแล้ว

ช็อก! โทมิตะ ไอดอลสาวชื่อดังญี่ปุ่น โคม่า โดนแฟนคลับกระหน่ำแทง 20 แผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624487

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 15:21

 

(ภาพจากทวิตเตอร์ @Tomitamayu)

สุดช็อก…มายู โทมิตะ ไอดอลสาวชาวญี่ปุ่น แห่งวงเซเคร็ต เกิร์ลส์ อาการโคม่า หลังถูกแฟนคลับหนุ่มใช้มีดกระหน่ำแทงเข้าที่คอและหน้าอกถึง 20 แผล ที่สถานีรถไฟในกรุงโตเกียว

เมื่อ 23 พ.ค. สื่อท้องถิ่นในญี่ปุ่นรายงานข่าว เกิดเหตุร้ายแรงคาดไม่ถึงเมื่อ มายู โทมิตะ ไอดอลสาวชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปี แห่งวงเกิร์ลกรุ๊ป ‘เซเคร็ต เกิร์ลส์’ (Secret Girls) ถูกแฟนคลับหนุ่มที่ชอบติดตามเธอ ใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณลำคอและหน้าอกถึงกว่า 20 แผล ที่เขตโคงาเนอิ ทางตะวันตกของกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้โทมิตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการโคม่า และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้จุดเกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยขณะนี้เธอยังไม่รู้สึกตัว

ตำรวจญี่ปุ่นเปิดเผยกับนักข่าวว่า หลังเกิดเหตุร้ายกับไอดอลสาว ตำรวจได้จับกุมนายโทโมฮิโร อิวาซากิ วัย 27 ปี หลังจากมีพยานหลายคนชี้ว่าเขาเป็นคนใช้มีดทำร้ายโทมิตะ ที่สถานีรถไฟมูซาชิ-โคงาเนอิ และต่อมา นายอิวาซากิได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาได้ใช้มีดแทงโทมิตะจริง โดยแหล่งข่าวในสำนักงานตำรวจกรุงโตเกียว ยังเผยว่า สาเหตุที่นายอิวาซากิใช้มีดแทงโทมิตะ เพราะไม่พอใจที่เธอคืนของขวัญเขาที่เขามอบให้ โดยไม่ยอมอธิบายหรือชี้แจงใดๆกับเขา เลย

ภาพจากทวิตเตอร์ @Tomitamayu : มายู โทมิตะ

เจแปนไทม์ส รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรจได้ไปยังที่เกิดเหตุ หลังได้รับแจ้งเหตุร้าย โดยพบมีดเปื้อนเลือด และนายอิวาซากิยืนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น โดยเขายอมรับว่าใช้มีดแทงโทมิตะ ขณะที่แหล่งข่าวเผยว่า ตำรวจเตรียมจะจับกุมนายอิวาซากิในข้อหาพยายามฆ่า

ทั้งนี้ โทมิตะ มีกำหนดจะขึ้นโชว์ร้องเพลงในคืนวันที่เกิดเหตุ ที่อาคารโคงาเนอิ ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟมูซาชิ-โคงาเนอิ ประมาณ 300 เมตรเท่านั้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงโตเกียวชี้ว่า โทมิตะ อาจตกเป็นเหยื่อของคนที่ชอบติดตามคนดัง โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โทมิตะเพิ่งไปแจ้งตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวว่า เธอถูกชายชื่อ อิวาซากิ คอยติดตาม ทั้งส่งข้อความมากมายผ่านบล็อกและทวิตเตอร์ของเธอ

ก่อนหน้านี้ เคยมีเหตุร้าย มีชายหนุ่มทำร้ายไอดอลสาวญี่ปุ่นมาแล้ว และครั้งนั้นเกิดขึ่้นในงานจับมือของวงไอดอลสุตฮิต AKB48  โดยสมาชิก 2 คนของ ‘AKB48’ วงไอดอลหญิงล้วนของญี่ปุ่น ได้แก่ คาวาเอะ รินะ และ อิริยามะ แอนนา รวมถึงพนักงานอีก 1 คน ถูกชายคนหนึ่งใช้เลื่อยขนาดเล็กทำร้ายกลางงานจับมือ ที่จังหวัดอิวาเตะ ได้รับบาดเจ็บที่มือ.

ช็อก! สมาชิกวง ‘AKB48’ ถูกมือเลื่อยทำร้ายกลางงานจับมือ

2 นักปีนเขาดับสลด บนยอดเอเวอเรสต์ ล้มป่วยอีก 30 สูญหาย 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624453

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 14:32

 

สลด…2 นักปีนเขาชาวดัตช์และออสเตรเลีย เสียชีวิตขณะปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ขณะที่ มีนักปีนเขาชาวอินเดียอีก 2 คน กำลังหายสาบสูญ และนักปีนเขาอีก 30 คนเกิดล้มป่วย

เมื่อวันที่ 23 พ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเกิดเหตุนักปีนเขาเอเวอเรสต์ อีกประมาณ 30 ราย ได้ล้มป่วยจากภาวะเนื้อเยื่อถูกทำลายเพราะความเย็นจัด หลังจากก่อนหน้านี้ มีนักปีนเขาเอเวอเรสต์ เสียชีวิตไปแล้วถึง 2 ราย คือ นายเอริค แอรีย์ อาร์โนลด์ นักปีนเขาชาวเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พ.ค.หลังจากปีนไปถึงยอดเขา และมาเรีย สตรีดอม นักปีนเขาหญิงชาวออสเตรเลีย วัย 34 เสียชีวิตเมื่อ 21 พ.ค. ขณะลงจากยอดเขา ด้วยอาการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวในภาวะที่มีออกซิเจนน้อยบนที่สูงได้ ซึ่งถือเป็นนักปีนเขา 2 รายแรก ที่เสียชีวิตในฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ปีนี้

บีบีซี รายงานด้วยว่า ได้รับรายงาน มีนักปีนเขาชาวอินเดีย 2 คน ได้หายไปขณะปีนเขาถึงบริเวณที่เรียกว่า ‘เขตมรณะ’ หรือ เดธ โซน ซึ่งอยู่ใกล้กับยอดเขาเอเวอเรสต์ด้วยตั้งแต่วันเสาร์ที่ 21 พ.ค.

ข่าวแจ้งว่า ถึงแม้นักปีนเขารู้ดีถึงอันตรายจากการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ แต่ยังคงมีนักปีนเขาจำนวนมากหลั่งไหลมาเมื่อถึงฤดูปีนเขาเอเวอเรสต์ โดยหลังจากทางการเนปาลได้เปิดให้นักปีนเขาเข้ามาปีนยอดเขาเอเวอเรสต์อีกครั้ง ได้ตั้งแต่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา มีนักปีนเขาสามารถปีนถึงยอดเขาเอเวอเรสต์แล้วเกือบ 400 คน

ปธน.โอบามาเยือนเวียดนาม กระชับสัมพันธ์ หาทางเลิกห้ามขายอาวุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624394

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ค. 2559 12:51

 

ประธานาธิบดีโอบามา แห่งสหรัฐฯ เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ หวังสานสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นมากขึ้น และหารือเกี่ยวกับการยกเลิกข้อห้ามไม่ให้สหรัฐฯขายอาวุธให้แก่เวียดนาม

เมื่อ 23 พ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. โดยมีประธานาธิบดีเจิ่น ดั่ย กวาง ประมุขแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามให้การต้อนรับ จนนับเป็นผู้นำสหรัฐฯคนที่ 3 ที่มาเยือนเวียดนามในขณะดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยบีบีซี แจ้งว่า การมาเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโอบามา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯก็พยายามจะสร้างสัมพันธไมตรีเสาะหาพันธมิตรใหม่ในประเทศแถบแปซิฟิกด้วย

ขณะเดียวกัน คาดว่าระหว่างเยือนเวียดนามนั้น ประธานาธิบดีโอบามาจะพบหารือกับชาวเวียดนามที่ต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งพยายามจะสลายอุปสรรคของการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) นำโดยสหรัฐฯ และญี่ปุ่น เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่เวียดนามเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศที่เป็นสมาชิกของ TPP แล้ว

รับมอบช่อดอกไม้ต้อนรับ ขณะเดินทางมาถึงท่าอากาศยานแห่งชาติในกรุงฮานอยเมื่อคืนวันที่ 22 พ.ค.

ด้านนายเบน โรเดส รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีโอบามา เปิดเผยว่า การมาเยือนเวียดนามของโอบามา เพื่อต้องการหารือเกี่ยวกับการยกเลิกข้อห้ามไม่ให้สหรัฐฯ ขายอาวุธให้แก่เวียดนามด้วย

ประธานาธิบดีเจิ่น ดั่ย กวาง แห่งเวียดนาม ให้การต้อนรับประธานาธิบดีโอบามามาเยือนเวียดนาม

ประธานาธิบดีโอบามา นำคณะรัฐมนตรีร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ทางการเวียดนาม

ข่าวแจ้งว่า หลังจากประธานาธิบดีโอบามาเสร็จสิ้นการเยือนเวียดนามแล้ว จะเดินทางต่อไปยังญี่ปุ่น เพื่อร่วมการประชุมกลุ่มประเทศชาติอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 7 ประเทศ หรือกลุ่มจี 7 และโอบามาจะเป็นผู้นำสหรัฐฯคนแรกที่มายังเมืองฮิโรชิมา หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ เมื่อปลายสงครามสงครามโลกครั้งที่ 2 ในวันที่ 6 และ 8 ส.ค. 2488 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตที่เมืองฮิโรชิมา 140,000 คน และที่เมืองนางาซากิ 80,000 คน จนทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในอีก 6 วันต่อมา

เรือดำน้ำอียิปต์ร่วมหากล่องดำ MS804

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/624183

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 พ.ค. 2559 06:00

 

(ภาพ: REUTERS)

ประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ เอล-ซีซี ของอียิปต์ ออกแถลงการณ์เมื่อ 22 พ.ค.ซึ่งเป็นการแถลงต่อสาธารณะครั้งแรกนับแต่เกิดเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินอียิปต์แอร์เที่ยวบินเอ็มเอส 804 สูญหายและร่วงลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนขณะบินจากกรุงปารีสของฝรั่งเศสมาที่กรุงไคโรของอียิปต์พร้อมคนบนเครื่อง 66 คนรวมทั้งชาวอียิปต์ 30 คนและฝรั่งเศส 15 คนเมื่อเช้าตรู่วันที่ 19 พ.ค.

ประธานาธิบดีอียิปต์ระบุว่า การสอบสวนหาสาเหตุการตกอาจใช้เวลานานและมีความเป็นไปได้ทุกประเด็น ขณะนี้เรือดำน้ำของกระทรวงน้ำมันอียิปต์ที่สามารถปฏิบัติการใต้ผิวน้ำได้ลึก 3,000 เมตร ได้แล่นมุ่งหน้าไปร่วมค้นหากล่องดำทั้งสองกล่อง คือกล่องบันทึกเสียงในห้องนักบินและกล่องบันทึกข้อมูลการบินในบริเวณทะเลที่ค้นพบชิ้นส่วนมนุษย์และซากเครื่องบินในทะเล ห่างเมืองอเล็กซานเดรียของอียิปต์ไปทางเหนือราว 290 กม. พร้อมขอบคุณนานาชาติที่ร่วมปฏิบัติการค้นหาซากเครื่องบินที่ตกด้วย

ก่อนหน้านี้ทีมสอบสวนของฝรั่งเศสระบุว่า ก่อนหายจากจอเรดาร์ประมาณ 3 นาที เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินเอ็มเอส 804 ได้ส่งสัญญาณเตือนหลายระลอกบ่งชี้ว่ามีกลุ่มควันในหลายจุดของห้องนักบินแต่ก็บอกชัดไม่ได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดกลุ่มควันหรือไฟดังกล่าว แต่ก็ถือเป็นเบาะแสแรกๆ ที่รู้ก่อนเครื่องบินตก.