แอร์ฯสาวอินเดีย เหยื่อบึมบรัสเซลส์ เผย ‘ภาพข่าวช่วยชีวิตเธอไว้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616912

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2559 22:15

 

แอร์โฮสเตสชาวอินเดีย หนึ่งในเหยื่อเหตุระเบิด สนามบินซาเวนเทม กรุงบรัสเซลส์ เผยกับสื่อเบลเยียม ยอมรับว่า ภาพของตัวเองที่ถูกสื่อเผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้คนจากทั่วโลกที่ส่งกำลังใจมาให้ จนเธอสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้…

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม รายงานว่า นิธิ ชาฟคาร์ แอร์โฮสเตสชาวอินเดีย วัย 42 ปี ประจำสายการบินเจ็ตแอร์เวย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อระเบิดสนามบินซาเวนเทม ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันอังคารที่ 22 มีนาคม 59 ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เฮทลาสท์นิวส์ (Het Laatste Nieuws) ของเบลเยียม ยอมรับว่า ภาพของเธอที่นั่งบนเก้าอี้ในสภาพตื่นตระหนก ตกใจสุดขีด ภายหลังเกิดเหตุระเบิดและได้สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก ได้ช่วยชีวิตเธอไว้

นิธิ ชาฟคาร์ เล่าว่า เธอได้เดินทางกลับประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพื่อพบกับบุตรวัย 11 และ 14 ปี ซึ่งเธอดีใจมากที่ได้เดินทางกลับบ้านไปกอดลูกๆ หลังจากที่พักรักษาตัวอยู่ที่เบลเยียม โดยอยู่ในอาการโคม่าเป็นเวลาถึง 22 วันหลังเหตุระเบิด เธอรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลโลเวอร์วาล ซึ่งเป็นศูนย์รักษาผู้ป่วยจากไฟไหม้ และน้ำร้อนลวก เธอต้องตกอยู่ในสภาพที่ทนทุกข์ทรมานหลังเหตุการณ์วันที่ 22 มีนาคม แพทย์พบตะปูอยู่หลังตาของเธอและเธอมีแผลถูกไฟไหม้ตามร่างกายหลายแห่ง

นอกจากนั้น นิธิ ชาฟคาร์ ยังได้รับการผ่าตัดถึง 8 ครั้ง และขาเธอก็หักหลายแห่งด้วย โชคดีที่สามีของเธอมาอยู่เฝ้าดูแลเคียงข้างเธอตลอดเวลา นอกจากนั้น ในช่วงเวลาที่เธอรักษาตัวอยู่ เธอก็ได้รับกำลังใจจากผู้ที่ได้เห็นภาพของเธอทั่วทุกมุมโลกที่มีส่วนสำคัญยิ่ง

“ภาพนี้ได้ช่วยชีวิตของฉันอย่างแท้จริง ผู้คนจากทั่วโลกที่ส่งกำลังใจมาให้ฉันในช่วงเวลาของความทุกข์ยาก พวกเขาช่วยสวดมนต์ให้ฉัน” แอร์โฮสเตสสาวที่รอดชีวิตจากการได้รับกำลังใจจากผู้คนทั่วโลก กล่าว ทั้งนี้ นิธิ ชาฟคาร์ รู้สึกสำนึกในบุญคุณของแพทย์และพยาบาลที่ให้การดูแลรักษาเธอเป็นอย่างดี เธอกลับไปพักอาศัยอยู่ที่เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และได้ตั้งความหวังที่จะกลับมาเบลเยียมอีกครั้งเพื่อพบกับบรรดาแพทย์และ พยาบาลที่ช่วยชีวิตเธอ

มะกันรวบตำรวจปืนโหด ฐานฆ่าเมีย-กราดยิงห้างฯ 2 แห่ง ดับ 2 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616642

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2559 06:30

 

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ จับกุมตำรวจนายหนึ่งในฐานะผู้ต้องสงสัยฆ่าภรรยา และกราดยิงหน้าห้างสรรพสินค้า 2 แห่งในรัฐแมรีแลนด์ จนมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ จับกุมตำรวจนายหนึ่ง หลังเกิดเหตุยิงกันที่ห้างสรรพสินค้า 2 แห่งในรัฐแมรีแลนด์ ใกล้กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ค. ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 3 คน โดยตำรวจนายนี้กำลังถูกตามล่าตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยยิงภรรยาซึ่งมีเรื่องระหองระแหงกัน จนเสียชีวิตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาด้วย

ผู้ต้องสงสัยมีชื่อว่า ยูลาลิโอ ตอร์ดิล อายุ 62 ปี เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดหน่วยป้องกันรัฐบาลกลาง (Federal Protection Services: FPS) ซึ่งมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อาคารรัฐบาลต่างๆ ของสหรัฐฯ

สำนักงานตำรวจเขต พรินซ์ จอร์จ เคาน์ตี เปิดเผยว่า การกราดยิงของนายตอร์ดิล เริ่มขึ้นในช่วงเย็นวันพฤหัสบดี โดยเขาบุกเข้าหา นางเกรดีส์ ตอร์ดิล ภรรยาผู้เป็นอาจารย์สอนวิชาเคมี ซึ่งกำลังรอรับลูกสาวอยู่ในรถ หน้าโรงเรียนมัธยม ‘ไฮ พอยต์’ ในเมืองเบลต์สวิลล์ โดยยิงคนที่เดินผ่านไปมาซึ่งพยายามจะเข้ามาช่วยจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะหันไปกระหน่ำยิงภรรยาจนเสียชีวิต และหลบหนีจากที่เกิดเหตุ

ในระหว่างที่ตำรวจกำลังตามล่าตัวคนร้ายอยู่นั้น นายตอร์ดิล ก็ก่อเหตุยิงคนอีก 3 คนที่หน้าห้างสรรพสินค้า ‘เวสต์ฟิลด์ มอนต์โกเมอรี’ ในเมืองเบเธสดา ในเวลาประมาณ 11.00 น. วันศุกร์ ตามเวลาท้องถิ่น

แดร์รีล แม็คสเวน ผู้ช่วยผู้บังคับการตำรวจเขต มอนต์โกเมอรี เคาน์ตี ระบุว่า มือปืนยิงชายคนหนึ่ง และยิงคนอีก 2 คนที่พยายามเข้ามาช่วย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บหนักอาการอยู่ในขั้นวิกฤติอีก 1 คน ส่วนผู้เคราะห์ร้ายอีกคนเป็นผู้หญิงได้รับบาดเจ็บระดับที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเหยื่อรู้จักกับคนร้าย

และจากนั้นไม่ถึงชั่วโมง มือปืนรายนี้ก็ก่อเหตุยิงผู้หญิง 1 คนจนเสียชีวิต ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ‘ไจแอนท์ ฟูด’ ในเมืองแอสเพน ฮิลล์ ซึ่งห่างจากห้างฯ เวสต์ฟิลด์ มอนต์โกเมอรี ราว 5 ไมล์ ก่อนที่ นายตอร์ดิล ซึ่งขับรถยนต์หนีจะถูกตำรวจต้อนจนมุมที่ถนนฝั่งตรงข้ามห้างไจแอนท์ ฟูด และจับกุมในเวลาประมาณ 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบว่าทำไมเขาถึงก่อเหตุยิงคนที่ห้างสรรพสินค้า

ทั้งนี้ นายตอร์ดิล เพิ่งถูกพักงาน และยึดปืนกับตราตำรวจเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากศาลพลเรือนออกคำสั่งห้ามนายตอร์ดิลเข้าใกล้ภรรยา จากข้อกล่าวหาว่าเขาข่มขู่จะทำร้ายภรรยาหากเธอทิ้งเขาไป นอกจากนี้ ยังพบว่านายตอร์ดิลเก็บสะสมอาวุธเอาไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งปืนพกขนาด .40, ปืนพกขนาด .45, ปืนเล็กยาวอัตโนมัติ M4, ปืนลูกโม่ และปืนล่าสัตว์

เบลเยียมส่งออกอาวุธไปตะวันออกกลางมากที่สุดใน EU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616629

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2559 05:25

 

(ภาพ: AFP)

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของสหภาพยุโรป เกี่ยวกับการส่งออกอาวุธ ชี้ เบลเยียมส่งออกอาวุธปืนไปยังตะวันออกกลางมาที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรป และส่งเครื่องกระสุนไปยังภูมิภาคนี้มากเป็นอันดับ 2…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างข้อมูลจากรายงานประจำปีของสหภาพยุโรป เกี่ยวกับการส่งออกอาวุธ ระบุว่า ในปี 2557 ประเทศเบลเยียมติดอันดับ 1 การส่งออกอาวุธปืนไปยังตะวันออกกลาง และมีการส่งออกเครื่องกระสุนปืนมากเป็นอันดับสอง โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศซาอุดีอาระเบีย

รายงานดังกล่าวขัดแย้งกับตัวเลขมูลค่าการส่งออกอาวุธไปยังประเทศตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการของเบลเยียม ที่ระบุว่ามีมูลค่า 472.9 ล้านยูโร (ราว 19,400 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าอยู่ในอันดับที่ 5 รองลงมาจากฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน แต่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

ทั้งนี้ บริษัท คอคเคอริลล์ แมนเตอร์นองซ์ เอท์ แองจิเนียร์ (Cockerill Maintenance et Ingénierie-CMI) อ้างว่าได้รับคำสั่งซื้อรถถังหุ้มเกราะครั้งสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึง 3.2 พันล้านยูโร (131,200 ล้านบาท) โดยได้จัดส่งให้กับบริษัทแคนาดา แต่ปลายทางของรถถังหุ้มเกราะที่แท้จริงคือประเทศซาอุดีอาระเบีย

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีการนำมูลค่าการสั่งซื้อข้างต้นมาคำนวณ เบลเยียมก็ยังคงเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธ และกระสุนปืนที่สำคัญไปยังประเทศตะวันออกกลาง โดยในปี 2557 มีการส่งออกอาวุธปืนจำนวน 259.9 ล้านยูโร (10,640 ล้านบาท) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการส่งออกจากสหภาพยุโรป นอกจากนั้น เบลเยียมยังส่งออกเครื่องกระสุนปืนมูลค่า 187.9 ล้านยูโร (7,700 ล้านบาท)

ในประเทศแถบตะวันออกกลางทั้งหมด เบลเยียมส่งออกอาวุธและเครื่องกระสุนปืนส่วนใหญ่ไปยังประเทศซาอุดีอาระเบียมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 209.6 ล้านยูโร (8,600 ล้านบาท) หรือ 76% ของการส่งออกจากยุโรป และส่งออกเครื่องกระสุนปืนมูลค่า 172.3 ล้านยูโร (7,065 ล้านบาท)

รายงานดังกล่าวได้ยกให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง แต่ก็เป็นตัวเลขที่ไม่สมจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการคำนวณของฝรั่งเศส ทำให้เป็นการยากที่จะเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในยุโรป หรือเทียบกับปีก่อนหน้า” นายนีลส์ ดูเกท์ จากสถาบันเพื่อสันติภาพเฟลมมิชระบุ การส่งออกอาวุธของเบลเยียมเพิ่มขึ้นจากในปี 2557 ถึง 4.5 พันล้านยูโร (185 พันล้านบาท) โดยได้รวมสัญญามูลค่า 3.2 พันล้านยูโรของ บริษัท CMI เข้าด้วยแล้ว

องค์กรต่อต้านการส่งออกอาวุธของยุโรป พิจารณาเห็นว่ารายงานฉบับดังกล่าวมี “ความน่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง” ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรปทำการขายอาวุธไปยังภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่รุนแรง และปกครองด้วยระบอบเผด็จการ แสดงให้เห็นว่ากฎระเบียบของยุโรปสำหรับการส่งออกอาวุธ เปรียบเสมือนการปิดผนึกที่แน่นหนาแบบกระชอนที่มีรูเต็มไปหมด” นายวรามส์ ฟรังเก้น จากองค์กรเพื่อสันติภาพ Vredesactie ของเบลเยียม ระบุ

สื่อรัสเซียเผยเรื่องลับๆ ของประธานาธิบดีปูติน ที่คนอาจไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616622

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2559 04:45

 

(ภาพ: AP)

นักข่าวรัสเซียผู้ไม่เปิดเผยนาม ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวลับๆ บางอย่างของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน และเผยแพร่ลงในนิตยสารรัสเซีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักข่าวรัสเซียที่มีความใกล้ชิดกับพระราชวังเครมลิน หรือที่ทำการประธานาธิบดีรัสเซีย ได้เปิดเผยเรื่องราวลับๆ บางอย่างเกี่ยวกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ลงตีพิมพ์ในนิตยสารรัสเซีย “เดอะวิลเลจ” (The Village) โดยเป็นการตอบคำถามแบบ จริง-ไม่จริง และเขาไม่ได้เปิดเผยชื่อที่แท้จริงแต่อย่างใด

นักข่าวนิรนามผู้นี้ระบุว่า เป็นความจริงที่ ประธานาธิบดีปูติน ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต และไม่มีสมาร์ทโฟน “เขาไม่ใช้อินเทอร์เน็ตเพราะไม่มีเวลา และเขามีความมั่นใจในหน่วยสืบราชการลับรัสเซีย (FSB หรืออดีต KGB) ที่จะทำหน้าที่คอยรายงานข่าวความเคลื่อนไหวทั่วไป หากต้องทำการโทรศัพท์สำคัญเพื่อติดต่อกับใคร เขาก็จะใช้โทรศัพท์ธรรมดาในห้องทำงานของเขา เขายังไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ด้วย”

นอกจากนี้ ยังเป็นความจริงที่ ประธานาธิบดีปูติน เป็นคนเลือกคำถามให้กับนักข่าว “เป็นความจริงถึง 90%” ยิ่งกว่านั้น เขาไม่อนุญาตให้นักข่าวตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเขา เช่น เรื่องสุขภาพ และเรื่องส่วนตัว

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้น นักข่าวผู้นี้ตอบด้วยว่า เป็นความจริงที่ ประธานาธิบดีปูติน มักจะมาสายเป็นประจำ “เขาเคยทำลายสถิติการมาสายเมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พวกเราต้องคอยเขาถึงสามวันที่เมืองมูร์มังสค์ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คำขอโทษของเขาคือ ‘เกิดภูเขาไฟระเบิด’ ซึ่งนักข่าวรัสเซียยังจำได้ดี”

ขณะที่ ข่าวที่ว่าประธานาธิบดีปูตินขับรถยนต์ยี่ห้อลาด้านั้นไม่เป็นความจริง “เขามักจะเดินทางด้วยรถยนต์ ‘เมอร์เซเดส เบนซ์’ เป็นเวลานานมากแล้วที่เขาไม่มีรถยนต์ลาด้า”

ส่วนข่าวที่ว่า ผู้นำรัสเซียรายนี้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับ อลิน่า คาบาเยว่า นักข่าวนิรนามกลับระบุว่า ไม่มีทางที่เราจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้ โดยเหตุผลต้องกลับไปดูประเด็นที่ 2 ไม่มีนักข่าวคนใดในโลกนี้ที่จะสามารถยืนยันความสัมพันธ์ระหว่าง ประธานาธิบดีปูติน กับ อลิน่า คาบาเยว่า อดีตนักกีฬายิมนาสติกรัสเซียได้

ผู้แฉ ‘เอกสารปานามา’ เปิดปากครั้งแรก ยัน ไม่ใช่สายลับ-พร้อมช่วยสืบคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616616

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2559 03:45

 

(ภาพ: AFP)

แหล่งข่าวผู้มอบไฟล์ข้อมูล เอกสารปานามา แก่สื่อ ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกผ่านสำนักข่าวในเยอรมนี โดยยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่สายลับ และพร้อมจะช่วยเจ้าหน้าที่ในการสืบสวนการกระทำผิด…

สำนักข่าว ซุดดอยต์ช ไซตุง ของประเทศเยอรมนี ออกมาเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ค. ว่า แหล่งข่าวซึ่งเป็นผู้มอบเอกสารลับหลายหมื่นฉบับ หรือที่รู้จักในชื่อ ‘เอกสารปานามา’ (Panama Papers) ของ ‘มอสแซค ฟอนเซกา’ บริษัทกฎหมายในปานามา ให้แก่พวกเขา ได้ส่งแถลงการณ์ถึงพวกเขา เพื่ออธิบายจุดประสงค์ในการกระทำดังกล่าว

แถลงการณ์ดังกล่าวมีความยาว 1,800 คำ ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ ซุดดอยต์ช ไซตุง เมื่อวันศุกร์ โดยเขาเรียกตัวเองว่า ‘จอห์น โด’ (John Doe) เขาแสดงความชื่นชมผู้ที่ออกมาแฉความลับ และข้อมูลอ่อนไหวคนอื่นๆ เช่น เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน ผู้เปิดเผยโครงการสอดแนมขนานใหญ่ ‘ปริซึม’ ของสหรัฐฯ และชี้ว่า สิ่งที่สโนว์เดนสมควรได้รับคือการต้อนรับอย่างวีรบุรุษ ไม่ใช่การเนรเทศ

จอห์น โด ประณามธนาคาร, ผู้ตรวจสอบทางการเงิน และเจ้าหน้าที่ภาษีว่า ทำงานล้มเหลว พวกเขาตัดสินใจจะละเว้นค้นรวย ในขณะที่มุ่งเน้นไปที่ผู้มีรายได้ปานกลางหรือต่ำแทน และเอกสารปานามาอาจทำให้มีการดำเนินคดีนับพันคดี ถ้าเพียงแต่ผู้บังคับใช้กฎหมายเข้าถึงหรือประเมินเอกสารนี้จริง และเขายินดีที่จะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อย่างไรก็ดี เขาเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา และชาติอื่นๆ ออกมาตรการเพื่อปกป้องผู้คนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นอ่อนไหว แทนที่จะลงโทษพวกเขา

“ผู้แฉความลับ (whistleblowers) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้เปิดเผยการกระทำผิดที่ชัดเจนอย่างไม่มีข้อสงสัย ไม่ว่าจะเป็นคนในหรือคนนอก สมควรจะได้รับความคุ้มครองจากการลงโทษจากรัฐบาล” จอห์น โด ระบุในแถลงการณ์ ยืนยันด้วยว่าเขาไม่ได้เป็นสายลับ “ขอบอกให้รู้ไว้ก่อน ผมไม่ได้ทำงานให้กับรัฐบาลหรือหน่วยข่าวกรองใดๆ ทั้งโดยตรงและโดยจ้าง ผมไม่เคยทำ”

เขาระบุอีกว่า “ผมตัดสินใจแฉ มอสแซค ฟอนเซกา เพราะผมคิดว่าเหล่าผู้ก่อตั้งบริษัท, ลูกจ้าง และลูกค้า ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของตัวเองในอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ได้รับการเปิดเผยออกมา และอาจต้องใช้เวลาหลายปี หรือหลายสิบปี พฤติกรรมสกปรกของบริษัทนี้จึงจะได้รับการเปิดเผยออกมาทั้งหมด”

ทั้งนี้ เอกสารปานามา คือ ไฟล์เอกสารจำนวน 11.5 ล้านฉบับ ขนาด 2.6 เทราไบต์ ครอบคลุมข้อมูลระยะเวลากว่า 40 ปี ของบริษัท มอสแซค ฟอนเซเก เปิดเผยธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัยของผู้นำประเทศ นักการเมือง และคนที่มีชื่อเสียงจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งถูกส่งให้แก่สำนักข่าว ซุดดอยต์ช ไซตุง ของเยอรมนีเมื่อปีก่อน และกำลังถูกตรวจสอบโดย เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ไอซีไอเจ)

แกนนำรีพับลิกันปัดรับ ‘ทรัมป์’ เป็นตัวแทนพรรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616540

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ค. 2559 02:05

 

(ภาพ: AFP)

บรรยากาศรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกัน ต่อกรณีการเลือกตั้งเฟ้นหาผู้แทนพรรคไปลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯปลายปีนี้ ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แม้ว่าค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีปากจัดวัย 69 ปี คือคำตอบสุดท้ายของพรรค หลังสองคู่แข่งตัวเต็ง คือนายเท็ด ครูซ ส.ว.รัฐเท็กซัส และนายจอห์น คาซิช ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ได้ประกาศยกเลิกแผนการรณรงค์หาเสียงอย่างเป็นทางการ หลังพ่ายแพ้อย่างหมดรูปแก่นายทรัมป์ที่ศึกตัดสินในรัฐอินเดียนา

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายพอล ไรอัน ประธานรัฐสภาสหรัฐฯ และแกนนำพรรครีพับลิกัน ออกแถลงการณ์แสดงความเห็นต่อกรณีนายทรัมป์มีโอกาสค่อนข้างแน่นอนว่าจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน โดยระบุว่า ยังไม่พร้อมที่จะให้การสนับสนุนนายทรัมป์ตอนนี้ ใจจริงหวังเอาไว้เช่นกันและอยากจะสนับสนุน แต่เงื่อนไขคือต้องสร้างความสามัคคีภายในพรรคเสียก่อน นายทรัมป์ยังต้องทำงานอีกเยอะ ควรยุติการพูดเสียดสี ปรามาสได้แล้ว แต่กรณีนี้ก็มิได้หมายความว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันควรให้การสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน อดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ที่มีโอกาสสูงจะได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตแต่อย่างใด

ขณะที่นายจิม แมคกราธ โฆษกของตระกูลการเมืองบุช กล่าวว่า นายจอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ เพราะวางมือจากการเมืองแล้ว ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศมองว่าเป็นเรื่องผิดสังเกต เพราะตลอดการเลือกตั้ง 5 ครั้งที่ผ่านมา นายจอร์จ บุช จะออกแถลงการณ์สนับสนุนตัวแทนพรรครีพับลิกัน หลังทราบผลค่อนข้างแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม นายริค เพอร์รี อดีตผู้ว่าการรัฐเท็กซัส กล่าวว่า ตนสนับสนุนนายทรัมป์ได้เป็นตัวแทนพรรค และพร้อมที่จะร่วมลงแข่งศึกเลือกตั้งใหญ่ในฐานะรองประธานาธิบดี ส่วนนายทรัมป์ได้ออกแถลง-การณ์ตอบโต้นายไรอันว่า ไม่ขอสนับสนุนแผนการของนายไรอันเช่นกัน แต่ในอนาคตก็หวังว่าจะทำงานร่วมกันได้ และเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนชาวอเมริกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน พบว่าสาเหตุที่ชาวบ้านเลือกนายทรัมป์นั้น จำนวน 47 เปอร์เซ็นต์ ไม่อยากให้นางคลินตันได้เป็นผู้นำ, 43 เปอร์เซ็นต์ ชอบนโยบายการเมืองนายทรัมป์ และอีก 6 เปอร์เซ็นต์ ชอบเป็นการส่วนตัว เช่นเดียวกับสาเหตุที่เลือกนางคลินตัน โดย 46 เปอร์เซ็นต์เพราะ ไม่อยากให้นายทรัมป์เป็นผู้นำ, 40 เปอร์เซ็นต์ ชอบนโยบาย และอีก 11 เปอร์เซ็นต์ ชอบนางคลินตันเป็นการส่วนตัว.

บินโลว์คอสมะกัน ตกหลุมอากาศ เจ็บ 7 คน ต้องเปลี่ยนเส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616522

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2559 23:20

 

(ภาพ: wikipedia)

เครื่องบินโดยสารต้นทุนต่ำของสหรัฐฯ ตกหลุมอากาศระหว่างเดินทางจากโดมินิกัน ไปยัง เมืองพิตต์สเบิร์ก ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 คน และต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่รัฐฟลอริดา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินโดยสารของ ‘อัลลีเจียนต์ แอร์’ (Allegiant Air) สายการบินทุนต่ำของสหรัฐฯ ตกหลุมอากาศอย่างฉับพลันระหว่างเดินทางจากเมือง ปุนตา คานา ในสาธารณรัฐโดมินิกัน ไปยังเมืองพิตต์สเบิร์ก ในรัฐเพนซิลเวเนีย ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 7 คน และต้องเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดในรัฐฟลอริดา

อัลลีเจียนต์ แอร์ เผยว่า เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องให้เช่าเหมาลำที่ให้บริการแก่บริษัทท่องเที่ยว ‘แอปเปิล วาเคชันส์’ (Apple Vacations) มีผู้โดยสาร 137 คน และลูกเรืออีก 6 คน โดยเครื่องบินลำนี้เผชิญหลุมอากาศขณะบินอยู่เหนือประเทศบาฮามาส ทำให้ผู้โดยสาร 4 คน และลูกเรือ 3 คนได้รับบาดเจ็บ ผู้โดยสารบางคนยังถูกแรงสั่นสะเทือนโยนตกจากเก้าอี้ ขณะที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินคนหนึ่งศีรษะกระแทกเพดาน นักบินจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติ ฟอร์ต เลาเดอร์เดอล-ฮอลลีวูด

ด้านสำนักงานนายอำเภอเขต โบรวาร์ด เคาน์ตี ในรัฐฟลอริดา เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต และผู้ที่บาดเจ็บหนักที่สุดคือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เป็นแผลบริเวณศีรษะ

อนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังจากเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ ‘อีวาย 474’ (EY474) ของสายการบิน เอติฮัด แอร์เวย์ส ซึ่งกำลังเดินทางจากกรุงอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปยังกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เมื่อวันพุธ ตกหลุมอากาศรุนแรง ทำให้มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บ 31 คน และห้องโดยสารเสียหาย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระทึก! บินเอติฮัด ตกหลุมอากาศรุนแรง ห้องโดยสารเสียหาย เจ็บ 31 คน

ชาวแคนาดาหนีไฟนรก! ลามเผาเมืองสุดน่ากลัว เหมือนเจอวันสิ้นโลก (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616461

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2559 18:30

 

ชาวเน็ตแห่ดูคลิปเหตุการณ์สุดระทึก…ชาวเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ ในรัฐแอลเบอร์ตาอัดวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าจนต้องเร่งอพยพหนีพระเพลิงที่โหมลุกลามมาไหม้เมือง แถมควันไฟยังหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นทาง ขณะที่ทางการแคนาดาส่ง ฮ.ช่วยคน ราว 8,000 คนอพยพขึ้นทางเหนือ
เมื่อวันที่ 6 พ.ค. สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไฟไหม้ป่าในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ สุดน่ากลัว มีชาวเมืองที่ขับรถอพยพหลบหนีไฟป่าบันทึกภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงมาก โหมลุกลามมอดไหม้อาคารบ้านเรือน มีฝุ่นควันไฟหนาทึบจนมองเห็นทางข้างหน้าในระยะไม่กี่เมตรเท่านั้น ขณะที่พวกเขากำลังนั่งอยู่ในรถยนต์ที่แล่นหนีไฟป่าออกจากเมือง และมีผู้เข้าไปดูคลิประทึกนี้แล้วกว่า 1.3 แสนวิว

บีบีซีรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค.59 เจ้าหน้าที่ทางการแคนาดาได้ปฏิบัติการส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วยชาวเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ราว 8,000 คน ที่อพยพหนีไฟป่า ขับรถมุ่งหน้าไปทางเหนือของเมือง แต่กลับต้องติดอยู่ท่ามกลางไฟป่าที่โอบล้อม ขณะที่ เจ้าหน้าที่ยังคาดหวังว่า ทางมอเตอร์เวย์เพียงสายเดียวที่มุ่งสู่ทางใต้จะเป็นเส้นทางหลบหนีไฟป่าจากเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ ได้อย่างปลอดภัย

ไฟป่าเผาผลาญอาคารบ้านเรือน ในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์วอดไปแล้วกว่า1,600 หลัง

ด้าน นายราเชล นอตลีย์ นายกรัฐแอลเบอร์ตา เตือนชาวเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์ว่า คงต้องเผชิญกับการรอคอยที่ยาวนานกว่าที่พวกเขาจะได้กลับไปบ้านอีกครั้ง ขณะที่มีรายงานว่า พระเพลิงจากเหตุไฟไหม้ป่าได้เผาผลาญอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างไปแล้วกว่า 1,600 แห่ง และทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐแอลเบอร์ตาแล้วที่ประสบภัยพิบัติไฟไหม้ป่า.

คนขับรถบรรทุกน้ำมันยืนดูกลุ่มควันไฟหนาทึบจากไฟไหม้ป่าในเมืองฟอร์ต แม็คเมอร์เรย์

ชมคลิป  ที่นี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไฟไหม้ป่ายังแรงมาก! แคนาดาต้องประกาศภาวะฉุกเฉินรัฐแอลเบอร์ตา

จับตาก่อการร้าย! เบลเยียมติดกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ 8,000 ตัวทั่วบรัสเซลส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616434

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2559 17:40

 

ทางการกรุงบรัสเซลส์ติดตั้ง ‘กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ’ ทั่วเมืองหลวงมากถึง 8,000 ตัว คอยจับตาความเคลื่อนไหวของสมาชิกเครือข่ายก่อการร้าย สามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อตรวจจับพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย อย่างเช่น คนรวมกลุ่มกันเกิน 5 คน, รถที่ขับเร็วหรือขับสวนมาจากทางเดินรถปกติ

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำประเทศเบลเยียม รายงานว่าหลังจากเกิดเหตุโจมตีกรุงบรัสเซลส์เมื่อ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา ทางการกรุงบรัสเซลส์ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีจำนวนถึง 8,000 ตัว และจะมีการเฝ้าตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีการบันทึกเก็บไว้ด้วย ขณะเดียวกันก็ทำให้เป็นงานที่หนักมากในการเฝ้าติดตามดูความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนจอภาพวงจรปิด ด้วยเหตุนี้ ผู้ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดจึงได้นำระบบ “กล้องอัจฉริยะ” มาใช้เพื่อลดภาระการเฝ้าดูของเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา

โดยที่ อำเภอโมเลนเบค จะทำการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มจาก 60 ตัวเป็น 120 ตัว หรือเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว และ 1 ใน 3 ของกล้องที่ติดตั้งเป็น “กล้องอัจฉริยะ” หลักการทำงานก็โดยการใช้โปรแกรมที่จะเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อกล้องตรวจจับพบพฤติกรรมน่าสงสัย โดย นายฌอง-หลุยส์ จิลส์ ผู้ควบคุมโครงการระบบกล้องวงจรปิดของอำเภอโมเลนเบคได้อธิบายขั้นตอนการทำงานของระบบ กล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถเฝ้าจับตามองภาพจากวิดีโอ ได้เกินกว่า 20 นาทีเพื่อตรวจดูสิ่งที่ผิดปกติ แนวความคิดของโปรแกรมก็คือ การตรวจจับการกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลที่ผิดปกติแล้วส่งสัญญาณแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ควบคุม

สำหรับสัญญาณที่ผิดสังเกต เช่น คนรวมกลุ่มกัน 5 คน รถยนต์ที่ขับสวนทางเข้ามาจากทางเดินรถปกติ หรือคนที่วิ่งเร็วกว่าปกติ โดยเราสามารถจำกัดความเร็วที่เราต้องการให้กล้องทำการแจ้งเตือน และเมื่อมีคนวิ่งถึงความเร็วที่กำหนดไว้ กล้องก็จะส่งสัญญาณเตือนทันที นอกจากนั้น ระบบดังกล่าวยังทำการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น ฐานข้อมูลการประกันภัยรถยนต์ หรือการตรวจสอบสภาพรถยนต์ประจำปี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจตรวจพบรถยนต์ที่อยู่ในข่ายไม่ถูกต้องตามกฎหมายจากฐานข้อมูลที่เชื่อมโยง ก็จะสามารถเข้าตรวจจับได้ทันที

ทั้งนี้ จะมีการติดตั้ง “กล้องอัจฉริยะ” เพิ่มขึ้นตามอุโมงค์เพื่อตรวจจับรถยนต์ผิดกฎหมายที่กำลังติดตามอยู่ เมื่อกล้องตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าวก็จะส่งสัญญาณแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าจับกุมได้อย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม การติดตั้ง “กล้องอัจฉริยะ” นี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาทางด้านกระบวนการดำเนินคดีทางกฎหมาย นายแฟรงค์ ดูมอร์เทียร์ อาจารย์สอนกฎหมายมหาวิทยาลัยนามูร์ ที่ให้ความสนใจกับการใช้ “กล้องอัจฉริยะ” มานานแล้ว ได้ให้ความเห็นว่า การใช้ภาพจากกล้องดังกล่าวตามกฎหมายแล้วต้องได้รับอนุมัติจากอัยการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถติดตามผู้ต้องสงสัยจากพฤติกรรมที่ผิดสังเกต จะต้องได้รับความเห็นชอบจากอัยการเสียก่อน มิฉะนั้น อาจจะทำให้ไม่สามารถใช้ภาพจากกล้องมาเป็นหลักฐานทางคดีได้

สุดงง…ลมจากในหลุม! หอบทรายพุ่งสูงปรี๊ด กลางทะเลทรายซาอุฯ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/616368

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2559 16:45

 

ใครอธิบายได้บ้าง…ลมจากในหลุม หอบทรายพุ่งขึ้นมาสูงหลายสิบฟุต กลางทะเลทรายในซาอุฯ คนงานสุดงง พยายามตักทรายกลบแต่ลมก็พัดทรายขึ้นมาอีก

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ประหลาด จนทำให้ผู้เห็นเหตุการณ์สุดงงงวย เมื่อได้เห็นลมรุนแรงพัดทรายพุ่งขึ้นมาจากหลุมที่กว้างไม่มากนักกลางทะเลทราย ที่เชื่อว่าอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ขณะที่มีคนงานได้พยายามใช้รถแทรกเตอร์ตักทรายเพื่อกลบหลุมดังกล่าว อีกทั้งยังมีคนงานบางคนได้โยนผ้าลงไปเพื่อหวังทำให้หลุมแคบลง แต่กลับไม่สามารถหยุดกระแสลมที่พัดทรายพุ่งขึ้นมาจากในหลุมทรายสูงหลายสิบฟุตได้แต่อย่างใด

จากภาพเหตุการณ์ในคลิป แสดงให้เห็นว่า เมื่อคนงานใช้รถแทรกเตอร์ตักทรายเทลงไปในหลุม ปรากฏว่า ก็จะมีลมพัดทรายพุ่งขึ้นมาอีกทันที โดยเว็บไซต์ เดอะ มิร์เรอร์ แจ้งว่า คาดว่าเหตุการณ์นี้เป็นทะเลทรายในซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นสถานที่ใด.

ชมคลิป ที่นี่