‘ทีเด็ด’ เซียวมี่กรอบกระเบื้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584565

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2559 08:01

 

โทรศัพท์มือถือยี่ห้อเซียวมี่ของจีน รุ่นใหม่ได้ปรับรูปโฉมใหม่ ทำกรอบด้วยกระเบื้อง ทำทีว่าพร้อมจะกระโจนลงมาแข่งกับยี่ห้อใหญ่ๆ ในตลาดโลก

ทางบริษัทได้แถลงทั้งที่ในกรุงปักกิ่ง และในงานโทรศัพท์เวิลด์คองเกรส ในนครบาร์เซโลนา ทำให้เชื่อมั่นกันว่าเซียวมี่กำลังเตรียมการที่จะขยายตลาดเลยพ้นทวีปเอเชีย และบราซิลออกไป โฆษกของบริษัทกล่าวแต่ว่า การเสนอโทรศัพท์เซียวมี่รุ่นใหม่ครั้งนี้ แค่เป็นเพียงการฉายหนังตัวอย่างเท่านั้น

วงการสังเกตการณ์กล่าวว่า เซียวมี่ยังไม่ได้จด ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และการจดสิทธิบัตร ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้จำเป็นจะต้องดำเนินการ ทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือก่อนจะกระโจนลงสู่สมรภูมิของโทรศัพท์มือถืออันดุเดือดได้.

ไม้บรรทัดสื่อนอก ผิดโดนแบน ดังแค่ไหนก็ฟัน ยึดองค์กรต้องน่าเชื่อถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584693

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2559 05:30

 

ฐานันดรที่ 4 คำที่ห่อหุ้มไว้ซึ่งเกียรติและความน่าภาคภูมิของสื่อมวลชน มาเป็นเวลานาน แต่อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงแล้ว คำๆ นี้ หาใช่จะใช้กับบุคคลทุกคนที่เข้ามาทำอาชีพเป็นสื่อมวลชน หากแต่คำๆ นี้ จะใช้ได้แต่กับสื่อมวลชน ที่ดำรงไว้ซึ่ง การรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสาร ความคิด ทัศนคติ และการขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ เพื่อหล่อหลอมสังคม อันพึงประสงค์ เท่านั้น…

แล้วอะไรล่ะ! คือบรรทัดฐานในวิชาชีพ ที่จะนำมาใช้ในการขีดเส้นแบ่ง ระหว่างความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง ซึ่งสื่อมวลชน ที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า ฐานันดรที่ 4 พึงมีและควรปฏิบัติ ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์จะพาทุกท่านไปสอบถามเอากับนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ที่จะมาเล่าบรรทัดฐาน กรณีศึกษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อจากต่างประเทศ ที่น่าสนใจจาก มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่านได้รับฟังกัน….

อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

เราไปล้อมวงฟังคำบอกเล่าที่น่าสนใจ และควรนำมาปรับใช้กับวิถีแห่งสื่อมวลชนในปัจจุบันของประเทศไทย จาก อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กันดีกว่า

ซื่อสัตย์ โปร่งใส ไร้ประโยชน์ทับซ้อน 3 หลักยึดสื่อระดับไหนก็ต้องมี

“หากสื่อทำผิด แค่พูดว่าขอโทษ หรือ ออกมาขอโทษมันยังไม่พอ มันควรมีบทลงโทษด้วย” อาจารย์สกุลศรี เริ่มต้นการสนทนาอย่างเผ็ดร้อนกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์…

“เพราะอะไรน่ะหรือคะ………” นักวิชาการหญิงผู้แน่วแน่ พักหายใจสักครู่ ก่อนกล่าวต่อไปว่า… ก็เพราะ…….หัวใจหลักของการทำสื่อ คือ การทำให้ตัวเองน่าเชื่อถือ เพราะสื่อมวลชนคือ อาชีพที่มีอิทธิพล ต่อคนในสังคม ทั้งความคิด และทัศนคติ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงมีมากกว่าคนอื่น คือ 1.ความซื่อสัตย์ 2.ความโปร่งใส ในการที่จะได้ข้อมูลมา สำหรับการนำเสนอ 3.ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะกับประเทศไทย ที่ก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยม สื่อในประเทศไทย เป็น commercial (เชิงพาณิชย์) เสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงต้องเป็นเรื่องที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ว่า จะปรับสมดุลอย่างไรเพื่อไม่ให้มันมามีผลต่อการตัดสินใจเชิงบรรณาธิการข่าว

การปล่อยให้ไปเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย….

ซึ่งหากทั้ง 3 ส่วนนี้ มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด แกว่งซ้ายแกว่งขวา เพียงเล็กน้อย มันมีผลต่อความเชื่อถือของคน ที่มีต่อการรายงานข่าวของตัวสื่อมวลชน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น สื่อมวลชนเองก็ควรจะต้องพิจารณาตัวเอง หรือไม่ว่า ควรจะจัดการ กับความไม่น่าเชื่อถือที่เกิดขึ้น นั้น อย่างไร? เช่น หากมันไปมีส่วนที่ทำให้คนเกิดไม่เชื่อถือในรายงานข่าวที่ออกไป สื่อก็ควรไปเคลียร์ตัวเองให้ชัดเจนก่อนหรือไม่…. เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่คนเป็นสื่อมวลชนไม่ควรลืม เพราะทุก ๆ การรายงานข่าวออกไป ล้วนแล้วแต่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนในสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็น influencer (กลุ่มคนที่มีอิทธิพล) ที่แค่พูดเพียงความคิดเห็นส่วนตัว คนก็ยังเชื่อว่า มันจะคือข้อเท็จจริง ก็ยิ่งควรจะต้องเคารพในวิชาชีพ และประชาชนที่ให้ความน่าเชื่อ ให้มากกว่าปกติ

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า 3 หลักการข้างต้น นี้ คนที่เป็นสื่อทุกคนไม่ว่าระดับใด ควรยึดถือเป็นหลักในการทำงาน และหากเกิดไปทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย หรือ อาจจะผิดหรือไม่ผิดก็ตาม แต่หากเกิดข้อกังขาให้ต้องมีการตรวจสอบ สื่อก็ควรจะยุติการทำหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบ นั้น เคลียร์ตัวเองให้พ้นจากข้อกังขาเสียก่อน

หากมีส่วนที่ทำให้คนเกิดไม่เชื่อถือในรายงานข่าวที่ออกไป สื่อก็ควรไปเคลียร์ตัวเองให้ชัดเจนก่อนหรือไม่

ต้องยึดองค์กร รักษาศรัทธาประชาชน มากกว่าตัวบุคคล

เมื่อคุยมาถึงบรรทัดนี้ หัวหน้าสาขา คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หยุดคิดสักครู่ ก่อนเอ่ยต่อไปว่า มีหลายกรณีศึกษาในต่างประเทศที่น่าสนใจ ซึ่งอยากให้ประชาชน ได้ลองพิจารณาดูว่า ไม้บรรทัดแห่งวิชาชีพของคนที่ทำงานสื่อในต่างประเทศนั้น เค้ามีความเข้มงวดและให้ความสำคัญกับความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กร มากกว่าที่จะไปติดยึดกับเฉพาะตัวบุคคลที่กระทำผิด ซึ่งบางครั้ง อาจเป็นความผิดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ตามที….

แสดงความเห็น ไม่ควรให้นมลูกในที่สาธารณะ ยังถูกแบน

กรณีแรก นาย Alex Dyke ดีเจ ประจำสถานีวิทยุ BBC ของประเทศอังกฤษ เกิดไปพูดแสดงความคิดเห็นออกอากาศ ในประเด็นเรื่องการที่แม่ให้นมลูก ว่าไม่ควรกระทำในที่สาธารณะ แต่หลังจากที่พูดออกอากาศไป ปรากฏว่า ได้เกิดเสียงสะท้อนกลับมาจากประชาชนจำนวนมากว่า ทั่วโลกเค้ากำลังมีการรณรงค์ให้การให้นมลูก สามารถทำได้ทุกที่ เพราะมันเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งเมื่อมีเสียงสะท้อนกลับเพียงแค่นี้ BBC ตัดสินใจพักงาน ดีเจ ผู้นี้ เป็นเวลาถึง 6 เดือน

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.nme.com

(อ่านประกอบ) http://www.nme.com/news/various-artists/87581

กรณีนี้ น่าสนใจตรง แม้มันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่มันมีผลต่อทัศนคติของคนในสังคม เพราะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศ มีอิทธิพลสูงมาก เมื่อทำอย่างหนึ่งอย่างใดไปแล้ว ทำให้เกิดความสั่นคลอนต่อหลักการสำคัญ 3 ข้อที่ว่าเกิดสั่นคลอน คุณก็ควรพิจารณาตัวเอง อีกทั้งการมีคำสั่งพักงานดังกล่าว ก็เพื่อทำให้คนในสังคมได้รู้ว่า ผู้ประกาศผู้นั้น ได้กระทำความผิดลงไป

ฟันเด็ดขาด พิธีกรรายการดังระดับโลก หลังก่อเหตุทะเลาะวิวาท

กรณีที่ 2 ซึ่งก็เกิดกับ BBC เหมือนกัน ก็คือ กรณี สั่งลงโทษ พักงาน ถอดรายการ และท้ายที่สุดไม่ต่อสัญญากับ นาย Jeremy Clarkson พิธีกรรายการ Top Gear รายการชื่อดังที่มีเรตติ้งสูงลำดับต้นๆ ของโลก โทษฐานไปมีเรื่องชกต่อยกับ นาย Oisin Tymon โปรดิวเซอร์ประจำรายการ ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในย่านยอร์คเชียร์ โดยบทลงโทษเด็ดขาดนี้ เป็นไปอย่างแน่วแน่ แม้ พิธีกรชื่อดังจะพยายามขอโทษต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงทางผู้บริหาร BBC เอง จะออกมายอมรับว่า โดยรู้ดีว่า รายการดังกล่าวมีชื่อเสียงขนาดไหน และรู้อีกว่า การตัดสินใจที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาก็ตาม รวมถึงจะมีประชาชนจำนวนมหาศาลล่ารายชื่อกัน เพื่อสนับสนุนให้พิธีกรอารมณ์ร้อนรายนี้ กลับมาจัดรายการอีกครั้งก็ตาม

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.cnn.com

(อ่านประกอบ) http://edition.cnn.com/2015/03/25/world/uk-bbc-jeremy-clarkson/

กรณีนี้ น่าสนใจตรงที่ BBC มองว่า นักข่าวคือ Role model หรือ ต้นแบบของคนในสังคม จึงต้องทำให้คนในสังคมได้รู้ว่า ความผิดแบบนี้มันไม่ควรเกิดขึ้น เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ วิธีได้ข้อมูลมาเขียนข่าวไม่โปร่งใส ต้องถูกลงโทษ

กรณีที่ 3 คราวนี้เกิดขึ้นกับหนังสือพิมพ์ เดอะซัน แทบลอยด์ ชื่อดังและขายดีที่สุดของประเทศอังกฤษ มีคำสั่งพักงาน และที่สุดมีคำสั่งไล่ออก นาย Anthony France นักข่าว ที่ไปติดสินบน เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเงินกว่า 20,000 ปอนด์ เพื่อให้เปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่ไม่ควรจะเปิดเผย สำหรับนำไปใช้ในการรายงานข่าวของตัวเอง ซึ่งถึงแม้ข่าวดังกล่าวจะมีประโยชน์ แต่วิธีการที่ได้มาซึ่งข่าวไม่โปร่งใส จึงต้องถูกลงโทษ และดำเนินคดีในท้ายที่สุด

ซื่อสัตย์ โปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เชื่อว่าจะทำให้มาตรฐานการทำงานของสื่อมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าปัจจุบัน

(อ่านประกอบ) http://www.wsj.com/articles/u-k-tabloid-journalist-convicted-of-bribery-1432922022

โดนจับได้ แอบถือหุ้นบริษัทพีอาร์ มีประโยชน์ทับซ้อน ใช้หน้าที่ดึงลูกค้าเข้ารายการตัวเอง 

กรณีที่ 4 คือ สถานีโทรทัศน์ Globe television ของ แคนาดา สั่งพักงานไม่มีกำหนด กับ นาย Leslie Roberts บก.ข่าว และผู้ประกาศชื่อดังของสถานี ซึ่งมีสิทธิในการตัดสินใจว่า จะให้อะไรออกอากาศหรือไม่ออกอากาศ โทษฐานไปมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัท Buzz PR ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยการแอบเข้าไปมีหุ้นส่วนในบริษัทดังกล่าว และใช้ตำแหน่งหน้าที่ ดึงลูกค้าของบริษัทพีอาร์ที่ตัวเองแอบถือหุ้นอยู่ มาออกในรายการทั้งของตัวเองและรายการอื่นๆ ของทางสถานี ที่ตัวเองมีสิทธิชี้ขาด

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.nationalpost.com

(อ่านประกอบ) http://news.nationalpost.com/news/canada/global-tv-anchor-leslie-roberts-resigns-after-probe-finds-he-breached-conflict-of-interest-rules

ดังแค่ไหนก็ไม่เอาไว้! 2 คู่หูนักพากย์บอลระดับโลก เผลอหลุดปากเหยียดเพศ โดนไล่ออก

กรณีที่ 5 คือ สองคู่หูชื่อดังระดับโลก Andy Gray และ Richard Keys สองนักวิเคราะห์วิจารณ์ชื่อดังของวงการฟุตบอลอังกฤษ ถูก สถานีโทรทัศน์ สกาย สปอร์ตส์ ลงโทษด้วยการไล่ออก โทษฐาน เผลอหลุดปากเหยียดเพศ ดูถูกการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินสาว กลางรายการของตัวเอง จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปทั้งเกาะอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.2011

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.independent.co.uk

(อ่านประกอบ) http://www.independent.co.uk/news/people/news/get-your-ts-out-for-the-lads-andy-gray-and-richard-keys-direct-sexist-chant-at-clare-tomlinson-in-9098633.html

พักงาน 6 เดือนไม่จ่ายเงิน พิธีกรดาราช่อง รายงานข้อมูลผิด ไม่ตรวจสอบ

กรณีที่ 6 สถานีโทรทัศน์ NBC ประกาศพักงาน ผู้ประกาศระดับดาราของช่อง นาย Brian William เป็นเวลาถึง 6 เดือน และไม่จ่ายเงินเดือน โทษฐานรายงานข้อมูลผิด เกี่ยวกับเหตุการณ์สงครามในประเทศอิรัก เมื่อปี ค.ศ.2003 โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลก่อน

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.theguardian.com

(อ่านประกอบ) http://www.theguardian.com/media/2015/feb/11/brian-williams-nbc-suspends-news-anchor-for-six-months-over-helicopter-story

ถึงเวลาหรือยัง มีบทลงโทษสื่อที่ทำผิดในประเทศไทย

อาจารย์สาว ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อ กล่าวต่อไปว่า จากกรณีศึกษาเหล่านี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า บทลงโทษจะถูกนำมาใช้กับสื่อที่ทำผิดทันทีไม่ว่าเค้าผู้นั้น จะมีชื่อเสียงและเป็นผู้ที่เป็นถึงระดับดารา กระชากเรตติ้งให้กับองค์กร ก็ตาม หรือ อย่างวัฒนธรรมสั่งพักงาน เพราะบกพร่องในหน้าที่ แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ เราก็แทบไม่เคยเห็นว่ามันมีวัฒนธรรมแบบนี้ ในประเทศไทยเลย ทั้งๆ ที่ เรื่องนี้ จะช่วยทำให้ คนที่ทำหน้าที่สื่อ ต้องมีความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวมากขึ้น รวมทั้งตอกย้ำว่า การทำหน้าที่ของสื่อมีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก ก็ตาม ไม่ใช่เพียงทำผิดก็ขอโทษ เพราะคำเพียงแค่คำขอโทษ หรือ ออกมาขอโทษ มันไม่พอ มันไม่จบ มันควรจะมีบทลงโทษด้วย เพราะคุณต้องทำให้สังคมรู้ว่า วิธีการแบบนี้ มันผิดด้วย….

อีกประเด็นที่น่าหยิบมาคิด ก็คือลองคิดดูว่า ปัจจุบันคนธรรมดาก็สามารถทำข้อมูลเอง เสมือนเป็นนักข่าวเองในโลกออนไลน์ได้ แล้วคนที่เป็นนักข่าวจริงๆ ไม่มีแบบแผนที่ให้เค้าดูเป็นตัวอย่างว่า แบบไหนคือถูก แบบไหนคือผิด แบบนี้ก็ยิ่งทำให้สังคมสับสนมากขึ้นไปอีกหรือเปล่า? เพราะฉะนั้น จึงอยากชวนให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันคิดในประเด็นนี้ดูให้ดีๆ

อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม

เลือกคน 1 คน หรือ องค์กร แนะวางมาตรฐานให้ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อการปฏิบัติเป็นรูปธรรม

อาจารย์สกุลศรี กล่าวแสดงความเห็นต่อไปว่า จริงๆ ส่วนตัว อยากขอเรียกร้องให้องค์กรสื่อ มองในระยะยาวว่า คนเค้ามองความเป็นสื่อ และเห็นคุณค่าของความมีองค์กรของคุณในสังคมแบบไหน และจะเลือกอะไร ระหว่างการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กร หรือ คน 1 คน คืออย่างน้อยที่สุด การปล่อยให้ไปเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาทำงานอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเลย….

ทั้งนี้ หาก องค์กรสื่อ สภาวิชาชีพ และ ภาคประชาสังคม ร่วมมือกันสร้างมาตรฐาน เรื่อง 1.ความซื่อสัตย์ 2.ความโปร่งใส ในการที่จะได้ข้อมูลมา สำหรับการนำเสนอ และ 3.ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อสร้างระบบของการตรวจสอบกันเอง ที่ได้ผล อย่างจริงจัง ก็เชื่อว่าจะทำให้มาตรฐานการทำงานของสื่อมีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่ระบบการตรวจสอบกันเอง ไม่ได้ผลมากนัก เพราะมาตรฐานในการตัดสินว่ามันผิด หรือ ถูกต้อง ยังเป็นกรอบที่กว้างเกินไป แถมยังไม่ได้เป็นการตกลงร่วมกัน แบบ ฉันพร้อมยอมรับร่วมกัน เพราะฉะนั้นส่วนตัวเห็นว่า ปัจจุบันสื่อควรมีการเปลี่ยนกรอบจริยธรรมกันใหม่ โดยอาจดึงนายทุน หรือ ใครก็ตามต้องลงมาคลุกกับการกำหนดที่ว่านี้ เพราะหาต้นแบบที่ชัดเจน ว่า หากใครทำแบบนี้ผิด หรือแบบไหนที่คุณยอมรับได้กับการถูกลงโทษ ซึ่งหากทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และยอมปฏิบัติ การกำกับดูแลกันเองก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประชาชนต้องมีส่วนร่วม กรุยทาง Active Citizen

อีกภาคส่วนที่สำคัญ ซึ่งควรมาร่วมมือกันก็คือภาคประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมีโลกโซเชียลมีเดีย ที่สามารถเข้าถึงคนในวงกว้างแบบปัจจุบันนี้ การตรวจสอบมันก็จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก บางทีเราอาจได้เจอ Active Citizen ที่มากขึ้นเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนและตรวจสอบการทำงานของสื่อ และเมื่อถึงวันนั้นจริง สื่อเองก็ควรที่จะต้องรับฟังเสียงสะท้อนนั้น เพราะประชาชนคือคนที่สื่อจะต้องสื่อสารกับเค้า เพราะฉะนั้น จึงควรทำหน้าที่ให้ดีเพื่อตอบสนองเค้าให้ได้.

แสงอะไรกันนี่! ชาวสกอตแตกตื่น เห็นแสงสว่างจ้าบนท้องฟ้าตอนค่ำ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584692

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 18:48

 

(ภาพจากคลิปวิดีโอ storyful อัพโหลดลงยูทูบ ขณะมีแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า)

ชาวสกอตแลนด์ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระทึกเห็นแสงสว่างเจิดจ้าบนท้องฟ้าช่วงค่ำ คว้าโทรศัพท์แจ้งตำรวจกันจำนวนมาก คาดอาจเป็นแสงที่เกิดจากอุกกาบาตตกใส่โลก

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ตื่นตะลึง เห็นแสงสว่างวาบที่ท้องฟ้า เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 29 ก.พ. และเชื่อว่าเป็นอุกกาบาตตกมายังโลก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับโทรศัพท์จำนวนมากจากผู้คนที่ โทร.เข้ามาแจ้ง และสอบถามด้วยความระทึกว่า พวกตนเห็นแสงสว่างวาบบนท้องฟ้า และเห็นกันหลายสี ทั้งเป็นแสงสีเขียว สีน้ำเงิน และสีขาว อยากทราบว่าแสงสว่างที่เห็นนั้นเกิดจากอะไร

บีบีซี แจ้งว่า แสงสว่างเจิดจ้าที่เห็นนั้น มีประชาชนมองเห็นในหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ซึ่งก่อให้เกิดความสงสัยว่าอาจเป็นอุกกาบาตตกใส่โลก หรืออาจเป็น ‘โซนิค บูม’ (ปรากฏการณ์ที่เกิดจากเครื่องบินที่สามารถเร่งความเร็วเหนือเสียง)ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของสกอตแลนด์ กล่าวว่า เหตุการณ์แสงสว่างจ้าบนท้องฟ้านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ เพราะในขณะนั้น ไม่มีพายุ ฟ้าผ่า ช่วงค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

ภาพจากวิดีโอติดหน้ารถยนต์ ช่วงตอนค่ำ

ภาพจากคลิปวิดีโอ storyful อัพโหลดลงยูทูบ ขณะมีแสงสว่างจ้าขึ้นมาบนท้องฟ้า

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเหตุการณ์แสงสว่างบนท้องฟ้านั้น น่าจะเป็นอุกกาบาตที่ตกใส่โลก และเกิดลุกไหม้ขณะผ่านเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก

ชมคลิป ที่นี่

ข่าวเกี่ยวข้อง

แรงระเบิดเท่าTNT 1.3 หมื่นตัน!! อุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกอีกแล้ว

อาร์มาเกดดอนของจริง! ปธน.ปูติน ทุ่มหลายหมื่นล้าน สกัดอุกกาบาตชนโลก

ลุ้นศึก ‘ซุปเปอร์ ทิวส์เดย์’! แกนนำรีพับลิกันขวาง ทรัมป์ ชิงปธน.สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584593

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 16:30

 

โดนัลด์ ทรัมป์-ฮิลลารี คลินตัน ลุ้นสุดตัว ศึกเลือกตั้งขั้นต้น ‘ซุปเปอร์ ทิวส์เดย์’ ขณะที่ผลโพลซีเอ็นเอ็นชี้ทรัมป์จะกำชัยเกือบหมดทุกรัฐ ด้านแกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนออกมาประกาศจุดยืน ไม่หนุนทรัมป์เป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ ปธน.สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ศึกซุปเปอร์ ทิวส์เดย์ (Super Tuesday) หรือการเลือกตั้งขั้นต้นในหลายรัฐ เพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรคไปสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน 11 รัฐ จะเริ่มขึ้นในวันอังคารที่ 1 มี.ค. 59 (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยชาวอเมริกันที่พำนักอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์ กลายเป็นชาวอเมริกันที่มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มแรก ที่ได้ออกไปหย่อนบัตรว่าจะเลือกผู้สมัครคนใดของพรรคเป็นตัวแทนไปชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะที่ด้านพรรคเดโมแครต มีนางฮิลลารี คลินตัน เป็นผู้สมัครเต็งหนึ่ง และพรรครีพับลิกัน มีนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สมัครที่นำโด่งเหนือผู้สมัครคนอื่นๆ หลังคว้าชัยเลือกตั้งขั้นต้นมา 3 รัฐรวดจาก 4 รัฐ

ผลโพลสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี จัดทำโดย ‘one nation Cnn poll’ ออกมาเมื่อวันจันทร์ที่ 29 ก.พ.ว่า ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กจะชนะเกือบทั้งหมด ยกเว้นรัฐเทกซัสเท่านั้น เพราะเทด ครูซ จะคว้าชัยในรัฐนี้ โดยผลโพลออกมาว่าทรัมป์จะได้คะแนนเสียง 49% ซึ่งมากกว่าคะแนนเสียงของผู้สมัครของพรรครีพับลิกันทั้งหมดรวมกัน

เชียร์ โดนัลด์ ทรัมป์

อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสความแรงของทรัมป์ ทำให้แกนนำของพรรครีพับลิกันหลายคนหวั่นใจ และออกมาประกาศไม่สนับสนุนทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรคไปชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในนั้น รวมทั้งนายมิตต์ รอมนีย์ ซึ่งเคยพ่ายแพ้การสมัครเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2555และ
นายเบน แซสซี วุฒิสมาชิกรัฐเนบราสกา สังกัดพรรครีพับลิกัน ออกโรงประกาศจุดยืนชัดเจนที่เขาจะไม่ขอสนับสนุนทรัมป์ ให้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ​

เบน แซสซี ส.ว.รัฐเนบราสกา ไม่สนับสนุนทรัมป์ เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงปธน.

ส.ว. แซสซี ซึ่งถือเป็นสมาชิกระดับสูงสุดของพรรครีพับลิกันที่ออกมาขวางเส้นทางสู่ทำเนียบขาวของทรัมป์ กล่าวว่า เขารู้สึกผิดหวังและเสียใจที่ทรัมป์เป็นผู้สมัครของพรรคที่นำโด่ง ซึ่งทำให้เขามองหาตัวเลือกที่ 3 ถ้าทรัมป์ชนะได้เป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ‘ทรัมป์มุ่งเน้นไปที่ความหยาบกระด้าง ในหมู่ชาวอเมริกันที่มีความเห็นต่างกัน และเป็นการทำลายมากกว่าที่จะสร้างความรุ่งเรืองของประเทศชาติ’ ส.ว.แซสซี เขียนข้อความไม่สนับสนุนทรัมป์บนหน้าเฟซบุ๊ก

สยองเลย!! หญิงชุดดำเดินหิ้วหัวเด็กในมอสโก เป็นพี่เลี้ยงเด็ก ชาวอุซเบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584506

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 14:24

 

สื่อรัสเซียเกาะติดข่าวสุดช็อก หญิงชุดดำเดินหิ้วหัวเด็กใกล้สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก สืบประวัติ เป็นชาวอุซเบกิสถาน ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กหญิงพิการวัย 4 ขวบที่ถูกฆ่าตัดศีรษะ

เมื่อ 1 มี.ค. สำนักข่าวต่างประเทศยังคงติดตามรายงานคืบหน้า ข่าวหญิงสวมชุดสตรีมุสลิม ‘ฮิญาบ’ สีดำเดินหิ้วศีรษะเด็ก อย่างไม่สะทกสะท้าน ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Oktyabrskoye Polye ในกรุงมอสโก เมืองหลวง เมื่อ 29 ก.พ.จนสร้างความสะพรึงกลัว แตกตื่นตกใจให้แก่ผู้คนที่พบเห็น ก่อนที่หญิงคนดังกล่าวจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 6 นายช่วยจับกุมตัวไปคุมขังนั้น

ด้านสื่อท้องถิ่นในรัสเซียได้มีการเปิดเผยชื่อและใบหน้าของหญิงที่ต้องสงสัยลงมือฆ่าตัดศีรษะเด็กเคราะห์ร้ายแล้วว่า ชื่อ กูลเชครา โบโบคูโลวา อายุ 39 ปี เป็นชาวอุซเบกิสถาน ประเทศในเอเชียกลาง และเดินทางเข้ามาหางานทำในรัสเซีย เป็นพี่เลี้ยงเด็กซึ่งเธอฆ่าตัดศีรษะ และเด็กน้อยเคราะห์ร้ายชาวรัสเซีย เป็นเด็กหญิงพิการตั้งแต่แรกเกิด  อายุ 4 ขวบ โดยหญิงผู้นี้ได้รอโอกาสลงมือตอนที่พ่อแม่และพี่ของเด็กหญิงออกจากอพาร์ตเมนต์ไปแล้ว ด้วยการฆ่าตัดศีรษะเด็กและจุดไฟเผาห้อง

ภาพจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นช่วงเวลาที่หญิงชุดดำเดินหิ้วศรีษะเด็กใกล้สถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก

ตามรายงานของไลฟ์ นิวส์ ระบุถึงช่วงเกิดเหตุว่า มีตำรวจนายหนึ่งได้ขอดูเอกสารส่วนตัวของหญิงชุดดำคนนี้ ที่บริเวณด้านนอกสถานีรถไฟใต้ดินดังกล่าว ทว่าเธอกลับดึงศีรษะเด็กออกมาจากถุงที่หิ้วอยู่ในมือ และเริ่มตะโกนเสียงดัง ว่า ‘อัลเลาะห์ อักบัร’ พร้อมขู่ว่าจะระเบิดตัวเอง ‘ฉันเป็นผู้ก่อการร้าย ฉันคือความตายของพวกแก’ หญิงคนนี้ตะโกนลั่น โดยพยานที่เห็นเหตุการณ์เล่าด้วยความระทึกว่า ผู้หญิงคนนี้เดินกลับไปกลับมา ในบริเวณนั้นประมาณ 20 นาที ขณะที่ในมือหิ้วศีรษะเด็กที่โชกไปด้วยเลือด ก่อนจะถูกตำรวจ 6 นายช่วยกันจับกุมและถูกนำตัวไปคุมขังแล้ว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขนหัวลุก!! ชาวรัสเซียแตกกระเจิง หญิงชุดดำเดินหิ้วหัวเด็ก ในมอสโก (ชมคลิป)

ปืนเยอะจริง! นักเรียนหนุ่มกราดยิงสุดช็อกใน ร.ร.สหรัฐฯ อีกแล้ว เจ็บ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584434

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 11:29

 

ชาวอเมริกันช็อกกันอีก นักเรียนหนุ่มก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่รัฐโอไฮโอ ควงปืนกราดยิงในห้องอาหารของโรงเรียน บาดเจ็บ 4 ราย ก่อนจะโดนตำรวจรวบ และเจอข้อหาหนักหลายกระทง

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญในสหรัฐฯ อีกครั้ง ล่าสุด เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมเมดิสัน จูเนียร์-ซีเนียร์ ไฮสคูล ในเมืองมิดเดิลทาวน์ เขตบัตเลอร์ เคาน์ตี รัฐโอไฮโอ เมื่อวันที่ 29 ก.พ. ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยผู้ลงมือก่อเหตุ เป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ชื่อ เจมส์ ออสติน แฮนค็อค ซึ่งเรียนหนังสือที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วย โดยเขาได้ใช้ปืนกราดยิงที่ห้องอาหารของโรงเรียนในช่วงเวลาอาหารกลางวัน เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คน ก่อนที่นักเรียนรายนี้จะขว้างปืนทิ้ง และวิ่งหนี สุดท้ายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้โดยมีสุนัขตำรวจช่วยในการติดตาม

นายริชาร์ด โจนส์ นายอำเภอเมืองมิดเดิลทาวน์ เผยต่อนักข่าวว่า ในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 คนนั้น มีสองคนถูกกระสุนปืน ส่วนอีกสองคนอาจโดนกระสุนเฉียดพอดี หรือได้รับบาดเจ็บระหว่างวิ่งหนีมือปืน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังหามูลเหตุจูงใจที่ทำให้นักเรียนชายคนนี้ก่อเหตุสะเทือนขวัญ ขณะที่เขาปฏิเสธจะพูดว่าเหยื่อที่โดนกระสุนปืนนั้น เป็นเพราะเขาตั้งใจสาดกระสุนใส่ หรือเป็นการกราดยิงแบบสุ่มแล้วถูกกระสุนปืนพอดี

ผู้ปกครองรีบมารับบุตรหลาน หลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียน

ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่า เจมส์ ออสติน แฮนค็อค มือปืนนักเรียนชายรายนี้ได้ถูกตำรวจจับกุมคุมขังและถูกตั้งข้อกล่าวหาหลายกระทงในฐานะเป็นเยาวชนที่ลงมือก่อเหตุ ทั้งพยายามฆ่า, ก่ออาญาร้ายแรง, ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และก่อเหตุที่เป็นภัยก่อการร้าย.

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักเรียนชายที่ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเมดิสัน จูเนียร์-ซีเนียร์ ไฮสคูล

กราดยิงสยองโรงงานในสหรัฐฯ! ตาย 4 คนร้ายโดน ตร.วิสามัญดับ

ผวา! 3 มือปืนกราดยิงผู้คนในแคลิฟอร์เนีย ตายเจ็บอื้อ

แมร์เคิลวุ่นทางแก้ วิกฤติผู้ลี้ภัยทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584286

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2559 05:30

 

นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี อยู่ระหว่างพิจารณาใคร่ครวญปัญหาวิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้ายุโรปอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางออกเรื่องนี้อย่างเหมาะสม ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติสหภาพยุโรปว่าด้วยปัญหาผู้อพยพลี้ภัยวันที่ 18-19 มี.ค. ทั้งจะพบหารือกันในหมู่ผู้นำสหภาพยุโรปบางประเทศก่อนในวันที่ 7 มี.ค. พร้อมยอมรับว่าปัญหาผู้อพยพลี้ภัยคือเรื่องท้าทายการทำงานของเธอมากที่สุดนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เฉพาะช่วงปีที่แล้ว เยอรมนีต้องแบกรับคลื่นผู้อพยพเอาไว้มากกว่า 1.1 ล้านคน ท่ามกลางกระแสกดดันอย่างหนักในประเทศกรณีต้องเปิดพรมแดนยอมรับการหลั่งไหลเข้าประเทศของผู้อพยพลี้ภัย แต่ผู้นำหญิงแห่งเยอรมนีระบุการแก้ปัญหานี้จะไม่มี “แผน 2” โดยขอความร่วมมืออย่างชัดเจนจากตุรกีร่วมแก้ปัญหาจำกัดจำนวนผู้อพยพเข้ายุโรป.

ยูเอ็นสบช่องช่วยชาวซีเรีย ไอเอสบึ้มอิรักตายเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584281

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2559 05:01

 

เกิดเหตุโจมตีด้วยระเบิดพลีชีพ 2 ครั้งซ้อนที่ตลาด “มเรดี” ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ในย่านที่อยู่อาศัยของชาวมุสลิมชีอะห์ ในเมืองซาดร์ ซิตี้ ทางตะวันออกกรุงแบกแดด เมื่อ 28 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน บาดเจ็บกว่า 100 คน โดยกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ซึ่งเป็นชาวสุหนี่หัวรุนแรง ที่ยึดครองพื้นที่ในอิรักและซีเรียได้กว้างขวาง อ้างความรับผิดชอบว่าเป็นผู้โจมตี ซึ่งเป็นครั้งร้ายแรง มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในอิรักในปีนี้

ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาลอิรักเผยว่า มือระเบิดพลีชีพคนแรกจุดชนวนระเบิดในตลาดมเรดี จากนั้นมือระเบิดคนที่ 2 ก็จุดชนวนระเบิดอีกลูกท่ามกลางฝูงชนที่เข้าไปมุงดูจุดเกิดเหตุโจมตีจุดแรก ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว นอกจากนี้ กลุ่มไอเอสยังบุกโจมตีที่มั่นของทหารรัฐบาลอิรักที่เมืองอาบู กราอิบ ทางตะวันตกกรุงแบกแดดด้วยระเบิดติดรถยนต์ 3 คัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ บาดเจ็บกว่า 35 คน ส่วนที่เมืองมาห์มูดิยาและเมืองโดรา ทางใต้กรุงแบกแดด ก็มีเหตุโจมตีด้วยระเบิด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน

ส่วนที่โซมาเลีย กลุ่ม “อัล-ชาบับ” ซึ่งเป็นสาขาของเครือข่ายก่อการร้าย “อัล-เคดา” ก่อเหตุโจมตีชุมทางรถยนต์และร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงกัน ที่เมืองไบโดอา ด้วยระเบิดพลีชีพ 2 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ ก่อนหน้านี้ 2 วัน กลุ่มอัล-ชาบับ ก็โจมตีโรงแรมโซมาเลีย ยูธ ลีก และสวนสาธารณะในกรุงโมกาดิชู ด้วยระเบิดพลีชีพติดรถยนต์ ก่อนบุกเข้าไปยึดโรงแรม มีผู้เสียชีวิต 14 ศพ รวมทั้งคนร้าย 3 ศพ

วันเดียวกัน สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เผยว่ามีแผนส่งเครื่องบรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยพลเรือนราว 150,000 คน ที่ติดอยู่กลางวงล้อมสงครามในซีเรียและพร้อมจะส่งความช่วยเหลือไปให้ชาวซีเรียราว 1.7 ล้านคนที่อยู่ในเขตสงครามยากเข้าถึงภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ถ้อยแถลงของยูเอ็นมีขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในซีเรียซึ่งมีสหรัฐฯและรัสเซียร่วมกันผลักดัน มีผลบังคับตั้งแต่เที่ยงคืนวันเสาร์ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะมีข้อร้องเรียนว่าหลายกลุ่มทั้งฝ่ายรัฐบาลซีเรีย และกบฏละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง แต่สถานการณ์สู้รบเบาบางลงมาก เปิดโอกาสให้ยูเอ็นส่งเครื่องบรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในเขตสงครามได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อสงสัยว่าข้อตกลงหยุดยิงที่กำหนดไว้นาน 2 สัปดาห์นี้จะดำเนินไปได้ตลอด รอดฝั่งหรือไม่ ข้อตกลงหยุดยิงนี้ไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มไอเอส และกลุ่ม “แนวร่วมอัล-นุสรา” สาขาของเครือข่ายอัล-เคดา ซึ่งถูกขึ้นบัญชีดำเป็นกลุ่มก่อการร้าย และไม่ยอมเข้าร่วมข้อตกลงหยุดยิงด้วย ขณะที่รัสเซียเผยว่าจะเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มทั้ง 2 กลุ่มนี้ต่อไป.

ขนหัวลุก!! ชาวรัสเซียแตกกระเจิง หญิงชุดดำเดินหิ้วหัวเด็ก ในมอสโก (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584152

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.พ. 2559 18:10

 

(ภาพจากคลิปวีดิโอ MOSCOW ДТП TVอัพโหลดลงยูทูบ)

สุดสยอง.. หญิงคนหนึ่งเดินหิ้วศีรษะเด็กอย่างไม่สะทกสะท้าน ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโก เมืองหลวงรัสเซีย ก่อนจะถูกตำรวจรวบตัว  ขณะที่ผลการสืบสวน ระบุ หญิงคนนี้ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กเคราะห์ร้าย ฉวยจังหวะฆ่าตัดหัว และจุดไฟเผาโดยรอให้พ่อแม่และพี่เด็กออกจากอพาร์ตเมนต์ไปก่อน

เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 59 สื่อต่างประเทศรายงานอ้างสื่อท้องถิ่นในรัสเซีย ว่า เกิดเหตุการณ์สุดสยอง หญิงสวมชุดดำคนหนึ่งเดินหิ้วศีรษะเด็กอย่างไม่สะทกสะท้าน ที่บริเวณใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Oktyabrskoye Pole ในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย สร้างความแตกตื่นตกใจให้ประชาชนอย่างมาก

ข่าวแจ้งว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุแล้ว ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ มายังบริเวณนั้นทันที ก่อนจะช่วยกันจับกุมหญิงคนดังกล่าว ซึ่งตามรายงานของสื่อในรัสเซีย ระบุว่า หญิงคนนี้ได้ตะโกนคำว่า ‘อัลเลาะห์ อักบัร’ ในขณะที่เธอถูกตำรวจจับกุมเมื่อเช้าวันที่ 29 ก.พ. 59 ด้วย นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ปิดกั้นในบริเวณดังกล่าวทันที พร้อมกับได้เข้าตรวจค้นที่สถานีรถไฟใต้ดิน Oktyabrskoye Pole เนื่องจากหวั่นเกรงว่าอาจมีวัตถุระเบิดซุกซ่อนอยู่

ต่อมา สำนักข่าวบีบีซี รายงาน เชื่อว่า หญิงสวมชุดดำในชุดฮิญาบนี้ ทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อฆาตกรรมเด็กคนดังกล่าวซึ่งเธอถือศีรษะอยู่ในมือ ก่อนจะจุดไฟเผาห้องพักในอพาร์ตเมนต์พ่อแม่ของเด็กคนนี้

ตามรายงานการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า เด็กที่ถูกฆ่าตัดศีรษะ อายุ 3-4 ขวบ ซึ่งร่างของเด็กถูกไฟเผาจนไหม้เกรียมที่อพาร์ตเมนต์ ขณะที่ตามรายงานเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า หญิงพี่เลี้ยงเด็กคนนี้ เป็นพลเมืองของประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียกลาง เกิดเมื่อปี 2520 โดยเธอได้รอให้พ่อแม่ของเด็กเคราะห์ร้าย และพี่ของเด็กออกไปจากอพาร์ตเมนต์ ก่อนจะลงมือฆ่าเด็กน้อย และจุดไฟเผาห้องพักเพื่อทำลายหลักฐาน

ส่วนคณะกรรมการตำรวจสอบสวนมอสโก ออกแถลงการณ์ว่า ตอนนี้ หญิงคนดังกล่าวได้ถูกนำไปตรวจสอบสภาพจิต เพื่อให้จิตแพทย์ลงความเห็นว่าเธอสามารถเข้าใจถึงการกระทำที่โหดเหี้ยมของเธอหรือไม่.

ชมคลิป ที่นี่

ไอซิสสุดเหี้ยม! ระเบิดพลีชีพโจมตีแบกแดด แรงสุดในรอบปี ดับ 70 เจ็บกว่า 100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/584067

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.พ. 2559 15:33

 

บึมพลีชีพโจมตีแบกแดดรุนแรงที่สุดในรอบปี คร่าชีวิตเหยื่อดับสลดถึง 70 บาดเจ็บกว่า 100 กลุ่มไอซิสออกโรงอ้างความรับผิดชอบ ส่งมือระเบิดพลีชีพก่อเหตุระเบิดถล่มย่านชาวอิรักต่างนิกาย

เมื่อ 29 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เกิดเหตุระเบิดพลีชีพสุดช็อก  ในเขตซาดร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวอิรักนิกายชีอะห์ ในกรุงแบกแดด เมืองหลวง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 ราย บาดเจ็บกว่า 100 ราย จนนับเป็นเหตุระเบิดพลีชีพครั้งรุนแรงที่สุดในรอบปีของอิรักเลยทีเดียว

รอยเตอร์ แจ้งว่า จากการเปิดเผยของแหล่งข่าวในสำนักข่าวตำรวจอิรัก ระบุว่า มือระเบิดพลีชีพ 2คน  ได้ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย 2 จุด โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะในการลงมือก่อเหตุ และเลือกเป้าหมายเป็นตลาดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ในเขตซาดร์ ซิตี้ ซึ่งมีผู้คนจำนวนมาก โดยแรงระเบิดก่อให้เกิดหลุมลึกขนาดใหญ่บนพื้นดิน ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด รองเท้า และโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก เกลื่อนกระจัดกระจาย ขณะที่มีผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุระเบิด เกือบ 200 คน

หลังเกิดเหตุระเบิดพลีชีพสะเทือนขวัญ กลุ่มมุสลิมนิกายสุหนี่หัวรุนแรงติดอาวุธ ‘รัฐอิสลาม’ ได้ออกแถลงการณ์อ้างความรับผิดชอบอยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีย่านชาวอิรักนิกายชีอะห์ ขณะที่ นายกรัฐมนตรีไฮเดอร์ อัล-อาบาดี แห่งอิรัก ได้แจ้งผ่านทางเฟซบุ๊กว่า เหตุระเบิดพลีชีพในกรุงแบกแดดเป็นฝีมือของกลุ่มไอซิส ที่ปราชัยต่อนักรบและทหารชาวอิรักเมื่อไม่นานที่ผ่านมา