แตก5หมื่น7พันล. หวยพาวเวอร์บอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563006

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:35

 

(ภาพ: AP)

คนดวงเฮงถูก3คนจาก3รัฐแบ่งกันรับเละ

ฮือฮาทั่วสหรัฐฯ แจ็กพอตหวย “พาวเวอร์บอล” แตกดังโพละ เป็นเงินก้อนโตมหาศาลบานตะไทถึงเกือบ 6 หมื่นล้านบาท มีคนรวยเละจากแจ็กพอตนี้เบื้องต้นแล้ว 3 คนอยู่ในลอสแอนเจลิส เทนเนสซี และฟลอริดา เผยก่อนหวยพาวเวอร์บอลออก ชาวสหรัฐฯเฮโลควานหาซื้อกันอลหม่าน

ในที่สุดรางวัลแจ็กพอตของลอตเตอรี่ “พาวเวอร์บอล” ที่มียอดเงินรางวัลสูงมโหฬาร มากเป็น ประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯและทวีปอเมริกาเหนือ โดยเป็นยอดเงินก้อนมหึมามหาศาลถึง 1,590 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 57,240 ล้านบาท ก็แตกโพละจนได้ หลังไม่มีคนถูกรางวัลมายาวนานถึง 19 งวด โดยผู้โชคดีที่เป็นคนดวงมหาเฮงครั้งนี้เป็นที่ทราบกันแล้วว่ามีอย่างน้อย 3 คน

(ภาพ: REUTERS)

ทั้งนี้ ข่าวที่ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดในรอบต้นปี ที่มีคนโชคดีดวงอภิมหาเฮง ถูกลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลของสหรัฐฯ ได้เงินแจ็กพอตก้อนโตมากที่สุด เป็นประวัติศาสตร์ดังกล่าว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 ม.ค. ว่า ผลการจับสลาก ออกรางวัลลอตเตอรี่รายการ “พาวเวอร์บอล” ที่มี เงินรางวัลแจ็กพอตมากเป็นประวัติการณ์ 1,590 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 57,240ล้านบาท) ที่สำนักงานลอตเตอรี่แห่งรัฐฟลอริดา ในเมืองทัลลาฮาสซี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันที่ 13 ม.ค. ตามวันเวลาท้องถิ่น ปรากฏว่า มีคนดวงดีสุดๆอย่างน้อย 3 คน ถูกรางวัลลอตเตอรี่พาวเวอร์บอล โดยหมายเลขรางวัลที่ออกคือ 04, 08, 19, 27 และ 34 ส่วนหมายเลขพาวเวอร์บอลคือ 10 แม้โอกาสถูกรางวัลจะมีน้อยนิดแค่ 1 ต่อ 292 ล้านเท่านั้น โดยผู้ถูกรางวัลเบื้องต้นทราบว่าเป็นผู้ที่อยู่ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย 1 คน อีก 2 คนอยู่ในรัฐเทนเนสซีและรัฐฟลอริดา ซึ่งยังไม่ทราบรายละเอียด

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกรางวัลที่ได้เงิน ก้อนมโหฬาร ชนิดใช้กันทั้งชาติก็ไม่หมด จำนวน 3 คนดังกล่าว คนหนึ่งซื้อลอตเตอรี่พาวเวอร์บอล ที่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในพื้นที่เมืองชิโนฮิลส์ ชานนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยหลังรู้ผลการออกรางวัล บรรยากาศที่ร้าน 7-Eleven แห่งนี้ มีฝูงชนจำนวนหนึ่งมารวมตัวกันที่ร้านนี้ ส่งเสียง เฮด้วยความยินดีและร่วมกันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก พร้อมแสดงความยินดีกับพนักงาน เนื่องจากทางร้านจะได้รับเงินโบนัสหรือเงินรางวัลพิเศษ จากการขายลอตเตอรี่ที่ถูกรางวัลด้วย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 36 ล้านบาท)

อย่างไรก็ดี อาจยังมีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอตลอตเตอรี่รายการนี้เพิ่มอีกและต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อจะรู้ชัดเจน แต่ถ้าไม่มีผู้ถูกรางวัลเพิ่มเติมอีก ผู้ถูกรางวัลทั้ง 3 คน สามารถเลือกได้ว่าจะรับเงินแบบเย็นๆ หรือแบบกินยาวๆ เป็นรายปีเป็นเวลารวม 29 ปี หรือจะรับเงินก้อนโตทีเดียว จำนวน 930 ล้านดอลลาร์(ประมาณ 33,480 ล้านบาท) หลังหักภาษีต่างๆแล้ว มาหารเป็น 3 ส่วนและแบ่งคนละเท่าๆกัน

(ภาพ: AP)

ก่อนหน้ามีการจับรางวัลเมื่อคืนวันพุธที่ 13 ม.ค. ชาวอเมริกันพากันแห่เข้าคิวยาวเหยียดเพื่อซื้อลอตเตอรี่ตามร้านค้าต่างๆทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะวันท้ายๆก่อนมีการจับรางวัล เพราะมีเงินรางวัลก้อนโตล่อใจและเป็นเรื่องทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ พูดถึงกันสนั่นเมือง นับแต่การจับรางวัลครั้งแรก เมื่อต้นเดือน พ.ย. 2015 โดยขณะนั้นรางวัลอยู่ที่แค่ 40 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,440 ล้านบาท) และจับรางวัลงวดล่าสุด คืองวดที่ 19 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งยอดเงินรางวัลอยู่ที่ 1,300 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่มีคนถูกรางวัลพร้อมๆกับการเพิ่มพูนของเงินแจ็กพอต จนมาหยุดอยู่ที่ 1,590 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ผู้คนใน 6 รัฐของสหรัฐฯคือ อลาบามา มิสซิสซิปปี ยูทาห์ อลาสกา ฮาวาย และเนวาดา ที่ไม่ได้เข้าร่วมกับลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลเหมือนกับในอีก 44 รัฐ เช่นเดียวกับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และดินแดนในเขตปกครองของสหรัฐฯอีก 2 แห่ง ต้องขับรถนานหลายชั่วโมง เพื่อไปซื้อลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลตามเมือง หรือรัฐที่มีขาย

(ภาพ: REUTERS)

ส่วนเงินแจ็กพอตที่มากเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เป็นของลอตเตอรี่ รายการ “เมกา มิลเลียนส์” มูลค่า 656 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 23,616 ล้านบาท) เมื่อปี 2555 ขณะที่ลอตเตอรี่ ที่มีเงินรางวัลรวมมากที่สุดในโลก คือลอตเตอรี่คริสต์มาสประจำปีของสเปน รายการ “เอล กอร์โด” หรือไอ้อ้วน เงินรางวัลรวมอยู่ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 86,400 ล้านบาท) ออกรางวัลเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว แต่จำกัดเงินที่ผู้ถูกรางวัลจะได้รับอยู่ที่แค่ 400,000 ยูโร (ประมาณ 15.6 ล้านบาท) และเน้นกระจายรางวัลเล็กๆรวมนับพันรางวัล

WHO ชี้ การระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตต.สิ้นสุดแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562986

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2559 06:30

 

(ภาพ: AFP)

องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ไลบีเรียปลอดเชื้อไวรัสอีโบลาแล้ว เท่ากับว่าในขณะนี้ ไม่มีประเทศใดในแอฟริกาตะวันตกมีการระบาดของไวรัสมรณะตัวนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ประกาศให้ประเทศไลบีเรียปลอดจากเชื้อไวรัส อีโบลา แล้ว หลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เลยตลอดช่วง 42 วันที่ผ่านมา และถือเป็นการสิ้นสุดการระบาดของไวรัสมรณะตัวนี้ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเป็นการระบาดครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

WHO ระบุในแถลงการณ์ว่า ห่วงโซ่การส่งผ่านเชื้ออีโบลาในแอฟริกาตะวันตกทั้งหมดเท่าที่รู้ หยุดลงหมดแล้ว หลังจากไม่มีรายงานพบผู้ป่วยรายใหม่ในไลบีเรีย, กินี และ เซียร์ราลีโอ ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดเลย ตลอดช่วง 42 วันที่ผ่านมา หรือเท่ากับ 2 รอบของระยะฟักตัวของเชื้ออีโบลา

ทั้งนี้ การประกาศของ WHO นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไลบีเรีย, เซียร์ราลีโอน และกินี ซึ่งกำลังจะต้องเผชิญกับการฟื้นฟูประเทศครั้งใหญ่ หลังจากการระบาดของอีโบลาส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในประเทศ รวมทั้งเผยให้เห็นความอ่อนแอของระบบสาธารณสุขของทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งระบบพังทลายลงภายใต้แรงกดดันของการระบาด

ไม่เพียงเท่านี้ ไลบีเรีย, เซียร์ราลีโอน และกินี ยังกำลังเผชิญกับเชื้อโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่นมาลาเรีย และวัณโรค ซึ่งแทบจะถูกเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงระหว่างการระบาดของอีโบลา ขณะที่ผู้รอดชีวิตจากการติดเชื้ออีโบลากว่า 17,000 คน กำลังพบกับความยกลำบากและการถูกสังคมตราหน้า คนเหล่านี้รวมถึงเด็กกำพร้าที่มีอนาคตไม่แน่ชัดด้วย

ด้านสภาพเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เช่น เซียร์ราลีโอน ก่อนหน้านี้พวกเขาถูกจัดเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก แต่การระบาดของอีโบลาทำให้ตอนนี้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง

ในขณะเดียวกัน WHO เตือนด้วยว่า อีโบลาอาจกลับมาในไลบีเรีย, เซียร์ราลีโอน และกินี อีกครั้ง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการระบาดขนาดเล็กขึ้น โดยหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ไวรัสชนิดนี้หายไปจากร่างกายผู้รอดชีวิตอย่างรวดเร็ว แต่สามารถแฝงตัวในอสุจิของผู้ชายในปริมาณเล็กน้อยเป็นเวลานานประมาณ 1 ปี และสามารถส่งเชื้อให้แก่คู่ร่วมหลับนอนด้วย แม้จะเกิดขึ้นได้ยากก็ตาม

อนึ่ง การระเบิดของไวรัสอีโบลาครั้งล่าสุดเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปี 2013 และตัวเลขที่มีการตรวจสอบจนถึงวันที่ 6 ม.ค. ที่ผ่านมาชี้ว่า ไวรัสตัวนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 11,315 ราย แบ่งเป็นในไลบีเรีย 4,809 ราย, ในเซียร์ราลีโอน 3,955 ราย ในกินี 2,536 ราย และในไนจีเรีย 8 ราย ส่วนที่เหลือเป็นผู้ติดเชื้อจากแอฟริกาตะวันตกแต่ไปเสียชีวิตในต่างประเทศ.

ไอเอสถล่ม 7ศพกลางเมืองอินโดนีเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563002

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:30

 

(ภาพ: REUTERS)

เป็นฝ่ายผู้ก่อการร้าย5 มีชาวต่างชาติตายด้วย

ระทึกแดนอิเหนา กลุ่มก่อการร้ายถล่มระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าย่านใจกลางกรุงจาการ์ตา แล้วยังเปิดศึกยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไม่ เกรงกลัว ท่ามกลางชาวอินโดฯมุงดูเหตุการณ์แบบไม่กลัวถูกลูกหลง หลังใช้เวลาปะทะกันนานเกือบ 2 ชั่วโมง ตำรวจสรุปเบื้องต้น เผยคนร้ายถูกวิสามัญฯ 5 ศพ พลเรือนอีก 2 ศพ รวม 7 ศพ ขณะที่โฆษกตำรวจอินโดนีเซียเชื่อเป็นฝีมือเครือข่ายไอเอส หลังได้เบาะแสมานานว่าจะก่อเหตุร้าย แม้ว่าตำรวจจะเคยทลายแผนร้ายไปแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนซิดนีย์ก็ขวัญผวา คนร้ายขู่วางระเบิด “โอเปร่า เฮ้าส์” ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกระเจิง

ภัยก่อการร้ายยังคงสร้างความอกสั่นขวัญแขวนแก่ชาวโลกอย่างต่อเนื่อง แม้เพิ่งจะเกิดเหตุระเบิดสะเทือนขวัญในนครอิสตันบูลของตุรกีไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยครั้งนี้เป็นการก่อวินาศกรรมกลางวันแสกๆที่ใจกลางกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ชาติเพื่อนบ้านอาเซียนของไทย กลุ่มคนร้ายไม่ทราบจำนวน ได้ลงมือ อุกอาจใช้อาวุธปืนและระเบิดโจมตีบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าซารีน่าแหล่งช็อปปิ้งชื่อดัง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ บาดเจ็บอีกไม่ทราบจำนวน

ทั้งนี้ จากการเปิดเผยของทางการและสื่อท้องถิ่นอินโดนีเซีย เหตุระทึกขวัญครั้งนี้เกิดเมื่อเวลาประมาณ 10.35 น. วันที่ 14 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มคนร้ายได้ลงมือโจมตี 2 จุดบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าซารีน่า ในเวลาไล่เลี่ยกัน จุดแรกคือร้านกาแฟสตาร์บัค ใต้ตึกคากราวาลา ฝั่งตรงข้ามห้าง ที่คนร้ายอย่างน้อย 5 คน บุกเข้าไปในร้าน ก่อนเกิดการระเบิดขึ้นภายในกระจกแตกกระจาย กระเด็นออกมาเกลื่อนเต็มฟุตปาท ตามด้วยเสียงปืนที่ดังอย่างต่อเนื่อง ขณะจุดที่สองคือบริเวณป้อมตำรวจ ตรงสี่แยกถนนทัมรินหน้าห้าง คนร้ายที่เชื่อว่าใช้มอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะ ขว้างระเบิดมือเข้าใส่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 3 ศพ เป็นตำรวจ 1 นาย และพลเรือน 2 คน สภาพศพน่าสยดสยองนอนกองอยู่บนถนน เลือดนองเต็มพื้น ส่วนพยานระบุว่าเกิดการระเบิดขึ้นอย่างน้อยถึง 6 ครั้ง แต่ไม่แน่ใจว่าตรงจุดไหน

อีกไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาถึงจุดเกิดเหตุ พบกับคนร้ายยังอยู่ในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์ ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุเปิดเผยว่า กลุ่มเจ้าหน้าที่ได้ใช้รถยนต์ที่จอดอยู่เป็นเกราะกำบังยิงสู้กับคนร้าย ท่ามกลางชาวบ้านที่ยืนมุงล้อมดูเหตุการณ์อยู่ไกลๆ อย่างไม่กลัว โดยเจ้าหน้าที่ได้ตะโกนสั่งกำชับคนรอบๆที่อยู่ในระยะลูกหลงตลอดเวลาว่า ให้หาที่หลบระวังถูกสไนเปอร์ หลังพบเห็นบุคคลต้องสงสัยยืนอยู่บนดาดฟ้าอาคารใกล้เคียง

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นเมโทร ทีวี ของอินโดนีเซียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายอาจมีมากถึง 14 คนในเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามี 1 ครั้งที่เป็นฝีมือของมือระเบิดพลีชีพ โดยเมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. เหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ที่ 6 ศพ เป็นพลเรือน 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย และยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มใด นอกจากนี้ สถานีเมโทร ทีวี ยังเผยแพร่ภาพให้เห็นความอุกอาจของคนร้าย ตรงจุดเกิดเหตุป้อมตำรวจบริเวณ 4 แยก โดยหลังจากลงมือก่อเหตุแล้ว คนร้าย 2 คน ได้ยืนอยู่กลางถนน ดูฝูงชนที่แห่กันเข้าไปถ่ายรูปศพผู้เสียชีวิต ก่อนชักปืนสั้นยิงลอบกัดใส่สีข้างเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ที่พยายามกันชาวบ้านเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่อีกนายที่ถูกจ่อยิงระยะเผาขนที่ท้อง เนื่องจากไม่ทราบว่าบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนร้าย ตำรวจยังยืนยันด้วยว่า มีคนร้าย 2 คน ได้ใช้มอเตอร์ไซค์หลบหนีไปยังย่านเวสต์จาการ์ตา

จากนั้นเวลาประมาณ 13.22 น. กลุ่มคนร้ายได้ล่าถอยขึ้นไปกบดานอยู่ภายในตึกคากราวาลา อาคารที่ตั้งของร้านสตาร์บัค โดยเป็นบริเวณชั้น 4 ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ ขณะที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในบริเวณได้พบเห็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษอย่างน้อย 25 นาย บุกชาร์จเข้าไปในตึก ตามด้วยเสียงปืนและระเบิดที่ดังอย่างต่อเนื่อง อีกประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่ได้เปิดเผยว่า ได้เคลียร์ตึกดังกล่าวแล้ว มีคนร้ายถูกวิสามัญฆาตกรรม 4 คน ในจำนวนนี้เป็นมือระเบิดพลีชีพ 2 คน และถูกจับกุมอีก 4 คน

ต่อมา พล.ต.อ.บูดี กูนาวัน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ จบสิ้นสถานการณ์ก่อการร้ายในกรุงจาการ์ตา ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงจบสถานการณ์ ประมาณ 2 ชั่วโมง ระบุว่า เจ้าหน้าที่คุมสถานการณ์ได้หมดแล้ว มีคนร้ายเสียชีวิต 5 คน พลเรือนเสียชีวิต 2 คน แต่ไม่พูดถึงกรณีที่ว่ามีคนร้ายหลบหนีไปได้แต่อย่างใด ขณะที่กระทรวงต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ระบุว่า มีพลเมืองได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ 1 คน ส่วนสถานีโทรทัศน์เมโทร ทีวีระบุว่า ชาวต่างชาติที่เสียชีวิตคือชาวแคนาดา ด้านนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ออกแถลงการณ์ประณามการก่อเหตุ พร้อมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต แต่ยืนยันว่าอินโดนีเซียทั้งในฐานะรัฐและชาติ รวมถึงประชาชน จะไม่ยอมพ่ายแพ้ หรือตกอยู่ในความหวาดกลัวการก่อการร้ายอย่างแน่นอน

(ภาพ: REUTERS)

ขณะที่ พล.ต.ต.แอนตัน ชาร์ลิยัน โฆษกประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า แม้ว่ายังไม่มีกลุ่มใด ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุวินาศกรรมครั้งนี้ แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส เนื่องจากลักษณะการก่อเหตุ คล้ายคลึงกับการโจมตีที่กรุงปารีส เมื่อเดือน พ.ย. ปีก่อน นอกจากนี้ ทางการอินโดนีเซียเคยได้รับคำขู่ จากกลุ่มไอเอสไม่ระบุวันและเวลา ว่าจะจัดคอนเสิร์ตหรือหมายถึงการโจมตีต่ออินโดนีเซีย ชนิดที่จะต้องเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เมื่อเดือน ธ.ค. ปีก่อน ทางการก็เพิ่งประสบความสำเร็จในการทลายแผนโจมตีกรุงจาการ์ตา ผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมพบว่าบางรายมีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส และพบแผนการจัดคอนเสิร์ตที่ว่านี้ด้วย

ส่วนสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวในหน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย ที่ระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายแน่นอน แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสหรือไม่ ส่วนสื่อกระบอกเสียงของกลุ่มกองกำลังรัฐอิสลามหรือไอเอส ออกแถลงการณ์ว่า นักรบของกลุ่มไอเอสได้ลงมือโจมตีเมืองหลวงของอินโดนีเซีย โดยเล็งเป้าหมายที่ชาวต่างชาติและเจ้าหน้าที่รัฐ

วันเดียวกัน พล.ต.อ.คาหลิด อาบู บาคาร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เปิดเผยว่าทางการมาเลเซียได้เพิ่มระดับเตือนภัยด้านความปลอดภัยในประเทศเป็นระดับสูงสุด โดยจะคุมเข้มการเข้าออกชายแดนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกลุ่มก่อเหตุแทรกซึมเข้ามา พร้อมเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ตามสถานที่สาธารณะ อาทิ ห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งท่องเที่ยว ส่วนกองทัพบกและตำรวจฟิลิปปินส์ ออกแถลงร่วมกันว่า มีความกังวลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดภัยก่อการร้ายสูงขึ้นในอนาคต และได้วางมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดเหตุก่อการร้ายในประเทศ

เหตุก่อการร้ายในกรุงจาการ์ตาครั้งนี้ ถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี หลังเมื่อปี 2552 เกิดเหตุวางระเบิดโจมตีโรงแรม 2 แห่ง ที่มีผู้เสียชีวิต 7 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน ส่วนเหตุก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในอินโดนีเซีย เกิดเมื่อปี 2545 เหตุระเบิดโจมตีไนท์คลับบนเกาะบาหลีที่มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

ส่วนที่นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งอพยพคนออกจากโรงละครซิดนีย์ โอเปร่า เฮ้าส์ อย่างกะทันหันเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ พร้อมส่งเฮลิคอปเตอร์บินตรวจการณ์พื้นที่รอบๆ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้ง มีเหตุขู่วางระเบิดภายใน Sydney Opera House สัญลักษณ์ของมหานครซิดนีย์ สถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวพากันเดินทางไปท่องเที่ยว ทานอาหาร ชมละคร และถ่ายภาพกันเป็นจำนวนมาก ทำให้บรรดาทัวร์ทั้งหลายที่พากันมาเที่ยวที่ Sydney Opera House ต้องยกเลิกทั้งหมด นักท่องเที่ยวต่างพากันผิดหวัง ที่ไม่ได้เข้าไปชมภายใน Sydney Opera House และถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก บางรายกล่าวว่า เพิ่งพาครอบครัวมาที่นี่ครั้งแรก รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ แต่ก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก

(ภาพ: AFP)

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีระเบิดที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย ว่า เบื้องต้นไม่มีผลกระทบ ต่อคนไทย กระทรวงการต่างประเทศสั่งการไปยังสถานทูตไทยประจำกรุงจาการ์ตาให้ติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานกับทางการอินโดนีเซียว่าจะให้ชาวไทยปฏิบัติอย่างไร ขณะเดียวกันทางการอินโดนีเซีย ยืนยันมีผู้เสียชีวิต 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติและไม่พบว่ามีคนไทยเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ส่งข้อความถึงชุมชนคนไทย ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้มีคนไทยอาศัยในอินโดนีเซีย ราว 4,000 คน ในกรุงจาการ์ตามีประมาณ 300 คน

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งสารแสดงความเสียใจ ถึงประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรณีเหตุระเบิดกลางกรุงจาการ์ตา มีเนื้อหาระบุว่า ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหตุระเบิดและเหตุกราดยิงในกรุงจาการ์ตา ที่ส่งผล ให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความ เห็นใจและเสียใจต่อท่าน ต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย ประเทศไทย ขอร่วมกับอินโดนีเซีย และประชาคมโลก ในการประณามเหตุการณ์อันชั่วร้ายนี้ ขอยืนยันว่ารัฐบาลไทย พร้อมจะช่วยเหลือในทุกด้านต่อประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงเวลายากลำบากนี้

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจได้สั่งเฝ้าระวังสถานที่สำคัญ สถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย มีการดูแลตามปกติ ซึ่งช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.วิชาญญ์วัชร์ บริรักษ์กุล ผบก.น.1 พ.ต.อ. ชณาวิน พวงเพชร ผกก.สน.พญาไท และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท มาตรวจสอบความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ถนนเพชรบุรี และเปิดให้ประชาชนมาประสานงานติดต่อ ทำวีซ่าตามปกติ

นายศุภชัย เจนศักดิ์ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เจนศักดิ์ การท่องเที่ยว จำกัด และอุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยถึงผลกระทบกรณีระเบิดที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ว่า ภายใน 1 สัปดาห์หลังการเกิดเหตุการณ์ระเบิด คนไทยจะยกเลิกการเดินทางไปอินโดนีเซียทันที คาดว่าจะมากกว่า 1,000 คน ส่วนคนไทยที่จองแพ็กเกจและจ่ายเงินไปแล้วจะเดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบเรื่องความปลอดภัยมากนัก เนื่องจากคนไทยจะนิยมไปเที่ยวบาหลีมากกว่าจาการ์ตา ตนมีความกังวลเกี่ยวกับบริษัททัวร์ที่ทำทัวร์ไปอินโดนีเซีย และซื้อตั๋วเครื่องบินกับสายการบินต้นทุนต่ำล่วงหน้าไว้แล้ว จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะคนไทยจะงดเดินทางไปอีกสักระยะหนึ่ง กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้เอเย่นต์ต่างๆ แจ้งผลรายงานเข้ามาเป็นระยะ

ช่วงค่ำกระทรวงการต่างประเทศออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเหตุระเบิดในกรุงจาการ์ตา ระบุว่า ประเทศไทยรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากและเสียใจกับเหตุการณ์ระเบิดและการกราดยิงที่กรุงจาการ์ตา ที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต ขอแสดงความอาลัยและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ไปยังผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว ประเทศไทยขอร่วมกับอินโดนีเซียและประชาคมระหว่างประเทศ ประณามอาชญากรรมอันชั่วร้ายนี้ รัฐบาลไทยสนับสนุนรัฐบาลอินโดนีเซียสำหรับความพยายามในการนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ทางการไทยได้ติดตามพัฒนาการของเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ได้เพิ่มการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทยด้วย

แจ็กพอต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/563016

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 06:01

 

ผู้คนแห่มาแสดงความยินดีกับพนักงานร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น ในเมืองชิโน ฮิลส์ ชานนครลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ หลังทราบผลลอตเตอรี่พาวเวอร์บอลที่มีเงินรางวัลสูงสุด 57,240 ล้านบาท เพราะ 1 ใน 3 ของผู้ถูกรางวัลซื้อหวยร้านนี้.

อัยการฝรั่งเศสพบชื่อมือระเบิดพลีชีพที่แซงต์เดอนิส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562991

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2559 06:00

 

(ภาพ: AFP)

อัยการกรุงปารีสเผยผลการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของมือระเบิดฆ่าตัวตายที่อพาร์ตเมนต์ในเขตแซงต์เดอนิส์เมื่อปลายปีก่อน โดยพบว่าเป็นชายชาวเบลเยียม เชื้อสายโมร็อกโก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัยการแห่งกรุงปารีสแถลงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคมว่า การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลของมือระเบิดฆ่าตัวตายที่อพาร์ตเมนต์บนถนนคอร์บิล์ยง เขตแซงต์เดอนิส์ ชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พบว่าคือ นายชาคิป อาครูห์ เกิดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2533 ที่ประเทศเบลเยียม ถือสัญชาติเบลเยียม-โมร์อกโก

หนังสือพิมพ์เลอซัวร์ของเบลเยียมระบุว่า นายอาครูห์มีทะเบียนประวัติอยู่ในบัญชีมุสลิมหัวรุนแรงขององค์กรประสานความร่วมมือเพื่อวิเคราะห์ภัยคุกคาม (L’Organe de coordination pour l’analyse de la menace – OCAM) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงของเบลเยียม เขาถูกศาลอาญาแห่งกรุงบรัสเซลส์ตัดสินต้องโทษจำคุก 5 ปีเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในคดีที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายหลายคดี พร้อมกับนายอับเดลฮามิด อาบาอุดที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี

อัยการระบุว่า “การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลจนได้รับผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้เกิดจากการตรวจดีเอ็นเอของมือระเบิดพลีชีพและมารดาของนายชาคิป อาครูห์” เจ้าพนักงานสอบสวนเชื่อว่า เขาได้ร่วมการกราดยิงบริเวณหน้าร้านอาหารและคาเฟ่กรุงปารีสในคืนวันศุกร์ที่ 13 พร้อมกับนายอับเดลฮามิด อาบาอุด ผู้วางแผนการโจมตีกรุงปารีสที่เสียชีวิตจากการจู่โจมจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคราวเดียวกัน

ผู้ก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 130 คนและบาดเจ็บกว่าร้อยคน จำนวน 8 ใน 10 คนที่ได้รับการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลแน่ชัดได้แก่ นายอาบาอุด นายบราฮิม อับเดซลาม และนายชาคิป อาครูห์ ซึ่งเป็นทีมกราดยิงหน้าร้านอาหาร นายโอมาร์ มอสเตอไฟย์ นายซามี อามีมูร์ และนายฟูเอ็ด มูฮัมเหม็ด-อักกัด เป็นทีมบุกเข้าโรงคอนเสิร์ตบาตากล็อง และนายบิลัล ฮัดฟิ ที่สนามฟุตบอลสตาดเดอฟร็องส์ ส่วนนายซาลาห์ อับเดซลามที่พบหลักฐานว่าเป็นผู้ขับรถไปส่งมือระเบิดพลีชีพที่สตาดเดอฟร็องส์กำลังหลบหนี

มือระเบิดพลีชีพอีกสองคนที่สตาดเดอฟร็องส์ได้เดินทางเข้ายุโรปพร้อมกับขบวนผู้ลี้ภัยทางเรือเข้าประเทศกรีซที่เกาะเลอโรสโดยใช้หนังสือเดินทางซีเรียปลอมในชื่อว่า นายอาหมัด อัล-โมฮัมหมัด และนายโมฮัมหมัด อัล-มาห์มด โดยยังไม่ทราบชื่อที่แท้จริง.

ไม่แคล้ว ‘ไอซิส’!! กลุ่มต้องสงสัยหมายเลขหนึ่ง ตัวการบึมสยองจาการ์ตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562862

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2559 05:30

 

และแล้ว กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ในภูมิภาคอาเซียนของเรา ก็ต้องเผชิญหน้ากับเหตุก่อการร้ายรุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 ม.ค.59 โดยกลุ่มคนร้ายได้เลือกสถานที่ลงมือก่อเหตุ เป็นบริเวณใกล้กับสำนักงานของสหประชาชาติ(ยูเอ็น), ทำเนียบประธานาธิบดี และ ซารีนาห์ มอลล์ ช็อปปิ้งมอลล์ใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมอย่างน้อย 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนร้ายตาย 5 ราย ขณะที่มีผู้บาดเจ็บ 24 คน

หลังเกิดเหตุระเบิดสะเทือนขวัญ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซียยังต้องปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มคนร้ายและเกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดนานกว่าชั่วโมง จนสร้างความระทึกและบีบหัวใจมากยิ่งขึ้นไปอีก

ท่ามกลางเสียงปืน และสิ้นเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องเขย่ากรุงจาการ์ตา กลับยังไม่มีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่สำหรับความเห็นของนักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสำนักข่าวต่างประเทศหลายคน ชี้ว่า รูปแบบการก่อรุนแรงที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียครั้งนี้ แตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นเหตุก่อการร้ายในอินโดนีเซียครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรม เจ ดับบลิว แมร์ริออต​ และโรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน ในกรุงจาการ์ตา เมื่อ ก.ค.2552 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ และบาดเจ็บ 53 คน

* รูปแบบโจมตีเหมือนปารีส

บ็อบ แบเออร์ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น สื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ มีความเห็นว่า ลักษณะการโจมตี เหมือนกับเป็น ‘ลายเซ็น’ หรือเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ ‘รัฐอิสลาม’ หรือไอซิสไม่ผิดเพี้ยน!!

‘เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในจาการ์ตา สำหรับผมแล้ว มันมี ‘เสียง’เหมือนเหตุโจมตีปารีส’ บ็อบ แบเออร์ กล่าว พร้อมชี้ว่า นักรบหัวรุนแรงจำนวนมากมีประสบการณ์ในการสู้รบทั้งในอิรักและซีเรีย และจำนวนมากมีประสบการณ์ในการผลิตและก่อเหตุระเบิด

*เตือนก่อนหน้าไม่กี่วัน…ไอซิสจ้องโจมตีอินโดฯ

6 มกราคม 59 เว็บไซต์ อินโดนีเซีย-อินเวสต์เมนต์ รายงานรัฐบาลออสเตรเลียได้แนะนำชาวออสเตรเลียให้คิดทบทวนอีกครั้งหากต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวในอินโดนีเซียช่วงนี้ (โดยเฉพาะเกาะบาหลี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวออสเตรเลีย) เพียงแต่คำเตือนของรัฐบาลออสเตรเลียผ่านทางออนไลน์ ไม่ได้มีการแจ้งรายละเอียด ระบุเพียงว่า ‘พวกเรายังคงได้รับข้อมูลอย่างต่อเนื่องบ่งชี้ว่ากลุ่มก่อการร้ายอาจกำลังมีแผนการโจมตีอินโดนีเซีย ซึ่งสามารถจะเกิดได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรไปยังสถานที่ที่มีระดับการรักษาความปลอดภัยต่ำ และหลีกเลี่ยงเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ว่าจะตกเป็นเป้าโจมตี

*มีเครือข่ายไอซิสอยู่ในอินโดฯแน่นอน

นายเอ.เอ็ม เฮนโดรปรีโยโน อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอินโดนีเซีย และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ยืนยันเมื่อวันจันทร์ที่ 11 ม.ค.ว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯในกรุงจาการ์ตาได้มีคำเตือนเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอซิส เพราะมีข่าวกรองชัดเจนว่า ขณะนี้ มีเครือข่ายไอซิสอยู่ในอินโดนีเซีย

*ชาวอินโดฯอย่างน้อย 300 คน เข้าร่วมกลุ่มไอซิส

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอินโดนีเซีย ระบุว่า มีชาวอินโดนีเซียอย่างน้อย 300 คน กำลังเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอซิส อย่างไรก็ตาม จำนวนของชาวอินโดนีเซียที่เข้าร่วมกับกลุ่มไอซิสจะมีจำนวนมากกว่านี้มาก

*โพสต์คลิปขู่ฆ่าตำรวจลงยูทูบ

ขณะที่ คลิปวิดีโอคลิปหนึ่งที่อัพโหลดลงในยูทูบ เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 58 หรือปลายปีที่ผ่านมา ได้เผยแพร่ภาพชาวอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มไอซิสได้พูดขู่ฆ่าเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงของอินโดนีเซีย เพื่อพยายามจะนำกฎหมายอิสลามหรือชาเรียห์ มาใช้ในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม รองประธานาธิบดียูซุฟ คัลลาของอินโดฯ ได้พยายามลดระดับความหวาดกลัวเหตุก่อการร้ายในประเทศว่า อินโดนีเซียได้เผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตรายร้ายแรงใดๆ

* กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงเคลื่อนไหวต่อเนื่องในอินโดฯ

พล.ต.อ.สุตาร์มาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซีย กล่าวเมื่อไม่นานที่ผ่านมาว่า ระหว่างปี 2543-2557 เกิดเหตุต้องสงสัยว่าเป็นการก่อการร้ายในอินโดนีเซีย รวม 97 ครั้ง เป็นเหตุให้ตำรวจส้ินชีพ จากการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย 34 นาย ขณะที่ ได้จับกุมคนร้ายซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายอย่างน้อย 1,000 คน ในช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมา

เหตุระเบิดที่เกาะบาหลี เมื่อปี 2545

*เหตุการณ์รุนแรงที่เคยเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย

– ธ.ค.2543 เกิดเหตุระเบิดที่โบสถ์คริสต์ทั่วประเทศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 19 ศพ

-ต.ค.2545 เกิดเหตุระเบิดที่เกาะบาหลี เกาะท่องเที่ยวชื่อดังของอินโดนีเซีย ตาย 202 ศพ ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย 88 ศพ

-ส.ค. 2546 เกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมแมร์ริออต ในกรุงจาการ์ตา ตาย 12 ศพ

-ก.ย.2547 เกิดเหตุระเบิดด้านนอกสถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย ในกรุงจาการ์ตา ตายอย่างน้อย 9 ศพ

-ต.ต.2548 เกิดเหตุระเบิดพลีชีพบนเกาะบาหลี ตาย 23 ศพ รวมทั้งมือระเบิดพลีชีพหลายคน

ก.ค.2552 เกิดเหตุระเบิดระเบิดที่โรงแรม เจ ดับบลิว แมร์ริออต​ และโรงแรมริทซ์-คาร์ลตัน ในกรุงจาการ์ตา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 ศพ และบาดเจ็บ 53 คน

กระทั่ง มาถึงเหตุรุนแรงโจมตีกรุงจาการ์ตาครั้งนี้ ซึ่งกำลังสร้างความหวาดผวา และอกสั่นขวัญแขวนให้แก่ชาวอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก เพราะดูจากรูปแบบการโจมตีแล้ว กลุ่มก่อการร้ายที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยมากที่สุด ย่อมไม่แคล้ว ฝีมือเครือข่ายไอซิสอีกตามเคย.

สื่อแฉดาราสาวจังโก้จู๋จี๋ราชายาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562957

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ม.ค. 2559 03:15

 

(ภาพ: AP)

กาเต เดล กาสติลโญ นักแสดงสาวชาวเม็กซิกัน ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเธอเป็นคนกลางติดต่อให้ฌอน เพนน์ นักแสดงอเมริกันเข้าสัมภาษณ์ ฮัวคิน กุซมัน ราชายาเสพติดชาวเม็กซิกัน แต่สื่อแฉว่าทั้งกาสติลโญและกุซมันต่างนิยมชมชอบกัน…

เมื่อ 13 ม.ค. กาเต เดล กาสติลโญ นักแสดงสาวชาวเม็กซิกัน วัย 43 ปี ซึ่งโด่งดังจากละครทีวีเรื่อง “เดอะ ควีน ออฟ เดอะ เซาท์” เผยใจต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกผ่านทวิตเตอร์ กรณีที่ฌอน เพนน์ นักแสดงฮอลลีวูดชาย เขียนบทความลงนิตยสาร โรลลิ่ง สโตนส์ ว่า เธอเป็นตัวแทนให้นายฮัวคิน กุซมัน หรือ “เอล ชาโป” หัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด “ซินาลัว” ที่เพิ่งถูกจับเมื่อ 8 ม.ค. ติดต่อให้เพนน์ไปสัมภาษณ์กุซมัน เพื่อนำอัตชีวประวัติไปสร้างภาพยนตร์ว่าทั้งหมดไม่เป็นความจริง และพร้อมเล่าเรื่องของตนเอง

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ มิเลนิโอ ตีพิมพ์ข้อความสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างกุซมันกับกาสติลโญ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ดักฟังในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2558 และถูกยืนยันว่าเป็นเสียงของทั้งคู่จริง โดยใจความส่วนใหญ่กุซมันคลั่งไคล้ชื่นชมในตัวดาราสาวแทบทุกครั้งที่เจอกัน โดยแทบไม่สนใจโครงการสร้างภาพยนตร์ชีวิตตัวเอง อีกทั้งยังไม่รู้จักฌอน เพนน์ ขณะทนายแนะนำให้รู้จัก กระทั่งเรียกชื่อผิด ส่วนกาสติลโญก็สารภาพว่าฝันอยากเจอกุซมันและรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า นักแสดงทั้ง 2 คนอาจถูกตั้งข้อหาคดีอาญา ยกเว้นไม่ได้แอบรับเงินจากกุซมันเพื่อสร้างหนัง แต่เพนน์อาจถูกกันเป็นพยาน เพราะไปสัมภาษณ์กุซมันในฐานะนักข่าว.

ฌอน เพนน์ นักแสดงชางอเมริกัน จับมือกับ ฮัวคิน กุซมัน ราชายาเสพติดชาวเม็กซิกัน หลังการสัมภาษณ์ (ภาพ: REUTERS)

เศร้า! มะเร็งคร่าชีวิต ‘อลัน ริคแมน’ ผู้รับบท ศ.สเนป ในหนัง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562910

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 22:55

 

อลัน ริคแมน (ภาพ: AP)

อลัน ริคแมน นักแสดงชาวอังกฤษ ผู้อยู่ในวงการนักแสดงมานานกว่า 40 ปีและโด่งดังจากบทผู้ร้ายในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมทั้งศาสตราจารย์สเนปในหนังดัง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็ง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อลัน ริคแมน นักแสดงชาวอังกฤษ ผู้โด่งดังจากบทบาท ฮานส์ กรูเบอร์ จอมวายร้ายในภาพยนตร์เรื่อง ‘ดาย ฮาร์ด’ (Die Hard) และศาสตราจารย์สเนปในภาพยนตร์ชุดเรื่อง ‘แฮร์รี่ พอตเตอร์’ (Harry Potter) เสียชีวิตขณะมีอายุ 69 ปี หลังจากต่อสู้กับโรคมะเร็งในระยะเวลาสั้นๆ

ครอบครัวของนายริคแมนออกแถลงการณ์เปิดเผยข่าวการเสียชีวิตของเขาในวันพฤหัสบดี โดยระบุว่า “นักแสดงและผู้กำกับ อลัน ริคแมน เสียชีวิตแล้วด้วยโรคมะเร็งขณะมีอายุ 69 ปี โดยมีครอบครัวและเพื่อนพ้องอยู่เคียงข้าง”

อลัน ริคแมน ถ่ายรูปคู่กับโปสเตอร์โปรโมตภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเจ้าชายเลือดผสม ในนครนิวยอร์ก เมื่อปี 2009 (ภาพ: AFP)

ทั้งนี้ นายริคแมน เกิดในกรุงลอนดอนของอังกฤษในปี 1946 เริ่มต้นอาชีพสายการแสดงด้วยการทำงานที่โรงละครของบริษัท ‘รอยัล เชคสเปียร์’ และรายการโทรทัศน์ของสหราชอาณาจักร ก่อนจะได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในบทบาท ฮานส์ กรูเบอร์ ผู้ก่อการร้ายชาวเยอรมัน ศัตรูของบรูซ วิลลิส ในบท จอห์น แมคเคน ในภาพยนตร์เรื่อง ดาย ฮาร์ด เมื่อปี 1988

ริคแมนเป็นที่จดจำอย่างมากในบทตัวร้ายในภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง รวมทั้งบท ผู้พิพากษา เทอร์พิน จากภาพยนตร์เรื่อง ‘สวีนนีย์ ท็อดด์ บาร์เบอร์หฤโหดแห่งฟลีทสตรีท’ (Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street) ประกบคู่กับ จอห์นนี เดปป์ หรือบทนายอำเภอจอร์จ แห่งเมืองนอตติงแฮม ในภาพยนตร์เรื่องโรบิน ฮู้ด เจ้าชายจอมโจร ขณะที่คนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันอาจจดจำเขาในบท ศาสตราจารย์สเนป จากภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้ง 8 ภาค

อลัน ริคแมน เคยแสดงในภาพยนตร์เรื่อง สวีนนีย์ ท็อดด์ บาร์เบอร์หฤโหดแห่งฟลีทสตรีท เมื่อปี 2007 (ภาพ: AFP)

แต่ถึงแม้จะเป็นนักแสดงมากความสามารถ ริคแมนก็ไม่เคยได้รางวัลออสการ์แม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่อยู่ในวงการภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี เขาเคยได้รับรางวัลสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งอังกฤษ หรือ แบฟตา (BAFTA) ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง ‘โรบิน ฮู้ด เจ้าชายจอมโจร’ (Robin Hood: Prince of Thieves) และเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอีก 3 ครั้ง จากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง ‘Truly Madly Deeply’ ในปี 1990 และเรื่อง ‘เหตุผลที่คนเรารักกัน’ (Sense and Sensibility) ในปี 1995.

ลำดับเหตุการณ์โจมตีจาการ์ตา!! มือระเบิดพลีชีพถึง 3 ราย ลาก 2 ชาวต่างชาติไปยิงโหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562852

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 19:00

 

ลำดับเหตุการณ์โจมตีจาการ์ตา กลุ่มคนร้ายเป็นมือระเบิดพลีชีพถึง 3ราย พร้อมจับตัวชาวต่างชาติ 2 คน เป็นชาวดัตช์ 1 แอลจีเรีย 1 เป็นตัวประกัน ก่อนลากไปยิงอย่างเหี้ยมโหด จนตาย 1 เจ็บ 1…

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 59 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ลำดับเหตุการณ์โจมตีกรุงจาการ์ตา หลังจากเกิดเหตุระเบิดเสียงดังกึกก้องหลายครั้ง บริเวณตอนกลางของกรุงจาการ์ตา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย  7 ราย และยังไม่มีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

** ลำดับเหตุการณ์โจมตีจาการ์ตา (ตามเวลาท้องถิ่น)

–10.55 น. มือระเบิดพลีชีพรายแรกก่อเหตุปลดชนวนระเบิดที่ร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคส์

— คนร้ายอีก 2 คน ซึ่งอยู่ด้านนอกร้านสตาร์บัคส์ จับกุมชาวต่างชาติ 2 คน เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ 1 คน และชาวแอลจีเรีย 1 คน เป็นตัวประกัน

— จากนั้น คนร้ายได้เปิดฉากกราดยิงใส่ประชาชนที่สัญจรบนท้องถนน

—ต่อมา คนร้ายได้ลากตัวประกัน 2 คนไปยังที่จอดรถ และเหนี่ยวไกปืนยิงเหยื่อทั้งสองอย่างเหี้ยมโหด ทำให้ชาวเนเธอร์แลนด์เสียชีวิต ส่วนชาวแอลจีเรียบาดเจ็บ

— ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุ และเห็น 2 คนร้าย จึงเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ ขณะที่ คนร้ายตอบโต้ด้วยการขว้างระเบิดมือ 2 ลูกใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

— ไม่กี่นาทีต่อมา คนร้ายทั้งสองได้ขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปยังป้อมตำรวจ ใกล้กับ ซารีนาห์ มอลล์ และได้ปลดชนวนระเบิดปลิดชีพตนเอง

สรุปเหตุการณ์ระเบิดที่จาการ์ตา : เกิดเหตุระเบิด 5 ครั้ง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ เป็นมือระเบิดพลีชีพ 3 ศพ และโดนตำรวจยิงดับ 2 ราย รวมคนร้ายตาย 5 ราย ขณะที่ มีผู้บาดเจ็บ 24 ราย  นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจค้นเจอระเบิดที่ยังไม่ได้จุดชนวนอีก 5 ลูก และปืนสั้น 2 กระบอก โดยตำรวจอินโดนีเซียเชื่อว่า เป้าหมายใหญ่ในการลงมือก่อเหตุครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

คุมสถานการณ์ในจาการ์ตาได้แล้ว!! หลังตร.ไล่ล่าคนร้ายนานกว่าชม. ยอดตาย 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/562806

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 17:44

 

ตำรวจอินโดฯ ควบคุมสถานการณ์ในกรุงจาการ์ตาได้แล้ว ยอดตายอย่างน้อย 7  เป็นคนร้าย 5 หลังจากปฏิบัติการไล่ล่าและยิงปะทะกับคนร้ายก่อเหตุระเบิดหลายจุด นานกว่าชั่วโมง ด้านโฆษกสำนักงานตร.เผย ยังไม่แน่ชัดว่ากลุ่มคนร้ายเป็นกลุ่มใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

เมื่อ 14 ม.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ตำรวจอินโดนีเซีย สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว หลังปฏิบัติการไล่ล่า และเกิดการยิงต่อสู้กับกลุ่มคนร้ายนานกว่าชั่วโมง นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดรุนแรงสะเทือนขวัญในกรุงจาการ์ตา ตอนช่วงสายของวันที่ 14 ม.ค. โดยกลุ่มคนร้ายได้เลือกเป้าหมายลงมือก่อเหตุหลายจุดบนถนนธัมริน ซึ่งเป็นย่านธุรกิจ รวมทั้งยังมีอาคารสำนักงานสหประชาชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และ ซารีนาห์ มอลล์ ช็อปปิ้งมอลล์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่

ตำรวจอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า เหตุรุนแรงครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นอย่างน้อย 7 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องสงสัยลงมือก่อเหตุโจมตี 5 ราย และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นาย อย่างไรก็ตาม แม้เหตุการณ์รุนแรงจะยุติลงแล้ว แต่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุโจมตีกรุงจาการ์ตา ขณะที่ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ากลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุรุนแรงครั้งนี้เป็นกลุ่มใด เพียงแต่ ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด แห่งอินโดนีเซีย ชี้ว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นการก่อการร้าย

พล.ต.อ.บูดี กูนาวัน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า ชายต้องสงสัยเป็นคนร้าย 2 คน ถูกยิงเสียชีวิตที่ด้านหน้าโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง ขณะที่ชายอีก 2 คน เป็นมือระเบิดพลีชีพ เพราะได้ปลดชนวนระเบิดปลิดชีพตัวเอง บริเวณป้อมตำรวจด้านหน้าร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคส์ โดยโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และไม่มีผู้ต้องสงสัยเป็นคนร้ายหลบซ่อนอยู่ใน ช็อปปิ้งมอลล์ ซารีนาห์ แล้ว

บีบีซี รายงานว่า เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่ากลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุโจมตีจาการ์ตา มีจำนวนมากถึง 14 คน และในจำนวนนี้ 3 คน ถูกตำรวจควบคุมตัวแล้ว