รอมากว่า 2 ปี ไขโศกนาฏกรรม MH17ตก ฟันธง! ฝีมือรัสเซีย-กบฏยิงขีปนาวุธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738566

 

โศกนาฏกรรม เครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH17 จากกรุงอัมสเตอร์ดัม มายังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประสบเหตุตกในแคว้นโดเนตสก์ ทางภาคตะวันออกของประเทศยูเครน ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.57

ผ่านพ้นมากว่า 2 ปี ในที่สุด ผลการสืบสวนหาตัวการสุดเหี้ยม ใครคือตัวการยิงขีปนาวุธบู๊กโจมตีเครื่องบินจนระเบิดกลางอากาศ ผู้โดยสารและลูกเรือ 298 ชีวิตเสียชีวิตทั้งหมด ก็ได้รับการสรุป…ฟันธงออกมาแล้ว

เมื่อทีมสืบสวนร่วม (Joint Investigate Team) หรือ JIT นำโดยเนเธอร์แลนด์ (ดัตช์) ในฐานะที่เหยื่อMH17เป็นชาวดัตช์มากที่สุด ตั้งโต๊ะ เปิดแถลงข่าวที่เมืองนิวเวเคน ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับ 28 ก.ย. ตามเวลาของไทย แถลงสรุปผลการสืบสวนสอบสวนคดี MH17 หลังจากได้ใช้เวลาสืบพยานเก็บรวบรวมหลักฐานมานานนับ 2 ปี และก่อนหน้านี้ ได้เคยสรุปสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกมาแล้วว่า เป็นเพราะโดนยิงด้วยขีปนาวุธบู๊ก เพียงแต่ยังไม่ได้ฟันธงว่า ใครคือตัวการยิงโบอิ้ง 777 ลำนี้อย่างโหดเหี้ยม


*ไม่ช็อก…ฟันธงเป็นฝีมือ รัสเซียและกบฏแบ่งแยกดินแดนในยูเครน

ท่ามกลางความเศร้าโศกของคนในครอบครัวญาติพี่น้องของเหยื่อเคราะห์ร้ายที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวในครั้งนี้ อยากรู้ว่าใครคือตัวการยิงขีปนาวุธมาโจมตีเครื่องบินโดยสารมาเลเซีย แอร์ไลน์ส…ในที่สุดนายวิลเบิร์ต พอลิสเซน หัวหน้าทีมสืบสวนของดัตช์ เผยว่า จากหลักฐานที่รวบรวมพบว่า ขีปนาวุธดังกล่าวซึ่งถูกยิงมาโจมตีเที่ยวบิน MH17 นั้น เป็นระบบยิงขีปนาวุธ Buk 9M38 ของรัสเซีย

‘พวกเราไม่เกิดความสงสัยในข้อสรุปที่พวกเรานำมาแถลงในวันนี้เลย เพราะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง’ นายพอลิสเซน กล่าว โดยข้อมูลที่ได้นี้ ยังมาจากดาวเทียมจากสหรัฐฯ และสำนักงานอวกาศยุโรป ที่บ่งชี้ให้เห็นจุดยิงขีปนาวุธบู๊กมาโจมตี MH17 รวมทั้งยังมีการสอบปากคำพยานจำนวนมาก


นายวิลเบิร์ต พอลิสเซน หัวหน้าทีมสืบสวนของดัตช์ แถลงสรุปผลการสืบสวนสอบสวนคดี MH17

ขณะที่ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ได้กล่าวว่า พยานหลักฐานที่ได้มา ชี้ไปในทิศทางตรงกันว่า เหตุการณ์โจมตี MH17 เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัสเซีย!! โดยข้อสรุปดังกล่าว ถือเป็นข้อสันนิษฐานตั้งแต่แรก เนื่องจากเครื่องบินโดนยิงตกในเขตยึดครองของฝ่ายกบฏในยูเครน


แท่นยิงขีปนาวุธบู๊กของรัสเซีย

* สรุป รัสเซียส่งแท่นยิงขีปนาวุธมาให้กบฏในยูเครน และรีบขนกลับวันรุ่งขึ้น

ทีมสืบสวนร่วมแถลงว่า จากหลักฐานที่ได้จากการดักฟังสัญญาณโทรศัพท์, พยาน และข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ชี้ว่า ขีปนาวุธบู๊กถูกยิงมาจากทุ่งเพาะปลูกทางการเกษตร ใกล้หมู่บ้าน เปอร์โวมายสก์ ห่างจากตัวเมืองสนิซห์เน มาทางใต้ประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การยึดครองของกบฏสนับสนุนรัสเซีย

– ขีปนาวุธบู๊กถูกแอบลักลอบนำจากรัสเซีย มายังภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งต่อมา แท่นยิงขีปนาวุธได้ถูกนำขึ้นรถบรรทุกยี่ห้อวอลโว่ สีขาว กลับมารัสเซียในวันรุ่งขึ้น โดยมีหลักฐานจากพยานหลายคน รวมทั้ง ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอ ที่แสดงให้เห็นว่า รถบรรทุกแท่นยิงขีปนาวุธบู๊กดังกล่าว ถูกคุ้มกันโดยขบวนรถหลายคันรวมทั้งชายในชุดเครื่องแบบพร้อมอาวุธ


* สอย MH 17 มีคนเกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นร้อยคน

ทีมสืบสวนร่วม ชี้ว่า ผู้คนประมาณ 100 คน มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในการขนส่งแท่นยิงขีปนาวุธบู๊ก จากรัสเซีย เข้ามาในแคว้นโดเนตสก์ ของยูเครน เพียงแต่ยังไม่ระบุผู้ต้องสงสัยเป็นรายบุคคลอย่างเป็นทางการ

– พยานหลายคนที่อยู่บริเวณจุดยิงขีปนาวุธบู๊ก ใกล้หมู่บ้านเปอร์โวมายสก์ บอกว่า พวกเขาได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และเสียงของวัตถุที่บินขึ้นสูง รวมทั้งยังเห็นกลุ่มควันด้วย


*ทีมสืบสวนเร่งสอบต่อ ใครสั่งยิง MH17

ตอนนี้ ทีมสืบสวนร่วม (JIT) กำลังเดินหน้าตรวจสอบว่า ใครเป็นคนบัญชาการสุดโหด สั่งให้แอบลักลอบนำแท่นยิงขีปนาวุธบู๊กข้ามจากชายแดนรัสเซียเข้าไปในยูเครน และใครเป็นคนสั่งยิง MH17?


*รัสเซียยังโต้แบบยิบตา
ด้าน มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกมาแถลงตอบโต้ว่า ที่ผ่านมา JIT ได้ระงับยับยั้งไม่ให้เจ้าหน้าที่จากรัสเซียเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวน และรัสเซียมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการสืบสวนเหตุการณ์เครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส โดนยิงตก
‘มันฟังดูเหมือนเรื่องตลกร้าย แต่ขณะเดียวกัน พวกเขา (JIT) ได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลยูเครนเข้ามามีส่วนร่วมในทีมสืบสวน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการปลอมแปลงหลักฐานและปิดบังหลักฐาน


พลตรีอิกอร์ โคนาสเชนคอฟ โฆษกประจำกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ชิงออกมาแถลงข่าวข้อมูลใหม่จากเรดาร์

* กลาโหมรัสเซีย ชิงแถลงก่อนหน้า 2 วัน ไม่ได้ยิง MH17
ก่อนหน้าที่ทีมสืบสวนร่วมจะแถลงสรุปผลการสืบสวน ด้าน พลตรีอิกอร์ โคนาสเชนคอฟ โฆษกประจำกระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้ออกมาแถลงข่าวก่อนหน้า 2 วันว่า ทางการรัสเซีย มีข้อมูลดิบ ใหม่ล่าสุดที่เพิ่งได้จากเรดาร์ของภาคเอกชน แสดงให้เห็นว่าไม่มีขีปนาวุธถูกยิงมาจากบริเวณพื้นที่ที่ถูกยึดครองโดยกบฏแต่อย่างใด

โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ชี้ว่า ข้อมูลดิบจากเรดาร์ ที่ถูกเปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ โดยบริษัท อัลแมซ-แอนตีย์ ผู้ผลิตระบบขีปนาวุธบู๊ก (Buk missiles) ระบุว่า เมมโมรี่ ชิป จากสถานีเรดาร์ของเอกชน Utyos-T ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Ust-Donetsky ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งได้ถูกเอาออกไปและใส่เมมโมรี่ ชิปอันใหม่แทน หลังเกิดโศกนาฏกรรม MH17 ถูกยิงตกไม่นานนั้น ปรากฏว่า เมมโมรี่ ชิปที่ถูกเอาออกไป เพิ่งถูกพบเมื่อเร็วๆ นี้ และข้อมูลจากเมมโมรี่ ชิป แสดงให้เห็นว่า ไม่มีวัตถุแปลกปลอมถูกยิงมาจากเขตกบฏ เข้าใกล้เครื่องบินโดยสารของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส บริเวณดังกล่าว โดยรัสเซีย ยังชี้ว่า ถ้าเครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส โดนยิงแล้วล่ะก็ ต้องเป็นฝีมือกองกำลังยูเครน ไม่ใช่ฝีมือรัสเซีย


เรียกว่า ถึงแม้ทางทีมสืบสวนร่วมได้สรุปเหตุการณ์ MH17 โดนขีปนาวุธยิงตกว่า เป็นฝีมือของรัสเซียและกบฏในยูเครน แต่ทางฝ่ายรัสเซีย ก็ยังคงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง ว่าไม่ได้เป็นตัวการยิงเครื่องบินโดยสารมาเลเซีย แอร์ไลน์ส แม้จะหวั่นวิตกอยู่ลึกๆ เนื่องจากทางฝ่ายทีมสืบสวนร่วมไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ แต่กำลังเร่งเดินหน้าเพื่อกระชากหน้ากากให้ได้ ว่า ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’สุดเหี้ยม สั่งยิง MH17!?!

 

ผู้นำสหรัฐฯชี้ ก.ม.ก่อการร้ายกระทบสัมพันธ์ซาอุฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738852

 

คองเกรสคว่ำวีโต–ภาพถ่ายจากโทรทัศน์ในวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อ 28 ก.ย. ซึ่งร่วมกับสภาผู้แทนฯ ลงมติลบล้างการใช้สิทธิยับยั้งหรือ “วีโต” ของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ต่อร่างกฎหมายที่อนุญาตให้ครอบครัวเหยื่อเหตุวินาศกรรม 9/11 ฟ้องร้องรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ ส่งผลให้กฎหมายนี้มีผลใช้บังคับ (เอพี)

เมื่อวันพุธ 28 ก.ย. รัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นปฏิเสธการใช้สิทธิยับยั้งของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ กรณีการออกกฎหมายดำเนินการต่อต้านผู้สนับสนุนลัทธิก่อการร้าย (JASTA) ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะถูกใช้เปิดโอกาสให้เหล่าครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุวินาศกรรม 9/11 สามารถดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในฐานะผู้ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องเหตุวินาศกรรมดังกล่าว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯลงมติคว่ำสิทธิยับยั้งของประธานาธิบดีโอบามาด้วยคะแนนเสียง 348 ต่อ 77 ส่วนวุฒิสภาลงมติ 97 ต่อ 1 ถือเป็นการคว่ำสิทธิยับยั้งของผู้นำสหรัฐฯประสบความสำเร็จครั้งแรก ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯใกล้หมดวาระดำรงตำแหน่งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยผู้นำสหรัฐฯระบุถึงสภาคองเกรสกำลังดำเนินการผิดพลาดและเป็นอันตรายแก่ประเทศชาติ

ทั้งนี้ เหตุวินาศกรรม 9/11 พบว่าผู้ต้องสงสัยก่อเหตุร้ายจี้เครื่องบิน 15 คน จาก 19 คน ถือสัญชาติซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นพันธมิตรแนบแน่นกับสหรัฐฯมายาวนาน แต่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆกับกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ทั้งไม่มีหลักฐานชัดเจนใดๆยืนยันรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเกี่ยวข้องเรื่องนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ชี้ว่าเรื่องนี้อาจทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียตัดความร่วมมือต่อต้านก่อการร้ายกับสหรัฐฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นางฮิลลารี คลินตัน ผู้แทนพรรคเดโมแครต ประกาศดำเนินการตอบโต้กลุ่มผู้เคลื่อนไหวแฮกจารกรรมข้อมูลจากต่างชาติ

โจมตีเธอหรือโจมตีสหรัฐฯ โดยกล่าวถึงรัสเซียพยายามเจาะข้อมูลคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯที่เรื่องราวเกี่ยวกับความมั่นคงทางคอมพิวเตอร์ถูกนำขึ้นมารวมอยู่ในนโยบายด้านความมั่นคง ขณะที่ความเคลื่อนไหวนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกัน นิตยสารฟอร์บส์รายงานระบุทรัพย์สินนายทรัมป์ลดลงในช่วงเวลาปีเดียวมากราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือถือครองทรัพย์สินราว 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

อาเจียนเป็นเลือด! แฉรบ.ซูดานเหี้ยม ใช้อาวุธเคมีโจมตีดาร์ฟูร์ ตายอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738492

 

ช็อก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเผยความโหดเหี้ยมของรัฐบาลซูดาน ใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองดาร์ฟูร์ เข่นฆ่าประชาชนในชาติตนเอง ตายแล้วกว่า 200 รายตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สุดสลด มีเด็กๆ ได้รับสารพิษจากอาวุธเคมีสิ้นชีพจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 29 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือองค์กรนิรโทษกรรมสากล ออกมาเปิดเผยความเหี้ยมโหดของรัฐบาลซูดานว่า มีเด็กๆ จำนวนมากในเมืองดาร์ฟูร์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล ต้องเสียชีวิตจากอาวุธเคมีโดยฝีมือของกองทัพรัฐบาลประเทศตนเอง โดยแอมเนสตี้ ฯ ระบุว่าตั้งแต่เดือนมกราคม ที่ผ่านมา ในจำนวนผู้เสียชีวิตจากอาวุธเคมีมากกว่า 200 รายมีเด็กๆ รวมอยู่ด้วยหลายคน

ทิรานา ฮัสซัน ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ ฯ กล่าวว่า รายงานใหม่ดังกล่าว ที่ระบุว่ากองทัพรัฐบาลกรุงคาทูมได้ใช้อาวุธเคมีในการโจมตี ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลซูดานได้ทำร้ายประชาชนในชาติตนเอง และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยผู้คนที่ได้รับสารพิษจากอาวุธเคมี จะเกิดการอาเจียนเป็นเลือด หายใจลำบากและผิวหนังลอก

นอกจากนั้น จากการลงพื้นที่สอบสวนความรุนแรงในเมืองดาร์ฟูร์ของเจ้าหน้าที่แอมเนสตี้ฯ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่า เกิดเหตุการณ์เลวร้ายในเมืองแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นมีผู้หญิงถูกข่มขืน มีผู้เสียชีวิตและมีการใช้ระเบิดโจมตีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ กองทัพรัฐบาลซูดานได้สู้รบกับกลุ่มกบฏในเมืองดาร์ฟูร์มายาวนานนับ 12 ปี

อย่างไรก็ตาม ด้านรัฐบาลซูดานได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของแอมเนสตี้ฯ ที่ว่ากองทัพซูดานใช้อาวุธเคมีโจมตีประชาชนในชาติตนเองว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้ความจริงโดยสิ้นเชิง และเป็นข้อกล่าวหาที่เสริมแต่งขึ้นมาโจมตีรัฐบาลซูดาน

 

หมดช่วงฮันนีมูน น้ำมันถูก! โอเปก ตกลงลดการผลิตน้ำมัน ครั้งแรกในรอบ8ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 15:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738292

 

ราคาน้ำมันพุ่งแล้ว…กลุ่มโอเปก บรรลุข้อตกลง ปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบออกสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นทันทีกว่า 6%

เมื่อ 29 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประเทศผลิตน้ำมันรายใหญ่บางประเทศของกลุ่มองค์กรส่งออกน้ำมัน หรือ โอเปก (Opec) ตกลงเห็นชอบที่จะลดปริมาณการผลิตน้ำมันออกสู่ท้องตลาด เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี หลังจากรมว.ประเทศสมาชิกโอเปกได้ร่วมประชุมหารือนอกรอบ ระหว่างมาร่วมการประชุมพลังงานระหว่างประเทศที่กรุงแอลเจียร์ เมืองหลวงของประเทศแอลเจียร์ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มโอเปกเห็นพ้องจะจำกัดการผลิตน้ำมันลงเหลือวันละ 32.5-33 ล้านบาร์เรล จากเดิมที่ผลิตวันละ 33.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเฉลี่ยแล้ว ลดวันละประมาณ 700,000 บาร์เรล

ข่าวแจ้งว่า การตกลงกันที่จะลดปริมาณการผลิตของกลุ่มโอเปก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นทันทีกว่า 6% และยังทำให้บริษัทที่กักตุนน้ำมันไว้ได้กำไรขึ้นในพริบตา โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ได้ปรับเพิ่มขึ้น 2.72 ดอลลาร์ หรือ 5.9% มาอยู่ที่ราคา 48.69 บาร์เรล ต่อดอลลาร์


‘นี่เป็นการตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นครั้งแรกที่กลุ่มโอเปกและชาติส่งออกน้ำมันที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปกจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันเป็นครั้งแรกในช่วงเวลานับ 10 ปี ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ราคาน้ำมันที่ต่ำมานานจะปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล’ นายฟิลล์ ฟลินน์ นักวิเคราะห์ราคาน้ำมัน ‘Price Futures Group’ ที่ชิคาโก กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่มโอเปกต่างย่ำแย่ไปตามๆกัน ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ได้ปรับตัวลดลงไปกว่าครึ่ง จากที่เคยมีราคาสูงกว่า 100ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อตอนช่วงกลางปี 2557 อันเนื่องมาจากสหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานได้แล้ว จนส่งผลให้น้ำมันล้นตลาด และทำให้ราคาน้ำมันถูกลงมาเรื่อยๆ จนทำให้กลุ่มโอเปกตกลงที่จะลดปริมาณการผลิตน้ำมันในที่สุดและเป็นการลดปริมาณการผลิตเป็นครั้งแรกในรอบ 8ปี

 

กรุงเรคยาวิกดับไฟ ทั้งเมืองมืดมิด ให้ผู้คนชมแสงเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 12:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738011

 

เทศบาลกรุงเรคยาวิกได้ประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายนว่า จะปิดการจ่ายไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงในคืนวันพุธ เพื่อให้คนสามารถชื่นชมกับปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ แสงออโรร่า…

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า ที่กรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์ ได้ประกาศเมื่อวันพุธที่ 28 กันยายนว่า จะทำการปิดการจ่ายกระแสไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงในคืนวันพุธ เพื่อให้คน สามารถชื่นชมกับปรากฏการณ์แสงเหนือ หรือ แสงออโรร่า ได้อย่างเต็มอิ่ม

สำนักงานเทศบาลกรุงเรคยาวิกได้ประกาศว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์จะตกอยู่ในความมืดมิดระหว่างเวลา 22.00-23.00 น. “ขอให้ประชาชนร่วมมือปิดไฟฟ้าด้วย เพื่อให้มีความมืดสนิทหรือมีแสงรบกวนน้อยที่สุด แต่ก็ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการขับขี่รถยนต์ด้วย”

กรุงเรคยาวิกเป็นเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดในโลก และเป็นจุดชมแสงเหนือ หรือแสงออโรร่า ที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่งดงามมาก ของแสงสว่างหลากสีสันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ.

 

ดช.วัย14 ยิงพ่อดับคาบ้าน ก่อนบุกยิงนร.ประถม-ครูเจ็บ3 ที่เซาท์ แคโรไลนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ก.ย. 2559 11:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737896

 

เกิดเหตุเด็กชายอายุ 14 ปี ใช้ปืนยิงสังหารพ่อของตัวเองเสียชีวิตที่บ้าน แล้วนำปืนออกมากราดยิงที่สนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ แคโรไลนา ทำให้มีผู้บาดเจ็บเป็น นร.2 คน และครู 1 คน โดยคนร้ายยอมมอบตัวกับ จนท.แล้ว…

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 เกิดเหตุเด็กชายอายุ 14 ปี ใช้ปืนยิงสังหารพ่อของตัวเองเสียชีวิตที่บ้าน แล้วนำปืนออกมากราดยิงที่สนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในรัฐเซาท์ แคโรไลนา ของสหรัฐฯ ทำให้เด็กนักเรียน 2 คน กับครูอีก 1 คน ได้รับบาดเจ็บ

สำนักงานนายอำเภอและหน่วยชันสูตรศพในเมืองแอนเดอร์สัน รัฐเซาท์ แคโรไลนา ร่วมกันแถลงว่า คนร้ายที่เป็นเด็กชายอายุ 14 ปี ได้ใช้อาวุธปืนก่อเหตุยิงสังหารนายเจฟฟรีย์ ออสบอร์น วัย 47 ปี ผู้เป็นพ่อของเขา จากนั้นได้นำอาวุธปืนดังกล่าวไปก่อเหตุกราดยิงบริเวณสนามเด็กเล่นของโรงเรียนประถมทาวน์วิลล์ ที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน ทำให้มีนักเรียน 2 คน และครู 1 คน ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ผู้ก่อเหตุยอมให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครหน่วยดับเพลิงเข้าควบคุมตัวที่บริเวณสนามเด็กเล่นด้านหลังโรงเรียน


หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันอพยพนักเรียนออกจากโรงเรียน ขึ้นรถบัสไปพักพิงกันอยู่ในโบสถ์ที่อยู่ใกล้เคียง ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้กำลังสืบสวนหาแรงจูงใจในการก่อเหตุ โดยทั้งผู้ก่อเหตุและเหยื่อเป็นคนผิวขาว แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเด็กนักเรียนที่บาดเจ็บรู้จักกับผู้ก่อเหตุหรือไม่.

 

ทรัมป์กร้าวจัดหนักคลินตันโต้วาทีครั้งหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737737

 

การโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรกจาก 3 ครั้ง ระหว่างนางฮิลลารี คลินตัน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อ 27 ก.ย. นางคลินตันถูกมองเก็บคะแนนนิยมได้เหนือกว่านายทรัมป์ แม้ยังไม่มีโพลสำรวจที่ได้มาตรฐานและแม่นยำยืนยัน ล่าสุด นายทรัมป์ให้สัมภาษณ์สถานีข่าวฟอกซ์ นิวส์ ระบุการโต้วาทีครั้งหน้าเขาจะโจมตีนางคลินตันหนักหน่วงขึ้น ทั้งจะเอาเรื่องฉาวของอดีตผู้นำบิล คลินตัน สามีนางคลินตันมาแฉด้วย เพราะตอนโต้วาทีครั้งแรก เชลซี ลูกสาวนางคลินตันนั่งฟังอยู่ด้วยจึงไม่อยากทำลายความรู้สึก

นายทรัมป์กล่าวอีกว่า นายเลสเตอร์ โฮลต์ ผู้ดำเนินรายการโต้วาทีไม่เป็นกลาง ไม่ถามกดดันนางคลินตันเรื่องอื้อฉาวต่างๆที่ควรต้องถาม แต่ทำตรงข้ามกับตน พร้อมอ้างว่าไมโครโฟนของตนยังแย่มากมีเสียงไมค์หอนตลอด ระดับความดังก็ไม่เท่าไมค์นางคลินตัน จนผู้ฟังหลายคนคิดว่าตนสูดจมูกบ่อยครั้ง จนกลายเป็นกระแสล้อเลียนในทวิตเตอร์เกิดแฮชแท็กคำลงท้ายแสดงหัวข้อเรื่อง #Trumpsniffle (ทรัมป์สนิฟเฟิล)

สถิติการชมโต้วาทีครั้งนี้มากเป็นประวัติการณ์ 84 ล้านคน มากกว่าเมื่อครั้งนายจิมมี คาร์เตอร์ โต้วาทีกับนายโรนัลด์ โรแกน เมื่อปี 2523 ที่มี 80.6 ล้านคน.

 

รัสเซียดิ้น ไม่ได้ยิงMH17ตก! ยันข้อมูลเรดาร์ ไม่มีขีปนาวุธมาจากเขตกบฏ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 15:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/737146

 

กลาโหมรัสเซีย พยายามหักล้างข้อกล่าวหา กบฏในยูเครนยิง MH17 ตก 2 ปีก่อน เผยข้อมูลใหม่จากเรดาร์ แสดงให้เห็น ไม่มีขีปนาวุธถูกยิงมาจากเขตยึดครองของกบฏ โจมตีเครื่องบินโดยสารมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ยันขณะ MH17 ร่วงมีเครื่องบิน 3 ลำบินอยู่ใกล้ๆ กัน

เมื่อ 28 ก.ย. 59 เว็บไซต์ สำนักข่าว RT รายงาน จากกรณีเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH17 จากอัมสเตอร์ดัม มายังกัวลาลัมเปอร์ ถูกยิงตกที่แคว้นโดเนสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งเป็นบริเวณเขตยึดครองของกบฏแบ่งแยกดินแดนหนุนรัสเซีย เมื่อ ก.ค. 57 หรือตั้งแต่ 2 ปีก่อน และมีการคาดการณ์เป็นฝีมือของกบฏว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ย. พลตรีอิกอร์ โคนาสเชนคอฟ โฆษกประจำกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย ออกมาแถลงข่าวเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า มีข้อมูลดิบจากเรดาร์ของภาคเอกชน แสดงให้เห็นว่าไม่มีขีปนาวุธถูกยิงมาจากบริเวณพื้นที่ที่ถูกยึดครองโดยกบฏแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด


พลตรี อิกอร์ โคนาสเชนคอฟ โฆษกประจำกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย แถลงข่าว

โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ชี้ว่า ข้อมูลดิบจากเรดาร์ ที่ถูกเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อนโดย บริษัท อัลแมซ-แอนตีย์ ผู้ผลิตระบบขีปนาวุธบู๊ค (Buk missiles) ระบุว่า เมมโมรี่ ชิป จากสถานีเรดาร์ของเอกชน Utyos-T ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Ust-Donetsky ทางตะวันตกของรัสเซีย ซึ่งได้ถูกเอาออกไปและใส่เมมโมรี่ ชิปอันใหม่แทน หลังเกิดโศกนาฏกรรม MH17 ถูกยิงตกไม่นานนั้น ปรากฏว่า เมมโมรี่ ชิปที่ถูกเอาออกไป เพิ่งถูกพบเมื่อเร็วๆ นี้ และข้อมูลจากเมมโมรี่ ชิป แสดงให้เห็นว่า ไม่มีวัตถุแปลกปลอมถูกยิงมาจากเขตกบฏ เข้าใกล้เครื่องบินโดยสารของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส บริเวณดังกล่าว


ข้อมูลใหม่จากเรดาร์ ที่รัสเซียนำมาแสดงต่อสื่อมวลชน เมื่อ 26ก.ย.

ด้าน Lianozovo Elctromechanical Plant บริษัทติดตั้งสถานีเรดาร์ Utyos-T ได้เผยข้อมูลดิบแก่สื่อมวลชน ในกรุงมอสโก เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีเครื่องบินพลเรือน 3 ลำ รวมทั้ง MH17 บินอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมีเครื่องบินลำหนึ่งบินเข้าใกล้ MH17 ในระยะห่างประมาณ 30 กม. ในช่วงที่เครื่องบินถูกยิงตก และสถานีเรดาร์ ไม่พบว่ามีขีปนาวุธถูกยิงมาใกล้เครื่องบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส

ข่าวแจ้งว่า การออกมาแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของรัฐบาลยูเครนที่ชี้ว่า ขีปนาวุธบู๊คอาจถูกยิงมาจากเมืองสนิซเน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกกบฏยึดครอง โดยกองทัพรัสเซียชี้ว่า การที่รัฐบาลยูเครนปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลเรดาร์ รวมทั้งการเปิดเผยจุดที่ตั้งของกองกำลังทหารยูเครนที่ถูกส่งมาบริเวณดังกล่าว ตลอดจนข้อมูลสื่อสารระหว่าง MH17 กับหอควบคุมการบินยูเครนนั้น ทำให้เกิดความน่าสงสัยมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียออกมาแถลงข้อมูลใหม่ดังกล่าวที่ได้จากเรดาร์ของภาคเอกชน มีขึ้น เพียง 2 วันก่อนทีมสืบสวนระหว่างประเทศ นำโดยเนเธอร์แลนด์ เตรียมจะเปิดเผยข้อมูลที่พบเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมMH17ในวันพุธที่ 28 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากก่อนหน้านี้ ผลการสอบสวนของคณะกรรมการความปลอดภัยเนเธอร์แลนด์ สรุปว่า ขีปนาวุธบู๊ค ที่สร้างโดยรัสเซียถูกยิงมาโจมตี MH17 แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่าฝ่ายไหนเป็นตัวการยิง MH17 ร่วง ทำให้มีผู้โดยสาร และลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด 298 ราย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทีมสืบสวนดัตช์ยันชัด มิสไซล์ ‘บู๊ค’ ต้นเหตุทำ MH17 ตก (ชมคลิป)

 

สร้างแว่นติดกล้อง บันทึกประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735891

 

บริษัท “สแนปแชท” ได้ประดิษฐ์แว่นตาซึ่งมีกล้องถ่ายภาพในตัวอันแรกขึ้น ถ่ายภาพวีดิโอได้ครั้งละนาน 30 วินาที ช่วยให้เจ้าของบันทึกประสบการณ์ กลับมาย้อนดูอีกได้ใหม่ กำหนดนำออกขายตอนปลายปีนี้ ราคาประมาณ 5,000 บาท

เจ้าของความคิดนี้ได้แก่ นายอีแวน สปีเกล เขากล่าวว่า แว่นมีข้อดีตรงที่ช่วยบังกล้องถ่ายภาพ แต่ก็มีข้อเสีย เพราะจะให้ดีควรต้องถ่ายกลางแจ้ง พร้อมกับชี้แจงว่า จะค่อยๆปล่อยสินค้าออกสู่ตลาดทีละน้อย ไม่ได้หวังจะเป็นสินค้าที่ขายดิบขายดีอย่างสินค้าเพื่อผู้บริโภคอย่างอื่น “เพราะมันจะช่วยให้เราได้รู้ว่า มันจะถูกใจคนหรือไม่”.

 

โลกน้อมคารวะ! ชิมอน เปเรส อดีตผู้นำอิสราเอล ถึงแก่อสัญกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 11:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736866

 

เศร้า…อดีตนายกรัฐมนตรีชิมอน เปเรส แห่งอิสราเอล ผู้พยายามสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว หลังป่วยหนักโคม่าจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตกตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน

เมื่อ 28 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายชิมอน เปเรส อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งเคยร่วมคว้ารางวัลโนเบลสันติภาพ จากความพยายามเสริมสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จนได้รับการเคารพรักจากชาวอิสราเอลและชาวโลก ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ด้วยวัย 93 ปี หลังจากนายเปเรสได้ป่วยหนักขั้นโคม่า จากอาการภาวะโรคสโตรก หรือโรคสมองขาดเลือด จากเส้นเลือดในสมองแตก จนต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ที่โรงพยาบาลใกล้กรุงเทลอาวีฟ ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน

นายชิมอน เปเรส นับเป็นผู้นำอิสราเอล ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และประธานาธิบดีอิสราเอลอีก 1 สมัย ที่พยายามผลักดันสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์มานานนับ 50 ปี จนได้รับการยกย่องว่า เป็น ‘นักรบเพื่อสันติภาพ’ และยังเคยร่วมคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปี 2537 ร่วมกับอดีตนายกรัฐมนตรียิตซัก ราบินแห่งอิสราเอล (ต่อมาถูกลอบสังหาร) และนายยัตเซอร์ อาราฟัต ผู้นำปาเลสไตน์จากบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจาสันติภาพกับปาเลสไตน์


จากไปแล้ว…อดีตนายกรัฐมนตรีชิมอน เปเรส ถึงแก่อสัญกรรม ในวัย 93 ปี

นายเปเรส ซึ่งเกิดในปี 2466 ที่เมืองวิสนิว ประเทศโปแลนด์ ปัจจุบันคือเมืองวิชนีวา ในประเทศเบลารุส ได้วางมือจากการเมือง หลังจากหมดวาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอิสราเอล ในปี 2557 และถึงแม้จะอยู่ในวัยชรา นายเปเรสยังคงทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด


นายชิมอน เปเรส พบกับประธานาธิบดีบารัค โอบามา เมื่อปี 2557

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อดีตปธน.ชิมอน เปเรส แห่งอิสราเอล โคม่า เส้นเลือดในสมองแตก