มะกันเงิบ! ผลแล็บชี้ ไอซิสไม่ได้ยิงอาวุธเคมีใส่ฐานทัพในอิรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736582

 

ผลการตรวจสอบอาวุธของไอซิสขั้นสุดท้ายในห้องแล็บชี้ว่า อาวุธที่ไอซิสยิงเข้าใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่อาวุธเคมี ตรงข้ามกับที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อมาตลอดว่านี่เป็นอาวุธเคมี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 27 ก.ย. กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านกลุ่มติดอาวุธ รัฐอิสลาม (ไอซิส) เปิดเผยผลการตรวจสอบอาวุธของไอซิสขั้นสุดท้ายในห้องแล็บ ว่า ไอซิสไม่ได้ใช้อาวุธเคมี ‘แก๊สมัสตาร์ด’ โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภาคเหนือของประเทศอิรัก ตามที่เชื่อกันก่อนหน้านี้

พันเอก จอห์น ดอร์เรียน โฆษกของกองกำลังพันธมิตรฯ ระบุบนเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า ผลสรุปขั้นสุดท้ายของการตรวจสอบในห้องแล็บแสดงให้เห็นว่า อาวุธที่โจมตีฐานทัพอากาศ ‘คายารา’ เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ไม่ใช่อาวุธเคมี

ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบจากห้องแล็บขัดแย้งกับคำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง โดยในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อหาร่องรอยอาวุธเคมีออกมาเป็นบวก ขณะที่อาวุธที่ใช้ก็อาจจะเป็นจรวดหรือปืนใหญ่ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังร้องขอให้มีการกำจัดสารพิษด้วย

ขณะที่เมื่อสัปดาห์ก่อนพลเอก โจเซฟ ดันฟอร์ด ประธานเสนาธิการทหารร่วม บอกกับคณะกรรมาธิการด้านนโยบายอาวุธของวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า พวกเขาประเมิณว่าอาวุธที่ไอซิสใช้เป็นก๊าซพิษซัลเฟอร์ เขาระบุด้วยว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีสิ่งปลูกสร้างของไอซิส 30 แห่ง ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ว่า ไอซิสใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนและพันธมิตรของสหรัฐฯในเภาคเหนือของอิรักและในซีเรีย และแม้ผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายที่ออกมาจะเป็นลบ แต่เขาก็คาดว่า การโจมตีเช่นนั้นจะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้านนาวาเอก เจฟฟ์ เดวิส โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ บอกกับสื่อเมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ ได้มอบหน้ากากกันแก๊สให้กองทัพอิรักจำนวน 50,000 ใบแล้ว เพื่อตอบโต้่การใช้อาวุธเคมีของไอซิส

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตะลึง ไอซิสเหี้ยม! อาจใช้อาวุธเคมี แก๊สมัสตาร์ด โจมตีทหารมะกันในอิรัก

 

หนุ่มฝรั่งเศสสุดมุ่งมั่น! ขี่จักรยาน 1,215 ก.ม.ไปยื่นสมัครงาน FIFA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 04:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736531

 

(ภาพจาก http://motivationletter.delivery/)

เจโรนิโม เดล ซูร์ ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสแสดงความมุ่งมั่นด้วยการปั่นจักรยานข้ามประเทศ เป็นระยะทางกว่า 1,215 กม. เพื่อไปยื่นจดหมายสมัครงาน แก่หน่วยงานกีฬายักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่ง รวมถึง FIFA…

สื่อฝรั่งเศสและสวิสรายงานข่าว นายเจโรนิโม เดล ซูร์ ชายหนุ่มชาวเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส วัย 33 ปี ตัดสินใจปั่นจักรยานเป็นระยะทางกว่า 1,215 กม. เพื่อไปยื่นจดหมายสมัครงาน แก่หน่วยงานกีฬายักษ์ใหญ่ทั้ง 3 แห่ง อันประกอบด้วย สำนักงานสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA) ที่นครซูริก, สำนักงานคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ที่เมืองโลซานน์ และ สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (Union of European Football Associations) หรือ ยูฟ่า (UEFA) ที่เมืองนียง ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยมือตนเอง

เขาต้องขี่จักรยานจากเมืองตูลูสไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเขาใช้เวลาสองเดือนเพื่อเตรียมการ และเดินทางทำภารกิจทั้งหมดเสร็จสิ้นในเวลา 25 วัน ภายใต้ชื่อว่า “จดหมายสมัครงานผ่านเทือกเขาแอลป์” (Lettre de motivation à travers les Alpes)


แผนที่การเดินทางของนาย เจโรนิโม เดล ซูร์ (ภาพจาก http://motivationletter.delivery/)

นายเจโรนิโม เดล ซูร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ลาเดเปชว่า “ผมพยายามที่จะส่งจดหมายสมัครงานทางอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่ได้ผล ผมต้องการที่จะได้รับความสนใจจากผู้ที่คัดเลือกผู้สมัคร และได้มีโอกาสที่จะพบพูดคุยกับคนที่รับผิดชอบจริงๆ ระบบการสมัครผ่านทางอินเตอร์เน็ตไม่มีความเป็นตัวตน ผมต้องการแสดงให้เป็นถึงความเชื่อถือได้ของตัวผมด้วย เป็นเรื่องง่ายมากที่จะเขียนอะไรก็ได้เกี่ยวกับความกระตือรือล้นและความขยันหมั่นเพียร”

ในอดีตที่ผ่านมา เขาเคยทำงานอยู่ที่สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรปและมีประสบการณ์ จึงได้เข้าพบกับผู้รับสมัคร “ผมได้พูดคุยกับเขาเพียงสามนาทีและให้นามบัตรเอาไว้ ที่คณะกรรมการโอลิมปิคสากลผมไม่ได้พบใครเลย ได้แต่มอบจดหมายสมัครงานพร้อมนามบัตรไว้กับเลขา และอีกสองสามวันต่อมาผมก็ได้รับอีเมลเชิญให้เข้าร่วมประชุมที่เมืองโลซานน์ในเดือนตุลาคม”

มีเจ้าหน้าที่จาก FIFA ที่ได้ติดต่อเขากลับมาด้วย “นี่อาจจะไม่ใช่ว่า ประตูจะเปิดกว้างสำหรับผมในทันทีทันใด แต่ด้วยความพากเพียรพยายาม อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ” นายเจโรนิโม เดล ซูร์ กล่าวปิดท้าย

 

WHO ชี้! อากาศแย่กระทบชาวโลกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ก.ย. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736466

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยรายงานเมื่อ 27 ก.ย. ระบุชาวโลกมากถึง 92% อาศัยพำนักอยู่ในพื้นที่ระดับคุณภาพอากาศต่ำกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ถือว่าส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกหามาตรการจริงจังมากขึ้นแก้ปัญหามลพิษ ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยมากกว่าปีละ 6 ล้านคน มาตรการรวมถึงลดจำนวนรถยนต์และยกระดับการจัดการของเสีย

ทั้งนี้ แม้ปัญหาสภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดมักพบในเมืองใหญ่ แต่สถานการณ์ในเขตชนบทก็ถือว่าเลวร้ายกว่าที่หลายคนคิด เนื่องจากชาวบ้านในกลุ่มชาติกำลังพัฒนา ซึ่งอยู่ในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง ยังใช้การเผาถ่านเป็นเชื้อเพลิงภายในบ้าน ก่อให้เกิดอากาศพิษจากกำมะถันและก๊าซคาร์บอน ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มชาติแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถบตะวันตกมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงมาเลเซีย เวียดนามและจีน

รายงานดังกล่าวจัดทำโดยสำรวจเก็บข้อมูลจากพื้นที่ต่างๆ รวมกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก พบว่าเกือบ 90% ของการเสียชีวิตจากสาเหตุเกี่ยวข้องมลพิษทางอากาศอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง โดยปริมาตรอากาศพิษที่อยู่ในเกณฑ์ของสหประชาชาติคือ PM 2.5 หรือค่ามลพิษมากกว่า 10 ไมโครกรัมต่อปริมาตรอากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร.

 

ฮือฮา! มะกันทำเด็กหลอดแก้ว กำเนิดทารกมี DNA ของคน 3 คนรายแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 03:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736491

 

ดร. จอห์น จาง หนึ่งในแพทย์ที่ร่วมกระบวนการนี้

ทีมแพทย์ของสหรัฐฯ ทำเด็กหลอดแก้วโดยใช้เทคนิคใหม่ในการปฏิสนธิ DNA จากคน 3 คน ให้กำเนิดเด็กทารกได้สำเร็จเป็นรายแรก โดยใช้วิธีนี้เพื่อให้ไม่ให้เด็กมียีนบกพร่องที่จะทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรม…

‘นิว ไซแอนติสต์’ นิตยสารวิทยาศาสตร์รายสัปดาห์ของสหราชอาณาจักรรายงานว่า เด็กทารกคนแรกที่เกิดจากการทำเด็กหลอดแก้วด้วยเทคนิคการปฏิสนธิแบบใหม่โดยใช้สารพันธุกรรม (DNA) ของคน 3 คน ลืมตาดูโลกแล้วเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยเด็กทารกเพศชายคนนี้มี DNA ของพ่อ, แม่ และรหัสพันธุกรรม (genetic code) จำนวนเล็กน้อยจากผู้บริจาค

แพทย์ของสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจใช้วิธีที่เป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางนี้ เพื่อรับประกันว่าเด็กที่เกิดมาจะไม่มีโรคทางพันธุกรรม ที่มารดาชาวจอร์แดนของเขามีอยู่ในยีน ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า เรื่องนี้เป็นการประกาศยุคใหม่ในวงการแพทย์ และอาจสามารถช่วยเหลือครอบครัวอื่นๆ ที่มีโรคทางพันธุกรรมหายากได้

ทั้งนี้ ผู้หญิงบางคนในโลกใบนี้มียีนบกพร่องอยู่ใน ‘ไมโทคอนเดรีย’ องค์ประกอบเล็กๆ ที่มีอยู่ในเซลล์แทบทุกตัวในร่างกายมนุษย์ มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นพลังงานที่สามารถนำไปใช้ได้ ซึ่งไมโทคอนเดรียที่มียีนบกพร่องนี้ สามารถส่งต่อไปยังลูกได้

ในกรณีของครอบครัวชาวจอร์แดนครอบครัวนี้ มีโรคทางพันธุกรรมที่เรียกว่า กลุ่มอาการลีห์ (Leigh Syndrome) ซึ่งจะก่อให้เกิดความผิดปกติทางประสาทอย่างรุนแรง ทารกแรกเกิด 1 ใน 40,000 คนจะป่วยเป็นโรคนี้ และเริ่มแสดงอาการภายในช่วงอายุ 1 ปีแรก โดยสัญญาณแรกรวมไปถึงการอาเจียน, ท้องร่วง และกลืนลำบาก จากนั้นจะค่อยๆ สูญเสียการเคลื่อนไหว และพัฒนาการด้านความคิดความเข้าใจ เด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้มักจะเสียชีวิตภายใน 2-3 ปี ส่วนใหญ่เพราะระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

สำหรับครอบครัวชาวจอร์แดนครอบครัวนี้ ภรรยาแท้งลูกไปถึง 4 ครั้ง และพวกเขาต้องสูญเสียลูกน้อยวัยเพียง 8 เดือน และลูกอีกคนอายุ 6 ปี พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะมีบุตรด้วยวิธีการนี้ โดยทีมแพทย์ของสหรัฐฯ ต้องเดินทางไปทำกระบวนการนี้ในประเทศเม็กซิโก เนื่องจากไม่มีกฎหมายห้าม โดยใช้วิธีแยกนิวเคลียสจากไข่ของมารดา ที่มีไมโตคอนเดรียที่มียีนบกพร่อง ไปใส่ในไข่ของผู้บริจาคที่มีไมโตคอนเดรียดี และถูกถอดนิวเคลียสออกไปแล้ว เพื่อสร้างเป็นไข่ที่แข็งแรง

จากนั้นแพทย์จึงนำไข่ไปปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิของบิดาและใส่เข้าไปในครรภ์ของมารดา ก่อนที่เด็กจะคลอดออกมาอย่างแข็งแรงในอีก 9 เดือนต่อมา หรือเมื่อเดือนเม.ย. 201 ผลที่ได้คือ เด็กทารกเพศชายที่มี DNA จากผู้บริจาคจำนวน 0.1% และมีรหัสพันธุกรรมต่างๆ เช่น ผม และ สีตา จากมารดาและบิดา ขณะที่ดร. จอห์น จาง หัวหน้าศูนย์ ‘นิว โฮป เฟอร์ติลิตี’ ในนครนิวยอร์กระบุว่า พวกเขาสร้างตัวอ่อนขึ้นมา 5 ตัว แต่มีเพียงตัวเดียวที่พัฒนาตามปกติ

อนึ่ง แม้ในสหรัฐฯ จะมีกฎหมายห้ามไม่ให้มีการทำการปฏิสนธิเด็กด้วยวิธีการนี้ แต่ที่สหราชอาณาจักร ได้ผ่านกฎหมายปูทางสำหรับการสร้างเด็กด้วย DNA ของคน 3 คนเป็นชาติแรกของโลก ท่ามกลางคำถามต่างๆ มากมาย เช่น เด็กที่เกิดจากเทคนิกนี้จะรู้สึกอย่างไรที่มี DNA ของบุคคลที่ 3 บ้างก็ว่าเป็นการลบหลู่พระเจ้า ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธ์ุระบุว่า กรรมวิธีนี้จำเป็นต้องได้รับการผลักดัน แต่ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง

 

หัวหน้ากบฏฟาร์กขอโทษเหยื่อความรุนแรง หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ย. 2559 00:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736441

 

ทิโมเชนโก หัวหน้ากบฏฟาร์ก กล่าวขอโทษต่อเหยื่อความรุนแรงจากการที่พวกเขาต่อสู้กับรัฐบาลโคลอมเบีย หลังจากเขาลงนามในข้อตกลงสันติภาพ ยุติการต่อสู้กับรัฐบาลที่ดำเนินมานานกว่าครึ่งศตวรรษ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส แห่งประเทศโคลอมเบีย และนาย ทิโมเชนโก หัวหน้าของกองกำลังปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย (กบฏฟาร์ก) ร่วมกันลงนามในข้อตกลงสันติภาพ เพื่อยุติการต่อสู้ที่ดำเนินมานานกว่า 52 ปีแล้ว เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยทิโมเชนโกได้กล่าวขอโทษผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงด้วย

“ผมอยากขอให้ยกโทษสำหรับความเจ็บปวดทุกประการที่เราก่อให้เกิดขึ้นในช่วงสงครามนี้” นายทิโมเชนโกกล่าว เรียกเสียงเชียร์จากผู้ที่มาร่วมในพิธี ขณะที่บางคนตะโกนว่า “เรายกโทษให้ได้” ส่วนผู้นำประเทศแถบละตินอเมริกาก็ยืนขึ้นปรบมือ


ทิโมเชนโก หัวหน้ากบฏฟาร์ก

ทั้งนี้ โคลอมเบียและกบฏฟาร์กบรรลุข้อตกลงสันติภาพดังกล่าวหลังจากเจรจาอย่างเป็นทางการที่กรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบานานถึง 4 ปี และมีการเจรจาเป็นการลับก่อนหน้านั้นอีก 2 ปี โดยการลงนามเมื่อวันจันทร์ถือเป็นการสิ้นสุดของการยุติการต่อสู้ยาวนาน 52 ปี

ภายใต้ข้อตกลง ภายใต้ข้อตกลงสันติภาพ กบฎฟาร์กมีเวลา 180 วัน เพื่อปลดอาวุธและเคลื่อนพลนักรบที่มีอยู่ราว 7,500 คน จากป่ามาอยู่ที่เขตปลดอาวุธที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ตั้งขึ้น และจะมีการอภัยโทษให้ผู้ก่อคดีอาญาทางการเมืองในช่วงสงครามสู้รบกันมา 52 ปี แต่ไม่รวมผู้ก่อเหตุร้ายๆ เช่น ฆ่าหมู่ ทรมานและข่มขืน กบฏฟาร์กยังยอมหยุดผลิตยาเสพติดด้วย

ส่วนรัฐบาลให้คำมั่นช่วยเหลือชาวนาไม่ให้ปลูกพืชผิดกฎหมาย กบฏฟาร์กยังจะได้รับรองเป็นพรรคการเมือง ได้รับจัดสรรที่นั่งในสภาผู้แทนฯ 10 ที่นั่งจากทั้งหมด 268 ที่นั่ง ทั้งสองฝ่ายยังให้คำมั่นจัดหาที่ดิน เงินกู้และบริการพื้นฐานให้ผู้คนในเขตชนบท


ประธานาธิบดี ฮวน มานูเอล ซานโตส (ขวา) หลังน้ำตาหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนามข้อตกลงสันติภาพ ขณะที่บัน คี-มูล เลขาธิการสหประชาชาติ (ซ้าย) กับนาง มิเชลล์ บาชาเลต ประธานาธิบดีชิลี เข้ามาแสดงความยินดี

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงสันติภาพนี้จะสามารถบังคับใช้ได้เมื่อได้รับความเห็นชอบจากชาวโคลอมเบีย ในการลงคะแนนเสียงซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์นี้ โดยผลโพลชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนข้อตกลง แต่ยังมีบางกลุ่มที่ยังคงต่อต้าน ทำให้ประธานาธิบดีซานโตสต้องออกมาเตือนว่า เรื่องนี้ไม่มีแผน 2 หากชาวโคลอมเบียปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพ ประเทศนี้จะเผชิญความรุนแรงยิ่งขึ้นอีก

 

ประมวลภาพ เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท‘สวยมาก’ เสด็จเยือนแคนาดาวันที่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 19:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736286

 

ขวัญใจชาวโลก..เจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคท เสด็จเยี่ยมชนพื้นเมืองในพื้นที่ห่างไกล ในรัฐบริติช โคลัมเบีย สุดตะลึง..เจ้าหญิงเคท ทรงสิริโฉมงดงามในชุดราตรีสีแดง ในงานเลี้ยงต้อนรับในโอกาสเสด็จเยือนแคนาดา

เมื่อ 27 ก.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานติดตามการเสด็จพระดำเนินเยือนประเทศแคนาดา อย่างเป็นทางการ ของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงแคเธอรีน (หรือ เจ้าหญิงเคท) ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ พร้อมด้วยเจ้าชายจอร์จ และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ ที่ได้รับความสนใจจากชาวแคนาดาและชาวโลกอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความน่ารักของเจ้าชายจอร์จ พระโอรสพระองค์โต พระชันษา 3 ปี และเจ้าหญิงชาร์ลอตต์ พระชันษา 1 ปีนั้น


เจ้าหญิงเคท ทรงสวมเสื้อซาฟารี สวยงาม

เสด็จชม Great Bear Rainforest

ในการเสด็จพระดำเนินเยือนแคนาดา เป็นวันที่ 3 เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงเคท ได้เสด็จพระดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์ ไปเยี่ยมชนพื้นเมืองในแคนาดา (หรือมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มปฐมชาติ (First Nation Community)) เป็นชนเผ่า Heiltsuk ที่หมู่บ้านห่างไกล เบลลา เบลลา ในรัฐบริติช โคลัมเบีย และทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปยัง ‘Great Bear Rainforest’ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในป่าที่งดงามมากที่สุดในโลก และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ จนได้ชื่อว่า ‘อะเมซอนแห่งตอนเหนือ’ โดยทั้งสองพระองค์ ยังได้พบปะกับผู้นำชุมชน และกล่าวชื่นชมที่บรรดาชนพื้นเมืองได้ต่อสู้เพื่อหยุดยั้งการทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินเกิด และยังต่อสู้รักษาวิถีชีวิตของชนพื้นเมืองเพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไป ขณะเดียวกัน ทั้งสองพระองค์ยังทรงได้รับผ้าห่มพื้นถิ่นตามประเพณีต้อนรับด้วย


ชื่นชมกลองของชนพื้นถิ่น

ทั้งสองพระองค์ได้รับผ้าห่มพื้นเมืองตามประเพณี

หลังเสด็จพระดำเนินกลับจากไปเยี่ยมชนพื้นเมืองแล้ว ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จไปในงานเลี้ยงต้อนรับที่ศาลาว่าการในเมืองวิคตอเรีย ช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 27 ก.ย. โดยเจ้าหญิงเคททรงสิริโฉมงดงามในชุดราตรีสีแดง และติดเครื่องประดับใบเมเปิล สัญลักษณ์ของประเทศแคนาดา บนหน้าอก จนสร้างความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง



เจ้าหญิงเคททรงสิริโฉมงดงาม ในชุดราตรีสีแดง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก็ ฮ.น่าสนใจกว่า! เจ้าชายจอร์จ ทรงเมินทักทายนายกฯแคนาดา (ชมคลิป)

โพลCNN ยก ฮิลลารี ชนะดีเบตนัดแรก สื่อชี้ ทรัมป์ ดูยังไม่พร้อมเป็นปธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/736107

 

ผลโพล CNN/ORC ออกมา ยกให้ฮิลลารี คลินตัน เป็นฝ่ายชนะ เหนือกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดีเบต ประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรก ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วยคะแนนร้อยละ 62 ต่อ 27 ขณะที่สื่อในสหรัฐฯ อย่างนิวยอร์กไทม์ส และวอชิงตัน โพสต์ ฟันธง ฮิลลารี  ชนะเช่นกัน

เมื่อ 27 ก.ย.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงาน ผลโพลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันต่อการดีเบต โต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์ครั้งแรก ของสองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 26 ก.ย.ตามเวลาในสหรัฐฯ โดยผลโพลจัดทำโดย CNN/ORC ออกมาให้ นางคลินตัน ทำได้ดีกว่า เป็นฝ่ายชนะทรัมป์ ด้วยคะแนน 62% ต่อ 27% โดยการทำโพลดังกล่าว ได้จากการสุ่มสอบถามชาวอเมริกัน 521 คนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี แต่ในจำนวนนี้ เป็นผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเพียงร้อยละ 26 ขณะที่ร้อยละ 41 บอกพวกเขาสนับสนุนพรรคเดโมแครต

ส่วนผลโพลอย่างไม่เป็นทางการผ่านทางเว็บไซต์ของ CNBC ออกมาว่า มีผู้เห็นว่า ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะถึง 61% ขณะที่มองว่านางคลินตันชนะอยู่ที่ 39% อย่างไรก็ตาม CNBC ชี้ว่าการทำโพลในครั้งนี้ไม่ถูกต้องตามหลักการ เพราะใครก็ได้ รวมถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ สามารถที่จะโหวตแสดงความเห็นได้


ผ่านการโต้วาทีครั้งแรกแล้ว

ขณะที่ โพลของสำนักจัดทำโพล Public Policy Polling สอบถามคนดูการดีเบต ออกมาว่า ผู้ถูกสอบถามเห็นว่า นางคลินตันเป็นฝ่ายชนะ ร้อยละ 51 และเห็นว่าทรัมป์ชนะ ร้อยละ 40 ส่วนอีกร้อยละ 9 ยังไม่ตัดสินใจว่าใครชนะการดีเบตนัดแรก


จับมือขอบคุณ นายเลสเตอร์ โฮลต์ ผู้ดำเนินรายการ หลังจบการดีเบตครั้งแรก

ด้านความเห็นของสื่อในสหรัฐฯ อาทิ นิวยอร์ก ไทม์ส ที่เพิ่งประกาศชัดเจนไม่กี่วันก่อน ในการสนับสนุนนางฮิลลารี คลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ แสดงความเห็นว่าไม่ประทับใจกับการดีเบตครั้งนี้ เนื่องจากผู้สมัครคนหนึ่งจริงจัง แต่ผู้สมัครอีกคน กลับดูไร้สาระ ส่วนวอชิงตัน โพสต์ ปรากฏว่า บรรดานักเขียนที่วอชิงตัน โพสต์ ให้นางคลินตันชนะไปด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ พร้อมกับมองว่า ทรัมป์ ดูไม่พร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศึกดีเบตนัดแรก ทรัมป์-ฮิลลารี ดุเด็ด!สร้างสถิติคนดูถ่ายทอดสดTV100 ล้าน

ศึกดีเบตนัดแรก ทรัมป์-ฮิลลารี ดุเด็ด!สร้างสถิติคนดูถ่ายทอดสดTV100 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 12:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735657

 

ศึกดีเบตครั้งแรกระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์-ฮิลลารี คลินตัน สองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผ่านไปแล้ว ดุเด็ดเผ็ดมัน งัดโจมตีเรื่องส่วนตัว ที่เป็น‘แผล’ของกันและกัน.. สร้างประวัติศาสตร์มีผู้เฝ้าชมการถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์มากที่สุดนับ 100 ล้านคน

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน การดีเบต โต้วาที ประชันวิสัยทัศน์ครั้งแรก ระหว่าง นายโดนัลด์ ทรัมป์ และนางฮิลลารี คลินตัน สองผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มหาวิทยาลัยฮอฟตรา ในเมืองลอง ไอส์แลนด์ รัฐนิวยอร์ก เป็นเวลา 90 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของคืนวันที่ 26 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่นในสหรัฐฯ หรือตรงกับ 08.00 วันที่ 27 ก.ย. ตามเวลาของไทย สร้างประวัติศาสตร์ มีผู้เฝ้าชมการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 100 ล้านคน ขณะที่ ผลโพลล่าสุดก่อนถึงวันดีเบตครั้งแรกระหว่างสองผู้สมัครชิงประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในวันที่ 8พ.ย. ออกมาว่า ฮิลลารี เป็นฝ่ายมีคะแนนนำเหนือกว่าทรัมป์อยู่เล็กน้อย ด้วยคะแนน 48% ต่อ 46%

การดีเบตที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรก นางฮิลลารี คลินตันในชุดสีแดง กลับมาดูสวยสง่ามีพลังอีกครั้ง หลังจากดูซบเซาลงไปในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน นับตั้งแต่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครตให้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนางคลินตันได้ป่วยด้วยโรคปอดบวมช่วงครบรอบ 15 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 ขณะที่ ฝ่ายทรัมป์ แม้จะอยู่ในวัย 70 ปี แก่กว่าฮิลลารีที่อายุ 68 ปี แต่ก็ดูแข็งแรง มีชีวิตมีชีวา และหล่อสมาร์ทในชุดสูทสีดำ ผูกเนกไทสีน้ำเงินสว่าง



การโต้วาที ครั้งแรกระหว่างทรัมป์กับฮิลลารีนี้ มีนายเลสเตอร์ โฮลต์ ผู้ประกาศข่าวช่องสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเป็นการแสดงวิสัยทัศน์กันในเรื่องหลัก 3 เรื่อง คือ เรื่องการสร้างงานสร้างรายได้ การก่อการร้าย และปัญหาเรื่องการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ โดยนางคลินตัน เป็นฝ่ายตอบคำถามก่อน ตามด้วยทรัมป์ แล้วจากนั้น เป็นเวลาสำหรับการโต้แย้งกันในประเด็นที่ถูกพาดพิงหรือต้องการชี้แจง  โดยการดีเบตครั้งนี้ นอกจากประเด็นหลักแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้โจมตีเรื่องส่วนตัวของกันและกัน โดยทรัมป์พูดโจมตีฮิลลารี คลินตัน ไม่มีลักษณะพื้นนิสัยที่จะเป็นประธานาธิบดี รวมถึงเรื่องอีเมล 3หมื่นฉบับที่นางคลินตันลบทิ้งไปตอนดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ขณะที่ นางคลินตัน สวนกลับ จี้ใจดำ ทรัมป์ เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวเลขการจ่ายภาษีย้อนหลัง เพราะอาจไม่ได้รวยมากและใจบุญมอบเงินให้กับการกุศลมากตามที่อ้าง

ทั้งนี้ การดีเบต ได้เปิดด้วยคำถามแรกคือ ผู้สมัครมีแนวทางในการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับชาวอเมริกันอย่างไร ซึ่งนางคลินตันระบุว่า เธอจะสนับสนุนการเจรจาการค้าอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมพลังงานทางเลือก ผลักดันการพัฒนาด้วยการสนับสนุนแรงงานชนชั้นกลางที่เป็นกลุ่มสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกา

ส่วนนายทรัมป์ บอกว่าเขาจะทำให้ภาคธุรกิจไม่ย้ายฐานการผลิตออกจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ด้วยการอุ้มภาคธุรกิจ ลดภาษีการค้าให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อยื้อให้อยู่ในสหรัฐฯต่อไป นอกจากนั้นจะรื้อการเจรจาการค้าใหม่หมดเพื่อให้สหรัฐฯได้ประโยชน์สูงสุด


อดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และเชลซี บุตรสาว ให้กำลังใจนาง ฮิลลารี คลินตัน

ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่าสองผู้สมัครยังมีแนวทางที่แตกต่างในเรื่องการขึ้นภาษี ซึ่งคลินตันบอกว่าเธอไม่เห็นด้วยที่ทรัมป์จะไม่ขึ้นอัตราภาษีคนรวย และเธอไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาจากบนลงล่าง เพราะนี่เป็นโครงสร้างที่จะทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ระหว่างการดีเบตโดนัลด์ ทรัมป์ ยังได้ท้าทายให้คลินตันเปิดเผยอีเมลกว่า 3 หมื่นฉบับที่ถูกลบทิ้งไป ระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยบอกว่า หากคลินตันยอมเผยอีเมล เขาจะยอมเปิดรายการคืนภาษีย้อนหลังที่คลินตันเรียกร้องมาโดยตลอด ซึ่งในเรื่องอีเมล คลินตันได้กล่าวยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของเธอและหากย้อนเวลาได้จะไม่ทำแบบนั้น แต่เธอบอกว่ายินดีรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมา


นางเมลานี ทรัมป์ ภริยา (ซ้าย) และบุตรสาว ส่งกำลังใจเชียร์ โดนัลด์ ทรัมป์

จากนั้นผู้ดำเนินรายการได้ถามคำถามในประเด็น การเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ ซึ่งสองผู้สมัครต่างยอมรับความเป็นความท้าทายอย่างมากในขณะนี้ คลินตันบอกว่าจะแก้ปัญหาด้วยการ เน้นฝึกตำรวจให้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธ ขณะที่ทรัมป์เน้นย้ำความสำคัญของการทำให้บ้านเมืองอยู่ในระเบียบ มีการควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมอย่างเข้มงวด ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง

จากนั้นมาสู่คำถามในประเด็นความมั่นคงของอเมริกา ว่าด้วยจุดยืนของสองฝ่ายต่อสงครามอิรักและแนวทางการปราบปรามกลุ่มไอซิส โดยทรัมป์บอกว่า เขาไม่ได้สนับสนุนสงครามอิรัก และชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนักรบไอซิสเพิ่งก่อตั้งในช่วงที่นางคลินตันเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งเธอทำให้เห็นว่าไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ได้ ในประเด็นข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ทรัมป์ โจมตีข้อตกลงดังกล่าวว่าสหรัฐฯต้องจ่ายแพงถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกกับข้อตกลงดังกล่าว ในขณะที่นางคลินตันไม่ได้ตอบโต้ในเรื่องนี้


ทางด้านนักวิเคราะห์ภาษามือและท่าทางออกมาชื่นชมโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงรักษาแนวทางการใช้มือประกอบการพูดและทำได้อย่างดี เพื่อเน้นย้ำ หรือตอกย้ำสิ่งที่พูดออกไปให้มีความสำคัญมากขึ้น ในขณะที่นางคลินตันแทบไม่ได้ใช้มือหรือท่าทางประกอบมากนัก แต่ระหว่างการดีเบตครั้งนี้ทรัมป์มีการทำเสียงคัดจมูกแทบจะตลอดเวลาในช่วงแรกๆ ที่ทำให้เขาดูเสียบุคลิกอย่างมาก และขัดกับที่เขาเคยออกมาประกาศก่อนหน้านี้ว่าเป็นผู้สมัครที่สุขภาพสมบูรณ์เต็มร้อย


ด้านบรรดานักวิเคราะห์ตลาดการเงินของซีเอ็มซีและระบุว่า ตลาดการเงินมีปฏิกิริยาตอบสนองเชิงลบต่อการดีเบตครั้งนี้ เนื่องมาจากหลายฝ่ายมองว่าทรัมป์ทำได้ดีกว่าที่คิดและยิ่งเพิ่มโอกาสที่เขาจะชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งจะส่งผลเลวร้ายต่อตลาดการเงิน

ขณะที่โลกโซเชียลมีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับอาการคัดจมูกของทรัมป์ ความพยายามอดกลั้นไม่แสดงพฤติกรรมแย่ๆ ต่อหน้าผู้ชม และยังมีการแซวเรื่องชุดของคลินตันว่าใส่ชุดแดงแบบนี้ดูเหมือนขวดซอสมะเขือเทศ และแซวยิ้มกว้างแบบคลินตันว่า โซเชียลไม่เคยเห็นเธอยิ้มกว้างได้ขนาดนี้ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

มะกันชนนับล้านชม ‘ทรัมป์-คลินตัน’ ดีเบตนัดแรก-ผลโพลสูสี

 

น้องหมาเป็นฮีโร่ ใช้เขี้ยวพิทักษ์นาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/734624

 

น้องหมาของสาวเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นฮีโร่ในเวลาชั่วคืนเดียว เมื่อมันกระโจนเข้ากัดคนร้ายถือมีด พยายามเข้าปลุกปล้ำนายของมันอย่างกล้าหาญ

นายสาวอายุ 29 ปี พามันเดินเล่นในสวน สาธารณะกิลพิน ตอนสี่ทุ่มของคืนวันหนึ่งเมื่อปลายเดือนนี้ ถูกชายคนหนึ่งลอบเข้ามาตีหัวด้วยของที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ลากเธอเข้าไปข้างทาง เป็นระยะสัก 4 เมตร แล้วควักมีดออกมาจ่อตรงคอหอย ตวาดไม่ให้ร้อง พร้อมกับพยายามปลุกปล้ำ

ตอนนั้นเองเจ้าตูบก็กระโดดเข้าขวาง ตรงเข้าขย้ำด้วยเขี้ยวอย่างดุเดือดจนคนร้ายต้องผละหนีไป แต่ยังฝากรักไว้กับนายสาวของมัน ด้วยการเตะเข้าที่สีข้างหนึ่งที จนสะโพกและชายโครงเป็นรอยกับรอยขีดข่วนที่ซอกคอ

น่าเสียดายที่ไม่มีข่าวบอกว่า สหายสี่ขาตัวนี้ได้กระดูกเป็นรางวัล กับการเป็นฮีโร่คราวนี้หรือไม่.

 

ดวงแข็ง! โจ๋ออสซี่วัย 17 รอดตายฉลามกัดนอกหาดนิวเซาท์เวลส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.ย. 2559 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735381

 

เกิดเหตุฉลามขาวยักษ์ กัดนักโต้คลื่นหนุ่มวัย 17 ปี นอกหาดของเมืองแบลลินา ในรัฐนิว เซาท์ เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย แต่เขารอดชีวิตมาได้โดยได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาขวา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. คูเปอร์ อัลเลน วัยรุ่นชาวออสเตรเลียวัย 17 ปี ถูกฉลามขาวยักษ์เข้าจู่โจมตีขณะที่เข้ากำลังโต้คลื่นอยู่ในทะเลนอกหาด ไลท์เฮาส์ บีช ของเมืองแบลลินา ในรัฐนิว เซาท์ เวลส์ ของออสเตรเลีย ทำให้เข้าได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลฉีกขาดหลายแห่งที่ต้นขาขวา แต่โชคดีที่ฟันส่วนใหญ่ของฉลามกัดโดนกระดานโต้คลื่นของเขาด้วย ทำให้หนุ่มคนนี้ไม่ต้องเสียขา และรอดชีวิตมาได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 9:00น. วันจันทร์ โดยหลังจากถูกกับ อัลเลนซึ่งเป็นชาวเมืองแบลลินาพยายามพาตัวเองเข้าฝั่งได้สำเร็จ และได้รับการปฐมพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ชายหาด จากนั้นเขาจึงถูกนำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลลิสมอร์ เบส โดยมีอาการทรงตัว

ด้านนาย เดวิด ไรท์ นายกเทศมนตรีเมืองแบลลินา บอกกับสำนักข่าวเอพีว่า ฉลามสร้างบาดแผลฉีกขาดลึกมาก 3-4 แห่งบนต้นขาขวาของอัลเลน แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด ไปถึงที่เกิดเหตุโดยเร็ว นายไรท์ระบุด้วยว่า อัลเลนจะไม่เป็นไร แม้แผลจะอยู่ใกล้เส้นเลือดแดงของเขามาก

ขณะเดียวกัน นายแดน เว็บเบอร์ นักโต้คลื่นท้องถิ่นบอกกับสำนักข่าว ดิ ออสเตรเลีย ว่า เขาอยู่ห่างจากจุดที่อัลเลนโดนฉลามกัดเพียง 5 ม. และเขารู้สึกทึ่งที่อัลเลนยังใจเย็นและสามารถควบคุมสติตัวเองได้ ทั้งที่เกิดเหตุร้ายกับเขา โดยอัลเลนยังพูดติดตลกกับเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยเหลือด้วยว่า “บอกพ่อผมได้นะ แต่อย่าเพิ่งบอกแม่”

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรอยฟันที่กระดานโต้คลื่นของอัลเลน ทำให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่าฉลามตัวนี้มีความยาวประมาณ 8-10 ฟุต ซึ่งในเวลาต่อมา ทวิตเตอร์ของกลุ่ม ‘SharkSmart’ ของรัฐบาลรัฐนิว เซาท์ เวลส์ ก็เผยแพร่ภาพฉลามความยาว 13 ฟุต ที่พวกเขาพบนอกหาด ไลท์เฮาส์ บีช หลังเกิดเหตุ โดยพวกเขาสามารถไล่มันออกจากน่านน้ำได้สำเร็จ แต่เจ้าหน้าที่ตัดสินใจปิดหาดเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย