SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

ครื้นเครง สายน้ำมีชีวิตชีวา! ไปมาเก๊าเชียร์ทีมไทย ชมเทศกาลแข่งเรือมังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2559 14:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/637962

 

‘มาเก๊า’ ประเทศเล็กๆ ไม่ใหญ่มากแต่มีอะไรน่าสนใจมากมาย รวมไปถึง ‘เทศกาลการแข่งเรือมังกร’ ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาจากจีนซึ่งจัดขึ้นเพื่อระลึกถึง Wat Yuen กวีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยโบราณ…

เทศกาลนี้เป็นการแข่งเรือมังกรในมาเก๊า ซึ่งจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน บริเวณทะเลสาบนัมวาน งานนี้เต็มไปด้วยสีสันของเรือจากทั่วสารทิศหลากหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, จีน, ไทย, สิงคโปร์, เกาหลี, ออสเตรเลีย และยุโรป ที่เข้าร่วมการแข่งขันเพิ่มสีสันให้สายน้ำดูมีชีวิตชีวา มองแล้วสนุกสนานครื้นเครงอยู่ไม่น้อย


Macao International Dragon Boat Races 2016



ทีมไทยนำรางวัลเหรียญเงินกลับบ้านมาได้


สำหรับในปีนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสไปเยือนเทศกาลนี้เป็นครั้งแรกกับการท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย สารภาพว่าการไปเยือนในครั้งนี้ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เราได้ร่วมชมการแข่งเรือมังกรแบบใกล้ชิดด้วยแบล็กกราวน์ข้างหลังที่มีตึกสูงสวยๆ อยู่ล้อมรอบบริเวณทะเลสาบนัมวาน ทั้งยังได้เดินดูสีสันของเทศกาลนี้ซึ่งมีทั้งกองเชียร์ และเชียร์ลีดเดอร์ของทีมต่างๆ มาสร้างความสนุกให้กับงานนี้ได้ไม่น้อย

พิเศษสุดๆ ที่ปีนี้ ทีม Dragon Boat Thailand ได้เข้าร่วมการแข่งขัน “Macao International Dragon Boat Races 2016” และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ ‘เหรียญเงิน’ มาครอบครองไว้ได้ บอกเลยครั้งนี้มีคู่แข่งถึง 36 ทีมด้วยกัน และคุณรู้หรือไม่ว่าทีมไทยใช้เวลากับการฝึกซ้อมเพียงแค่ 18 วันเท่านั้น ได้เหรียญเงินมาแบบนี้ เราขอปรบมือให้รัวๆ ส่วนผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ ประเทศจีน บอกเลยว่าสองทีมนี้สูสีกันแบบสุดๆ





สาวๆ มาเก๊าเซ็กซี่สู้สาวไทยได้มั้ยเอ่ย




ทีมนี้เชียร์กันแบบเต็มที่

ไทยแลนด์สู้ๆ

Dragon Boat Thailand
 

เกาะเชจู เกาหลีในแบบที่คุณไม่เคยเห็น​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย GQ Thailand 12 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/632428

 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อินกับเทรนด์เกาหลี ไม่สนใจนักร้องเกาหลี ไม่เคยเสพติดซีรีส์เกาหลี ก็เลยไม่คิดว่าเกาหลีจะมีอะไรน่าสนใจพอที่คุณจะไปเที่ยว เราไม่ต่างกันเลย แต่บังเอิญผู้เขียนดันมีคู่ชีวิตเป็นคนเกาหลี ก็เลยมีโอกาสให้ได้ไปมากกว่าคนอื่น ผู้เขียนไปมาแล้วทั้งเดสติเนชั่นแบบซุปเปอร์แมสอย่างนามิ เมียงดง ปูซาน ที่เดินไปไหนก็เจอแต่คนไทย ร้านอาหารไทย กรุ๊ปทัวร์ทั่วไปหมด แต่เมื่อปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้ไปเยือนเกาะเล็กๆ กลางทะเลตอนใต้ของเกาหลีที่ชื่อว่า ‘เชจู’ ขอคอนเฟิร์มกับผู้อ่าน GQ Thailand ตรงนี้เลยว่า เกาะเชจูไม่ใช่เกาหลีแบบที่คุณเคยเห็นแน่นอน มันคือเดสติเนชั่นที่พิเศษแม้กระทั่งสำหรับคนเกาหลีเอง

จากกรุงเทพฯ นั่งไปลงปูซาน แล้วนั่งสายการบินท้องถิ่นต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะเชจู นอกจากเป็นเมืองที่คนเกาหลีเขาถือกันว่ามีไว้ ‘ฮันนีมูน’ แล้ว เกาะเชจูยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย เพราะธรรมชาติที่นั่นบริสุทธิ์มาก สภาพภูมิประเทศสวยแปลกตา เพราะเป็นเกาะที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้ดินมีแร่ธาตุพิเศษไม่เหมือนที่อื่น ลองนึกภาพเกาะสวยสุดโรแมนติกแบบภูเก็ตบ้านเรา แต่นอกจากจะมีชายหาดเล่นน้ำได้แล้ว ยังมีถ้ำลาวา มีน้ำตก มีภูเขา มีทุ่งหญ้า และมีบ้านเรือนซึ่งยังรักษาวิถีโบราณไว้ได้มาก


บอกอย่างนี้คงไม่แปลกใจถ้าจะบอกว่าคนที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษ ป้ายบอกทางแม้จะเขียนชื่อสถานที่ท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นแบบภาษาคาราโอเกะ คือเขียนเป็นคำเกาหลีที่เราอ่านไม่ออกและไม่รู้ความหมายอยู่ดี นักท่องเที่ยวส่วนมากของที่นั่นก็คือคนเกาหลีจากที่ต่างๆ ผู้เขียนไม่เห็นคนไทยสักคนเดียว ขนส่งสาธารณะก็ยังไม่ได้แพร่หลายทั่วถึงเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไป เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะลุยเป้เที่ยวเอง ต้องเตรียมตัวทำการบ้านหนักหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ เพราะเคยอ่านเจอว่ามีคนไทยเคยทำอย่างนั้นแล้วก็กลับมาเล่าเรื่องราวน่าประทับใจมากมาย หรือคุณจะซื้อทัวร์ของเกาหลีก็ได้ เกาะเชจูเป็นสถานที่ปลอดภัยมาก นั่นคือข้อดี ไปที่ไหนไม่มีอันตราย เต็มที่ก็แค่หลงทาง อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยนี้มีแอพการแปลภาษาดีๆ ตั้งเยอะแยะที่น่าจะทำให้เราพาตัวเองกลับที่พักได้

เชจูเป็นสถานที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าเที่ยวได้ทุกฤดู อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 15 องศาเซลเซียสในหน้าหนาว และ 22-26 องศาเซลเซียสในหน้าร้อน แต่ผู้เขียนกระซิบว่าถ้ามีหิมะก็หนาวโหดเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมามีหิมะถล่ม ทำให้ต้องปิดสนามบิน แต่ก็เกิดไม่บ่อย ตอนผู้เขียนไปในเดือนพฤศจิกายน อุณหภูมิกำลังสบายอยู่ที่ 17-18 องศาเซลเซียส


ตะลุยไร่ส้ม-เดินป่ามหัศจรรย์

เหตุผลหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่ทำให้เกาะเชจูยังคงความพิเศษไว้ได้ คือความที่ทุกอย่างบนนั้นแพงมาก สถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่งมีค่าเข้าหมดเลย บางแห่งเป็นแค่สวนก็มีค่าเข้า และค่าเข้านี่ก็ระดับ 1,000 บาทขึ้นไป แต่ข้อดีที่แลกกันคือมีระบบการดูแลดีมาก เพราะเขาใช้เงินไปกับการบำรุงรักษา (Maintenance) เป็นอย่างดี สวนที่นี่มีเยอะ แต่ที่พลาดไม่ได้ต้องแวะสักแห่งคือสวนส้ม

ส้มเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเกาะเชจู แน่นอนว่าต้องตามด้วยผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับส้มอีกมาก ทั้งของที่ระลึกรูปส้ม ช็อกโกแลตรสส้ม ฯลฯ โชคดีที่ผู้เขียนมาตอนกำลังเข้าฤดูหนาว ซึ่งเป็นหน้าที่ส้มออกผลพอดี ส้มของที่นี่เป็นส้มแทงเจอรีน คนที่นี่เรียกว่า Gamgyul อ่านออกเสียงยากเหมือนคำเกาหลีคำอื่นทั่วไป ขณะขับรถไปเรื่อยๆ สองข้างทางจะเต็มไปด้วยไร่ส้มและป้ายเชิญชวน (ภาษาเกาหลี) ให้เราเข้าไปเก็บส้ม จ่ายคนละประมาณ 300 บาท ได้ตะกร้าเล็กๆ เก็บไปกินไปตามใจต้องการ ส่วนรสชาตินั้นค่อนไปทางจืดๆ ไม่จัดจ้าน ผู้เขียนขอพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคือ สู้ส้มเขียวหวานบ้านเราไม่ได้ เสียใจด้วยนะเจ้ากัมกิวยุน

เหตุเพราะเด่นเรื่องธรรมชาติ หนึ่งใน ‘Can’t Miss Destination’ ที่ว่ากันว่าเป็นไฮไลต์ของเกาะเชจู คืออุทยานแห่งชาติฮัลลาซาน (Hallasan National Park) ซึ่งคนเกาหลีถือเป็นดินแดนแห่งภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่กว่าหนึ่งร้อยตารางกิโลเมตร ภูมิประเทศแบบภูเขาไฟ มีทั้งป่าเขา ทุ่งหญ้า และทะเลสาบ สภาพภูมิอากาศครอบคลุมตั้งแต่กึ่งเขตร้อน ปานกลาง ไปจนถึงเย็นเยือกแบบแนวป่าอัลไพน์ หากเป็นยอดเขาก็จะหนาวเหน็บและมีหิมะปกคลุม เพราะสูงถึง 1,950 เมตรจากระดับน้ำทะเล ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาของพื้นที่แถบนี้จึงได้รับการอนุรักษ์เป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1970 และในปี 2002 ยูเนสโกประกาศให้เป็นป่าอนุรักษ์ในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ และถูกจัดเป็นมรดกโลกในปี 2007 ในที่สุด

เมื่อผู้เขียนไปเยือน ก็บอกได้เลยว่าสวยจนลืมหายใจ และอย่างที่บอกว่าเขาดูแลสถานที่ดี (ค่าเข้าประมาณ 800 บาท) เขาจึงมีทางให้เราเดินขึ้นเขากันสบายๆ มีเส้นทางให้เลือกถึง 7 เส้นทาง และบอกระดับความยากง่ายไว้เสร็จสรรพ ทุ่งกว้างโล่งบริสุทธิ์เหมือนภาพเขียน ไม่มีร้านขายของจุกจิก ไม่มีเพิงให้รกรุงรังสายตา


ดิ่งสมุทร 40 เมตร และอิ่มซีฟู้ดที่อาจุมม่า

ขึ้นเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่าพันเมตรแล้ว ก็ลองดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลกันบ้าง เกาะเชจูมีสถานที่นั่งเรือดำน้ำชื่อดังชื่อ Seogwipo Submarine ซึ่งให้บริการนั่งเรือดำน้ำชมโลกใต้สมุทรเป็นแห่งแรกในเอเชีย และเป็นหนึ่งในสามของโลก แต่ที่น่าปลื้มคือเขาเป็นที่เดียวที่ไม่มีประวัติเกิดอุบัติเหตุหรือสิ่งไม่คาดฝันเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ในเรือดำน้ำเล็กๆ จะนั่งกันเป็นแถวรวมประมาณ 40 คน แล้วก็จะค่อยๆ พาเราดิ่งลงไป และประกาศเป็นระยะๆ ว่า 20 เมตรแล้วนะ 30 เมตรแล้วนะ จนถึงก้นทะเลลึก 40 เมตร ฟังเหมือนไม่ลึก แต่พอลงไปจริงๆ ก็รู้สึกลึกมากทีเดียว เราได้เห็นสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตหน้าตาแปลกๆ ที่ไม่ได้เห็นบ่อยๆ เวลาอยู่ในเขตระดับน้ำตื้น และที่ชวนให้ตื่นเต้นเหมือนในหนังก็คือได้เห็นซากเรือเดินสมุทรเก่าแก่ที่อับปางและจมลงอยู่ก้นสมุทร ซึ่งบัดนี้กลายเป็นแหล่งนิเวศชั้นดีให้กับเหล่าสัตว์ทะเลมากมาย


ถ้าใครได้มาดำน้ำ อย่าพลาดแวะกินอาหารทะเลสดแถบนี้ด้วย เพราะบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งคนที่นี่จะเรียกกันว่า ‘บ้านแม่บ้าน’ หรืออาจุมม่า ตำนานมีอยู่ว่าเมื่อก่อนสามีจะออกไปหาปูหาปลากัน แล้วเจอพายุบ้างอะไรบ้าง ก็เอาชีวิตไปทิ้งทะเลกันเป็นแถว ทำให้หมู่บ้านนี้เหลือแต่ภรรยา พวกผู้หญิงก็เลยหาเลี้ยงตัวเองด้วยการเป็นชาวประมงเรื่อยมา กลายเป็นหมู่บ้านที่มีแต่อาจุมม่า ซึ่งเป็นคำที่เขาเอาไว้เรียกคุณป้านั่นเอง ถามว่าทำไมผู้ชายออกเรือแล้วตาย แต่อาจุมม่ารอด อันนี้ผู้เขียนก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน ยังสงสัยอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือของทะเลทุกอย่างที่อาจุมม่านั้นสดแท้แน่นอนและราคาไม่แพงซะด้วย ไข่หอยเม่นเสิร์ฟมาในจานใหญ่ กินให้หายอยากไปเลย หมึกยักษ์ กุ้ง หอย ปู ปลา สาหร่าย เห็ดเป๋าฮื้อ พรีเมียมมาก ทั้งหมดตกแล้วแค่ประมาณ 2,500 บาท นับว่าถูกสุดๆ

แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ มาเกาะเชจูต้องกินหมูดำ ซึ่งเขามีสายพันธุ์เฉพาะของเกาะ รสชาติว่ากันว่าต่างจากหมูดำที่อื่น แต่ผู้เขียนไม่ใช่นักชิมเลยไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่าง หมูดำที่ไหนก็อร่อยเหมือนกันหมด


เจ็ดนางฟ้าในสระของเทพเจ้า

พูดในเชิงวัฒนธรรมแล้ว โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่าเกาหลีคล้ายทั้งจีนและญี่ปุ่นผสมผสานกัน ถ้าเป็นตำนานน้ำตกชื่อดัง Cheonjeyeon Falls แล้วต้องยกให้ว่าคล้ายจีน น้ำตกดังแห่งนี้มีฉายาว่าน้ำตกมังกร โดยตำนานโบราณเชื่อว่าถ้ำน้ำตกแห่งนี้มีมังกรอาศัยอยู่ และน้ำที่รองจากน้ำตกแห่งนี้ก็มีความศักดิ์สิทธิ์ ใช้รักษาโรคร้ายต่างๆ นานา บ้างจึงเรียกว่าสระน้ำของเทพเจ้า จริงเท็จเรื่องนี้ไม่ทราบได้ แต่ที่แน่ๆ ข้อเท็จจริงสุดพิเศษคือเป็นน้ำตกแห่งเดียวในเอเชียที่ทางน้ำของมันไหลลงสู่มหาสมุทรโดยตรง น้ำใสสะอาดน่าเล่นมาก แต่เนื่องจากอากาศเย็นเกินจะลงเล่นน้ำ และอีกเหตุผลสำคัญคือ ภายในบริเวณน้ำตกมังกรมีน้ำตกขนาดเล็กล้อมรอบอยู่มากมาย จึงเป็นแหล่งที่อยู่และที่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปลาไหล การว่ายน้ำกับปลาไหลอาจเป็นไอเดียที่ไม่น่าพิสมัยเท่าไหร่นัก

นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไปเดินเล่นที่สะพานข้ามน้ำตกที่ชื่อ Seonimgyo Bridge ผู้เขียนไปในช่วงปลายปี น้ำไม่ค่อยเยอะมาก ถ้าใครชอบน้ำตก แนะนำให้มาช่วงพฤษภาคมของทุกปี เพราะจะมีเทศกาลเกี่ยวเนื่องกับตำนานของน้ำตกแห่งนี้ เขาเรียกกันว่าเทศกาลเจ็ดนางฟ้า (ไม่เกี่ยวกับแก๊งคุณเจนี่แต่อย่างใด) ซึ่งเชื่อกันว่าทุกคืนจะมีนางฟ้าเจ็ดองค์มาเล่นน้ำในสระเทพเจ้าแห่งนี้ ใครจะเลียนแบบ หรืออยากเล่นน้ำกับนางฟ้า ผู้เขียนไม่แนะนำ เพราะสระลึก จุดที่ตื้นอย่างเบาะๆ ก็ 21 เมตรเข้าไปแล้ว

GQ Recommends
– Kasan Tobang Hanok บ้านแบบเกาหลีโบราณ อยู่นอกเมืองย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคา 1,900++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
– Lotte City Hotel โรงแรมใจกลางเมือง สะดวกสบายสุดๆ ราคา 4,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
-Kim’s Cabin ลอดจ์สำหรับครอบครัว และดอร์มสำหรับแบ็กแพ็กเกอร์ อยู่ใกล้ Sunrise Peak ราคา 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
– Doldam Guesthouse ห้องพักสไตล์โมเดิร์น ย่าน Seogwipo ใกล้แหล่งท่องเที่ยว ราคาประมาณ 2,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว
• The Shilla Jeju โรงแรมห้าดาวอารมณ์รีสอร์ต ใกล้แหลมหิน Jungmun-Daepo Jusangjeolli Cliff ราคาประมาณ 9,000++ บาท Trip Advisor Rate 4.5 ดาว

ที่มา – GQ Thailand
www.gqthailand.com

 

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน ‘แพะเมืองผี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/636575

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน 'แพะเมืองผี'

ชื่อน่ากลัว แต่ตัวงดงาม วนอุทยาน ‘แพะเมืองผี’

ของทุกๆ อย่างมีเสน่ห์ในตัวมัน แล้วแต่คุณจะมอง คล้ายกับคน สัตว์ สิ่งของ ไม่มีอะไรที่ไม่มีมุมงาม ถ้าหากเปิดใจให้กว้าง แล้วเฟ้นหามุมนั้นให้เจอ

ภาพเล่าเรื่องไทยรัฐออนไลน์สัปดาห์นี้ Thairath Drone เก็บมาจาก วนอุทยานแพะเมืองผี อยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524 วนอุทยานแพะเมืองผี ไม่มีที่พักบริการแก่นักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปพักแรมต้องนำเต็นท์ไป กางเองแล้วไปติดต่อขออนุญาตกับหัวหน้าวนอุทยานแพะเมืองผีโดยตรงสามารถท่องเที่ยววนอุทยานแพะเมืองผีได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูหนาวนั้นเหมาะสมที่สุด เพราะอากาศเย็นสบาย

แพะเมืองผี นักธรณีวิทยาได้ประมาณค่าอายุของดินแห่งนี้เกิดขึ้นประมาณไม่เกิน 2 ล้านปีซึ่งเป็นยุคค่อนข้างใหม่ลักษณะการเกิด ของเสาดิน เกิดจากกรวด หิน ดิน ทราย เกาะจับตัวยังไม่แน่นเต็ม เมื่อถูกนำ้ฝนกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บางส่วนเป็นที่สูงต่ำสลับกันไป หน้าผาและเสาดินมีรูปทรงแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น

เป็นภาพที่สวยงามท่ามกลางแดดแรงที่สปอร์ตไลน์เจิดจ้าเป็นพยาน.

**รู้ไว้ใช่ว่า**

การเดินทางไปวนอุทยานแพะเมืองผีนับว่าสะดวกมากหากมีรถไปเอง เดินทางจากจังหวัดแพร่ ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ระหว่างแพร่-น่าน ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 7 กม. จะมีทางแยกขวามือไปวนอุทยานแพะเมืองผีอีก 3 กม. ถนนลาดยางตลอด รวมระยะทางประมาณ 10 กม. สามารถติดต่อสอบถาม สำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) โทร. 0-5351-1162 หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายจัดการวนอุทยาน สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาตสัตว์ป่าิ และพันธุ์พืช กรุงเทพฯ 10900 โทร.0-2561-4292-3 ต่อ 719 ในวันและเวลาราชการ แหล่งท่องเที่ยว

ตื่นตากับถ้ำเขาวังทอง อันซีนหนึ่งเดียวในขนอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แบกกล้องเที่ยว 11 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635311

 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน มาพบกับผม “แบกกล้องเที่ยว” อีกครั้ง สัปดาห์นี้ผมจะพาไปเที่ยวแบบตื่นเต้นเร้าใจ ก็ใครจะไปคิดว่า… ที่อำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช นอกจากชายหาดสวยๆ กับน้องๆ แล้ว จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และยิ่งใหญ่อลังการซ่อนอยู่




ถ้ำเขาวังทอง ตั้งอยู่ที่ ต.ควนทอง การเดินทางให้เริ่มจากตลาดสี่แยกในเมืองขนอมไปตามถนนหมายเลข 4014 ซึ่งเป็นสายเข้าเมือง ไปประมาณ 1.8 กม. ถึงสามแยกครูวิงให้เลี้ยวขวาเข้าถนนทางไปอำเภอดอนสัก บนเส้น 4142 ให้ตรงไปประมาณ 6 กม. จะเจอกับทางแยก เลี้ยวซ้ายเข้าไปถนนสายหน้าควน-ต้นเหรียง ปากทางมีป้ายท่องเที่ยวถ้ำเขาวังทอง ตรงเข้าไปประมาณ 3 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามซอยห้วยอโศก ก็จะถึงถ้ำเขาวังทอง สามารถจอดรถได้ที่เชิงเขาใกล้กับทางขึ้นถ้ำเขาวังทอง




“ถ้ำเขาวังทอง” ถือว่าเป็นอันซีนหนึ่งเดียวในขนอม มีความสวยงามอย่างมาก บริเวณปากถ้ำเป็นจุดชมวิวที่เห็นทิวทัศน์ของ ตำบลควนทอง ภายในถ้ำเป็นหินปูนผสมแร่เหล็ก ที่มีหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามมากมาย แผนผังของถ้ำแห่งนี้มีไม่มาก แค่เดินขึ้นตามบันไดปูนจากเชิงเขาขึ้นไปราว 300 ขั้น ก็จะถึงศาลาปากทางเข้า จากศาลาแห่งนี้จะมองเห็นทะเลทางฝั่งขนอม วันฟ้าใสอาจจะเห็นไปไกลถึงสมุยด้วยซ้ำ





ปากทางเข้าถ้ำวังทอง เป็นปล่องแคบๆ มีการติดไฟให้แสงสว่างไว้ตามจำเป็น ทางเดินเป็นอุโมงค์ยาวๆ เดินไปราว 50 เมตร ก็ต้องไต่บันไดขึ้นไปราว 8 ขั้น แล้วจะต้องเบียดแทรกตัวเข้าไปตามช่องแคบๆ จากนั้นจึงไปโผล่ที่ห้องโถงขนาดใหญ่ ตรงกลางห้องโถงเป็นกองหินกองดิน มีหินงอกตั้งเป็นแท่งอยู่เรียงราย บางอันสูงเกือบจรดเพดานถ้ำ





ห้องโถงใหญ่ที่สุดมีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ตามพื้นถ้ำ ผนังถ้ำ และเพดานถ้ำ ประดับประดาด้วยหินงอก หินย้อย เสาหิน รูปร่างต่างๆ บ้างก็คล้ายเจดีย์ น้ำตก หนังปลา น้อยหน่า อ่างน้ำ ตามแต่จะจินตนาการกันไป เมื่อต้องแสงไฟจะดูระยิบระยับ แต่ละห้องในถ้ำมีความต่างระดับพอสมควร การเข้าชมอาจจะต้องปีนป่าย หรือก้มต่ำจนเกือบคลาน บางช่วงก็ลื่นจากความชื้น จึงควรสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสม เพื่อจะได้ชมธรรมชาติที่สวยงามได้อย่างสนุกสนาน





อีกปรากฏการณ์หนึ่งคือ น้ำตกถ้ำ ที่เกิดจากหินปูนที่ละลายมากับน้ำ แล้วน้ำนั้นก็ไหลลงที่ต่ำ นานเข้าหินปูนเหล่านั้นก็ค่อยๆ เกาะกันเป็นคลื่นเล็กๆ ดูคล้ายกับชั้นน้ำตกที่ลดหลั่นกันลงมา บางแห่งละเอียดมากจนดูเหมือนเกล็ดปลา ถ้าหินปูนเกาะกันจนกลายเป็นขอบขนาดใหญ่ ดูเหมือนอ่างน้ำบางแห่งอาจจะมีน้ำขัง บางแห่งอาจจะแห้ง เรียกว่าสวยงามสมกับการเดินทางเข้ามาจริงๆ ครับ

ใครที่ชอบท่องเที่ยวแนวผจญภัยและไปดูของหายากแบบนี้ แพ็กกระเป๋าแล้วไปเห็นด้วยตาตัวเองเลยครับ บอกเลยว่ามาที่นี่ไม่เสียเที่ยวแน่นอน…

ที่มา – แบกกล้องเที่ยว
www.itravelhip.com
www.facebook.com/baagklong

 

วิถีคน…วิถีคิด โมเดลชีวิต…เมืองสามน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 มิ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635874

 

วิถีชุมชนลุ่มน้ำแม่กลอง.

“เจื้อยแจ้วแว่วเสียงสำเนียงขับร้อง ดังเพลงมนต์รักแม่กลอง ล่องลอยพลิ้วหวานซ่านมา กล่อมสาวงามบ้านอัมพวา มนต์รักแม่กลองแว่วมา เหมือนสายธาราแม่กลองรำพัน…”

บทเพลงจากปลายปากกาของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ส่งผ่านมาตามเสียงหวานของ ศรคีรี ศรีประจวบ และนักร้องลูกทุ่งรุ่นหลังๆอีกหลายคนดังแว่วในความทรงจำ ก่อนที่จะขับรถมุ่งหน้าสู่อัมพวาเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน

น้องเก๋ กาญจนา บงกชรัตน์ และ น้องปลา ชลธิดา ภู่ระหงษ์ พีอาร์สาวสวยจากฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเดินทางมาด้วยเพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ความเป็นชุมชนเข้มแข็งของที่นี่


ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่..หนึ่งในผลไม้เลื่องชื่อของอัมพวา

จุดหมายของเรา คือ บ้านสวนแสงตะวันของ ครูสมทรง แสงตะวัน หนึ่งในครูภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ต้องการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและวิถีการเกษตรพื้นบ้าน จนเกิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้มหาวิชชาลัยภูมิปัญญาท้องถิ่น” จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านบางพลับ อ.บางคนที ไม่ไกลจากตลาดน้ำอัมพวามากนัก

บางพลับ ชุมชนเล็กๆแต่กลับมีเสน่ห์แพรวพรายด้วยผลหมากรากไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ยิ่งเมื่อบวกรวมเข้ากับภูมิปัญญาของชุมชนแล้ว ยิ่งทำให้ทุกอย่างที่นี่มีทั้งคุณค่าและมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทันที


ครูสมทรง แสงตะวัน

อาจกล่าวได้ว่า ครูสมทรง เป็นคนหนึ่งที่ปลุกวิถีการท่องเที่ยวชุมชนให้แข็งแรงในพื้นที่แห่งนี้ จากเดิมที่ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่กับร่องสวนและลำคลอง ที่แทบจะไหลผ่านไปทุกซอกทุกมุมของสมุทรสงคราม ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองสามน้ำ คือ มีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด และมีคลองที่แตกแขนงจากแม่น้ำแม่กลองเข้าสู่อำเภอ ตำบลต่างๆอีกมากกว่า 366 คลอง


ผลไม้รอกลับชาติ.

และนั่นจึงเป็นที่มาของความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้ขึ้นชื่อ อย่างส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ รสชาติหวาน หอม อร่อย

ครูสมทรง เล่าว่า อาชีพส่วนใหญ่ของที่นี่คือชาวสวน โดยเฉพาะสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น มะพร้าว ส้มโอ ลิ้นจี่ มะละกอ ที่อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของการมาเที่ยวแถบนี้ ที่สำคัญคือ เกษตรที่นี่เป็นเกษตรปลอดสารเคมี มั่นใจได้ 100%

นอกจากผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ในชุมชนบ้านบางพลับ ยังมีของขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ น้ำตาลมะพร้าว ทำจากน้ำตาลสดแท้ โดยชาวสวนจะขึ้นเก็บน้ำตาลสดวันละ 2 ครั้ง คือ เช้าตรู่และช่วงบ่าย ในวันที่พวกเราไปถึง ครูสมทรง ลงทุนเป็นพรีเซ็นเตอร์สาธิตการขึ้นเก็บน้ำตาลมะพร้าว และเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวแบบสดๆให้ดูกันเลย

ซึ่งการเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวของที่นี่ยังเป็นแบบดั้งเดิม คือ เคี่ยวด้วยเตาถ่านและวันหนึ่งทำไม่มากแค่พอออกขายนักท่องเที่ยว และ บางทีก็ให้นักท่องเที่ยวได้ลองหยอดน้ำตาลมะพร้าวเองด้วย


ที่ตากผลไม้กลับชาติ…ภูมิปัญญาท้องถิ่น.

หลังเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวเสร็จ พวกเราเลือกจักรยานกันคนละคันขี่ตัดถนนเข้าไปในสวน ผ่านวัดและบ้านเรือนของชาวบ้านที่อยู่กันอย่างเรียบง่าย เป้าหมายของเราอยู่ที่บ้านของ ป้าแดง ฉวีวรรณ หัตถกรรม ซึ่งเป็นแกนนำการรวมตัวกันในชื่อกลุ่มสตรีเกษตรพัฒนา เป็นการรวมตัวของชาวบ้านแปรรูปผักผลไม้ที่มีอยู่ในสวนของหมู่บ้าน ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ พร้อมกับคิดชื่อเก๋ไก๋ว่า “ผลไม้กลับชาติ”

ป้าแดง บอกว่า ที่เรียกแบบนี้ เพราะผลไม้ที่นำมากลับชาติส่วนใหญ่เป็นผลไม้และพืชที่มีรสฝาดขม อย่างเช่น บอระเพ็ด มะระขี้นก ตะลิงปลิง ลูกมะนาว ผลส้มโออ่อน มะละกอ ลูกตำลึง นำมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆจนมีรสชาติหวานอร่อยเหมือน กับว่าไม่เคยขมมาก่อนยังไงยังงั้น


กลุ่มสตรีกับการทำผลไม้กลับชาติ.

เธอบอกว่า การแปรรูปผลไม้จากขมให้เป็นหวานนี้ เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ตกทอดกันมานานกว่า 150 ปี

ไอเดียผลไม้กลับชาติของกลุ่มสตรีที่นี่ กลายเป็นเอกลักษณ์ของการแปรรูปพืช ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ ที่สำคัญคือ ถึงแม้ว่าจะผ่านการแปรรูปแล้วแต่ยังคงสรรพคุณทางยาไว้ จนกลายมาเป็นของขึ้นชั้นของสมุทรสงคราม ในนามของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ

นอกจากผลไม้กลับชาติแล้ว บรรดาแม่บ้านยังแปรรูปอาหารอื่นๆมาจำหน่ายด้วย เช่น ไข่เค็มพอกดินเหนียว ทองม้วน เป็นการสร้างรายได้ให้กับทั้งครัวเรือนและชุมชนอีกทางหนึ่ง

ทั้งชิม ทั้งช็อปกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีจนจุใจแล้ว ก็ไปต่อกันที่บ้านของพี่ สถาพร ตะวันขึ้น ที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนเอาถ่าน ก็จะไม่ให้เอาถ่านได้อย่างไร ในเมื่อถ่านทำเงินเข้ากระเป๋าพี่แกทุกวัน วันละมากกว่า 1,000 บาท ทั้งจากถ่านที่เผาได้ น้ำส้มควันไม้ที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่าน และยังมีไอเดียเก๋ๆเอาผลไม้ที่ทิ้งขว้างไว้ตามสวนมาใส่ปี๊บปิดด้วยใบตอง แล้วเผาพร้อมๆกับการเผาถ่าน ทำให้ได้ผลไม้ถ่านที่คงรูปร่างเหมือนเดิมเปี๊ยบ ประมาณว่า เงาะก็ยังมีขนปุยๆเหมือนตอนที่ยังไม่ถูกเผา เธอบอกว่า ถ่านผลไม้เหล่านี้คนนิยมซื้อไปวางในรถบ้าง ในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้าบ้าง ดูดกลิ่นได้ชะงัด….!!


การทำน้ำตาลมะพร้าว.

เที่ยวครึ่งวันอัดแน่นทั้งความรู้ ความเพลิดเพลิน แถมยังได้รู้จักกับภูมิปัญญาดั้งเดิมในชุมชนที่ไม่ไกลกรุงเทพฯแบบนี้ ใครที่ไปอัมพวาแล้วนึกว่ามีแค่ตลาดน้ำ คงต้องเปลี่ยนใจขับรถเลยไปอีกนิด แวะเยี่ยมชุมชนบ้านบางพลับที่อยู่ห่างจากอุทยาน ร.2ไปแค่ 3 กิโลเมตรเท่านั้น ไปไม่ยาก จะได้ทั้งของสด ใหม่ จากสวนจริงๆไม่ใช่ซื้อจากกรุงเทพฯไปขายสวนแน่นอน

หลังรองท้องด้วยแกงส้มผักบ้านๆกับปลาทอด และยำผักกรูด รสบ้านแท้ๆแล้วก็ได้เวลากลับสู่โหมดคนทำงานออฟฟิศ เปิดซีดีที่ซื้อจากตลาดน้ำมาฟังต่อในรถ…

พี่ต้องจากลาขวัญตานิ่มน้อง ไม่ลืมลาสาวแม่กลอง ต้องครวญหวนมาสักวัน

สัญญากับตัวเองอีกครั้ง ถ้ามีเวลาจะกลับมาร้องเพลงชมจันทร์ให้ลั่นลุ่มน้ำแม่กลอง…เลยทีเดียว…

บ้านพระยาจ่าแสน : ตกแต่งเท่มีสไตล์ บริการแสนอบอุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Health & Cuisine 10 มิ.ย. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/631456

 

เหตุเกิดจากการที่สามีฝรั่งของมาดามสอบถามมายังจวง ว่ารู้จักโรงแรมสุดเก๋ที่ชื่อว่า THE HOUSE OF PHRAYA JASAEN (บ้านพระยาจ่าแสน) หรือเปล่า เขาโด่งดังมากมายในหมู่ชาวต่างชาติ ว่าเป็นที่พักสวยเท่ตกแต่งด้วยคอนเซปต์แปลกตาไม่เหมือนใคร สะดวกสบายใกล้รถไฟฟ้า บริการอบอุ่นประทับใจ และที่สำคัญคุ้มค่าราคาไม่แพง เมื่อได้ฟังดังนั้น จวงในฐานะคนสนิทที่มาดามวางใจ จึงต้องลงพื้นที่สำรวจโรงแรมเปิดใหม่แห่งนี้ให้รู้แจ้ง เพื่อนำความจริงมาบอกเล่าแด่มาดามและสามีฝรั่งของนาง รวมถึงแฟนคอลัมน์ H&C อันเป็นที่รักของจวงเสียหน่อย




จวงเลือกเดินทางโดยเรือด่วนเจ้าพระยา ยลทิวทัศน์ริมน้ำจนเพลินตาอยู่ครู่ใหญ่ ก็มาขึ้นที่ท่าสะพานตากสิน (ซึ่งอยู่ใกล้กับ bts สาทร) จากท่าเรือเดินไม่ไกลนักก็ถึงโรงแรม เมื่อมาถึงจวงพบกับ คุณอู๋-ชาตยะ วงศ์ไพบูลย์ เจ้าของโรงแรมซึ่งมักจะอยู่ดูแลลูกค้าด้วยตัวเองเสมอเล่าให้จวงฟังว่า ความคิดแรกเริ่มที่อยากทำโรงแรมนั้น มาจากการที่ตัวเองมีเพื่อนชาวต่างชาติเยอะ เมื่อเพื่อนมาหาที่เมืองไทยก็อยากจะหาที่พักดีๆ เอาไว้ให้เหล่าเพื่อนฝูงได้พักผ่อน จึงดัดแปลงตึกแถว 7 คูหาที่เป็นสมบัติของคุณทวด (พระยาจ่าแสนยบดีศรีบริบาล) มาสร้างเป็นโรงแรมแห่งนี้ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบถ้วน แถมเน้นย้ำให้พนักงานดูแลผู้มาพักเสมือนเพื่อนสนิท ทำให้แขกชาวต่างชาติที่มา (ลูกค้ากว่า 95% ของโรงแรมเป็นชาวต่างชาติ) ต่างประทับใจบอกต่อกันทั้งในหมู่เพื่อนฝูง และในสังคมออนไลน์




โรงแรมขนาดกะทัดรัดแห่งนี้มี 30 ห้อง มีทั้งห้องพักแบบเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องรวม 4 คนเหมาะกับแก๊งเพื่อนที่มาด้วยกันหรือนักเที่ยว Backpacker ที่อยากนอนห้องรวมสไตล์โฮสเทล ห้องแบบ Connecting rooms ที่สองห้องนอนเชื่อมต่อกันได้ (และใช้ห้องน้ำเดียวกัน) เหมาะกับแขกที่มาพักเป็นครอบครัว ด้านคอนเซปต์การตกแต่งสวยงามแปลกตา แต่ละห้องมีชื่อเรียกที่ต่างกันไปทั้ง ห้องคุก ที่นำผนังสีเข้มดูดุดันมาตกแต่งให้เข้ากับโซ่และลูกกรงสีดำ ให้ความรู้สึกดิบ เท่ (และถ่ายรูปสวยมาก) ห้อง Bottle room นำขวดรูปแบบต่างๆ มาตกแต่งไว้โดยรอบ ห้องสลัม นำสังกะสีและแผ่นไม้มาตกแต่งเพื่อให้ได้กลิ่นอายของชุมชนแออัด พร้อมห้อยข้าวของระโยงระยาง ติดภาพถ่ายและโปสเตอร์เก่าไว้ที่ผนัง ดูมีเสน่ห์แปลกตาไปอีกแบบ ห้อง Thai relax ตกแต่งด้วยศิลปะแบบไทย Circle room ห้องที่นำรูปทรงวงกลมมาผสานเข้ากับการตกแต่งได้อย่างลงตัว รวมถึง Car room ที่น่าจะถูกใจผู้ชื่นชอบรถเป็นอย่างมาก ทั่วพื้นที่โรงแรมมี Free Wi-fi พร้อมน้ำดื่มบริการฟรีไม่อั้น หมดเมื่อไหร่ขอพนักงานได้ตลอด ส่วนข้าวของเครื่องใช้ในห้องมีทั้ง เครื่องปรับอากาศ ทีวี เครื่องทำน้ำอุ่น ไดร์เป่าผม รวมถึงมีชุดนอนผ้าไทยใส่สบายเอาไว้ให้เปลี่ยนด้วย


ด้วยความที่คุณอู๋ทำงานด้านตกแต่งภายในมากว่า 25 ปี แถมมีงานศิลปะรวมถึงของสะสมส่วนตัวมากมาย ทั่วทุกตารางนิ้วในโรงแรม เราจึงได้เห็นการตกแต่งสุดเก๋มองไปทางไหนก็สวยงาม มีของสะสมหาดูยากอยู่เต็มไปหมด จนรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมเลยค่ะ และแม้ไม่ใช่โรงแรมหรูแต่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็มีมาให้ครบ ทั้งห้องสปาที่มีทั้งนวดแผนไทยและอโรม่า ห้องซักผ้า-อบผ้า (ด้วยเครื่องแบบหยอดเหรียญ) จักรยานให้ยืมปั่นฟรี อีกสิ่งที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวได้ดีสุดๆ คือบริการรับฝากของและห้องรับรองหลังเช็กเอาต์ ที่มีทั้งห้องนั่งเล่น ห้องอาบน้ำและห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไว้บริการ ดังนั้นหากเช็กเอาต์ออกจากห้องพักแล้วยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน (เช่น ต้องรออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเครื่องบินออก) ก็สามารถฝากสัมภาระเพื่อออกไปเที่ยวเตร็ดเตร่ได้อย่างสบายใจ แล้วค่อยกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้สบายตัวก่อนเดินทาง ซึ่งบริการนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ


ส่วนเรื่องอาหารการกินก็หายห่วง ที่นี่มี Koffie House คาเฟ่ต์สุดชิคที่ตั้งอยู่ชั้น 1 ของโรงแรม จำหน่าย ชา กาแฟ เครื่องดื่มร้อน – เย็น รวมถึงเบเกอรีแสนอร่อย แอบกระซิบว่าคุณอู๋เดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ไปคราใดก็มักซื้อเค้กชั้นดีมาขายที่ร้านนี้ด้วย วันที่จวงมาเลยได้ชิมเค้กร้านดังจากฝรั่งเศสในราคาสบายกระเป๋า (เพราะคุณอู๋ไม่คิดค่าขนส่งข้ามน้ำข้ามทะเลเลยสักบาท ถือเป็นอีกหนึ่งบริการเสริมดีๆ ที่จวงปลื้มมาก)


ส่วนร้านอาหารหลักของโรงแรมชื่อ THAPAN เปิดบริการ 7.00 น. – 20.00 น. ปรุงอาหารสดใหม่จากในครัวแล้วเสิร์ฟ ที่ห้องชั้นล่างซึ่งอยู่ใกล้ล็อบบี้ (หรือจะนั่งกินที่คาเฟ่ต์ก็ได้ไม่ว่ากัน) มีทั้งอาหารอิตาเลียน อาหารไทยแท้รสชาติต้นตำรับ รวมถึงเมนูฟิวชั่น จานแนะนำเริ่มจาก เกี๊ยวทอดห่อชีส กรุบกรอบเคี้ยวเพลิน ปีกไก่ลาบ แซ่บซี้ดโดนใจ Chicken Breast Salad เนื้อไก่นุ่มน้ำสลัดกลมกล่อม สปาเกตตีเบคอน รสนุ่มละมุน ข้าวผัด THAPAN ข้าวผัดกระเทียมสไตล์ญี่ปุ่นเสิร์ฟกับต้มยำกุ้งและกิมจิ รสชาติแปลกใหม่แต่อร่อยจนอยากขอเบิ้ล


หลังสำรวจจนทั่วแถมชิมอาหารเสียพุงกาง ขอสรุปเลยว่ามาที่นี่แล้วปลื้มมาก คนกรุงเทพฯ จะมานอนเปลี่ยนบรรยากาศในห้องพักตกแต่งเก๋ๆ ก็เข้าที ส่วนพี่น้องต่างจังหวัดมาเที่ยวหรือทำธุระก็แวะพักกันได้ เพราะเดินทางสะดวกดีจริงๆ ยิ่งถ้าใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติที่ต้องการพักในโรงแรมสวยราคาสบายกระเป๋า แถมได้รับบริการที่อบอุ่นปลอดภัย เดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่สำคัญต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว แนะนำให้รีบบอกต่อเลยค่ะ

House of Phraya Jasaen (บ้านพระยาจ่าแสน) 168 ซอยเจริญกรุง 57 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ โทร.0-2675-9198-9, 09-4482-0085 www.phrayajasaen.com

ที่มา – Health & Cuisine
www.healthandcuisine.com

 

ของถูกมาอีกแล้ว! ส่อง 9 โปรเด็ดน่าโดน อาหาร ช็อปปิ้ง ฟิตเนส มาเพียบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635300

 

สดชื่นเย็นฉ่ำกับอากาศช่วงนี้จริงๆ ฝนตกโปรยปรายช่วยให้คลายร้อนไปได้บ้าง อากาศชิลๆ แบบนี้ มาส่องโปรโมชั่นเด็ด เพิ่มความฟินต้อนรับวันหยุดสุดสัปดาห์กันหน่อยดีกว่า

ปฏิทิน ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้มีโปรโมชั่นฟิตเนสสำหรับคนรักสุขภาพมาฝากกัน นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นมื้ออาหารสุดพิเศษ ส่วนลดการท่องเที่ยว นิทรรศการดีๆ น่าเดินเที่ยว และปิดท้ายด้วยงานสินค้าลดราคาแบบจัดหนักเหมือนเช่นเคย

เอ้า…รอไร ตามมาเช็กลิสต์ทางนี้ด่วนๆ จ้า

1. เที่ยววันธรรมดา…ราคาพิเศษ


เที่ยวถูกๆ วันธรรมดาราคาสุดคุ้ม

วันนี้เป็นต้นไป การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “วันธรรมดาน่าเที่ยว” เอาใจนักท่องเที่ยวและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ชวนมาเที่ยว กิน พัก กับส่วนลดพิเศษมากมายจากพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เช่น แหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร รายการนำเที่ยว สามารถดาวน์โหลดคูปองส่วนลด และตรวจสอบเงื่อนไขของโปรโมชั่นต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/weekdayspecial สอบถามเพิ่มเติม โทร. 09-9262-0505 หรือ 1672

2. ส่วนลด 50% เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ฟิตเนส


ฟิตเนสสุดล้ำ คุ้มค่าไปอีก

วันนี้-30 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักสุขภาพไปสมัครฟิตเนสราคาสุดคุ้ม “เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ฟิตเนส ส่วนลด 50% สำหรับค่าธรรมเนียมแรกเข้า” พร้อมรับฟรี กระเป๋า Under Armour มูลค่าสูงสุด 2,190 บาท

ที่นี่เป็นฟิตเนสคลับระดับพรีเมียมจากเกาะอังกฤษ ตอบโจทย์การออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น พัลส์ คลาสเต้นสุดฮิต, พิลาทีส (Pilates) รวมถึงผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยาน สนุกไปกับห้องปั่นจักรยานสุดไฮเทคที่น่าตื่นเต้นกว่าที่เคย มี 3 สาขา ได้แก่

– เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ คลับ ชั้น M อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ โทร. 0-2770-9772
– เอ็มควอเทียร์ คลับ ชั้น 4 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ โทร. 0-2770-9797
– เวสต์เกต คลับ ชั้น 4 เซ็นทรัล เวสต์เกต โทร. 0-2017-9703

3. ชมฟรี ไทยเท่…เท่อย่างไทย


นิทรรศการดีๆ ก็มีนะจ๊ะ

วันที่ 15 มิ.ย. 2559 ชวนคนรักงานออกแบบ มาชมผลงานเด็กรุ่นใหม่ในนิทรรศการ “ไทยเท่…เท่อย่างไทย” ณ ลานสานฝัน สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคปาร์ค) ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานพบกับผลงานสร้างสรรค์ของผู้เข้าประกวด 10 ทีมสุดท้าย ในงานประกาศผล “การประกวดนักพิพิธภัณฑ์สายพันธุ์สยาม ครั้งที่ 6 (Young Muse Project #6)” พบกับ 10 ไอเดียการทำแคมเปญออนไลน์ฝีมือเด็กยุคใหม่ เปิดให้ชม เวลา 13.00-16.30 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2225-2777

4. อิ่มหรู เดอะ ไดน์นิ่ง รูม


อาหารมื้อหรู

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชวนไปชิมเมนูใหม่ของห้องอาหาร เดอะ ไดน์นิ่ง รูม จาก เดอะ เฮ้าส์ ออนสาทร (The House on Sathorn) ให้บริการสำหรับมื้อเย็น ตั้งแต่เวลา 18.00-22.30 น. มีเมนูต่างๆ ได้แก่


เดอะ ไดน์นิ่ง รูม

– เจอร์นีย์ (Journey) : เซตเมนูอาหาร 9 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 3,800 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 2,200 บาทต่อท่าน
– โวยาจ (Voyage) : เซตเมนูอาหาร 6 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 2,600 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 1,700 บาทต่อท่าน
– โวยาจ (มังสวิรัติ) : เซตเมนูอาหารมังสวิรัติ 6 คอร์ส ราคาเริ่มต้น 2,100 บาทต่อท่าน ทานคู่กับไวน์เพิ่มอีก 1,700 บาทต่อท่าน สอบถามเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร. 0-2344-4000

5. อร่อยหรูสไตล์เจแปน


ไคเซกิ เพื่อสุขภาพ

วันที่ 1-10 ก.ค. 2559 ชวนคนชอบอาหารญี่ปุ่นไปอร่อยที่ “ห้องอาหาร ยามาซาโตะ” โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองตำนานรักวันทานาบาตะ เทศกาลเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ให้บริการอาหารมื้อกลางวันเวลา 11.30-14.30 น. มื้อค่ำเวลา 18.00-22.30 น. สำหรับเมนูที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ ได้แก่

– อาหารชุดพิเศษมื้อกลางวัน ราคาเริ่มต้น 900 บาท เสิร์ฟเนื้อเป็ดตุ๋นในน้ำส้ม ซุปข้าวโพดใส่หอยเชลล์ ปลาทูน่าและปลาหางเหลืองซาซิมิ ปลาแซลมอนย่างซอสมิโซะเผ็ด เทมปุระกุ้งและผักรวม ข้าวอบสาหร่ายฮิจิกิ สาคูน้ำกะทิ และผลไม้สด

– อาหารมื้อค่ำ ไคเซกิ เริ่มต้นราคาท่านละ 3,000 บาท เสิร์ฟซีฟู้ดซุปปลาโบนิโต้และน้ำส้ม ซุปใสปลาไหลและเห็ดชิเมะจิ และปลาดิบ ท้องปลาทูน่า กุ้งนางฟ้า ปลาชิมะอะจิ และหอยเชลล์ เป็ดและปลาดาบเงินย่างซอสมิโซะเผ็ด ปลากระพงแดงซอสมะเขือเทศและเห็ดญี่ปุ่น เส้นหมี่เย็นญี่ปุ่น ซุปเย็น เนื้อปูและปลาไหล ข้าวห่อสาหร่ายสอดไส้ทูน่า สาคูน้ำกะทิ และผลไม้สด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02 687 9000

6. Shop & Sales 2016


เสื้อผ้าแบรนด์ คุณภาพส่งออกราคาถูก

วันนี้ – 12 มิ.ย 2559 ชวนสายช็อปมาละลายทรัพย์ในงาน “Shop & Sales 2016” ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก ภายในงานพบกับ สินค้ามากมายคุณภาพระดับส่งออก เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ อัญมณี สินค้าสุขภาพและความงาม และอื่นๆ อีกมากมายในราคาสุดพิเศษ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-6548-4514, 08-8585-1168

7. น้ำหอมเครื่องสำอาง 80%


ใครชอบน้ำหอม จัดไปอย่าให้เสีย

วันนี้-16 มิ.ย. 2559 ชวนสาวๆ มาช็อปสินค้าความงามในงาน “FRAGRANCE & COSMETICS WAREHOUSE SALE UP TO 80%” ณ ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าอัมรินทร์พลาซ่า ภายในงานพบกับน้ำหอมแท้แบรนด์ดังจากต่างประเทศ ขนมาลดจัดหนักมสูงสุด 80% เช่น CK , DAVIDOFF, BVLGARI, PHILOSOPHY, STRIVECTIN, ELIZABETH ARDEN, LANVIN, SLEEK, MONTBLANC, JIMMI CHOO, HUGO BOSS, ANNA SUI และอื่นๆ อีกมากมาย

8. Fashion Brand Name Sale


นี่ก็ลดจัดหนัก 50%

วันที่ 14-26 มิ.ย. 2559 ชวนแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายไปช็อปในงาน “Fashion Brand Name Sale” ณ บริเวณ Chess area & Victoria Hall ที่ The Crystal เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ภายในงานพบกับ ขบวนสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดัง ขนมาลดสูงสุดถึง 50% เช่น Playboy, Kyra, Sabina, Guy Laroche และ Triumph เป็นต้น และยังมีสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย

9. สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑


สมุดภาพทรงคุณค่า

หนังสือ “สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑” จัดทำโดยอาจารย์ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ โดยใช้นามปากกาแฝงว่า “ผนังเก่าเล่าเรื่อง” อาจารย์เป็นผู้คร่ำหวอดกับงานศิลปะไทยและถ่ายภาพงานศิลปะไทยแขนงต่างๆ มากว่า 30 ปี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในศิลปะไทยเป็นอย่างมาก

สมุดภาพลายรดน้ำ เล่ม ๑ เป็นการสานต่องานศิลปะชั้นสูง ให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงงานฝีมือของครูช่างโบราณ ที่ได้รังสรรค์งานลายรดน้ำโดยเริ่มจาก ตู้พระธรรม หีบพระธรรม ผนังตามปราสาท ราชวัง บานประตูโบสถ์ วิหาร ฯลฯ จัดพิมพ์เป็นภาพสีทั้งเล่มหนากว่า 300 หน้า ปกแข็ง อย่างดี จำหน่ายในราคาเล่มละ 1,000 บาท เห็นหนังสือแล้วราคาบอกได้เลยว่าห้ามพลาดจับจองเร็วๆ


ลายรดน้ำโบราณเก่าแก่

สนใจสามารถสั่งซื้อ ได้ที่อาจารย์ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ เบอร์โทรติดต่อ 095 8496327 , 087 9707575 หรือติตต่อได้ที่เฟซบุ๊กของอาจารย์ คือ สิปปวิชญ์ บุณยพรภวิษย์ และ Sippavish Boonpapornpaviz และอีกช่องทางหนึ่งคือทาง Line:ID oldwall


ไม่มีจำหน่ายตามร้านทั่วไป ต้องสั่งซื้อ

ที่มาภาพบางส่วน : กรมส่งเสริมการส่งออกรัชดาAmarinBrandSalethecrystalshoppingmall

 

มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มิ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/635287

 

กลับมาให้ตื่นตาตื่นใจกันอีกครั้งกับเทศกาลยิ่งใหญ่เพื่อคนรักกล้วยไม้ สยามพารากอนร่วมกับสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัดงาน “สยามพารากอน แบงค็อก รอยัล ออร์คิด พาราไดซ์ มหัศจรรย์กล้วยไม้แห่งแผ่นดิน ครั้งที่ 10 ใต้ร่มพระบารมี น้อมถวายภักดี องค์ราชันและองค์ราชินี” อลังการด้วยพญาอนันตนาคราช 7 เศียร พร้อมชมความงดงามของกล้วยไม้นานาพันธุ์หลากสกุลกว่า 700,000 ดอก ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 มิ.ย.59


ชฎาทิพ จูตระกูล -n ลักขณา นะวิโรจน์

ในฐานะแม่งานใหญ่ “ลักขณา นะวิโรจน์” บอกเล่าว่า งานปีนี้จัดภายใต้คอนเซปต์ใต้ร่มพระบารมี น้อมถวายภักดี องค์ราชันและองค์ราชินี เฉลิมพระเกียรติ 70 ปี จอมราชัน อภิวันท์ 84 พรรษา มหาราชินี คู่พระบารมี ปีมหามงคล เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา7 รอบ 12 สิงหาคม 2559

ไฮไลต์ยิ่งใหญ่ประจำปีนี้ ยกให้ผลงานประติมากรรมกล้วยไม้ “พญาอนันตนาคราช 7 เศียร” พญานาคเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ จึงเป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ ตามคตินิยมยังเชื่อว่า พญานาคยิ่งใหญ่คู่ควรกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเหมาะอย่างยิ่งในการเฉลิมพระเกียรติฯครั้งนี้ และเพื่อเพิ่มความโดดเด่นยังรายล้อมพญานาครอบๆ และประดับประดาด้วยกล้วยไม้ 9 สกุล เป็นสายธารน้ำที่พาดผ่าน เปรียบดังน้ำพระราชหฤทัยของล้นเกล้าฯทั้ง 2 พระองค์ ที่นำความอุดมสมบูรณ์ ความสุข ความเจริญไปยังทั่วทุกสารทิศของผืนแผ่นดินไทย



อีกหนึ่งโซนไม่น่าพลาดชมคือ โซนเทิดพระเกียรติฯ นำสัญลักษณ์ช้างเผือกประดับด้วยกล้วยไม้หลากสายพันธุ์ รวมถึงกล้วยไม้พระราชทานนาม 14 สายพันธุ์ อาทิ กล้วยไม้แคทลียา “ควีนสิริกิติ์” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, กล้วยไม้รองเท้านารี “พริ้นเซสสังวาลย์”, กล้วยไม้หวาย “ม่วงราชกุมารี” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และกล้วยไม้ฟาแลนนอพซิส “พริ้นเซสจุฬาภรณ์” กล้วยไม้พระราชทานนามในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี




นอกจากการจัดแสดงกล้วยไม้แล้ว ภายในงานยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โครงการ “ปลูกไทย…ในแบบพ่อ” เป็นการปลูกจิตสำนึกและปูรากฐานให้เยาวชนน้อมนำแนวทางที่ทรงสอนไปเป็นแบบอย่างดำรงชีวิต เพื่อสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน ประชาชนยังสามารถร่วมถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรูปแบบคลิปวีดิโอ นำขึ้นฉายบนจอ LED ขนาดใหญ่.


ชอบที่สูงเชิญทางนี้! กางคู่มือ 10 ข้อ มาชู ปิกชู สวรรค์ขาเที่ยวสายลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/633968

 

ใครเป็นขาเที่ยวสายลุย ยกมือขึ้น! ถ้าคุณมั่นใจว่าร่างกายฟิตมากพอ และชอบท่องเที่ยวแนวปีนเขาขึ้นไปชมวิวสวยๆ บนที่สูงล่ะก็ ต้องไม่พลาดการเดินทางไปชมนครสาบสูญแห่งอินคาอย่าง มาชู ปิกชู ให้ได้สักครั้งในชีวิต

อย่าคิดว่ามันไกลเกินเอื้อม เพราะมีแบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มชาวไทย ไปพิชิตยอดเขาแห่งนี้มาแล้ว คู่มือเที่ยว ไทยรัฐออนไลน์ สัปดาห์นี้เราเลยคว้าตัว ปาวี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม แบ็กแพ็กเกอร์คนนี้มาพูดคุยและให้คำแนะนำในการเตรียมตัวไปเที่ยวชม มาชู ปิกชู เป็นของฝากขาเที่ยวชอบลุยกันสักหน่อย

ส่วนจะต้องทำยังไงบ้าง ตามมาดูทางนี้…

1. ที่ตั้งและอดีตอันรุ่งเรือง

มาชู ปิกชู (Machu Picchu) เป็นซากอารยธรรมโบราณของชาวอินคา ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในประเทศเปรู เรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตของบรรดาแบ็กแพ็กเกอร์จากทั่วโลก นอกจากได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกแล้ว ยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย


มาชู ปิกชู เมืองมรดกโลก

มาชู ปิกชู ตั้งอยู่ห่างจากเมืองคุซโค (Cusco) ประเทศเปรู ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กม. บนยอดทิวเขาอยู่สูงประมาณ 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล ที่นี่เป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกให้มาเยือนประเทศเปรูได้จำนวนมากในแต่ละปี

2. สกุลเงิน และอัตราค่าแลกเปลี่ยน

สกุลเงินของเปรูคือ เปรูเวียนโซเรส หรือ เปรูเวียล นีโว โซล (PEN) สำหรับอัตราค่าเงิน 1 PEN = 10 บาทไทยโดยประมาณ อาจจะแลกเงินไทยเป็นดอลลาร์ก่อน แล้วค่อยมาแลกเงินท้องถิ่นที่นี่ก็ได้ แต่ถ้าจะเอาสะดวกก็พกบัตรเอทีเอ็มไปด้วย สามารถกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มได้เช่นกัน โดยเสียค่าธรรมเนียม 300 บาท ต่อการกดเงินสด 1 ครั้ง กดได้ครั้งละ 10,000 – 15,000 บาท


แสงสวยๆ ที่สนามบิน

3. เที่ยวเปรู ไม่ต้องทำวีซ่า

แบ็กแพ็กเกอร์ชาวไทยสามารถไปเที่ยว มาชู ปิกชู ได้สะดวกสบาย เพราะการเดินทางเข้าประเทศเปรู ไม่ต้องทำวีซ่า แค่มีพาสปอร์ตไทยอย่างเดียวก็อยู่เที่ยวเปรูได้นาน 90 วัน


ระหว่างทาง…

4. การเดินทางสู่เปรู

จากเมืองไทยเลือกบินข้ามทวีปได้ 2 เส้นทาง คือ
– บินจากไทยไปเปลี่ยนเครื่องที่ยุโรป อันนี้ไม่ต้องใช้ Transit visa ราคาตั๋วประมาณ 60,000 บาท
– บินจากไทยไปลงที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น แล้วไปเปลี่ยนเครื่องที่อเมริกา จากนั้นต่อเครื่องมาที่อเมริกาใต้อีกที ราคาตั๋วประมาณ 50,000 บาท (จุดนี้ ถ้าได้ตั๋วโปรจะดีมาก) รวมใช้เวลาเดินทางประมาณ 24 ชม.


รถบริการขึ้นเขา

5. เมืองหลวงลิมา สู่ คุซโค

เครื่องลงที่ ลิมา (Lima) เมืองหลวงของเปรู จากนั้นเดินทางต่อ เข้าสู่เมือง คุซโค (Cusco) แล้วนั่งรถไฟหรือรถบัสเข้ามาที่เมือง อากวัส คาเลียนเตส (Aguas Calientes) ตั๋วรถไฟแพงกว่าแต่ประหยัดเวลามากกว่า นั่งรถไฟใช้เวลา 4 ชม. รถบัส 6 ชม. พอถึงเมืองอากวัส คาเลียนเตส จะมีรถบัสให้บริการพาไปยังมาชู ปิกชู (Machu Picchu) ใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาที


นักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ขาดสาย

6. ถึงแล้ว! มรดกโลก มาชู ปิกชู

สำหรับการเที่ยวชมมรดกโลก มาชู ปิกชู จะต้องซื้อตั๋วเข้าชมก่อน ซึ่งมีด้วยกัน 3 แบบ คือ
– ตั๋วเที่ยวชม มาชู ปิกชู อย่างเดียว ประมาณ 1,200 บาท
– ตั๋วแพ็กเกจ Machu Picchu + Mountain Machu Picchu ราคา 1,400 – 1,500 บาท
– ตั๋วแพ็กเกจ Machu Picchu + Wayna Picchu ราคา 1,400 – 1,500 บาท
(ไวนา ปิกชู เป็นยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน สูงกว่ามาชู ปิกชูประมาณ 360 เมตร เดินเท้าไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องจองตั๋วล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน)


ในที่สุดก็ถึงยอดเขา สวยตระหง่านอลังการ

7. ช่วงเวลาที่ควรไปเยือน

สภาพอากาศของประเทศเปรู จะสลับกันกับเมืองไทย คือช่วงกลางปีแบบนี้บ้านเราจะร้อนและมีฝนตก แต่เปรูช่วงนี้เป็นหน้าหนาว แต่ก็ไม่ได้หนาวถึงขั้นติดลบ อุณหภูมิช่วงกลางวันอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส กลางคืนประมาณ 5 องศาเซลเซียส


อากาศเย็นสบาย ชิลๆ กำลังดี

8. ค่าใช้จ่าย อาหาร และโรงแรม

สำหรับการเลือกที่พัก สามารถพักโรงแรมแบบโฮสเทลได้ในราคาถูก ประมาณ 250-350 บาท ส่วนค่าอาหารตามร้านอาหารท้องถิ่น แต่ละมื้อก็ตกประมาณ 80-100 บาท มื้อเย็นประมาณ 200 บาท ร้านอาหารมีอยู่ทั่วไป หาไม่ยาก

ถ้าอยากประหยัดกว่านั้น สามารถซื้อของมาทำกินเอง โฮสเทลที่นี่ส่วนใหญ่จะมีห้องครัวให้ แต่ถ้าอยากกินร้านหรูหน่อย ก็มีให้เลือกเช่นกัน ตกประมาณมื้อละ 400-500 บาท รวมๆ ก็ตกประมาณวันละ 1,000 บาท


Cuy หรือ Guinea pig อาหารท้องถิ่น

9. ภาษาในการสื่อสาร

คนที่นี่ส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษได้ เช่น พนักงานร้านอาหาร พนักงานโรงแรม พนักงานรถไฟ แต่ถ้าจะนั่งบัสหรือเข้าร้านอาหารท้องถิ่น เขาพูดอังกฤษไม่ได้ ต้องสื่อสารด้วยภาษาสเปน แนะนำให้ลองเรียนภาษาสเปนระดับพื้นฐานมาสักหน่อย ก็จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ง่ายขึ้นเยอะ อาจจะโหลดแอพพลิเคชั่นภาษาสเปนมาเป็นตัวช่วยลองฝึกดูก็ได้ (แบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มใช้แอพนี้ : Duolingo)


แบ็กแพ็กเกอร์หนุ่มไทย ไปลุยมาแล้ว

10. เช็กร่างกายให้พร้อม

เนื่องจากภูมิประเทศของเปรู อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร สำหรับบางคนการขึ้นที่สูงขนาดนี้ อาจทำให้เกิดอาการ Altitude Sickness หรือโรคแพ้ที่สูง มักจะมีอาการปวดหัว มึนหัว ต้องพักและให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว ในบางรายอาจมีอาการรุนแรง

ถ้าไม่มั่นใจสามารถไปตรวจเช็กร่างกายก่อนไปเที่ยวได้ที่ คลินิกท่องเที่ยว โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน (อยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ราชวิถี) ซึ่งมีหมอเฉพาะทาง คอยดูแลเรื่องอาการป่วยที่เกิดจากการท่องเที่ยวโดยตรง สามารถขอคำปรึกษาได้

เอาเป็นว่า…ใครอยากตามรอยไปชมนครสาบสูญอินคาอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ เก็บตังค์ตั้งแต่ตอนนี้เลย เริ่มค่ะ!

ที่มาภาพ : คุณหมอนักเดินทาง IG : shegotyouhighs

 

ซ่อนอยู่ไหนฉันก็ไปหา ปักหมุด 5 ร้านต้องสะดุด ตลาดบางน้ำผึ้ง (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มิ.ย. 2559 06:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/629276

 

ใกล้ถึงวันหยุดแล้ว! อดใจอีกแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ได้พักผ่อนช่วงสุดสัปดาห์สักทีเนอะ ใครว่างๆ อยู่ ไปหาที่เที่ยวเล่นใกล้กรุงเทพฯ กันดีกว่า คราวที่แล้วเราไปลุยเดี่ยวกับทริปปั่นจักรยาน

(อ่านเพิ่ม  : แค่ 500 บาท! ปั่นลุยเดี่ยวเที่ยว บางกระเจ้า)

คราวนี้ I TOUR ALONE กับฮัมมิ่งเบิร์ด เลยจะชวนเที่ยวต่อที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ในย่านเดียวกัน พอปั่นจักรยานในช่วงเช้า กลับมาคืนจักรยานที่ร้านเช่าก็เที่ยงพอดี มื้อเช้าย่อยไปอย่างรวดเร็วด้วยสองขาที่ปั่นเอาๆ เกือบ 2 ชั่วโมง ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆ แล้วสิ งั้นเราไปเดินหาของกินอร่อยๆ เติมพลังกันที่ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง กันดีกว่า

ตลาดน้ำแห่งนี้ยังคงรักษาเสน่ห์ของตลาดชุมชนเก่าแก่ไว้เป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันจะมีพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นคนนอกพื้นที่เข้ามาเช่าแผงค้าขายมากกว่ายุคอดีตที่เป็นคนในชุมชน แต่รูปแบบตลาดก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจนลืมเค้าเดิมไปนัก

แต่บอกก่อนว่า ตลาดน้ำแห่งนี้ไม่ได้มีภาพบรรยากาศแบบเรือขายของตามริมตลิ่งหรอกนะ มีเพียงคลองเล็กๆ ที่ขุดขึ้นเองเพื่อใช้สอยในอดีต (ตอนนี้ก็แทบมองไม่เห็นคลองแล้วด้วย) ใครที่คาดหวังแบบนั้น อาจจะผิดหวังกลับไป แต่ถ้าคุณ Don’t care ก็ตามมาเที่ยวต่อเลยจ้า


ร้านก๋วยเตี๋ยวติดริมคลอง

ที่นี่มีร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าวหมูแดง ข้าวไก่อบ ข้าวมันไก่ อยู่หลายร้าน เราแวะไปเติมพลังที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไก่เจ้าหนึ่งในตลาด รสชาติโอเค ราคา 50 บาท จากนั้นก็เดินหาของทานเล่น มาตลาดต้องเดินเที่ยวและช็อปปิ้ง จริงป่ะ? งั้นมาอัพเดตของอร่อย 5 ร้านเด็ดของตลาดบางน้ำผึ้งดูหน่อยสิ มีอะไรน่าชิมมั่งน๊า?

1. ขนมตุ๊บตั๊บในตำนาน


ขนมตุ๊บตั๊บรสดี

มีแพ็กเล็ก ซื้อเป็นของฝากได้

มาเจอร้านนี้ ก็สะดุดตาตรงที่พ่อค้ากำลังเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ แผ่นกระดานไม้ ค้อนทุบ กระทะตั้งไฟร้อนๆ เราคิดในใจ “เฮ้ยๆ นี่กำลังจะปรุงของกินสักอย่างแน่ๆ” นี่ก็รีบปรี่เข้าไปเลย สอบถามได้ความว่า ชื่อร้าน ชนม์ณิชา ขายขนมตุ๊บตั๊บและถั่วตัดที่ทำสดใหม่กันหน้าร้านเลยทีเดียว สูตรขนมของทางร้านตกทอดสืบต่อมา 10 ปีแล้ว โห…คือรับรองความหอมอร่อย และก็เป็นตามคาด พอได้ลองชิมแล้ว แหม…มันใช่เลย นุ่มเนียน กรอบผิวด้านนอก หอมถั่ว ไม่เหม็นหืน จัดว่าเด็ด!

2. วุ้นเป็ดแฟนซี


วุ้นเป็ดแฟนซี

ถัดมาเราเดินไปเจอวุ้นเป็ดเข้า แต่ปกติจะเคยเห็นวุ้นเป็ดที่เป็นวุ้นกะทิสีขาวๆ อย่างเดียว แต่ร้านนี้เขาปรับสูตรเป็นวุ้นเป็ดแฟนซี แต่งแต้มสีสันตัวเป็ดให้น่ารักสดใสมากขึ้น ส่วนรสชาติก็หอม มัน อร่อย ไม่ทิ้งสูตรเดิม นอกจากนี้ยังมีวุ้นผลไม้ในถ้วยเล็ก น่าทานไม่แพ้กัน

3. หอยใหญ่ไข่อร่อย


อร่อยอะ

ร้านนี้ต้องลอง

ใกล้ๆ กันเราเจอเข้ากับร้าน หอยทอดครก เห็นพ่อค้ากำลังตั้งหน้าตั้งตาทอดบนเตาขนมครก พร้อมร้องขายด้วยสโลแกน “หอยใหญ่ไข่อร่อย” ติดหูมากอะ พอมองซูมเข้าไปใกล้ๆ เห็ดหอยแมลงภู่ตัวใหญ่พร้อมไข่ไก่ที่ใส่กันไปแบบตู้มๆ คำใหญ่มากอะ เห็นแล้วน้ำลายไหล เลยจัดมา 1 ชุด ชิมปุ๊บคือแบบ…มันเต็มปากเต็มคำมากอะเธอ ทอดกรอบแบบพอดีๆ ยิ่งกินกับน้ำจิ้มยิ่งอร่อยเด็ดไปอีก

4. ขนมหม้อแกงในหม้อดิน


ขนมหม้อแกงมาแล้วจ้า

อีกอย่างหนึ่งที่ไปเที่ยวตลาดแห่งนี้ทีไร ต้องเจอทุกทีนั่นคือ ขนมหม้อแกง มีอยู่หลายรสชาติให้เลือก เช่น หม้อแกงเผือก หม้อแกงไข่ และหม้อแกงถั่ว และยังมีข้าวเหนียวสังขยาในหม้อดินอีกด้วย มองดูละลานตาน่าทานอะ ซื้อมาลองชิม 1 หม้อเล็ก แอบหวานไปนิดนะ แต่ก็โอเค

5. ตะโก้สารพัดหน้า


สีสันน่าทาน

มีหลายไส้ให้เลือกชิม

มาจบที่ร้านขนมไทยๆ อีกหนึ่งร้าน เราเห็นฝรั่งมายืนรุมเต็มหน้าร้านเลยอะ พอเดินเข้าไปใกล้ๆ อ๋อ…ร้านขายขนมตะโก้ เป็นร้านใหญ่เลย ตะโก้ร้านนี้มีหลายไส้มากๆ ปกติจะเคยเห็นแค่ตะโก้เผือกกับตะโก้ข้าวโพด แต่ที่นี่มีทั้งตะโก้เนื้อสีฟ้าใสไส้มะพร้าวอ่อนโรยหน้าแปะก๊วย ตะโก้ถั่วแดง ตะโก้ธัญพืช ตะโก้ฝอยทอง แปลกดี หน้าตาสวยและรสชาติอร่อยด้วย

นอกจากนี้ยังมีหมูสะเต๊ะ ข้าวเกรียบว่าว ข้าวเกรียบปลาทู ปลาทูต้มเค็ม ทอดมันปลาหมึก ขนมไหมฝัน มีโซนขายเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน และโซนตลาดต้นไม้ งานนี้เราสอยต้นมะลิติดมือกลับบ้านไป 1 กระถาง โฮะๆ ฟินอะ…ตามประสาคนชอบต้นไม้


ข้าวเกรียบว่าว

ทอดมันปลาหมึก

สาวๆ มาเลือกต้นไม้ในโหลแก้ว

เอาเป็นว่าถ้าว่าง ก็แวะมาเที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้งกันได้ เพลินๆ ดี ของกินของใช้ไม่แพงเกินไปนัก ฮัมมิ่งเบิร์ดคอนเฟิร์ม ส่วนการเดินทางก็ไม่ยากเลย ย้อนไปอ่านในทริปปั่นจักรยานดูนะ บอกไว้แล้วเรียบร้อย อ้อ! อีกอย่าง ที่นี่เป็นตลาดเช้า เปิดตั้งแต่ 08.30-14.30 น. โดยประมาณ จริงๆ ช่วงบ่ายตลาดก็เริ่มวายแล้ว

อย่าเผลอมาช่วงเย็นล่ะ…เดี๋ยวอดฟิน!


เที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

มีเมี่ยงคำน่าลองชิม

มีโซนให้นั่งพักผ่อน

ร้านรวงต่างๆ ริมทาง

จัดสวนในโหลแก้ว