บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/632358

บทความพิเศษ : ‘รัฐบาล’ต้องเป็นเจ้าภาพ  ‘ยกระดับ’การศึกษา‘สายอาชีพ’

วันอังคาร ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในสมัยก่อนจะมีประโยคที่ว่า ถ้าเรียนสายสามัญไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของความยากจน หรือความจำเป็นอื่นๆ ก็จำใจต้องเลือกเรียนสายวิชาชีพแทน แต่วันนี้ความคิดแบบนี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะการศึกษาสายอาชีพนั้น เป็นการสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง ไปจนถึงขั้นสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศไทย ทั้งในเรื่องของกำลังในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม และการเกษตร รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น การศึกษาสายอาชีพ หรือที่เราเรียกกันว่า “อาชีวศึกษา” จึงเป็นมากกว่านโยบายทางเศรษฐกิจ มากกว่านโยบายทางการศึกษา หรือแม้กระทั่งนโยบายแรงงาน แต่เป็นทิศทางของประเทศไทยในการเดินหน้าไปสู่อนาคต

สำหรับผมแล้ว ในการที่การศึกษาสายอาชีพจะเป็นทางรอดของประเทศไทยอย่างแท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 2-3 เรื่องด้วยกัน ซึ่งในประเด็นแรกนั้น ผมมองว่า สถาบันการศึกษาสายอาชีพ ต้องสามารถสร้างทักษะขั้นสูงให้แก่นักเรียน หรือนักศึกษา ที่พวกเขานำไปสร้างโอกาส และรายได้ให้แก่ตัวเองได้อย่างแท้จริง หรือถึงขั้นกลายเป็นอาชีพอิสระที่หาเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างสบาย ซึ่งตรงนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับการยกระดับผลิตภัณฑ์ ให้เกิดผลิตภาพ(Productivity) คือ ต้นทุนต่ำ ใช้เวลาไม่มาก แต่ผลตอบแทนสูง และประสิทธิภาพดี อันมาจากการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม แล้วรากฐานตรงนี้เองที่จะไปช่วยกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดเศรษฐกิจระดับทวีป หรือระดับโลกของเราให้ขยับไปข้างหน้าในแบบก้าวกระโดด ซึ่งต้องก้าวกระโดดเท่านั้นนะครับ หมายความว่า ไม่ใช่แค่เก่งกว่า ดีกว่าคนอื่น หรือประเทศอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ต้องแซงหน้าไปไกลหลายช่วงตัว

ยิ่งในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ในหลายภาคส่วนที่ต้องขยับไปพึ่งพานวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามามีบทบาททั้งในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร ตรงนี้เองที่ทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างชัดเจนว่าแรงงานส่วนใหญ่ขาดทักษะ และสมรรถนะในการยกระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อเอาไปแข่งขันในตลาดเป้าหมายกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ดังนั้น เมื่อแข่งขันไม่ได้ ศักยภาพทางอาชีพเราด้อยกว่า ก็ทำให้สินค้าหรือบริการที่ควรจะสร้างรายได้มหาศาล กลายเป็นแค่ของตกเกรด หรือดีสู้เจ้าอื่นไม่ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ทำให้การเดินหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงติดหล่ม ไม่ไปไหน ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว ชาวบ้านเป็นหนี้ และลิดรอนโอกาสของนักศึกษาจบใหม่ในการมีงานที่เหมาะสมท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นปัญหาเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำตามที่ผมได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้นี่จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่เราต้องหันหน้ามาคุยกันว่า จะยกระดับปรับหลักสูตรการศึกษาสายอาชีพอย่างไร ให้สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะขั้นกลาง หรือสูง เพื่อไปเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดเศรษฐกิจของโลก

อีกประเด็นที่ต้องเติม ถ้าต้องการยกระดับการศึกษาสายอาชีพ นั่นก็คือ ความรับผิดชอบที่ผูกขาดเป็นกระทรวงๆ ไป เพราะแต่ละกระทรวงก็จะมีแนวทางและการพัฒนาในรูปแบบของตนกระทรวงศึกษาธิการก็แบบหนึ่ง กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็แบบหนึ่ง กระทรวงแรงงาน กระทรวงเกษตรฯ ก็แบบหนึ่ง แต่วันนี้คิดและทำแบบเดียว ผูกขาดกระทรวงเดียวมันไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในระดับโลกแล้วครับ เพราะทักษะของแรงงานในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การผลิตเท่านั้น มีเรื่องของการแปรรูป การตลาดการขาย และอีกมากมายเข้ามาผสมผสานอยู่ในห่วงโซ่ของธุรกิจแทบทุกชนิด ดังนั้น ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาสายอาชีพ ให้สามารถผลิตแรงงานที่มีทักษะสูง ตอบโจทย์การแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้นั้น ความรับผิดชอบทั้งหมดควรต้องตกไปอยู่ที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องมองสถานการณ์ดังกล่าวนี้ให้ชัด ว่าอะไรคือปัญหา และโอกาสจะมาจากอะไร รวมไปถึงความต้องการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและของโลก ว่ามีแนวโน้มแบบไหน ซึ่งคำตอบที่ได้จะเป็นหมุดหมายอย่างดีในการสร้างแรงงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่เป้าหมายได้อย่างคล่องตัว

ครับ ผมกำลังสื่อสารถึงการปรับหลักสูตรของการศึกษาสายอาชีพ ควรเป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งอาจประกาศให้เป็นวาระของประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ และเตรียมพร้อมเดินหน้าไปสู่อนาคต ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะการเปลี่ยนแปลงตามที่ผมหมายถึงนั้น ไม่ใช่แค่ดีขึ้น 10-15% แต่ต้องดีแบบก้าวกระโดด 100% หรือ 200% หรือมากกว่านั้น เราจึงจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างหมดจด

เพราะถ้าดีขึ้นเพียง 10% ประเด็นเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำของประเทศที่ค่าแรงถูกกว่าเรา ทั้งเขมร หรือพม่า ก็จะกลายเป็นข้อเสียเปรียบของเราทันทีดังนั้น ต้องก้าวกระโดด 100% ขึ้นไป ทำให้การสร้างผลิตภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ และนั่นหมายถึงการยกระดับแรงงานให้มีทักษะระดับกลาง และสูง ซึ่งเชื่อมโยงไปกับการปรับระบบการศึกษาสายอาชีพอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน หรือการลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว ทั้งต่อตัวบุคคล และธุรกิจ รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย อันจะไปตอบคำถามที่ว่า ทำไม “รัฐบาล” จึงต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้

กนก วงษ์ตระหง่าน

บทความพิเศษ : การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมต้อง‘ปฏิรูป’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/623464

บทความพิเศษ : การสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมต้อง‘ปฏิรูป’

วันอังคาร ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

1.การสอบเข้ามหาวิทยาลัย คือ การตัดสินอนาคตของนักเรียนจำนวนมาก ว่าใครจะเป็นผู้ชนะหรือแพ้ ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาล จึงพุ่งเป้าไปที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ เพราะวัฒนธรรมความเชื่อของคนไทยยึดถือกันมาว่า การเรียนจบมหาวิทยาลัย คือใบเบิกทางไปสู่ความสำเร็จในชีวิต จะมีงานที่ดีให้ทำ จะมีรายได้สูง จะมีอนาคตที่มั่นคง ไปจนถึงจะมีหน้ามีตาเป็นที่ยอมรับของญาติพี่น้องและสังคม ด้วยทัศนคติเช่นนี้เองได้ส่งผลให้การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย กลายเป็นมหกรรมประจำปีที่สร้างแรงกดดันและความเครียดให้กับนักเรียน รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองกว่าหลายแสนคนในแต่ละปี โดยเฉพาะในปีนี้ (2564) ที่นักเรียนต้องพบกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ซึ่งบังคับให้พวกเขาต้องหยุดเรียน ในบางช่วงต้องเรียนออนไลน์ และต้องสอบอีกมากมาย เพื่อเก็บสะสมคะแนนไว้ใช้ในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ที่กำหนด

ความเครียดและกดดันในปีนี้ ถึงขั้นนักเรียนจำนวนหนึ่งไปร้องศาลปกครองขอให้เลื่อนการสอบ O-Net GAT/PAT วิชาสามัญ และการสอบอื่นๆ ออกไป เพราะตารางวันสอบที่ติดต่อกันหลายวัน มันมากเกินกว่าสภาพจิตใจของนักเรียนเหล่านั้นจะรับได้ สุดท้ายศาลปกครองไม่รับคำร้อง ด้วยเหตุผลทางกฎหมาย

2.สถานการณ์ที่กดดันและชี้ขาดอนาคตของนักเรียนด้วยการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเช่นนี้เอง ที่ทำให้เกิดการเรียกร้องมาอย่างยาวนาน เพื่อให้มีการทบทวน และแก้ไขปรับปรุงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่

ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 60 ปี โดยมีจุดเด่นสำคัญคือ “ความยุติธรรม” ของการสอบคัดเลือก ในอดีตมีการกล่าวขานและยอมรับร่วมกันในสังคมไทยว่า ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็น “สิ่งเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีการทุจริต” เพราะประวัติศาสตร์กดดันให้ผู้บริหารการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ต้องยอมสร้างขั้นตอนและกลไกมากมายที่สร้างความยุ่งยาก ให้แก่การทำงานของทุกฝ่ายไปจนถึงตัวนักเรียน เพื่อจะได้มั่นใจว่า กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครสามารถวิ่งเต้นได้

แม้ว่าจะเป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวนี้ แต่ในอีกด้านระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยดังกล่าว ก็ต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาในเรื่อง “ความยุติธรรมของกระบวนการสอบคัดเลือกไม่เท่ากับความยุติธรรมของผลลัพธ์” นี่เป็นปมปัญหาที่น่ากังวลสำหรับผม จึงต้องขอลงรายละเอียดเพื่อการข้ามผ่านความเหลื่อมล้ำอันเป็นอุปสรรคของนักเรียนส่วนใหญ่ได้อย่างราบรื่น ในกรณีที่ระดับนโยบาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจ และยินดีนำไปปฏิบัติ

3.ความยุติธรรมของผลลัพธ์ คือ การที่นักเรียนทุกคนมีโอกาส และฐานคุณภาพการศึกษาที่เท่ากัน เมื่อเป็นเช่นนั้น การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบปัจจุบัน จึงจะให้ความยุติธรรมของผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนก็ทราบดีว่า โอกาสในการเข้าสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนทุกคนมีเท่ากัน และกระบวนการสอบคัดเลือกก็โปร่งใสยุติธรรม กระนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมากลับมีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมากมาย เช่น

ประการแรก ระบบการสอบของสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และการสอบเฉพาะทางวิชาชีพของคณะต่างๆ ในแต่ละมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นเช่น ค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก เป็นต้น และถ้านักเรียนต้องการสมัคร 10 แห่ง เพื่อให้มีโอกาสในการเลือกที่ได้เปรียบที่สุดตามศักยภาพทางวิชาการของตัวเอง แน่นอนว่า นักเรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีนักเรียนอีกจำนวนมากที่พ่อแม่ไม่มีเงินพอจะจ่ายให้ลูกได้ตามแผนการสมัครที่ดีที่สุดของเขา นี่เป็นความยากจนอันส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

4.ประการที่สอง สืบเนื่องจากนักเรียนที่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม โดยเฉพาะมัธยมปลายที่มีคุณภาพต่างกันอย่างมาก เช่น โรงเรียนมัธยมของจังหวัดชายขอบ กับโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ถ้าให้นักเรียนจากสองแห่ง (ตามตัวอย่างนี้) มาแข่งขันทำข้อสอบคัดเลือกเข้าคณะแพทยศาสตร์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แน่นอนว่า นักเรียนจากโรงเรียนชายขอบจะไม่ได้รับคัดเลือกจากเกณฑ์ และระบบการสอบคัดเลือกปัจจุบัน ดังนั้นแม้กระบวนการสอบแข่งขันจะมีความยุติธรรมและโปร่งใส แต่คำถามที่ตามมาก็คือ จะมีหลักประกันอะไรที่บอกได้ว่า นักเรียนจากโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ถ้าเรียนสำเร็จกลายเป็นแพทย์ หรือวิศวกรแล้วจะทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนได้ดีกว่า และมากกว่านักเรียนจากโรงเรียนชายขอบ (ในกรณีถ้าเขามีโอกาสสอบเข้าเรียนแพทย์หรือวิศวะ)

ในอีกด้านหนึ่งมีคำถามว่า การที่นักเรียนจากโรงเรียนชายขอบสอบเข้าแพทย์หรือวิศวะไม่ได้ ถ้าเขามีโอกาสได้เข้าเรียนแพทย์หรือวิศวะ เขาจะไม่สามารถเรียนจนสำเร็จได้ ตามมาตรฐานของมหาวิทยาลัยหรือ ซึ่งถ้าคำตอบออกมาว่า นักเรียนจากโรงเรียนชายขอบมีความสามารถเรียนแพทย์หรือวิศวะได้สำเร็จ ดังนั้น การที่ระบบสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย “คัด” นักเรียนคนนี้ “ออก” ก็เท่ากับประเทศไทยเสียโอกาสที่จะมีแพทย์หรือวิศวะไปด้วยเช่นกันนั่นจึงหมายความว่า การไม่ผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ได้หมายถึงการที่นักเรียนคนนั้นไม่สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยได้สำเร็จตามเกณฑ์มาตรฐาน เพราะฉะนั้นข้อสรุปนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” และ “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” จะต้องร่วมกันทบทวนระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยให้รอบคอบอีกครั้ง

5.สำหรับผม ข้อเสนอแนะเชิงแนวคิดต่อระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ เห็นว่าต้องยึดหลักการสำคัญ 2 ประการ คือ

1.การคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 2 เรื่อง คือ หนึ่ง คุณภาพทางวิชาการที่จะต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อรับประกันว่านักเรียนจะสามารถเรียนสาขาวิชาที่เลือกได้สำเร็จ และสองโอกาสในการนำความรู้และทักษะจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยออกไปใช้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เสียเปรียบของประเทศ

2.การคัดเลือกจะต้องมีกระบวนการที่โปร่งใส และเป็นธรรมกับนักเรียนที่สมัครเข้าแข่งขัน ภายใต้แนวคิดนี้ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จึงไม่เน้นที่การคัดเลือกนักเรียนที่เก่งวิชาการที่สุดเข้าไปก่อน แต่เน้นที่มาตรฐานวิชาการขั้นต่ำที่จะรับประกันคุณภาพ ตามเกณฑ์ประกอบวิชาชีพของนักเรียนในอนาคต และเพิ่มน้ำหนักให้กับการที่นักเรียนจะออกไปทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ และประชาชน ในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเป็นธรรม

ภายใต้กรอบแนวคิดเช่นนี้ ระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย จะใช้คะแนน GAT/PAT และ O-Net เป็นสำคัญ เพื่อการคัดกรองมาตรฐานทางวิชาการขั้นต่ำของนักเรียนที่จะต้องผ่าน ซึ่งคะแนนขั้นต่ำนี้จะเป็นหลักประกันความสามารถในการเรียนจนสำเร็จตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยได้ จากนั้นจะพัฒนาระบบ กลไก และเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์วิชาการแล้ว เพื่อคัดเลือกนักเรียนที่มีความพร้อมทางการปฏิบัติ และความต้องการทางจิตใจ ที่จะออกไปทำงานตามวิชาชีพที่เรียนมาในพื้นที่เป้าหมายของประเทศ

6.ดังนั้น เมื่อแนวคิดและระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ดังที่กล่าวมานี้ เป็นที่ยอมรับของประชาชน และผู้รับผิดชอบทางนโยบายของประเทศ การพัฒนาวิชาการ และกลไกให้เกิดขึ้นจริง ก็จะสามารถพัฒนาขึ้นตามมาได้ไม่ยากเลย

ด้วยเกณฑ์การคัดเลือกเช่นนี้ จะช่วยให้ประเทศได้บัณฑิตคุณภาพสูงไปทำงานในพื้นที่ที่เสียเปรียบของประเทศ กระบวนการสอบคัดเลือกแบบนี้จะช่วยลดช่องว่าง หรือความเหลื่อมล้ำของประเทศได้อย่างมาก ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในสังคม ความสมานฉันท์จะงอกงามบนแผ่นดินไทย ความเป็นพลเมืองของคนไทยจะเข้มแข็ง

ท้ายที่สุด ผมคิดว่า ปัญหาระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันให้เกิดขึ้นเสียก่อน “ภาวะผู้นำ” จึงมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมองเห็นปัญหา และการหาทางออก รวมไปถึงการบริหารจัดการคน และนโยบาย ถ้าสามารถควบคุมปัจจัยเหล่านี้ได้ ก็ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และช่วยกันลงมือทำ

กนก วงษ์ตระหง่าน