บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน  กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 07.30 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เดิมชื่อ “การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ปี ค.ศ. 2050 | ตอนที่ 2” เขียนโดย นิพัฒน์ ตันติศิลปานนท์, Consultant, Sasin Management Consulting สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ได้รับการปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของฉบับพิมพ์

จากบทความตอนที่แล้วที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการ (1) การขยายกำลังการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy expansion) (2) การใช้ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด (Hydrogen as a clean energy carrier) และ (3) การใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง (Electronification of transportation) ที่จะช่วยผลักดันให้โลกก้าวไปสู่ Net Zero 2050 และในบทความนี้จะขอกล่าวถึงอีกแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการที่เหลือ ได้แก่

4.นวัตกรรมการกักเก็บพลังงาน (Energy storage innovation) : ระบบการกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS) คือ ระบบอุปกรณ์ วิธีการ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้เมื่อต้องการ ซึ่งแนวคิดของระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้านี้เกิดขึ้นจากการขาดความสมดุลระหว่างการผลิต (Supply) และความต้องการ (Demand) โดยหลักการการทำงานของระบบกักเก็บพลังงาน คือ การกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อนำไปตอบสนองความต้องการพลังงานในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติของระบบกักเก็บพลังงาน ก็คือความสามารถในการแปลงพลังงานไฟฟ้าให้อยู่ในรูปพลังงานอื่นๆ

ระบบกักเก็บพลังงานหลักๆ ที่มีใช้ในโลก เช่น “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Plant)” เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีเครื่องสูบน้ำ มีหลักการทำงานคือ การนำกระแสไฟฟ้าจากระบบการผลิตในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยมาใช้สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมขึ้นไปพักไว้ในอ่างพักน้ำตอนบนที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วปล่อยน้ำลงมาผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในแต่ละวัน ซึ่งระบบกักเก็บพลังงานแบบนี้ เป็นระบบที่มีมานานแล้ว และมีต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญด้านภูมิประเทศที่อาจจะไม่เหมาะสมกับ
ทุกประเทศ / ทุกภูมิภาค

“ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS)” เป็นระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบหลัก โดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานส่วนเกินจากระบบส่งด้วยการกักเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าต่ำ เพื่อนำมาจ่ายไฟในช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ที่ผลิตได้เยอะมากในเวลากลางวันและอาจจะมากกว่าปริมาณความต้องการ(Excess supply) แต่ไม่สามารถผลิตได้ในเวลากลางคืน เป็นต้น

โดยข้อจำกัดเรื่องขนาดของแบตเตอรี่จะเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากขนาดแบตเตอรี่จะต้องใหญ่พอและมีจำนวนมากพอที่จะจ่ายไฟให้พอกับความต้องการของเมือง หรือที่เรียกว่า Grid-scale battery การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ ทั้งด้านความหนาแน่น (Density) จะส่งผลให้ความสามารถการกักเก็บพลังงานต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง และปัจจัยด้านราคา จะส่งผลโดยตรงทำให้ต้นทุนในการกักเก็บพลังงานลดลง ทั้งสองปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะให้เกิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในวงกว้าง

โดยระบบการกักเก็บพลังงานนั้นจะเป็นองค์ประกอบสนับสนุนสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางและลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนนั้นมีลักษณะที่ไม่คงที่ / ไม่แน่นอน (Intermittent) กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น

เช่น โซลาร์เซลล์ (Solar cell) จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีแสงแดด พลังงานลม (Wind energy) ก็จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีลมที่ความเร็วตามที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งตราบใดที่เรายังไม่สามารถกักเก็บพลังงานเพื่อใช้ในเวลาที่มีความต้องการได้ตลอดเวลา เราก็ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากรูปแบบอื่นๆ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน หรือ Baseload power plant ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) หรือโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

5.ความพยายามในการลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization efforts) สืบเนื่องมาจากความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้ถูกกำหนดและถ่ายทอดเป็นนโยบายระดับโลก ผ่านกลไก หรือ Mechanism ที่สำคัญหลัก ๆ เช่น

“UN SDG (United Nation Sustainable Development Goals) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกภายหลังปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกภาคีขององค์กรสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 แบ่งเป้าหมายออกเป็น 17 ข้อ ครอบคลุม 5 มิติ ซึ่งประกอบไปด้วย มิติด้านสังคม (People) มิติด้านเศรษฐกิจ (Prosperity) มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Planet) มิติด้านสันติภาพและสถาบัน (Peace) และมิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership)

โดยเป้าหมายที่ 13 นั้น เชื่อมโยงกับปัญหาสภาวะโลกร้อนโดยตรง ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกภาคีลงมือต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน ผ่านการลงนามในความตกลงปารีสและนำไปปรับใช้ ทั้งนี้จากสถานะในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการดำเนินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยังล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น และประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ทันภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งจากการประมาณการเบื้องต้นพบว่า กว่า 140 เป้าหมาย มีเป้าหมายเพียง 12% ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เป้าหมายเกินกว่า 50% ล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้ และเป้าหมายเกือบ 30% ที่เหลือไม่มีความก้าวหน้าเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

“ตลาดคาร์บอน หรือ Carbon market” จากพิธีสารเกียวโตและความตกลงปารีสนั้น ได้เปลี่ยนให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นกลายมาเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้ (Commodity) ผ่านการสร้างมูลค่าให้กับการลดการปลดปล่อย โดยกำหนดให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าที่กำหนด สามารถนำส่วนต่างไปขายให้กับผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่กำหนดได้ มิเช่นนั้น จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินเป็นมูลค่าสูง

ทั้งนี้ ก๊าซที่ถูกนำมานับรวมในการปลดปล่อยและวิธีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศซึ่งในปลายปี พ.ศ.2566 (ค.ศ.2023) มีตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Emission Trading System หรือ ETS) ทั้งหมด 36 ตลาด ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่า 9.9 GtCO2e ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนยังมีข้อจำกัดที่สำคัญอยู่ คือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั้นทำได้เฉพาะในตลาดของประเทศ นั้นๆ ยังไม่สามารถทำการซื้อขายข้ามพรมแดน หรือ Cross-border trade ได้

กลไกดังกล่าวเป็นความพยายามในด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอ อีกทั้งต่อให้ลดการปล่อยยังไง ก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ จึงมีความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาโดยตรง จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage technology หรือ CCS technology)

ซึ่งเป็นกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ถึงแม้เทคโนโลยีนี้จะมีข้อดีว่าสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงที่จุดกำเนิด แต่ข้อเสียที่สำคัญ คือ ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและต้นทุนการดำเนินการ
ที่สูง และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบในระยะยาว

6.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Digitalization and smart grids) สำหรับโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของพลังงาน ส่งผลให้สายไฟของระบบส่งไฟฟ้าต้องรับภาระหรือ Load ที่ไม่คงที่ตลอดเวลา รวมถึงการมาของรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จไฟมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่ก็ไม่ตลอดเวลา ทำให้ระบบส่งไฟฟ้าต้องรับ Load ที่ไม่คงที่เช่นกัน

และความต้องการการใช้ไฟฟ้าอาจจะไม่สมดุลกันกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตและป้อนเข้าสู่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า ทั้งหมดนี้นำไปสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า
อัจฉริยะเข้ามาใช้ ซึ่งจะสามารถทำให้เราใช้โครงข่ายเดิมได้เต็มประสิทธิภาพขึ้น ยืดอายุการใช้งานของโครงข่าย รวมไปถึงผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบเฝ้าดูความต้องการการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ได้แบบ Real time

ตัวอย่างประโยชน์ของการใช้ระบบโครงข่ายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น ระบบอาจจะจัดให้สถานีชาร์จไฟฟ้า ทำการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off-peak) เพื่อลดภาระ Load ของระบบส่งในช่วงกลางวัน หรือการลดกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าฐานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากผู้ให้บริการจะรับรู้ระดับความต้องการของไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งเข้าระบบมากเกินความจำเป็นและเสียพลังงานไปเปล่าๆ (Loss) เป็นต้น

จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของประชากร การขยายตัวของเขตเมือง รวมไปถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ในหลากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น “บ้านเรือน” เช่น การเปลี่ยนจากเครื่องทำความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปใช้เครื่องทำความร้อนที่ใช้ไฟฟ้า เตาทำอาหารที่ใช้ก๊าซไปเป็นเตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ก๊าซไปเป็นเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า เป็นต้น

“ภาคอุตสาหกรรม” พลังงานส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมจะใช้ไปกับการสร้างความร้อนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกว่า 50% สามารถทดแทนด้วยไฟฟ้าได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนจากเตาหลอม Blast furnace ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปเป็นเตาหลอมไฟฟ้า Electric arc furnace เป็นต้น “ภาคขนส่ง” เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งทุกปัจจัยนำไปสู่ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า หรือ Grid and transmission ทั้งเพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เข้าสู่ระบบ

ซึ่งยังต้องการเงินลงทุนในส่วนนี้อีกอย่างน้อย 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้เติบโตทันกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงซ่อมแซมโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าเดิมที่มีอายุมากแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเองมักได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า “Net zero 2050 นั้นจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่?” ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และด้วยทิศทางแนวโน้มในปัจจุบัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและการผลักดันที่จริงจังจากทุกภาคส่วน การบรรลุเป้า Net zero 2050 น่าจะเป็นไปได้ยาก

โดยจากข้อมูลและแผนภาพของ Climate Action Tracker ณ ปลายปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ตามการคาดการณ์ของแต่ละประเทศ (NDCs) ที่ส่งให้กับ UNFCCC และระหว่างระดับการดำเนินการและนโยบายของภาครัฐในปัจจุบัน กับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (โดยเส้นสีเขียวคือระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับขีดจำกัดเรื่องอุณหภูมิระดับ 1.5°C ตามข้อตกลงปารีสอยู่)

โดยเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ (Building block) ในการไปให้ถึง Net Zero 2050 ที่เป็นความท้าทายนั้น ผู้เขียนพิจารณาถึง 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้ 1.ระบบโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า (Power grid) จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนอีกมหาศาล เพื่อที่จะสามารถรองรับกับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าต้องการเงินลงทุนอย่างน้อยอีก 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว 30% จะใช้สำหรับการซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ และอีก 70% ที่เหลือใช้สำหรับการขยายโครงข่าย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero แล้วนั้น จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1.6 เท่าจากตัวเลขที่กล่าวมาหรือเท่ากับ 21.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

2.ไฮโดรเจน (Hydrogen) ถูกมองว่าเป็นพลังงานหลักที่จะเข้ามาทำหน้าที่ “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคส่วนที่ยากที่จะลด (Hard-to-abate sector)” โดยหากจะต้องการให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 กำลังการผลิตไฮโดรเจนจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 502 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 5.5 เท่าจากกำลังการผลิตในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ.2020) ที่ 90 ล้านตัน
และไฮโดรเจนทั้งหมดนี้ จะต้องเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-carbon hydrogen) นั้นแปลว่าไฮโดรเจนที่พูดถึงทั้งหมดนี้จะต้องเป็น “ไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen)” และ “ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue hydrogen)” เท่านั้น

3.แร่ (Metal) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหล็กเท่านั้น แต่จะหมายถึงแร่ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัวเรา โดยตัวอย่างแร่ที่สำคัญๆ เช่น “แร่ลิเธียม (Lithium)” เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium-ion ไม่ว่าจะเป็นแบบ LFP (Lithium iron Phosphate) หรือ NMC (Lithium Nickel Manganese Cobalt oxides)

ซึ่งแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สายแทบทุกชนิดในปัจจุบัน มีการประมาณความต้องการแร่ลิเธียมในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 10.2 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 53 เท่าจากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.2 ล้านล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้น
ของรถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงานระดับ Grid-scale ที่ใช้แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

“แร่โคบอลต์ (Cobalt)” เป็นอีกหนึ่งแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC ซึ่งมีคุณสมบัติในด้านความหนาแน่นของพลังงาน
ที่สูงกว่าแบตเตอรี่ Lithium ในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากแบตเตอรี่ แร่โคบอลต์ยังใช้ในการผลิตอัลลอยประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องยนต์ไอพ่น (Jet engine) กังหันก๊าซ (Gas turbine) เนื่องจากคุณสมบัติของตัวโคบอลต์ที่ทนความร้อนได้สูง

มีการประมาณความต้องการแร่โคบอลต์ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 0.3 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจะปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.08 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เป็นหลัก “แร่นิกเกิล (Nickel)” เป็นแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC เช่นเดียวกันกับแร่โคบอลต์ เนื่องจากคุณสมบัติของตัวแร่ที่มีค่าความจุพลังงานจำเพาะ (Specific energy) ที่สูงส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกักเก็บไฟฟ้าของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ แร่นิกเกิลยังเป็นแร่ที่มีการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการกัดกร่อน และต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น (Resistance to oxidation) จึงมีการนำไปใช้ในการผลิตสเตนเลส สตีล (เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ Stainless steel) และ Superalloys ที่สามารถทนความร้อนสูงได้ รวมไปถึงใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย มีการประมาณความต้องการแร่นิกเกิลในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า จากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.1 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการสเตนเลส สตีล แบตเตอรี่ อากาศยานและอิเล็กทรอนิกส์

จากทิศทางแนวโน้มของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่องว่างระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและเป้าหมายที่วางไว้ รวมไปถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่เป็นความท้าทายในการไปให้ถึง Net Zero 2050 จึงเป็นที่มาของความเชื่อของตัวผู้เขียนว่า การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 นั้นยังเป็นไปได้ยาก หากปราศจากความมุ่งมั่นและการผลักดันจากทุกประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน รวมไปถึงการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาผ่านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) ซึ่งประเทศภาคีที่มีรายได้มากได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุน แต่ได้มีการก็เลื่อนกำหนดเวลามาโดยตลอด!!!

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/776273

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

บทความพิเศษ : คนเมืองพึ่งพิงไสยศาสตร์มากขึ้น ถึงแม้ไม่เมคเซ้นส์ แต่ก็ทำให้อุ่นใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในทุกวันนี้ เราจะพบว่า “ความมูเตลู” นั้นกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งในสังคมเมือง อาทิ สี่แยกใหญ่ใจกลางเมืองอย่างแยกราชประสงค์ที่เป็นศูนย์รวมของเทพเจ้าต่างๆ ที่คนไทยและต่างประเทศนิยมมากราบไหว้ขอพร กระแสความนิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัตถุมงคลเพิ่มขึ้นและขยายตัวตลอดเวลาในช่วงกว่าทศววรรษที่ผ่านมา เกิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์หน้าใหม่ๆ อาทิ พญานาค พญาครุฑ ท้าวเวสสุวรรณ พระราหู ตลอดจนไอ้ไข่ และครูกายแก้ว ฯลฯ มีช่องทางรวบรวมและอัปเดต “เทรนด์สายมู” ในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังมีเรื่องโหราศาสตร์ เครื่องลางของขลัง หินนำโชค น้ำมันเสริมเสน่ห์ ผ้ายันต์ของทีมฟุตบอลระดับโลก ตีหวยเลขทะเบียนรถนายกรัฐมนตรี หรือเรื่องแปลก เช่น ปลาช่อนสีทอง จอมปลวกรูปเหมือนพญานาค

“ไสยศาสตร์งอกงามในสังคมเมือง เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้คนเข้าหาและพึ่งพิงไสยศาสตร์ ผู้คนกำลังแสวงหาอะไรหรือรู้สึกอย่างไรในสังคมนี้” ผศ.ดร.กัญญา วัฒนกุล ศูนย์ไทยศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬางกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นและเป้าหมายของการเสวนา “เคลือบแคลง ย้อนแย้ง แสวงหา : ไสยศาสตร์ในวิถีเมือง ในงานอักษรศาสตร์สู่สังคม ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่นานมา โดยมี ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และ ผศ.ดร.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาร่วมแสดงทัศนะเพื่อทำความเข้าใจปัจจัยที่ส่งเสริมวิถีปฏิบัติต่อสิ่งเหนือธรรมชาติในบริบทเมือง จึงนำมาสรุปประเด็นได้ดังนี้

ไสยศาสตร์อยู่เหนือความงมงาย ในอดีตไสยศาสตร์ไม่ใช่สิ่งงมงาย สิ่งลี้ลับหรือมนต์ดำ หากแต่เป็นศาสนาและความเชื่อที่มีองค์ประกอบเกี่ยวกับอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ ความวิเศษ การท่องมนต์และพิธีกรรม ในโลกทัศน์สมัยใหม่ หลักคิดแบบคู่ตรงข้าม (binary opposition) ได้ถูกนำมาใช้ ดังนั้นไสยศาสตร์ จึงตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์จึงกลายเป็นเรื่องงมงาย เหลวไหล ไม่น่าเชื่อถือ และไสยศาสตร์ยังตรงข้ามกับพุทธศาสน์ แต่ถึงโลกสมัยใหม่ผลักไสยศาสตร์ให้เป็นคู่ตรงข้าม หน้าที่และความหมายของไสยศาสตร์ในพื้นที่ชีวิตและจิตวิญญาณของคนยังคงเดิม ซ้ำทวีความสำคัญในบริบทสังคมเมือง หน้าที่ของไสยศาสตร์ในสังคมสมัยใหม่คือ spiritual exercise แม้ผู้คนมีความรู้และความเข้าใจเชิงเหตุผล มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเข้าใจความเป็นจริง แต่บางครั้งความจริงก็ไม่ตอบโจทย์ทางอารมณ์ “ไสยศาสตร์แม้จะไม่เมคเซ้นส์ (make sense) แต่ก็ทำให้อุ่นใจ”  

บทบาทไสยศาสตร์ในสังคมชนบทและเมืองต่างกัน ไสยศาสตร์ดำรงอยู่ในวิถีชนบทและบริบทเมือง ตอบโจทย์และตอบสนองเป้าหมายและความต้องการของผู้คนต่างกันในสังคมชนบท ไสยศาสตร์รับใช้ “ความเป็นชุมชน”(collective) ในขณะที่ชุมชนเมือง ไสยศาสตร์ตอบสนอง “ความเป็นปัจเจกชน”

ไสยศาสตร์ ตัวช่วยรับมือโลกป่วนและบริหารความเสี่ยงเมื่อใดที่เป็นยุคยุ่งเหยิงและโกลาหลที่สุด ในยุคนั้นก็จะเกิดระบบ mysticism หรือความเชื่อเหนือธรรมชาติมากมาย นั่นหมายความว่าในยามที่บ้านเมืองปั่นป่วน ชีวิตไม่นิ่ง ผันผวนและมีความไม่มั่นคง สังคมเมืองวุ่นวาย มนุษย์จะเข้าหาสิ่งที่คิดว่านิ่งที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่พื้นที่เมือง ที่เจริญทางวัตถุแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมความเชื่อและวิถีปฏิบัติเชิงไสยศาสตร์ที่หลากหลายด้วย 

ไสยศาสตร์เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ในเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของเมือง ความเหลื่อมล้ำสูง ผู้คนจำนวนมากสมัยก่อนกลุ่มคนที่เข้ามาเป็นแรงงานในเมือง (blue collar)จะเป็นกลุ่มที่พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด แต่ในทุกวันนี้white collar ก็พึ่งพิงไสยศาสตร์เช่นกัน กลุ่มคนที่อาชีพดูมั่นคงก็ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ภายใต้สภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคนี้ ไสยศาสตร์ก็อาจจะช่วยให้อยู่กับความไม่รู้และความไม่แน่นอนได้

ไสยศาสตร์เติมความหวังในโลกทุนนิยม  ในบรรดาความปั่นป่วนไม่แน่นอนของสังคม มิติด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเดินเข้าสู่พื้นที่ของไสยศาสตร์มากที่สุด ไสยศาสตร์ในสังคมเมืองเน้นตอบสนองความต้องการและเป้าหมายเชิงปัจเจก วนเวียนอยู่กับเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวย ความสำเร็จ มิติความรักความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเมืองในโลกทุนนิยมแสวงหา   การแก่งแย่งชิงดี การสั่งสมความมั่งคั่งตามกระแสทุนนิยม ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ต้องแสวงหาความเชื่อ พลังเหนือธรรมชาติเพื่อบันดาลในสิ่งที่ปรารถนา    

ไสยศาสตร์ปลอบประโลมความเหงาของคนเมืองเมืองหลวงมีผู้คนจากทั่วประเทศและประเทศใกล้เคียง หลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสในการทำงาน การที่อยู่ห่างไกลบ้าน ทำให้ “ไสยศาสตร์” ทำหน้าที่เป็น “ที่พึ่งทางใจ” และ “สิ่งยึดเหนี่ยว” ให้อยู่ในสังคมเมืองอันโกลาหล การขอพรเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ครอบครัว เป็นสิ่งที่เด่นชัดมากในวิถีของคนเมือง  ในเมืองผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว ก็อยากจะมีคู่ (เพื่อคลายความโดดเดี่ยว) และไสยศาสตร์พยายามตอบโจทย์ภาวะทางความรู้สึกนี้  

มูเตลูฉบับโมเดิร์น ความที่เมืองเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม จึงเกิดชุดความเชื่อ วิถีปฏิบัติย่อยๆ และวัตถุทางความเชื่อมากมายและหลากหลาย เทพเจ้าและผีตนใหม่ๆ ปรากฏขึ้นเรื่อยๆมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและภูมิหลังอันหลากหลายความเชื่อมีวิธีปฏิบัติบางอย่าง จิตวิญญาณติดมากับตัวเอง พอมาเจอกันในบริบทเมือง ย่อมนำไปสู่ผสมผสานก่อให้เกิดเป็นความเชื่อหรือวิถีปฏิบัติใหม่ๆขึ้นมา นำไปสู่การเติบโตของความเชื่อหรือวิถีปฏิบัติทางจิตวิญญาณรูปแบบใหม่ๆ และคนเมืองนิยมเรียกชุดความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ว่า “สายมู” หรือ “มูเตลู” ทำให้เรื่องนี้ดูทันสมัยขึ้นลดความลี้ลับหรือความมืดดำ (ดาร์ค)     

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ อยู่กับมูเตลูด้วยความเข้าใจไสยศาสตร์ มีทั้งคนเชื่อและไม่เชื่อ แต่แม้จะไม่เชื่อ คำพูดที่ว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ก็ช่วยเปิดพื้นที่ให้ไสยศาสตร์และความเชื่อเหนือธรรมชาติอยู่ได้ และขยายตัวในสังคม คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”ก็ดูเหมือนจะช่วยเปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลอง “ถ้าไม่เสียหายไม่ผิดกฎหมาย และศีลธรรม ก็น่าจะลองดู” และทำให้คนที่เชื่อและไม่เชื่อ อยู่ร่วมกันได้บนพื้นที่ของความเชื่อที่ต่างกัน

ชนิตร ภู่กาญจน์

บทความพิเศษ : คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เดินหน้าส่งเสริม ขับเคลื่อนมวยไทยสู่ความสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738791

บทความพิเศษ : คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา  เดินหน้าส่งเสริม ขับเคลื่อนมวยไทยสู่ความสำเร็จ

บทความพิเศษ : คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา เดินหน้าส่งเสริม ขับเคลื่อนมวยไทยสู่ความสำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“มวยไทย” เป็นศิลปวัฒนธรรมทางการกีฬาของชาติที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของคนไทยทางด้านการต่อสู้ป้องกัน ที่เกิดขึ้นจากวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งได้คิดค้นท่าทางการต่อสู้ป้องกันตัวจนกลายเป็นที่ยอมรับในระดับโลกทุกวันนี้มวยไทยถือเป็นทุนทางสังคมที่ยกระดับทางเศรษฐกิจของประเทศถือเป็น Soft Power หลักของประเทศ ที่หลอมรวมกันระหว่างกีฬาและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ภายใต้นโยบายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มุ่งส่งเสริมวัฒนธรรม 5F (Food, Film,Fashion, Festival และ Fighting)ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมของประเทศชาติ

คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา โดยการนำของ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของมวยไทยได้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมและขับเคลื่อนมวยไทยให้ก้าวหน้าเสมอมา ที่ผ่านมาได้ดำเนินการด้านมวยไทยใน 3 โครงการสำคัญ คือ การจัดตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติ การพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษาและการส่งเสริมมวยไทยท้องถิ่น

การจัดตั้ง “สถาบันมวยไทยแห่งชาติ” เพื่อมุ่งหวังให้เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนกีฬามวยไทยอย่างเป็นระบบ และประสานความร่วมมือกับองค์กรกีฬามวยไทยที่มีอยู่หลายองค์กรให้ร่วมมือกันส่งเสริมและสนับสนุนกีฬามวยไทยให้อย่างยั่งยืน ยกระดับมาตรฐานกีฬามวยไทยในทุกมิติ และทำให้กีฬามวยไทยให้เป็นที่ยอมรับของทุกคน โดยสถาบันมวยไทยแห่งชาติ จะมีบทบาทหน้าที่คือ 1) บริหารจัดการกีฬามวยไทยทั้งระบบ สร้างการรับรู้ การสร้างรายได้2) กำหนดและรับรองมาตรฐานกีฬามวยไทยในทุกมิติ 3) ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้กีฬามวยไทย ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมของกีฬามวยไทย 4) พัฒนาบุคลากรทางด้านกีฬามวยไทย และ 5) อนุรักษ์ ส่งเสริม สนับสนุนและเผยแพร่กีฬามวยไทย

“หลักสูตรมวยไทยในสถานศึกษา”การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดการเรียนการสอนมวยไทยในสถานศึกษาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ครูผู้สอนควรเลือกเนื้อหาของรายวิชามวยไทยมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนเป็นสิ่งที่สำคัญ และมีจุดมุ่งหมายการสอนมวยไทย 2 ประการ ได้แก่ 1) ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานของกีฬามวยไทยและนำไปประยุกต์ในการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายให้มีสุขภาพที่ดี และ 2) เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ประเพณีวัฒนธรรมของกีฬามวยไทย โดยเน้นความปลอดภัย เน้นความสวยงามของท่าทาง โดยไม่มีการปะทะ และไม่เป็นอันตรายและควรจัดการเรียนการสอนให้ทั้งในระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา อีกทั้งส่งเสริมให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ในศิลปะมวยไทยผ่านการออกกำลังกายด้วยมวย และควรส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับศิลปะมวยไทย เพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมด้านการต่อสู้และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทยสืบไป

“การส่งเสริมมวยไทยท้องถิ่น” จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมวยไทย พบว่า มวยไทยท้องถิ่นจะมีอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ มีหลักฐาน
การเกิดขึ้นอย่างชัดเจนที่แสดงถึงเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันได้แก่ มวยท่าเสา มวยไทยโบราณของภาคเหนือ มวยไชยา ศิลปะมวยไทยประจำถิ่นอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมวยโคราช ในปัจจุบันมวยไทยท้องถิ่นยังได้รับความสนใจจากคนไทยและชาวต่างชาติในการเข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง ดังนั้น การส่งเสริมมวยไทยท้องถิ่นอย่างเป็นระบบจะสามารถยกระดับเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ที่ผ่านมา กีฬามวยไทยนับว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติได้เป็นจำนวนมาก สร้างอาชีพให้กับนักกีฬา ครูผู้สอน ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการแข่งขัน เจ้าของค่ายมวย และผู้ประกอบการธุรกิจ ส่งผลให้กีฬามวยไทยเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถ้าหาก 3 สิ่งที่คณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภามุ่งผลักดันได้ประสบผลสำเร็จสมบูรณ์ ก็จะยิ่งนำพามวยไทยให้ก้าวไกลมากยิ่งขึ้นในวันข้างหน้า และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศมากยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างแน่นอน

สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์, 2566 ; ต่อศักดิ์ แก้วจรัสวิไล, 2566

“มวยไทย : Soft Power ที่ทรงอิทธิพล”

วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, 2, 1-12