บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ จีนสมัยราชวงศ์เซี่ยถึงราชวงศ์ฮั่น จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคเส้นทางสายแพรไหม

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์จีนโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย (夏 ) (ราว 2,500 ปีก่อนพุทธกาล) ถึงราชวงศ์ฮั่น (漢) ( พ.ศ. 337-763)เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ของจีน ในระยะเวลากว่าสามพันปีนี้ จีนมีการหล่อหลอมจากสังคมเผ่าพันธุ์จนกลายเป็นจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ของโลก

ราชวงศ์เซี่ย : จุดเริ่มต้นของตำนานประวัติศาสตร์จีน  (ราว 1500-1000 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์เซี่ย (Xia Dynasty 夏朝)  (ราว 4,000 ปี มาแล้ว  หรือ 1500-1000 ปี ก่อนพุทธกาลหรือ 2070 – 1600  ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์แรกของจีน ในช่วงยุคหินใหม่ต่อกับยุคโลหะสำริด  ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงยุคต้นของไทย(ราว 5,000-3,000 ปีมาแล้ว) โดยมีอายุอยู่ได้ราว 500 ปี    ขณะนั้นจีนยังไม่มีระบบการเขียนอักษรและ การจดบันทึกชัดเจน  เชื่อกันว่า แหล่งโบราณคดีเอ้อร์หลี่โถว (Erlitou  二里头文化) วัฒนธรรมหลงซาน (龙山文化) ในมณฑลเหอหนาน  น่าจะเป็นแหล่งอารยธรรมเซี่ย

คนจีน ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของจีน สมัยก่อนราชวงศ์เซี่ย คือวัฒนธรรมหลงชาน (Longshan) และหยางเส่า (Yangshao)  มีชนเผ่าเล็กๆกระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำแยงซีและ ฮวงโห (แม่น้ำเหลือง) สร้างที่พักด้วยดินหรือไม้   ทำมาหากินด้วยการ ปลูกข้าว ข้าวฟ่าง  เลี้ยงหมู วัว แกะ ไก่  ล่าสัตว์ป่า   มีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา  มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตระหว่างชุมชน  ราชวงศ์เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนตามตำนาน แม้ว่าหลักฐานทางโบราณคดียังไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่เล่ากันว่าพระเจ้า ต้าอวี่ หรือ เซี่ยหวี่  (禹帝) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์นี้เป็นวีรบุรุษที่สามารถรวมชนเผ่าและควบคุมน้ำท่วมใหญ่แก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำเหลือง (ฮวงโห)  โดยไม่ใช้วิธีสร้างเขื่อนกั้นน้ำที่ประสบความล้มเหลวมาก่อน แต่ใช้วิธีขุดคลองระบายน้ำที่ท่วมลงทะเล โดยขณะนั้นยังไม่มีจอบเสียมสำหรับขุดดินที่ทำจากเหล็กหรือโลหะ ต้องใช้เครื่องมือที่ทำจากไม้ หิน  ดินเผา หรือเปลือกหอย ราชวงศ์เซี่ยสถาปนาแนวคิด หรือ “พระราชอำนาจที่มาจากสวรรค์”(天命  เทียนมิ่ง)  ซึ่งเป็นปรัชญาที่ว่าผู้ปกครองได้รับอำนาจจากสวรรค์มาปกครองแผ่นดิน ที่สืบทอดอำนาจโดยสายโลหิต ตอนปลายราชวงศ์เซี่ย เมื่อราว2,200 ปีก่อนพุทธกาล เกิดข้อขัดแย้งทางชนชั้น มีการต่อสู้รบพุ่งกัน แล้วกษัตริย์ราชวงศ์เซี่ยพ่ายแพ้แก่พวกราชวงศ์ซาง ทำให้ราชวงศ์เซี่ยถึงกาลอวสาน เมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนพ.ศ.

ราชวงศ์ซาง(商朝Shang): ยุคแรกของหลักฐานประวัติศาสตร์จีน (ราว 1,000 ปี-500 ปีก่อนพ.ศ.)

ราชวงศ์ซางหรือชาง (商朝;  Shang Dynasty)ประมาณ 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล หรือ 1600-1046 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชวงศ์จีนแรกที่มีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจน มีศูนย์กลางอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำเหลืองทางตอนเหนือของจีน  การค้นพบซากปรักหักพังในเมืองอันหยาง (安陽) มณฑลเหอหนาน  มีความก้าวหน้าในการหล่อโลหะสำริด ทำเครื่องปั้นดินเผา   เครื่องประดับหยก  พัฒนาปฏิทิน  มีการเริ่มเขียนอักษรจีน  โดยมีหลักฐาน การขุดค้นพบกระดูกเต่าและกระดูกวัว ที่มีลายอักษรจีนโบราณจารึกไว้ ใช้เปลือกหอยเบี้ยเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ราชวงศ์ซางมีระบบการปกครองแบบกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง สังคมถูกแบ่งเป็นชนชั้นกษัตริย์ ขุนนาง ทหาร ช่างฝีมือ และชาวนา  และเป็นสังคมที่เชื่อในเรื่องของบรรพบุรุษและการบูชายัญ กษัตริย์ของซางถือเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า และมีอำนาจในการทำพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญ  ราชวงศ์ชางสิ้นสุดเมื่อราว 1589 ปีก่อนพุทธกาล (1046 ปีก่อนคริสต์กาล) เมื่อถูกราชวงศ์โจวเข้ายึดครอง

ราชวงศ์โจว : (周朝 Zhou Dynasty) ( 503ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ.287 (1046–256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)  เป็นราชวงศ์ที่ปกครองจีนยาวนานถึง 867 ปี มีการพัฒนาระบบศักดินา โดยพระมหากษัตริย์แจกจ่ายที่ดินให้กับขุนนางและเจ้าหน้าที่ในราชสำนัก ระบบนี้ช่วยขยายอิทธิพลของโจวไปยังดินแดนกว้างใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาเมื่อเจ้าของดินแดนต่างๆ เริ่มมีอำนาจมากขึ้นจนท้าทายอำนาจส่วนกลาง

ในช่วงราชวงศ์โจวได้เกิดบุคคลสำคัญหลายคน  เช่น ขงจื๊อ เล่าจื๊อ  ซุนหวู

ขงจื๊อ (孔子Confucius  8ปีก่อนพุทธกาล – พ.ศ. 64  หรือ 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนมากที่สุด ขงจื๊อเน้นการศึกษา คุณธรรม และความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสม   หลักการสำคัญในคำสอนของขงจื๊อ การพัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมและความรู้ โดยมีหลักสำคัญคือ  เหริน (仁 – Rén): ความมีมนุษยธรรม ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้ตั้งตัวได้และประสบความสำเร็จ อี้ (義 – Yì): ความยุติธรรม ความถูกต้องชอบธรรม การตัดสินใจตามมโนธรรม    หลี่ (禮 – Lǐ): ระบบจารีตประเพณี ข้อปฏิบัติที่เหมาะสมในการเข้าสังคม จือ (智 – Zhì): ความรู้ ความสามารถในการคิดพิจารณาและเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซิ่น (信 – Xìn): ความซื่อสัตย์สุจริต ความน่าเชื่อถือในคำพูดและการกระทำ ขงจื๊อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต  การคิดควบคู่กับการเรียน  การรู้จริง   การเห็นคุณค่าผู้อื่น และการปฏิบัติตนตามหลัก ” ถ้าไม่ต้องการ สิ่งใด ก็อย่ากระทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น” (己所不欲,勿施于人)  ให้ใช้ความเมตตากรุณา ความกตัญญู คุณธรรมมากกว่าความเก่ง และการเคารพผู้อื่น 

เล่าจื๊อ (老子)  เป็นปรัชญาเมธีชาวจีนที่ถือเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิเต๋า (道教) ผลงานที่ประจักษ์ชัดคือ “เต๋าเต๋อจิง” (道德經) หรือ “ลี่จื๊อ” ซึ่งเป็นหนังสือปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างมาก หลักการพื้นฐานของลัทธิเต๋าคือ “ทาง” ซึ่งหมายถึงหลักธรรมชาติและความสมดุลของจักรวาล เล่าจื๊อเน้นการ “อู่เหว่ย” (無為) หรือการไม่แทรกแซงธรรมชาติ การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการคืนกลับสู่สภาพดั้งเดิม

แนวคิดของเล่าจื๊อแตกต่างจากขงจื๊อตรงที่เล่าจื๊อไม่เน้นพิธีกรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคม แต่เน้นการปล่อยวางและการปรับตัวตามธรรมชาติ

ซุนหวู (孫子) เป็นนักยุทธศาสตร์ชาวจีน ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “ซุนจื๊อปิงฟ่า” (孫子兵法) หรือ “ตำราพิชัยสงครามซุนหวู” หลักการสำคัญของซุนหวู ได้แก่ การรู้จักตัวเองและศัตรู การใช้กลยุทธ์มากกว่าการใช้กำลัง การหลีกเลี่ยงการทำสงครามหากเป็นไปได้ และการชนะโดยไม่ต้องรบ คำกล่าวที่มีชื่อเสียงของเขาคือ “ถ้ารู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งจะชนะร้อยครั้ง ถ้ารู้แต่เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งชนะห้าสิบครั้ง ถ้ารู้แต่เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งจะแพ้ห้าสิบครั้ง แต่ถ้าไม่รู้เขาไม่รู้เรา รบร้อยครั้งก็แพ้ทั้งร้อยครั้ง (知彼知己,百戰不殆) หลักการของซุนหวูไม่เพียงแต่ใช้ในด้านการทหาร แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ การเจรจา และการบริหารจัดการในยุคปัจจุบัน

ราชวงศ์จิ้น หรือจิ๋น หรือฉิน (晉朝  Qin Dynasty)   พ.ศ. 322-337  (221-206 ปีก่อนคริสตกาล)

จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇帝)  จักรพรรดิพระองค์แรกของจีน  สามารถรวมแผ่นดินจีนให้เป็นจักรวรรดิเดียวเป็นครั้งแรก   ถึงแม้จะครองอำนาจในช่วงสั้น เพียง 15 ปี  แต่ก็ได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่  กำหนดมาตรฐานการชั่งตวงวัด   การเขียนอักษร  เริ่มใช้เหรียญกษาปณ์   สร้างถนนและสร้างกำแพงเมืองจีน     จิ๋นซีฮ่องเต้ได้เผาหนังสือโบราณและสังหารนักปราชญ์ เพื่อกำจัดแนวคิดที่ขัดแย้งกับการปกครองของพระองค์ การกระทำนี้ทำลายมรดกทางปัญญาจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว   หลังจากที่จิ๊นซีฮ่องเต้สวรรคต ในปี 210 ก่อนคริสตกาล ได้มีการสร้างสุสานขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งมีกองทัพทหารดินเผา (Terra-Cotta Army) จำนวนมากเป็นผู้พิทักษ์    ต่อจากนั้นระบบอำนาจของราชวงศ์จิ๋นก็อ่อนแอลง และล่มสลายจากการก่อกบฏของชาวนาในปี พ.ศ. 337  แล้วถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ฮั่น

ราชวงศ์ฮั่น (Han dynasty 漢朝 )  พ.ศ.337-763 หรือ  206 ปีก่อนคริสตกาล- ค.ศ. 220)

หลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้สวรรคต เมื่อ พ.ศ. 337  ราชวงศ์จิ๋นล่มสลายด้วยการจลาจลภายใน หลิวปั่ง (劉邦) เอาชนะคู่แข่งขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิจีน ฮั่นโจโก (漢太祖) และก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้น    ฮั่นโจโกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่สามารถขึ้นมาเป็นจักรพรรดิได้ด้วยความสามารถและโชคชะตา เขาเป็นตัวอย่างของแนวคิดที่ว่าผู้มีคุณธรรมสามารถได้รับการสนับสนุนจากสวรรค์ ฮั่นอู่ตี้ (漢武帝), (พ.ศ. 387-456) เป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น ขยายดินแดนของจีนไปยังทางตะวันตกผ่านเส้นทางสายไหม สร้างระบบราชการแบบคัดเลือกด้วยการสอบ และสนับสนุนปรัชญาขงจื๊อให้เป็นปรัชญาอย่างเป็นทางการ การปฏิรูปของฮั่นอู่ตี้รวมถึงการสร้าง “มหาวิทยาลัย” เพื่อฝึกข้าราชการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และการสร้างระบบกฎหมายที่เป็นระบบ

คำว่า “ฮั่น” (漢) กลายเป็นชื่อเรียกชนชาติจีนส่วนใหญ่ และยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์นี้

รัชสมัยพระเจ้าหลิงตี้ เกิดกบฏโพกผ้าเหลืองทางภาคเหนือนำโดยเตียวก๊ก เข้าล้มล้างราชวงศ์ฮั่นตะวันออก บรรดาเจ้าที่ดินที่มีกำลังกล้าแข็งต่างก็ฉกฉวยโอกาสนี้พากันตั้งตนเป็นใหญ่ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ จนท้ายสุดหลงเหลือเพียง 3 กลุ่มอำนาจใหญ่นั่นคือ เว่ย สู่ และ อู๋ หรือที่รู้จักกันในนามของ “สามก๊ก”

ในสมัยราชวงศ์ฮั่น มีการคิดประดิษฐ์เครื่องวัดตำแหน่งดวงดาว และวัดแผ่นดินไหว ปรับปรุงวิธีผลิตกระดาษ อาณาจักรจีนได้ขยายออกไปถึงแมนจูเรีย เกาหลีเหนือ กวางตุ้ง กวางสี และเวียดนามตอนเหนือ

พ.ศ.763 (ค.ศ. 220) ในช่วงปลายราขวงศ์ฮั่นตะวันออกซึ่งเป็นช่วงสมัยยุคสามก๊ก พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงถูกบังคับให้สละพระราชบัลลังก์ แผ่นดินจีนถูกแบ่งเป็นสามก๊ก (Three Kingdoms 三国) คือ วุยก๊ก นำโดย โจโฉ   ง่อก๊กนำโดยซุนกวน และจ๊กก๊ก นำโดยเล่าปี่  

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ราชวงศ์ต่างๆของจีน

วันเสาร์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาณาจักรจีนอันยิ่งใหญ่ เจริญรุ่งเรืองมาหลายพันปีพร้อมกับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อินเดีย  กรีก และอียิปต์  ก่อนการตั้งประเทศไทย สิ่งประดิษฐ์สำคัญห้าอย่างของจีนคือ ตัวอักษร  กระดาษ เข็มทิศ ดินปืน การพิมพ์  ผ่านการปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์จีนอันยาวนานกว่าสี่พันปีถูกแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆ ที่เรียกว่า “ราชวงศ์” ซึ่งแต่ละราชวงศ์ปกครองแผ่นดินจีนด้วยระบอบจักรพรรดิ ราชวงศ์เหล่านี้ได้สร้างสรรค์และทำลายวัฒนธรรม กฎหมาย และโครงสร้างสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการทำความเข้าใจราชวงศ์ต่างๆของจีนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรู้จักมหาอำนาจแห่งเอเชียนี้ การเปรียบเทียบกับสมัยต่างๆ ของไทยจะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นและเข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น

ราชวงศ์จีนยุคโบราณ   ตามตำนานเล่าขานระบุว่า ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ จีนได้สร้างอารยธรรมแรกเริ่มภายใต้ ราชวงศ์เซี่ย (夏朝 Xia Dynasty) (1,500-1,000 ปีก่อนพุทธกาล) มีจักรพรรดิสำคัญคือ พระเจ้ายู่ ( 禹 Yǔ)  ที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมบริเวณแม่น้ำเหลืองได้สำเร็จที่มณฑลเหอหนาน เป็นเวลา อยู่ในช่วงยุคหินต่อกับโลหะ ใกล้เคียงกับสมัยบ้านเชียงของไทย   และ ราชวงศ์ซาง (Shang Dynasty) (ราว 1,000-500 ปีก่อนพุทธกาล ) โดย ยังไม่มีการก่อตั้งอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นชัดเจน ผู้คนดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรมและล่าสัตว์ในชุมชนขนาดเล็ก แต่เริ่มมีอักษรจีนใช้แล้ว

เมื่อเข้าสู่ ราชวงศ์โจว (Zhou Dynasty) (ราว 500 ปีก่อนพุทธกาล-พ.ศ. 287) ซึ่งเป็นยุคที่การปกครองแบบศักดินา  ซุนหวู  ขงจื๊อ  และเล่าจื๊อ  ตรงกับยุค อาณาจักรฟูนาน และ อาณาจักรทวารวดี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย

ราชวงศ์ฉิน  หรือ จิ๋น  (Qin Dynasty) (พ.ศ. 322-337 ) ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่จิ๋นซีฮ่องเต้ รวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นหนึ่งเดียวและสร้าง กำแพงเมืองจีน 

ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty) (พ.ศ. 337-763) เป็นยุคทองทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่เทียบได้กับจักรวรรดิโรมันในโลกตะวันตก ในช่วงนี้ศาสนาพุทธได้หยั่งรากลึกในดินแดนสุวรรณภูมิ และประเทศจีน

หลังจากความวุ่นวายในยุคสามก๊ก Three Kingdoms (พ.ศ.763-823) ซึ่งตรงกับสมัยฟูนัน เป็นสมัยของราชวงศ์จิ้น Jin Dynasty (พ.ศ. 813-963) ราชวงศ์เหนือใต้  Northern and Southern Dynasties (พ.ศ. 963-1124)ราชวงศ์จีนได้รวมตัวกันอีกครั้งในสมัย ราชวงศ์สุย (Sui Dynasty) (พ.ศ.1124-1162) ซึ่งมีการขุดคลองใหญ่ Grand Canal  

จีนสมัย ราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty) (พ.ศ. 1161-1450) มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะ วรรณกรรม และการค้าเป็นอย่างมาก   พระถังซำจั๋งเดินทางบกไปสืบพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดีย   ในช่วงเวลาเดียวกัน อาณาจักรหริภุญชัย และ อาณาจักรศรีวิชัย กำลังเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะในเรื่องการค้าและศาสนาพุทธ

สมัยห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร Five Dynasties and Ten Kingdoms (พ.ศ. 1450-1503)

ราชวงศ์ซ่ง หรือซ้อง (Song Dynasty) (พ.ศ. 1503-1814) จีนก้าวหน้าอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยมีการประดิษฐ์ดินปืนและเข็มทิศ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเจนละและ อาณาจักรสุโขทัยตอนต้น  มีการนำเทคนิคการทำเครื่องเคลือบดินเผา ศิลาดล  จากจีนมาผลิตที่กรุงสุโขทัย

ต่อมาพวกมองโกลได้เข้ายึดครองจีนและก่อตั้ง ราชวงศ์หงวนหรือหยวน (Yuan Dynasty) (พ.ศ.1822-1911) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรสุโขทัยของไทยอยู่ในช่วงปลาย ในขณะที่จีนก็เริ่มฟื้นตัวและเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งภายใต้ ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) (พ.ศ. 1911-2187) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ทางทะเลและฟื้นฟูวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมขึ้นมาใหม่ ยุคนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่ยุค กรุงศรีอยุธยาตอนต้น   ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตกับจีนอย่างใกล้ชิด

ต่อจากนั้นเป็นสมัยของพวกแมนจูจากแมนจูเรีย เข้ามาครอบครอง ตั้งราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) (พ.ศ. 2187-2455 หรือ ค.ศ. 1644-1912) ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของจีนตรงกับช่วงปลาย กรุงศรีอยุธยา จนถึง กรุงรัตนโกสินทร์ ของไทย เป็นช่วงเวลาที่จีนเริ่มเผชิญกับอิทธิพลของมหาอำนาจตะวันตกและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายก่อนจะล่มสลายลง  แล้วสถาปนาระบบสาธารณรัฐ ตั้งแต่ พ.ศ. 2454 จนถึงปัจจุบัน

ราชวงศ์ต่างๆ ของจีนและสมัยต่างๆ ของไทยเผยให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันแต่ก็มีความเชื่อมโยงกันในบางช่วงเวลา ในขณะที่จีนมีราชวงศ์ที่รุ่งเรืองและล่มสลายสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีอาณาจักรที่ก่อตั้งและล่มสลายเช่นกัน โดย จีนมีระบบกษัตริย์ที่สิ้นสุดลงในปีพ.ศ. 2455 แล้วเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐ

โดย อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ ความสัมพันธ์ไทย – จีน ‘ยุคต้นรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 1–5)’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี แต่ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2325–พ.ศ. 2453) ความสัมพันธ์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตก ขณะเดียวกันจีนเองก็อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงสู่ความเสื่อมถอย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีลักษณะทั้งพึ่งพาและปรับตัวร่วมกัน ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึง 4  มีการส่งทูตสยามไปจีนกว่า 56 ครั้ง คือเกือบทุกปี สินค้าส่งออกที่สำคัญของสยาม ได้แก่ ดีบุก กำยาน พริกไทย เครื่องเทศ ไม้หอม ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนคือ เครื่องลายคราม ผ้าไหม มีการอพยพของคนจีนเข้ามาสยามจำนวนมาก

รัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325–2352) : การสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่ หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีน โดยส่งราชทูตไปเมืองจีนภายใต้ราชวงศ์ชิง ซึ่งยังคงมองไทยเป็นรัฐบรรณาการ ความสัมพันธ์จึงอยู่ในกรอบพิธีการ แต่เปิดโอกาสให้ไทยค้าขายกับจีนได้อย่างเสรี การค้าทางเรือระหว่างไทย–จีนเริ่มเฟื่องฟู โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าจีน เช่น ผ้าไหม เครื่องลายคราม และการส่งออกสินค้าจากไทย เช่น ไม้หอม น้ำตาล และข้าว

รัชกาลที่ 2 – 3 (พ.ศ. 2352–2394) : ยุคทองของการค้าและการตั้งถิ่นฐานของชาวจีน มีการค้าทางเรือกับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรัชกาลที่ 3 ที่มีการส่งเรือหลวงไปค้าขายกับจีนหลายครั้ง ชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองชายทะเล เช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในด้านการค้า การผลิต และการขนส่ง เช่น การเป็นนายอากร การตั้งโรงงาน และการค้าข้าว มีการสร้างวัดจีนในกรุงเทพฯ เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม และวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)

รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394–2411) : จีนในยุคนี้เริ่มอ่อนแอจากสงครามฝิ่นและการถูกบังคับให้เปิดประเทศ ชาวจีนในไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากขึ้น เช่น การตั้งบริษัท การธนาคาร และหนังสือพิมพ์จีน

รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411–2453) :  ความสัมพันธ์กับจีนในยุคนี้เปลี่ยนจากระบบบรรณาการเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอธิปไตย โดยมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตและการค้าอย่างเสรี    ชาวจีนในไทยมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจใหม่ เช่น  การผูกขาดการเก็บภาษีอากร   ตั้งโรงสี โรงเลื่อย  การตั้งห้างร้าน การลงทุนในอุตสาหกรรม และการเป็นนายทุนในระบบธนาคาร  และมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่น การแปลวรรณกรรมจีนเป็นไทย และการจัดงานเทศกาลจีนในไทย  

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’  ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ ทำความดีนอกหน้าที่ ทำอย่างไร?

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการกระทำที่เกินกว่าหน้าที่ที่ตนต้องรับผิดชอบ หรือเกินกว่าธรรมเนียมปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เช่น แม่เลี้ยงลูก ลูกดูแลพ่อ คนเก็บขยะเก็บขยะ ตำรวจจับผู้ร้าย หรือชาวนาทำนา — ทั้งหมดนี้คือ “หน้าที่”

แต่ถ้าคนเก็บขยะช่วยแจ้งเบาะแสจับโจร ตำรวจช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว หรือแม่พาลูกไปปลูกต้นไม้ที่วัด — สิ่งเหล่านี้คือ “ความดีนอกหน้าที่”  เป็นการขยายขอบเขตของความรับผิดชอบด้วย “หัวใจ” ไม่ใช่แค่ “หน้าที่”

วิธีทำความดีนอกหน้าที่ เพื่อถวายพระพันปีหลวง

1. บริจาคหัวใจและอวัยวะให้สภากาชาดไทย หลังเสียชีวิต โดยลงทะเบียนผ่านโทรศัพท์มือถือ — เพื่อสืบต่อชีวิตและประโยชน์แก่ผู้อื่น

2. สนับสนุนสินค้าศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย เช่น ผ้าทอ เครื่องจักสาน หรือของพื้นบ้าน เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ช่างฝีมือในท้องถิ่น

3. ปลูกต้นไม้ยืนต้น กี่ต้นก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เพื่อสร้างร่มเงาและความร่มเย็นให้แผ่นดิน

4. แบ่งปันแรงบันดาลใจ โดยรายงานหรือโพสต์ภาพการทำความดีลงในไลน์หรือเฟซบุ๊ก เพื่อให้เพื่อน ๆ ร่วมอนุโมทนา และเกิดแรงใจทำตาม

การทำความดีนอกหน้าที่ คือการเลือก “ทำสิ่งดี” โดยไม่รอคำสั่ง ไม่รอผลตอบแทน   เป็นดอกไม้แห่งความงามที่บานจากใจของผู้ให้

คุณเองก็สามารถเริ่มได้ทันที —

เพียงฟังเสียงเล็ก ๆ ในใจที่บอกว่า “สิ่งนี้…ดี”

Series: ‘Flowers of Goodness’ How to Do Good Deeds Beyond Duty.

Doing good deeds beyond duty means going beyond one’s assigned responsibilities or daily norms. For example, a mother raising her child, a child caring for their father, a garbage collector collecting trash, a police officer catching criminals, or a farmer working the fields — these are all considered “duties.”

But if a garbage collector helps report a criminal, a police officer helps a farmer harvest rice, or a mother takes her child to plant trees at a temple — these are acts of “goodness beyond duty.” They expand the boundaries of responsibility through the heart, not just through obligation.

Ways to Do Good Beyond Duty in Honor of Her Majesty the Queen Mother

1.  Register to donate your heart and organs to the Thai Red Cross Society after death via mobile phone — to extend life and benefit others.

2.  Buy Thai artisanal and handicraft products such as woven fabrics, basketry, or local goods — to help generate income for local artisans.

3.  Plant perennial trees — any number, anywhere — to offer shade and serenity to the land.

4.  Share inspiration by reporting or posting photos of your good deeds on LINE or Facebook — so friends can rejoice and be encouraged to follow.

Doing good beyond duty is choosing to “do what’s right” without waiting for orders or rewards. It is a flower of beauty blooming from the giver’s heart.

You can begin right now —

Just listen to the quiet voice inside that says, “This… is good.”

By Artorn Chandavimol

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

บทความพิเศษ : ‘ดอกไม้แห่งความดี’ จากดารารัตน์ถึงควีนสิริกิติ์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อคราวงานพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พ.ศ.2560 ผู้จงรักภักดีหลายแสนคนได้ลงมือทำดอกไม้จันทน์ “ดารารัตน์” จากเปลือกข้าวโพด เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสวรรคต พ.ศ.2568 กระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ก็หารือกันว่าจะทำดอกไม้ประดิษฐ์ถวายเช่นที่เคยทำ แต่เปลี่ยนเป็นดอกไม้ในพระนาม คือ กล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ มหาพรหมราชินี และ โมกราชินี โดยเพิ่มวัสดุที่ทำดอกไม้ประดิษฐ์คือไม้จันทน์หอมที่หายาก

ดอกไม้ประดิษฐ์ควีนสิริกิติ์ทุกดอกจะมีป้ายเล็กๆติดที่ก้านสำหรับเขียนความตั้งใจจะทำความดีนอกเหนือหน้าที่ โดยไม่รับค่าตอบแทน  เช่น ปลูกต้นไม้ ซื้อสินค้าศิลปาชีพ บริจาคเลือดหรือหัวใจ ถวายเป็นพระราชกุศล  ชนิดที่ชาวบ้านเรียกว่า “แบ่งบุญ” หรือ ”อุทิศส่วนกุศล“

จะมีการอบรมวิธีทำดอกไม้ประดิษฐ์ “ควีนสิริกิติ์“ ตามกองลูกเสือ โรงเรียน ศูนย์การค้า และวัดไทยในต่างประเทศ

การทำความดีถวายพระพันปีหลวง ครั้งนี้  จะเป็นการระดมทำความดีครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของโลก

Series : “Flowers of Goodness” From Dararat to Queen Sirikit

In 2017, during the royal cremation ceremony of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, hundreds of thousands of loyal Thai vcitizens crafted “Dararat” sandalwood flowers from corn husks to pay their final respects.

When Her Majesty Queen Sirikit, the Queen Mother, passed away in 2025, the Ministry of Culture and the Thai Scouts Promotion Foundation discussed continuing the tradition of offering handmade flowers. This time, however, they chose flowers bearing Her Majesty’s name: Queen Sirikit Cattleya Orchid, Queen Sirikit Rose, Mahaprom Rachinee, and Mok Rachinee. The materials were elevated to include rare fragrant sandalwood.

Each Queen Sirikit flower will carry a small tag on its stem, where individuals can write their personal pledge to perform acts of goodness beyond their duty—without seeking compensation. Examples include planting trees, purchasing artisanal products, donating blood or organs, and dedicating merit to Her Majesty. These are the kinds of deeds which Thai villagers call “sharing merit” or “dedicating merit.”

Workshops on how to make Queen Sirikit flowers will be held across Scout troops, schools, shopping centers, and Thai temples abroad.

This nationwide tribute to the Queen Mother will become one of the greatest mobilizations of goodness the world has ever seen.

By Artorn Chandavimol

โดย อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงศรีอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรุงศรีอยุธยาในยุครุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญได้ดึงดูดพ่อค้าและผู้คนจากหลายชาติพันธุ์เข้ามาตั้งรกรากในอาณาจักรสยาม  เช่นอิหร่าน อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น  โปรตุเกส   ฮอลันดา ฝรั่งเศส  มีที่จอดเรือใหญ่อยู่ที่หน้าวัดพนัญเชิง   โดยมีชาวจีนที่เดินทางข้ามทะเลมายังกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมากทำอาชีพ ช่างเหล็ก  เย็บรองเท้า  ช่างต่อเรือ  ทำน้ำตาล ช่างทอง  ในช่วงจวนจะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2  นั้นพวกชาวจีนในอยุธยา6,000 คน นำโดยเฮียนสือ  ได้ใช้ห้างฮอลันดากับวัดไทยพุทธเป็นค่ายต่อสู้พม่า

บันทึกจีนสมัยราชวงศ์ชิง “ชิงสื่อลู่” ระบุว่า  เมื่อพ.ศ. 2195 ทูตสยามได้เดินทางทางเรือไปเฝ้าพระเจ้ากรุงจีน ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง 1 ครั้ง และ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 5 ครั้ง   ตามรายงานของบาทหลวงนิโคลาส์ แชร์แวส (Nicholas Gervaise) ชาวฝรั่งเศส ระบุไว้ว่า เมื่อ พ.ศ.2228 กรุงศรีอยุธยามีสำเภาจีนแวะมาทำการค้าขายถึง 15-20 ลำ     ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ  พ.ศ. 2265 พระเจ้าคังซี ทรงให้ซื้อข้าวสารจากสยาม 3 แสนหาบจีนส่งไปที่ ที่เมืองฝูเจี้ยน กวางตุ้งและหนิงโปเพื่อบรรเทาความอดหยาก   สมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้มีการส่งทูตอยุธยาไปเฝ้าพระเจ้าเฉียนหลง

การอพยพและการตั้งถิ่นฐาน

ชาวจีนเริ่มเดินทางเข้ามายังดินแดนสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ในสมัยอยุธยาการอพยพของชาวจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากความไม่สงบในจีน ภัยธรรมชาติ และการค้นหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ชาวจีนส่วนใหญ่ที่อพยพมาเป็นชาวจีนใต้ โดยเฉพาะจากมณฑลฟูเจี้ยน กวางตุ้ง และไห่หนาน   ชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงศรีอยุธยา   สร้างชุมชนของตนเองขึ้นในบริเวณต่างๆ ของเมือง การตั้งถิ่นฐานของชาวจีนมีลักษณะเป็นชุมชนที่มีความเหนียวแน่นกันเองตามเครือญาติและภูมิลำเนาเดิม

พวกจีนแต้จิ๋วในกรุงศรีอยุธยามักทำงานรับจ้าง ทำสวน เลี้ยงหมู ฯลฯ   อาศัยอยู่แถวตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก ย่านปากคลองข้าวสาร ย่านคลองสวนพลู คลองบ้านบาตร คลองบ้านม้า คลองข้าวเม่า หัวรอ วัดแม่นางปลื้ม วัดสามพิหาร วัดสามจีน วัดเกาะแก้ว วัดเชิงท่า วัดโกโรโกโส (วัดอาโกโรอาโกโส)     ส่วนชาวจีนฮกเกี้ยน มักทำงานในราชสำนักหรือใกล้ชิดกับชนชั้นนำ ที่บริเวณเกาะเมือง  หรือภายในกำแพงเมือง เช่น

6 สถานที่ในกรุงศรีอยุธยาที่มีชุมชนชาวจีนหนาแน่นคือ  

1. คลองประตูนายก่าย   คลองประตูจีน  ท่าเรือชื่อท่าหอย   เป็นชุมชนใหญ่ของพวกฮกเกี้ยน   มีตลาดจีนใหญ่โต มีร้านค้าจีนมากตามสองฝั่งคลอง  

2. ชุมชนสามม้า  ตำบลสาระภา  ขายเครื่องลายคราม ผ้าไหม  เครื่องทอง  ยาจีน

3. ย่านขนมจีน   ขายขนมเปี๊ยะ ขนมโก๋  ขนมถั่วตัด ฟักเชื่อม

4.  ตลาดปากคลองขุนละคอนไชย  มีตลาดบ้านจีน  โรงโสเภณี ศาลเจ้าจีน  

5.  บริเวณเจ้าสัวชี วัดเหมี่ยวลา วัดท่าราบ   เป็นห้องแถว 2 ชั้น (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนสตรีวัดพุทธไธสวรรย์)

6. บริเวณตลาดน้ำ มักอยู่เป็นเรือนแพ  ตลาดน้ำวน บางกะจะ (ตรงข้ามวัดพนัญเชิง)    ตลาดปากคลองคูจาม   ท้ายสุเหร่าแขก   ตลาดปากคลองคูไม้ร้อง  ตลาดปากคลองวัดเดิม  ศาลเจ้า บุนเถากง

ชาวจีนบางส่วนรับราชการในกรมท่าซ้าย   เช่น พระยาโชฏึกราชเศรษฐี  และ โกษาธิบดีจีน (ออกญาสมบัติธิบาล) ทำหน้าที่ควบคุมชาวจีน และการค้ากับจีน

บทบาททางเศรษฐกิจ

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร ทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าขายระหว่างสยามกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะการค้ากับจีน เวียดนาม และญี่ปุ่น ชาวจีนมีความชำนาญในการดำเนินธุรกิจ การจัดการเงินตรา นอกจากการค้าขายแล้ว ชาวจีนยังประกอบอาชีพฝีมือต่างๆ เช่น ช่างทำเครื่องปั้นดินเผา ช่างทอง ช่างเงิน ช่างไม้ และงานหัตถกรรมอื่นๆ ทักษะฝีมือของชาวจีนได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการของชาวสยาม

การเก็บภาษีและการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสยามยังพึ่พิงชาวจีนเป็นอย่างมาก ระบบ “ภาษีเหมา” หรือการให้เอกชนเป็นผู้จัดเก็บภาษีแทนรัฐได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และชาวจีนมักเป็นผู้รับเหมาเก็บภาษีในหลายๆ ด้าน เช่น ภาษีการค้า ภาษีเสรีภาพ และภาษีอื่นๆ

โครงสร้างทางสังคม

สังคมชาวจีนในกรุงศรีอยุธยามีโครงสร้างที่ชัดเจนตามแบบแผนจีนดั้งเดิม ครอบครัวขยายเป็นหน่วยสังคมพื้นฐาน โดยผู้สูงอายุและหัวหน้าครอบครัวมีอำนาจและความเคารพสูงสุด ระบบเครือญาติและตระกูลมีความสำคัญมาก ในการดำเนินธุรกิจและการสร้างเครือข่ายทางสังคม

ชาวจีนในอยุธยายังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมจีนไว้อย่างเข้มงวด การปฏิบัติตามหลักกตัญญู การเคารพบรรพบุรุษ และการรักษาภาษาจีนเป็นสิ่งที่ชาวจีนยึดถือ ขณะเดียวกันพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมไทยและมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่

การแต่งงานระหว่างชาวจีนกับคนไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการที่ชายจีนแต่งงานกับหญิงไทย ลูกหลานที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสองเชื้อชาติมักเรียกว่า “ลูกครึ่ง” หรือ “ลูกจีน” กลุ่มคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมและเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชุมชนจีนและไทย

วัฒนธรรมและศาสนา

ชาวจีนในกรุงศรีอยุธยานำวัฒนธรรมและความเชื่อของตนมาด้วย พุทธศาสนานิกายมหายาน เต๋า และขงจื้อเป็นศาสนาและปรัชญาหลักที่ชาวจีนยึดถือ วัดและศาลเจ้าจีนถูกสร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางจิตใจและการประกอบพิธีกรรมต่างๆ

ความสัมพันธ์กับราชสำนัก

ชาวจีนหลายคนในกรุงศรีอยุธยาสามารถเข้าถึงราชสำนักและมีอิทธิพลในการบริหารประเทศ ความชำนาญด้านการค้าและการเงินของชาวจีนทำให้พระมหากษัตริย์สยามให้ความไว้วางใจและมอบหมายงานสำคัญให้กับพวกเขา ชาวจีนบางคนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก

ผลกระทบต่อสังคมไทย

การอยู่อาศัยของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อสังคมไทย ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ในด้านบวก ชาวจีนได้นำเทคนิคการผลิต ความรู้ด้านการค้า และนวัตกรรมต่างๆ มาเผยแพร่ การพัฒนาระบบการเงิน การธนาคาร และการจัดการธุรกิจยุคใหม่ล้วนได้รับอิทธิพลจากชาวจีน

มรดกและอิทธิพลต่อเนื่อง

เมื่อกรุงศรีอยุธยาล่มสลายในปี พ.ศ. 2310 ชาวจีนหลายคนได้อพยพไปยังกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯ แต่มรดกและอิทธิพลของชาวจีนในสมัยอยุธยายังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย รูปแบบการค้าขาย ระบบการเงิน และการจัดการธุรกิจแบบจีนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคต่อมา

ชุมชนไทยเชื้อสายจีนในปัจจุบันเป็นผลต่อเนื่องจากการตั้งถิ่นฐานและการผสมผสานที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมที่ชาวจีนนำมาได้ถูกรักษาและพัฒนาต่อเนื่องกันมา

การศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวจีนในกรุงศรีอยุธยาช่วยให้เราเข้าใจถึงลักษณะของสังคมพหุวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการสร้างสังคมที่มีความหลากหลายและการยอมรับซึ่งกันและกันในปัจจุบัน

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก www.silpa-mag.com , go ayutthaya

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

บทความพิเศษ : “ดอกไม้แห่งความดี” คนไทยถวายความอาลัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.24 น.

คนไทยทั่วประเทศร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการพร้อมใจกัน “ทำความดี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ปวงชนชาวไทยทั่วทุกสารทิศต่างโศกเศร้าอาลัยยิ่ง แต่ได้เปลี่ยนความเศร้านั้นให้เป็นพลังแห่งความดี ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อแผ่นดิน เป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ท่าน

ประชาชนหลายแสนคนหลั่งไหลไปยังพระบรมมหาราชวัง แม้ต้องรอคอยนานหลายชั่วโมง ก็ยินดี เพียงเพื่อจะได้กราบถวายบังคมพระบรมศพสักหนึ่งนาทีด้วยหัวใจอันเปี่ยมด้วยความรักและภักดี

ตามเส้นทางรอบพระบรมมหาราชวัง มีจักรยานยนต์จิตอาสาหลายร้อยคันให้บริการรับส่งฟรีจากสถานีรถไฟใต้ดิน ท่าเรือ และจุดปิดถนน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เดินทางมาถวายสักการะ

บริเวณท้องสนามหลวง มีจิตอาสาหลายร้อยคนร่วมกันชี้ทาง เข็นรถผู้สูงอายุ แจกอาหารพระราชทาน และช่วยกันรักษาความสะอาดอย่างเต็มกำลัง

คนไทยทั่วโลกหลายหมื่นคนร่วมกันประดิษฐ์ “ดอกไม้แห่งความดี” เช่น กล้วยไม้ควีนสิริกิติ์ กุหลาบควีนสิริกิติ์ บัวควีนสิริกิติ์ ดอนญ่าควีนสิริกิติ์ มหาพรหมราชินี และโมกราชินี โดยใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เปลือกข้าวโพด กระดาษสา ใบเตย ใบตอง และไม้จันทน์หอม

ผู้ร่วมประดิษฐ์ดอกไม้แห่งความดีจะเขียนข้อความแสดงเจตจำนง ตั้งใจทำความดีอย่างน้อยหนึ่งอย่างติดไว้ที่ก้านดอกไม้   เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ซึ่งในวัฒนธรรมไทยถือเป็นการ “แบ่งบุญ” หรือ “อุทิศส่วนกุศล” แด่ผู้ล่วงลับ

ความดีที่ถวายมีทั้งสิ่งที่ทำได้ยาก เช่น การบริจาคหัวใจ ไต หรือดวงตา และสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น การอุดหนุนสินค้าศิลปาชีพ หรือการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพียงหนึ่งต้น

“ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” เป็นสัญลักษณ์แห่งพลังสามัคคีของคนไทย ที่ร่วมกันสร้างคุณความดี บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมและโลก ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความกตัญญู และความจงรักภักดี

โดย อาทร จันทวิมล

Series : ‘Flowers of Goodness’ The Thai People Pay Tribute

Thai people across the nation paid heartfelt tribute to Her Majesty Queen Sirikit , The Queen Mother through united acts of goodness and compassion.

When Her Majesty Queen Sirikit The Queen Mother passed away on October 24, 2025, loyal citizens throughout Thailand were deeply saddened. Yet, they transformed their sorrow into a force for good, performing kind deeds and community service as offerings of merit in her honor.

Hundreds of thousands flocked to the Grand Palace. Even after waiting many hours, they were content to bow before the royal urn for just a single minute, moved by love and loyalty.

Along the routes surrounding the palace, volunteer motorcyclists offered free rides from subway stations, river piers, and blocked roads to assist visitors.

At the royal ground,  hundreds of volunteers guided the crowds, pushed wheelchairs for the elderly, distributed royal-donated meals, and worked tirelessly to maintain cleanliness.

Thousands of Thais worldwide joined in crafting “Flowers of Goodness” including Queen Sirikit Orchids, Roses, Lotuses, Donya, Mahaprom Rachinee, and Mok Rachinee. Each flower was handmade from eco-friendly materials such as corn husks, mulberry paper, pandan leaves, banana leaves, and fragrant sandalwood.

Each participant wrote a pledge to perform at least one good deed in remembrance of Her Majesty—a Thai tradition known as “baeng boon” or “uthit suan kuson”, meaning to dedicate merit to the departed.

These good deeds ranged from the extraordinary—such as pledging to donate a heart, kidney, or eyes—to the simple, like buying local handicrafts or planting a single tree.

“Flowers of Goodness for the Queen Mother” became a symbol of unity among the Thai people, who came together to serve society and the world with hearts filled with love, gratitude, and unwavering loyalty.

By Artorn Chandavimol

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนจีนสมัยกรุงสุโขทัย

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ชนชาติจีนโบราณที่เป็นชาวฮั่นได้มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว โดยชาวจีนได้มีการติดต่อกับคนในดินแดนอันเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในทุกวันนี้ตั้งแต่ก่อนช่วงพุทธศักราช 1000 ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีหลักฐานจากจดหมายเหตุของพระและนักบวชชาวจีน โดยเฉพาะหลวงจีนจาวจูกัวซึ่งเดินทางมายังแถบคาบสมุทรอินโดจีนและได้ทำการจดบันทึกจดหมายเหตุไว้ถึงความรุ่งเรืองของบรรดานครในดินแดนซึ่งเชื่อได้ว่าคือดินแดนแหลมทองและบริเวณหมู่เกาะมลายู ในช่วงทศวรรษที่ 1200 ซึ่งด้วยเอกสารฉบับนี้ได้พ้องตรงกับหลักศิลาจารึกของเมืองตันชอว์ที่ปาเล็มบัง ทำให้โลกได้รู้จักกับอาณาจักรโบราณในดินแดนนี้เป็นครั้งแรก ได้แก่ทวาราวดี ล้านนา และ ศรีวิชัย  

กว่า 700 ปีมาแล้วในสมัยที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี สมัยพ่อขุนรามคำแหง และพระมหาธรรมราชา ลิไท ได้มีการติดต่อกับอาณาจักรจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง (พ.ศ. 1503-1814) ต่อเนื่องจนถึงราชวงศ์หงวน (พ.ศ. 1814-1911)

แม้ว่าในสมัยราชวงศ์ซ้องตอนปลายจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย แต่การค้าขายกับจีนก็มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปลายราชวงศ์หงวนที่อำนาจทางการเมืองของจีนมีความผันผวน การส่งออกสินค้าจากสุโขทัยจึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในช่วงเวลานั้น เครื่องสังคโลก ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดของสุโขทัย

เครื่องสังคโลก หรือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบสีเขียวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชาวต่างชาติเรียกว่า เซลาดอน (Celadon) นั้น ได้รับอิทธิพลจากเครื่องเคลือบของจีนในสมัยราชวงศ์ซ้องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องเทคนิคการเคลือบผิวและรูปแบบการตกแต่ง แต่ช่างฝีมือสุโขทัยก็ได้พัฒนาลวดลายที่เป็นของตนเองขึ้นมา เช่น ลายปลา ลายดอกไม้ และลายสัตว์ต่าง ๆ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และแม้แต่ในญี่ปุ่น

เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมามีอำนาจแทนที่ราชวงศ์หยวนใน พ.ศ. 1911 ความสัมพันธ์ทางการค้าและการทูตระหว่างสุโขทัยกับจีนก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในช่วงนี้มีการแลกเปลี่ยนคณะทูตและสินค้ากันอย่างสม่ำเสมอ สินค้าสำคัญที่สุโขทัยส่งออกไปจีนนอกจากเครื่องสังคโลกแล้ว ยังมีสินค้าเกษตรและวัตถุดิบต่าง ๆ เช่น พริกไทย งาช้าง และไม้เนื้อหอม ในทางกลับกัน พ่อค้าจีนได้นำ ผ้าไหม คุณภาพดี เครื่องกระเบื้องชั้นสูง และเครื่องทองเหลืองเข้ามาขายในสุโขทัย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสุโขทัยเติบโตอย่างรวดเร็ว

การค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองไม่ได้นำมาแค่สินค้า แต่ยังนำมาซึ่งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี จีนได้ถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเครื่องเคลือบดินเผาให้กับช่างฝีมือสุโขทัยจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมการผลิตสังคโลกขนาดใหญ่ที่เมืองศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น การต่อเรือเดินทะเล เพื่อใช้ในการค้าขาย ซึ่งทำให้สุโขทัยสามารถขยายเส้นทางการค้าของตนเองได้กว้างขวางขึ้น

นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้าน การเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ถูกแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการระบบชลประทานและเทคนิคการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรให้กับสุโขทัย ทำให้มีสินค้าส่งออกเพิ่มมากขึ้น และยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาณาจักร

อาณาจักรสุโขทัยเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง การค้าระหว่างกันไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและเทคโนโลยีที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสังคโลกที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย ผ้าไหมชั้นดีจากจีน การต่อเรือที่ช่วยให้การค้าทางทะเลขยายตัว และองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ช่วยให้เศรษฐกิจมั่นคง ทุกปัจจัยล้วนส่งผลให้สุโขทัยกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งบนคาบสมุทรอินโดจีนในยุคนั้น

จากนั้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในดินแดนแหลมทองกับชนชาติจีนก็เริ่มขึ้น โดยเฉพาะทางด้านการค้าขาย หากเรานับตามที่มีหลักฐานชัดแจ้งว่าวัฒนธรรมของสยามหรือชาวไทยมีต้นกำเนิดมาจากอาณาจักรสุโขทัย โดยเริ่มในยุคสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ซึ่งจะตรงกับยุคปลายของราชวงศ์ซ้องต่อต้นราชวงศ์หยวนของจีน

แต่การติดต่อสัมพันธ์ที่พอจะมีหลักฐานอ้างอิงนั้น เริ่มต้นจากยุคพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งตรงกับตอนต้นของราชวงศ์หยวน อันเป็นสมัยของกุบไลข่าน ซึ่งนับว่าเป็นการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยจีนที่มีบันทึกหลงเหลือเป็นหลักฐานอ้างอิงแน่ชัด

จากบันทึกของจีน แสดงว่าปีพ.ศ.1825 กุบไลข่านได้มีบัญชาให้ส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักร “เสียน” ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อาณาจักรเสียนที่ว่านี้เป็นคำเรียกที่ชาวจีนโบราณกล่าวถึงดินแดนของชาวสยาม โดยมีบันทึกว่า

 “ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ มีรับสั่งให้นายพลเหอจื่อจื้อ เป็นทูตไปยังสยาม (เสียน)” แต่ปรากฏว่าคณะทูตของจีนชุดนี้มาไม่ถึงสุโขทัย เพราะถูกพวกจามแห่งอาณาจักรจามปาจับตัวในระหว่างเดินทางและประหารชีวิตหมด”

ต่อมา พ่อขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัยได้ส่งคณะทูตไปยังจีนครั้งแรก ใน ปี พ.ศ. 1835 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี การส่งทูตไปเยือนจีนครานี้ นับเป็นการส่งทูตไปจีนเป็นครั้งแรกที่มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ และจากนั้นทางสุโขทัยก็ส่งคณะทูตพร้อมบรรณาการไปยังจีนถึง 14 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.1835 ถึง 1865 ในขณะที่จีนส่งทูตมาถึงไทย 4 ครั้ง แต่เดินทางมาถึงโดยปลอดภัย 3 ครั้งเท่านั้น

เป้าหมายของสุโขทัยและจีนในการเจริญไมตรีนั้นนับว่าแตกต่างกัน ดร. สืบแสง พรหมบุญ นักประวัติศาสตร์ ได้สันนิษฐานว่า เหตุที่สุโขทัยส่งทูตและบรรณาการ ยอมนอบน้อมต่อจีนนั้นเพื่อเป้าหมายทางการเมือง โดยเป็นการดำเนินงานทางการทูตเพื่อป้องกันมิให้ จักรพรรดิกุบไลข่านสนับสนุนอาณาจักรอื่นๆในแถบเดียวกันโดยเฉพาะสุพรรณภูมิ ทั้งนี้เพราะอาณาจักรสุพรรณภูมิได้เคยส่งเครื่องบรรณการไปยังจีน ใน พ.ศ. 1834 เพื่อขอความสนับสนุนทางการเมืองด้วย ทางสุโขทัยซึ่งเพิ่งจะเริ่มก่อร่าง ขยายอิทธิพลจึงจำต้องผูกมิตรกับจีนไว้เช่นกัน

ในขณะที่ทางจีนนั้นเพียงต้องการประกาศแสนยานุภาพและการยอมรับจากอาณาจักรโดยรอบ ให้ยอมอ่อนน้อมให้และยกจีนเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครอง มีบันทึกบางฉบับว่าทางจีนได้แจ้งให้ พ่อขุนรามคำแหงทำการส่งบรรณาการและเดินทางไปเข้าเฝ้ากุบไลข่าน เพื่อแสดงว่ายินยอมและยอมรับในอำนาจของราชวงศ์หยวน ซึ่งพ่อขุนรามคำแหงมิได้เดินทางเสด็จไปตามที่ได้รับเชิญ เพียงแค่ส่งบรรณาการกลับไปเท่านั้น และทางกุบไลข่านเองก็ไม่ได้ว่ากระไร วิเคราะห์ได้ว่าอาจเพราะทางจีนเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีเช่นนี้ของสุโขทัยมากนัก เนื่องด้วยเป็นสุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าร้อนชื้น สัตว์ป่าชุกชุม ยากแก่การเดินทางและอยู่อาศัย ทางจีนเองจึงอาจเพียงต้องการให้สุโขทัยส่งจิ้มก้องหรือบรรณาการมาให้เพื่อยอมรับสถานะในฐานะผู้ปกครองสูงสุดเท่านั้น ซึ่งน่าสังเกตว่าทุกครั้งที่เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ทางจีนเองก็จะมีการส่งทูตมาเพื่อให้ชาวสยามส่งบรรณาการเพื่อยอมรับในสถานะนี้ของตนเอง แต่ก็มิได้ใส่ใจนัก หากเชื้อพระวงศ์สยามจะไม่เดินทางไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิจีน ซึ่งความสัมพันธ์ในรูปแบบประนีประนอมนี้ก็ดำเนินมาอย่างยาวนานจนถึงกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ทีเดียว โดยหากเปรียบเทียบกับอาณาจักรโดยรอบอื่นๆเช่นพุกามที่อยู่ใกล้กันแล้ว ท่าทีของจีนนับว่ารุนแรงกว่ามาก

การติดต่อระหว่างสุโขทัยและจีนในช่วงนี้ยังส่งผลให้การค้าระหว่าง อาณาจักรทั้งสองขยายตัว มีการถ่ายทอดความรู้ของจีนมายังไทย ซึ่งส่งผลมากที่สุดคือการที่ช่างจีนได้เข้ามาทำเครื่องปั้นดินเผาจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “เครื่องชามสังคโลก” และต่อมาเครื่องสังคโลกก็ได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของสุโขทัย

ต่อมาหลังสมัยพ่อขุนรามคำแหง สุโขทัยก็เริ่มเสื่อมอำนาจ ทำให้อยุธยาซึ่งอยู่ทางตอนใต้เริ่มผงาดขึ้นมา และค่อยๆขยายอิทธิพลจนกระทั่งกลายเป็นศูนย์อำนาจทางการทหารและการปกครองในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้สำเร็จ ภายใต้การนำของกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองและสุพรรณภูมิ อันเป็นเวลาเดียวกับทางจีนเองก็เกิดการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ เมื่อชาวจีนสามารถโค่นราชวงศ์หยวนของมองโกลที่ปกครองจีนมาเกือบร้อยปีลง และก่อตั้งราชวงศ์หมิงขึ้น มีจูหยวนจาง สถาปนาตนเป็นจักรพรรดิ ซึ่งในยุคนี้เองที่ปรากฏชื่อ ”อาณาจักรเสียนหลอ” ซึ่งเป็นชื่อเรียกอาณาจักรของชาวไทยหรือสยามขึ้นในพงศาวดารจีนเป็นครั้งแรก ในปีพ.ศ.1913 โดยข้อความที่ปรากฏว่า “ปีที่ 3 ในรัชกาลหงหวู่ เดือน 8 มีรับสั่งให้ลู่จงจุ้นกับพวกอัญเชิญพระบรมราชโองการไปยังประเทศเสียนหลอ (สยาม)”

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com , Bowchompoo

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน

วันอังคาร ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดินแดนเหนือสุดของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน มีชุมชนของ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” หรือที่คนส่วนใหญ่มักเรียกว่า “จีนฮ่อ” จำนวนประมาณ 50,000 คน   เรื่องราวของพวกจีนฮ่อผูกพันกับเส้นทางค้าขายโบราณและการอพยพครั้งใหญ่ที่ข้ามพรมแดนมาจากมณฑลยูนนานของประเทศจีน

เส้นทางชีวิตจาก “จีนฮ่อ” สู่ “คนไทยเชื้อสายจีนยูนนาน” คำว่า “จีนฮ่อ” หมายถึง ชาวจีนชนเผ่าหุย (回族) นับถืออิสลามจากมณฑลยูนนานที่เป็นกลุ่มพ่อค้าเร่ เดินทางด้วย ม้า และ ล่อ เพื่อขนส่งค้าขายสินค้าตามเส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อระหว่างมณฑลยูนนานกับพม่าและภาคเหนือของไทยมานานหลายศตวรรษ พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางการค้าเส้นทางสายไหมตอนใต้ ในยุคที่การคมนาคมยังเป็นเรื่องยากลำบาก เส้นทางเหล่านี้มักจะเริ่มต้นจากเมืองสำคัญของจีนเช่น คุนหมิง และ เชียงรุ่ง ในเขต สิบสองปันนา ผ่านภูเขาสูงและเลาะเลียบไปตามแม่น้ำโขงมายังรัฐฉานของพม่า และภาคเหนือของไทย  สินค้าที่นำมาขายได้แก่ สมุนไพร  ชา  ฝิ่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์  ผักผลไม้ดอง เนื้อสัตว์แห้ง  หม้อ เครื่องประดับ  หยก   โดยมีที่ขายสินค้าสำคัญที่ตลาดนัดบ้านฮ่อ  ใกล้มัสยิดอัตต์กวา ในเชียงใหม่ 

การอพยพครั้งสำคัญที่สุดของคนจีนยูนนานมายังประเทศไทยเกิดขึ้นช่วงพ.ศ. 2492 หลังสงครามกลางเมืองของจีน เมื่อ “ทหารกองพล 93” ของพรรคก๊กมินตั๋ง นำโดยนายพลต้วน (General Tuam) ได้พ่ายแพ้พวกคอมมิวนิสต์ไม่สามารถกลับไปประเทศจีนได้ จึงอพยพเข้าสู่พรมแดนไทย-พม่า และได้รับอนุญาตให้ตั้งรกรากในพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน การตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในไทยของทหารเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการผสมผสานวัฒนธรรมและการสร้างชุมชนจีนยูนนานขึ้นในประเทศไทย

ชุมชนคนจีนยูนนานในประเทศไทย     ปัจจุบัน ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานอาศัยอยู่กระจัดกระจายในหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ แต่ชุมชนใหญ่ที่รู้จักกันดีคือ บ้านสันติคีรี ที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง ในจังหวัดเชียงราย, บ้านรักไทย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ดอยอ่างขาง   อ.ฝาง  อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีชุมชนเล็กๆ อีกหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดตาก ลำปาง พะเยา และน่าน    ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

จากไร่ฝิ่นสู่สวนพืชเมืองหนาว     ในอดีต พื้นที่สูงหลายแห่งที่ชาวจีนยูนนานเข้ามาตั้งรกรากเคยเป็นแหล่งปลูก ฝิ่น ที่สร้างปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ด้วยโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทน ชาวจีนยูนนานได้เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นมาเป็นปลูกพืชเมืองหนาว เช่น ชา, กาแฟ, บ๊วย, ท้อ, และ พลับ  ซึ่งสร้างรายได้และพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบัน พืชเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนจีนยูนนาน และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและชิมผลผลิตจากไร่ในพื้นที่สูง

นอกจากนี้ การค้าขายยังคงเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของพวกเขา โดยมีการจำหน่ายสินค้าหลากหลาย ทั้งชาคุณภาพดี, ของแห้ง, และอาหารจีนยูนนานต้นตำรับ เช่น ขาหมูหมั่นโถว, ก๋วยเตี๋ยวจีนยูนนาน, และซาลาเปาไส้ต่างๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

ความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ชุมชนจีนยูนนานในประเทศไทยมีความหลากหลายทางศาสนา โดยส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า แต่ก็มีชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ด้วย ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจากการเดินทางค้าขายในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางผ่านเส้นทางสายไหมในยูนนานที่เชื่อมต่อกับชุมชนมุสลิมในเอเชียกลางและจีน นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่างประเพณีจีนกับวิถีชีวิตแบบไทยยังคงดำเนินต่อไป เช่น การเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญของจีนอย่างเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลกินเจ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมประเพณีไทยอย่างเทศกาลสงกรานต์

สรุป

ชาวไทยเชื้อสายจีนยูนนานไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนอพยพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่ได้นำเอาวัฒนธรรม, ความรู้, และความสามารถในการปรับตัวมาสร้างสรรค์ชุมชนใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน พวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะมาจากต่างแดน แต่ก็สามารถใช้ชีวิตและเติบโตในแผ่นดินไทยได้อย่างกลมกลืนและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม เรื่องราวของพวกเขาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่งดงามในสังคมพหุวัฒนธรรมของประเทศไทย

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

บทความพิเศษ : ‘รู้จักเรารู้จักจีน’ คนไทยเชื้อสายจีนไหหลำ

วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เรื่องราวของคนจีนโพ้นทะเล เชื้อสายไหหลำ (ไห่หนาน Hainan) ที่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยจากเกาะไหหลำทางใต้ของประเทศจีน  เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การอพยพที่น่าสนใจแต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึงมากนัก  แม้จะมีจำนวนไม่มากหากเทียบกับจีนแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน หรือกวางตุ้ง ทั้งที่ชาวไหหลำเองก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทยมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจการเดินทางของพวกเขา ตั้งแต่เหตุผลในการอพยพ ช่วงเวลาที่เดินทางมาถึง แหล่งตั้งถิ่นฐาน ไปจนถึงบทบาทสำคัญที่ได้สร้างไว้ในประเทศไทย

ทำไมต้องอพยพ?

การอพยพของชาวจีนไหหลำส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์ชิง (ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 24) สาเหตุหลักมาจากความยากจนและปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในบ้านเกิด ซึ่งเกาะไหหลำในขณะนั้นประสบปัญหาภาวะขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างหนัก เนื่องจากประชากรหนาแน่นและพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาป่าทึบ ทำให้ไม่สามารถทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีภัยธรรมชาติ เช่นพายุไต้ฝุ่น และสงครามกลางเมืองที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ชาวไหหลำจึงมองหาโอกาสใหม่ในดินแดนโพ้นทะเล และ สยาม (ประเทศไทย) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญ เนื่องจากมีเส้นทางเดินเรือที่สะดวกและมีนโยบายต้อนรับชาวจีนอพยพ

มาเมื่อไหร่และมาที่ไหน?

การอพยพของชาวจีนไหหลำเข้าสู่ประเทศไทยมีหลักฐานว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แต่การเดินทางมาอย่างหนาแน่นเกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 5 จนถึงรัชกาลที่ 7 เดินทางโดยเรือสำเภามาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่แหล่งตั้งถิ่นฐานหลักที่ชาวไหหลำเลือก ได้แก่ กรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านตลาดน้อย ถนนสุรวงศ์ สำเพ็ง เยาวราช  นอกจากนี้ ยังมีชุมชนที่สำคัญในเมืองต่าง ๆ เช่น ภูเก็ต ระยอง ปัตตานี ชลบุรี  ระยอง และ พัทยา เนื่องจากภูมิประเทศใกล้ทะเล ทำให้สามารถนำความรู้ความชำนาญด้านการเดินเรือและการทำประมงมาใช้ได้เป็นอย่างดี

จากเรือประมงสู่ธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม

เมื่อมาถึงประเทศไทย ชาวไหหลำส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการทำงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงและอาศัยความรู้ที่ติดตัวมาตั้งแต่บ้านเกิด อาชีพที่โดดเด่นของพวกเขาคือ การประมง และ การเป็นกุ๊กหรือพ่อครัว เนื่องจากมีฝีมือในการทำอาหารทะเลเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีความสามารถในการทำอาหารจีนแบบไหหลำที่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร้านอาหารไหหลำได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

จากจุดเริ่มต้นนี้เองที่ทำให้ชาวไหหลำหลายคนสามารถสร้างฐานะและขยับขยายธุรกิจไปสู่กิจการที่ใหญ่ขึ้น ทั้งใน ธุรกิจร้านอาหาร และ โรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยทักษะด้านการบริการและความสามารถในการบริหารจัดการ อาชีพกุ๊กไหหลำจึงเป็นที่ต้องการอย่างมากในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นในครัวของโรงแรมหรู หรือแม้กระทั่งบ้านของเจ้านายและขุนนางชั้นสูง

สกุลสำคัญและบทบาทในปัจจุบัน

ชาวไหหลำที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยได้แก่สกุลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจกลุ่มเซนทรัล     แม้ว่าชาวไทยเชื้อสายจีนไหหลำจะไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับชาวจีนกลุ่มอื่น ๆ แต่บทบาทของพวกเขากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในด้านอาหารและการท่องเที่ยว ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของพวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การอพยพเพื่อความอยู่รอด แต่ยังเป็นการสร้างและสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าให้แก่สังคมไทยจวบจนปัจจุบัน

ในปีพ.ศ.  2563 รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนเกาะไหหลำทั้งหมดให้เป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในปี 2578  แผนนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างศูนย์กลางสำหรับการจัดหาเงินทุนนอกชายฝั่งและการซื้อสินค้าปลอดภาษี รวมถึงการใช้ภาษีที่ลดลงและข้อกำหนดวีซ่าที่ลดลงเพื่อช่วยดึงดูดธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติ นอกจากนี้ สินค้าทั้งหมดที่ขายจากไหหลำไปยังส่วนอื่น ๆ ของจีนจะถือเป็นสินค้านำเข้าตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

โดย อาทร  จันทวิมล

ขอบคุณภาพจาก http://www.silpa-mag.com