บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน  มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ  ในสมัยนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น  เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย     เด็กๆ วิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

                 แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยาก     ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร   ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา  เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา  

                 ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ  ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า“ถ้าภูเขาฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

                 วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินส่วนตัว   ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

                 ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า   “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก   คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

                 คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ  แล้วพูดว่า  “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

                 ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ   เดินขึ้นภูเขาช้าๆ  ขุดดินแข็งๆ และปลูกต้นซากุระทีละต้น    แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้     บางวันฝนตกหนัก  ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง   บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

                 คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

                 ต่อมาก็มี หน่วยราชการ  องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตาโดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

                 เวลาผ่านไป20ปี  คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น   และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน   จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ  ดอกซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่นบานพร้อมกัน    ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน      เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข  ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป    หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

                นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล  มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น  และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

                คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้  อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้   แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

                การกระทำของคุณตาคิสุเกะ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3   การเพียรพยายาม ตั้งใจมั่น  แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ทำให้เกิดผลสำเร็จโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ หรือสวดมนต์

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น    ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่   และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

                เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลาดาวหนึ่งตัว

วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาที่เหมือนจะใหญ่เกินแก้ หลายคนมักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลำพังกำลังตัวเราตัวเล็กนิดเดียวเพียงคนเดียว จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้?” คำถามนี้มักทำให้คนจำนวนมากท้อแท้จนเลือกที่จะอยู่เฉยๆ แต่มีนิทานอเมริกัน เรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกันมาหลายสิบปี เพื่อเตือนสติว่า “ไม่มีความดีใดที่เล็กเกินไป”

                    เช้าวันหนึ่งหลังพายุใหญ่สงบลง ชายชราชาวอเมริกันคนหนึ่ง  เดินไปตามชายหาด  ที่มีปลาดาวทะเล (Starfish)สีส้มแดง    นับหมื่นตัวที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้น   ด้วยแสงแดดที่แผดเผา  กำลังจะทำให้พวกมันแห้งตายเพราะขาดน้ำ ในไม่ช้า

                     ไกลออกไป เขาเห็นเด็กชายคนหนึ่งกำลังก้มหยิบปลาดาวขึ้นมา แล้วโยนปลาดาวกลับลงไปในทะเลทีละตัว อย่างตั้งใจ ชายชราผู้นั้นเดินเข้าไปหาแล้วพูดด้วยความสงสัย เชิงสมเพชว่า     “หนูน้อย ทำอะไรอยู่น่ะ? ปลาดาวบนหาดนี้มีเป็นหมื่นเป็นแสนตัว หนูไม่มีทางช่วยได้ทั้งหมดหรอก สิ่งที่หนูทำน่ะ มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรได้เลยนะ ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์คุ้มค่า”

                     เด็กชายไม่ตอบอะไร   แต่ก้มลงหยิบปลาดาวอีกตัวหนึ่งขึ้นมา แล้วขว้างมันกลับลงสู่ความเย็นฉ่ำของทะเลกว้าง ก่อนจะหันมาบอกชายคนนั้นว่า…

                     “แต่สำหรับปลาดาวตัวนี้  ได้รับประโยชน์  คือสามารถกลับสู่บ้านในทะเล  รอดตายไปอีกหนึ่งชีวิตแล้วครับ”

                     คำพูดสั้นๆ ของเด็กชายทำให้ชายผู้นั้นตระหนักได้ว่า แม้เขาจะเปลี่ยนโลกทั้งใบไม่ได้ แต่เขาสามารถเปลี่ยน “ชีวิตของปลาดาว”ตัวนั้นได้

                     การกระทำของเด็กชายที่โยนปลาดาวลงทะเล เป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3  การตั้งใจมั่น แน่วแน่  เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ไม่ต้องไปนั่งสมาธิหรือสวดมนต์ข้ามปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ อย่าละทิ้งเป้าหมาย  เพียงเพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาของโลกได้ทั้งหมด”

                    เรียบเรียงจาก นิทานเรื่อง ปลาดาว”The Starfish Story” หรือ “The Star Thrower” ของชาวอเมริกันชื่อ  Loren Euseley (1969) ซึ่งไม่ใช่นิทานพื้นบ้านโบราณ แต่มีที่มาจากงานเขียนสมัยใหม่ ที่เป็น “นิทานสอนใจ” ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลกในเรื่องการทำความดีและการมีจิตอาสา    นิทานเรื่องนี้ถูกนำไปใช้ในองค์กรการกุศล โรงเรียน และการฝึกอบรมผู้นำ เพื่อส่งเสริมแนวคิดเรื่อง พลังของบุคคลตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว สามารถสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระครูจักสาน แห่งเมืองสิงห์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.58 น.

รากเหง้าชุมชนพันปี

ที่ตำบลชีน้ำร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีการค้นพบโบราณวัตถุพวกเครื่องปั้นดินเผาสมัยทวารวดี อันเป็นหลักฐานยืนยันว่าชุมชนแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ ความเป็นมายาวนานกว่าพันปี คือก่อนการตั้งกรุงสุโขทัย    ชุมชนนี้อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ต้องเผชิญภัยน้ำท่วมซ้ำซากทุกปีนานกว่าหนึ่งเดือน

เมื่อธรรมะและงานฝีมือมาบรรจบกัน

โดยทั่วไป ภาพจำของพระสงฆ์มักเกี่ยวข้องกับการบิณฑบาต สวดมนต์ และการแสดงธรรม แต่ที่วัดโฉมศรี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ยังมีอีกหนึ่งบทบาทที่งดงามควบคู่กับศาสนกิจ นั่นคือการสืบสานภูมิปัญญาชาวบ้านและการช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ชาวบ้านพากันเรียกขาน พระครูปลัดสุรพล ปภาโส ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโฉมศรี ด้วยความเคารพว่า “พระครูจักสาน”

พระสงฆ์ผู้เห็น “ชีวิตจริง”

พระครูสุรพลมิได้มองวัดเพียงเป็นพื้นที่แห่งความสงบทางจิตใจ แต่ยังมองเห็นความทุกข์ยากของชุมชน โดยเฉพาะชาวบ้านตำบลชีน้ำร้ายและตำบลท่างาม ซึ่งสืบทอดอาชีพจักสานไม้ไผ่และหวายมาหลายชั่วอายุคน

อย่างไรก็ตาม งานจักสานของชาวบ้านกำลังเผชิญวิกฤต ทั้งวงจรหนี้สิน การขาดสภาพคล่อง และรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่สอดรับกับตลาดยุคใหม่ ทำให้ขายได้ยากและได้ราคาต่ำ

กลไกแห่งความเมตตา : วัดที่เป็นมากกว่าศูนย์รวมจิตใจ

ด้วยความเข้าใจในปัญหา พระครูสุรพลจึงริเริ่มการช่วยเหลือชุมชนแบบครบวงจร เปลี่ยนวัดให้เป็นทั้งศูนย์กลางจิตใจและศูนย์พัฒนาอาชีพ

1. ด้านเงินทุน
จัดตั้งกองทุนหมุนเวียนจากเงินบริจาคของวัด รับซื้อผลิตภัณฑ์จักสานทันทีที่ทำเสร็จ ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้ที่ทำให้เกิดหนี้สิน

2. ด้านการตลาดและรูปแบบสินค้า
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหาตลาดใหม่ พร้อมพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย เพิ่มมูลค่าให้งานฝีมือดั้งเดิมให้แข่งขันได้ในตลาดยุคปัจจุบัน

3. ด้านการขยายองค์ความรู้
วัดโฉมศรีร่วมกับ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย จัดอบรมการทำกระเป๋าจักสานจาก ผักตบชวา โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากจังหวัดอ่างทองมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างทักษะใหม่ เพิ่มทางเลือก และเปิดประตูสู่อาชีพเสริมให้กับชาวบ้าน

ธรรมะในภาคปฏิบัติ : บุญกิริยาวัตถุ

หากพิจารณากิจกรรมทั้งหมดของวัดโฉมศรี ตามหลัก บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการทำความดีในข้อ “เวยยาวัจจมัย” คือบุญความดีที่เกิดจากการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ชอบ การสละแรงกาย สติปัญญา และความสามารถ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการให้ วิทยาทาน ที่ยั่งยืน เพราะมิได้เป็นเพียงการสงเคราะห์ชั่วครั้งชั่วคราวคล้ายการให้ปลาหนึ่งตัวหากแต่เป็นการเสริมพลังให้ชาวบ้านรู้วิธีจับปลา ให้สามารถยืนหยัด พึ่งพาตนเอง และรักษาศักดิ์ศรีของอาชีพจักสานที่สืบทอดจากบรรพบุรุษไว้ได้อย่างมั่นคง

“พระครูจักสาน” จึงมิใช่เพียงฉายาแห่งความชื่นชม หากแต่เป็นตัวอย่างของพระสงฆ์ผู้ที่ได้ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีชีวิต นำพระธรรมในใบลานที่เคยเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก   มาลงมือปฎิบัติให้เห็นผลของบุญและการทำความดี  ที่จับต้องได้ ถ่ายรูปได้  อย่างแท้จริง

ดูวีดีโอได้ที่ https://m.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g
 


                    อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ 42 วีรชนสมรภูมิกัมพูชา 2568

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ปลายปี พ.ศ. 2568 เกิดการขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เริ่มต้นด้วยการใช้แผนที่พรมแดนคนละฉบับ แล้วลูกลามไปจนมีการสู้รบด้วยอาวุธ ใช้รถถัง เครื่องบิน และโดรน อย่างดุเดือด มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก

               ส่วนหนึ่งของทหารไทย ที่เสียชีวิต 42 คนจากการปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับเลื่อนยศทหารเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อชาติ ดังนี้

ชุดที่ 1 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 ธันวาคม 2568 (14 นาย) 

1. พลตรี ธวัชชัย บุสภา (จ่าสิบเอก) หรือจ่าโต๋ หมอลำซิ่ง ชาวคำชะอี จ.มุกดาหาร ผู้ตรวจการหน้า กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 106 มณฑลทหารบกที่ 23 กองทัพภาคที่ 2 ได้ต่อสู้กับข้าศึกอย่างกล้าหาญแล้วเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนใหญ่ลงกลางฐานปฏิบัติการฟ้าลั่น ที่เขาสัตตะโสม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เมื่อ 25 ก.ค.68

2. พลตรี ธีระยุทธ สีจุ้ยจ้าย (จ่าสิบเอก) หรือ จ่าจุ้ย ชาวต.เซิม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย อายุ 39 ปี รองผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบ 13 ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศวัฒนศักดิ์ อุดรธานี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปะทะกับข้าศึกเพื่อปกป้องพื้นที่ ถูกระเบิด จนบาดเจ็บสาหัสแล้วเสียชีวิตต่อมา ที่สมรภูมิช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เมื่อ28 กรกฎาคม 2568

3. พลตรี อโณทัย ป้องแก้ว (จ่าสิบเอกต๋อง) อายุ33 ปี ชาวตำบล กาบิน อำเภอกุดข้าวปุ้น จังหวัดอุบลราชธานี สังกัด กองพันปฏิบัติการพิเศษ กรมรบพิเศษที่ 3 (ฉก.90) เสียชีวิตที่สมรภูมิปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะฝ่ากระสุนบุกแนวข้าศึกไปช่วยเพื่อนทหารที่บาดเจ็บออกมาได้ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

4. พลตรี อภิรมย์ ทรงพุฒิ (จ่าสิบเอก แยม) ชาวบ้านนาหว้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 8 เสียเลือดมากจากต้นขาขวาได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากอาวุธสงคราม ณ จุดปะทะฐานปฏิบัติการตาฮอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2568 

5. พันตรี จิรายุ สิงห์อ้น (สิบเอก) ชาวตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ดหัวหน้าพวกระเบิดทำลาย สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 ซึ่งเคยปฏิบัติงานชายแดนภาคใต้ เสียชีวิตจากการปะทะกับข้าศึก ระหว่างลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์เมื่อ 25 กรกฎาคม 2568

6. พันตรี นพพล บุญเลิศ (สิบเอก) ชาวอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี  สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล ที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) ซึ่งสละชีพจากการปะทะเพื่อปกป้องอธิปไตยไทยบริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. กฤษฎา น้อยโคตร และ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 

7. พันตรี กฤษฎา น้อยโคตร (สิบเอก) ชาวบ้านลือ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ตำแหน่งพนักงานวิทยุโทรเลข กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 และเป็นหนึ่งในหน่วยบินโดรน “นกฟีนิกซ์”สียชีวิต จากจรวดบีเอ็ม 21 บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ ส.อ. จิรายุ สิงห์อ้น และ ส.อ.นพพล บุญเลิศเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568  

8. พันตรี จิรายุส อินทุมาน (สิบเอก) ชาวตำบลบางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี สังกัด กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองพลรบพิเศษที่ 1 ค่ายเอราวัณ จ.ลพบุรี เป็นทหารไทยที่เสียชีวิตอย่างกล้าหาญขณะเข้าทำลายเสาสัญญาณสื่อสาร เพื่อยึดยอดภูมะเขือ ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญจากทหารกัมพูชาที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ต่อมามีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการอินทุมานที่ภูมะเขือเป็นอนุสรณ์

9 พันตรี อัมรินทร์ ผาสุก (สิบเอก) ชาวบ้านคูเมืองตก ตำบลคูเมือง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ตำแหน่ง พลซุ่มยิง สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ เสียชีวิตจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 

10. ร้อยเอก ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ (สิบโท) ชาวบ้านพรสวรรค์ ตำบลกุดแห่ อ.นากลางจังหวัดหนองบัวลำภู อายุ 26 ปี ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง สังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ค่ายศรีสองรัก จังหวัดเลย เสียชีวิตจากเหตุปะทะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการตั้งชื่อฐานปฏิบัติการศราวุฒิ ไว้เป็นอนุสรณ์ ที่บริเวณแนวรบพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ

11. ร้อยตรี วรัญชิต ยวงสุวรรณ (พลทหาร) แม๊ก ชาวบ้านดอนศาลา ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม สังกัด ร.13 ร้อย เครื่องยิงลูกระเบิดหนัก มทบ 210 กองพันทหารราบที่ 13 ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม ถูกสะเก็ดปืนใหญ่ เสียชีวิตบริเวณชายแดน บ้านโนนวันชัย ต. เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ ศรีสะเกษ เมื่อ 24 ก.ค. 2568

12. ร้อยตรี ญาณพัฒน์ โคตรสาขา (พลทหาร) ชาวอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 2) ที่เสียชีวิตจากการสะเก็ดระเบิด ในการปะทะที่แนวพระวิหาร ใกล้ปราสาทโดนตวล อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อ 26กรกฎาคม 2568

13. ร้อยตรี สิรวิชญ์ ภิญโญสุข (พลทหาร เต๊ะ) ชาวบ้านซ่งหนองขาม ต.หนองแดง อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ตำแหน่ง: พลกระสุนหมู่ปืนเล็ก สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 (ร้อย.ร.8 พัน 2)  สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 8022 กรมทหารราบที่ 8 ค่ายมหาศักดิพลเสพ เสียชีวิตจากเหตุสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ (ใกล้เขาพระวิหาร) โดยถูกกระสุนและสะเก็ดระเบิดจากการปะทะกันเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2568

14. ร้อยตรี ธีรยุทธ กระจ่างทอง (พลทหาร)ชาวบ้านยางโป่งสะเดา ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่2 กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 เสียชีวิตที่บริเวณช่องตาเฒ่า อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2025

ชุดที่ 2  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 จำนวน 1 นาย

15. ร้อยเอก ต่อพงษ์ พันดวง (สิบโท) ชาว จ.ยโสธร เป็นทหารอาสาสังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากเหตุปะทะที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 ก.ค. 2568 วันที่ 28 กรกฎาคม 2568                                                                                                            

ชุดที่ 3  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 มกราคม 2569 (27 นาย)   

1. พลตรี ศตวรรษ สุจริต (จ.ส.อ.): วีรชนชาวอ.หนองพอก ร้อยเอ็ด สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกยิงด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดถล่มฐานปฏิบัติการอนุพงศ์ บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม 2568

2. พลตรี อนันดา อุดร (จ.ส.อ.): ชาวขุขันธ์ ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 (ร.16 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 6 (พล.ร.6) ค่ายบดินทรเดชา จังหวัดยโสธร เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด บีเอ็ม 21 ขณะคลานเข้าช่วยลูกน้องที่บาดเจ็บจากการปะทะ ที่สมรภูมิภูมะเขือ (9 ธค.68)

3. พลตรี ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง (จ.ส.อ.): ชาวรัตนบุรี สุรินทร์ จากกองพันจู่โจม จังหวัดลพบุรี `เสียชีวิตที่ บริเวณเนิน 677 ฐานช่องอานม้า ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

4. พลตรี ทวีรัตน์ รัตนบุรี (จ.ส.อ.): ชาวตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ หัวหน้าส่วนระวังป้องกัน ชุดจู่โจม สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 กองพลรบพิเศษที่ 1 เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดของฝ่ายตรงข้ามบริเวณยอดเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี (13ธค.68)

5. พลตรี กฤษฎา หาญสุโพธิ์ (จ.ส.อ.) (จ่าดูไบ) ชาวบ้านดงนิมิต ต.นาม่อง อ.พยัฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม นายสิบพยาบาล กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 3 (ร.3 พัน 3) ค่ายพระยอดเมืองขวาง จ.นครพนม   เสียชีวิต บริเวณพื้นที่ ปราสาทตาเมือนธม (ช่องกร่าง) อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568

6. พลตรี พรศักดิ์ เอี่ยมสอาด (จ.ส.อ.): ชาวอำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สังกัดกองพันทหารราบที่1 กรมทหารราบที่ 2 บูรพาพยัคฆ์ ค่ายจักรพงษ์ ปราจีนบุรี นักรบเทคโนโลยี เสียชีวิตขณะนำโดรนเข้าตรวจพื้นที่สีแดงเพื่อลดความเสี่ยงให้ลูกน้อง แต่ถูกศัตรูใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีฐานที่มั่น ที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 17 ธค.2568

7. พลตรี สำเริง คลังประโคน (จ.ส.อ.) จ่าเริง ชาวบ้านโคกรัก ตำบลปังกู อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ วีรชนสมรภูมิช่องจอม จ.สุรินทร์ ผู้นำกำลังปะทะข้าศึกจนร่างพรุนด้วยกระสุน แต่ไม่ยอมวางปืน เสียชีวิตที่เนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมกับ ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา (พลทหาร) เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

8. พลตรี พงศกร นาคทองดี (จ.ส.อ.)เป็น ชาวอำเภอเมือง จ.นครนายก และ อาสาสมัครกู้ภัยนครนายกกว่า 10 ปี สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ปราจีนบุรี เสียชีวิตด้วยจรวด บีเอ็ม 21 ในสมรภูมิบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว  เมื่อ 26 ธค.2568 พร้อมกับร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) และ ร้อยตรีทิวตะวัน พลเยี่ยม(พลทหาร)

9. พลตรี จิรวัฒน์ มุ่งกลาง (จ.ส.ต.) จ่าโอม ชาวอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยอาวุธหนัก ที่เนิน 677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

10. พันโท พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ (จ.ส.อ.) จ่าคิว ชาวปราจีนบุรี อายุ 35 ปี สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ (ป.พัน.2 รอ.) เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 

11. พันตรี ชวกร เดชขุนทด (ส.อ.): ชาวอ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ทหารสังกัดกองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.4 พัน.11 รอ.)ค่ายอดิศร สระบุรี เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (พื้นที่พระวิหาร) โดยถูกโดรนทิ้งระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการบ้านต้นพยุง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

12. พันตรี พชร แย้มแตงอ่อน (ส.อ.) ชาวลพบุรี พนักงานวิทยุสนาม สังกัดกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1 (รพศ.1 พัน.2) หรือ รบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันอธิปไตยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยถูกสะเก็ดระเบิดปืนครก จากการปะทะที่สมรภูมิเนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 

13. พันตรี อภิสิทธิ์ บุนนาค (ส.อ.) หมู่ติ๋ ชาว อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด / อ.กุฉินารายณ์ กาฬสินธุ์ นายสิบพยาบาลเสนารักษ์ กรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ที่บังเกอร์แนวหน้าน้ำตกภูลออ ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ 14 ธันวาคม 2568

14.พันตรี กัมปนาท ทองแสง (ส.อ.): ชาวบ้านหนองไฮ ต.ช่องสามหมอ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ คนขับรถยานเกราะ เสียชีวิตจากระเบิด บีเอ็ม 21 ที่สมรภูมิบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว เมื่อ 22 ธันวาคม 2568

15. ร้อยโท วุธจักร โททอง (จ.ส.อ.) จ่าเจ ชาว ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษสังกัดกองร้อยทหารม้าที่ 4 กองพันทหารม้าที่ 25 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ เสียชีวิต ด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด ระหว่าง การปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนในพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568

16. ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย (พล ทหาร) ชาวบ้านโปร่ง อำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน  จ.สุรินทร์ พลีชีพจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ขณะปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทคนา เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 

17. ร้อยตรี วายุ ขวัญเสือ(พลทหาร): ชาว ต.วังสำโรง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร/อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สังกัด พัน.ร.27 ร.31 พัน.3 รอ. เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งของฝ่ายกัมพูชาบริเวณพื้นที่ใกล้   ปราสาทคณา และปราสาทตาควาย อ. พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

18. ร้อยตรี ชาญชัย ผดุงโชค (พลทหาร) ชาวตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3)เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในสมรภูมิรบ บึงตะกวน-บ้านคลองแผง อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

19. ร้อยตรี ธนรัตน์ จันทร์ประทัด (พล ทหาร) : ชาวบ้านวังชมพู ต.เฝ้าไร่ อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 112 (ร.112 พัน.3) กองพลทหารราบที่ 11 เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในสมรภูมิบึงตะกวน-บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยถูกเครื่องยิงลูกระเบิด จากฝ่ายกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 

20. ร้อยตรี ธนกร สิงหาชาติ (พล ทหาร): ชาวบ้านเม็ก ตำบล เม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สังกัดกองร้อยทหารราบที่ 211 กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (พล.ร.6)กองกำลังสุรนารี ปฏิบัติหน้าที่พลยิงลูกระเบิด 40 มม. (M203) เสียชีวิตโดยอาวุธวิถีโค้ง จากการปฏิบัติหน้าที่ป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 

21. ร้อยตรี กฤตฏิกร สร้อยระย้า(พล ทหาร): ชาวบ้านหนองตะคลอง ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนหนองหญ้าไซวิทยา สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9 (ร.9 พัน.1) ค่ายสุรสีห์ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สมรภูมิฐานมะนาว เนิน677 ช่องอานม้า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568

22. ร้อยตรี มุสตากีม มาเจ๊ะมะ(พลทหารอาสาสมัคร) เป็นชาวไทยมุสลิม มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านสูแฆ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัดกองพันจู่โจม กรมรบพิเศษที่ 3 เสียชีวิต จากเหตุปะทะบริเวณ เนิน 677 ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ 13 ธันวาคม 2568

23. ร้อยตรี วสันต์ ขานหัวโทน เป็นชาวบ้านเทื่อม ต.เขือน้ำ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 13 (ร.13 พัน.3) ค่ายเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ จังหวัดอุดรธานี พลชี้เป้าบนหอคอย ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กระสุนศัตรูจนกว่าจะระบุตำแหน่งสำเร็จ เสียชีวิตที่สมรภูมิบ้านซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 17 ธันวาคม 2568

24. ร้อยตรี ภานุพัฒน์ เสาร์สา: ชาวบ้านพราน ต.ส้มป่อย อ.ราศรีไศล จ.ศรีสะเกษ อายุ 21 ปี วีรบุรุษทหารกล้า สังกัด ร.23 พัน.3 พลีชีพจากการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศบริเวณสมรภูมิเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2568

25. ร้อยตรี ธนพัฒน์ นันทะวงศ์(พลทหาร) ชาวบ้านเชือก ต.นาจิก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.3 รอ.) กองทัพภาคที่ 1 เสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สมรภูมิบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

26. ร้อยตรี ปฏิพัทธ์ ศรประดิษฐ์(พลทหาร) ชาวตำบลเกาะช้าง อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.)ค่ายพรหมโยธี ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อ27 ธ.ค. 2568

27. ร้อยตรี ทิวตะวัน พลเยี่ยม (พล ทหาร): ชาวบ้านห้วยทราย อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ พลปืนเล็ก กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.2 พัน.2 รอ.) ผู้เสียชีวิตจากจรวดบีเอ็ม 21 ในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติที่สมรภูมิบ้านหนองจาน จ.สระแก้วบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 26 ธ.ค. 2568

                  วีรกรรมของ 42 ทหารไทย ที่สละชีพเพื่อชาติ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ทำความดีด้วยการตั้งใจมั่น แน่วแน่ เพียรพยายาม (ภาวนามัย) ที่ควรแก่การเชิดชูบูชา

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กว่าจะได้กระเป๋าจักสานผักตบแต่ละใบ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

          ก่อนที่กระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบจะวางอยู่ในมือของผู้ใช้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากสายพานการผลิต หรือเครื่องจักรที่ทำงานรวดเร็ว แต่เกิดจากแรงกาย แรงใจ และเวลาของคนในชุมชนไทย ที่ต้องเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ ลุยน้ำลงไปในคลองหรือบึง เพื่อเก็บผักตบชวาต้นใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่น
          ผักตบหนึ่งกอ ไม่ได้ให้วัตถุดิบมากมายอย่างที่คิด กอหนึ่งใช้ได้เพียงไม่กี่ก้าน ต้องคัดเลือกเฉพาะก้านที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป   ต้องใช้แรงดึง แรงยก และความชำนาญ เพราะผักตบเปียกน้ำ มีน้ำหนักมาก และบางครั้งมีโคลน  เศษแก้วกระป๋องหรืองูพิษติดมาด้วย ทุกขั้นตอนล้วนเสี่ยงอันตรายและเหน็ดเหนื่อย

          เมื่อได้ผักตบสดมาแล้ว ยังไม่สามารถนำมาสานได้ทันที ต้องนำก้านผักตบไปล้าง ทำความสะอาด แล้วตากแดดจัดเป็นเวลาหลายวัน คอยกลับด้าน คอยสังเกต หากตากไม่แห้งพอ  จะขึ้นรา ถ้าโดนฝนก็ต้องเริ่มใหม่ ผักตบที่เน่าแล้วไม่อาจนำมาใช้ ต้องทิ้งอย่างน่าเสียดาย

           ก้านผักตบที่แห้งดีจะต้องนำมาถักเปียทีละเส้น ใช้มือค่อย ๆ บิด ค่อย ๆ ดึง ให้ได้ขนาดและความแน่นที่พอดี จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการสาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งสมาธิและประสบการณ์ สานสลับทีละเส้น ทีละมุม ถ้าผิดพลาเเพียงเล็กน้อย รูปทรงจะบิดเบี้ยว ต้องรื้อแล้วเริ่มใหม่
           กระเป๋าผักตบแต่ละใบจึงเป็นงานที่ต้อง “ใจเย็น” ใช้เวลานานหลายวัน  เมื่อสานเสร็จแล้ว ยังต้องนำกระเป๋าไปอบกำมะถันเพื่อป้องกันมอดและแมลง จากนั้นนำไปเคลือบแลกเกอร์ให้ผิวเงางาม แข็งแรง และใช้งานได้นาน ทุกขั้นตอนต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากพลาดเพียงครั้งเดียว กระเป๋าทั้งใบอาจเสียหาย ใช้งานไม่ได้
             แต่ความยากลำบากยังไม่สิ้นสุด ยังต้องหาช่องทางนำกระเป๋าไปขาย ต้องแบกรับต้นทุน ทั้งค่าวัสดุ ค่าเดินทาง และเวลาที่เสียไป บางใบขายได้ในราคาที่พออยู่ได้ บางใบกลับไม่มีคนเหลียวแล ต้องวางทิ้งไว้ หรือจำใจนำไปทิ้งเป็นขยะไร้ค่า ทั้งที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและแรงใจ
           เงินที่ได้จากกระเป๋าจักสานผักตบหนึ่งใบ จึงไม่ใช่เงินที่ได้มาง่าย ๆ หากเป็นค่าของความอดทน ความเพียร และภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เป็นรายได้เล็ก ๆ ที่หล่อเลี้ยงครอบครัว และช่วยให้ชุมชนยังคงยืนหยัดอยู่ได้
            ทุกครั้งที่เราเลือกใช้กระเป๋าผักตบไทย   เราไม่ได้เพียงเลือกของใช้ที่สวยงามและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่เรากำลังเลือกสนับสนุนแรงงานไทย
เลือกปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น
และช่วยให้ความตั้งใจของช่างจักสานไทยไม่สูญเปล่า

รักเมืองไทย ใช้ของไทย
ใช้กระเป๋าผักตบไทย 

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รองเท้าของคานธี

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600) ประเทศอังกฤษขยายอำนาจเข้ามาในอินเดียผ่านบริษัทอินเดียตะวันออก โดยเริ่มจากการเข้ามาค้าขายเครื่องเทศและผ้าทอ แต่เมื่อเห็นว่าอินเดียมีความมั่งคั่งมหาศาล อังกฤษจึงใช้กลอุบายทางการเมืองและกำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนทีละส่วน จนกระทั่งอินเดียตกเป็นอาณานิคมอย่างสมบูรณ์ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อังกฤษในปี พ.ศ. 2401 (ค.ศ. 1858)

                  ท่ามกลางความขัดแย้ง ชายอินเดียผู้หนึ่งนามว่า “คานธี” ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำในการกอบกู้เอกราชของประเทศ โดยไม่ได้ใช้กำลังอาวุธเหมือนการเรียกร้องเอกราชในประเทศอื่น แต่ใช้หลักการ “อหิงสา” (ไม่ใช้ความรุนแรง) และ”สัตยาเคราะห์” (การยึดมั่นในความจริง) ท่านสอนให้ชาวอินเดียเอาชนะความเกลียดชังด้วยความเมตตา และพิสูจน์ว่าพลังใจนั้นเข้มแข็งกว่ากระสุนปืน คานธีอธิบายว่าการใช้กำลังจะนำไปสู่ความเกลียดชังและการสูญเสีย แต่การใช้ความจริงและความเมตตาจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

                   ในช่วงปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) คานธีได้รณรงค์ให้ชาวอินเดียเลิกซื้อผ้าทอจากโรงงานทอผ้าของอังกฤษ แล้วหันมา “ปั่นด้าย” จากปุยฝ้าย ด้วยเครื่องปั่นด้ายมือหมุนแบบโบราณเพื่อทอผ้าฝ้ายแบบพื้นเมืองใช้เอง ท่านชักชวนคนอินเดียให้เห็นว่า การพึ่งพาตนเอง คือรากฐานของเสรีภาพที่แท้จริง

                     มีเรื่องเล่าสะท้อนหัวใจอันเปี่ยมเมตตาของท่านว่า ครั้งหนึ่งขณะคานธีกำลังยืนอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ รองเท้าข้างหนึ่งของท่านบังเอิญหลุดตกไปบนรางรถไฟ แต่แทนที่คานธีจะเสียใจ ท่านกลับถอดรองเท้าข้างที่เหลืออยู่แล้วโยนตามไปทันที โดยอธิบายแก่ผู้สงสัยภายหลังว่า “ เพื่อให้คนยากจนที่มาเก็บได้ ได้รับรองเท้าไปครบคู่ จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้”

                  เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เมื่ออังกฤษออกกฎหมายผูกขาดเกลือและเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม คานธีจึงเริ่มนำการเดินทางของมวลชนกว่าพันคน ด้วยการเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 380 กิโลเมตรเป็นเวลา 24 วัน ไปยังชายทะเลนาเกลือเมืองดันดี เมื่อถึงที่นั่น ท่านหยิบเม็ดเกลือขึ้นมาแล้วประกาศว่า “ทรัพยากรธรรมชาติเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใคร หรือประเทศใด”

                  ความพยายามอย่างยาวนานประสบผลสำเร็จ ในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2490 (ค.ศ. 1947) เมื่ออินเดียได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “ความเมตตาสามารถสั่นสะเทือนโลกได้” และเสรีภาพที่ยั่งยืนนั้นสร้างได้ด้วยความสงบและความเมตตาต่อกัน

                คานธีเรียกร้องเอกราชให้อินเดีย ด้วยการประท้วง เดินขบวน อดอาหาร และไม่ร่วมมือกับอังกฤษ โดยไม่ทำร้ายใคร หลักการนี้ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำทั่วโลก เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และเนลสัน แมนเดลา

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำความดีนั้นไม่จำเป็นต้องมากมายใหญ่โตอะไรนัก เพียงการบริจาครองเท้าเก่าๆ ข้างเดียวก็สามารถทำความดีได้

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.40 น.

ในยุคที่กระแสแฟชั่นต่างประเทศครองเมือง กระเป๋าแบรนด์เนมหรูแต่ละใบอาจมีราคาสูงลิ่วกว่าหลักแสนบาท สถานการณ์นี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนไทยหันมานิยมกระเป๋าจักสานไทย?”

กระเป๋าจักสานไทยมีราคาเพียงหลักพันบาท   แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม   และ ใช้งานจริงไม่ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนม หากได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและเข้าถึงได้ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมการรณรงค์ให้เห็นถึงคุณค่าในทุกเส้นตอกที่ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยความอดทนและความประณีต ตั้งแต่การลุยน้ำเก็บผักตบชวามาตากแดด ไปจนถึงการเหลาลำไม้ไผ่ให้บางดุจเส้นผมเพื่อสานเป็นลวดลายงดงาม

เครื่องจักสานนั้น  ถือเป็นหนึ่งในประดิษฐ์กรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ และเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาหลายพันปี โดยมีหลักฐาน แสดงให้เห็นรอยลวดลายจักสาน ซึ่งเป็นโครงทำเครื่องปั้นดินเผาอายุกว่า 3,000 ปีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี

วัสดุที่ใช้จักสานส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กระจูด ผักตบชวา ใบลาน หรือแม้แต่เส้นเงินและทองคำ ถึงแม้จะมีการใช้เส้นพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกในปัจจุบัน     แต่คุณค่าของงานจักสานแท้จากวัสดุธรรมชาติยังคงเป็นที่ยอมรับและชื่นชมทั่วโลก

ผลิตภัณ์จักสานไทยที่มีชื่อเสียง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น

•             ภาคกลาง: บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง, ท่างาม/ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี, พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครชัยศรี จ.นครปฐม, บางปะหัน จ.อยุธยา

•             ภาคใต้: นาเคียน จ.นครศรีธรรมราช, ควนขนุน จ.พัทลุง

•             ภาคเหนือ: บ้านบัว จ.พะเยา, งาว จ.ลำปาง, สารภี จ.เชียงใหม่

•             ภาคอีสาน: บ้านแพง จ.มหาสารคาม, ธาตุพนม จ.นครพนม

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่ได้มีเพียงตะกร้าหรือกระจาด แต่ยังรวมถึงหมวก รองเท้า เสื่อ กระติ๊บข้าว และเครื่องมือดักปลา เช่น ลอบและไซ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงให้การสนับสนุนและทรงใช้เครื่องจักสานไทยในพระราชกรณียกิจเสมอมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรายได้แก่ช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ นับเป็นพลังแห่งการส่งต่อความดี

เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยและชมรมเสมาพัฒนาชีวิต    ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยวิธีการแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร   โดยไม่ได้แจกถุงยังชีพที่มีข้าวสารอาหารแห้งอย่างที่นิยมทำกันเป็นประจำ แต่ได้ใช้เงินของมูลนิธิ ไปซื้อกระเป๋าจักสานไม้ไผ่ หวาย และผักตบชวาจากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 126 ใบ รวมมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท แล้วนำไปมอบเป็นของสมณาคุณฟรีแก่ผู้บริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทยในกิจกรรม “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” ที่      ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  ทำให้เงินก้อนเดียวทำบุญได้สามทอด  คือเพิ่มรายได้ให้คนน้ำท่วม  ช่วยชีวิตคนโรคหัวใจ  และได้ทำบุญ ถวายพระพันปีหลวง

นอกจากนี้ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้จัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชื่อ “ช่วยชาวบ้านจากน้ำท่วม ช่วยกันซื้อกระเป๋าจักสาน” (Help the Villagers affected by the floods by buying woven bags) เผยแพร่ผ่าน YouTube เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานศิลปะไทยสู่ระดับสากล    โดยคาดหวังว่าอาจจะมีคำสั่งซื้อกระเป๋าจักสานไทยจากลูกค้าต่างประเทศ 

รับชมวิดีโอได้ที่นี่  : https://www.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g

การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์จักสานไทย ไม่เพียงเป็นการได้ครอบครองของใช้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติไทย ส่งเสริมอาชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม  และเป็นการทำความดีตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน “รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย” เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เด็กชายกับข้าวต้มมัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

            เช้าวันหนึ่งเด็กชายน้อยสะพายกระเป๋านักเรียนใบเก่า ภายในกระเป๋า มีข้าวต้มมัดสองห่อ ที่แม่ให้ไปกินตอนหิว

            ระหว่างทาง เขาเห็นผีเสื้อปีกสีเหลือง กำลังดิ้นรน ติดอยู่ในใยแมงมุม

            เด็กชายค่อย ๆ เอื้อมมือไป แกะใยออกทีละเส้น ทำให้ผีเสื้อหลุดออกจากใยแมงมุมได้  มันโบยบินวนรอบเด็กชายสองรอบ เหมือนจะบอกว่า“ขอบคุณนะ!”แล้วก็บินหายไป

            พอใกล้ถึงโรงเรียน เด็กชายเห็นชายไร้บ้านคนหนึ่ง ยืนพิงกำแพง อยู่ข้างถนน หน้าซีด ผอมโซ เด็กชายเปิดกระเป๋า หยิบข้าวต้มมัดที่แม่ให้มาหนึ่งห่อ แล้วยื่นให้

            “ลุงครับ…ผมมีข้าวต้มมัดสองห่อ แบ่งให้ลุงหนึ่งห่อครับ  ”

            ชายคนนั้นรับข้าวต้มมัดไป มือสั่นเล็กน้อย กัดคำแรกแล้วน้ำตาคลอ

            เด็กชายรู้สึกแปลกใจ ถึงแม้ข้าวต้มมัดของเขาจะหายไปหนึ่งห่อ แต่หัวใจของเขากลับเต็มอิ่มมากกว่าเดิม 

            ในห้องเรียนวันนั้น ก็ยังมีเรื่องดี ๆ ต่อเนื่อง เพราะเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ กระซิบเสียงเบา “เราลืมเอาดินสอมา…”

            เด็กชายไม่พูดอะไรเพียงหยิบดินสอที่มีหลายแท่งในกระเป๋า แล้วยื่นให้

            เมื่อครูทราบเรื่อง ข้าวต้มมัด และดินสอ ครูก็ยิ้มแล้วพูดกับนักเรียนทั้งห้องว่า

           “การทำความดีนั้นไม่ต้องมากมายอะไร เพียงแค่การแบ่งปันในสิ่งที่มีเพียงเล็กน้อย ก็เป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ได้”

            เด็กชายน้อยยิ้ม มองกระเป๋าใบเก่าของตัวเองที่มิได้เหลือเพียงข้าวต้มมัดห่อเดียว แต่เต็มไปด้วย ความสุข ความเมตตา และหัวใจที่อบอุ่น

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเพื่อนรักสองคนกำลังออกเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ร่วมกัน ในระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยล้าและร้อนระอุ ทั้งคู่เกิดมีความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นการโต้เถียงอย่างรุนแรง ด้วยความโกรธชั่ววูบ เพื่อนคนหนึ่งจึงยั้งมือไม่อยู่และ ตบหน้า เพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

                   เพื่อนคนที่ถูกตบรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้โต้ตอบหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่ก้มลงไปแล้วใช้นิ้ว เขียนลงบนพื้นทราย ว่า:

                   “วันนี้ เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน”

                   พวกเขายังคงเดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับ แหล่งน้ำกลางทะเลทราย “โอเอซิส”ที่เขียวขจี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะพักและลงอาบน้ำเพื่อคลายความร้อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนคนที่เคยถูกตบหน้าเกิดเป็นตะคริวและเริ่มจมลงไปในบึงน้ำที่ลึกโคลนดูด

                   เพื่อนอีกคนเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล เขาพยายามสุดกำลังจนสามารถดึงเพื่อนขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เมื่อเพื่อนที่เกือบจมน้ำฟื้นตัวและหายจากอาการตกใจ เขาก็หยิบสิ่วเล่มเล็กออกมาจากย่าม แล้วบรรจง สลักลงบนก้อนหิน ใหญ่ริมน้ำว่า:

                  “วันนี้ เพื่อนรักของฉันได้ช่วยชีวิตฉันไว้”

                  เพื่อนคนที่ตบหน้าและช่วยชีวิตเขารู้สึกสงสัยจึงถามว่า

                  “ตอนที่ข้าทำร้ายเจ้า เจ้าเขียนลงบนทราย แต่ทำไมตอนนี้เจ้าถึงสลักลงบนหินล่ะ?”

                  เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบด้วยแววตาที่สงบว่า: “เมื่อมีใครบางคนทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ เราควรบันทึกลงบน ‘ผืนทราย’ เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัย พัดทำลายร่องรอยความบอบช้ำทั้งหลายให้จางหายไปในเวลาอันสั้น แต่เมื่อมีใครทำสิ่งดีๆ ให้แก่เรา ควรสลักคุณความดีนั้นไว้บน ‘ก้อนหิน’ เพื่อที่จะเป็นหลักฐานอันถาวร ที่ยากจะลบล้างไปได้”

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้อภัยคือการปล่อยความทุกข์ให้หายไปกับกาลเวลาเหมือนรอยบนทราย ส่วนการจดจำความดีคือการสร้างความสุขให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเหมือนรอยสลักบนหิน”

                 เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง ทรายกับก้อนหิน The Sand and the Stone ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการให้อภัยและกตัญญู ที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ทราบต้นทาง 

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนตะวันออกกลางอันกว้างใหญ่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนามว่า อาลาดิน อาศัยอยู่กับแม่ผู้ยากไร้   ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง อาลาดินเป็นเด็กขี้เกียจที่มีจิตใจดี  โดยมีชีวิตลำบากยากเข็ญจนบางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ

                  วันหนึ่ง มีพ่อมดเจ้าเล่ห์ปลอมตัวเป็นอาของอาลาดิน หลอกล่อให้เขาเข้าไปในถ้ำเพื่อนำ “ตะเกียงน้ำมันโบราณ” อันหนึ่งออกมา เมื่ออาลาดินได้ตะเกียงแล้ว พ่อมดจะแย่งชิงตะเกียงและขังเขาไว้ในถ้ำ แต่อาลาดินบังเอิญใช้มือถูตะเกียงนั้นเข้า!

                  ทันใดนั้นก็มี “ยักษ์จีนี่”  ร่างใหญ่ก็ปรากฏกายออกมาจากตะเกียง พร้อมกล่าวกับอาลาดินที่ใช้มือถูตะเกียงว่า 

                  “นายแห่งตะเกียง หากท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าจะบันดาลให้เป็นจริง!”

                  อาลาดินกลับมาหาแม่พร้อมกับพรวิเศษ เขาสามารถขออะไรก็ได้จากยักษ์ในตะเกียงตามใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นทองคำมหาศาล ปราสาทที่งดงาม หรือเสื้อผ้าที่ถักทอด้วยเพชรนิลจินดา แต่อาลาดินไม่ได้หลงระเริงไปกับอำนาจนั้น

                  อาลาดินนึกถึงความลำบากที่เคยพบมาก่อน จึงใช้ยักษ์และทรัพย์สินที่มี:

แบ่งปันผู้ยากไร้: เขาจัดตั้งโรงทานและมอบเงินให้แก่ราษฎรที่อดอยาก
พัฒนาบ้านเมือง: เขาสร้างบ่อน้ำและที่พักพิงให้คนไร้บ้าน
ใช้ใจแลกใจ: เขาไม่ได้ใช้เวทมนตร์บังคับให้ใครรัก แต่ใช้ความมีเมตตาซื้อใจคน

                 ต่อมาอาลาดินตกหลุมรัก เจ้าหญิงแบดรูลบาดูร์    อาลาดินไม่ได้ใช้เพียงความร่ำรวยไปขอความรัก แต่เขาพิสูจน์ให้องค์สุลต่านเห็นว่า ความมั่งคั่งของเขานั้นไหลเวียนไปสู่ความสุขของประชาชน แม้ภายหลังจะถูกพ่อมดกลับมาชิงตะเกียงไป แต่อาลาดินก็ใช้สติปัญญาและความดีงามที่เขาสั่งสมมา จนสามารถเอาชนะพ่อมดและชิงทุกอย่างกลับคืนมาได้

                 ต่อมาอาลาดินได้ครองคู่กับเจ้าหญิงอย่างมีความสุข ไม่ใช่เพราะเขามีตะเกียงวิเศษ แต่เพราะเขารู้จัก “การให้” เมื่อเขามีอำนาจอยู่ในมือ เขาเรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการครอบครองคนเดียว แต่มาจากการทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้และแบ่งปันสร้างความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้

                 เรียบเรียงจากนิทานอาหรับพันหนึ่งราตรี เรื่อง อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ  Aladin and the Magic Lamp ซึ่งมีรากฐานมาจากนิทานจีนโบราณ ที่สอนให้รู้จักแบ่งปัน

อาทร  จันทวิมล