บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า...ช่วยชาติ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิซ่า…ช่วยชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                   ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่ เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                    เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์ ภาพที่เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                    ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                    การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                    ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                    คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                   กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ ดินแดนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของประเทศไทย   มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่า “ลิซ่า” เธอเป็นคนไทยที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ จนวันหนึ่งความสามารถและความมุ่งมั่น  ได้นำพาเธอไปเป็นดาราสาว ผู้มีชื่อเสียงก้องโลก ไม่ว่าเธอจะไปที่ไหน แสงไฟและสายตาของคนทั้งโลกต่างก็จับจ้องมาที่เธอ แต่สิ่งหนึ่งที่ลิซ่าไม่เคยลืมและพกติดตัวไปทุกที่ คือ “หัวใจความเป็นไทย”

                     ลิซ่าตระหนักเสมอว่าการช่วยชาตินั้นทำได้หลายวิธี   ไม่เพียงแค่การเป็นทหารปกป้องชายแดน หรือ การเสียภาษี      แต่การขวนขวายช่วยในกิจการที่ถูกที่ควรตามหลัก เวยยาวัจจมัย ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนา  ก็เป็นความดีที่ยิ่งใหญ่       เธอเลือกใช้ชื่อเสียงของเธอ  ทำความดี ด้วยการสนับสนุนประเทศไทย

                      เมื่อลิซ่าเดินทางกลับบ้านเกิดที่บุรีรัมย์  ภาพที่ เธอไปกิน “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  และไปเดินถือ “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา กลายเป็นพลังมหาศาลที่เปลี่ยนจากความธรรมดาให้กลายเป็นความนิยมระดับโลก ทำให้พ่อค้าแม่ค้ามีรายได้ ขายดี   และเศรษฐกิจในชุมชนคึกคัก

                     ลิซ่าเป็นผู้นำในการ “ใช้ของไทย” และ “เที่ยวเมืองไทย” เธอสวมชุดไทยประยุกต์และผ้าทอมืออย่างสง่างาม จนชาวโลกต้องเหลียวมอง

                    เมื่อเธอไปเยือน “ทะเลบัวแดง” ที่จังหวัดอุดรธานี ความงามของธรรมชาติไทยก็ถูกปักหมุด ในแผนที่ท่องเที่ยวโลกทันที   นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศจำนวนมาก  พากันไปเช่าเรือชมทะเลบัวแดงแบบลิซ่า  นำรายได้มาสู่เจ้าของเรืออย่างไม่เคยมีมาก่อน

                     การกระทำของลิซ่าทำให้คนไทยหันมานิยมไทย กินของไทย และภูมิใจในสินค้าไทยที่ผลิตโดยฝีมือคนในชาติเอง

                     ท่ามกลางเวทีระดับโลก ลิซ่ามักจะปรากฏตัวพร้อม “รอยยิ้มสยาม” ที่จริงใจและอบอุ่น รอยยิ้มของเธอคือทูตวัฒนธรรมที่บอกเล่าถึงความโอบอ้อมอารีของคนไทยโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด และในทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะประกาศก้องด้วยความภาคภูมิใจว่า “I am a Thai” (ฉันเป็นคนไทย)

                     คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าและภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก เธอทำให้ทุกคนเห็นว่าคนไทยมีศักยภาพ มีรสนิยม และมีวัฒนธรรมที่ล้ำค่า

                     นอกจากการส่งเสริมเศรษฐกิจแล้ว ลิซ่ายังนำรายได้และความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อสังคม เธอขวนขวายทำความดีด้วยการบริจาคเงินช่วยให้ ให้คนไทย และผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลมีชีวิตที่ดีขึ้น การกระทำของเธอเป็นการช่วยชาติในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการสืบสานวัฒนธรรม

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การช่วยชาตินั้นเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยรอยยิ้ม ความภูมิใจ และการสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง เหมือนที่ลิซ่าทำให้ดูเป็นแบบอย่างแม้เธอจะโด่งดังระดับโลกเพียงใด แต่การกินของไทย ใช้ของไทย และการประกาศตัวว่าเธอเป็นคนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ คือความดีที่งดงามและทรงพลัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เขื่อนรั่วที่ฮอลแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ชาวเมืองจึงต้องสร้าง “เขื่อน” ขนาดมหึมาขึ้นมาเพื่อกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนและไร่นา เขื่อนเหล่านี้เปรียบเสมือนกำแพงชีวิตที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแล

                  ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมชายฝั่งชื่อ บ้านฮาร์เล็ม   มีเด็กชายอายุ 10 ปี คนหนึ่งชื่อ “ฮันส์”  เขาเป็นเด็กช่างสังเกตและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่เสมอ ทุกวันหลังเลิกเรียน ฮันส์มักจะเดินเล่นเลียบไปตามแนวเขื่อนเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยตามคำสอนของพ่อที่ว่า “เขื่อนคือชีวิตของพวกเรา หากเขื่อนพัง ทุกอย่างจะหายไปในพริบตา”

                   เย็นวันหนึ่ง ขณะที่พายุเริ่มตั้งเค้าและลมทะเลพัดแรง ฮันส์สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติที่ผนังเขื่อนดิน มีน้ำสายเล็กๆ พุ่งออกมาจากรูกลมๆ ขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย

ฮันส์ตกใจมาก เขารู้ดีว่าน้ำทะเลมีความดันมหาศาล หากปล่อยให้รูเล็กๆ นี้รั่วต่อไป แรงดันน้ำจะกัดเซาะให้รูนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเขื่อนทั้งแถบพังแตกทลายลง และในค่ำคืนที่พายุมาเช่นนี้ ชาวเมืองที่กำลังนอนหลับใหลจะไม่มีทางหนีทัน

                  “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย! เขื่อนรั่ว!” ฮันส์ตะโกนสุดเสียง แต่เสียงของเขาถูกลมพายุกลืนหายไปจนหมด ไม่มีใครผ่านมาแถวนั้นเลย

                   เมื่อไม่มีใครมาช่วย  ฮันส์ตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญ เขาใช้ “นิ้วมือ” ของตัวเองยัดอุดเข้าไปในรูรั่วนั้นทันที ความเย็นเฉียบของน้ำทะเลพุ่งเข้าปะทะปลายนิ้ว แต่เขาสัมผัสได้ว่าน้ำหยุดไหลแล้ว

                   เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง จากเย็นสู่ค่ำ และจากค่ำสู่ดึกสงัด ร่างกายของฮันส์เริ่มสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ นิ้วมือของเขาเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ความเจ็บปวดลามไปทั่วทั้งแขนและร่างกาย แต่ฮันส์ไม่ยอมขยับเขยื้อน

                   เขารู้ว่าถ้าเขาถอนนิ้วออกตอนนี้ น้ำจะพุ่งแรงกว่าเดิม และหมู่บ้านด้านล่างจะจมน้ำทันที “ฉันจะทิ้งหน้าที่นี้ไม่ได้… ทุกคนกำลังนอนหลับอย่างปลอดภัยเพราะฉันอุดรูนี้อยู่” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยสติที่เริ่มเลือนลาง

                   เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวเมืองที่เดินผ่านมาพบร่างของเด็กชายตัวน้อยก้มหน้าพิงอยู่กับเขื่อน นิ้วมือของเขายังคงอุดแน่นอยู่ในรูรั่วนั้น แต่ร่างกายของฮันส์เย็นชืดและเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากความหนาวเย็นเพื่อรักษาชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านไว้

                   ชาวเมืองต่างพากันร้องไห้และยกย่องในความกล้าหาญ ฮันส์ไม่ได้เป็นแค่เด็กชายธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือ “วีรบุรุษ” ผู้สอนให้โลกได้รู้ว่า “ความรับผิดชอบ” แม้ในเรื่องที่ดูเหมือนเล็กน้อย ก็สามารถรักษาชีวิตและสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไว้ได้

                    เรื่องนี้แปลมาจากนิทานเนเธอร์แลนด์ The Little Dutch Boy ที่เล่าต่อกันมากว่าร้อยปี

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุหรือพละกำลัง แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการมองเห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายอย่างที่สุด  

                     “แม้เด็กจะตัวเล็ก  แต่ก็ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้”

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ คนพายเรือเจอนักคอมพิวเตอร์

วันเสาร์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีนักคอมพิวเตอร์หนุ่มนักเรียนนอก ท่าทางภูมิฐาน เดินทางไปในชนบทที่ห่างไกล     ในมือของเขาถือสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ระหว่างทางต้องข้ามแม่น้ำ เชี่ยวกราก อันกว้างใหญ่  ที่ไม่มีสะพาน จึงต้องเรียกใช้บริการเรือพายรับจ้างของตาแก่คนหนึ่ง

                    ขณะที่เรือพายกำลังลอยลำอยู่กลางน้ำ นักคอมพิวเตอร์ชวนลุงพายเรือคุยอวดภูมิปัญญาของตน  และมองว่าคนพายเรือไม่รู้จักเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

                    นักคอมพิวเตอร์: “ลุงครับ ลุงใช้คอมพิวเตอร์เป็นไหม? รู้จัก Ai หรือโปรแกรมเขียนโค้ดบ้างหรือเปล่า?”

                    คนพายเรือ: (ยิ้มกว้างเห็นฟันหลอ) “โอ๊ย… ลุงใช้ไม่เป็นหรอก  คอมพิวเตอร์อะไรนั่นน่ะ ลุงรู้จักแต่ไม้พายกับใบบัว”

                   นักคอมพิวเตอร์: (ส่ายหน้า) “โธ่ลุง! ถ้างั้นชีวิตของลุงเสียไปครึ่งหนึ่ง ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วนะเนี่ย     รู้ไหมว่าโลกสมัยนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว!”

                   ลุงพายเรือพยักหน้าตาม   แล้วถามด้วยความสงสัย:

                   คนพายเรือ: “ที่หมู่บ้านของลุงเนี่ย ไฟฟ้าก็ไม่มี สัญญาณเน็ตก็เข้าไม่ถึง แล้วไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะใช้ได้ยังไงล่ะ?”

                  นักคอมพิวเตอร์:  “สบายมากครับลุง ผมมีแผงโซลาร์เซลล์พกพาผลิตไฟจากแดดร้อนๆ นี่แหละ แถมยังมีเครื่องรับสัญญาณดาวเทียมจากสเปซเอกซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสค์  ไม่ว่าจะอยู่กลางป่าหรือกลางน้ำ ผมก็ต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั่วโลก!”

                  ลุงพายเรือมองก้อนเมฆสีดำที่ฝนเริ่มตั้งเค้า  แล้วถามต่อ:

                 คนพายเรือ: “ถ้าฝนตกหนักจนเครื่องมันเปียก หรือถ้ามันลื่นหลุดมือตกน้ำไปล่ะ?”

                 นักคอมพิวเตอร์: ตอบอย่างมั่นใจว่า “เครื่องของผมห่อถุงพลาสติกกันน้ำไว้อย่างดี แถมรุ่นนี้เขามีมาตรฐานกันน้ำลึก 50 เมตรครับลุง ไม่ต้องห่วง!”

                 คนพายเรือ: “… แล้วถ้าพวกสแกมเมอร์ หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เขาว่ากันว่าเก่งนักเก่งหนา โทรมาหลอกลวงล่ะ จะป้องกันยังไง?”

                 นักคอมพิวเตอร์: “เรื่องพื้นฐานครับลุง! ผมไม่รับเบอร์แปลกเด็ดขาด และที่สำคัญผมใช้หลัก ‘กาลามสูตร’ ของพระพุทธเจ้า ไม่ปลงเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิจารณาและพิสูจน์ด้วยเหตุและผล    ใครจะมาหลอกต้มตุ๋นไม่ได้หรอกครับ”

                 ทันใดนั้นเอง!   เกิดพายุลมแรง  มีคลื่นใหญ่และกระแสน้ำวนเบื้องล่าง ทำให้เรือพุ่งชนก้อนหินอย่างจัง “โครมมม!” น้ำไหลทะลักเข้าอย่างรวดเร็ว เรือเริ่มจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ

                  ลุงพายเรือเตรียมตัวโดดน้ำ แล้วถามคำถามสุดท้ายด้วยเสียงอันดัง:

                  ” ในเครื่องสเปซเอกซ์หรือตำรากาลามสูตรน่ะ มีบทไหนสอนวิธีว่ายน้ำ ตอนเรือล่มบ้างไหม?”

                  นักคอมพิวเตอร์หนุ่มหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ โทรศัพท์มือถือหลุดมือจมน้ำหายไป เขาตัวสั่นเทา ร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัวแล้วตะโกนสุดเสียงว่า:

                  “ช่วยด้วยยยย! ลุงช่วยผมด้วย! ผมว่ายน้ำไม่เป็น!”

                  ลุงตอบทันทีว่า   “ถ้าเช่นนั้น  ชีวิตของท่านก็คงจะหายไปทั้งหมด ร้อยเปอร์เซ็นต์  ถ้าไม่มีใครมาช่วยชีวิตไว้”

                  คนพายเรือคว้าคอเสื้อนักคอมพิวเตอร์ แล้วพาส่งฝั่งได้อย่างปลอดภัย  แล้วบอกนักคอมพิวเตอร์ว่า   คนเรานั้นต้องให้รู้จักให้เกียรติผู้อื่น ไม่ว่าเขาจะมีความรู้ในด้านที่เราถนัดหรือไม่ก็ตาม   การละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน  (ไม่มีอปจายนมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ 10  ด้วยการใช้วาจาโอ้อวดและเหยียดหยามความสามารถของคนอื่นนั้นจะนำอันตรายมาสู่ตน

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:”ความรู้ทางเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตสะดวกสบาย แต่ความรู้พื้นฐานในการเอาชีวิตรอด คือหลักประกันที่สำคัญที่สุดของชีวิต  อย่าเป็นคนมีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด”

                 เรียบเรียง  จากนิทานเปอร์เชีย โบราณอายุ 700 ปี จากคัมภีร  Masnavi เรื่องคนคงแก่เรียนกับคนพายเรือ  “The Grammarian and the Boatman” แต่งโดย รูมิ Rumi  ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้เปรียบเทียบระหว่าง “ความรู้ทางทฤษฎีหรือสติปัญญา” (Logic/Grammar) กับ “ความรู้ทางปฏิบัติ” (Practical Skill)  

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงกับปูขุดรูแข่งกัน

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.10 น.

                 กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้   ที่ป่าชายเลนริมทะเล   มีลิงแสมหนุ่มชื่อจ๋อ ที่มีความสามารถรอบด้าน เช่นการปีนต้นไม้และดำน้ำจับปลา โดยมีความเชี่ยวชาญพิเศษในการเอาหางแย่รูปู ให้ปูหนีบหาง  ดึงหางลากปูขึ้นมา  แล้วใช้หินทุบกระดองปูเพื่อกินเนื้อปูเป็นอาหาร     ลิงจ๋อมีความภูมิใจในความเก่งกล้าของตนมาก  ชอบคุยโม้ท้าแข่งขันกับสัตว์อื่นทุกตัว  ด้วยความลำพองใจ

                วันหนึ่ง ขณะที่ลิงจ๋อกำลังปีนต้นแสมอยู่ที่ป่าชายเลน    เห็นปูตัวหนึ่งคลานต้วมเตี้ยมขึ้นมาจากรู เพื่อหาอาหารและเดินเล่นบนชายหาด    จ๋อไม่รอช้า กระโดดเข้าหา แล้วใช้มือตะครุบจับปูตัวนั้นด้วยความว่องไว  ปูตกใจมาก ร้องขอชีวิต

                “อย่าเพิ่งกินฉันเลย  ลิงจ๋อ ฉันมีข้อเสนอดีๆ มาให้” ปูกล่าว

               “ข้อเสนออะไร?” จ๋อถามอย่างสงสัย

               “จ๋อไม่ได้เก่งทุกอย่างตามที่คุยโม้หรอก  มาแข่งขุดรูแข่งกันไหมล่ะ ถ้าจ๋อชนะ ฉันจะยอมให้กิน แต่ถ้าฉันชนะ จ๋อต้องปล่อยฉันไป” ปูเสนอ

               ลิงจ๋อลำพองใจในความเก่งกล้าสามารถของตัวเองที่ไม่เคยแพ้ใคร  จึงตอบตกลง ว่าจะไปแข่งที่ขุดรูที่หาดทราย โดยขอให้เสือเป็นกรรมการ

               เมื่อไปถึงหาดทราย ลิงจ๋อเริ่มขุดรูอย่างรวดเร็ว ด้วยความถนัดในการปีนป่าย จ๋อจึงขุดรูได้ลึกและรวดเร็ว   แต่เมื่อขุดทรายไปได้ไม่นาน จ๋อก็เริ่มเหนื่อย จึงหยุดนั่งพัก

               ในขณะเดียวกัน ปูตัวนั้นก็ค่อยๆ ขุดรูของมันอย่างเงียบๆและต่อเนื่องใต้พื้นทราย ลัดเลาะไปตามซอกหินเหมือนรากไม้   เมื่อลิงจ๋อพักเหนื่อยเสร็จ ก็กลับมาขุดรูต่อ แต่แล้วลิงก็ต้องตกใจ เพราะปูแสมคู่แข่ง   ได้ขุดรูใต้หาดทราย   หายตัว หนีรอดลงทะเลไปเรียบร้อยแล้ว  

               นิทานนี้แสดงถึงผลร้ายของการไม่อ่อนน้อมถ่อมตน  (อปจานมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ 10    เนื่องจากลิงที่มีนิสัยชอบคุยโม้ท้าทายผู้อื่นและหยิ่งยะโสว่าตนขุดดินเก่งกว่าปู   จึงทำให้ปูขุดรูหนีลงทะเลไปได้  สอนให้เราลดมานะละความถือตัว เพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อน

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :    คนเก่งที่สุดหรือแข็งแรงที่สุด  อาจไม่ใช่ผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน โดยอาจพ่ายแพ้ แม้แต่ในเรื่องที่ตนมีความสามารถสูง     ผู้ที่ มีปัญญา อดทน  สายป่านยาว ปรับตัวได้  ไม่ยอมแพ้ มักเป็นผู้อยู่รอดและได้ชัยชนะในระยะยาว 

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลวกสร้างรัง

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ มีปลวกฝูงหนึ่งกำลังเตรียมตัวสร้างรังใหญ่เพื่อหลบภัยในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง แม้ว่าปลวกแต่ละตัวจะมีพละกำลังมหาศาลเมื่อเทียบกับขนาดตัว แต่มีบุคลิกที่พิเศษประการหนึ่งคือ “ความอ่อนน้อม”

                   นางพญาปลวกเรียกประชุมปลวกทุกตัว และกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “ลูกๆ ทั้งหลาย รังที่ยิ่งใหญ่นี้มิอาจสร้างได้ด้วยความแข็งแรงของปลวกทหาร หรือความว่องไวของปลวกสำรวจเพียงลำพัง แต่จะสำเร็จได้หากพวกเราวางความถือดีลง และให้เกียรติในหน้าที่ของกันและกัน”

1.ปลวกสำรวจ: เมื่อกลับมาจากการหาทำเล ไม่ได้โอ้อวดว่าตนลำบากกว่าใคร หรือเก่งกว่าใครที่หาทางถูก แต่กลับกล่าวขอบคุณปลวกทหารที่ช่วยเฝ้าระวังภัย2.ปลวกทหาร: แม้จะมีร่างกายกำยำและอาวุธร้ายแรง แต่ไม่เคยข่มเหงปลวกงานที่ตัวเล็กกว่า     

3.ปลวกงาน: ปลวกงานแต่ละตัวที่คาบเศษดินมา ไม่เคยคิดว่า “ดินก้อนของฉันสำคัญที่สุด” หรือ “ฉันทำมากกว่าตัวอื่น” เมื่อปลวกงานเดินสวนกัน พวกมันจะหยุดทักทายและใช้หนวดแตะกันเพื่อแสดงความเคารพและให้กำลังใจ

                 มีปลวกหนุ่มตัวหนึ่งพยายามจะยกกิ่งไม้ใหญ่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง   เพื่อหวังคำชม แต่ก็ทำไม่สำเร็จจนเกือบถูกกิ่งไม้ทับ ปลวกตัวอื่นๆ ไม่ได้หัวเราะเยาะ แต่รีบเข้ามาช่วยกันประคองอย่างสุภาพ ปลวกหนุ่มจึงเข้าใจว่า “ความอวดดีนั้นหนักกว่ากิ่งไม้ แต่ความอ่อนน้อมต่างหากที่ช่วยให้งานเบาลง”

                 ในที่สุด รังปลวกที่สลับซับซ้อนก็สำเร็จลง ไม่ใช่ด้วยการแย่งกันเป็นใหญ่ แต่สำเร็จด้วยการ “ยอมเป็นส่วนเล็กๆ” ที่ประดิดประดอยเข้าด้วยกัน

                 นางพญาปลวกสอนบทเรียนว่า “รังนี้มั่นคงเพราะพวกเจ้ารู้จักลดตัวลงเพื่อประสานกับผู้อื่น เหมือนก้อนดินที่ยอมให้ก้อนอื่นทับถัดไปเพื่อให้ฐานรากแน่นหนา”

                 ข้อคิดตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องความอ่อนน้อม   (อปจายนมัย):

1.ลดอัตตา (No Ego): ความสำเร็จในทีมเริ่มจากการไม่ยึดถือว่า “ฉันเก่งที่สุด” แต่ยอมรับว่าทุกคนมีส่วนสำคัญ

2.การให้เกียรติ (Respect): การเคารพในหน้าที่ของผู้อื่น (ไม่ว่างานนั้นจะดูเล็กน้อยเพียงใด) คือกาวชั้นดีที่ยึดโยงองค์กรไว้

3.ความอ่อนโยนคือพลัง (Soft Power): ปลวกที่รู้จักอ่อนน้อม สามารถสร้างรังที่แข็งแกร่งกว่าศิลาได้ด้วยพลังแห่งการร่วมใจ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ จุดที่สูงที่สุดของโลก บนพื้นที่อันหนาวเหน็บ ของประเทศเนปาล มีภูเขามหึมาตั้งตระหง่านอยู่ มีนามว่า “หิมาลัย” ที่ทะนงตนว่า “ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะยิ่งใหญ่และมั่นคงไปกว่าข้า”

                    ท่ามกลางแสงแดดที่กระทบยอดเขา หิมะขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ แล้วรวมตัวกันเป็นลำธารสายเล็ก ซึ่งจะไหลไปยังแม่น้ำสำคัญของประเทศอินเดียชื่อ “คงคา”

                    เมื่อขุนเขาหิมาลัยเห็นสายน้ำสายเล็กๆ กำลังจะไหลลงสู่เบื้องล่าง จึงเอ่ยทักด้วยเสียงดังกัมปนาทว่า “เจ้าหยดน้ำกระจ้อยร่อย! เจ้าจะไปไหน? ดูสิว่าข้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าขวางกั้นเมฆ และบดบังแสงอาทิตย์ได้ แต่เจ้านั้นอ่อนแอและนุ่มนิ่มเหลือเกิน ใครขวางทางก็ต้องหลบ เจ้าไม่ละอายหรือที่ต้อง’ยอม’ ให้สิ่งอื่นอยู่เสมอ?”

                    สายน้ำคงคาไม่ได้โกรธเคือง เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับด้วยความสุภาพว่า “ท่านขุนเขาหิมาลัยผู้ยิ่งใหญ่ ท่านแข็งแกร่งและมั่นคงนัก แต่ข้ามีจุดหมายคือไหลไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ข้านั้นไม่ได้อ่อนแอ… เพียงแค่ ‘อ่อนน้อม’ เพื่อให้การเดินทางของข้าราบรื่นเท่านั้นเอง”

                    ตลอดเส้นทางอันยาวไกล ขุนเขาหิมาลัย จงใจวางอุปสรรคเพื่อทดสอบความอ่อนน้อมของสายน้ำ:

                    โขดหินยักษ์: ขุนเขาหิมาลัยใช้หินผาใหญ่ที่ไม่มีวันขยับขวางทางไว้ แต่แทนที่สายน้ำคงคาจะพุ่งชนให้ตัวบาดเจ็บแตกสลาย เธอเลือกที่จะ “ไหลอ้อม”ก้อนหิน ไปอย่างช้าๆ เธอให้เกียรติหินที่อยู่มาก่อน ไม่ดึงดันเอาชนะ เพียงเพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรี

                    ทางต่างระดับ: ขุนเขาหิมาลัยสร้างเหวลึก หวังให้คงคาหวาดกลัว แต่เธอกลับ “ยอมลดตัวลงต่ำ” เปลี่ยนตัวเองเป็นน้ำตกที่สง่างาม ยิ่งเธอยอมลดตัวลงต่ำเท่าไหร่ พลังที่ส่งเธอไปข้างหน้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

                    ช่องแคบ: เมื่อต้องผ่านถ้ำที่มืดมิคและแคบชัน คงคาไม่บ่นด่าโชคชะตา แต่เลือก “บีบตัวให้เล็ก” ถ่อมตัวลง จนไหลลอดผ่านช่องว่างที่แคบที่สุด ออกมาได้สำเร็จ

                    เวลาผ่านไปหลายล้านปี… ขุนเขาหิมาลัยที่เคยทะนงตน กลับเริ่มสึกกร่อนเพราะถูกลมฝนและสายน้ำกัดเซาะ และสุดท้ายหินที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อแรงซึมลึกของน้ำที่ต่อเนื่อง “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”

                    “สายน้ำคงคา” ยิ่งอ่อนน้อม อ่อนโยน ยิ่งไหลลงสู่ที่ต่ำ คงคากลับได้รับน้ำจากลำธารสายอื่นๆ มารวมตัวกัน จนกลายเป็นแม่น้ำยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนนับล้าน และสุดท้ายก็ได้หลอมรวมกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ตามความปรารถนา

                    1. อ่อนน้อมแต่ไม่โอนอ่อน: เหมือนน้ำที่ดูนุ่มนวลแต่มีพลังเจาะทะลุหินแข็งได้ด้วยความเพียร

                    2. ยิ่งต่ำยิ่งใหญ่: น้ำที่ไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ กลับกลายเป็นที่รวมของสายน้ำทั่วสารทิศ คนที่ถ่อมตนย่อมได้รับเมตตาและความช่วยเหลือจากผู้อื่น

                    3. ชนะโดยไม่ต้องรบ: การรู้จักหลบเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น (การไหลอ้อม) คือวิถีของผู้มีปัญญาที่มุ่งเน้นที่ “เป้าหมาย” มากกว่า “ความหยิ่งยะโสโอหัง”

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:  “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” หรือ”อปจายนมัย” ในธรรมะที่ชื่อบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการใช้ปัญญาแห่งการทำความดี

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่หมู่บ้านชายป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงบ่ายที่ฝนเพิ่งหยุดตก รัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังงานหาเสียงเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยความ “โมโห” เพราะเสียเวลาเดินทางล่าช้ามามากแล้ว

                  เมื่อรถมาถึงถนนดินลูกรัง ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถเบนซ์ต้องหยุดกะทันหัน เพราะมี ชาวนาคนหนึ่ง กำลังขับรถไถนาเดินตามจอดขวางทางกลางถนนอยู่ เนื่องจากเขากำลังเลี้ยวเข้าทุ่งนา ซึ่งมีก้อนหินใหญ่หล่นขวางทางเข้าพอดี

                   รัฐมนตรีเปิดประตูรถออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “นี่ลุงชาวนา! จอดรถกลางถนนทำไมที่ตรงนี้? รู้ไหมว่าฉันเป็นรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งย้ายนายอำเภอของลุงได้ หลีกไปเดี๋ยวนี้!”

                   ชาวนาดับเครื่องรถไถแล้วยกมือไหว้ “ขออภัยครับท่าน หินก้อนใหญ่มันหล่นจากภูเขา ขวางทางเลี้ยวพอดี ถ้าไม่ลากเอาก้อนหินออก รถของท่านก็ผ่านไปไม่ได้ รอผมใช้โซ่คล้องลากหินนี่ประเดี๋ยวเดียวครับ”

                   “ฉันไม่รอ! เสียเวลา!” รัฐมนตรีตะคอก แล้วสั่งคนขับรถ”ขับเบียดลงไหล่ทางไปเลย!”

                   คนขับรถพยายามทัดทานว่าไหล่ทางนั้นเป็นดินอ่อนตัวเพราะฝนเพิ่งตก แต่รัฐมนตรีขี้โมโหไม่ฟังเสียง “ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ!”

                   “ครืด… แซ่ด!” ทันทีที่ล้อรถเบนซ์ หมุนลงบนไหล่ทาง รถหรูราคาหลายล้านก็เสียหลัก จมลงไปในหล่มโคลนลึกทันที ล้อหลังหมุนฟรีจนโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อของรัฐมนตรี ที่ยืนสั่งการอยู่ข้างรถจนเลอะเทอะดูไม่ได้

                  รัฐมนตรีพยายามลงไปช่วยเข็นรถ แต่ยิ่งทำให้โคลนดีดใส่หน้า เขาติดอยู่ในหล่มทั้งคนทั้งรถ อำนาจสั่งการมากมายที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้รถเคลื่อนที่ได้เลย

                  ชาวนา ไม่ได้พูดซ้ำเติมแม้แต่คำเดียว เขาลงจากรถไถอย่างช้าๆ หยิบโซ่เหล็กเส้นหนามาคล้องที่คานหน้ารถเบนซ์ แล้วนำมาต่อเข้ากับท้ายรถไถนาของเขา

                  รัฐมนตรีมองด้วยสายตาดูแคลน “รถไถเก่าๆ คันเล็กนิดเดียวของแกเนี่ยนะ จะลากรถเบนซ์ราคาแพงของฉันไหวหรือ?”

                  ชาวนาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ สตาร์ทเครื่องรถไถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พลังจากเครื่องจักรการเกษตรที่ดูต้อยต่ำในสายตารัฐมนตรีค่อยๆ ฉุดลากรถเบนซ์คันงามขึ้นมาจากหล่มโคลนได้อย่างง่ายดาย            

                  เมื่อรถยนต์หรูขึ้นมายังที่ปลอดภัย ชาวนาก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า  “ท่านครับ ถึงรถจะดี มีราคาแพงเท่าไร ก็มีบางถนนหนทางที่ขับไปไม่ได้ และแรงของคนคนเดียวก็เปลี่ยนโลกไม่ได้เหมือนกัน บางครั้ง ‘รถไถ’ ที่ท่านมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ท่านไปถึงจุดหมายได้ในยามลำบากนะครับ”

                  รัฐมนตรีขี้โมโหที่มอมแมมไปด้วยโคลน ยืนเงียบกริบ ความโกรธหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและความสำนึก เขาหยิบเงินออกมาจะส่งให้ชาวนาเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ชาวนาโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “เก็บเงินของท่านไว้เถอะครับ วันหลังถ้าเห็นใครอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็ช่วยเขาเหมือนที่ผมช่วยท่านก็พอ”

                รัฐมนตรีขึ้นรถเบนซ์กลับไปพร้อมกับบทเรียนราคาแพงว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รถที่ขับ แต่อยู่ที่ความถ่อมตัวและการเห็นคุณค่าของคนทุกคน”

                รัฐมนตรีในนิทานเรื่องนี้ เป็นคนที่หยิ่งยโส โอหัง ไม่รู้จักถ่อมตัว (ไม่มี อปจายนมัย) คุยโวว่าสั่งย้ายนายอำเภอได้ ดูแคลนชาวนาว่าต้อยต่ำ และดูถูกรถไถเก่าๆว่าไม่มีทางช่วยรถหรูราคาแพงของตนได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง แต่ชาวนามีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)  ถึงแม้จะถูกสบประมาทก็ยังนำรถไถมาช่วยดึงรถเบนซ์นองรัฐมนตรีขึ้นจากหล่มโคลน

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ยามรุ่งเรืองอาจมองเห็นคนอื่นไร้ค่า แต่ยามหมดท่า… สิ่งคิดว่าไร้ค่าอาจช่วยชีวิตเราได้”

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ นกยูงกับนกกระจิบ

วันเสาร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ณ ป่าลึกอันอุดมสมบูรณ์ ของประเทศจีน เป็นที่อยู่อาศัยของ นกยูง ตัวหนึ่งที่มีแพนหางงดงามยิ่งนัก ทุกครั้งที่นกยูงกางปีกและหางออก นกทุกตัวในป่าต่างต้องหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมในความสง่างาม

                    วันหนึ่งขณะที่นกยูงกำลังเยื้องกรายขยับปีก เตรียมจะเดินไปยังลานกว้างเพื่ออวดความงาม มีนกกระจิบ ตัวจิ๋วบินมาเกาะที่ยอดหญ้าข้างหน้า มันพยายามส่งเสียงร้อง “จิ๊บๆ” อย่างสุดกำลังเพื่อขวางทางนกยูงไว้

                    นกยูงหยุดชะงักและเอ่ยด้วยเสียงกังวานว่า “เจ้านกจิ๋ว เจ้ามาขวางทางข้าทำไม? ข้ากำลังจะไปแสดงความงามให้โลกเห็นนะ”

                    นกกระจิบรีบกระพือปีกและบอกว่า: “ท่านนกยูงผู้เลอโฉม โปรดฟังข้าสักนิด! เมื่อครู่ข้าแอบอยู่ในพุ่มไม้เตี้ยๆ เห็นนายพรานวางตาข่ายดักนกขนาดใหญ่ไว้ที่ลานข้างหน้านี้ เขาเอากิ่งไม้มาโรยซ่อนตาข่ายไว้เพื่อบังตาของท่าน หากท่านเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่านจะติดเข้าไปในตาข่ายกับดักที่ไม่มีวันหนีรอดมาได้”

                    ในตอนแรกนกยูงลังเล เพราะคิดว่านกกระจิบที่หากินอยู่แต่ในพงหญ้าจะรอบรู้ดีกว่าตนเองที่บินได้สูง มองเห็นไปไกลได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจของนกกระจิบ นกยูงจึงยอมลดตัวลงมา และเดินตามนกกระจิบไปดูที่ขอบพุ่มไม้

                    ภาพที่เห็นทำให้นกยูงถึงกับตัวสั่น เพราะใต้กิ่งไม้ที่ดูสวยงามนั้น คือตาข่ายดักนกที่รอคอยอยู่จริงๆ หากนกยูงมัวแต่ลำพองหยิ่งทะนงในความงามของตนจนไม่ยอมฟังคำเตือน คงต้องสูญเสียทั้งขนอันสวยงามและอิสรภาพไปในตาข่ายนั้น

                    นกยูงก้มหัวลงต่ำเพื่อขอบคุณนกกระจิบตัวน้อย และเข้าใจในทันทีว่าความงามภายนอก อาจทำให้คนชื่นชม แต่ ความอ่อนน้อมจะทำให้ปลอดภัย นกกระจิบนั้นแม้ตัวเล็ก แต่เพราะแต่หากินอยู่ใกล้พื้นดิน จึงเห็นอันตรายที่นกตัวใหญ่มองไม่เห็น เพราะมักจะบินข้ามไปด้วยความเร็วสูง

                    นกยูงในเรื่องนี้ มี การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) เพราะยอมลดตัวลงมาฟังเสียงนกกระจิบ โดยไม่มองว่าตนเองอยู่สูงกว่า สวยกว่า เก่งกว่า เพราะผู้อยู่ต่ำกว่าอาจมองเห็นสิ่งบางอย่างในที่ต่ำ ซึ่งผู้อยู่สูงมองไม่เห็น  

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “อย่าดูแคลนคำชี้แนะจากผู้น้อย เพราะผู้ที่อยู่ต่ำกว่ามักเห็นรายละเอียดที่ผู้ยิ่งใหญ่มองข้ามเสมอ”

                    เรียบเรียงจากนิทานจีน นกฟีนิกซ์กับนกกระจอก The Phoenix and the Sparrow 凤凰与麻雀(Fènghuáng yǔ Máquè)

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนเมฆกับลมพายุ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนทวีปอเมริกาเหนือ ถิ่นดั้งเดิมของชาวอินเดียนแดง  ที่มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่บรรจบกับท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต     มี ลมพายุ ผู้หยิ่งทะนงในพละกำลังอันรุนแรง และ ก้อนเมฆ ผู้นิ่งสงบ ถ่อมตน

                  ลมพายุมักจะโอ้อวดเสมอว่าตนคือผู้ที่มีอำนาจที่สุดในแผ่นดิน วันหนึ่งขณะที่ลมพายุมองลงไปเห็นเหล่านักเดินทางที่กำลังข้ามทะเลทรายอันร้อนระอุ ลมพายุก็เอ่ยท้าทายก้อนเมฆว่า

                  “เจ้าเมฆผู้นิ่งเฉย ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าพลังที่แท้จริงเป็นอย่างไร ข้าจะทำให้นักเดินทางพวกนั้นยอมสยบต่อข้าด้วยความเกรงกลัว!”

                   ลมพายุเริ่มพัดกระโชกแรง เข้าใส่นักเดินทางอย่างบ้าคลั่ง หวังจะให้เขาก้มหัวหรือปลิวไปตามแรงลม      แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด ยิ่งลมพัดแรงเท่าไหร่ นักเดินทางกลับยิ่งกระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น พวกเขาโน้มตัวลงต่ำ ต้านทานแรงลมด้วยความโกรธรวมกับความเหนื่อย        ยิ่งลมพายุออกแรงพัดมากเท่าใด   กลุ่มคนก็ยิ่งแข็งขืนและพยายามหลบหนีไปให้พ้นจากความรุนแรงนั้น

                    เมื่อลมพายุอ่อนแรงและหยุดพักด้วยความเหนื่อยล้า    ก้อนเมฆก็ค่อยๆ ลอยเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ  โดยไม่มีเสียงคำรามหรือแรงสั่นสะเทือนใดๆ   ก้อนเมฆขยายตัวออกอย่างนุ่มนวล   บดบังแสงแดดที่แผดเผาร้อนแรง  มอบร่มเงาอันเย็นสบาย ให้กับเหล่านักเดินทางที่กำลังอ่อนเพลีย     

                    ครั้นเมื่อได้สัมผัสถึงความร่มรื่นและเมตตาจากก้อนเมฆ นักเดินทางเหล่านั้นก็เริ่มผ่อนคลายไหล่ที่ตึงเครียด พวกเขาหยุดพักถอดหมวกออก ยิ้มให้กัน และขอบคุณความเย็นสบายที่ได้รับจากท้องฟ้า

                    เหล่านักเดินทางไม่ได้ถูกบังคับให้ทำ แต่พวกเขาชื่นชมก้อนเมฆด้วยความพึงใจจากส่วนลึกของหัวใจ

                    ก้อนเมฆในนิทานนี้ มีความถ่อมตัว (อปจายนมัย) ตามบุญกิริยาวัตถุ  เพราะลอยนิ่งสงบ ไม่โอ้อวดสรรพคุณ และพละกำลังของตน  ขณะที่ลมพายุ ใช้กำลังบังคับเพื่อให้ผู้อื่นสยบยอม      ความอ่อนโยนของก้อนเมฆสามารถชนะความรุนแรงของกำลังลมพายุได้

                    นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า     ความแตกต่างระหว่าง “อำนาจบังคับ” กับ “บารมีแห่งความเมตตา”   ว่า ความรุนแรงและการบังคับขู่เข็ญ นั้นมักจะสร้างแรงต้านทานและการปกป้องตนเอง   ส่วนความนุ่มนวลสามารถโน้มน้าวใจคนให้เกิดการยอมรับด้วยความเต็มใจ   “ความแข็งกร้าวอาจทำให้ชนะด้วยแรงกาย แต่ความอ่อนโยนอาจชนะหัวใจคน”

                   เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้าน ของชนเผ่าอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือ  เรื่อง  ก้อนเมฆกับลมเหนือ (The Cloud and the North Wind) ว่าด้วยพลังของความนุ่มนวลอ่อนโยนที่ชนะความรุนแรง    โดย ลมพายุพยายามแสดงอำนาจด้วยการพัดกระโชกรุนแรงใส่คนแต่กลับทำให้คนยิ่งต้านทาน        ส่วนก้อนเมฆที่ลอยนิ่งเฉยให้ร่มเงาอย่างอ่อนโยนจนคนพึงใจ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ราชาแห่งนก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.40 น.

            นานมาแล้ว ในท้องฟ้าและผืนป่าแห่งทวีปแอฟริกา เหล่านกหลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเสรี ไม่มีผู้ใดเป็นใหญ่ ไม่มีผู้ใดเป็นผู้นำ ทุกตัวบินไปตามใจปรารถนา

            แต่วันหนึ่ง เหล่านกเริ่มมีปัญหาว่า ใครจะตัดสินใจยามเกิดภัย? ใครจะเป็นผู้แทนเมื่อต้องเจรจากับสัตว์อื่น? เหล่านกจึงประชุมกันใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วมีมติว่า “เราควรมี ราชาแห่งนก สักองค์หนึ่ง“

            นกฮูกเฒ่าผู้รอบรู้ตั้งกฎเกณฑ์ว่า “ผู้ใดบินขึ้นไปได้สูงที่สุด ผู้นั้นจะเป็นราชาแห่งนก”

            เสียงปีกกระพือ ดังขึ้นทันที นกอินทรี นกเหยี่ยว นกกระเรียน นกกระจอกเทศ และนกใหญ่อื่น ๆ ต่างมั่นใจในพลังของตน ส่งเสียงร้องดังลั่นประกาศความยิ่งใหญ่

            ส่วน นกกระจอกตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง ได้เกาะกิ่งไม้เงียบอยู่ อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว โดยไม่มีใครสนใจ แล้วเข้าไปสมัครแข่งขัน

            ใคร ๆ ก็หัวเราะเยาะนกกระจอก “ตัวเล็กนิดเดียวเท่านี้ จะบินแข่งกับนกใหญ่ได้อย่างไร?”     

            เมื่อวันแข่งขันมาถึง เหล่านกคู่แข่งขันเริ่มบินสูงขึ้นเรื่อย ๆ นกอินทรีนำหน้า ปีกกว้างแผ่รับลมอย่างสง่างาม แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า มีนกกระจอกตัวเล็กนิดเดียว แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของพญาอินทรี

            นกอินทรีบินสูงขึ้น สูงขึ้น จนกระทั่งแรงเริ่มหมด ปีกเริ่มสั่น มันจึงหยุดไต่ความสูง  เพราะคิดเอาเองว่าชนะแล้ว

            ทันใดนั้นเอง นกกระจอกตัวเล็กก็กระโดดออกมาจากใต้ปีกพญาอินทรี มันโผบินขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง แล้วร้องเสียงใสว่า“ข้าบินได้สูงกว่านกอินทรีย์และนกตัวอื่นทั้งหมดแล้ว!”

             เหล่านกตกตะลึง บางตัวโกรธ บางตัวไม่เห็นด้วย “ไม่ยุติธรรม….มันโกง!”         

             แต่นกฮูกเฒ่า ผู้ทรงความยุติธรรม กล่าวอย่างสงบว่า

             “ข้อตกลงของเราไม่ได้ห้ามใช้ปัญญา เรากำหนดเพียงว่า ใครบินสูงที่สุด”

              แม้จะไม่พอใจ แต่เหล่านกก็ต้องยอมรับคำตัดสินของนกฮูก ยกให้นกกระจอกเป็น ราชาแห่งนกทั้งปวง เมื่อนกกระจอกขึ้นครองตำแหน่งราชานก แทนที่จะโอ้อวด มันกลับพูดอย่างสุภาพถ่อมตัวว่า

              “ข้าตัวเล็กและอ่อนแอ หากไม่มีนกอินทรีย์สนับสนุน ข้าก็ไม่มีวันขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ ตั้งแต่นี้ไป เราจะช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ดูถูกกัน”

              นกกระจอกในนิทานเรื่องนี้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ตามบุญกิริยาวัตถุ ด้วยการลดตัวเองและยกย่องผู้อื่น เพราะเริ่มต้นด้วยการเกาะกิ่งไม้เงียบอยู่ โดยวางตัวไม่เด่น ไม่โอหังในกำลังของตน และเมื่อได้รับตำแหน่งราชานกแล้ว ก็ไม่ได้ลำพองใจหรือดูถูกนกอินทรีที่แพ้ แต่กล่าวอย่างให้เกียรติ ที่ช่วยให้ตนได้เป็นราชานก ทั้งยังกล่าวอย่างสุภาพว่า “ต่อไปนี้ เราจะช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ดูถูกกัน”

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “กำลังที่มากมาย และขนาดที่ใหญ่โตไม่ได้ทำให้ชนะทุกอย่าง แม้ตัวเล็กก็อาจชนะตัวใหญ่ได้”

             เรียบเรียงจากนิทานเรื่อง King of the birds จากประเทศซิมบับเว่ ในทวีปแอฟริกา  และ พญานกอินทรีกับนกกระจิบ (The Eagle and the Wren) นิทานพื้นบ้านจากยุโรป ที่สอนเรื่องความถ่อมตนและสติปัญญา

อาทร  จันทวิมล