ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

ดราม่าสนั่น นางแบบอินเดียโดนทัวร์ลงหนักหลังใส่ กางเกงยีนส์ เดินพรมแดง Met Gala

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

เป็นประเด็นร้อนแรงทำเอาสะเทือนประเทศอินเดีย สำหรับ Bhavitha Mandava นางแบบสาวชาวอินเดีย หลังปรากฏตัวบนพรมแดงงานแฟชั่นระดับโลกอย่าง Met Gala ในชุดที่ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้ง โดยเธอเลือกสวมเสื้อซีทรูแขนยาวสีครีมคู่กับ “กางเกงยีนส์” ซึ่งขัดกับภาพลักษณ์ความหรูหราที่ผู้คนคาดหวังจากงานนี้อย่างสิ้นเชิงแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่นางแบบสาวระบุว่าลุคนี้มีที่มาที่ไป ไม่ใช่การเลือกใส่แบบสุ่มสี่สุ่มห้า

เพราะแรงบันดาลใจจากจุดเริ่มต้น เส้นทาง “แจ้งเกิด” ของเธอเป็นลุคที่เธอสวมใส่ขณะขึ้นรถไฟใต้ดินในนิวยอร์ก โดยตอนนั้นมีคนถ่ายภาพเธอไปลงจนกลายเป็นไวรัลทั่วโลกออนไลน์อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวดูเหมือนจะฟังไม่ขึ้นสำหรับชาวเน็ตหลายคน โดยเฉพาะชาวอินเดียที่มองว่าการกระทำนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศมีการวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง เหมือนเอาอินเดียไปให้โลกต่อว่าหลายความเห็นมองว่าระดับนางแบบเบอร์ต้นๆ ของประเทศและงานระดับ Met Gala ควรจะแต่งกายให้ดูดีและให้เกียรติงานมากกว่านี้ ด้านชาวเน็ตไทยบางส่วนถึงกับคอมเมนต์แซวว่า ลุคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินเล่นที่ ตลาดนัด มากกว่าจะมาเดินพรมแดงงานแฟชั่นระดับโลก แม้แฟชั่นจะเป็นเรื่องของความมั่นใจและสตอรี่ส่วนตัว แต่สำหรับงานระดับโลกที่มีสายตาคนทั้งโลกจับจ้อง การเลือกชุดที่ “ฉีกกฎ” มากเกินไปก็อาจนำมาซึ่งดราม่าที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

ซึ่งล่าสุดนางแบบสาว Bhavitha Mandava  ได้ออกมาโพสต์ข้อความในสตอรี่ไอจีอธิบายลุคของเธอว่า ชุดนี้คือผลงานระดับ Haute Couture ที่รังสรรค์ขึ้นจาก ผ้าไหมเนื้อละเอียดพิเศษ (ultra-fine silk) ซึ่งถูกออกแบบทางวิศวกรรมให้เลียนแบบผิวสัมผัสและลักษณะของผ้าที่เราสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างแนบเนียนใช้ เทคนิค Trompe l’oeil หรือเทคนิคการ “ลวงตา” ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Chanel  เป็นการหยิบเอาความธรรมดาอย่างกางเกงยีนส์มาตีความใหม่ผ่านงานฝีมือชั้นสูงลุคนี้สะท้อนถึงรายละเอียดที่ปรากฏในคอลเลกชัน Spring/Summer Haute Couture ของทางแบรนด์นี่ไม่ใช่แค่การสวมกางเกงยีนส์ไปงานแฟชั่นระดับโลก แต่คือการโชว์นวัตกรรมของสิ่งทอในรูปแบบ “Couture Denim” ที่มีน้ำหนักเบาและหรูหราที่สุดลุคหนึ่งในงาน Met Gala ปีนี้

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

ดีไซเนอร์ดังเดือด แฉยับทีมงาน จีซู BLACKPINK ยืมชุดไม่คืน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

กลายเป็นประเด็นดราม่าสนั่นวงการแฟชั่น เมื่อ Benjamin Voortmans ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Judassime ได้ออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ทวงถามถึงเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ทางทีมงานของศิลปินสาวชื่อดัง จีซู (Jisoo) วง BLACKPINK ยืมไปใช้งานแต่ยังไม่มีการส่งคืนจนถึงปัจจุบัน โดยทาง เบนจามิน’เล่าว่า

จุดเริ่มต้นเมื่อประมาณ6เดือนที่แล้วทางแบรนด์ได้ส่งสินค้าหลายชิ้นไปยังประเทศเกาหลีใต้ เพื่อให้จีซูและทีมงานใช้เตรียมถ่ายปกอัลบั้มการถ่ายทำถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกำหนดที่ชัดเจน ซึ่งทางดีไซเนอร์ยินยอมให้เลื่อนได้ แต่ขอให้ระบุวันส่งคืนสินค้าที่แน่นอน เนื่องจากโดยปกติทางแบรนด์จะให้ยืมเพียง 1-2 สัปดาห์ต่อเดือนเท่านั้นแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่สินค้าทั้งหมดก็ยังไม่ถูกส่งกลับคืนมา และเมื่อพยายามติดต่อขอคืนกลับไม่มีใครตอบกลับ

นอกจากนี้ เบนจามิน ระบุว่าเครื่องประดับ 3 ชิ้นจากคอลเลกชันล่าสุดที่ส่งไปนั้นมีความสำคัญและมีราคาสูง การไม่ได้คืนทำให้เขาเสียโอกาสทางการงานไปมากมายทางดีไซเนอร์ระบุเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งการส่งใบแจ้งหนี้ หลักฐาน และสัญญาต่างๆ ไปยังทีมงานของจีซู แต่ทางฝั่งทีมงานยังคงเงียบสนิท ทำให้เขาต้องตัดสินใจโพสต์แท็กชื่อจีซูและทีมงานโดยตรง เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ซึ่ง เบนจามิน ได้แจ้งว่าปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัวทีมงานไม่ใช่จากตัวศิลปิน จีซู แต่ดูเหมือนจะสร้างความไม่พอใจกับเหล่าแฟนคลับเป็นอย่างมาก ทำเอาเหล่าแฟนคลับเดือดและล่าสุดดูจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อดีไซเนอร์ ‘เบนจามิน’ได้เปิดเผยข้อความหลังไมค์ (DM) ที่เขาได้รับหลังจากออกมาเรียกร้องสิทธิ์ จากภาพหลักฐานล่าสุดในไฟล์ ดีไซเนอร์ได้โพสต์ภาพหน้าจอแชทอินสตาแกรมที่มีผู้ใช้งานรายหนึ่งส่งข้อความมาด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายและเหยียดเพศโดยผู้ส่งใช้ถ้อยคำรุนแรงและกล่าวหาว่าเขากำลังหมิ่นประมาทชื่อเสียงของจีซู พร้อมสั่งให้เขาลบโพสต์ทวงของออกไปซึ่ง‘เบนจามิน’ได้พิมพ์ข้อความตอบกลับในสตอรี่ว่า “LETS CALM DOWN MAYBE?” (ใจเย็นลงหน่อยดีไหม?) เพื่อเป็นการปรามพฤติกรรมที่รุนแรงดังกล่าว

นับถอยหลังต้อนรับ Julia Morley สู่ประเทศไทย บนเวที Miss World Thailand 2026 รอบตัดสิน

นับถอยหลังต้อนรับ Julia Morley สู่ประเทศไทย บนเวที Miss World Thailand 2026 รอบตัดสิน

นับถอยหลังต้อนรับ Julia Morley สู่ประเทศไทย บนเวที Miss World Thailand 2026 รอบตัดสิน

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

นับถอยหลังสู่ค่ำคืนสำคัญของวงการนางงามไทย กับการประกวด Miss World Thailand 2026 รอบ Final Competition ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ณ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน เวทีระดับประเทศที่พร้อมรองรับปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ทั้งในมิติของความงาม แรงบันดาลใจ และการก้าวสู่เวทีโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความสนใจในระดับนานาชาติ คือการเดินทางมาประเทศไทยของ  จูเลีย มอร์ลีย์ (Julia Morley) ประธานและซีอีโอองค์กรมิสเวิลด์ ที่จะมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแห่งการตัดสิน ณ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน อย่างใกล้ชิด สะท้อนความสำคัญของเวที Miss World Thailand ในสายตาระดับโลก

การจัดการประกวดในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการใช้พื้นที่ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และ งามวงศ์วาน เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญ ทั้งในรอบ World Charity Fashion Show และรอบตัดสิน Final Competition ตอกย้ำศักยภาพของ MCC HALL ในการเป็นสถานที่จัดงานระดับชาติ ที่สามารถรองรับอีเวนต์ขนาดใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป เชื่อว่า Miss World Thailand เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของผู้หญิงไทยสู่เวทีโลก ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนการประกวด แต่คือการร่วมกันสร้าง ‘ประสบการณ์ระดับโลก’ ให้กับผู้ชม การที่ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดรอบ Final สะท้อนถึงความพร้อมของสถานที่ในการรองรับงานระดับประเทศและระดับนานาชาติ โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standards ซึ่งยืนยันถึงศักยภาพทั้งด้านโครงสร้าง เทคโนโลยี และการบริการในระดับสากล”

ก่อนจะถึงค่ำคืนตัดสิน เวที Miss World Thailand 2026 ยังได้ถ่ายทอดหัวใจสำคัญของการประกวดผ่านกิจกรรม World Charity Fashion Show by THE MALL GROUP ซึ่งจัดขึ้น ณ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยร่วมกับ TPN Global และพันธมิตร      

 โดยคุณวรลักษณ์ กล่าวถึงกิจกรรมดังกล่าวว่า “World Charity Fashion Show by THE MALL GROUP ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นโชว์บนรันเวย์ แต่คือ “เวทีแห่งการให้” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าประกวดได้ใช้ความงาม พลัง และบทบาทของตนเอง ในการร่วมระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคม และส่งต่อโอกาสให้กับผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือ สอดคล้องกับหัวใจของเวที Miss World ภายใต้แนวคิด Beauty With a Purpose ได้อย่างชัดเจน การนำแฟชั่นผ้าไทยและพลังของผู้หญิงมารวมกันบนเวทีเดียว ไม่เพียงสร้างความงดงามบนรันเวย์ แต่ยังช่วยส่งต่อคุณค่าของ ‘การให้’ และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเห็นว่าความงามสามารถเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง”

ค่ำคืน Final Competition ในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเฟ้นหาตัวแทนประเทศไทย แต่เป็นช่วงเวลาที่ทุกสายตาจะจับจ้อง เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานของการก้าวสู่เวทีระดับโลกของผู้หญิงไทย

พร้อมกันนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน  ในฐานะเวทีแห่งโอกาส ที่เชื่อมโยงความงาม ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจในระดับสากลเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบร่วมส่งแรงใจเชียร์สาวงามผู้เข้าประกวด และร่วมต้อนรับ จูเลีย มอร์ลีย์ (Julia Morley) ได้ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ณ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน

โซเชียลระเบิด นางงามเขมรโผล่เคลมแรง เจนนี่ แบล็กพิงก์ ก๊อบปี้ชุดในไป Met Gala 2026

โซเชียลระเบิด นางงามเขมรโผล่เคลมแรง เจนนี่ แบล็กพิงก์ ก๊อบปี้ชุดในไป Met Gala 2026

โซเชียลระเบิด นางงามเขมรโผล่เคลมแรง เจนนี่ แบล็กพิงก์ ก๊อบปี้ชุดในไป Met Gala 2026

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

6 พฤษภาคม 2569 ผ่านพ้นกันไปแล้วสำหรับ Met Gala 2026 ที่จัดขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน ซึ่งเดรสโค้ดสุดท้าทายของปีนี้ อย่าง Fashion Is Art ที่ให้แขกผู้ร่วมงานต่างตีความโจทย์นี้ผ่านชุดที่เปรียบเสมือนงานประติมากรรมและภาพวาดที่เคลื่อนไหวได้ ซึ่งมีศิลปิน ดารา เซเลบคนดังตบเท้าเข้าร่วมงานนี้เป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นแขกคนสำคัญที่เรียกได้ว่าเป็นโมเมนต์ประวัติศาสตร์คือการปรากฎตัวของ เจนนี่ คิม หรือ เจนนี่ แบล็กพิงก์ ที่เธอพิสูจน์ให้เห็นว่า “น้อยแต่มาก” มีอยู่จริง ในชุดเดรสเกาะอกสีเงินเมทัลลิกที่เลเยอร์ด้วยผ้าลักษณะคล้ายเกล็ดปลาสะท้อนแสงไฟวิบวับ ลุคนี้ดูโมเดิร์นและโฉบเฉี่ยวมาก เข้ากับเมคอัพโทนธรรมชาติที่เน้นงานผิวสะอาดตาและความชิคสไตล์ It Girl ระดับโลก

ซึ่งลุคที่เธอปรากฏตัวได้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกเมื่อลุคและเมคอัพของเธอที่ไม่เคยมีใครเห็นบ่อย แต่ก็ไม่วายมีดรามาเมื่อ นางงามสาวชาวกัมพูชา “Sreypii Phorn” ได้แคปเจอร์ภาพของสาวเจนนี่ในลุค Met Gala 2026 ไปเทียบกับตัวเอง พร้อมข้อความว่า “เจนนี่ก๊อบปี้สไตล์ชุดของ jenpii ใส่ไปงาน Met Gala” 

ซึ่งหลังจากที่เรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปนั้นเหล่าบลิ๊งค์ทั่วโลก รวมถึงแฟนคลับของเจนนี่ แสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ 

ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูร อสูรคู่พระบารมี ร.6

วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทุกวันนี้ ที่ศาล “ท้าวหิรัญพนาสูร” หรือ “ฮู” ภายในเขตพระราชวังพญาไท เป็นสถานที่ที่มีคนไปกราบไหว้ขอพรกันเป็นจำนวนมาก  ทำไมจึงมีศาลของท่านอยู่ในเขตพระราชวังพญาไท มาไล่เลียงเรื่องราวของท่านกัน ดังนี้

เรื่องราวของ “ท้าวหิรัญพนาสูร” เริ่มต้นขึ้นเมื่อจะสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จฯ ประพาสมณฑลพายัพ ในปี พ.ศ. 2449 ซึ่งยุคนั้นยังเดินทางด้วยม้าจากปลายทางรถไฟเข้าป่าไป  บรรดาข้าราชสำนักมีหน้าที่ตามเสด็จฯ ต่างพากันหวาดกลัวภัยอันตราย เพราะเส้นทางการเดินทางเต็มไปด้วยป่าเขากันดาร มีสัตว์ป่าดุร้าย พระองค์จึงมีพระราชดำรัสกับบรรดาข้าราชสำนักว่า

“…ธรรมดาเจ้าใหญ่ นายโตจะเสด็จแห่งใดก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจฤาอสูรเปนสัมมาทิษฐิ คอยติดตามป้องกันภยันตราย…”      ในคืนนั้นเอง มีผู้ติดตามท่านหนึ่งฝันเห็นชายรูปร่างกำยำใหญ่โต เข้ามาบอกว่าตนเป็นอสูรชาวป่า มีชื่อว่า “หิรันย์” จะขอติดตามเสด็จรัชกาลที่ 6 และดูแลปกปักรักษามิให้อันตรายใดๆ มากล้ำกราย เมื่อตื่นจากฝัน ผู้ติดตามจึงทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ท่าน

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงได้ยินเช่นนั้น จึงมีรับสั่งให้จัดธูปเทียนเครื่องสังเวยเซ่นบูชาในบริเวณป่าที่ประทับ และเมื่อถึงเวลาเสวยค่ำในทุกวัน ได้ทรงแบ่งพระกระยาหารของพระองค์เป็นเครื่องเซ่นพระราชทานแด่อสูรนั้นเสมอเมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “ท้าวหิรัญพนาสูร” (หากสะกดตามลายพระราชหัตถเลขา เขียนเป็น “ท้าวหิรันยพนาสูร”)

นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูร พร้อมเครื่องประดับยศแบบไทยโบราณ จำนวน 4 องค์ แต่ละองค์มีความสูง 20 เซนติเมตร ประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ห้องพระบรรทม, รถยนต์พระที่นั่ง, กรมมหาดเล็กหลวง และบ้านพระยาอนิรุทธเทวาต่อมา พ.ศ.2465 โปรดเกล้าฯ ให้หล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ด้วยทองสัมฤทธิ์ขึ้นมาอีก 1 องค์ ถือไม้เท้าประดับยศ และมีพระราชพิธีบวงสรวงเพื่ออัญเชิญเข้าสิงสถิตภายในศาล ซึ่งตั้งอยู่ใน “พระราชวังพญาไท” เป็นที่รู้จักกันในฐานะเทพารักษ์ผู้ปกปักรักษาพระราชวังพญาไทสืบมาจนถึงปัจจุบัน
อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า ครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้ทรงพระสุบินนิมิตถึง ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. 2448-2449 โดยทรงเห็น (ในฝัน) เป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ และนามว่า “หิรันย์”

ในพระสุบิน หิรันย์เข้ามากราบบังคมทูลว่า จะขอถวายความจงรักภักดี อาสาเป็นมหาดเล็ก เพื่อคุ้มครองไม่ให้มีภยันตรายใด ๆ เกิดแก่พระองค์ ให้ได้รับความปลอดภัยตลอดการประพาสคราวนั้นเมื่อทรงตื่นจากพระบรรทม ทรงเล่าพระสุบินแก่ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (ขณะนั้นยังเป็น ‘หลวงบุรีนวราษฐ์’) พระยาอนุศาสน์จิตรกรจึงร่างภาพตามที่ตรัส และนำแบบร่างนั้นมาหล่อเป็นองค์ท้าวหิรัญพนาสูรขนาดเล็กในการเดินทางคราวนั้น ปรากฏว่าทั้งรัชกาลที่ 6 และข้าราชบริพารที่ตามเสด็จครั้งนั้นไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย หรือประสบเหตุอันตรายใด ๆ เลย จึงเป็นที่เลื่องลือว่า ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีอสูรเป็นเทพบริวารคอยรับใช้เห็นจะจริงดังนิมิต

แม้จะผ่านไปหลายปี แต่เรื่องราวและความเชื่อเกี่ยวกับท้าวหิรัญพนาสูรไม่เคยเสื่อมคลายไปจากพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 6 เลย  ในภายหลังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเทวรูปท้าวหิรัญพนาสูรขนาดใหญ่ ตั้งไว้ที่พระราชวังพญาไท ประหนึ่งเป็นศาลพระภูมิประจำวัง โดยให้พระยาอุทรธุรศิลป์ (ม.ล.ช่วง กุญชร) เจ้ากรมบัญชาการ กรมศิลปากร เป็นผู้กองจัดสร้าง ได้เสวกตรี พระเทพรจนา (สิน ปฏิมาประกร) เป็นผู้ปั้นต้นแบบ นายมาริโอ แกลเลตตี (Mr. Mario Galetti) วิศวกรชาวอิตาเลียน เป็นผู้คุมการหล่อแบบ  และได้ “นายตาบ พรพยัคฆ์” เป็นหุ่นและรูปหน้าต้นแบบของท้าวหิรัญพนาสูร

งบประมาณการสร้างในครั้งนั้น เป็นเงินทั้งสิ้น 2,216 บาท 25 สตางค์ โดยมีการสร้างศาลสำหรับประดิษฐานประติมากรรม ณ พระราชวังพญาไท บริเวณริมคลองสามเสน โดยรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเจิมรูปท้าวหิรัญพนาสูรด้วยพระองค์เอง ในวันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2466
“นายตาบ” ผู้เป็นแบบของการหล่อรูปท้าวหิรัญพนาสูรนั้น เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2428 เป็นบุตรนายทัดกับนางพริ้ม มีทวดคือหลวงรามณรงค์ (พร) ปู่คือหลวงฤทธิสงคราม (เสือ)

นายตาบเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่และมีกำลังวังชาแข็งแรงมาก เมื่ออายุได้ 18 ปี พระพี่เลี้ยงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (รัชกาลที่ 6) จึงพาเข้าเฝ้าเพื่อถวายตัวเป็นมหาดเล็ก       
หลังจากเป็นต้นแบบการสร้างท้าวหิรัญพนาสูร นายตาบก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนหิรัญปราสาท” เพื่อให้มีราชทินนามสัมพันธ์กับ “ท้าวหิรัญพนาสูร” นั่นเอง

ครั้งหนึ่ง ขุนหิรัญปราสาทได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทาน “นามสกุล” จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามธรรมเนียมนิยมของเหล่าขุนนางข้าราชการยุคนั้น
รัชกาลที่ 6 จึงมีรับสั่งถามถึงโคตรเหง้าเหล่ากอของขุนหิรัญปราสาท ว่าเป็นใคร มาจากไหน ทำให้ทรงทราบว่า นายตาบเป็นหลานของพระฤทธิสงคราม (เสือ) แม่ทัพหน้าในสงครามปราบ “กบฏเงี้ยว” (พ.ศ. 2445-2447) ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5

รัชกาลที่ 6 รับสั่งว่า “ไอ้ตาบมันเป็นลูกหลานของแม่ทัพหน้าซึ่งเป็นเสือเก่า ตัวมันเองก็มีรูปร่างสูงใหญ่ น้ำใจก็กล้าหาญอดทน ต้องตั้งนามสกุลของมันให้สมกับที่ปู่ย่าตาทวดเป็นเสือที่ประเสริฐมาแต่เดิม”

นามสกุลที่พระราชทานแก่นายตาบครั้งนั้น คือ “พรพยัคฆ์”มีเรื่องเล่าเป็นเกร็ดเล็กๆ ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 6 ไม่ทรงโปรดการไว้หนวด ทรงให้มหาดเล็กทุกคนโกนหนวดให้เกลี้ยงเกลา  มีแต่ขุนหิรัญปราสาทกลับเป็นคนเดียวที่ได้รับการยกเว้น ดังที่ทรงรับสั่งว่า“หนวดของไอ้ตาบมันสวยดี”

ขุนหิรัญปราสาทจึงภูมิใจในหนวดของตนมากและไว้หนวดตลอดอายุขัย  จนถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 ในวัย 79 ปีในบทสัมภาษณ์ของ ขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) อดีตข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ซึ่งอยู่ใน หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงอายุธประดิษฐ์ (ศุข อามระดิษ) ได้กล่าวถึง “อภินิหาร” ของท้าวหิรัญพนาสูร หรือ “ฮู” เมื่อคราวเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ว่า

“พ.ศ. 2454 (ร.ศ. 130) คือขณะที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ประทับอยู่ที่นครปฐม ทางกรุงเทพฯ ได้เกิดมีการจับกุมพวกที่คิดกบฏขึ้น พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบกก็รีบเสด็จขึ้นรถไฟไปเข้าเฝ้าที่นครปฐม กราบบังคมทูลเหตุการณ์ที่ได้ทำการจับกุมพวกกบฏเรียบร้อยแล้วให้ทรงทราบ
พระองค์มีพระราชดำรัสกับกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถว่า “เมื่อคืนนี้ฉันก็ฝันไปว่า ท้าวหิรันย ฮู มาบอกว่าได้มีกบฏกันขึ้นในกรุงเทพฯ และบอกด้วยว่า เหตุการณ์เรียบร้อยแล้วไม่ต้องตกพระราชหฤทัย”

 พระมหาเทพกษัตรสมุหกล่าวว่า ‘เรื่องนี้พระองค์ท่านเอง ในตอนแรกก็ไม่ทรงเชื่อพระสุบิน แต่ที่ไหนได้พอรุ่งขึ้นทูลกระหม่อมเล็ก (กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ) ก็เสด็จขึ้นมาเฝ้ากราบทูลเรื่องนี้จริง ๆ”หนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังเล่าด้วยว่า ตลอดพระชนมชีพของรัชกาลที่ 6 ตั้งแต่ท้าวหิรัญฯ มาถวายตัวรับใช้พระองค์นั้น“บางครั้ง เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหัวเมือง มีผู้อ้างว่าได้แลเห็นคนรูปร่างล่ำสันใหญ่โตนั่งบ้างยืนบ้างอยู่ใกล้ ๆ กับที่ประทับ  การเห็นนี้ไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ได้เห็นพร้อม ๆ กันหลายคนก็มี และการเชื่อถือหิรันยอสูรนี้ไม่ใช่มีเฉพาะแต่ข้าราชบริพารตามเสด็จเท่านั้น ถึงแม้แต่ข้าราชการฝ่ายเทศาภิบาล (ข้าราชการต่างจังหวัด) ก็นิยมนับถือด้วย”ใครที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์ท้าวหิรัญพนาสูร  สามารถไปสักการะได้ที่ศาล ในเขตรอยต่อระหว่างพระราชวังพญาไท กับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้ทุกวัน

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชวังพญาไท

พระราชวังพญาไท

ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูร

ท้าวหิรัญพนาสูรองค์เล็กสมัย ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูรองค์เล็กสมัย ร.6

ท้าวหิรัญพนาสูรหน้ารถพระที่นั่ง

ท้าวหิรัญพนาสูรหน้ารถพระที่นั่ง

นายตาบ พรพยัคฆ์

นายตาบ พรพยัคฆ์

ภาพถ่ายศาลท้าวหิรัญพนาสูรเดิม

ภาพถ่ายศาลท้าวหิรัญพนาสูรเดิม

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

งามสง่ามาก! ศรีริต้า ใส่ชุดไทย ยกครอบครัวทำบุญในวันเกิดสามี

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

5 พฤษภาคม 2569 เรียกเสียงชื่นชมจากแฟนๆ ได้อย่างล้นหลาม เมื่อคุณแม่ลูกสองคนสวย “ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช” ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ในลุคสุดสง่างามสวม ชุดไทยศิวาลัยสีแดง ขณะเดินทางไปทำบุญ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของสามีสุดที่รัก “กรณ์ ณรงค์เดช”

โดยในคลิปดังกล่าว ศรีริต้ามาในลุคเรียบร้อยแต่หรูหรา สะท้อนความเป็นกุลสตรีไทยได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศอิ่มบุญและอบอุ่นของครอบครัว ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังได้เขียนข้อความอวยพรสุดซึ้งถึงสามี ระบุว่า “สุขสันต์วันเกิดนะคะ คนดี @kornnarongdej ไม่มีอะไรจะให้มากกว่าคำอวยพร ขออำนาจของคุณพระศรีรัตนไตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เเละเทวดาฟ้าดิน ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นดังใจหวัง รักที่สุด และตลอดไป”

หลังจากโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมอวยพรวันเกิดให้กับกรณ์กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งชื่นชมความสวยสง่าของศรีริต้าในชุดไทย และความน่ารักของครอบครัวที่ดูอบอุ่น

ภาพจาก : @kornnarongdej ,@sriritajensen

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

Bangkok City สร้างตำนานแล้วที่ปากน้ำโพ ปรากฏการณ์ Soft Power ไทยฟีเวอร์จาก KT Kratae

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.33 น.

ปรากฏการณ์ไวรัลระดับโลก Soft Power ไทยจาก “Bangkok City” โดย “(KT Kratae) กระแต อาร์สยาม”  ทำเอาชาวปากน้ำโพ เมืองเอกแห่งนครสวรรค์คึกคักกันไปทั้งคืน หลังรวมพลคนโซเชียลที่ร่วมกันผลักดันและภูมิใจในความเป็นไทยมาเต้น มาจอย  มาทำคอนเทนต์ใส่ผ้าไทยให้โลกเห็น ส่งต่อเสน่ห์ของความเป็นไทย สร้างปรากฏการณ์ชุดไทยฟีเวอร์กันแบบสุดๆ ในคอนเสิร์ต KT Kratae ที่จัดหนักจัดเต็มโดย Hangover@นครสวรรค์ ปิดจบเทศกาลสงกรานต์แบบไทยๆ ไปอย่างสวยงาม

โดยบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยหนุ่ม-สาวสไบเฉียงที่เตรียมพร้อมมารับชมโชว์แบบฟูลออฟชั่นที่ทางร้านได้จัดเตรียมไว้ให้ และทางค่ายขนเพลงมาแบบเต็มสูบ โดยเฉพาะ “Bangkok City” เพลงแนว Feel-Good Dancehall/Latin-Pop ที่มีกลิ่นอายไทย ส่งตรงมาลงที่แลนด์มาร์คแห่งปากน้ำโพ โชว์แรงที่แฮงค์โอเวอร์@นครสวรรค์  ปลุกกระแสแฟชั่นห่มสไบใส่กางเกงยีนส์สุดเท่ห์ เทรนด์ฮิตล่าสุดทั้งคนไทยและชาวต่างชาติร่วมสนุกเต้นสะบัด ตามสาวกระแต, กระต่าย, กฤษ บุญยะเลี้ยง, โตชิ-จิรทิปต์ ปันธิ  และลูกทีมแบบเต็มวงอีกกว่า 30 ชีวิต พร้อมเมดเลย์เพลงดัง แดนซ์กันแบบนัน-สต็อป สร้างความสุขสุดประทับใจให้กับชาวนครสวรรค์โดยเฉพาะ

งานนี้ HangOver @นครสวรรค์ คืนกำไรลูกค้าโดยเฉพาะกับเอ็กคลูซีฟในเอ็กคลูซีฟ ด้วยการใกล้ชิดศิลปินแบบตัวต่อตัว เสมือนคอนเสิร์ตกลางบ้านที่ศิลปินมาโชว์กันทั้งครอบครัว ด้วยนโยบายของผู้บริหาร “พีช-สุพิชญา ไพฑูลย์” กรรมการผจก (ตลาดเพชรพิชญาและบจก.เพชรวดีก่อสร้าง) มีความตั้งใจอย่างมุ่งมั่นว่าใครที่มาใช้บริการที่ร้านแล้วต้องรู้สึกสบาย เป็นกันเอง เพราะมีบรรยากาศดีที่เตรียมไว้ให้ลูกค้ามาแล้วประทับใจ โดยในครั้งนี้ยังเนรมิตเวทีใหม่ ใหญ่เกือบเท่าตัวร้านขึ้นมาภายในพริบตาเดียว และตั้งใจชวนสาว “กระแต” และชาวคณะมาเซอร์ไพร้ส์ชาวนครสวรรค์โดยเฉพาะ และอยากผลักดันวัฒนธรรมไทยให้คนรุ่นใหม่หันมาภาคภูมิใจและยกระดับเพลงไทยสู่สากลไปพร้อมๆ กันที่ HangOver @นครสวรรค์ ที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 19.00 – 23.00 น.

เตรียมพร้อมกับความสนุกสุดเซอร์ไพร้ส์ในครั้งต่อไปได้อย่างสม่ำเสมอที่ HangOver @นครสวรรค์ เพียงแค่ติดตามเพจไว้ให้ดี โดยสามารถติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

เพจ  https://www.facebook.com/hangovernakhonsawan/

#KTKRATAE #BangkokCity

#HangOver #HangOverNakhonsawan

#แลนด์มาร์คแห่งปากน้ำโพโชว์แรงที่แฮงค์โอเวอร์นครสวรรค์ 

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

เปิดรับสมัคร Miss Queen Andaman Power 2026 เวทีของความงาม พลัง และความเท่าเทียม

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ร่วมกับ กลุ่มอันดามันพาวเวอร์ภูเก็ต เตรียมเปิดเวทีการประกวดที่มีสีสันที่สุดในจังหวัดภูเก็ต กับการประกวด “Miss Queen Andaman Power 2026” ครั้งที่ 11 สุดยอดการประกวดสาว TG (Transgender) ภายใต้แนวคิด “ฉลาด สวย สุขภาพดี และมีจิตอาสา” พร้อมชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ขอเชิญชวนสาวๆ TG จากทั้วประเทศ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉิดฉายบนเวทีแห่งความงาม พลัง และความเท่าเทียมครั้งนี้ได้ ในงาน “Miss Queen Andaman Power 2026” ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการประกวดได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 20 .. 69 โดยสามารถสแกน QR Code หรือขอรับใบสมัครได้ที่ Tourist Privilege Booth โซนเดอะเบย์ อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต และร้าน IBAR ซอยพาราไดซ์ ป่าตอง นอกจากนั้นยังสามารถติดตามข้อมูลและเงื่อนไขการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Miss Queen Andaman Power หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 084-848-7963

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

Mister International Thailand 2026 The NEW Legendary เปิดรับสมัครแล้ว

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

เปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับเวทีประกวดสุภาพบุรุษสุดยิ่งใหญ่ มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล    ไทยแลนด์ 2026 (Mister International Thailand 2026) ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ทรงพลัง “The NEW Legendary”  สู่ตำนานบทใหม่ของเวที กับไฮไลท์ของการปะทะระหว่าง “ตัวพ่อ” ผู้ผ่านการประกวด MI Thailand ฟาดฟันกับ “ผู้กล้าหน้าใหม่” ใจถึง ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน ชิงรางวัลเงินสด และของรางวัลมูลค่ารวมนับล้านบาท รวมถึงโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำมากมาย และเป็นตัวแทนประเทศไทยในการประกวดเวทีระดับนานาชาติ เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พฤษภาคมนี้ เท่านั้น

นายอานนท์ จันทราช ประธานกองประกวด Mister International Thailand และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การประกวดในปีนี้ยังคงมุ่งยกระดับเวทีให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The NEW Legendary’ พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มาร่วมสร้างตำนานกันอย่างคับคั่ง นำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และทีมบุรีรัมย์ ในฐานะเจ้าภาพจัดกิจกรรมเก็บตัว

“ผู้เข้าประกวดจะได้รับประสบการณ์จากกิจกรรมของกองประกวด และผู้สนับสนุน ที่เตรียมไว้อย่างจัดเต็ม ก่อนที่จะเข้าสู่การประกวดรอบ Preliminary ที่ จ.บุรีรัมย์ และรอบชิงชนะเลิศในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม ณ MCC Hall The Mall Lifestore Bangkapi ซึ่งผู้ชนะตำแหน่ง Mister International Thailand 2026 จะได้รับรางวัลเงินสด มูลค่ารวมกว่า 1 ล้านบาท พร้อมของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนอีกมากมาย และโอกาสในการเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมการประกวด Mister International 2026 รวมถึงโอกาสสำคัญในการร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ” นายอานนท์ กล่าว

ทั้งนี้ การประกวด Mister International Thailand 2026 กำหนดเปิดรับสมัครผู้เข้าประกวดหนุ่มหล่อสัญชาติไทย ที่ไม่เคยผ่านการเป็นผู้เข้าประกวด Mister International Thailand มาก่อน  อายุระหว่าง 18 – 39 ปี ที่มีความมั่นใจ และความกล้าที่จะนำพลังของตัวเองมาต่อยอดสู่ความสำเร็จ โดยผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ แฟนเพจ Mister International Thailand กรอกข้อมูล พร้อมแนบรูปถ่าย (หน้าตรง ครึ่งตัว เต็มตัว) และคลิปวิดีโอแนะนำตัวเอง (ความยาวไม่เกิน 30 วินาที) ส่งมาที่อีเมล info@mithailand.com ตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2569  

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร หรือติดตามข่าวสารได้ที่แฟนเพจ Mister International Thailand และ IG : mithailandbyactiff หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 083 309 4114 / 062 639 9794

#MIThailand2026

#MisterInternationalThailand

#TheNEWLegendary

#ProducedByActiff

#TeamBuriram

มีร่างนี้ได้เพราะภรรยา เจมส์ จิรายุ ขอบคุณเมียหลังเคยดื่มหนักทุกคืนไม่นอนทั้งปีจนเกือบพัง

มีร่างนี้ได้เพราะภรรยา เจมส์ จิรายุ ขอบคุณเมียหลังเคยดื่มหนักทุกคืนไม่นอนทั้งปีจนเกือบพัง

มีร่างนี้ได้เพราะภรรยา เจมส์ จิรายุ ขอบคุณเมียหลังเคยดื่มหนักทุกคืนไม่นอนทั้งปีจนเกือบพัง

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

On the way with Chom เปิดเบื้องหลัง Six Pack สุดลีนของ “เจมส์ จิรายุ” ใครจะรู้ว่ามีร่างนี้ได้เพราะภรรยาช่วยดึงสติ! เล่าหมดเปลือกกับช่วงชีวิตที่พังที่สุด สังสรรค์ทุกคืนแทบไม่ได้นอนเป็นปี จนสุขภาพพัง ภูมิแพ้กำเริบ กลับมาได้เพราะกฎเหล็กจากภรรยา! วิ่งทุกวัน เล่นเวทประจำ แต่คอเลสเตอรอลสูงปรี้ด! อาจต้องกินยาตลอดชีวิต? พร้อมเปิดเคล็ดลับร่างทอง ต้องยอมรับก่อนว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ แต่ให้เริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้จริง สร้างโมเมนตัมให้ตัวเอง แล้วกำลังใจจะพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิด

เรื่อง Hyrox เป็นไงบ้าง พอใจไหม ?

เจมส์จิ : หนังชีวิตครับ ไม่พอใจ เพราะว่าตอนแรกตอน Sim (Simulation) คิดว่าง่าย คือผมไม่ได้ซ้อมเอาจริง ๆ ตอนที่ไปคิวบิก ไปเทรน ผมก็ไปแต่ PT แล้วก็เห็นแบบว่า คุณภรรยากับเพื่อน ๆ เขาก็เล่นกัน แล้วผมเคยเล่นคลาสด้วยกันแค่ครั้งเดียวงั้นไม่เคยเล่นเลย แล้วก็เชื่อว่าตัวเองแข็งแรงมาก เพราะว่าวิ่งมา แล้วทุกคนก็จะอวยว่าถ้าเกิดคนวิ่งจะได้เปรียบ พูดอย่างงี้เสมอ เราก็รู้สึกว่าน่าจะได้เปรียบ

แต่ก็ได้เปรียบจริง ๆ คนวิ่งยังไงก็ได้เปรียบ

เจมส์จิ : ก็จริง แต่ผมว่าครึ่งหนึ่งของการแข่งขันเลย ตอนแรกผมก็คิดว่าผมแข็งแรงใช่ไหม แล้วก็รู้สึกว่าวิ่งกันมาแล้ว เวทกันมาแล้ว ทุกคนก็อวยนักวิ่งมากว่าน่าจะไปได้ แล้วพอไปจริง ๆ แล้ว จะอ้วก คือผมเพิ่งรู้เลยว่า คือสกิลการทำฐานก็น้อย เพราะว่าเราไม่ได้เข้าและก็ไม่ได้ลองแบบฝึกจริงจัง ผมว่าเวทมันได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อที่มันมากขึ้น แต่พอมาเล่นที่มันเกี่ยวกับ Functional การยก การย้าย มันก็แย่ พอไปลองจริง ๆ แล้ว เพิ่งรู้ว่าผมมีอาการนี้ด้วย ว่าตื่นเต้นมาก คือบรรยากาศมันเร้ามาก ตอนก่อนปล่อยตัว แล้วเขาก็จะมาบรีฟว่าอย่าไปวิ่งเลย วิ่งรอบเดียว ก็จะพูดกันเต็มไปหมดเลย แล้วก็เห็นแบบว่าคนถอดเสื้อกันแล้วก็แบบยืดกัน แล้วเวฟที่ผมอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงไปลงเวฟนั้น มันเป็นเวฟที่หาแรงมากเลย คือผมเปิดกันประมาณ 5 เลย ประมาณแบบเพจ 5 เลย แต่เป็น 2 คนที่ช้าที่สุดเขาไปกันหมดแล้ว ผมว่ามันส์ตรงที่ว่าเหมือนกับเหนื่อยจะขาดใจดี แบบว่าชีวิตเหมือนรู้สึกชีวิตมันสบายไป หรือว่าชีวิตมันออกกำลังกายเบาเกินไป อย่าง hyrox พอมันเป็นคู่ แต่ในส่วนตัวนะผมว่าคู่สนุก คือเดี่ยวก็จะถือว่าเป็นบุคคลที่ต้องแข็งแรงมาก และก็ต้อง challenge ตัวเองมาก พอมัน mix ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่แบบเพลินดี หมายถึงว่าเหมือนกับเราวิ่งไปกับเพื่อนและก็เล่นไปกับเพื่อน เหนื่อยเราก็พักแต่ไม่มีโอกาสได้พักเลย

เรื่องหุ่นตอนนี้แฮปปี้หรือว่าจะไปต่ออีก ?

เจมส์จิ : ไปอีกหน่อย โดยรวมอาจจะให้มันเต็มขึ้น แต่ตัวใหญ่ผมว่าน่าจะยากแล้ว เพราะว่าด้วยโครงสร้างกับ genetics ผมว่าถ้าเกิดว่าจะไปกว่านั้นก็คือต้องโหลดเยอะ ซึ่งน่าจะเหนื่อยเกินไปและก็อาจจะไม่ได้ชอบตัวเองขนาดนั้น ทั้งอาหารและก็เวทที่มันต้องแบบสัมพันธ์กันมาก ๆ คือผมใช้หลักว่าอะไรที่ง่าย ๆ เราทำไว้ก่อน พอเราเริ่มจากเลเวลง่าย ๆ มันก็ไม่ได้ยากมาก แต่ว่าพอเลเวลเรามันแบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันก็มีความซับซ้อนของมันไปเรื่อย ๆ คือก็ต้องแบบกินให้มากขึ้นและกินต้องบาลานซ์กันกับการที่เราออก ซึ่งมันต้องคำนวณหลายอย่างมากเลย คือเป้าผมอันแรกก่อนที่มันจะมาเป็นหุ่นดีกว่านี้ก่อน ก็คือการที่อยากจะลองว่ามันจะ maintain ได้ยังไง เพราะว่าครั้งแรกที่ผมทำจากที่ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นซิกแพคเลยแล้วกันและก็รู้สึกว่าจะมีได้ยังไง และก็พอไปทำครั้งแรก แต่ตอนนั้นเป็นการทำที่แบบค่อนข้างเฆี่ยนเลย สมมุติว่าจำกัดเวลาสักประมาณ 2-3 เดือน และก็ฟิสิกส์จัด ๆ เลย อาหารคือถ้าไม่อยากคิดเองก็ไปสั่งเลยว่าต้องการแค่ 1,800 และก็คาร์ดิโอวันละ 500 ก็จบเลย เป็นสูตรสำเร็จเลยแบบว่าต้องการลีนเร็ว ๆ พอ 3 เดือนแล้วมันเห็นจริงข้อดีคือหุ่นดี ข้อเสียคือก็มีเอฟเฟคประมาณหนึ่ง ตาโหล หน้าตอบ คนก็จะทักว่าทำไมดูผอมไป แต่ว่าหุ่นดีจริงนะ ก็ส่งผลต่อสุขภาพประมาณหนึ่งไม่เฮลตี้เท่าไร

ทุกวันนี้กินกี่เท่า ?

เจมส์จิ : น่าจะประมาณเท่าเดียว คือผมไม่รู้ว่ามันแบบจริงเท็จแค่ไหน แต่อันนี้ผมก็เลยลองมาทำกับตัวเองว่าถ้าฉันกินไม่ถึง คือตอนที่เรากับเทรนเนอร์ ก็จะแบบ 1.5-2 ก็ minimum ต้องกินประมาณนี้ ผมก็เลยลองดูว่าถ้าเกิดว่าผมกินไม่ถึง อาการมันจะเป็นยังไง แต่ว่าเล่นประมาณเดิมเลย ก็ยังไปได้ กับมีบางวันที่อาจจะรู้สึกว่าแบบ recovery ช้า ๆหน่อย แต่ผมก็ tricky ไปกินแบบว่าพวกเวย์ได้ ก็คือไม่ได้แบบซีเรียสที่ต้องแบบ strict แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งหลักที่ทำอะไร ก็ยังอยู่ และก็ขึ้นด้วย

เรื่องอาหารก่อน maintain ยังไงบ้างตอนนี้ ?

เจมส์จิ : ไม่ค่อยนับแคลครับ แต่ว่ากินน้อยอยู่แล้วครับ เพราะว่าคือคุณภรรยาเขาพอเลี้ยงลูกกลางคืน เขาจะมีเวลานอนจนถึงประมาณสัก 10:00 น. อีกรอบหนึ่ง และตอนเช้าผมก็เลยไม่ได้กิน เพราะว่ารอกินตอนเช้า ก็คือพอเขากินอีกทีก็ประมาณ 11:00 น. ก็คือกินมื้อแรกเที่ยง และก็พออีกทีหนึ่งก็ประมาณ 18:00 น. หรือไม่ก็ 20:00 น. และก็เสร็จละ 2 มื้อ คือถามว่ามันสามารถแบบอนุมานแคลได้ด้วยแบบเร็ว ๆ ไหม ก็สามารถทำได้ เป็นคนไม่ได้กินจุบจิบด้วย แต่ว่าสมัยก่อนเป็น กินขนม หมายถึงว่าระหว่างมื้อแต่ว่าตอนนี้ไม่ค่อยเป็น

เรื่องออกกำลังกายตารางเป็นยังไงบ้าง ?

เจมส์จิ : พยายามทำให้ได้ทุกวัน มี home gym ก็คือตัดเรื่องระยะเวลาการเดินทางออก แต่ถ้าเกิดสมัยก่อนตอนที่อยู่คอนโดก็พยายามพยายามเล่นที่คอนโดเลย พยายามเอาเอาอะไรก็ได้ที่แบบง่ายที่สุดและก็เร็วที่สุดเท่าที่เราจะไปได้ ใน 7 วัน จะแบ่งเป็นว่าวิ่งคือคาร์ดิโออย่างน้อย 2 วันขั้นต่ำ ก็ไม่ว่าจะออกไปวิ่งสวนหรือว่าวิ่งลู่วิ่ง ต้องให้ได้อย่างน้อย 2 วัน ถ้า 3 วันก็ 3-4 วันก็ถือว่าเก่ง และก็เวทนี่ ช่วงนี้ฮิตเวทครับและช่วงนี้แบบศึกษาเวทเยอะ อ่านวิจัยแบบบ้าคลั่ง เรารู้สึกว่าอยากมาทดลองว่ามันได้ไหม ก็เลยเวทประมาณสัก 5 วันและก็ว่ายน้ำวันหนึ่ง คาร์ดิโอ 3 วันโดยประมาณ และก็เวทประมาณ 5 วัน แต่ว่าเวทมันก็ไม่ได้กินเวลาเยอะ ถ้าเกิดว่าเราแบบตั้งใจเล่นที่ไม่เล่นมือถือแล้วกัน ประมาณ 40-45 นาที ไม่เกิน ก็แป๊บเดียวพอเข้าไปแล้วตั้งใจเล่นและก็ออกมา

แล้วมาสายนี้ได้ยังไง เห็นบอกว่าเมื่อก่อนอดีตเคยอ้วน ?

เจมส์จิ : อดีตเคยอ้วน เรียกว่าจ้ำม่ำ แต่ก็ไม่ได้ไม่ถึงกับอ้วนมาก ก่อนที่จะเริ่มจ้ำม่ำ มันจะมาจากเริ่มจากช่วงผอมมาก่อน พอผอมมาเสร็จปุ๊บ และผมกำลังจะย้ายโรงเรียนเป็นความคิดแบบเหมือนเด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวผอมจังเลย กลัวโดนรังแก หลังจากนั้นมาเป็นการเริ่มต้นเล่นฟิตเนสครั้งแรกในชีวิต พยายามเปิดอ่านทุกอย่างในเน็ตในสมัยนั้นที่มีแล้ว ซึ่งสมัยนั้นก็จะมีแบบอาโน พี่อาโนเป็นไอดอล เป็นแบบว่าเพาะกายเลยว่าต้องเล่น 7 เซตโน่นนี่นั่น กินครีเอทีนตั้งแต่อายุ 16 เลยในสมัยนั้น ลองแบบยังไม่มีความรู้ และก็พยายามลองหา และตอนนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเล่น และก็เล่นมาประมาณปี 2 ปี แต่น้ำหนักขึ้นจริง น้ำหนักขึ้น 3 เดือน ขึ้นไป 10 กิโลกรัม คือผมวิ่งมาตั้งแต่ยุคแบบว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมไปวิ่งงานหนึ่งมา ไปวิ่งอีเวนต์เลย ก็ไปและก็วิ่ง 5 กิโลเมตรเอง ก็สนุกจัง

วิ่งครั้งแรกคุณวิ่งได้ 5 กิโลเมตรเลยเหรอ ?

เจมส์จิ : ก็ไปวิ่งงานอีเวนต์ ต้องวิ่ง แต่ว่ามันเด็กมาก แบบ 20 กว่า ตอนนั้นไปได้อยู่แล้ว 20 กว่ามันก็ไม่คิดอะไร ก็วิ่ง เขาให้ทำอะไรเราไปและก็ไปได้ มันก็มันส์ ก็วิ่ง ๆ ไปเถอะ หลังจากงานวิ่งนั้น เราก็ maintain การวิ่งมาประมาณสักปี 2 ปี วิ่งจนคุณภรรยาแบบด่า คือเวลาจะออกจากบ้านหรือกลับบ้าน คือเขาจะจับเวลาว่าถ้าเกิดว่ามันเกินชั่วโมงกับแบบ 10 กว่านาที คือเขาจะรู้แล้วว่าผมวิ่งเกิน 10 กิโลเมตร คือเพราะว่าในช่วง ๆ นั้น ผมบ้าคลั่ง วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร กันไปเรื่อย ๆ วิ่งแบบบ้าคลั่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ 20 กิโลเมตร ๆ และก็หลัง ๆ มาก็เริ่มแบบค่อย ๆ ทอนลงมาวิ่ง เพราะว่าชอบวิ่งด้วยและก็มันมีความรู้สึกว่าอยากระบายอารมณ์บางอย่างตัวเองออกไปจากงานที่ทำ

 แล้วมาเล่นเวทได้ยังไง ?

 เจมส์จิ : ก็เป็นคุณภรรยาคนเดิม เขาก็บอกว่าเห็นไหม คนอื่นเขาก็ดูแลตัวเองกันทั้งนั้น ทำไมไม่เห็นจะแบบว่าทำได้อย่างเขาเลย มีกล้ามอาชีพเราก็อาชีพเรานะ ทำไมไม่ดูแลตัวเอง มาเขาก็ร่ายยาวเป็นพารากราฟเลย สักพักหนึ่งผมก็บอกว่าผมก็เล่นมาตลอด แต่แค่แบบมันไม่ได้มีอะไรอย่างงั้น และเขาก็บอกว่าทำไมจะไม่มี คนอื่นก็ยังมีเลย เขาเริ่มกดดัน ก็เลยก็ได้ กับคุณภรรยาเขาก็ไปเล่นที่คิวบิกก่อน เขาบอกว่างั้นลองไปไหม ผมก็ลองไป ไปเสร็จ วางเป้าหมายกันก่อนไหม เรามีโกลกันก่อนว่าโกลเราจะเป็นยังไง ผมก็แบบอึกอัก ๆ เพราะว่าผมก็รับโจทย์มาจากภรรยา โกลผมเองก็ยังไม่มีหรอก แต่ว่าก็รับโจทย์จากภรรยาก็แบบ ก็คงอยากหุ่นดี ก็คงมีซิกแพค มีกล้าม ก็เข้าโปรแกรมเขาเลย ช่วงนั้นที่บอกว่าเดือด ๆ ก็เป็นอย่างงั้น

พอเราได้หุ่นนี้มาแล้วมีคนมาขอคำแนะนำไหม ?

เจมส์จิ : มีนะ แต่มันก็แปลก ๆ ดี เพราะว่าปกติไม่ค่อยได้ให้คำแนะนำเพราะว่าเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่าหลัง ๆ มาเริ่มมีและก็แบบว่า ทำไงอยากได้ แต่ว่าจะมีใน DM ด้วย แต่ว่า DM ผมก็อาจจะไม่ได้ถึงขั้นตอบ ก็อาจจะลองถ้าเกิดมีโอกาส ถ้าสติดี ๆ หน่อยอาจจะทำคลิปบอกได้ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเพื่อนสนิทกัน เราก็จะบอกว่า ผมเริ่มจากหลักว่าเราต้องสร้างแบบแรงบันดาลใจตัวเองก่อน มันดูเป็นแบบฟุ้งมาก ๆ เลย

ช่วงพังสุด ๆ ในชีวิตเลย มีไหมไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ ?

เจมส์จิ : มี แต่ไม่ค่อยกล้าเล่า แต่ว่าเดี๋ยวเราเล่าในนี้ละกัน คืออย่างผมว่ามันเป็นช่วงตอนที่หลังจากเข้าวงการบันเทิง และก็น่าจะก่อนที่จะไปเริ่มแบบบ้าคลั่งในการวิ่ง ก็คือเราใช้วิธีการที่แบบว่านั่งสังสรรค์ นั่งดื่ม เพื่อให้มันลืม ความเครียดในงาน หมายถึงว่าพอเราเริ่มแบบมีชื่อเสียงไปสักพักหนึ่ง ตอนนั้นมันก็จะเป็นแบบคนอยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ รู้สึกว่าทำไมทุกคนอยากได้ไปหมดเลย จากเรา และก็ทำไมเราเหนื่อยจังเลย มันก็เป็นแบบ config ทั่วไป ที่ผมว่าทุกคนก็คงน่าจะเจอในมุมของตัวเอง ตอนนั้นผมก็ไปใช้วิธีการแบบก็นั่งสังสรรค์ แต่นั่งสังสรรค์เยอะไปหน่อย ถ่ายละครทุกวัน หลังจากถ่ายละครเสร็จนี่ก็คือสังสรรค์เลย และก่อนไปถ่ายละครก็คือไปอาบน้ำ ยาวเลย ไม่ค่อยได้นอนเลย แต่ว่าก็มานอนตอนมื้ออาหาร เอาตอนเขาพักเช้า พักเที่ยง มุดเข้าใต้โต๊ะและก็หลับยาวเลย ตอนนั้นผมก็เพิ่งมาสังเกตว่ามันมีอาการเดิม ๆ ของผม ที่เช่นแบบภูมิแพ้ สติอะไรนี่เราไม่ต้องพูดถึงแล้วนะ เพราะว่ามันแทบจะไม่มีอยู่แล้ว อาการป่วยก็ป่วยบ่อย ๆ น่าจะเดือนละครั้งได้เลย ที่แบบว่าตัวลุม ๆ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมี ไม่เคยได้คิดถึงเลย

แล้วอะไรดึงสติกลับมา ?

เจมส์จิ : ก็คุณภรรยาเช่นเดิม ถ้าไม่มีเขาชีวิตผมจะเป็นยังไง ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นข้อดีนะ คือมันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดเลย หมายถึงว่าในช่วงชีวิตนั้น แต่ผมรู้สึกว่ามันก็มีข้อดีตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน เราก็มีภูมิต้านทานแบบเยอะมากประมาณหนึ่งกับเรื่องพวกนี้ และเราก็สามารถตัดใจกับเรื่องอะไรแบบนี้มันได้ง่ายมาก สมมุติว่าทุกวันนี้ถาม ๆ ว่ายังมีดื่มไหม ก็ยังดื่มแต่ว่ามันไม่ใช่ทุกวันแบบสมัยก่อนที่แบบว่าเราดื่มทุกวัน เราดื่มเอาแบบแค่รู้สึกว่ามันมีรสชาติของมัน และรู้สึกว่าเราอร่อยกับมัน และถ้าเกิดถึงจุดที่มันจะเริ่มแบบมึน ๆ ผมจะหยุด

มีแบบประโยคเตือนสติไหม จากน้องโฟมที่ทำให้เราเหมือนกระชากสติกลับมา ?

 เจมส์จิ : แต่ว่าเขาใช้วิธีการแบบเด็ดขาดมากกว่า สมมุติว่าถ้ายังกินอันนี้อยู่ ฉันจะไม่ให้เธอแบบว่าไม่ต้องมาเจอกัน สมมุตินะ ก็จะเป็นอย่างงั้น วันนี้ให้เลิกเที่ยงคืน หมายถึงว่าแบบว่าต้องเจอกันเที่ยงคืน หรือกลับมาเที่ยงคืน หรือว่าแบบให้เลิกเที่ยงคืน ถ้าเที่ยงคืน 5 นาทีก็คือฟาวล์ 5 นาทีก็ไม่ได้ มันก็จะมีแบบมีกรอบมีอะไร ซึ่งมันจะค่อย ๆ คือมันไม่ใช่แบบว่าเราสามารถแบบหักดิบมันได้เลย คือเขาก็จะแบบค่อย ๆ วางระเบียบกรอบว่า จาก 4:00 น. 2:00 น. 1:00 น. เที่ยงคืน 23:00 น. 22:00 น. คือคนอื่นพูดก็ไม่ค่อยมีความหมายในมุมผม ผมผู้ชายใช่ไหม มันจะมีความสุดโต่งอะไรบางอย่างในตัว การที่แบบว่ามีคนมาแบบตบ ๆ มาดึงสติหน่อย มันก็อาจจะเป็นเป็นข้อดี ตลกดีนะ ไม่เคยและพูดมุมนี้เท่าไหร่

คอเลสเตอรอลสูงใช่ไหม ?

เจมส์จิ : ใช่ครับ ผม 320 LDL แบบ 280 แล้วไปไกลเลย แต่ว่าไขมันดีก็ถือว่าสูง แต่ว่าบวกลบคูณหารออกมาก็ถือว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกินยา ผมมาตรวจสุขภาพครั้งแรกประมาณอายุ 25 ที่เป็นเบสิกตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเราจะรู้ทุกค่าอยู่แล้ว และก็ดูเรคคอร์ดไปและผมก็ทิ้งมันไปตลอด และก็ตรวจทุกปีหลังจากนั้นมา และมันก็อยู่ในกรอบนั้นเสมอ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปกินวีแกนเหมือนจะลง กินอยู่เดือนกว่าและก็เลิกกินนะ แต่ว่าช่วงนั้นเหมือนว่าจะดรอปมานิดหนึ่งสุดท้ายก็กลับขึ้นมาเหมือนเดิม เป็นกรรมพันธุ์ด้วย คุณพ่อผ่า bypass คุณแม่ก็สูง แต่มันมีเรื่องที่น่าสนใจคือ ที่ตัดสินใจกินยาเพราะว่าผมไปเล่นมาตาลดา และผมรับบทเป็นคุณหมอ CVT เป็นผ่าตัดหัวใจตอนนั้นคุณหมอเขาก็น่ารักมาก และเขาก็ขออนุญาตแบบถูกต้องทุกอย่าง เพื่อให้ผมเข้าไปดูเคสที่ผ่า bypass หัวใจ และผมก็ไปยืนดูในห้องผ่าตัด แล้วผมเห็นกระบวนการทุกอย่าง ผมบอกหมอว่าผมจะเริ่มกินยาตั้งแต่วันนี้แล้วครับ และหลังจากนั้นมาผมก็ยังไม่ได้กินเลย และผมก็ยังมาชั่งใจอยู่ว่าจะกินดีไหม คือถ้าเกิดว่าทุกคนได้ยินก็คือต้องกินยานี้ไปตลอดชีวิต ก็เลยพยายามไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและก็เวทกับสิ่งที่เห็น แต่สิ่งที่เห็นค่อนข้างน่ากลัว เป็นจุดตัดสินใจให้เรารู้สึกว่าก็ควรนะ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยปรับพฤติกรรมแต่ว่าไม่ลง

ปกตินอนดึกไหมถ้าไม่มีลูก ?

เจมส์จิ : ประมาณเที่ยงคืน ที่เที่ยงคืนเพราะว่ามันต้องมีเวลาอยู่กับภรรยาด้วย หมายถึงว่าน้องโฟม ตอนแรก ๆ เพราะว่าตอนเราไปทำงาน เราก็เก่งแต่ออกจากบ้าน เราปล่อยเขา เราก็เก่งแต่ออกจากบ้านอย่างเดียว 5:00-6:00 น. เราก็ไปแล้ว พอเสร็จมาก็ 22:00 น. ก็เที่ยงคืนนี้ก็ถือว่ามีเวลาให้เขาประมาณชั่วโมงครึ่ง มันก็น้อยประมาณหนึ่ง เราก็เลยต้องพยายามแบบว่ายืดเวลาที่จะอยู่กับเขาแบบอีกสักแป๊บหนึ่ง แต่ช่วงสมัยก่อนมันถ่ายละครกันหลายเรื่อง ละครสมัยก่อนมันเยอะ มันก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลาแบบอยู่ด้วยกันเท่าไหร่ ก็เลยกลายเป็นว่าก็เลยชิน กลายเป็นว่าต้องนอนแบบประมาณเที่ยงคืนครึ่งมาโดยตลอด

แล้วมีนอนไม่หลับบ้างไหม ?

เจมส์จิ : ไม่เลย ตอนแรกผมคิดว่าคนในวงการบันเทิง เป็นคนที่นอนง่ายทั้งหมด เพราะว่าดูเป็น เป็นบุคคลที่นอนกัน เรานอนที่ไหนก็ได้ เพราะผมก็อยากนอนสัก 20:00 น. คือผมต้องลองแชร์ปัญหานี้กับแบบว่าสมมุติว่าครอบครัวอื่น แต่คุณภรรยาคือเขานอนดึกมาก เขานอน 1:00 2:00 น. เป็นคนตื่นง่ายแล้วก็นอนหลับยาก และเขาก็จะนอนเป็นแบบ circle สั้น ๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ จนแบบตื่นอีกที ตื่นเต็มที่ก็ประมาณ 10:00 น. แต่ผมมาเป็นคนที่อยากนอนเร็ว แต่ว่าผมสามารถตื่นเช้าได้ ตื่น 5:00 น. ได้ ตื่นแบบ 6:00 น. ได้ ตื่นมาแล้วก็สามารถแบบทำกิจกรรมได้ ก็กำลังพยายามหาแบบจุดบาลานซ์กันอยู่ว่าจะไปอยู่กันตรงไหน

รู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจากการที่เราหันมาดูแลตัวเองทั้งร่างกายและก็จิตใจเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ?

เจมส์จิ : ดีขึ้นในหลายแง่ คือพอเราใส่ใจสุขภาพ รู้สึกว่า performance ในหลาย ๆ ด้านดีขึ้น ในกระบวนการความคิด อารมณ์ การควบคุมตัวเอง การที่เราสามารถแบบมีวินัยในการออกกำลังกาย รวมถึงวินัยในการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันมาตอนที่หลังจากที่เราออกกำลังกายเป็นสม่ำเสมอมาหรือมันมากับวัย และเราก็มาออกกำลังกายควบคู่มันเลย ไปด้วยกันก็เลยไม่รู้ว่าอะไรมันก่อนหรือหลัง แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค คือดีในหลาย ๆ ด้าน หมายถึงว่าทั้งอารมณ์ความรู้สึก รูปร่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง การที่จะอยู่กับว่าสังคม อยู่กับคนตรงหน้า การเคารพตัวเองแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ เหมือนกับถ้าเกิดว่าเราเทียบเป็นมุมผู้ชายก็จะเหมือนแต่งรถ เวลาเราทำรถสักคันหนึ่ง มันจะไม่สามารถมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดได้ สมมุติว่าเราใส่เครื่องไปเลยแรงที่สุด แต่ถ้าเกิดช่วงล่างเราเอาไม่อยู่ มันก็ขับไม่ได้อยู่ดี ผมว่ามันเป็นเรื่องแบบกระจุ๊กกระจิ๊กที่เราค่อย ๆ เติม option เติมค่อย ๆ ให้มันเต็มไปเรื่อย ๆ ในแต่ละ option ก็ค่อย ๆ เพิ่มไปแบบให้มันบาลานซ์กันไปเรื่อย ๆ ผมว่าก็เป็นคุณภาพชีวิตที่มองในภาพกว้าง ๆ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นวัยที่ดูลงตัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะลงตัวได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าเกิดว่าตอบในวัยนี้ก็ลงตัว

ในมุมมองของคุณคิดว่าสุขภาพที่ดีเริ่มจากอะไร ?

เจมส์จิ : เริ่มจากอะไรดี เริ่มจากยอมรับก่อนว่ามันไม่ได้ง่าย ผมจำไม่ได้นะว่าผมฟังเรื่องนี้มาจากพอดแคสต์หรือว่าหนังสือเล่มไหนไม่รู้ ผมชอบมากเพราะว่าเขาบอกว่าสิ่งแรกกับการที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างได้ ต้องยอมรับก่อนว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายและผมลองใช้อันนี้หลายรอบ อาทิเช่น สมมุติว่ากลับมาจากทำงานแล้วง่วงมาก และก็อย่างเมื่อคืน ล้างโคมตอน 1:00 น. ชีวิตไม่ง่ายจริง ๆ แล้ว พอเรายอมรับ มันจะดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ก็จะไม่แบบว่า against ตัวเอง แบบเราไม่ได้ต่อสู้กับตัวเองด้วย และพอยอมรับเสร็จปุ๊บเราก็ โอเค ฉันยอมรับแล้วว่ามันแบบมันไม่ได้ง่าย และเราก็พอเราดึงสตินี้กลับมาได้ จะค่อย ๆ ก็โอเค ก็ไม่ได้ง่าย พอทำไปเรื่อย ๆ เสร็จปุ๊บ ก็จะผสมลงกับแบบว่าชีวิตเรา จะค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าถามว่าจะเริ่มต้นจากอะไร ก็เริ่มต้นจากนี่แหละ และก็จะหวังผลเร็ว ๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง

เริ่มตอนเด็กก็ได้เปรียบกว่าด้วย

เจมส์จิ : ใช่ ผมว่ามันเป็นเรื่องของคุณตอนเด็ก คือถ้าเกิดว่าเราพูดติดตลกก็เป็นเรื่องของบุญกรรมที่เราสะสมกัน แต่มันคือเรื่องของการสะสมแบบทักษะและกล้ามเนื้อที่เราเคยทำมา ผมว่าแต่ละอย่างก็ต้องใช้เวลา และก็ต้องยอมรับว่ามันว่ามันก็ไม่ได้เร็ว เพราะฉะนั้นแล้วก็ไม่มีทางลัด ผมว่าส่วนหนึ่งที่เป็นคอเลสเตอรอล นอกจากกรรมพันธุ์คือผมกินฟาสต์ฟู้ดเยอะมากตอนเด็ก ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เพราะว่าคุณแม่มีความเชื่อว่าถ้าเกิดเรากินพิซซ่า หรือว่ากินอาหารตะวันตก เราจะตัวใหญ่เหมือนเขา ซื้อให้กินเยอะมาก fast food ผมหนักมากเลย หนักแบบกินแทนข้าว