ร้านอาหารไทย สยายปีกปักธงรบในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540126

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 10:46 น.

ร้านอาหารไทย สยายปีกปักธงรบในต่างแดน

หลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีแต่แบรนด์อาหารจากต่างชาติที่รุกคืบเข้ามาทำตลาด โกยเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคบ้านเราเท่านั้น แต่มีธุรกิจร้านอาหารไทยจำนวนไม่น้อยที่สยายปีกไปเติบโตในต่างแดนจนประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับเจ้าของธุรกิจอาหารที่กำลังมีแผนในใจว่าจะก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซน พาแบรนด์ไปชิมลางในตลาดต่างประเทศ ลองไปดูกลยุทธ์จากสองแบรนด์ร้านอาหารสายเลือดไทยอย่าง เกรย์ฮาวน์ คาเฟ่ ที่ล่าสุดไปไกลกว่าเอเชียรุดไปเจาะตลาดยุโรป ประเดิมเปิดสาขาแรกที่ลอนดอนเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะที่บาร์บีคิว พลาซ่า แบรนด์ปิ้งย่างในวัย 30 ยังแจ๋ว จับมือกับมาสเตอร์แฟรนไชส์ในกัมพูชา ผุดโมเดลธุรกิจใหม่ ด้วยการเปิดบาร์บีคิวพลาซ่า เวอร์ชั่น “สแตนด์อะโลน” เป็นครั้งแรก

 

ยกแบงค็อก คาเฟ่ไปไว้ที่ลอนดอน

พรศิริ โรจน์เมธา กรรมการผู้จัดการ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหนึ่งในผู้ถือหุ้น บริษัท เกรฮาวด์ และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ เผยถึงการเดินหน้าทางธุรกิจครั้งสำคัญว่า เพื่อต่อยอดความสำเร็จของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ตลอด 20 ที่ผ่านมา เราตัดสินใจทุ่มเม็ดเงินลงทุนกว่า 150 ล้านบาท เนรมิต “เกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน” เป็นแฟล็กชิปสโตร์ ใจกลางมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นสาขาแรกในยุโรป

“เดิมทีเราคิดว่าจะเปิดได้ภายใน 6 เดือน แต่เอาเข้าจริงใช้เวลาถึง 2 ปี เพราะกว่าจะหาโลเกชั่นที่ลงตัว อยู่ตรงหัวมุมถนนเบอร์เนอร์ส สตรีท (Berners Street) ในย่านฟิตซโรเวีย (Fitzrovia) ซึ่งเป็นย่านแห่งไลฟ์สไตล์สุดฮิป อยู่ไม่ไกลจากโซโหได้ต้องใช้เวลาไปปี”

พรสิริ เปิดฉากเล่าถึงเส้นทางที่เป็นความท้าทายใหม่ในการทำธุรกิจอย่างออกรส เพราะที่ผ่านมา การขยายสาขาของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ไปยังฮ่องกง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และอินโดนีเซีย ล้วนเป็นการขยายในรูปแบบแฟรนไชส์ไม่ใช่การตั้งต้นจากศูนย์เช่นครั้งนี้

“การจะเปิดร้านอาหารในลอนดอน ไม่ใช่แค่กำเงินไปแล้วจะก็เปิดได้ เพราะเวลาจะไปประมูลเพื่อขอเช่าที่เขาต้องดูก่อนว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน ช่วงที่ไปใหม่ๆ เรายังคุยกับทีมเลยว่า เกร์ฮาวด์ คาเฟ่ อยู่เมืองไทยเราเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง แต่พอไปที่ลอนดอน เรากลายเป็น ‘นิวคิดส์’ ไปเลย เพราะฉะนั้นเราต้องพิสูจน์ศักยภาพของแบรนด์เราให้เขาเห็น”

พรสิริ ยอมรับว่า กว่าจะได้ทำเลที่ใช่ ตกผลึกคอนเซ็ปต์เป็นเกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน ต้องอาศัยการทำวิจัยทางการตลาดเยอะมาก เพราะสูตรสำเร็จของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ในประเทศไทย อาจใช้ไม่ได้กับที่ลอนดอน

“เราทำการบ้านเยอะมากตั้งแต่การเลือกโลเกชั่น เราเลือกที่นี่ เพราะเอเยนซีที่ลอนดอนแนะนำว่า ร้านอาหารในลอนดอน ถ้าจะสร้างแบรนด์ให้ดูชิก ต้องอยู่ในซอย ไม่ใช่ริมถนนใหญ่ ซึ่งจะถูกมองว่าเป็นร้านสำหรับนักท่องเที่ยว หรืออย่างเมนู ตอนแรกเราส่งเมนูของเกรฮาวด์ คาเฟ่ ที่ไทยไปให้ดู เขาบอกเลยว่าที่ลอนดอนไม่นิยมเมนูที่มีรูปภาพ เพราะจะดูเป็นร้านอีกระดับไปเลย ตอนนั้นเราก็คิดหนักนะ แต่เพราะเห็นว่า ด้วยคอนเซ็ปต์อาหารร้านเราที่ไม่ใช่ไทยจ๋า แต่เป็นแบงค็อกสไตล์ ลำพังแค่ใส่ชื่อเมนู ลูกค้าอาจไม่เข้าใจ สุดท้ายเราเลยตัดสินใจออกแบบเมนูที่มีรูป แต่หน้าตาเหมือนแมกกาซีนแล้วส่งกลับไปใหม่ ปรากฏว่าเขาโอเค และฟีดแบ็กจากลูกค้าก็ดีมาก เป็นที่กล่าวขานในหมู่บล็อกเกอร์ที่มารีวิวร้าน”

ด้าน ภาณุ อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก บริษัท เกรฮาวด์ และบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ เสริมถึงที่มาของคอนเซ็ปต์ “แบงค็อก คาเฟ่” ว่าต้องการเป็นมากกว่าร้านอาหารไทย ต้องการนำเสนอประสบการณ์ในการกิน-ดื่มในรูปแบบของชาวกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง สะท้อนผ่านผลงานการตกแต่งร้านที่ยังคุมโทนสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ หยิบเอาเสน่ห์ของร้านโชห่วย พร็อพบ้านๆ ที่เห็นตามท้องถนนในกรุงเทพฯ รวมทั้ง “ไซดักปลา” ขนาดใหญ่ พร้อมฝูงปลาตะเพียนสานจากทองเหลืองมาเป็นกิมมิกในการแต่งร้าน

“ในส่วนของเมนูอาหาร เรายังคงคอนเซ็ปต์อาหารไทยที่พลิกแพลงอย่างสร้างสรรค์ ด้วยส่วนผสมจากวัตถุดิบหลากหลาย มิกซ์แอนด์แมตช์ จนเกิดเป็นเมนูและรสชาติที่สร้างประสบการณ์ทางอาหารที่แปลกใหม่ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และเป็นจุดแข็งเบื้องหลังความสำเร็จที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของเกรฮาวด์ คาเฟ่”

หลังจากเปิดตัวเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ภาณุ บอกว่า เกรฮาวด์ คาเฟ่ ลอนดอน ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี จนทำเอาทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังอดภูมิใจไม่ได้ เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่กับแบรนด์ แต่เหมือนกับเราได้นำธงไทยไปโบกสะบัดบนเวทีโลกได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของเราจากนี้คือ ขยายสาขาในอังกฤษและยุโรปต่อไป

 

 

อยู่ที่ไหนหัวใจเดียวกัน

บาร์บีคิว พลาซ่า แบรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดังของไทย ถือโอกาสที่แบรนด์เติบโตอย่าแข็งแกร่งจนอายุครบ 30 ปี เดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ก้าวสำคัญของแบรนด์ ด้วยการร่วมมือกับ Express Food Group (EFG) บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ร้านบาร์บีคิว พลาซ่า ในกัมพูชา เปิดร้านบาร์บีคิว พลาซ่า ในรูปแบบ “สแตนด์อะโลน” ครั้งแรก

ชาตยา สุพรรณพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น ผู้บริหารแบรนด์บาร์บีคิว พลาซ่า กล่าวว่า บาร์บีคิว พลาซ่า มีการขยายสาขาไปยังต่างประเทศตั้งแต่ 13 ปีที่แล้ว ด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรในมาเลเซีย จนปัจจุบันมีถึง 17 สาขา ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ก่อนจะขยายไปที่อินโดนีเซียอีก 1 สาขา และล่าสุด เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เราได้เปิดให้บริการบาร์บีคิว พลาซ่า สาขาแรกในศูนย์การค้าอีออน มอลล์ (AEON Mall) ในกรุงพนมเปญ ได้รับการตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เราตัดสินใจเปิดสาขาสองในรูปแบบสาขาสแตนด์อะโลน

 

 

“จากการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ตรงในการทำธุรกิจอาหารในกัมพูชามามากกว่า 10 ปี มีสาขาทั่วประเทศกว่า 50 สาขา โดยเกือบทั้งหมดนั้นเป็นสาขาในรูปแบบสแตนด์อะโลน ทำให้เราทราบว่าธุรกิจร้านอาหารในพนมเปญ ส่วนใหญ่นิยมเปิดในรูปแบบสแตนด์อะโลน เพราะจำนวนพื้นที่ในกัมพูชามีจำกัด ส่งผลให้มีจำนวนห้างสรรพสินค้าไม่มาก ร้านอาหารส่วนใหญ่จึงนิยมเปิดในรูปแบบสแตนด์อะโลน จนทำให้ผู้บริโภคคุ้นชินกับร้านแบบนี้ โดยเราเลือกปักหมุดในย่านทีเค แอเรีย (TK Area) ซึ่งแวดล้อมไปด้วยแหล่งที่พักอาศัยในระดับกลางค่อนไปทางสูง (Upper Middle Class) อีกทั้งยังมีทั้งโรงเรียนนานาชาติ สำนักงาน บริษัทต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งรวมร้านอาหาร (Dining Destination) ของกรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ เพื่อให้บาร์บีคิว พลาซ่า สแตนด์อะโลน สาขานี้ มีความพิเศษมากขึ้นและตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในพื้นที่ที่นิยมการสังสรรค์เฮฮาหลังเลิกงาน เรายังได้เพิ่มพื้นที่สันทนาการด้วยห้องส่วนตัวจำนวน 2 ห้อง ขนาด 40 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงให้บริการคาราโอเกะ หรือแม้แต่บริการตกแต่งพื้นที่ในธีมต่างๆ เพื่อรองรับการจัดงานปาร์ตี้สำหรับลูกค้าอีกด้วย

“ในอนาคต ฟู้ดแพชชั่น วางแผนที่จะสร้างแบรนด์บาร์บีคิว พลาซ่า ให้ขึ้นไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับภูมิภาค (Regional Brand) และตั้งเป้าขยายสาขารวมไม่น้อยกว่า 30 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี”

ด้าน แต๊ก-ศันสนะ ศศะนาวิน ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสหน่วยธุรกิจต่างประเทศและกฎหมาย ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการขยายและบริหารสาขาบาร์บีคิว พลาซ่า ในต่างประเทศ เสริมถึงเคล็บลับสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสที่ขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ไปยังต่างแดนว่า หัวใจสำคัญคือต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่ใช่

“ถ้าธุรกิจเปรียบเหมือนลูก เราจะวางใจให้ใครดูแลลูกเรา? เหตุผลที่เราตัดสินใจร่วมมือกับอีเอฟจี ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นบริษัทที่มีความผู้เชี่ยวชาญในการบริหารเชนธุรกิจอาหารในกัมพูชา แต่เพราะเขามีแนวคิดในการดูแลพนักงานคล้ายๆ กับเราที่ให้ความสำคัญเรื่อง “คน” มีการปูเส้นทางการเติบโตของพนักงาน และไม่มีอัตราการเทิร์นโอเวอร์สูงในตำแหน่งสำคัญ”

 

เมื่อได้คู่หูทางธุรกิจที่ดีแล้ว ลำดับถัดมาคือ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดี สิ่งที่จะทำให้สายใยความสัมพันธ์ของเรายั่งยืนคือ ไม่ใช่แค่การสร้างความประทับใจแรก แต่ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้น ซึ่งหลักการง่ายๆ ที่บาร์บีคิว พลาซ่า ใช้มี 3 ข้อ คือ ทำในสิ่งที่เขาคาดหวัง ทำให้ทันท่วงที และทำให้สม่ำเสมอ

อย่ามุ่งแต่ความเก่ง ธรรมชาติของเด็กคือ “การเล่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540098

  • วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 07:24 น.

อย่ามุ่งแต่ความเก่ง ธรรมชาติของเด็กคือ "การเล่น"

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในห้วงเวลานี้ผู้ปกครองหลายคนกำลังง่วนกับการสอบแข่งขันของบุตรหลาน หลังจากกวดวิชาเตรียมตัวอย่างหนัก เพื่อเป้าหมายเดียวคือการได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมีความเชื่อว่าโรงเรียนดีชื่อดังจะเป็นเบ้าหล่อหลอมบุตรหลานให้ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แต่อาจลืมย้อนนึกถึงจิตใจเด็กว่าต้องเผชิญกับความเครียดขนาดไหนต่อแรงกดดันของความคาดหวังของผู้ใหญ่

วรรณี เตชะรัตนประเสริฐ หรือ ครูแอน ว่าที่นักพัฒนามนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงลูก Parent Coach ด้วยประสบการณ์จากคุณแม่ที่ผันตัวเองมาเป็น “นักพัฒนาการมนุษย์” เริ่มต้นอธิบายว่า ถ้ามีการวางรากฐานเด็กอายุช่วงระหว่าง 1-9 ขวบ อนาคตปัญหาจะเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะวัยดังกล่าวเป็นช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตของสมองสูงที่สุด ดังนั้นหากมีการวางแผนตั้งแต่เด็กจะทำให้การวางฐานไปสู่ทิศทางที่ถูกต้อง

ถัดมาเรื่องพัฒนาการซึ่งถือว่าสำคัญที่สุดคือช่วงวัยเด็ก ตามหลักการนั้น “หากทำถูกตั้งแต่ต้น ปลายทางจะถูก” พอเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเด็กเกิดปัญหาต่างๆ เช่น การพนัน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย การติดยาเสพติด ฯลฯ ดังนั้นช่วงวัย 1-9 ขวบ จึงมีความสำคัญและต้องปูรากฐานให้ดีที่สุด

ครูแอน ยังอธิบายสถานการณ์แข่งขันด้านการศึกษาของเด็กในปัจจุบันที่เกิดจากความคาดหวังของผู้ปกครองจนเด็กมีความเครียดว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาคือพัฒนาการของเด็กเล็กช่วงอายุ 2-6 ขวบ “มีไว้เพื่อวิ่ง ไม่ได้มีไว้เพื่อนิ่ง” เพื่อออกกำลังกายพัฒนามัดกล้ามเนื้อใหญ่และเล็ก โดยหน้าที่ของเด็กที่สำคัญที่สุดคือ “การเล่น” ไม่ใช่หน้าที่ของการเรียนในวัยเด็ก เพราะการเล่นคือการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่วัยชั้นประถมศึกษาที่จะต้องนั่งเรียน

ทว่าพัฒนาการของเด็กประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ คือ 1.พัฒนาการด้านร่างกาย 2.พัฒนาการด้านอารมณ์ 3.พัฒนาการด้านสังคม และ 4.พัฒนาการด้านสติปัญญา ทั้ง 4 ส่วนใหญ่คือการมองพัฒนาการของเด็กจาก 4 ส่วนสำคัญประกอบกัน

“แต่ตอนนี้เราเอาแต่มุ่งเน้นไปแค่เรื่องความเก่ง จึงทำให้เรามุ่งเพียงการพัฒนาด้านสติปัญญาเพียงอย่างเดียว ในขณะที่สมองของเด็กอยู่ระหว่างกำลังพัฒนาก่อร่างสร้างตัว เหมือนบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่เรานำทุกอย่างใส่ลงไปในบ้านหลังนั้น แล้วก็ยัดๆ ลงไป แล้วคาดหวังให้บ้านหลังนี้สวยงามแต่บ้านหลังนี้ยังสร้างไม่เสร็จ เมื่อนำของยัดไปเยอะๆ ก็ไม่สวย แล้วก็ไปโทษเด็กว่าทำไมบ้านไม่สวย จึงทำให้เด็กเกิดความเครียดมาก” วรรณี เปรียบเทียบปัญหา

วรรณี เตชะรัตนประเสริฐ หรือ ครูแอน ว่าที่นักพัฒนามนุษย์

 

ผู้เชี่ยวชาญคนเดิมฉายภาพการเรียนของเด็กในปัจจุบันว่า ทุกวันนี้โรงเรียนให้เด็กชั้นอนุบาล 3 ท่องสูตรคูณ แต่ในความเป็นจริงคือช่วงเริ่มต้นการเรียนรู้ จะเริ่มต้นเรียนจริงคือช่วง ป.1 ตามหลักพัฒนาการ พออัดข้อมูลให้เด็กท่องกลายเป็นว่าเด็กใช้สมองเกิน เด็กท่องสูตรคูณได้แต่ไม่เข้าใจความหมาย เพราะสมองไม่พร้อมที่จะต้องมาท่องสูตรคูณ

นั่นหมายความว่าพัฒนาการด้านอื่นที่เด็กขาดหายไปไม่ถูกพัฒนา เช่น การพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือ ฯลฯ ซึ่งการบ้านที่ให้เด็กทำโดยเขียนอักษร 300 ตัว ในแต่ละวันที่ประกอบไปด้วยเส้นตรง วงกลม ลากขึ้นลง เฉียงขึ้น อย่างตัว ห.หีบ เด็กอาจเขียนลำบากเพราะกล้ามเนื้อนิ้วมือไม่พร้อม แต่เด็กถูกบังคับให้เขียนหรือทำเป็นการบ้าน เมื่อนำมาทำที่บ้านเด็กทำไม่ได้ก็ถูกผู้ปกครองดุว่า จึงส่งผลให้เด็กเกิดความเครียดอันมาจากความไม่พร้อม และผู้ปกครองขาดการรับมือกับลูก มีความคาดหวังแต่ไม่มีวิธีกำกับวินัย ทั้งหมดเมื่อลูกทำไม่ได้จึงทะเลาะกัน นำไปสู่ความสัมพันธ์แย่ๆ ของครอบครัว

“มีงานวิจัยของต่างประเทศรองรับว่า เมื่อเด็กเกิดความเครียดเรื้อรังจะส่งผลต่อสมองทำให้หดเล็กลงกว่าเด็กปกติ ตรงนี้ความกดดันความหวังกับตัวเด็ก ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรังล้วนมาจากครอบครัวและจากโรงเรียน ซึ่งในความเป็นจริงเด็กมีที่พึ่งเดียวคือพ่อแม่ แต่ตอนนี้พ่อแม่กลายเป็นครูคนที่สองของที่บ้านนอกเหนือจากครูที่โรงเรียน หมายความว่า เด็กไม่มีที่พึ่งกลับบ้านมาแทนที่จะได้วิ่งเล่นก็ต้องมานั่งเรียนอีก แล้วเด็กจะหากำลังใจจากส่วนไหนเพื่อเติบโตต่อไป ดังนั้นพ่อแม่และครูมีความสำคัญที่สุดที่จะมีหน้าที่ช่วยเหลือพัฒนาการเด็ก” ว่าที่นักพัฒนามนุษย์ สำทับงานวิชาการ

เช่นเดียวกับปัญหา “อาชญากรเด็ก” เกิดจากอะไร คำถามที่ค้างคาในสังคม ประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงลูกฯ สะท้อนมุมมองน่าสนใจว่า อาชญากรเด็กไม่ได้เกิดจากการที่เด็กอยากเป็นอาชญากร แต่เกิดจากเด็กไม่รับความรัก ไม่มีคนรัก สิ่งที่ผู้ปกครองเร่งเรียนเด็กคือส่วนหนึ่งทำให้เด็กเครียด จนเกิดสมองล็อก คิดไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้โต้ตอบ ที่สำคัญผู้ปกครองไปตีกรอบเด็กให้เป็นไปตามที่คาดหวัง หรือที่เรียกว่า “ความหวังดีที่ไม่เข้าใจพัฒนาการเด็ก” ไม่พาเด็กขึ้นบันไดทีละขั้น กลับกันกลายเป็นการก้าวกระโดด

ไม่ว่าสถานการณ์สังคมจะเป็นอย่างไร ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้เด็กรู้จักข้อ 5 ข้อสำคัญในการดำเนินชีวิตตามพัฒนาการที่เหมาะสมของช่วงวัย คือ 1.ทำให้เด็กรู้จักตัวเอง 2.ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก 3.พัฒนาการองค์รวม 4.การคิดเป็น แก้ไขปัญหาเป็น และ 5.ทักษะชีวิต

ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่จะหล่อหลอมให้เด็กมีพัฒนาการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ในช่วงวัยที่เหมาะสมโดยไม่ต้องไปกดกัน คาดหวังกับเด็กจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้วจะกลายเป็นการทำร้ายเด็กทางอ้อม แม้ผู้ปกครองจะประสงค์ดีก็ตาม

ไตรกีฬาคืออะไร ใครๆ ถึงชอบเล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540047

  • วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 14:57 น.

ไตรกีฬาคืออะไร ใครๆ ถึงชอบเล่น

โดย…กั๊ตจัง ภาพ เอเอฟพี

คนที่ออกกำลังกายเช่นการวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ เมื่อฝึกถึงระดับที่อยู่ตัวสามารถออกกำลังกายได้โดยไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนคนที่เพิ่งหัดเล่น ต่างก็มองหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายตัวเองมากขึ้น และกีฬาที่ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายมากที่สุดชนิดหนึ่งก็คือการลงแข่งไตรกีฬา (Triathlon) นั่นเอง

การแข่งไตรกีฬา คือการรวมเอาการออกกำลังกายสุดทรหด อย่างวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล และว่ายน้ำระยะไกล เข้าไว้ด้วยกัน โดยเริ่มจากว่ายน้ำ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวพร้อมรับกับการปั่นจักรยาน และตามด้วยการวิ่งปิดท้ายรายการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเรียงไปตามความเบา ไปหาหนัก ถ้าหากเริ่มจากวิ่งมาราธอนแล้วตามด้วยว่ายน้ำ อาจเกิดการช็อกจากความเย็นของน้ำหลังออกกำลังกายอย่างหนักได้

ปัญหาของคนที่จะเข้ามาเล่นไตรกีฬาก็คือ ถนัดเพียง 2 ประเภทเป็นส่วนใหญ่ เช่น คนถนัดวิ่งมาราธอนก็มักจะถนัดว่ายน้ำ แต่ไม่ถนัดปั่นจักรยาน เป็นต้น นั่นเพราะร่างกายเรามีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไม่เหมือนกัน

คนถนัดวิ่งก็มักจะไม่ถนัดปั่นจักรยานเพราะใช้กล้ามเนื้อคนละส่วน ก็ต้องแก้ด้วยการฝึกซึ่งคุณควรหากลุ่มเพื่อนที่เล่นไตรกีฬา หรือกลุ่มในโซเชียลมีเดีย เพื่อขอคำแนะนำในการฝึก

แม้แต่คนที่เก่งทั้ง 3 ชนิดกีฬาก็ต้องมาเรียนรู้กติกา และเทคนิคในการเล่น เช่น การว่ายน้ำในทะเลสาบที่มีคลื่นแรง จะใช้แรงมากกว่าการว่ายน้ำในสระเป็นเท่าตัว หรือจะเริ่มปั่นอย่างไรหลังจากว่ายน้ำให้ดีที่สุดโดยไม่หมดแรงก่อนการวิ่ง เมื่อรูปแบบการเล่นเปลี่ยนเทคนิคก็ต้องมีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนใหม่เช่นกัน

การแข่งไตรกีฬานั้นแบ่งได้เป็น 4 ระดับ เริ่มต้นจากระยะสปรินต์ (Sprint) ว่าย 750 เมตร ปั่น 20 กม. และวิ่ง 5 กม. เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งลองลงแข่งครั้งแรกเพื่อทดสอบขีดความสามารถของตัวเอง

ต่อมาคือระยะสแตนดาร์ด หรือระยะโอลิมปิก ว่าย 1.5 กม. ปั่น 40 กม. และวิ่ง 10 กม. เป็นระยะมาตรฐานการแข่งขันในระดับสากลของนักกีฬาทั่วโลก แต่ก็ยังมีระยะที่โหดกว่าก็คือระยะลอง คอร์ส (Long Course) ต้องว่าย 1.9 กม. ปั่น 90 กม. และวิ่ง 21.1 กม. เป็นระยะสำหรับนักกีฬาที่ต้องการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อลงแข่งชิงชัยในระยะโอลิมปิก หรือเตรียมก้าวไปสู่ระดับคนเหล็กก็คือระดับอัลตร้า ต้องว่ายน้ำ 3.8 กม. ปั่น 180 กม. และวิ่ง 42.2 กม. เปรียบเทียบระยะทางก็คือแข่งวิ่งจากกรุงเทพฯ ไป จ.อุทัยธานี

การซ้อมไตรกีฬานั้นคงหาได้ยากที่จะมีที่ฝึกซ้อมกีฬาทั้ง 3 ประเภทพร้อมๆ กัน ส่วนมากนักกีฬาไตรกีฬาจะเลือกฝึกซ้อมร่างกายให้อยู่ตัวด้วยการออกกำลังกายในฟิตเนส และออกกำลังกายแบบเอาต์ดอร์ หลักในการแบ่งตารางฝึกซ้อมคร่าวๆ ใน 1 เดือนคือ สัปดาห์แรก เล่นกล้ามเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สลับกับการวิ่ง

สัปดาห์ต่อมา เล่นกล้ามสลับกับการปั่นจักรยาน อีกสัปดาห์คือการเล่นกล้าม สลับกับการว่ายน้ำ และสัปดาห์สุดท้ายเป็นการพักให้ร่างกายได้พักฟื้นเต็มที่ และทุกเดือนจะต้องมีการออกกำลังกายพร้อมๆ กันทั้ง 3 ชนิดต่อเนื่อง 1 ครั้งเพื่อให้รู้ขีดความสามารถของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายนี้ไม่มีสูตรตายตัวว่าต้องฝึกและทำอย่างไร เพราะร่างกาย ความพร้อมและความสะดวกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงต้องมีการปรับตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงสุขภาพเป็นหลัก

ในรอบปีจะมีรายการแข่งขันไตรกีฬาอยู่หลายรายการ ซึ่งนักกีฬาแต่ละคนจะมีรายการใหญ่อยู่ในใจ ระหว่างรอแข่งรายการใหญ่ก็จะลงแข่งในรายการเล็กๆ เป็นการซ้อมไปในตัว และเรียนรู้ประสบการณ์การเอาตัวรอด เช่น การว่ายน้ำฝ่าคลื่นทะเล การเอาตัวรอดจากแมงกะพรุน การหายใจ และการเรียนรู้ร่างกายตัวเองจากการเต้นของหัวใจไม่ให้เกินลิมิตจนเกิดอันตราย

ข้อดีของการเล่นไตรกีฬานั้นแน่นอนว่าจะได้ความแข็งแรงของร่างกายทุกส่วน แต่ที่ได้มากกว่าร่างกายที่แข็งแรงก็คือจิตใจที่แข็งแกร่งในแบบที่ไม่มีกีฬาชนิดอื่นสามารถให้ได้ เป็นกีฬาที่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของคนเรา เพียงแค่อาศัยการฝึกซ้อมอย่างมีวินัย และเชื่อว่าเราทำได้ฝึกซ้ำจากเกิดความเคยชิน และเพิ่มความหนักขึ้นไปเรื่อยๆ คุณก็จะพบว่าธรรมชาติสร้างร่างกายเราให้แข็งแกร่งกว่าที่คิด

ดึงศักยภาพภายในมาพัฒนาให้ถูกจุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540034

  • วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 12:44 น.

ดึงศักยภาพภายในมาพัฒนาให้ถูกจุด

โดย…อณุสรา ทองอุไร ภาพ Pixabay

เคยลองสังเกตตัวเองไหมว่า คุณมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เป็นดีเอ็นเอที่ไม่ซ้ำแบบใคร และคนที่จะตอบได้ก็มีเพียงคุณเท่านั้น บางทีคุณก็พบว่า ภาพที่คนอื่นมองคุณ ก็ไม่ค่อยตรงกับโลกภายในที่คุณเป็น เช่น ภายใต้ภาพลักษณ์นักออกสังคมสังสรรค์ครื้นเครง ภายในของคุณอาจชอบชาร์จพลังด้วยการอยู่เงียบๆ คนเดียว และคุณเองก็ไม่ชอบการออกสังคมเอาซะเลย เพียงแต่คุณต้องทำไปเพราะหน้าที่เท่านั้น ต่างกับเพื่อนที่มีธรรมชาติชอบอยู่กับคนหมู่มาก ยิ่งได้เจอคนใหม่ๆ ยิ่งมีพลัง แต่คุณกลับต้องใช้พลังมากกับการพบปะกับคนที่ไม่คุ้นเคย หรือคุณอาจเป็นคนหนึ่งที่มักถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนโผงผาง ก้าวร้าว แต่คุณกลับมองว่าตนเองนั้นเปิดเผย ตรงไปตรงมา มุ่งเป้า ชอบความมีประสิทธิภาพ จึงไม่ต้องการอ้อมค้อมกับใคร

เมื่อคุณเจอคนที่ไม่ค่อยพูดความในใจออกมา คุณก็อาจจะรู้สึกอึดอัด และตัดสินว่าเขาเป็นคนลับลมคมใน คนภายนอกอาจตัดสินคุณจากสิ่งที่เห็น เพราะลักษณะเฉพาะภายในเป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ และบางครั้งคุณเองก็ตัดสินคนจากพฤติกรรมที่คุณสังเกตเห็นเช่นกัน ดังนั้นหากจะให้นิยามความเป็นตัวคุณ บางครั้งก็ยากจะอธิบาย เพราะนิสัยความชอบบางครั้งก็ดูเหมือนจะเหนือเหตุผลบรรยาย

คุณทราบหรือไม่ว่าลักษณะเฉพาะที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นถือเป็นขุมทรัพย์มีค่าเฉพาะคุณ หากคุณรู้จักนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง คุณก็จะสามารถเป็นตัวคุณแบบที่เป็น การที่คุณไม่ต้องฝืนให้เป็นแบบใคร จะทำให้คุณนำพลังทั้งหมดไปโฟกัสในสิ่งที่คุณถนัด และเลือกที่จะเป็นเวอร์ชั่นเยี่ยมที่สุดในแบบที่คุณต้องการ

แล้วทำอย่างไรจึงจะรู้จักตัวเอง เมย์ลภัส บุญสิทธิ์วิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายการโค้ช บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ความรู้ทางสถิติและจิตวิทยาช่วยพัฒนาแบบประเมินลักษณะเฉพาะบุคคลให้มีความครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น เผยให้คุณได้นิยามความเป็นตัวคุณได้ชัดขึ้น เช่น แบบประเมิน MBTI, DISC, Facet5 และอื่นๆ อีกมากมาย แต่คงไม่มีความรู้ใดจะทำให้คุณกระจ่างในตนเองได้ทั้งหมด ตราบใดที่คุณไม่ได้ประสานความรู้ภายในมาตรวจสอบความเป็นตัวคุณ และดึงเอาศักยภาพภายในออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความรู้ภายในนี้มีชื่อเรียกว่า ความตระหนักรู้ในตนเอง โดยแดเนียล โกลแมน นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำได้เน้นย้ำว่า ความตระหนักรู้ในตนเอง เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าใจตนเองและเข้าถึงขุมพลังภายใน ชื่อที่เรียกว่า ความตระหนักรู้ในตนเอง อาจจะทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เพียงแต่เข้าใจโลกของตนเอง โดยไม่สนใจใครก็เพียงพอ ความจริงแล้วความตระหนักรู้ในตนเองอาศัยการสะท้อนมุมมอง 2 ส่วนที่สำคัญคือ

1.มุมมองของคนอื่น-ต่อตัวคุณ ทำให้คุณเข้าใจผลของพฤติกรรมของคุณต่อคนใกล้ชิด และทำให้คุณเห็นภาพสะท้อนตัวเองในจุดบอดที่คุณอาจมองไม่เห็น เช่น คุณอาจเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการงาน แต่คนใกล้ชิดอาจสะท้อนว่าคุณห่างเหินเกินไปเมื่อคุณก้าวเข้าสู่บริบทงานใหม่ที่อาศัยทีม คุณจะได้ตระหนักรู้ว่านิสัยมุ่งงานอาจทำให้ขาดความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับทีม ความตระหนักรู้ตนเองจะทำให้คุณชะลอจังหวะเพื่อรวมทีมเข้ามาในสมการ และใช้ความมุ่งมั่นของคุณนำทีมไปสู่จุดหมายร่วมกัน

2.มุมมองของคุณ-ในการเข้าถึงใจตัวเอง คือการสำรวจค่านิยมที่คุณยึดถือไว้ ยอมรับและเข้าใจตนเองในแบบที่เป็น เช่น คุณอาจพบว่าคุณเป็นคนชอบความมีระบบระเบียบ สังเกตได้จากการจัดเก็บกระเป๋า ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน เมื่อคุณอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีขั้นตอนชัดเจน คุณจะรู้สึกสบายและทำงานได้คล่องตัวเต็มกำลัง คุณอาจเลือกใช้ค่านิยมนี้เป็นจุดแข็งในการจัดระบบการทำงานในองค์กรของคุณ หรือในทางตรงกันข้าม หากคุณจำต้องทำงานที่ไร้โครงสร้างชัดเจน คุณจะเกิดความตระหนักรู้ในตนเองว่า คุณจะต้องเผชิญกับความท้าทายใดบ้าง และหากมีโอกาสคุณก็สามารถเลือกใช้จุดแข็งเป็นผู้สร้างระบบให้งานสำเร็จไปได้ หรือเลือกที่จะยืดหยุ่นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตรงหน้า

มุมมองสองส่วนนี้เปรียบเหมือนกระจกสะท้อนกลับให้คุณตระหนักรู้ในตนเอง หรือเรียกได้ว่าคุณมีกระจกพกพาไปทุกที่ แล้วแต่คุณจะเลือกใช้ประโยชน์จากกระจกบานใด กระจกภายนอกสะท้อนกลับกระจกภายใน หรือกระจกภายในสะท้อนความเป็นตัวตน เป็นกระบวนการพัฒนาตนเองแบบเป็นพลวัตที่ยั่งยืน

เมื่อคุณหมั่นเช็ดกระจกภายในให้ใส โดยการหมั่นสังเกตตนเอง และยอมรับความเป็นแบบของคุณ เปิดช่องให้กระจกภายนอกได้ฉายภาพสะท้อนเข้ามาข้างในบ้าง คุณก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้น และเลือกใช้ขุมทรัพย์ภายในให้คุ้มในคุณค่าพิเศษของตนเอง อยากชวนคุณมาลองพกกระจกไปด้วยกันในปี 2018 นี้

อุ่นไอรัก คลายความหนาว บำรุงสุขให้ราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/540030

  • วันที่ 12 ก.พ. 2561 เวลา 12:23 น.

อุ่นไอรัก คลายความหนาว บำรุงสุขให้ราษฎร

โดย…วราภรณ์  ภาพ : ชนัสต์ กตัญูญ

ด้วยพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่ทรงหมายมั่นที่จะทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาราษฎร์ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ที่ทรงปกครองดูแลชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง มีผืนแผ่นดินให้ประชาราษฎร์ได้อยู่อาศัย มีอาชีพ อีกทั้งยังทรงตระหนักดีว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากยังคงเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ เช่น สภาวะแวดล้อมภัยธรรมชาติ และปัญหาความขาดแคลน ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ที่จะทรงแก้ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจของประชาชนให้ได้รับการบรรเทาจางหายไปด้วยวิธีการต่างๆ

ทุกคนจะอยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินอย่างสุขกายสบายกันถ้วนหน้า มีความเห็นอกเห็นใจกันอันเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติที่มีอยู่ในหัวใจของคนไทยที่มีความรักชาติ จึงพระราชทานพระราชดำริที่จะให้ประชาชนมีความสุขความรื่นเริง และรำลึกถึงวิถีชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยราชการในพระองค์ ภาครัฐและเอกชน จัดงานพระราชทานความสุขให้กับประชาชนและเผยแพร่ความงดงามของความเป็นไทยในรูปแบบต่างๆ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยใช้ชื่องาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” จัดระหว่างวันนี้-11 มี.ค. ณ พระลานพระราชวังดุสิตและสนามเสือป่า

นิทรรศการแสดงพระราชประวัติ

บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต ตั้งประดับด้วยเรือสุพรรณหงส์จำลองขนาด 25 เมตร ตกแต่งด้วยดอกไม้ฤดูหนาวหลากหลายสายพันธุ์ ฝีมือของสวนนงนุชหลากสีสันสวยงาม

งานแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 นิทรรศการ เป็นการจัดการแสดงนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 9 รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจ ตลอดจนประวัติศาสตร์ ศาสนา เศรษฐกิจ สังคม และประเพณี วัฒนธรรม ใช้ชื่อนิทรรศการ “สยามประชารำฦก” แบ่งออก 12 เวิ้ง เช่น เวิ้งทรงพระเยาว์ เวิ้งนำความเจริญสู่บ้านเมือง เวิ้งทรงสร้างสาธารณูปโภค เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ประดิษฐ์จากผ้าไหมศิลปาชีพ เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอดงานด้านการพัฒนา และพระราชทานความสุขแก่ปวงประชาทุกด้าน

ส่วนที่ 2 ร้านค้าในพระบรมวงศ์ และร้านค้ารับเชิญ จำนวน 28 ร้าน รวมทั้งร้านจิตอาสา 904 นอกจากนี้ยังมีงานออกร้านมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ภูฟ้า มูลนิธิสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มูลนิธิโครงการหลวงดอยคำ ภัทรพัฒน์ ฯลฯ

ส่วนที่ 3 ร้านอาหาร ประกอบด้วยร้านอาหารไทยที่มีความโบราณ จำนวน 36 ร้าน เช่น เมนูบัวลอยไข่หวานของเมืองไทยประกันภัย ข้าวซอย ขนมจีนน้ำเงี้ยวจากร้านสืบสานตำนานอาหารล้านนา ฯลฯ

งานบริเวณด้านหน้าสนามเสือป่า นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงงานมาตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์แล้วนั้น ผู้เข้าชมงานจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย กุศโลบายการพัฒนาประเทศให้เจริญทัดเทียมนานาอารยประเทศ ผ่านนิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ทรงก่อตั้งขึ้น เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย การไฟฟ้า การประปา การไปรษณีย์ไทย และธนาคารสยามกัมมาจล หรือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบันอีกด้วย

จำหน่าย “ถุงผ้า” เพื่อราษฎร์

ร้านจิตอาสา 904 ได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น เสื้อโปโลสีต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานภาพวาดการ์ตูนฝีพระหัตถ์ที่แสดงถึงการเล่นกีฬาของครอบครัวลงบนด้านหน้าของเสื้อ และด้านหลังเป็นภาพวาดการ์ตูนฝีพระหัตถ์ที่แสดงถึงการละเล่นของไทยสมัยโบราณในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ลงบนกระเป๋าจิตอาสาทั้ง 2 ด้าน ประกอบด้วยภาพครอบครัวจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ และภาพที่แทนความหมายความเป็นอยู่ของประชาชนทั้ง 3 ฤดู ซึ่งสะท้อนถึงความรัก ความห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ เสมือนเป็นความรัก ความผูกพันและความอบอุ่นที่มีให้กันในครอบครัว

การออกแบบกระเป๋าจิตอาสาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้เป็นกระเป๋าที่มีความสวยงาม มีความทนทาน และเคลือบด้วยวัสดุกันน้ำอย่างดี เพื่อให้ประชาชนใช้งานได้หลากหลาย ซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการสืบสานงานตามพระราชเสาวนีย์ที่จะช่วยเสริมอาชีพให้กับราษฎรให้มีรายได้เพิ่ม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ให้ทำกระเป๋าจิตอาสาที่ทำขึ้นมาจำหน่ายในร้านจิตอาสา 904 นอกจากนี้ยังมีการออกร้านของร้านมูลนิธิศิลปาชีพ ที่จำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เป็นต้น

ชื่นชม “ฝีมือช่างราชสำนัก”

สิ่งที่น่าสนใจในงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว อื่นๆ ก็คือการจัดแสดงศิลปะชั้นสูงในราชสำนักที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การร้อยดอกไม้สด การปักสะดึง ฯลฯ โดยโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงและโรงเรียนช่างฝีมือในวังชายซึ่งตั้งอยู่ฝั่งสวนอัมพร แบ่งเป็นโซนดอกไม้ สาธิตการร้อยดอกไม้ พับผ้าเช็ดหน้าเป็นตัวสัตว์ต่างๆ ทำอาหาร แกะสลัก ประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมเรียนรู้การประดิษฐ์ศิลปะชั้นสูงเพื่อนำไปประกอบอาชีพได้

เช่น สาธิตการทำแป้งร่ำ สาธิตการปักสะดึง เวิร์กช็อปการทำลูกชุบ สาธิตการร้อยตัวกระแต กระแตกล้วยไม้ อุบะไทย 11 ดอกทรงเครื่อง คลุมไตร การทำมาลัยกล้วยไม้ มาลัยห่วงรัก เครื่องแขวนสด มาลัยตุ้มชำร่วย ธูปเทียนพนม ในส่วนของโรงเรียนช่างฝีมือในวังชายนั้น มีการสาธิตการทำหัวโขน สาธิตการเขียนภาพจิตรกรรมไทยลงบนถุงผ้า เวิร์กช็อปงานปั้นดินเป็นกรวยดอกไม้งดงามทำเป็นแมกเน็ตติดตู้เย็น สาธิตการเขียนลายรดน้ำ สาธิตการลงรักปิดทองบนวัสดุต่างๆ สาธิตการทำพวงมโหตร (ทำจากกระดาษสี หรือกระดาษว่าว ทำเป็นพวงระย้า ซ้อนกันหลายๆ ชั้น) คล้ายๆ ตุงของภาคเหนือ และยังมีสาธิตงานประดับมุกใช้เปลือกมุกไฟหาชมไม่ได้ง่ายๆ ใครชื่นชอบศิลปกรรมไทยไม่ควรพลาดชม

สำหรับไฮไลต์ของโรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิง ที่มาแล้วไม่ควรพลาดชมคือ ในซุ้มวิชาช่างปักสะดึง มีงานโชว์ผ้าปักกราบที่ใช้ในการกราบไหว้พระเวลาไปทำบุญของเจ้านายฝ่ายในสมัยโบราณ การสาธิตการใช้ไหมเป็นวัสดุในการปักชิ้นงาน เช่น การปักตาลปัตรที่ใช้ในงานที่ระลึก เช่น งานบวช งานศพ หรือพิธีมงคลของเจ้านาย งานปักไหม เช่น โชว์ชิ้นงานปักสไบที่สมัยก่อนเจ้านายต้องใช้สไบหรือทรงสพักตร์ในการนุ่งห่ม โดยในซุ้มมีการโชว์ผลงานชิ้นโบราณที่ใช้ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 ต้นรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ยังมีพระเขนยทรงสี่เหลี่ยมสำหรับไว้วางพระบาทขณะที่รัชกาลที่ 5 ประทับอยู่บนพระราชอาสน์ มีอักษรย่อของเจ้านายฝ่ายในที่ปักถวายอายุ 100 กว่าปี เก็บรักษาอยู่ในพระตำหนัก พระราชฐานฝ่ายใน ซึ่งหาชมไม่ได้ง่ายๆ นอกจากนี้ยังมีโชว์ผ้าปักหุ่นกระบอกอินทรธนูองค์จริงให้ชมในงานด้วย

ธรารินทร์ เขียวมีส่วน เจ้าหน้าที่โรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิง ผู้ประสานงานการจัดงาน กล่าวว่า โรงเรียนช่างฝีมือในวังหญิงเป็นโรงเรียนในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำหรับงานนี้ประชาชนจะได้เห็นขนมโบราณ เช่น มะกรูดเชื่อม ขนมสมัยโบราณที่โรงเรียนยังสืบทอดและเก็บรักษาไว้ เป็นเมนูของหวานสมัยโบราณ กรรมวิธีการทำคือ เอาผลมะกรูดเป็นลูกๆ มาคว้านเม็ดออก และเอาเนื้อภายนอกมาบั้งเป็นซีกๆ และนำไปเชื่อม ลักษณะคล้ายๆ เจลลี่ มีรสชาติขมนิดๆ หวานหน่อยๆ

ด้าน ธีรนาถ ทองตะโก อาจารย์โรงเรียนช่างฝีมือในวังชาย กล่าวว่า ภายในงานได้นำฝีมือช่างราชสำนัก เช่น งานช่างศิลปกรรมที่มีความหลากหลาย ทั้งงานจิตรกรรมของช่างเขียนโบราณ งานลายรดน้ำ ประดับมุก งานหัวโขน งานประติมากรรมหรือปูนปั้น งานแกะสลักไม้ มาเผยแพร่ให้ประชาชนได้ชมด้วย

ส่วนความบันเทิงอื่นๆ ประชาชนที่มาร่วมงานยังมีส่วนร่วมโดยเสด็จพระราชกุศลด้วยการเลือกซื้อสินค้านานาชนิดจากร้านค้าในพระบรมวงศานุวงศ์และร้านค้า อาหารไทยโบราณที่หารับประทานยากและมีรสชาติอร่อย ตลอดจนผลิตภัณฑ์โบราณ ณ บริเวณสนามเสือป่า ในแนวคิด “ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร สืบสานชุมชนวิถีไทย” มีกิจกรรมสอยต้นกัลปพฤกษ์ มีให้บริการถ่ายภาพย้อนยุคและภาพ 3 มิติ ที่จัดไว้ในมุมต่างๆ ภายในงาน ซึ่งเป็นฝีมือของนักศึกษาวิทยาลัยช่างศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ

บริษัทเอกชน เช่น เมืองไทยประกันภัย นำโดย นวลพรรณ ล่ำซำ ได้ออกแนวคิดจัดทำนิทรรศการประวัติบริษัท เมืองไทยประกันภัย จัดมุมถ่ายภาพโบราณสวยงามโดยมีพร็อพ เช่น หมวก ไม้เท้า พัด ให้ประชาชนได้ถ่ายภาพฟรีอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแสดงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทุกวัน ล้วนเป็นการแสดงสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค เช่น การแสดงบนเวทีใหญ่ทุกวันศุกร์ และวันเสาร์เวลา 18.00-20.30 น. ยกเว้นสัปดาห์แรก เพิ่มวันพฤหัสบดี และสัปดาห์สุดท้ายเพิ่มวันอาทิตย์ การแสดงบนเวทีเล็กทุกวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันอังคาร เวลา 18.00-20.30 น. มีการฉายหนังกลางแปลงที่เป็นภาพยนตร์ในยุคเก่า ที่ปัจจุบันหาชมได้ยากแล้ว ทุกวันพุธ และวันพฤหัสบดี เวลา 18.30-20.30 น.

งาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” เปิดตั้งแต่เวลา 10.30-21.00 น. ในวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ และวันเสาร์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.30-22.00 น. ไม่เสียค่าบัตรผ่านประตู รายได้ทั้งหมดในการจัดงานโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

ประชาชนที่ไปร่วมงานควรแต่งกายย้อนยุค เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ค้าภายในงาน หรือสวมใส่ผ้าไทยหรือชุดสุภาพ

พบเด็กไทยอายุ3ขวบฟันผุกว่า50% แนะผู้ปกครองเอาใจใส่เรื่องแปรงฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539980

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 16:14 น.

พบเด็กไทยอายุ3ขวบฟันผุกว่า50% แนะผู้ปกครองเอาใจใส่เรื่องแปรงฟัน

เครือข่ายเด็กเล็กฟันดีฯเผยเด็กไทยอายุ 3 ขวบฟันผุกว่า 50% แถมเริ่มมีฟันผุตั้งแต่อายุ 9 เดือน แนะผู้ปกครองเอาใจใส่เรื่องแปรงฟัน

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE จัดกิจกรรม “การแปรงฟันเป็นเรื่องสนุก” เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กให้ความสำคัญกับการแปรงฟันในเด็กเล็กตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น และปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อการแปรงฟันแก่เด็กว่าเป็นเรื่องสนุก น่าทำและมีประโยชน์

รศ.ดร.ทพ.จรินทร์ ปภังกรกิจ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กไทยอายุ 3 ปี ฟันผุ ร้อยละ 52 ที่น่าตกใจคือ เริ่มมีฟันผุตั้งแต่อายุ 9 เดือน สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ฟันน้ำนมในเด็กเล็กผุ เกิดจากผู้ปกครองเริ่มแปรงฟันให้เด็กช้า ทำให้สุขภาพช่องปากของเด็กไม่สะอาด มีโอกาสเกิดฟันผุได้ง่ายมากขึ้น ปัญหาฟันผุในเด็กเล็ก ส่งผลทำให้เด็กมีพัฒนาการการเจริญเติบโตช้ากว่าเด็กที่สุขภาพฟันดี ซึ่งในปีนี้ เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี ฯ ร่วมกับ สสส. ได้เร่งรณรงค์ส่งเสริมให้แม่แปรงฟันให้ลูกตั้งแต่ฟันน้ำนมเริ่มขึ้นซี่แรก และฝึกทักษะการแปรงฟันให้แก่ผู้ปกครองในพื้นที่นำร่อง 11 พื้นที่ ผลปรากฏว่า ผู้ปกครองเด็ก ร้อยละ 80 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการแปรงฟันให้ลูกที่ถูกต้องตามคำแนะนำมากขึ้น โดยเครือข่ายเด็กเล็กฟันดีฯ เตรียมพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบและขยายแนวทางการทำงานทั่วประเทศในระยะต่อไป

ศ.พิเศษ.ทพญ. ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเด็ก กล่าวว่า การแปรงฟันถือเป็นการรักษาสุขอนามัยทางช่องปากและเป็นวิธีการป้องกันโรคในช่องปากที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด โดยวิธีป้องกันฟันผุในเด็กเล็กที่ดีที่สุด คือ ผู้ปกครองควรแปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกเริ่มขึ้น และแปรงฟันให้ต่อเนื่องจนกว่าเด็กมีพัฒนาการข้อมือที่แข็งแรง ใช้สายตากับมือประสานกันได้ดี ประมาณอายุ 7-8 ปี เด็กจึงจะสามารถแปรงฟันได้เอง แต่ผู้ปกครองดูแลให้แปรงฟันให้สะอาด และกระตุ้นให้เด็กแปรงฟันเป็นประจำจนเป็นนิสัย

โดยเคล็ดลับในการแปรงฟันที่ถูกต้องคือ 1.สร้างความคุ้นเคยให้เด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุก เช็ดทำความสะอาดสันเหงือกทุกวัน 2.แปรงฟันให้เด็กตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น โดยใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ จะช่วยลดโอกาสฟันผุได้ถึง ร้อยละ 15-30 3.เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงนุ่ม หน้าตัดเรียบ หัวเล็กมีด้ามจับใหญ่จับถนัดมือ 4.ใช้ยาสีฟันเล็กน้อยที่ปลายขนแปรงพอชื้น 5.ให้เด็กอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน หรือนอนบนตัก เพื่อให้เด็กอยู่นิ่ง ทำให้มองเห็นและแปรงฟันได้ง่ายขึ้น 6.สร้างบรรยากาศในการแปรงฟัน เช่น เล่านิทาน ร้องเพลง หรือใช้แปรงมีสีสัน มีตัวการ์ตูน 7.แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ก่อนหรือหลังอาบน้ำเช้า และเย็น หลังแปรงสามารถเช็ดฟองออกด้วยผ้าสะอาด และอย่าลืมสำรวจความสะอาดหลังแปรงฟัน ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้หลอดกาแฟสีเข้มตัดปลายให้มนแล้วขูดเช็คที่ผิวฟันเด็กว่าสะอาดหรือไม่

​ด้าน ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และรองผู้จัดการเครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE กล่าวว่า เครือข่ายเด็กเล็กฟันดี วิถี SELF CARE ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ดีต่อการแปรงฟันแก่เด็กว่าเป็นเรื่องสนุก น่าทำและมีประโยชน์ ประกอบด้วย 1.จัดกิจกรรม Capture & Post กิจกรรมถ่ายภาพรอยยิ้มพร้อมฟันซี่แรก แล้วโพสต์บนเพจ “เด็กเล็กฟันดี วิถี Self Care” ภายใต้แนวคิด “รักแรกยิ้ม” Love at First Cheese 2.กิจกรรม Shoot & Share ถ่ายภาพคู่กับ Mascot NooNoo(สัญลักษณ์ของโครงการ) 3.กิจกรรม Hands On เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงกับวิธีการแปรงฟันเด็กเล็กที่ถูกต้อง 4.เกมเสริมทักษะและเกร็ดความรู้ในการดูแลฟันเด็กเล็ก เช่น “หลอดกายสิทธิ์” Magic Straw ฟันสะอาดง่ายๆ เหมือนเสกได้และสนุกกับการทำความรู้จักฉลากแปรงสีฟันเด็กเล็กกับเกม “อะไรอยู่ข้างหลัง” What’s on The Back? เช็ดฟองยาสีฟันออกหลังแปรง และ5.การเล่านิทานประกอบเพลง “คุณฟองนักแปรงฟัน” ของครูชีวัน วิสาสะ เพื่อรณรงค์กระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแปรงฟันให้ลูกตั้งแต่ฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น

​ทั้งนี้ ภายในงาน ยังมีการมอบรางวัลนวัตกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็กเล็กที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน อาทิ แอปพลิเคชัน ดูดวงฟันหนูน้อย หนังสือนิทานทะลุมิติเพื่อลูกรักฟันดี และ EZYgel สีย้อมฟันที่แสนจะใช้ง่ายให้กับทุกครอบครัว เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยกระตุ้นการแปรงฟันที่ให้ลูก โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมนี้ย้อนหลัง หรือกิจกรรมรณรงค์ดีๆที่จะมีต่อไปในอนาคตได้ที่ เพจโครงการhttps://www.facebook.com/deklekfundee/

กรมศิลป์ทวงโบราณวัตถุ จากลุงแซมอีก 24 รายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539978

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 15:57 น.

กรมศิลป์ทวงโบราณวัตถุ จากลุงแซมอีก 24 รายการ

โดย…ส.สต

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2561 วีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ครั้งที่ 1/2561 โดยมี อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ประชุมเสร็จก็บอกว่าจะทวงโบราณวัตถุคืนจากสหรัฐอเมริกาอีก 24 รายการ นอกจากโบราณวัตถุที่กำลังทวงคืนหลายรายการ ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา

วัตถุโบราณที่กำลังขอคืนได้แก่ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว ซึ่งจัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ส่วนความคืบหน้าการขอคืนโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะโฮโนลูลู สหรัฐอเมริกา จำนวน 17 รายการ ผลการศึกษาพบว่าเป็นโบราณวัตถุที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย จำนวน 14 รายการ กรมศิลปากรจึงได้ทำหนังสือถึงสำนักสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Homeland Security Investigations : HSI) สหรัฐอเมริกา ผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2560 เพื่อเป็นข้อมูลในการขอคืนต่อไป

สำหรับโบราณวัตถุที่จะติดตามเพิ่มเติม จำนวน 24 รายการ ซึ่งได้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุม แบ่งเป็นองค์ประกอบโบราณสถานของไทย จำนวน 6 รายการ และประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย จำนวน 18 รายการ ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดส่งข้อมูลและหลักฐานเพื่อดำเนินการติดตามนำกลับสู่ประเทศไทย

โดยยืนยันได้ว่ามีแหล่งกำเนิดในประเทศไทยจริง จำนวน 23 รายการ แบ่งเป็นองค์ประกอบโบราณสถานของไทย จำนวน 5 รายการ ได้แก่ เสาติดผนัง ปราสาทพนมรุ้ง 2 รายการ ทับหลังแสดงภาพเล่าเรื่องรามายณะ ปราสาทพนมรุ้ง 1 รายการ ประติมากรรมรูปม้า ปราสาทพนมรุ้ง 1 รายการ ทับหลังแสดงรูปบุคคลเหนือแนวหงส์ ปราสาทพิมาย 1 รายการ ส่วนทับหลัง ปราสาทตาเมือนธม ได้ชะลอการจัดส่งข้อมูลเพื่อทำการศึกษาเพิ่มเติมก่อน

สำหรับประติมากรรมกลุ่มประโคนชัย จำนวน 18 รายการ เห็นชอบให้จัดส่งข้อมูลและหลักฐานทุกรายการ

นอกจากนั้น มีข่าวดีที่นาง Katherine Ayers-Mannix ชาวอเมริกัน ประสงค์จะส่งมอบคืนให้กับประเทศไทยอีกจำนวนหนึ่ง

การพิจารณาเบื้องต้นกรณีโบราณวัตถุที่จัดแสดง ณ Norton Simon Museum เมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จำนวน 10 รายการ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศขอให้ตรวจสอบเพื่อดำเนินการติดตามนำกลับสู่ประเทศไทย คณะอนุกรรมการด้านวิชาการฯ จะได้ทำการศึกษา วิเคราะห์ และนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมครั้งต่อไป

“ยา” ที่คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539958

  • วันที่ 11 ก.พ. 2561 เวลา 12:29 น.

"ยา" ที่คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้

โดย…ผศ.นพ.พิสนธิ์ จงตระกูล ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าครึ่งหนึ่งของยาที่คุณใช้อาจไม่จำเป็น สิ่งที่คุณควรรู้คือ ใช้ยาอย่างไรจึงจะสมเหตุผล เพราะองค์การอนามัยโลก (2002) ได้ระบุว่า “มากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ยาเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ทั้งจากการจ่ายยาโดยแพทย์ เภสัชกร และจากการซื้อยาจากร้านขายยา ในขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยกินยาที่ได้ไปอย่างไม่ถูกต้อง”

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาเมื่อจำเป็น” ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องได้รับประโยชน์จากยาเหนือกว่าความเสี่ยงจากอันตรายของยาอย่างชัดเจน เช่น ผู้ป่วยที่มีกรดยูริกหรือไขมันในเลือดสูง รวมทั้งความดันเลือดที่เพิ่งสูงเพียงเล็กน้อย หากได้รับ

คำแนะนำที่เหมาะสม ปัญหาเหล่านี้ก็จะได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้องใช้ยา ซึ่งหากอาการมาถึงจุดที่จำเป็นต้องใช้ยาแล้ว แพทย์ก็จะพยายามติดตามและป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นให้กับผู้ป่วยเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ยา เช่น อาการผิวหนังหลุดลอกทั่วร่างกายคล้ายถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ที่เกิดจากการแพ้ยาลดกรดยูริกอย่างรุนแรง หรือภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจนเซลล์กล้ามเนื้อตายและอาจทำให้ไตวายจากการแพ้ยาลดไขมันในเลือดอย่างรุนแรง ตลอดจนผลข้างเคียงอีกนานาชนิดจากยาลดความดันเลือดขึ้นกับชนิดของยา ดังนั้นก่อนใช้ยาเหล่านี้ผู้ป่วยจึงควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบว่าจำเป็นต้องใช้ยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเมื่อเริ่มใช้แล้วมักต้องกินยาไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนดอีกด้วย

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาอย่างเหมาะสมกับโรคที่เป็น” เช่น กรณีปวดศีรษะเรื้อรังแบบไมเกรนที่มีอาการบ่อยครั้ง การรักษาที่เหมาะสมคือการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ “ป้องกัน” การปวดศีรษะอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การกินยา “แก้ปวด” บ่อยๆ เพราะยิ่งกินยาแก้ปวดบ่อยครั้ง อาการปวดศีรษะเรื้อรังจะยิ่งกำเริบ ทำให้ต้องกินยาบ่อยขึ้นและกินในขนาดยาที่สูงขึ้นด้วย เพิ่มความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากยา เช่น ตับอักเสบ กระเพาะทะลุ หรือไตวาย เป็นต้น การไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้ยา “ป้องกัน” การปวดศีรษะเรื้อรังจึงเป็นการก้าวเข้าสู่เส้นทางการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ไม่ใช่การไปหาซื้อยาแก้ปวดกินเองอย่างต่อเนื่อง

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล คือ “การใช้ยาให้ถูกขนาด” เช่น การกินพาราเซตามอล (500 มิลลิกรัม) 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง อาจได้ยาเกินขนาด เพราะหากเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวน้อย เช่น 50 กิโลกรัม ควรใช้ยาเพียงครั้งละ 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่งเท่านั้น แม้คนที่มีน้ำหนักตัวมากก็ไม่ควรกินพาราเซตามอลเกินกว่า 4,000 มิลลิกรัม/วัน (หรือ 8 เม็ด/วัน) ดังนั้นการกินยานี้ทุก 4 ชั่วโมง จึงอาจได้ยามากถึง 6,000 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งในระยะยาวอาจมีผลเสียต่อตับ เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราสามารถช่วยเหลือและป้องกันตัวเองจากกรณีเหล่านี้ได้ไม่ยาก

1.เราเป็นโรคอะไร ถ้าเป็นโรคติดเชื้อ โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย

2.เราสามารถชะลอการใช้ยาไว้ก่อนได้หรือไม่ เพราะเราไม่อยากใช้ยาโดยไม่จำเป็น

3.ยาแต่ละชนิดที่ได้รับคือยาอะไร ใช้เพื่ออะไร เป็นยาที่เราแพ้หรือไม่ หรือใช้ร่วมกับยาเดิมที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ เพราะยาอาจจะทำปฏิกิริยาต่อกันทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์หรืออาจออกฤทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

4.ผลข้างเคียงของยาที่สำคัญและควรสังเกตคืออะไร หากเกิดผลข้างเคียงดังกล่าวควรทำอย่างไร

5.วิธีใช้ยาอย่างถูกต้องคืออย่างไร เช่น จะต้องกินก่อนหรือหลังอาหาร ครั้งละกี่เม็ด กินให้หมดหรือไม่ หรือหยุดกินได้เมื่ออาการดีขึ้น

6.เราควรปฏิบัติตัวระหว่างการใช้ยาอย่างไร เช่น ขับรถได้หรือไม่ (เพราะยาบางชนิดอาจทำให้ง่วง) ดื่มสุราได้หรือไม่ (เพราะยาบางชนิดมีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์) ดื่มนมได้หรือไม่ (เพราะอาจทำให้การดูดซึมยาลดลง)

7.วิธีเก็บรักษายาที่ถูกต้องคืออย่างไร เนื่องจากยาบางชนิดไม่ควรโดนแสง ยาบางชนิดควรเก็บในที่เย็น เป็นต้น ซึ่งหากเก็บรักษาไม่ถูกต้องจะทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ระบุไว้ในวันหมดอายุของยา

โชคดีที่ทุกวันนี้หลายภาคส่วนต่างร่วมมือกันทำงานเพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านยาและสุขภาพให้กับประชาชน มุ่งลดความเสี่ยงและความเสียหายจากการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล อีกทั้งเรายังได้เห็นความร่วมมือระหว่างองค์กรต่างๆ กับกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้นโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลและการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา หรือภายใต้คณะทำงานสร้างเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลภาคประชาชน (สยส.) ยิ่งวันนี้ที่เราเข้าสู่ยุคดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 แล้ว ทุกคนสามารถใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้อย่างง่ายดาย เช่น เกร็ดความรู้สุขภาพจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยhttp://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/category/health-knowledge/health/ หรือเฟซบุ๊กเพจ http://www.facebook.com/RDUThai  ที่นอกจากมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคภัยและการใช้ยาแล้ว ยังมีการบรรยายสดผ่าน Facebook Live ในประเด็นสุขภาพที่กำลังเป็นที่สนใจและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถามคำถามสดๆ กับแพทย์ได้อีกด้วย

อีกหนึ่งช่องทางที่เป็นประโยชน์มาก คือ แอพพลิเคชั่น “RDU รู้เรื่องยา” ที่กระทรวงสาธารณสุขได้มอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2561 ให้กับคนไทยทุกคน เพื่อให้ประชาชนค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับยาได้อย่างรวดเร็ว อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะครับ แล้วคุณจะพบว่ายาที่คุณใช้อยู่หรือกำลังจะใช้ อาจเป็นยาที่ไม่จำเป็น และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

ฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539922

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 15:37 น.
0ฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด

โดย : ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ในสัปดาห์ที่แล้ว ครูได้อธิบายถึงการบิดที่ปลอดภัย และขีดจำกัดของการฝึกท่าบิด ในครั้งนี้ครูจะพูดถึงคนที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่สมควรฝึกท่าบิด หรืออาจจะฝึกแบบระวัง หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ก่อนหรือปรึกษาคุณครูผู้สอน คุณครูอาจมีการประยุกต์ท่าอาสนะให้คุณได้แบบตัวต่อตัว

ยังมีหลายคนที่ทำร้ายร่างกายตัวเองให้แย่ลงจากความไม่รู้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ เช่น หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บรุนแรงที่กระดูกสันหลัง กระดูกสันหลังเบี้ยว กระดูกสันหลังคด (Scoliosis) หรือคนที่มีอาการปวดที่ข้อต่อกระดูกสันหลังกับเชิงกราน (Sacroiliac Joints) ซึ่งอาจเกิดอาการปวดบริเวณหลังส่วนล่าง และร้าวไปตามด้านหลังของก้น

บางคนปวดบริเวณสะโพกหรือขาหนีบ ถ้าจะฝึกท่าตระกูลบิดให้ปรึกษานักกายภาพบำบัด หรือครูสอนโยคะก่อน

วิธีปฏิบัติ

1.เริ่มต้นท่าต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ในท่า Basic seated twists into Revolved Head-to-Knee Pose Variation 3 (รูป 1)

(รูป 1)

2.จากนั้นให้งอเข่าข้างขวาและคว่ำมือขวา ที่ด้านหลังขาขวา และหมุนต้นแขนขวาโดยให้ข้อศอกชี้ออกจากลำตัวดังรูป (รูป 2.1) ใกล้ๆ กับก้น ส่วนมือซ้ายไปจับฝ่าเท้าขวาด้านนอก สูดลมหายใจเข้าให้ลึก (รูป 2) 

(รูป 2.1)

 

(รูป 2)

3.หายใจออก ดึงขาขวาให้ลอยขึ้นจากพื้น ข้อศอกขวากดไว้ที่พื้น ศีรษะผ่อนคลายอย่าให้เข่าข้างซ้ายลอยจากพื้น กดก้นแน่นลงที่พื้น จากนั้นหายใจเข้า-ออก ประมาณ 5 ลมหายใจ แล้วค่อยๆ คลายออกจากท่า แล้วลองฝึกสลับข้าง (รูป 3)

(รูป 3)

กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/539898

  • วันที่ 10 ก.พ. 2561 เวลา 13:26 น.

กรณ์ จาติกวณิช ‘อิงลิช ฟอร์ ออล’ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

เรื่อง…ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

หลากหลายบทบาทของ กรณ์ จาติกวณิช ผ่านมาทั้งแวดวงการเงิน อดีตก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงได้รับการยอมรับเป็นผู้บุกเบิก “ฟินเทค”

รวมถึงการจัดตั้งโครงการเกษตรเข้มแข็ง ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างชาวนาและนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ต้องการพิสูจน์ว่า ชาวนาไทย สามารถอยู่ดีกินดีได้ ด้วยการปลูกข้าวพันธุ์ดี โดยวิธีปลอดการใช้สารเคมี โดยอาศัยการขายตรงให้กับผู้บริโภค ที่พร้อมให้ราคากับสินค้าคุณภาพ และเกิดแบรนด์ข้าว “อิ่ม” ประสบความสำเร็จมาแล้ว

ล่าสุด กรณ์ กับเพื่อนๆ ได้ ริเริ่มโครงการ “อิงลิช ฟอร์ ออล” (English for All) ที่อยากเห็นเด็กไทย 1.5 ล้านคน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

กรณ์ เปิดประเด็นเรื่องโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล เขามองว่า เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะต้นตอทุกปัญหามาจากการศึกษา

“ทุกคนก็ดีแต่พูดเรื่องการศึกษา แต่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญอย่างจริงจัง”

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาการศึกษาในวงกว้าง กรณ์ มองว่านำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำได้

“อิงลิช ฟอร์ ออล  เป็นโครงการที่ผมและเพื่อนๆ ในทีมบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตัดสินใจลงเงินลงแรงทำกันเองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว  เบื้องหลังมาดูนโยบายการศึกษากัน เรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็มีการพูดกันมาเยอะ เราก็มาคุยกัน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปและผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็นการปฏิรูปการศึกษามันคืออะไรบ้าง ทักษะอะไรที่เราต้องการให้เด็กไทยมี

มีข้อสรุปว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะเรื่องภาษา เราต้องการให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ เราก็มีเวลาที่จะต้องทดลองทำดู เพื่อเป็นคำตอบให้พวกเราว่า นโยบายที่จะนำไปสู่จุดนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง การที่ให้เด็กไทยพูดภาษาอังกฤษได้ควรจะต้องทำอย่างไร

เราก็มีไอเดียบ้างแล้ว และได้ไปดูงานที่มาเลเซียมาว่าเขาทำอย่างไร คนมาเลย์ถึงพูดได้ 2-3 ภาษา แล้วทำไมเราทำไม่ได้ และจากประสบการณ์ของเราเอง ที่เลี้ยงกันมาอย่างผม ผมพูดภาษาอังกฤษกับลูกผมมาตั้งแต่แรก  ภรรยาพูดภาษาไทย  เขาก็พูดได้ทั้งสองภาษาไม่มีความรู้สึกว่า ต้องเรียน คือพูดง่ายๆ เป็นคำตอบกับเราว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ

ข้อแรก ต้องสอนตั้งแต่วัยเยาว์ ยิ่งเด็กยิ่งดีเพราะสมองมันยังว่างและมีความยืดหยุ่นดี สามารถเรียนรู้ ยิ่งทางวิทยาศาสตร์ก็ศึกษามาแล้วว่ายิ่งเด็กยิ่งดี  ยิ่งโตยิ่งยาก ยิ่งโตยิ่งขี้อาย กลัวผิด

ข้อสอง ต้องให้เขาได้ใช้ภาษาได้จริง คนไทยเรียนแกรมม่า ไวยากรณ์ แต่พูดจาสื่อสารไม่ได้ การสอนจะต้องสอนให้มีการสื่อสารใช้ภาษาได้จริง

ข้อสาม ผู้สอนจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้จริง  ซึ่งนี้ก็เป็นปัญหามาก ครูไทยที่สอนภาษาอังกฤษจำนวนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ดังนั้นผมไม่เกี่ยงว่าครูที่จะสอนภาษาอังกฤษจะเป็นครูต่างชาติหรือครูไทย แต่ขอให้พูดภาษาอังกฤษได้

ข้อสี่ เวลาเรียนต้องเพียงพอ ซึ่งในกรณีโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล เราก็กำหนดว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษวันละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ก็คิดว่าน่าจะพอ

และข้อห้า เปลี่ยนระบบการสอบ เพราะว่าเปลี่ยนรูปแบบการสอนไม่พอ จะต้องเปลี่ยนระบบการสอบด้วย เพราะว่าการสอบแบบเดิม เด็กก็จะต้องถูกบังคับให้เรียนแบบเดิม เพื่อให้สอบผ่าน ซึ่งความจริงเราต้องการเปลี่ยนการสอบด้วย ความหมายคือต้องย้อนกลับไปถึงเงื่อนไขหลัก เราต้องการให้เด็กพูดภาษาอังกฤษได้จริง

ความหมายคือตอนสอบเขาพูดได้จริงหรือเปล่า คำถามแล้วจะทำอย่างไร ต้องดูว่าเด็กวัยชั้นประถมศึกษา 3-4 ล้านคน เขาพูดได้จริงหรือเปล่า? และสอบอย่างไรให้มีมาตรฐานการสอบเดียวกันทั่วทั้งประเทศ”

กรณ์ บอกให้ลองนึกภาพดูถ้าสอบ ออกแบบสอบถามสัมภาษณ์ มาตรฐานครูแต่ละคนการให้คะแนนไม่เท่ากัน หรืออาจจะเรียนภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องให้คะแนนเลย ก็อาจจะเป็นทางออกหนึ่ง เหมือนกับเป็นสกิลหรือทักษะหนึ่งเหมือนกับเล่นกีฬา เป็นกิจกรรมหนึ่งของโรงเรียนเท่ากับทดสอบทักษะการเล่นกีฬา แต่เป็นกิจกรรมสำคัญหนึ่งของโรงเรียนก็เป็นไปได้

“อีกวิธีหนึ่งเราใช้เทคโนโลยีในการสอบก็ทำได้ เรามีเอไอ เรามีโรบอท ซึ่งเด็กทุกคนสามารถที่จะทดสอบเรื่องการสนทนาภาษาอังกฤษผ่านมือถือได้ เป็นเรื่องไม่ยากเลย ตอนนี้มีแอพที่จีนนิยมมากมีการใช้กว่า 50 ล้านคน เป็นแอพที่ฝึกการพูดคุยกับหุ่นยนต์ที่มีการเพิ่มความฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ได้เลย”

กรณ์ เล่าว่าตั้งใจไปเลือกโรงเรียนเด็กยากจนแห่งหนึ่งที่ จ.พิษณุโลก ชื่อ โรงเรียนสะพานที่ 3 ช่วงแรกจ้างครูฟิลิปปินส์ 2 คน เริ่มที่ชั้นอนุบาล 1 และขยับขึ้นมาเรื่อยๆ เป้าหมายโครงการนี้ 6 ปี เริ่มตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึง  ม.4

“เราก็คิดว่าน่าจะมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่แน่นพอ ตอนนี้เด็กรุ่นแรกก็อยู่ ป.2 ในช่วงที่ปลายเดือน ธ.ค. 2560  ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไป ครม.สัญจร ที่ จ.พิษณุโลก นั้น ท่านก็ได้มอบหมายให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ไปดูงานโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ซึ่งท่านเป็นหมอจิตวิทยาเด็กและมีประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ ถ้าจะประเมินโครงการนี้ ท่านก็เหมาะสมที่สุดที่จะประเมินโครงการนี้ได้ ท่านไปชมโครงการแล้วประทับใจมาก เห็นเด็กฟังและสามารถพูดตอบเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ต้องคิดเลย แสดงว่าเด็กเริ่มที่จะรับรู้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองแล้ว มันต่างกันระหว่างภาษาต่างประเทศกับภาษาที่สองของเรา เราพยายามสร้างเป็นภาษาที่สอง

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ก็มีการแถลงข่าวและมอบหมายเป็นนโยบายกับข้าราชการว่า จะสนับสนุนโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ผมได้ชี้แจงว่าโครงการนี้เป็นโครงการนำร่องถ้าประเมินผลแล้วน่าจะขยายโครงการนี้ไปทั่วประเทศไทยได้”

กรณ์ แสดงความตั้งใจว่าจะกำหนดแผนว่าในระยะแรก อยากให้โรงเรียนที่มีโครงการอิงลิช ฟอร์ ออล ตำบลละ 1 โรงเรียนอย่างน้อย ก็ประมาณ 7,000 ตำบล โดยเฉลี่ยแต่ละโรงเรียนน่าจะมีครู 3 คน เงินเดือนครูคนละประมาณ 3 หมื่นบาท  ก็ใช้งบประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก ที่จะทำให้เด็กที่อยู่ในโครงการรวมประมาณ  1.5 ล้านคน พูดภาษาอังกฤษได้

“ผมถือว่าเป็นการใช้เงินที่คุ้มค่า ทั้งนี้ รมว.ศึกษาฯ ได้สั่งการว่าเริ่มโครงการนี้เลยในปีการศึกษาปีหน้า ถ้าจัดสรรงบประมาณปีนี้ไม่ทัน ให้ใช้เงินประชารัฐ ด้านการศึกษาที่มีเอกชนลงขันไปแล้วประมาณ 4,000 ล้านบาท ตอนนี้เงินดี ดูเหมือนเจตนาตั้งใจดี ประสบการณ์ก็มี เพราะฉะนั้นหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ในส่วนของเราก็ตัดสินใจตั้งแต่แรกว่าจะไม่กั๊กเอาไว้ ยิ่งเริ่มเร็วก็เป็นประโยชน์ของเด็ก ผมเคยนั่งคำนวณเล่นๆ  ว่าถ้าเราดูรายได้ช่วงนี้ในการทำงานของคนไทย มาเปรียบเทียบกันคนที่อยู่ในสถานะเดียวกัน แต่คนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ อีกคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ รายได้ต่างกัน 10 เท่า หรือมากกว่านั้น ที่เราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ สาเหตุส่วนหนึ่งก็คือเรื่องทักษะ และทักษะที่สำคัญก็คือเรื่องภาษา เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะมอบโอกาสนี้ให้กับเด็กไทยได้ทุกคน และโอกาสหลายอย่างที่ดีจะตามมา

ผมยกตัวอย่าง สิ่งหนึ่งที่เราคาดไม่ถึง คือผลสอบโอเน็ตของเด็กภาษาอังกฤษไม่ต้องพูดถึง เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก จากปีก่อนที่เราจะเข้าไป 20% เทียบกับเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 40% ก็ต่ำมากอยู่แล้ว 1 ปีผ่านไป ค่าเฉลี่ยคะแนนสอบโอเน็ตขึ้นมา 40% เท่ากับค่าเฉลี่ยของโรงเรียนทั่วประเทศ จากนั้นอีก 1 ปี ค่าเฉลี่ยโรงเรียนขึ้นมา 60% กลายเป็นโรงเรียนที่มีผลการสอบภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดในประเทศ”

กรณ์ ยังเล่าอย่างภูมิใจว่า สิ่งที่คาดไม่ถึงคือผลสอบของทุกวิชาดีขึ้นทุกปี

“ก็มาตั้งคำถามว่าทำไม? ก็มีหลากหลายเหตุผล พอเรานำเสนอให้ รมต.ธีระเกียรติ ท่านบอกว่าไม่แปลกใจ เพราะเป็นเรื่องจิตวิทยา เมื่อเด็กมีความสนุก มันอินกับกิจกรรมการเรียนรู้ มันจะมีผลต่อทัศนคติของเด็กทุกกิจกรรมที่เขาทำ เช่นเดียวกันถ้าเด็กไม่แฮปปี้ เรื่องอะไรก็แล้วแต่ก็จะฉุดผลการเรียนได้เหมือนกัน เหมือนอุปทานหมู่

นอกเหนือจากนั้นที่ผมสังเกต พอมีครูพันธุ์ใหม่เข้ามา เป็นครูต่างประเทศ วิธีการสอนอาจจะสดกว่ามีความแตกต่างวิธีการแบบเดิมในระบบข้าราชการไทย มันเหมือนเป็นตัวช่วยกระตุ้นครูไทยคนอื่นให้มีความกระตือรือร้น เหมือนกับมีไฟลุกโชนกลับคืนมา มันก็ทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนโดยทั่วไปดีขึ้นด้วย ผลต่อชุมชนก็คือตอนนี้ทุกคนแย่งกันส่งลูกเรียนโรงเรียนนี้ จากปีที่เราเข้าไปมีนักเรียน 200 กว่าคน ตอนนี้มีนักเรียน 370 คน

สิ่งที่ผมเน้นว่าอย่ามอบงบประมาณนี้ให้กับทางหน่วยงานราชการ เพราะจากประสบการณ์ของเราพบว่าโครงการนี้ที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเอาด้วยและเข้าใจ ชุมชนเข้าใจและสนับสนุน ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาใช้เงินประมาณปีละ 1-2 ล้านกว่าบาท  ซึ่งเป็นเงินที่เราลงขันกันเองและเงินบริจาค ที่สำคัญทุกปีชาวบ้านมีการทอดผ้าป่าเพื่อสนับสนุนโครงการนี้กันด้วย และมีเงินจากชาวบ้านกันเอง มาสมทบทุนให้กับโรงเรียนประมาณปีละ 1 แสนบาท  ซึ่งแม้ว่าไม่ได้เป็นสัดส่วนที่มาก แต่ด้วยเจตนา ผมมองว่าทำให้ชาวบ้านเหมือนกับเป็นเจ้าของร่วมและหวงแหนกับโครงการนี้ ทำให้ทั้งชุมชนและโรงเรียนมีความเข้มแข็งขึ้น

ดังนั้น อยากจะให้โรงเรียนเอาเงินไปบริหารเอง จัดหาครูต่างประเทศเอง ไม่ต้องไปผ่านเอเยนต์ นายหน้าหาตัวแทนจะถูกกินเปอร์เซ็นต์หมด  ส่วนการประเมินผลทางกระทรวงอาจจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาประเมินผล ก็มีอยู่แล้วหรือถ้าใช้เงินประชารัฐ ก็ให้เอกชนเข้ามาประเมินผลก็ได้  มาช่วยติดตามประเมิน หรือสนับสนุนด้วย มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและเราก็พยายามที่จะผลักดันโครงการนี้ต่อไปให้เลือกโรงเรียนที่ยากจนที่สุดในแต่ละตำบล  เราควรที่จะให้โอกาสเขาก่อน”