คิดมีอายุยืนยาว ต้องปรับพฤติกรรม(ไม่)ออกกำลัง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534795

คิดมีอายุยืนยาว ต้องปรับพฤติกรรม(ไม่)ออกกำลัง!

อเมริกัน คอลเลจ ออฟ สปอร์ต เมดิซีน (American Collage of Sports Medicine) และ อเมริกัน เฮลท์ แอสโซซิเอชั่น สหรัฐ (American Health Association) แนะนำการออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพที่ดี อัพเดทว่า ใน 1 สัปดาห์ เราควรออกกำลังกายให้ครบทุกแบบ เสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายให้สมดุล

คำแนะนำนี้จะนำมาปรับใช้กับผู้สูงวัยเพื่ออายุที่ยาวยืนได้อย่างไร

ใน 1 สัปดาห์น่ะหรือ นักออกกำลังกายรู้ดีว่า เราควรออกกำลังกายให้ครบ 4 แบบ เพื่อร่างกายที่สมดุล ได้แก่

1.การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic exercise หรือ Cardiorespiratory)

เป็นการออกกำลังกายที่ต้องใช้การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มการหายใจ เช่น การว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน ฯลฯ

สำหรับการออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับความหนักปานกลาง วัดง่ายๆ จากระดับความเหนื่อยชนิดที่พอพูดเป็นคำได้ ทำให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์

ขณะที่คนเพิ่งเริ่มหัดออกกำลังกาย ให้เริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 10-15 นาที

2.การออกกำลังกายแบบออกแรงต้าน (Strength and resistance training exercise)

เช่น ยกน้ำหนัก ซิตอัพ หรือการใช้ยางยืด เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก ป้องกันร่างกายจากการบาดเจ็บ การออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

3.การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น (Flexibillity exercise)

เป็นการออกกำลังกายโดยฝึกการหายใจ ทำให้ร่างกายมีความยืดหยุ่น ดีต่อข้อต่อและเส้นเอ็น เช่น โยคะ และพิลาทีส ออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

4.การออกกำลังกายแบบฝึกการควบคุมการทรงตัว (Neuromotor exercise หรือ Balance exercise) เช่น ไทชิ ไทเก็ก และโยคะ เพื่อช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำงานประสานกัน และป้องกันการล้มสำหรับผู้สูงอายุ ออกกำลังกายแบบนี้ให้ได้ 20-30 นาทีต่อวัน

รู้ว่าต้องออกกำลัง 4 แบบอย่างไรแล้ว ต่อมาคือคำถามว่า แล้วเราจะละลายพฤติกรรม (ไม่) ออกกำลังกายเดิมๆ ของเราได้อย่างไร คำตอบเดียวก็คือวินัย โดยเราๆ ท่านๆ ทุกคนที่อยากดำรงไว้ซึ่งความเยาว์วัย ใช้ชีวิตที่ดีมีคุณภาพ ร่างกายแข็งแรงจนสิ้นอายุขัย คำตอบรู้แล้ว ขอให้ดำเนินตามหลักการออกกำลังกายตามวัยดังต่อไปนี้

1.วัยเด็ก 5-17 ปี แนะนำให้มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางหรือหนักมาก อย่างน้อย 60 นาทีต่อครั้ง และฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์

2.คนทั่วไป 18-64 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายระดับความหนักปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือหนักมาก อย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายทั้งสองแบบรวมกัน โดยมีการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาทีต่อครั้ง

ทั้งนี้ เพื่อผลดีต่อสุขภาพ ควรเพิ่มการทำกิจกรรมทางกายเป็นสองเท่า หรือใช้พลังงานอย่างน้อย 1,000-1,500 กิโลแคลอรีต่อสัปดาห์ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

3.คนสูงอายุ อายุ 65 ปีขึ้นไป แนะนำเช่นเดียวกับคนทั่วไป และเน้นกิจกรรมที่ปรับให้เหมาะตามความสามารถของร่างกายผู้สูงอายุ เรื่องการออกกำลังกายในผู้สูงวัยนี้ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง มีความยืดหยุ่นและทรงตัวได้ดีแล้ว ก็ยังเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ชะลอความเสื่อมของกระดูกได้

นอกจากนี้ยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้มีอารมณ์ที่ดี ช่วยให้นอนหลับได้ดี คุณภาพการนอนหลับดี รวมทั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้าในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบประสาทระบบสมองได้ด้วย ตรงกันข้ามหากไม่ออกกำลังหรือออกกำลังแต่ไม่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

สรุปว่า “ทำเท่าที่ทำได้” เลือกและปรับให้เหมาะกับตัวเรา (และความชอบของเรา) นั่นเอง รู้เรื่องการออกกำลังกายเรียบร้อยดีแล้ว ขั้นต่อไปไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องทำด้วย

สตาร์ทอัพ อายุน้อย ไอเดียใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 11 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534794

สตาร์ทอัพ อายุน้อย ไอเดียใหญ่

ค่านิยมยุคหนึ่งเรียนจบต้องรับราชการเป็นการงานที่มั่นคง มีเกียรติ มีหน้ามีตา ยุคหนึ่งเป็นพนักงานเอกชนรายได้ดี โบนัสก้อนโตดาวน์รถเก๋งคันงามได้เลย ยุคหนึ่งทำงานรับจ้างคนอื่นไหนจะสู้ออกมาเป็นเจ้าของกิจการเอง เป็นอาชีพที่อิสระ เราทำเรารวย ค่านิยมหลังจากพ้นชีวิตวัยเรียนหมุนเวียนผันเปลี่ยนกันไป

หากสิ่งหนึ่งที่วัยเริ่มต้นทำงานมักมีเหมือนกัน คือ การแสวงหา ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น ท้าทายความสามารถ และอยากนำเสนอความคิดของตัวเองให้ออกมาเป็นรูปธรรม เรียกว่าเป็นวัยที่ไฟแรง ไอเดียแตกซ่าน และพวกเขาเลือกความสุข หากสิ่งนั้นจะมีความกดดัน ความเสี่ยง แต่ถ้าคือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขก็พร้อมจะลองกับมันสักตั้ง

นักรบย่อมมีบาดแผล นักธุรกิจวัยหนุ่มสาวก็เจอรอยขีดข่วนมาไม่น้อยกว่าที่จะมีวันนี้ ทว่าประสบการณ์ของพวกเขาน่าสนใจ ไอเดียของพวกเขาไปไกลถึงต่างแดน มาทำความรู้จักกับเจ้าของแบรนด์อาหารไทยกึ่งสำเร็จรูป “ไทยวรี่” (Thaivory) และงานเซรามิกที่มีชิ้นเดียวในโลก “ทีละชิ้น” (Treerachin)

ไทยวรี่ พรีเซนต์ รสชาติอาหารไทยแท้

จูเนียร์-ทิพย์วสี กุลมงคล หลังจากเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ (อินเตอร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวัย 23 ปี และ มาร์ค-กฤษฎา พงษ์พันธ์เดชา วัย 24 ปี เรียนจบสาขาการจัดการระหว่างประเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทั้งคู่ตกลงกันทำธุรกิจทันที เพราะเป็นความตั้งใจไว้แต่แรก

หลังจากไอเดียบรรเจิด อยากทำนั่นนี่หลายอย่าง สุดท้ายมาลงตัวที่อุตสาหกรรมอาหาร โดยทิพย์วสี มีความผูกพันกับอาหารไทยมาตั้งแต่เด็ก ส่วนกฤษฎามีแนวคิดอยากทำสินค้าไทยๆ ออกไปสู่ตลาดโลกให้ชาวต่างชาติได้เห็นสิ่งที่ไทยทำ

2 ไอเดียผสานกันจนเกิดแบรนด์ “ไทยวรี่” (Thaivory) อาหารกึ่งสำเร็จรูปอบแห้ง ที่นำเอานวัตกรรมฟรีซดรายมาผลิตสินค้า

 

“ความจริงแล้วคุณแม่มีส่วนช่วยให้เกิดไอเดียนี้ เพราะคุณแม่ (ฐนิวรรณ กุลมงคล) เป็นนายกสมาคมภัตตาคารไทย ทำร้านอาหารมา 3 ร้าน จึงทำให้เกิดความสนใจ รวมถึงเห็นเสน่ห์และคุณค่าของอาหารไทยที่ควรนำมาพัฒนาต่อยอดและให้ความสำคัญเพื่อที่จะแชร์ให้คนทั้งโลกเห็นว่าอาหารไทยเป็นของดีที่ควรจะลิ้มลอง” ทิพย์วสี กล่าว

กฤษฎา เล่าถึงที่มาของการทำธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย “ที่ยังไม่เรียนต่อระดับปริญญาโท ผมเองก็ยังไม่รู้ชัดเจนว่าชอบทางไหน แต่เรื่องการทำธุรกิจเป็นเป้าหมายไว้แต่แรกอยู่แล้วว่า อยากมีแบรนด์ของคนไทยในแบบที่ต่างชาติรู้จัก เพราะส่วนใหญ่ชีวิตประจำวันผมอยู่กับแบรนด์ต่างชาติเยอะ จึงคาดหวังอยากเห็นแบรนด์ไทยไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนต่างชาติบ้าง”

จากคู่รักเพิ่มเติมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ กฤษฎาบอกไม่กลัวจะทะเลาะกัน เพราะไม่ทำธุรกิจด้วยกันก็ทะเลาะกันอยู่แล้ว “ผมมองว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้เรียนรู้กันมากขึ้น และหาวิธีจัดการกับปัญหา ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่แต่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้”

“ในส่วนของเงินทุนเราใช้วิธีร่วมหุ้นกัน โดยใช้ทุนคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงทุนส่วนตัวด้วย หนูทำงานเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ส่วนมาร์ครับทำกราฟฟิกดีไซน์ เขาก็มีทุนของตัวเอง

พยายามลงทุนให้น้อยที่สุด เพราะไอเดียนี้เริ่มตั้งแต่เรียนยังไม่จบด้วยซ้ำ ยังขาดประสบการณ์ในเรื่องของการลงทุน ดังนั้นก็พยายามมองหาหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง) ทำให้เราสามารถไปใช้สถานที่ของเขาได้ ให้เขาช่วยถ่ายทอดโนว์ฮาว

ฟรีซดรายเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับคนไทย แต่ในวงการอาหารของต่างประเทศฝั่งตะวันตกอย่างนักบินอวกาศ เขาจะทำอาหารให้มันแห้งเพราะเอาขึ้นไปกินได้ แล้วสามารถเก็บคุณค่าของสารอาหารไว้ได้ และกินสะดวกแค่เติมน้ำ ฝั่งเอเชียเองญี่ปุ่นเริ่มเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้อย่างจริงจัง ใช้ในอาหารหลายๆ อย่าง เช่น พวกซุปก้อน

เราพยายามทำแบบบ้านๆ ทำกัน 2 คน ไม่จ้างใครเลย มาร์คบอกว่า อยากทำก็คือทำ เราก็เดินไปคุยกับโรงงานที่มีเทคโนโลยีแบบที่เราต้องการ โรงงานบอกว่าให้ไปทำอาหารมา เราก็ไปทำมาเริ่มจากเดินตลาดสดกันเอง หนูสองคนทำอาหารไม่เป็น แต่พี่เลี้ยงทำอาหารอร่อยมากเลยให้พี่เลี้ยงทำ เราคุมการผลิตเอง หาสูตรที่อร่อยที่สุดมา เสร็จก็ยกหม้อไปโรงงานเลย ด้วยต้นทุนค่อนข้างจำกัด อะไรที่ทำเองได้จะพยายามก่อน รวมไปถึงแพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ การออกแบบ แม้แต่คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ก็ออกแบบเอง”

ทิพย์วสี เล่าถึงชื่อแบรนด์ “ไทยวรี่” (Thaivory) “การทำสินค้าที่ยากที่สุดคือการคิดแบรนด์ คำว่า Thai มาจากประเทศไทย กับคำว่า Ivory แปลว่า งาช้าง ช้างหนึ่งตัวมีงาแค่สองอัน งาช้างเป็นของดี เราไม่ควรจะเอาช้างมาฆ่าเรี่ยราด เราควรที่จะรักษาไว้ เหมือนกับอาหารไทยเราควรทำให้ถูกต้อง ก็มาผสมกับคำว่าไทย ก็อ่านออกเสียงเป็น ไทยวรี่ มีคุณค่าเหมือนงาช้าง”

กว่ารสชาติจะนิ่งและเริ่มทำการตลาดวางขายได้ จนตอนนี้มีคู่ค้าจากประเทศเวียดนามแล้ว พวกเขาต้องเจออุปสรรคมามาก

“ตอนแรกๆ รสชาติไม่อร่อย เพราะเราไม่รู้ว่าต้องทำให้รสชาติมันหวานเค็มแค่ไหน จนคิดว่าต้องใส่ผงชูรสไหม ใส่สารกันบูดไหม แต่ใจเราต้องการทำอาหารที่ให้พ่อแม่กินได้ อย่างนั้นต้องทำให้ดี ไม่ใส่ก็คือไม่ใส่ แต่พอไม่ใส่มันทำออกมายาก ทิ้งไปหลายล็อต บางล็อตก็เสีย

ขาดทุนเยอะมาก แต่เข้าใจอยู่แล้วว่าการทำธุรกิจเริ่มแรกมันไม่มีแบบว่า เริ่มปุ๊บได้ปั๊บ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนของการเรียนรู้ไปอีกอย่างอาหารไทยมันนานาจิตตัง สิบคนชิมก็พูดไม่เหมือนกัน นี่ก็เป็นปัญหาอีกอย่างในจุดยืนของเรา จนท้ายที่สุดกลับมาคุยกับแม่ว่าจะทำอย่างไรดี แม่บอกว่า การทำอาหารต้องทำให้อร่อยไม่อย่างนั้นคนไม่ซื้อ และทำรสชาติให้เป็นจุดยืนของไทยวรี่ คือ ทรูไทย เป็นยังไงในเมื่อเราอยากเผยแพร่วัฒนธรรมไทยออกไป โดยที่เราทำส้มตำกับต้มยำกุ้งให้อร่อยแบบไทยแท้แต่ไม่เผ็ดมาก ใครๆ ก็รับประทานได้”

ต้มยำกุ้งและส้มตำ คือ อาหารไทย 2 เมนูแรกที่พวกเขาเลือกทำ “ตามวิสัยทัศน์ของแบรนด์อยากทำอาหารไทยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ด้วยความที่ฟรีซดรายเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก เราก็อยากทำอาร์แอนด์ดี (Research And Development) ให้มั่นใจก่อนว่าอาหารอร่อยจริงๆ แล้วสามารถเก็บได้นาน

วัตถุดิบเราก็เลือกจากแหล่งที่ดีที่สุด กุ้งสดไม่แช่แข็ง มะละกอดำเนิน พริกจากกาญจนบุรี น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมไทยกลีบเล็ก ข่า ตะไคร้ใช้สีชมพู เราต้องการให้วัตถุดิบทุกอย่างกินได้ต้องเลือกอ่อนๆ หั่นชิ้นพอดีคำ”

ใช้เวลาอยู่แรมปี ตอนนี้ไทยวรี่ ผลิตสินค้าเดือนละเกือบ 2 แสนกล่อง กฤษฎา บอกว่าตอนนี้ธุรกิจอยู่ในช่วงขยายฐาน “ยังมีค่าแพ็กเกจจิ้ง ค่าที่ดีลกับซัพพลายเออร์หลายๆ อย่าง ยังต้องลงทุน เหมือนที่บอกว่าธุรกิจแรกเริ่มเป็นไปได้ยากมากที่จะกำไรเลย ไม่คิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้ จากเด็กมหาวิทยาลัยที่ไม่มีประสบการณ์ ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะมาขายเป็นตู้คอนเทนเนอร์”

ทิพย์วสี ตอบคำถาม การที่สตาร์ทอัพได้เร็วเพราะมีทุนของพ่อแม่ หรือพ่อแม่คอยหนุนให้หรือเปล่า “จริงๆ มันพูดยากแต่ต่อให้พ่อแม่หนุนให้ทุกอย่าง แต่คนเป็นลูกไม่อยากทำ เจออุปสรรคทุกวัน ไม่มีแพสชั่นที่อยากทำก็เท่านั้น สิ่งสำคัญคือคนที่ทำมีกำลังใจเริ่ม เพราะตอนเริ่มหนูก็ได้มาร์ค มาร์คบอกอยากเริ่มก็เริ่มเลย มาร์คบอกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เริ่ม เป็นคำพูดง่ายๆ ของคนที่อยากเริ่มธุรกิจ”

กฤษฎา กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของทฤษฎีการเรียนกับโลกของความจริงคนละอย่างเลย ต้องมานั่งทำบัญชี ทำภาษี ทั้งต้องคิดหลายๆ เรื่องเพราะไม่เหมือนกับที่เราเคยเรียน และไม่เหมือนกับที่คนอื่นๆ เขาพูดมา แต่การที่เราเริ่มทำธุรกิจเร็ว เราจะได้ประสบการณ์ตรงแน่นอน เพราะต่อให้เราทำงานบริษัท เราไม่มีทางรู้หมดอยู่ดี เพราะเราทำแค่ตำแหน่งๆ หนึ่ง แต่การที่เราได้เรียนรู้สิ่งที่เราอยากทำได้ต่อยอดอะไรหลายๆ อย่างเร็วขึ้น ต้องแลกมาพร้อมความเหนื่อย ด้วยเพราะทุกอย่างยังใหม่ หรือหลายๆ เรื่องที่รู้มาก็ปรับใช้ในความเป็นจริงได้ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เราจะเรียนรู้”

“เหมือนที่มาร์คบอกให้เริ่มจากอะไรที่ใกล้ตัวก่อน พอเราเริ่มที่ใกล้ตัวเราจะมีคนให้ถามเยอะแยะ มีคนให้หาข้อมูลเต็มไปหมด ฝรั่งเขาจะบอกว่า Don’t Afraid To Ark ถ้าไม่รู้ You Just Ark, Just Ark แค่ถามเท่านั้นเอง มันไม่ผิดแล้วยิ่งคนที่อายุน้อย คนเขายิ่งอยากบอก อยากสอนเราด้วยซ้ำ เพราะถ้าเราไม่ถาม ไม่รู้ เราก็จะไม่รู้ต่อไป เราไม่รู้ เราไม่ลอง ก็จะไม่รู้ต่อไป พยายามเรียนรู้อะไรเยอะๆ แล้วก็อย่าหยุดพัฒนาเท่านั้นเอง” จูเนียร์ กล่าว

ไทยวรี่ มีวางจำหน่ายที่ตลาด อ.ต.ก. ขายออนไลน์ทางเฟซบุ๊ก ชื่อ Thaivory อาหารไทยกึ่งสำเร็จรูป และออกบูธที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติที่อยากลิ้มรสอาหารไทย และตอนนี้กำลังเจาะกลุ่มคนไทยที่ต้องเดินทางไปเที่ยวหรือพำนักยาวอยู่ต่างประเทศ เพราะอาหารไทยใครได้ลิ้มรสก็ติดใจ คนไทยเองไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็คิดถึงรสมือแม่ที่บ้านกันทั้งนั้น

 

 

 

ปั้นทีละชิ้นกับมือ แต่งแต้มด้วยความสุข

Cafe Talay ย่าน Sai Ying Pun ฮ่องกง ร้าน Megafash ประเทศสิงคโปร์ และ Pinkoi เว็บไซต์ไต้หวัน คือ สถานที่ที่มีสินค้าแบรนด์ “ทีละชิ้น” (Treerachin) เซรามิกแฮนด์เมด ที่การันตีด้วยคำว่า เมด อิน ไทยแลนด์ จัดจำหน่าย ยิ่งสินค้าแต่ละแบบมีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ความสนใจและความต้องการของผู้ซื้อชาวเอเชียยิ่งสูงขึ้น

ส่งผลให้เซรามิกแบรนด์ทีละชิ้นติดตลาด แม้จะมีราคาสูงกว่างานเซรามิกเจ้าอื่น แต่ด้วยไอเดียที่ไม่เหมือนใคร ทำทีละชิ้น แบบละชิ้น เสมือนการสร้างงานศิลปะบนเซรามิก ทั้งประติมากรรมและจิตรกรรม ซึ่งราคาย่อมเยานักเมื่อได้มาครอบครอง

ณิชา เตชะนิรัติศัย คือ ผู้สร้างทีละชิ้น ตั้งแต่เธออายุ 22 ปี ทำไปพร้อมๆ กับทำงานประจำในตำแหน่งอินทีเรียร์ดีไซน์ จนตอนนี้อายุ 26 ทีละชิ้นเป็นงานเดียวที่เธอทำและสร้างรายได้ให้เธอได้มากกว่างานประจำ แม้ช่วงแรกๆ จะหกล้มหกลุกมาก แต่เพราะความเชื่อว่าการสร้างงานศิลปะ ที่ไม่ใช่งานแมส คุณค่าและมูลค่าของมันย่อมเป็นที่คู่ควร

หลังจากเรียนจบจากสาขาสถาปัตยกรรมภายในคณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ณิชาทำงานประจำและได้ไอเดียเริ่มต้นธุรกิจจากการเลือกข้าวของไปตกแต่งคอนโด

“เวลาซื้อของมาแต่งห้อง ก็จะซื้อมาเก็บด้วย เพราะมันสวยแปลกดี พอเริ่มเยอะก็เอาไปขายที่เจเจกรีน ขายดีมาก ก็เริ่มเกิดไอเดียไปซีเล็กต์ของมาขาย ทำได้สักพักของที่ซีเล็กต์ไม่ได้มีตามที่เราต้องการ ก็เริ่มอยากทำเอง เริ่มศึกษาที่ไหนสอนบ้าง มีเทคนิคยังไง ตอนนั้นงานเซรามิกซบเซา คนไม่ค่อยทำกัน คู่แข่งน้อย และเราชอบเซรามิกที่มีเทคนิคหลากหลาย

ระหว่างศึกษาก็ทำงานประจำอยู่ เริ่มทำเองคือกระถางต้นไม้เพราะทำง่ายสุด ใช้เวลาเผาไม่นาน ตอนนั้นมีทุนไม่มาก ร้านข้างๆ ขายต้นไม้ คนนิยมเลี้ยงกระบองเพชร ก็มาซื้อของเรา ขายดีแต่รายได้ยังน้อยกว่าเงินเดือน เพราะเราทำแค่เสาร์-อาทิตย์หรือหลังเลิกงาน ก็เริ่มเกิดความคิดถ้าเราทำทุกวันล่ะ”

ณิชาตัดสินใจลาออกจากงาน เธอหลงรักในสิ่งที่ทำ เธอปลดแอกความกดดันจากงานประจำ ค่อยๆ ลงมือปั้นทีละชิ้นๆ ขีดเขียนสีลงทีละนิดๆ ยิ่งทำมากฝีมือยิ่งรุดหน้า ยิ่งคนซื้อแสดงออกชัดเจนว่าปลื้มกับสินค้า ความสุขถ่ายทอดมาถึงเธอ และเธอรับมันด้วยหัวใจพองโต

“เราไม่ได้ขายงานแมส คนที่มาซื้อก็คนละกลุ่มกัน เขาดีใจแฮปปี้ที่ได้สินค้าของเรา และเขากลับมาซื้ออีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่เลือกทำแค่ชิ้นเดียว

ตอนทำงานประจำเรามีความกดดันแต่ก็มีคนคอยจัดการให้ แต่พอทำธุรกิจเองเรารับความกดดันเองเต็มๆ อย่างลูกค้าสั่งของชิ้นเดียว เราต้องทำ 5 ชิ้น เพื่อไม่ให้งานเสียหาย เพื่อให้ส่งของตามกำหนดเวลา เรายอมรับความเสี่ยงอีก 4 ชิ้นเอง แล้วพอเขารับสินค้าเขาแฮปปี้ ความกดดันสิ่งที่เราทำมามันคุ้ม งานมันจบเป็นโพรเซสๆ ไป ตอนทำงานประจำงานหนึ่งใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี มีความเครียดมันมีสะสมทุกวันๆ”

นอกจากปั้นเซรามิกขายออกบูธตามงานต่างๆ และในประเทศไทยมีวางขายที่พารากอนชั้น 4 โซนลิฟวิ่ง Naiipa Art Complex พระโขนง และเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชั้น 6 โซนโอเพ่นเฮาส์ ณิชา ยังเปิดสตูดิโอรับสอนปั้นเซรามิกที่สุขุมวิท 103/1

ทุกวันนี้กลุ่มลูกค้าหลักของเธอคือ นักท่องเที่ยวชาวเอเชีย และการส่งทีละชิ้นไปยังต่างประเทศ “สำหรับการดีลธุรกิจถ้าพูดกันแบบเพื่อนจะทำให้ดีลง่ายกว่า ต้องพูดคุยกันแบบตรงๆ ว่า อยากได้อะไร ราคาเท่าไหร่ เอาไปขายเท่าไหร่ ลูกค้าที่เลือกทำธุรกิจด้วยต้องมีความจริงใจต่อกัน เพราะของที่เราทำขายเราทำด้วยความจริงใจ ในอนาคตจะไม่เกิดปัญหาต่อกัน”

ตอนนี้รายได้ต่อเดือนมากกว่างานประจำที่ทำ หากแต่ละเดือนก็ทำรายได้มากน้อยต่างกัน ดังนั้นนอกจากการจัดการสินค้าแล้ว ณิชายังต้องบริหารการเงินด้วย แต่เธอบอกเสียงหนักแน่นว่า มีความสุขในสิ่งที่ทำ

‘มหาวิทยาลัย’ กับความฝันของเด็กสมัยนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534611

‘มหาวิทยาลัย’ กับความฝันของเด็กสมัยนี้

คําถามที่ว่า “จบมาอยากทำงานอะไร” อาจใช้ไม่ได้กับ “เด็กสมัยนี้” เพราะพวกเขาสามารถซิ่วได้โดยไม่เป็นเรื่องแปลก อิทธิพลของครอบครัวไม่เคร่งครัดเหมือนเก่า มีทางเลือกในชีวิตมากมาย และเหตุที่ตอบไม่ได้ว่าจบมาแล้วอยากทำงานอะไร นั่นเพราะพวกเขาอยากเป็นเจ้านายตัวเอง

ทว่าไม่ใช่เพียงเด็กสมัยนี้เท่านั้นที่เปลี่ยน “มหาวิทยาลัยสมัยนี้” เองก็ต้องปรับและเปลี่ยนตาม

หลักสูตรยุคดิจิทัล

เด็กยุคใหม่ส่วนใหญ่อยากเป็นนายตัวเองมากกว่าลูกจ้าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงเล็งเห็นว่าไม่มีอาชีพใดจะยั่งยืนเท่ากับการเป็นเจ้าของกิจการ จึงได้ก่อตั้ง “คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ” หรือ Bangkok University School of Entrepreneurship (BUSEM) เป็นแห่งแรกของประเทศไทย (เดิมทีสาขาความเป็นผู้ประกอบการอยู่ภายใต้คณะบริหารธุรกิจ) ซึ่งนับเป็นการกรุยทางสอดรับกับนโยบายการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชนให้เติบโตทันกระแสเศรษฐกิจยุคไทยแลนด์ 4.0

มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้จับมือกับมหาวิทยาลัยแบ๊บสัน (Babson College) มหาวิทยาลัยด้านการเป็นเจ้าของธุรกิจของอเมริกา โดยผสมผสานความรู้ของทั้งสองซีกโลกเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นหลักสูตรเรียกว่า BUSEM Way ด้วยการให้นักศึกษาฝึกสร้างไอเดียทำผลิตภัณฑ์ การทำแผนธุรกิจก่อนลงมือทำธุรกิจจริง และต่อยอดธุรกิจอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมสำหรับบริบทการทำธุรกิจในประเทศไทย

นอกจากนี้ ในชั้นปีที่ 3 นักศึกษาต้องรวมกลุ่มกันเพื่อทำธุรกิจจริงภายใต้การกำกับดูแลและให้คำปรึกษาของคณาจารย์ ซึ่งนักศึกษาที่ขาดทุนทรัพย์สามารถกู้ยืมเงินจากคณะได้กลุ่มละ 1 แสนบาท ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทำธุรกิจจริง ช่วยปลูกฝังทักษะและวิสัยทัศน์ผู้ประกอบการตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้ลองผิดลองถูกเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันในการทำธุรกิจในอนาคต และหลังจากสำเร็จการศึกษาไปเด็กจึงไม่รู้สึกว่าเริ่มงานใหม่ เพราะพวกเขาเคยมีประสบการณ์มาแล้ว

ขณะเดียวกัน เด็กยุคนี้ยังมีความสนใจเรื่องเกมและสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟ รวมทั้งเป็นอาชีพที่น่าสนใจในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงเปิดหลักสูตร “เกมและสื่อเชิงโต้ตอบ” ภายใต้คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดในปีการศึกษา 2560 นอกเหนือจากหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์และหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ

ด้าน ดร.พัฒนพล เหรียญโมรา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เนื่องจากเกมเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม การเรียนการสอน การรักษาผู้ป่วยในทางการแพทย์ และเป็นธุรกิจในส่วนของเอนเตอร์เทนเมนต์ที่มีมูลค่าในตลาดโลกอย่างมาก การสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบสื่ออินเตอร์แอ็กทีฟจึงเป็นรูปแบบการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญในปัจจุบัน และยังมีตลาดแรงงานเปิดกว้างในทุกภาคอุตสาหกรรมด้วย

“เกมเป็นสิ่งที่ไม่เคยหายไปไหนเลย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี และมันจะอยู่กับเราไปอีกนานเพราะไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นล้วนมีเกมเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยตอนนี้เกมเข้ามาอยู่ในมือถือทำให้ทุกคนเล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันเม็ดเงินในภาคอุตสาหกรรมก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนคนเล่น จำนวนแพลตฟอร์ม ทำให้ตลาดเกมในไทยและทั่วโลกเติบโตขึ้น” ดร.พัฒนพล กล่าวถึงเหตุผลการก่อตั้ง

หลักสูตรจะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถ 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยี ศิลปะ และธุรกิจ รวมถึงความสามารถในการทำสตาร์ทอัพเชิงเทคโนโลยี (Tech Startup) ความสามารถในการแก้ปัญหาจริง และความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมในอุตสาหกรรมจริงผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน

“ปีการศึกษาแรกที่เปิดหลักสูตรเกมมีนักศึกษาเรียนประมาณ 200 คน ซึ่งการสร้างความรับรู้กับเด็กไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เพื่อให้พวกท่านเข้าใจว่าเป็นสาขาวิชาที่มีอาชีพรองรับ เป็นธุรกิจที่มีอนาคต และตัวเกมเองไม่ได้มีแค่ความบันเทิง แต่สามารถพัฒนาไปสู่วงการแพทย์ เช่น สร้างเกมเสมือนจริงให้แพทย์ได้ฝึกฝน รวมถึงในต่างประเทศก็มีผู้ที่จบปริญญาเอกด้านเกมโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเป็นพันธมิตรกับ การีน่า (Garena) บริษัทเกมเบอร์หนึ่งผู้สร้างเกมอาร์โอวีที่กำลังโด่งดัง รวมทั้งสนับสนุนให้นักศึกษาออกไปแข่งขันหรือเข้าร่วมกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาฝีมือด้วย

“สิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเน้นเราเรียกว่า โปรเฟสชันนัล สกิลส์ เซต (Professional Skills Set) คือ เด็กที่จบจากเราไม่สำคัญแค่ว่าจบไปด้วยคะแนนจีพีเอเท่าไร แต่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนนี้ถนัดด้านอะไร ทำอะไรเป็นบ้างจากการบ่มเพาะในทุกๆ วิชา” รองคณบดีฯ กล่าวเพิ่มเติม

วิชาสื่อยุคเปลี่ยนผ่าน

คณะด้านสื่อสารมวลชนหรือนิเทศศาสตร์ไม่ติดโผคณะที่มีผู้สนใจสมัครมากที่สุดมาตั้งแต่ปี 2557 โดยครั้งสุดท้ายในปี 2556 คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รั้งอันดับที่ 5 มีผู้สมัครจำนวน 812 คน ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยเองก็มีการปรับเนื้อหาหลักสูตรให้เป็นไปตามยุคสมัยและสถานการณ์สื่อสารมวลชนที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างล่าสุดมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้เปลี่ยนชื่อสาขาวิชาในภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ เป็น “ภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ”

 

อาจารย์วิรยา ตาสว่าง ประธานหลักสูตรสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า 3-4 ปีที่ผ่านมาวงการสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทยมีการปิดตัวหลายฉบับ ทำให้เกิดคำถามว่า อีก 4 ปีข้างหน้านักศึกษาที่จบจากหลักสูตรภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์จะทำงานอะไร

“หลักสูตรของเราต้องอัพเดทให้ทันโลก โดยนอกจากจะตัดบางรายวิชาที่ไม่จำเป็น และเพิ่มอีกหลายวิชาที่จำเป็นเข้ามาแล้ว เราต้องเปลี่ยนชื่อหลักสูตร เพราะชื่อหลักสูตรเป็นเหมือนหน้าตาและเป็นสิ่งที่เด็กจะรับรู้เป็นอย่างแรก หลังจากการวิพากษ์หลักสูตรแล้วทำให้เราได้เปลี่ยนชื่อหลักสูตรใหม่ว่า ภาษาเพื่อการสร้างสรรค์สื่อ เพื่อเพิ่มความกว้าง ไม่จำกัดตัวเองมากเกินไป และมีจุดแข็งที่การผลิตเนื้อหา แม้ว่าสื่อหรือแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปแค่ไหนก็ตาม เด็กของเราจะมีจุดแข็งของการผลิตเนื้อหาทำให้เขาสามารถไปอยู่ที่ไหนก็ได้”

อาจารย์วิรยา ยกตัวอย่าง วิชาผลิตเนื้อหาสำหรับโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนรีวิว ซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาเลือกที่นักศึกษาสามารถเลือกตามความถนัดและความสนใจ

“3 ปีมานี้เด็กสมัยใหม่เริ่มมีความหวาดกลัวต่อการเรียนสื่อสิ่งพิมพ์” ประธานหลักสูตรฯ กล่าวต่อ “หนึ่งเพราะข่าวการปิดตัวหนังสือพิมพ์ สองเพราะการปิดตัวนิตยสาร สามเพราะมักมีเวทีเสวนาหัวข้อสื่อสิ่งพิมพ์ตายจริงหรือ ทำให้เด็กเกิดการรับรู้ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ตายไปแล้ว และสี่เป็นเพราะอิทธิพลของครอบครัว แต่อาจารย์ในสาขาก็ยังเชื่อกันว่า สื่อสิ่งพิมพ์ยังไม่ตาย เราแค่อยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน เป็นหนึ่งปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนยุคสมัยที่เราต้องปรับตัว ดังนั้นหน้าที่ของอาจารย์คือ สร้างเด็กที่ทันโลก”

ในทางตรงกันข้าม เทรนด์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามกำลังชี้เป้าไปที่คณะศึกษาศาสตร์ กลับไปสู่ยุคดั้งเดิมที่คนอยากรับราชการงานอันมั่นคง

วิทยาลัยใหม่ในยุคพัฒนา

อีกหนึ่งความน่าสนใจในวงการการศึกษาไทยคือ ความร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยศรีปทุมกับสถาบันการศึกษาจากประเทศจีน ได้แก่ Hunan Vocational College of Railway Technology และ Hunan Railway and Aviation Education Development Group จัดตั้ง “วิทยาลัยการขนส่งระบบรางอาเชียน” (ASEAN Railway College) เพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีความเป็นเลิศด้านการรางเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมจริงทั้งไทยและอาเซียน ตอบสนองแผนยุทธศาสตร์ชาติไทยในเรื่องระบบราง และยุทธศาสตร์ชาติจีนโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง (OBOR – One Belt, One Road)

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแผนยุทธศาสตร์ของไทยและจีนในการที่จะพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยนั้นมีหลายโครงการ เช่น แผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย ปี 2558-2565 ครอบคลุมโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร โครงการรถไฟทางคู่ และโครงการรถไฟความเร็วสูงสำหรับวิ่งระยะทางไกลและนวัตกรรมบริการ

ในขณะที่ประเทศจีนมียุทธศาสตร์ชาติโครงการ 1 แถบ 1 เส้นทาง เพื่อให้เกิดความร่วมมือและการเชื่อมโยงระบบสาธารณูปโภค การปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อสร้างระเบียงการคมนาคมระหว่างประเทศเชื่อมโยงทางรถไฟจากประเทศจีนสู่ สปป.ลาว และมีแนวโน้มจะเชื่อมเข้าสู่ไทย

“จากแผนยุทธศาสตร์ของทั้งสองชาติ เรามองว่า วิทยาลัยการรางแห่งอาเซียนจะสามารถตอบสนองเรื่องการผลิตบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศด้านระบบราง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจด้านคมนาคมและการขนส่ง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งขณะนี้มีความขาดแคลนกำลังคนด้านนี้อย่างมาก” อธิการบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

ตัวตนในยุคโลกาภิวัตน์

ด้านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในฐานะของสถาบันอุดมศึกษาทางด้านการเกษตรแห่งแรกของประเทศไทย ได้มีการเปิดวิชาบังคับใหม่ชื่อ “ศาสตร์แห่งแผ่นดิน” (Knowledge of the Land) ที่ผนวกศาสตร์ความเป็นไทยและศาสตร์พระราชาเข้าด้วยกัน โดยได้เปิดการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบในภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2559 กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคนและทุกวิทยาเขตต้องผ่านการเรียนวิชานี้ เน้นการสอนเชิงลงพื้นที่ หวังให้นิสิตเข้าใจแก่นแท้ความเป็นไทย และสามารถต่อยอดสร้างนวัตกรรมเองได้

ดร.จงรัก วัชรินทรรัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วิชาดังกล่าวมีการทดลองการเรียนการสอนนำร่องมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2558 ผ่านการวิเคราะห์และประมวลผลจากคณะกรรมการจัดตั้ง จนสร้างองค์ความรู้จากการนำศาสตร์ความเป็นไทย ศาสตร์ของพระราชา มาผนวกกับศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถใช้พัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยนิสิตทั้งหมด 1.5 หมื่นคนต้องเรียน

“เราสอนเน้นถึงองค์ความรู้ของแผ่นดินไทย เพื่อให้นิสิตเกิดความภาคภูมิใจถึงแก่นแท้ของความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเกษตร วัฒนธรรมไทย ศาสตร์ของพระราชา โครงการพระราชดำริ หรือแนวปรัญชาต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทางมหาวิทยาลัยจะนำมาวิเคราะห์เพื่อแตกออกมาเป็นองค์ความรู้ในเชิงวิชาการ จากนั้นให้อาจารย์แต่ละคณะนำไปสอนนิสิตโดยนำองค์ความรู้ของคณะนั้นๆ บูรณาการเข้าด้วยกัน”

นอกจากนี้ การเรียนการสอนของทุกหลักสูตรจะเน้นรูปแบบการเรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning) และการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) เพื่อให้นิสิตได้ปฏิบัติจริงและมีการรวมกลุ่มเพื่อสร้างสรรค์โครงงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีจุดเด่นเรื่องการปฏิบัติจริงทั้งในเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมและเชิงสังคมอยู่แล้ว

“โครงการพระราชดำริของพระองค์ท่านมีการบูรณาการอย่างหลากหลาย เช่น โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา ซึ่งอาจจะมีพื้นฐานมาจากเรื่องการเกษตร แต่การสร้างกังหันก็เกี่ยวข้องกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ด้วย โครงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชนบท เกี่ยวข้องกับคณะสังคมศาสตร์ เป็นต้น นอกจากวิชาศาสตร์แห่งแผ่นดินแล้ว ผมยังมอบนโยบายให้ชมรมต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับศาสตร์เหล่านี้ด้วย เพื่อที่จะปลูกฝังให้นิสิตเข้าใจอย่างลึกซึ้ง”

สำหรับสิ่งที่คาดหวังจากวิชานี้คือ นิสิตจะได้เรียนรู้ถึงแก่นแท้ของความเป็นไทย องค์ความรู้ต่างๆ ของไทย เข้าถึงชุมชน น้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในทางวิชาการ และต่อยอดสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้ อีกทั้งยังทำให้นิสิตของมหาวิทยาลัยติดดินและรักในความเป็นไทย

รักษาการอธิการบดี มก. ยังเปิดเผยด้วยว่า หลังจากเปิดวิชาศาสตร์แห่งแผ่นดินเป็นระยะเวลา 2 ปี ทางมหาวิทยาลัยได้มีการพัฒนาและต่อยอดไปสู่ “หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยคาดว่าจะเปิดการเรียนการสอนได้ในเดือน ส.ค. 2561

‘ฉลากโภชนาการ’ เรื่องง่ายๆ ที่คนรักสุขภาพต้องรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534419

‘ฉลากโภชนาการ’ เรื่องง่ายๆ ที่คนรักสุขภาพต้องรู้

ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะเช็กวันผลิตและวันหมดอายุของสินค้ามากกว่าที่จะอ่านและทำความเข้าใจกับฉลากโภชนาการ ทั้งที่เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพ ซึ่ง ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการด้านการฝึกอบรมโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ และผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการมองว่าไม่ควรเป็นเช่นนั้น จึงได้แบ่งปัน 3 ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถอ่านข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ตได้อย่างเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ

1.ปริมาณที่บริโภค บ่อยครั้งที่หลายคนเข้าใจผิดๆ ว่า คุกกี้ ขนมปังกรอบ หรือมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบถุงเล็ก รวมไปถึงเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์ขนาดทั่วไป มีปริมาณเท่ากับหนึ่งหน่วยบริโภค ทั้งที่ความจริงแล้วปริมาตรบรรจุของหน่วยบริโภคมาตรฐานในปัจจุบันของน้ำอัดลมคือประมาณ 250 มิลลิลิตร ทว่า เครื่องดื่มหลายๆ ประเภทบรรจุมาในกระป๋องหรือขวดที่มีจำนวนปริมาตรมากกว่านั้น และทำให้มีจำนวนหน่วยบริโภคเท่ากับ หรือมากกว่า 2 หน่วยขึ้นไป ยกตัวอย่างเช่น การดื่มชาเขียว 1 ขวด จะเท่ากับว่าคุณดื่มไปแล้ว 2 หน่วยบริโภค และนั่นหมายความว่าคุณจะต้องคำนวณทุกข้อมูลบนฉลากโภชนาการเป็น 2 เท่า ไม่ว่าจะเป็นแคลอรีหรือปริมาณน้ำตาล เพื่อที่คุณจะรู้ได้ว่าน้ำที่คุณดื่มนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการเท่าไร

เช่นเดียวกับมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบที่มีฉลากโภชนาการ ระบุว่า หนึ่งหน่วยบริโภคของมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบคือ ขนาด 30 กรัม หรือเท่ากับมันฝรั่งทอดกรอบ 15 แผ่นเท่านั้น แต่ถ้าคุณกินมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบหนึ่งถุงใหญ่ๆ นั่นจะเท่ากับว่าคุณบริโภคมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบไปแล้วหลายหน่วยบริโภค เพราะฉะนั้นควรเช็กให้ช่วยก่อนบริโภค

 

 

2.ข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะระบุปริมาณของโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต รวมถึงน้ำตาล ใยอาหาร คอเลสเตอรอล และโซเดียมเอาไว้ในฉลากอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าอยากทราบว่าวันนี้หรือมื้อนี้ได้รับสารอาหารแต่ละชนิดไปอย่างละเท่าไรบ้าง ต้องรู้ให้ทัน จำไว้ว่า คาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่ระบุไว้บนฉลากโภชนาการก็คือ คาร์โบไฮเดรตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแป้ง น้ำตาล หรือใยอาหาร โดยในฉลากโภชนาการจะแยกรายการคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากใยอาหารและน้ำตาลไว้อย่างชัดเจน

แต่สำหรับตัวเลขปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากน้ำตาลนั้น จะรวมเอาปริมาณของน้ำตาลที่เติมลงไป (Added Sugars) และน้ำตาลตามธรรมชาติ (เช่น น้ำตาลจากนม หรือน้ำตาลจากผลไม้) ไว้ด้วยกัน ซึ่งการแยกปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไป (Added Sugars) ออกจากน้ำตาลจากธรรมชาติอย่างชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากไม่ตรวจสอบปริมาณน้ำตาลที่ได้จากวัตถุดิบแต่ละชนิดอย่างละเอียด

 

 

3.ปริมาณที่แนะนำต่อวัน หมายถึงปริมาณมาตรฐานของสารอาหารต่างๆ ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ข้อมูลของสารอาหารแต่ละชนิดบนฉลากโภชนาการจะแสดงร้อยละของปริมาณสารอาหารต่างๆ เหล่านี้ในหนึ่งหน่วยบริโภค โดยเทียบจากปริมาณที่แนะนำต่อวัน

“ฉลากโภชนาการสามารถช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้ดีขึ้น หากคุณสามารถเปรียบเทียบปริมาณอาหารจริงๆ ที่คุณกินเข้าไปกับจำนวนหน่วยบริโภคที่ระบุไว้บนฉลากผลิตภัณฑ์ ทางที่ดีควรหมั่นเปรียบเทียบข้อมูลเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนคุ้นเคย และเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างปริมาณอาหารที่กินในหนึ่งมื้อกับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งจะช่วยเวลาที่คุณต้องไดเอต หรือควบคุมปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันได้เป็นอย่างมาก” ซูซาน กล่าวทิ้งท้าย

เทรนด์เทคโนโลยี แห่งปี 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 09 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534416

เทรนด์เทคโนโลยี แห่งปี 2561

ทุกวันนี้เทคโนโลยีได้พัฒนาจนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่เคยมีจนแทบจะเรียกได้ว่าหลายสิ่งที่เคยเห็นในภาพยนตร์ไซ-ไฟก็ปรากฏออกมาให้เราได้ใช้งานกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ และความก้าวล้ำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต่างๆ และในปี 2018 จะมีเทรนด์เทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจกันบ้างเรามาดูกัน

ปีแห่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์

ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบ เอไอ (A.I. Artificial Intelligence) เป็นระบบสมองกลเลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ สามารถคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ในรูปแบบงานที่มีความซ้ำซากมีรูปแบบแผนเดิมๆ ทุกวันในอนาคต

พงษ์ศักดิ์ ไปรสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านเซ็นเซอร์เทคโนโลยี บริษัท ดิจิทัล โรดแมป อธิบายถึงระบบเอไอ ว่าย้อนกลับไปราวๆ พ.ศ. 2486  แม็คคัลลอช และพิทซ์  (Mc Culloch and Pitts) สองนักวิจัยชาวอเมริกันได้นำเสนอแนวคิดแบบจำลองเซลล์ประสาท และแสดงให้เห็นว่าในทางทฤษฎีแล้ว เราสามารถสร้างโครงข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อเลียนแบบการทำงานของระบบประสาทเหล่านี้ได้ แต่ด้วยวิทยาการคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นยังไม่ก้าวหน้ามากพอ จึงทำให้ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

จนกระทั่งเราก้าวเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีบิ๊กดาต้าอันเป็นคลังข้อมูลรวบรวมองค์ความรู้ขนาดใหญ่ทั่วโลก ยุคแห่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของ ดีป เลิร์นนิ่ง จึงเริ่มต้นขึ้น มีหน่วยประมวลผลและหน่วยความจำที่เพียบพร้อม แต่หัวใจของเอไอไม่ได้อยู่ที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะเปรียบเสมือนสมองที่มีจิตวิญญาณอยู่ภายใน

ทำให้ตำแหน่งงานโปรแกรมเมอร์ด้านการพัฒนาระบบเอไอ เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ระบบเอไอได้ทำการจำลองโครงข่ายเซลล์สมองในการเรียนรู้ของมนุษย์ และเริ่มใส่ข้อมูลให้เรียนรู้และทำงานได้อย่างที่มนุษย์ต้องการ

เอไอที่มีชื่อเสียงที่สุดใน พ.ศ. 2560 

ที่ผ่านมาก็คือ อัลฟาโกที่สามารถเอาชนะเซียนโกะ ระดับโลกมาแล้ว และสร้างนิยามแนวคิดและวิธีการเล่นแบบใหม่อย่างที่ไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถทำได้มาก่อน มีการทำเอาระบบเอไอมาใช้ช่วยในการประมวลผลเทคโนโลยีค้นหาข้อมูล แปลภาษา นำไปใช้ในเครื่องจักรที่สามารถคัดแยกผลผลิตทางการเกษตร และระบบรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

อรภัค สุวรรณภักดี นักวิชาการอิสระด้านเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม ให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเอไอในปี 2018 นี้ว่า “ระบบเอไอนี้จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ที่มีการทำงานรูปแบบซ้ำๆ การตอบคำถามลูกค้า การคิดคำนวณทางด้านการเงิน ซึ่งจะเริ่มมีใช้กับธุรกิจด้านการเงินการธนาคารก่อนเป็นอันดับแรกๆ

เพราะในระบบการคิดคำนวณบริการของลูกค้านั้นมีปัจจัยเข้ามาคิดคำนวณในรูปแบบตายตัว จากเดิมที่ต้องใช้พนักงานคิดคำนวณให้ลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปในรูปแบบของการซื้อขายผ่านเว็บไซต์ ผ่านแอพพลิเคชั่นทางการเงินมากขึ้น

ในต่างประเทศระบบเอไอ สามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยใช้คำสั่งเสียง ซึ่งในอนาคตเราสามารถพูดคุยกับระบบเอไอ เพื่อให้ค้นหาสินค้าและข้อมูลได้ตามความต้องการของเราได้ มีระบบคอลเซ็นเตอร์ที่มีเอไอเป็นคนตอบคำถาม ระบบเอไอจะค่อยๆ เข้าไปเรียนรู้และทำงานแทนเรา

แต่อย่างไรก็ดีงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ งานที่มีความละเอียดอ่อนที่ต้องใช้ความคิดของมนุษย์เข้าไปตัดสินใจ งานบริการ งานหลายๆ อย่างที่เรารู้สึกว่าอยากจะเจอ และพูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันเองจะยังเป็นงานที่เอไอไม่สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้”

ไอโอที

ไอโอที (IoT – Internet of Things) เป็นระบบเชื่อมโยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจสอบเก็บข้อมูล และสามารถปรับแต่งการทำงานได้ตามความต้องการของมนุษย์ อรภัค กล่าวว่า “ไอโอที เป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์เก็บข้อมูลเรื่องราวต่างๆ ที่เราเคยทำในบ้าน เพื่อปรับแต่งให้เรามีชีวิตอยู่ได้ง่ายขึ้นในบ้าน โดยที่เราแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยตั้งแต่เดินเข้าบ้านมา บ้านจะเปิดเพลงที่ชอบให้ฟัง เปิดไฟ เปิดแอร์ปรับระดับอุณหภูมิที่เราชอบ รวมทั้งรายงานข่าวสารสำคัญ บอกการพยากรณ์อากาศให้เราทราบ และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของสมาชิกภายในบ้านได้อีกด้วย”

ตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีไอโอที ที่เริ่มปรากฏขึ้นแล้วก็ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ตู้เย็น รถยนต์ในบางรุ่น เครื่องรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ กล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง นาฬิกาอัจฉริยะ สมาร์ททีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนผ่านอินเทอร์เน็ตได้ จะส่งรายงานผลการทำงานทั้งหมดให้เรา สามารถตั้งค่าการทำงานให้เป็นไปตามความต้องการ เครื่องดูดฝุ่นบางรุ่นมีเว็บแคมที่ผู้ใช้สามารถบังคับให้วิ่งไปดูตามจุดต่างๆ ภายในบ้านสำหรับใช้เป็นกล้องรักษาความปลอดภัยไปด้วยในตัว คือหนึ่งในเทคโนโลยีไอโอทีที่เริ่มจะเริ่มมีใช้กันอย่างแพร่หลายในปีนี้

 

เออาร์และวีอาร์ มุมมองสู่โลกเสมือนจริง

เทคโนโลยีเออาร์  (AR Augmented Reality) และวีอาร์ (VR Virtual Reality) เพิ่มการรับรู้และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับโลกดิจิทัล เออาร์และวีอาร์ จะมีการนำมาใช้กับชีวิตมากขึ้น อรภัค เสริมว่า “แม้เริ่มต้นจะเป็นแค่เล่นเกม แต่เทคโนโลยีจะเริ่มเข้ามามีบทบาทในแง่มุมบันเทิงมากขึ้น

เหมือนเป็นการยกระดับรสชาติของชีวิตโดย อาจจะมีการเปลี่ยนดังนี้ไม่ช้าก็เร็ว  การใช้งานเกมกับ เออาร์และวีอาร์ อาจจะมาในรูปแบบเล่นเกมเดี่ยว หรือ เกมส์บนโลกโซเชียล (Social Media AR/VR Game)

การจำลองโลกเสมือนจริงให้เรารู้สึกถึงการบันเทิง ดูหนังฟังเพลง ร้องเพลงครบวงจร ที่จะเกิดขึ้น เพียงแต่ช้าหรือเร็ว เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แค่เล่มเกม อาจจะเอามาใช้กับการออกกำลังหรือการเรียนในอนาคตด้วย นักศึกษาอาจจะถูกจำลองเข้ามาสู่โลกเสมือนจริงมากขึ้นในอีกไม่กี่ปี

เพื่อให้การเรียนรู้มีผลตอบรับมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการนำเออาร์และวีอาร์ เอามาขายสินค้าได้ ถือเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น หรือมีความเข้าใจในตัวสินค้ามากขึ้น รวมทั้งเข้ามาเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อุตสาหกรรม

ในอีกไม่กี่ปี เช่น รถยนต์ การค้าปลีก ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจโรงแรม และการศึกษา และ อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการก่อสร้าง และท่องเที่ยว แม้แต่ในทางการแพทย์ก็สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน

โอเพ่น คอร์สแวร์ เรียนผ่านระบบออนไลน์

การศึกษาผ่านระบบออนไลน์ หรือโอเพ่น คอร์สแวร์ (OpenCourseWare) กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศมากขึ้น และทิศทางเทคโนโลยีด้านการศึกษา กำลังมุ่งไปทางด้านการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ โดยเฉพาะหลักสูตรระยะสั้นจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง จะให้ความสนใจเรียนหลักสูตรระยะสั้นแบบนี้กันมากขึ้น

ประเทศไทยการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ยังคงต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวและเครื่องมือในการเรียนรู้ของคนต่างจังหวัดซึ่งถือว่ายังมีราคาแพงอยู่มากสำหรับพวกเขา ต้องมีเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาด้านการศึกษา เนื่องจากเป็นด้านที่คนไทยขาดแคลน ในเวลานี้มีความขาดแคลนแหล่งเรียนรู้ด้านการศึกษา และอุปกรณ์ ทั้งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์เสริม เรื่องการศึกษา เช่น การใช้เกม เพื่อพัฒนาการศึกษา (Game Education) เนื่องจากเด็กไทยติดเกม มีร้านเกมทั่วประเทศ แต่ไม่ได้มีเกมที่จะพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างจริงจังเพื่อคนไทย การแปลหลักสูตรคอร์สแวร์ของต่างประเทศที่มีเขามีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ก้าวหน้าไปกว่าเรามาก

 

 

ดิจิทัล ทวิน

การ์ตเนอร์ (Gartner) บริษัทวิจัยด้านเทคโนโลยีได้พยากรณ์ว่าอนาคตชีวิตคนเราจะมีเซ็นเซอร์มากกว่า 500 ตัวในบ้าน 1 หลังภายในปี 2022 และจะมีดิจิทัลทวิน เปรียบเสมือนเทคโนโลยีประจำทำงานตอบสนองความต้องการเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเรียกว่า ดิจิทัล ทวิน (Digital Twin) และเป็นอีกก้าวที่พัฒนาเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีไอโอที ที่น่าจับตามอง

พงษ์ศักดิ์ ขยายความถึง ดิจิทัล ทวิน คือการเก็บสำเนาข้อมูลของสิ่งของ อาคารหรือเครื่องจักร หรือกระทั่งตัวเรา ในรูปแบบดิจิทัล เป็นการใช้สารพัดเซ็นเซอร์เข้าตรวจจับการทำงานทุกอย่าง แล้วรวบรวมเป็นข้อมูลสถานะ เพื่อคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า และแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในอนาคต เป็นเทคโนโลยีที่นาซ่าเคยพัฒนาในยานอวกาศเพื่อเก็บข้อมูลวิเคราะห์สถานะการทำงานของยานอวกาศและดาวเทียมมาก่อน

ยกตัวอย่างเช่นรถยนต์คันหนึ่งได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทวิน โดยติดเซ็นเซอร์รถไว้รอบคัน ปัจจุบันจะมีเซ็นเซอร์วัดเฉพาะเครื่องยนต์และเกียร์เพื่อตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อน แต่ดิจิทัลทวินจะมีใช้เซ็นเซอร์วัดตั้งแต่ความดันลมยาง ระบบกันสะเทือนทุกจุด โครงสร้างตัวถัง ประตู หลอดไฟ ทุกอย่างที่เซ็นเซอร์สามารถวัดออกมาเป็นค่าที่แน่นอนได้ จะถูกวัดออกมาเป็นข้อมูลแจ้งให้ผู้ใช้ได้ทราบว่าเกิดความผิดปกติกับส่วนใหญ่ของรถบ้างและควรจัดการดูแลต่อไปอย่างไร ไม่เพียงแต่รถยังสามารถนำไปใช้ได้กับระบบเทคโนโลยีภายในบ้าน วิศวกรรมการก่อสร้าง และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพต่อไปเข็มขัด นาฬิกา สร้อยคอ และรองเท้า อาจจะมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดชีพจร ความดันเลือด และการเครื่อนไหวเข้ามาเป็นมาตรฐานดูแลสุขภาพของเราด้วยดิจิทัลทวินได้ในอนาคต

ทั้งหมดนี้ก็คือ เทคโนโลยีที่น่าจับตามองมากที่สุดใน ปี 2561 โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านระบบเอไอ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการทำงานร่วมกับมนุษย์เรามากขึ้นทุกวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ สมาร์ทโฟน เช่น สิริ ในระบบไอโอเอส และกูเกิล ในระบบแอนดรอยด์ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็มีระบบเอไอเข้ามาช่วยจัดการรายงานข่าวสาร แนะนำเส้นทาง และค้นหาข้อมูลให้ตรงความต้องการของทุกคน ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นไอโอที เออาร์ วีอาร์ และดิจิทัลทวินจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลียนชีวิตคุณในปีนี้อย่างแน่นอน

ฝึกขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 11:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534269

ฝึกขยายปอด เพิ่มพลังรับออกซิเจน

การออกกำลังกายในชีวิตประจำวันของเรา มักจะโฟกัสอยู่เพียงแค่การออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อและอัตราการเต้นของหัวใจ แต่เราลืมไปว่าการฝึกปอดก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถออกกำลังกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเป็นส่วนสำคัญโดยตรงที่จะช่วยทำให้อัตราการรับออกซิเจนต่อการหายใจดีขึ้นอย่างชัดเจน เหนื่อยน้อยลงมีกำลังมากขึ้น

 

ทำไมต้องฝึกบริหารปอด

ปอดเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นำลมหายใจภายนอกจากอากาศที่มีออกซิเจนสูงเข้ามาในปอด โดยอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อซี่โครง กล้ามเนื้อทรวงอก และกล้ามเนื้อช่องท้อง

เมื่อลมหายใจเข้าไปถึงถุงลม ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและเยื่อผนังบางได้ใกล้กับออกซิเจน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนให้เข้าไปในหลอดเลือดฝอยในผนังถุงลม และรับคาร์บอนไดออกไซด์จากเลือดปล่อยออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก

หลักการง่ายๆ ที่เราต่างรู้กันดี แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ ความจุปอดของมนุษย์เรานั้นมีขนาดเล็กลงทุกปี ในผู้ชายช่วงอายุราว 17-19 ปี จะมีความจุปอดสูงสุดอยู่ 57.6 มล./กก.น้ำหนักตัว แต่ในผู้ชายที่อยู่ในช่วงอายุ 60-69 จะเหลือความจุปอดสูงสุดเพียง 39 มล./กก.น้ำหนักตัว

ผู้หญิงช่วงอายุราว 17-19 ปี จะมีความจุปอดสูงสุดอยู่ 45.6 มล./กก.น้ำหนักตัว แต่ในผู้หญิงที่อยู่ในช่วงอายุ 60-69 ปี จะเหลือความจุปอดสูงสุดเพียง 31 มล./กก. น้ำหนักตัว

หากวัดปริมาตรเป็นอัตราต่อนาทีในขณะที่ร่างกายพัก จะมีปริมาณของอากาศที่หายใจ ประมาณ 5-8 ลิตร/นาที นาทีละประมาณ 12-20 ครั้ง แต่ขณะที่ออกกำลังกายปริมาณอากาศจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 180 ลิตร/นาที ส่วนนักกีฬาอาชีพสามารถวัดได้สูงถึง 200 ลิตร

ผู้ที่มีความจุปอดสูงจะสามารถออกกำลังกายได้นานกว่า เหนื่อยน้อยกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และความสามารถในการขจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจได้ดี สุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมผู้สูงอายุถึงหอบเหนื่อยง่าย

 

เริ่มต้นการฝึกปอด

เทคนิคการฝึกเพิ่มความจุปอดนั้นไม่ยุ่งยากและไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมาก เพียงแค่หายใจเข้าให้เต็มปอดและกลั้นหายใจประมาณ 10 วินาทีแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก ทำอย่างนี้วันละ 2 นาที กล้ามเนื้อกระบังลมจะเริ่มคุ้นชินและขยายปอดให้ใหญ่ขึ้นเอง ไม่ต่างอะไรกับการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อดีๆ นี่เอง

ในระหว่างการฝึกหายใจขยายปอด ให้กางแขนออกให้ห่างจากลำตัวเพื่อเปิดช่วงอก คุณจะพบว่าให้ใจได้ลึกมากขึ้นหายใจเข้าและกลั้นหายใจไว้ 10 วินาที แล้วค่อยผ่อนลมหายใจออก ฝึกอีกครั้งสลับกันระหว่างหายใจทางปากและจมูก รวมทั้งสลับกันระหว่างสูดลมเข้าปอดและสูดลมเข้ากระบังลมด้วยเช่นกัน หลังจากฝึกไปได้ประมาณ 1 สัปดาห์ คุณจะเริ่มรู้สึกได้เองว่าหายใจได้ลึกและมากกว่าก่อนฝึก

นอกจากนี้ ยังมีการฝึกแบบเข้มข้นขึ้นมากอีกขั้น นอกจากขยายความจุแล้วยังฝึกกล้ามเนื้อปอดให้แข็งแรงขึ้นก็คือการฝึกเป่าลูกโป่ง

หากยังจำคืนวันเก่าๆ ได้ จะสังเกตได้ว่าครั้งแรกที่เราเป่าลูกโป่งนั้น มักจะไม่ค่อยพองและอาจจะกล่าวโทษว่าลูกโป่งยางแข็งเกินไปเป่าไม่เข้า แต่เมื่อพยายามเป่าบ่อยๆ ก็จะเริ่มเป่าลูกโป่งให้พองลมง่ายขึ้น จนถึงขั้นเป่าให้แตกได้ง่ายๆ ลองฝึกเป่าลูกโป่งบ่อยๆ ปอดของคุณจะเริ่มแข็งแรงและจุลมได้มากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

อีกวิธีการฝึกปอดที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะช่วยบริหารปอดได้ก็คือ การเล่นเป่ากบ การละเล่นพื้นบ้านของไทยที่ช่วยให้เด็กๆ ได้บริหารปอด ฝึกจังหวะกล้ามเนื้อการเป่าลมให้แรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แต่จะให้วัยผู้ใหญ่มาเล่นเป่ากบก็คงดูแปลกๆ เว้นแต่จะชวนลูกหลานมาเล่นด้วยกัน

แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการเป่าแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะให้ปลิว หายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่าลมออกอย่างรวดเร็ว ความจุปอดและกล้ามเนื้อส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหายใจจะแข็งแรงขึ้น

ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพจะมีการฝึกปอดในรูปแบบที่จริงจังและเข้มข้นมากขึ้นอีกระดับก็คือการฝึกว่ายน้ำ กีฬาที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายทุกส่วน ไม่เว้นแม้กระทั่งปอดและหลอดลม เพียงแค่คุณลงไปอยู่ในสระน้ำก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าหายใจลำบากขึ้นเพราะในน้ำมีแรงกดอากาศกับปอดของเราโดยตรง แรงบีบอัดทำให้เราหายใจถี่และสั้นขึ้นและทำให้ความจุอากาศของปอดลดลง

หากฝึกออกกำลังกายในน้ำบ่อยๆ ปอดจะขยายความจุเพิ่มขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพื่อชดเชยความจุอากาศที่เสียไประหว่างอยู่ในน้ำโดยไม่ต้องมาโฟกัสว่าเรากำลังอยู่ระหว่างการฝึกขยายปอด

คนที่ไม่ชอบว่ายน้ำ แต่ชอบวิ่งและปั่นจักรยาน การเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อฝึกวิ่งขึ้นเขาในระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรที่มีอากาศเบาบางจะช่วยให้ปอดแข็งแรงขึ้นไม่แพ้การออกกำลังกายในน้ำ ด้วยปริมาณออกซิเจนที่เบาบางจะทำให้เราหายใจถี่และลึกมากขึ้นเพื่อดึงออกซิเจนเข้ามาให้มากที่สุด

การบริหารปอด เป็นการฝึกที่ง่ายและใช้เวลาไม่มากนัก แต่ส่งผลต่อชีวิตของเรามากที่สุดเพราะชีวิตเราดำเนินอยู่ได้ด้วยลมหายใจ แต่เราจะทำอย่างไรให้หายใจอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องที่เราต้องมาฝึกกัน

เทรนด์อาหาร 2561 บอกลาเคมี สวัสดีของสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 08 ม.ค. 2561 เวลา 10:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534268

เทรนด์อาหาร 2561 บอกลาเคมี สวัสดีของสด

เทรนด์อาหารไม่ต่างกับกระแสแฟชั่น มักมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี โดยเทรนด์เหล่านี้มักเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มผู้บริโภคมีความใส่ใจและหันมาดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เทรนด์อาหารในระยะหลังๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร หน่วยงานสถาบันการศึกษา ที่มีการปรับทุกกระบวนท่าให้เท่าทันกับกระแสความนิยม

ในปี 2561 การคาดการณ์เทรนด์อาหารในส่วนของผู้บริโภค พบว่าแนวโน้มจะนิยมอาหารสดใหม่จากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจร้านอาหารจากธรรมชาติและอาหารออร์แกนิกได้ประสบความสำเร็จทางด้านอาหารเพื่อสุขภาพมากและเติบโตได้ดี

ประเภทอาหารในกลุ่มนี้รวมถึงอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อาหารปราศจากกลูเตนและแล็กโทส รวมทั้งอาหารที่มีสัดส่วนของน้ำตาลและไขมันต่ำ จึงเป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจประเภทนี้มีหลายคนให้ความสนใจที่จะประกอบกิจการกันเพิ่มมากขึ้น

บ๊ายบายเคมี ของดีต้องสด

เพราะในปัจจุบันผู้บริโภคไม่กลัวที่จะต้องจ่ายเงินให้กับผลิตภัณฑ์คุณภาพดีอีกต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีรายได้ระดับกลางขึ้นไปจะพิจารณาซื้อสินค้าจากคุณภาพมากกว่าราคา บทพิสูจน์ที่ยืนยันว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการสินค้าที่สดใหม่จากธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง

มาจากผลการสำรวจที่ระบุว่า ผู้บริโภคกว่า 89% ต้องการซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ, 84% ชื่นชอบอาหารที่หาซื้อได้ในท้องถิ่น เพราะเชื่อเรื่องความสด, 84% ต้องการอาหารที่ไม่มีสารเคมี, 82% ชื่นชอบฉลาก Clean Label ซึ่งสินค้าอาหาร Clean Label คือ สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น สารแต่งสี กลิ่น รสเป็นส่วนประกอบ

ขณะที่อาหารออร์แกนิกเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การตัดสินใจซื้ออาหารที่มีกระบวนการผลิตอย่างยั่งยืนข้างต้น ทำให้ในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่จะออกมาในช่วงนี้ จะมุ่งไปยังการนำส่วนผสมจากพืชพรรณธรรมชาติมาใช้ เช่น โปรตีนจากพืช สีผสมอาหารจากพืชผักผลไม้ ที่ให้ทั้งสีสัน คุณค่าอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพอย่าง ขมิ้นชัน มะพร้าว ผักผลไม้สีม่วง สาหร่าย เห็ด และสมุนไพรต่างๆ ก็เป็นกระแสที่น่าจับตามองเช่นกัน

หนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มองเห็นโอกาสจากแนวโน้มดังกล่าว การผลักดันหลักสูตรวิชาการประกอบการที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรม เป็นหนึ่งหนทางที่จะสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากไอเดียและการค้นหาปัญหาจากพื้นที่ และการมองถึงเทรนด์ของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เกิดโปรเจกต์การรวมตัวของนักศึกษาวิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

พุฒิพงษ์ ศิรประภาพงศ์ นักศึกษาวิทยาลัยผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่นำเอาปัญหาใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ตามหลักแนวคิด Think Big, Act Small คือ การพัฒนาเครื่องปรุงสำหรับการทำอาหารคลีน เล่าถึงที่มาของโครงการ Clean Ketchup ว่า

“เกิดจากการลงพื้นที่ย่านห้วยขวาง ทำให้พบว่าห้วยขวางมีร้านอาหารคลีนอยู่เยอะ แต่อาหารคลีนในท้องตลาดส่วนมากที่เราสำรวจจะพบว่า รสชาติจืด ไม่กลมกล่อม เพราะต้องควบคุมเรื่องแคลอรี ปริมาณน้ำตาล ไขมันในการปรุงรส จึงมาคิดว่า ถ้าเราทำอาหารคลีนที่มีรสชาติอร่อย แต่ว่ายังมีความคลีนอยู่จะเป็นอย่างไร ในกลุ่มของเราก็มีเพื่อนที่เรียนวิทยาศาสตร์การอาหารด้วย เราก็คิดว่าเราสามารถนำไปพัฒนากันได้

จึงมามองที่ ‘เครื่องปรุง’ ถ้าเราทำเครื่องปรุงคลีน เราจะได้เข้าไปในตลาดอาหารคลีนโดยที่ไม่ต้องแย่งส่วนแบ่งตลาด และสามารถเข้าถึงได้หมด ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร จึงทำการศึกษาถึงส่วนประกอบว่าอะไรที่จะทำให้เครื่องปรุงรสชาติดีแต่ยังคลีนได้ เช่น หาสารที่แทนน้ำตาลแต่แคลอรีต่ำ สิ่งที่ให้รสเค็มแต่โซเดียมน้อย แล้วเราก็พยายามพัฒนาออกมาเป็นเครื่องปรุง” พุฒิพงษ์ กล่าว และต้องติดตามว่า (ว่าที่) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แบบไหนมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคต่อไป

น้ำตาลยังจำเป็นไหม?

อย่างที่ทราบกันว่าอาหารประเภทแป้ง หรืออาหารที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมในปริมาณสูง แน่นอนว่าอันตรายต่อสุขภาพของคุณแน่นอน และเป็นสองอย่างที่คนรักสุขภาพพยายามหลีกเลี่ยง แต่มักหักห้ามใจไม่อยู่ โดยเฉพาะสาวๆ ที่แม้จะรักสุขภาพมากแค่ไหน ชีวิตก็ไม่เคยขาดขนมหวาน ซึ่งแป้งและน้ำตาลดันเป็นพระนางในขนมหรือของทานเล่นเสียด้วยนี่สิ

ดังนั้น หนึ่งแนวโน้มที่เริ่มก่อตัวเมื่อปีก่อน แต่เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างและได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ กระแสลดความหวาน และสารทดแทนความหวานจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหญ้าหวาน เดกซ์โทรส หรืออื่นๆ ซึ่งยังจะเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน

แม้น้ำตาลเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับสุขภาพที่ดี แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคยังคงต้องการรสชาติแสนอร่อยที่คุ้นเคย สมดุลแห่งความหวานกับสุขภาพจึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมอาหารให้ความใส่ใจ ในปีนี้เราจะเห็นขนมที่เป็นมิตรกับสุขภาพ จะได้รับความนิยมเป็นของฝากและจะมีมากในเมนูร้านอาหาร

สังเกตจากปัจจุบันขนมประเภทธัญพืช หรืออาหารว่างเพื่อสุขภาพอย่าง มันหวาน มันม่วง อบกรอบหรือย่าง โดยไม่ผ่านกรรมวิถีแบบใช้น้ำมัน และผลไม้อบแห้งต่างๆ กำลังเป็นที่นิยม เหมาะสำหรับคนชอบกินขนมจุกจิก แต่ก็ยังกังวลเรื่องน้ำหนัก

ล่าสุด สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดทำโครงการ “ส่งเสริมการผลิตและบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารโอท็อปเพื่อสุขภาพ” ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส. มุ่งเน้นการให้ความรู้และจุดประกายผู้ประกอบการโอท็อปธุรกิจอาหารและขนม ลดหรือเปลี่ยนมาใช้สารให้ความหวานจากน้ำตาลธรรมชาติ อาทิ หญ้าหวาน แทนน้ำตาลจากอ้อย

เพลินพิศ หาญเจริญวนะภูษิต นักโภชนาการจากสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะผู้จัดการโครงการ กล่าวว่า นำร่องกับผู้ประกอบการขนาดเล็กในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ สระบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม อ่างทอง สุพรรณบุรี ซึ่งข้อดีของกลุ่มสินค้าสินค้าโอท็อปที่ปรับลดสูตรลดน้ำตาลหรือความหวานได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับบริษัทในระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

“ส่วนใหญ่ขนมไทยมีส่วนผสมที่เป็นน้ำมันและน้ำตาลในสัดส่วนปริมาณมาก เน้นรสชาติหวานจัด มีขนมบางอย่างที่ลดน้ำตาลลงแล้วไม่สูญเสียเอกลักษณ์ของขนมไทย เช่น กระยาสารท แต่ปัญหาคือขนมไทยหรืออาหารบางตัวลดสูตรไม่ได้

ทางโครงการจึงเกิดไอเดียใช้สารทดแทนความหวานจากธรรมชาติแทน ซึ่งนอกจากหญ้าหวานแล้ว ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรีกำลังทดลองใช้หล่อฮั่งก้วยมาแทนน้ำตาลในน้ำพริกเผา ซึ่งสามารถลดน้ำตาลได้ 30% รวมทั้งร้านขายสาลี่ใน จ.สุพรรณบุรี ก็กำลังทดลองปรับปรุงสูตรใช้หล่อฮั่งก้วยผสมในขนมสาลี่เพื่อลดปริมาณน้ำตาล รวมถึงการปรับสูตรทองม้วนให้ใช้ ฟักทอง แครอตมาผสมในแป้ง เพราะผักเหล่านี้มีความหวานอยู่ในธรรมชาติ

ร้าน “ริน ขนมไทย” อีกหนึ่งร้านจำหน่ายของฝากชื่อดังจากเมืองแปดริ้ว จ.ฉะเชิงเทรา สินค้าขึ้นชื่อคือกระยาสารทน้ำอ้อย หลังเข้าร่วมโครงการจึงได้ปรับสูตรใหม่ โดยลดน้ำตาลลง 25% ปรากฏว่าผู้บริโภคให้ความสนใจมากกว่าที่คาด

“ผลตอบรับลูกค้ารู้สึกว่าชอบ โดยส่วนใหญ่เป็นลูกค้านิยมทานอยู่แล้ว แต่ว่าบางคนคุณหมอสั่งห้ามเพราะติดเรื่องสุขภาพ พอมาเจอตัวปรับน้ำตาลให้น้อยลง ทำให้เขารับประทานได้” ผู้ดูแลร้านริน บอกนอกจากกระยาสารทแล้ว ล่าสุดร้านรินได้ทำฝอยทองสูตรผสมหญ้าหวานโดยลดน้ำตาลไป 50% เสียงตอบรับลูกค้าดีเพราะมีตัวอย่างสูตรผสมหญ้าหวานกับน้ำตาลธรรมดาให้ลูกค้าชิม และสามารถเก็บไว้นานได้ 2 สัปดาห์ในตู้เย็นเช่นเดียวกับสูตรเดิม

ทั้งหมดเป็นเพียงเทรนด์ใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือเพิ่มกระแสความนิยมมากขึ้นในปี 2561 สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภครายย่อยต้องให้ความใส่ใจก็คือการพิจารณาฉลากบริโภคที่นอกจากทำให้เห็นราคา ยังทำหน้าที่หลักคือบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมของอาหาร วันหมดอายุ ส่วนประกอบ และคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ การเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารก็ต้องเลือกจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

ฉลอง 50 ปี เลด เซพพีลิน บรรพบุรุษแห่งเฮฟวี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534131

ฉลอง 50 ปี เลด เซพพีลิน บรรพบุรุษแห่งเฮฟวี่

โดย เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ : Rhino Entertainment

ปี2018 นับเป็นเวลาที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองสำหรับ “เลด เซพพีลิน” และแฟนๆ ของพวกเขา เพราะวงดนตรีนี้กำลังจะมีอายุครบ 50 ปี

วงร็อกจากประเทศอังกฤษ ผู้กรุยทางให้กับเฮฟวี่เมทัล/ฮาร์ดร็อก ทั้งยังนับเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จ และทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรี

งานของ เลด เซพพีลิน เต็มไปด้วยพลังที่แฝงความลึกลับชวนค้นหา ทำให้คนฟังอยากจะขยับร่างกาย และปลดปล่อยไปสู่ความเป็นอิสระ ส่วนสมาชิกวงนั้นล้วนมีสีสันเปล่งประกายความเป็นสตาร์อย่างเจิดจ้า ความโดดเด่นของ เลด เซพพีลิน นั้นสามารถประจักษ์ได้ตั้งแต่แรกสัมผัส นั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาได้ในวงการดนตรี ณ วันที่ เดอะ บีเทิลส์ และเดอะ โรลลิง สโตนส์ แรงร้อน

ก่อตั้งวงเมื่อปี 1968 โดยหนุ่มอังกฤษวัย 20 คือ จิมมี เพจ (กีตาร์) โรเบิร์ต แพลนต์ (ร้องนำ) จอห์น พอล โจนส์ (เบส/คีย์บอร์ด) และจอห์น บอนแฮม (กลอง) มารวมตัวกัน

ต้นทศวรรษ 1970 เลด เซพพีลิน ถูกเซ็นเข้าสังกัดแอตแลนติค เรคอร์ดส พร้อมข้อเสนออันงดงาม โดยวงมีสิทธิขาดในการทำงาน ทั้งๆ ที่ในตอนนั้นคนทั่วไปยังไม่มีใครรู้จักวงด้วยซ้ำ เลด เซพพีลิน ปฏิเสธที่จะออกซิงเกิ้ล อัลบั้มแรกของพวกเขานั้นบันทึกเสียงเสร็จในเวลา 9 วัน หลังจากที่วงรวมตัวได้เพียง 1 เดือน

เดือน ธ.ค. 1968 เลด เซพพีลิน ออกทัวร์อเมริกาเป็นครั้งแรก ก่อนที่แอลพีชุดแรกของพวกเขาจะวางขาย คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักพวกเขา แต่หลังจากนั้นไม่นานงานเพลงของวงจึงค่อยๆ เป็นที่รู้จัก เมื่อพวกเขาได้ขึ้นเล่นที่บอสตัน ที ปาร์ตี้ เลด เซพพีลิน ก็ครองเวทียาวนานถึง 4 ชั่วโมง เพราะคนดูไม่ยอมให้หนุ่มๆ ลงจากเวที ปี 1969 พวกเขามีโชว์ 168 โชว์ และเหล่านักวิจารณ์ก็ฟันธงว่าวงนี้จะกลายเป็นหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ความสำเร็จที่มาถึงอย่างรวดเร็ว ผลงานอัลบั้มชื่อเดียวกันกับชื่อวงก็ได้สร้างหนทางสำหรับดนตรีเฮฟวี่ พวกเขาเป็นที่รู้จักไปไกล อัลบั้ม Led Zeppelin II ที่ตามออกมาขึ้นถึงอันดับ 1 ในชาร์ตทั้งที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา การแสดงของ เลด เซพพีลิน มักจะยาวกว่า 3 ชั่วโมง เพราะทั้ง 4 คนต่างนิยมชมชอบการ “อิมโพรไวส์” พวกเขาเป็นวงแรกที่ใช้ซาวด์เอฟเฟกต์ซึ่งเรียกว่า “รีเวิร์ส เอคโค่” (Reverse Echo) ในการบันทึกเสียง ซึ่งยังคงใช้มาจนถึงวันนี้ อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ลองฟังได้ในเพลง Whole Lotta Love

ตอนอายุการทำงานของวง เลด เซพพีลิน เล่นสดออกโทรทัศน์เพียงแค่ครั้งเดียว เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นว่าวิศวกรเสียงคนนอกจะดูแลเสียงเพลงของวงได้อย่างดี

ดนตรีเฮฟวี่เมทัลอาจจะไม่ถือกำเนิดหากไม่มี เลด เซพพีลิน พวกเขาเป็นมากกว่าวงดนตรีวงหนึ่ง นิตยสารโรลลิงสโตนให้คำจำกัดความว่า พวกเขาคือ “ความหลงใหล ความลึกลับ และความเชี่ยวชาญ”

ดนตรีของพวกเขาตั้งแต่ชุดแรกถึงชุดสุดท้ายบอกว่า เลด เซพพีลิน นั้น “อยู่ระหว่างการค้นหาบางสิ่งบางอย่างเสมอ” ถ้าจะบอกว่าพวกเขาคืออัจฉริยะนักทดลองทางเสียงก็อาจจะไม่ผิด อัลบั้มแรกของวงนั้นโดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์อันหนักหน่วง เป็นเพลงร็อกที่มีรากของบลูส์และไซคีเดลิค ก่อนจะพัฒนา เปลี่ยนแปลง นอกจากร็อก พวกเขายังชอบดนตรีบลูส์ โซล ฟังก์ โฟล์ก ฯลฯ

เลด เซพพีลิน ใส่ใจกับเรื่องการออกแบบปกอัลบั้มอย่างมาก พวกเขาเป็นผู้นำเรื่องนี้ โดยยังมีร่องรอยอิทธิพลปรากฏให้เห็นถึงในปัจจุบัน กับอัลบั้มชุดที่ 4 ซึ่งออกมาในปี 1971 บนปกไม่มีทั้งชื่อวงและชื่ออัลบั้มปรากฏบนปก ด้วยความตั้งใจที่จะให้ดนตรี “พูดเพื่อตัวเอง” นั่นกลายเป็นงานที่ขายดีที่สุดตลอดกาล โดยที่ไม่มีเพลงฮิตติดอันดับ 1 ในชาร์ตด้วยซ้ำ เลด เซพพีลิน จึงได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่นักเขียนนักวิจารณ์บอกว่าพวกเขามีชื่อเสียงขึ้นมาได้เพราะโฆษณานั้นไม่เป็นความจริง

“พวกนักวิจารณ์น่ะไม่เข้าใจหรอกว่าเราทำอะไร” จิมมี เพจ กล่าว

หนึ่งในอัลบั้มนี้คือ Stairway to Heaven เพลงความยาว 8 นาที ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเพลงร็อกที่ดีที่สุดตลอดกาล

เลด เซพพีลิน ได้รับการต้อนรับอย่างดีเมื่อเดินทางไปแสดงที่สหรัฐอเมริกา บัตรเข้าชมการแสดงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ทั้ง 3 รอบขายได้หมด ทำลายสถิติจำนวนคนดูที่ เดอะ บีเทิลส์ เคยทำไว้ พวกเขาบันทึกการแสดงไว้ก่อนจะออกฉายในหลายปีให้หลัง

ปลายทศวรรษ 1970 แม้ดิสโก้และพังก์ร็อกจะน่าตื่นตาตื่นเต้น แต่ว่า เลด เซพพีลิน ก็ยังยืนเด่นโดยท้าทาย แต่สิ่งที่ทำให้วงเปลี่ยนไปและต้องถึงจุดจบคือยาเสพติด ชื่อเสียง และเงินตรา

ในวันที่ 25 ก.ย. 1980 หลังจากดื่มหนัก จอห์น บอนแฮม ก็หมดสติและเสียชีวิตในบ้านหลังหนึ่งของ จิมมี เพจ ด้วยความเศร้าโศก สมาชิกที่เหลืออยู่ตัดสินใจจะไม่ทำงานในชื่อ เลด เซพพีลิน ต่อ จึงประกาศเลิกวงอย่างเป็นทางการในเดือน ธ.ค. 1980

ในปี 1995 เลด เซพพีลิน ถูกเสนอชื่อเข้าสู่ร็อกแอนด์โรลล์ ฮอลล์ ออฟ เฟม ในหมู่สมาชิกที่เหลืออยู่มีความบาดหมางเกิดขึ้น เพิ่งจะมาดีกันช่วงต้นปี 2000 ระหว่างนั้น โรเบิร์ต แพลนต์ และจิมมี เพจ นั้นทำงานและออกทัวร์ร่วมกันเป็นระยะ ทั้งยังมีอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองด้วย สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ได้กลับมารวมตัวกันอีก 4 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2007 พวกเขาแสดงเพื่อฉลอง 50 ค่ายเพลงแอตแลนติค โดย เจสัน บอนแฮม ลูกชายของ จอห์น มาร่วมวงในตำแหน่งกลอง

มีคนกล่าวว่าถ้า จอห์น บอนแฮม ไม่เสียชีวิต เลด เซพพีลิน ก็อาจจะมีเวลาทำงานในวงการนานกว่านั้น (อาจจะอยู่มาถึงปัจจุบันอย่าง เดอะ โรลลิง สโตนส์ ก็เป็นได้) พวกเขาน่าจะได้สร้างสรรค์ผลงานอันน่าตื่นเต้นได้มากกว่านั้น โรเบิร์ต เคยพูดถึงการกลับไปเล่นดนตรีด้วยกันกับเพื่อนเก่าว่า กลับไปเป็นครั้งเป็นคราวน่ะได้ แต่ว่าถ้าจะให้จริงจังยาวนานเห็นทีจะยากที่จะกลับไปทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทั้งด้วยวัยที่ล่วงเลยมาขนาดนี้แล้วด้วย “เราต้องเดินหน้าต่อไป”

แม้วงจะไม่มีอยู่แล้ว แต่ว่างานของ เลด เซพพีลิน ก็ยังคงขายได้ตลอดกาล บทเพลงของพวกเขา ไม่ว่าจะ Stairway to Heaven, Whole Lotta Love, Kashmir, Rock and Roll, Dazed and Confused, Black Dog, The Song Remains the Same, When the Levee Breaks, Immigrant Song, Communication Breakdown ฯลฯ ยังคงถูกเปิดออกอากาศทางวิทยุเป็นประจำ นั่นแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลยิ่งใหญ่ในวงการเพลงร็อกสมัยใหม่ของพวกเขา เลด เซพพีลิน ขายผลงานได้มากกว่า 300 ล้านชุดทั่วโลก และ 100 ล้านแผ่น เฉพาะในสหรัฐอเมริกา

ในวาระครบ 50 ปีของวง จิมมี เพจ บอกว่า วงจะนำผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อนออกวางขายแน่นอน นอกจากนั้นทั้งยังมีหนังสือเล่มพิเศษตามออกมาด้วย 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ยืนยันว่า ปี 2018 นี้ความตื่นเต้นรออยู่สำหรับแฟนๆ ของ เลด เซพพีลิน

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จิมมี เพจ นำสตูดิโออัลบั้มของวงรวมทั้งอัลบั้ม Led Zeppelin ในปี 1969 และ Coda ในปี 1982 รวมทั้งบันทึกการแสดงสด The Complete BBC Sessions มารีมาสเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยโบนัสอย่างเช่นแทร็กหาฟังยากและไม่เคยเผยแพร่มาก่อน จึงน่าสนใจที่ว่าจะเหลืออะไรอยู่บ้าง

ในวัย 70 ปี ทั้ง 3 สมาชิกที่เหลืออยู่ของ เลด เซพพีลิน จะมีอะไรให้เราตื่นเต้นได้ ต้องรอดู

กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 11:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534127

กรกิจ ดิษฐาน ไขรหัสประวัติศาสตร์

โดย นกขุนทอง ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข

ในเพจบน Facebook ชื่อ Kornkit Disthan มีหลายคนที่ติดตามอ่านงานเขียนของ “กรกิจ ดิษฐาน” ซึ่งแสดงทัศนะนานา โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ที่นำเกร็ดแง่มุมต่างๆ มานำเสนอ แต่นอกจากงานเขียนในพื้นที่สื่อสาธารณะ เขายังมีผลงานหนังสือมาแล้วหลายเล่ม

หนังสือ “วิญญูชน คนยุทธจักร” ใช้นามปากกาว่า “จอหงวนคะนอง” เขียนให้กับปล่อยสำนักพิมพ์ ว่าด้วยการวิเคราะห์เบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ของนิยายกำลังภายใน เขียนโดย กิมย้ง ซึ่งถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้จริงๆ หลายคนไม่รู้ว่าคือนามปากกาของกรกิจ และเขาก็ไม่ได้บอกกล่าว อีกเรื่องเป็นงานแปลจากวรรณกรรมจีน “วิวาห์นางจิ้งจอก” เรื่องนี้ขายดิบขายดี จะพิมพ์ครั้งที่ 2 พร้อมกับเล่ม 2

“ผูสงหลิงมีเรื่องสั้นตั้ง 400-500 กว่าเรื่อง ผมว่าจะค่อยๆ แปลไปจนครบ น่าจะได้สัก 10 กว่าเล่มแปลไทย แต่งานแปลยาก โดยเฉพาะการแปลจากภาษาจีนวรรณกรรม หรือ เหวินเหยียน ไหนจะต้องทำเชิงอรรถอีก ผมเลยทิ้งงานนี้ไว้ก่อน”

นอกจากนี้ ยังมีงานแปลบทกวีของ ที.เอส.เอลเลียต The Waste Land และกำลังแปลงานใหญ่ของเจมส์ จอยซ์ อยู่เล่มหนึ่ง คืบหน้าพอสมควร แต่งานวรรณกรรมมันขายยาก เพราะคนอ่านน้อยไม่เหมือนงานประวัติศาสตร์

ส่วนงานชุดล่าสุด เป็นแนวชีวประวัตินักดาบคนสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เล่มแรก ฮิโตะคิริ 4 มือสังหาร อุดมการณ์ปฏิวัติ ว่าด้วยประวัติมือสังหาร 4 คนที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่น

เล่มที่ 2 อิโต อิตโตไซ ดาบเดียวพิฆาต ว่าด้วยประวัติของอิโต อิตโตไซ นักดาบพเนจรที่เป็นบูรพาจารย์ของนักดาบรุ่นหลังที่วางรากฐานวิชาเคนโด ชื่อของอิตโตไซคนทั่วไปอาจไม่รู้จักนัก แต่ในหมู่ผู้ที่สนใจวิชาดาบและศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นจะรู้จักดี

ทั้งสองเล่มนี้เขียนยากพอสมควร เพราะไม่มีข้อมูลในภาษาไทยเลย ผมต้องค้นข้อมูลทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วงกว่าจะได้มา ทั้งสองเล่มจึงเป็นงานที่รักเพราะทุ่มเทกับมันอย่างสูง

เล่มที่ 3 คือ มิยะโมะโตะ มุซาชิ ดาบพเนจรไร้พ่าย ว่าด้วยเรื่องราวของมุซาชิ นักดาบที่โด่งดังที่สุดของญี่ปุ่น เล่มนี้ขายดีมากเพราะไม่ยากในการประชาสัมพันธ์ต่างจากสองเล่มก่อนที่คนไม่ค่อยรู้จัก

นอกจากนี้ยังมีเล่มที่ 4 ว่าด้วยพวกยางิว ตระกูลนักดาบสำคัญ ที่คนรู้จักกันแพร่หลายพอสมควร ในบรรดาทั้ง 4 เล่มนี้ ผมคิดว่า ยางิวเป็นเล่มที่รู้สึกสนุกกับการเขียนที่สุด (จะตีพิมพ์เร็วๆ นี้)”

สังเกตได้ว่า ผลงานของกรกิจทุกเล่มเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาได้ไขปมนี้ว่า “ประวัติศาสตร์เหมือนนิทาน ใครบ้างละไม่ชอบนิทาน อีกอย่างมันเหมือนการเล่าเรื่องที่ถูกปกปิดไว้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องซุบซิบที่น่าตื่นเต้นเร้าอารมณ์ แต่เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม ความจริงของประวัติศาสตร์ก็มีหลายแง่มุม เวลาผมจะเขียนเล่าอะไรสักอย่างต้องบอกให้ชัดว่ามาจากปากคำของฝ่ายไหน เพราะเรื่องเล่าเรื่องเดียวกันอาจไปกันคนละทางหากมาจากปากคำของคนอื่นๆ”

ประวัติศาสตร์ชาติใดที่สะกิดใจกรกิจที่สุด คำตอบหนีไม่พ้น ประเทศไทย “ไม่มีอะไรที่จะเร้าใจไปกว่าเรื่องของไทย เพราะความเป็นไทยผสมผสานจากความหลากหลาย ทุกวันนี้ไทยก็ยังรักษาความหลากหลายเอาไว้อย่างมั่นคง แต่ที่ทำให้ไทยน่าตื่นเต้นคือประวัติศาสตร์ไทยคลุมเครืออย่างที่สุด มันจึงเอื้อต่อการวิเคราะห์และตีความ การตีความเป็นเหมือนกีฬาเอ็กซ์ตรีมของนักวิชาการ ยิ่งได้ข้อมูลที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ยิ่งมีทักษะในการเขียนและเล่า ยิ่งรู้สึกฟิน นอกจากไทยแล้วผมยังสนใจเรื่องของเอเชียทั้งหมด เรื่องตะวันตกผมก็ถนัด และเริ่มต้นความสนใจจากภูมิภาคนี้มาก่อน แต่ตอนนี้รามือไป”

ในงานเขียนกรกิจได้นำประวัติศาสตร์มาสอดแทรกรัดพันเกี่ยวโยงประหนึ่งเรื่องจริงเดียวกัน “งานเขียนของผมไม่ใช่นิยาย แต่เป็นสารคดีประวัติศาสตร์ แต่อย่างที่บอกไว้ บางครั้งประวัติศาสตร์ก็คล้ายนิยายหากเล่าจากปากคำของหลายฝ่ายจนเกินไป แน่ล่ะ มีวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์หรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่เป็นมาตรฐาน แต่สุดท้ายแล้ว ความจริง (สัตยะ) เป็นเพียงการรับรู้ของแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ผมเชื่อว่ามโนทัศน์ของมนุษย์มีจำกัด จะทำให้คนอื่นเชื่อมโนทัศน์ของเรามีแต่การโน้มน้าวเท่านั้น ไม่ว่าจะโน้มด้วยเหตุผล กำลัง หรืออคติก็ตาม”

ส่วนข้อเขียนในเพจ กรกิจยังขยันเขียนลงอย่างต่อเนื่อง “ผมมีความคิดอย่างหนึ่งว่าไอ้เรามันก็พอจะมีความรู้อยู่บ้าง น่าจะเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้บ้าง ไม่ได้หวังเงินทองอะไร หวังแค่ทำประโยชน์ให้สาธารณะเท่าที่จะทำได้ พอมีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็เริ่มเขียนเรื่องที่มีสาระลงเฟซบุ๊ก เขียนมาตั้งแต่ปี 2013 จนคนเริ่มติดตาม โดยเฉพาะบทความแนวแสดงทัศนะคนจะชอบอ่านเป็นพิเศษ อัตราการแชร์ก็มาก คนที่มาติดตามก็ยิ่งมาก

จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบแสดงความเห็นในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะเหนื่อยที่จะต้องมาตอบคนโน้นทีคนนี้ที ช่วงหลังเลยตัดสินใจว่าใครอยากอ่านทัศนะของผมต้องอ่านจากหนังสือพิมพ์เท่านั้น (M2F /โพสต์ทูเดย์)

ในโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเน้นความรู้แปลกๆ ที่น่าสนใจ ทีนี้พอมีคนติดตามมาก ก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อขอให้เขียนเรื่องที่ผมถนัด คือพวกประวัติศาสตร์ เกร็ดความรู้ต่างๆ อย่างสำนักพิมพ์ยิปซีที่พิมพ์หนังสือชุดซามูไรที่เขียนขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ทั้ง 3 เล่ม รอ เล่มที่ 4 ในอีกไม่นานเกินรอ

ผมชอบแนวความรู้ทั่วไป คำว่าทั่วไปนี่มันกว้างนะแต่ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมานิยามจริงๆ เพราะผมชอบหลากหลาย ที่เขียนมากก็เรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนา นิรุกติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มผู้อ่านก็ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเจตนาของผมที่เขียนในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ เลยไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น

เวลาเราทำอะไรด้วยเป้าหมายแบบนี้ ผลที่ได้รับมันจะน่าเหลือเชื่ออยู่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องรักษาความเป็นกลางเอาไว้ บางคนอาจคิดว่าผมสงวนท่าทีเกินไป ไม่แสดงจุดยืนทางการเมือง ไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง แต่ที่ผมสงวนท่าทีแบบนี้ก็เพื่อทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจเวลาอ่าน”

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ม.ค. 2561 เวลา 10:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/534121

จากโจมนสู่เอโดะ รู้จักญี่ปุ่นผ่านโบราณวัตถุ

โดย  สมแขก ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความสัมพันธ์ไทยและญี่ปุ่น นับวันยิ่งเพิ่มพูนความใกล้ชิด ย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและสืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับรวมแล้วไทยและญี่ปุ่นมีการติดต่อกันมากว่า 600 ปี แต่ความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 130 ปีก่อน โดยมีหลักฐานว่าไทยได้ลงนามใน “หนังสือปฏิญญาว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น” จากเหตุการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งพระราชไมตรีระหว่างสองพระราชวงศ์เป็นสัญลักษณ์อันงดงาม

เพื่อเฉลิมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นยกโบราณ-ศิลปวัตถุ-งานศิลป์มาจัดแสดงที่กรุงเทพฯ โดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการทางวัฒนธรรม แห่งประเทศญี่ปุ่น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู เจแปนฟาวน์เดชั่น ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ของฝ่ายไทย ซึ่งตกลงแลกเปลี่ยนนิทรรศการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมร่วมกัน เพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีระหว่างกัน จึงทำให้เกิดโครงการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนของสองประเทศเนื่องในวาระพิเศษนี้ ในนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” (The History of Japanese Art : Life and Faith)

นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำศิลปะญี่ปุ่นทุกยุคสมัยมาจัดแสดงในประเทศไทย หลังจากที่ไทยนำโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นเยี่ยมไปจัดนิทรรศการพิเศษเรื่อง “ความรุ่งโรจน์แห่งพระพุทธศาสนาในดินแดนไทย” (Thailand : Brilliant Land of the Buddha) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว ซึ่งเป็นการแนะนำมรดกศิลปวัฒนธรรมของไทยครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี บนแผ่นดินญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่นำมาจัดแสดง ในนิทรรศการพิเศษ “วิถีแห่งศรัทธาจากศิลปทัศน์ญี่ปุ่น” นำมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โตเกียว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คิวชู นิทรรศการในประเทศไทยครั้งนี้เท่ากับเป็นการพัฒนางานด้านพิพิธภัณฑสถานของไทย และยกระดับการจัดแสดงนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้ได้มาตรฐานสากล ด้วยการควบคุมอุณหภูมิ และการจัดทำตู้จัดแสดง เพื่อความปลอดภัยของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทผ้าและกระดาษจากญี่ปุ่นเป็นพิเศษ โดยโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่นำมาจัดแสดง เป็นโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ประกอบด้วยหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดี ประติมากรรม จิตรกรรม และประณีตศิลป์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมน จนถึงยุคประวัติศาสตร์สมัยเอโดะ

นิทรรศการนี้แบ่งออกทั้งหมดเป็น 5 ส่วน คือ ต้นกำเนิดศิลปะญี่ปุ่น พุทธศิลป์ ราชสำนักและนักรบ เซนและศิลปะการชงชา และวัฒนธรรมเอโดะอันหลากหลาย สืบทอดมากกว่า 6,000 ปีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยเอโดะ (ค.ศ. 1603-1868) เพื่อนำเสนอเรื่องการเริ่มต้นของศิลปะญี่ปุ่น ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ตระกูลขุนนาง และนักรบนิกายเซนกับพิธีชงชา และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสมัยเอโดะ รวมจำนวน 106 รายการ 130 ชิ้น โดยมีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกของชาติ 3 รายการ และมรดกวัฒนธรรมสำคัญ 25 รายการ

การขุดค้นศึกษาแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทำให้ทราบปฐมบทศิลปะญี่ปุ่นว่า ก่อนพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายเข้ามายังดินแดนญี่ปุ่น มีผู้คน 3 กลุ่ม ที่ต่างมีวัฒนธรรม ดำรงชีวิตอันเป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง ประกอบด้วยวัฒนธรรมโจมน ยาโยอิ และโคฟุน วัฒนธรรมแห่งบรรพชนเหล่านี้เป็นปฐมบท หรือรากเหง้าของสังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่น สะท้อนได้จากข้าวของเครื่องใช้ เช่น ภาชนะดินเผาทรงเปลวไฟ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยโจมนตอนกลาง อายุราว 4,500 ปีมาแล้ว ตุ๊กตาดินเผา “โดกู” สมัยโจมนตอนปลาย ระฆังสำริด ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยยาโยอิตอนปลาย พุทธศตวรรษที่ 6-9 ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญ

ตุ๊กตาฮินะ ไม้ทาสีขาว สวมผ้าไหมหลากสี สมัยเอโดะ พุทธศตวรรษที่ 23-25 และเครื่องใช้ของตุ๊กตาฮินะ ยังทำหน้าที่สะท้อนความเชื่อของคุณแม่ชาวญี่ปุ่นที่ว่าจะช่วยดูดซับความชั่วร้าย และช่วยให้ลูกสาวของพวกเธอมีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว นอกจากนี้ยังมีภาพพิมพ์อุกิโยเอะ จากแม่พิมพ์ไม้แกะสลักเป็นภาพหลากสีสันเรียกว่า “นิชิกิเอะ” ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชน เช่น นักแสดงคาบูกิ หญิงสาวในสถานบันเทิง การแต่งกายของหญิงสาวชาวเมืองเอโดะด้วยชุด “โคโซะเดะ” เสียบหวีและปักปิ่นประดับผม ล้วนแสดงถึงวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตจริง

นิทรรศการพิเศษที่ควรค่าชมนี้จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ก.พ. 2561 (ปิดทุกวันจันทร์ และอังคาร) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-224-1402, 02-224-1370