‘เงาะป่า’ วรรณคดีสัญลักษณ์ แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527342

‘เงาะป่า’ วรรณคดีสัญลักษณ์ แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 5

โดย พริบพันดาว

นึกย้อนกลับไปเมื่องานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ชมภาพข่าวที่นำเสนอข่าวที่วัดนิคมพัฒนาราม ต.นิคมพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล มีเงาะป่าซาไกที่อาศัยบริเวณป่าเทือกเขาบรรทัดใน ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล ประมาณ 20 คน ได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์

โดยมี ไข่ ศรีมะนัง เป็นหัวหน้ากลุ่มเงาะป่า ซึ่งกล่าวว่าเงาะป่าในกลุ่มของตนมีความจงรักภักดีและรักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องจากพระองค์ท่านทรงทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ มามาก เมื่อท่านเสด็จสวรรคตจึงได้มาถวายดอกไม้จันทน์เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี

ทำให้ประหวัดย้อนคิดถึงวรรณคดีไทย “เงาะป่า” ซึ่งจัดเป็นประเภทบทละครร้อยกรองจำนวน 899 บทกลอน เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชนิพนธ์ในขณะที่ทรงพักรักษาพระอาการประชวรจากพระโรคมาลาเรีย ณ พระที่นั่งวิมานเมฆ เป็นเวลา 8 วัน

แม้มิได้มีพระราชประสงค์เพื่อใช้เล่นละครแต่อย่างใด หากแต่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ผ่อนคลายและสำราญพระราชหฤทัย ทรงพระราชนิพนธ์แล้วเสร็จเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.พ. ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) (หากนับตามปัจจุบัน เป็น พ.ศ. 2449 แล้ว) แล้วได้แก้ไขอีกบ้างเล็กน้อยเมื่อทรงมีเวลา และได้ทรงพระราชนิพนธ์คำนำเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ในปีเดียวกัน แล้วโปรดฯ ให้ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2456

เรื่องราวรักสามเส้าของหนึ่งหญิงสองชายชาวป่า บทละครเรื่องนี้นอกจากจะใช้เป็นบทสำหรับเล่นละครได้ดีแล้ว ยังมีคุณค่าทางวรรณคดีและวัฒนธรรมของพวกเงาะ ในทางวรรณคดีประกอบด้วย บทชมธรรมชาติ บทรัก บทแค้น บทโศก บทขบขัน และคติธรรม การใช้ถ้อยคำสำนวนง่ายๆ สละสลวย มีรสสัมผัส เป็นภาพพจน์และมีอุปมาอุปไมยแยบคายมากมาย

ในทางวัฒนธรรมนับเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่กล่าวถึงวัฒนธรรมของพวกเงาะ เช่น ภาษา การแต่งกาย ความเป็นอยู่ ประเพณี ความเชื่อ การทำมาหากิน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังให้แง่คิดในเรื่องต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนของสิ่งธรรมดาในโลก ความรักพิสูจน์ได้ด้วยการเสียสละ อาฆาตพยาบาทเป็นสิ่งไม่ควรประพฤติ เป็นต้น

บทละครเรื่องเงาะป่าในบางตอน กระทรวงศึกษาธิการเคยคัดมาไว้ในแบบเรียนภาษาไทยให้นักเรียนได้เรียนด้วย นอกจากนี้ เหม เวชกร ยังได้นำพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่ามาเขียนเป็นนิทานภาพ ความยาว 140 ภาพเอาไว้ และในชั้นหลังยังมีภาพยนตร์ไทยเรื่อง “เงาะป่า” ที่เขียนบทขึ้นตามพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ด้วย ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2523 กำกับการแสดงโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุยุคล นำแสดงโดย จตุพล ภูอภิรมย์ ศศิธร ปิยะกาญจน์ ภิญโญ ปานนุ้ย และ ปู จินดานุช ซึ่งจตุพลได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขานักแสดงนำยอดเยี่ยม

เมื่อหยิบเอกสารชื่อ “เงาะป่า : วรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย (Ngoa Paa : A representative work of the reign) ที่ตีพิมพ์ในปี 2547 โดย ยุพร แสงทักษิณ ภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนำเสนอในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 42

งานวิจัยเรื่องนี้มีจุดประสงค์จะศึกษาวิเคราะห์บทละครเรื่องเงาะป่า ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นวรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย

ในเอกสารชุดนี้ชี้ว่าแนวพระราชดำริเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพหรือความเท่าเทียมกันของมนุษย์นั้น แม้จะดูเสมือนเป็นเพียงอุดมคติ ซึ่งยากจะเป็นจริงได้…พระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง “เงาะป่า” เป็นพยานอันสำคัญที่สะท้อนแนวพระราชดำริว่า “ฝูงชนกำเนิดคล้ายคลึงกัน”

เพราะเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทยที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ซึ่งต่ำต้อยด้อยค่าและแทบไม่มีผู้ใดรู้จัก แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่พ้นจากความสนพระราชหฤทัยและเอาพระราชหฤทัยใส่ของพระองค์ ทรงศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของชนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ถึงขั้นทรงเลี้ยงเด็กเงาะไว้ในราชสำนัก และในเวลาต่อมาก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องเงาะป่าขึ้นมา

เงาะป่าเป็นบทละครที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างรูปแบบของวรรณคดีแบบเก่าของไทย และเนื้อหาของวรรณคดีแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวรรณกรรมตะวันตก จึงมีความสอดคล้องกับลักษณะสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชสมัยแห่งการอนุรักษ์และพัฒนา

ผลของการวิจัยสรุปได้ว่า บทละครเรื่องเงาะป่าเป็นวรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย เพราะมีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ ประการแรก บทละครเรื่องนี้เกิดขึ้นในรัชสมัยที่ความเหลื่อมล้ำแห่งความเป็นมนุษย์ได้ถูกขจัดไปจากสังคมไทยด้วยพระราชบัญญัติเลิกไพร่ทาส ทุกคนในแผ่นดินไทยมีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นชาวเมืองหรือชาวป่า

ประการที่ 2 บทละครเรื่องนี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างลักษณะรูปแบบของวรรณคดีแบบเก่าของไทยและเนื้อหาของวรรณคดีแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะสังคมในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นรัชสมัยแห่งการอนุรักษ์และพัฒนา

ประการที่ 3 บทละครเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเงาะซาไก จึงนับว่าเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยเรื่องแรกที่แต่งขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ไทยผู้ทรงเป็นผู้บุกเบิกและผู้นําทางด้านมานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยา

และประการสุดท้าย บทละครเรื่องนี้มีแก่นเรื่องหรือแนวคิดสําคัญเกี่ยวกับ “ความรัก” ซึ่งสอดคล้องกับพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ในพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชนิพนธ์

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย กับรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527337

น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย กับรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดี

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ น.อ.ทองย้อย แสงสินชัย ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2552 ถึงหนังสือเล่มแรกของท่าน “บรรพชาปวัตน์คำกลอน” ที่ชนะรางวัลเคนเนดีทางวรรณคดีในปี 2514 และปัจจุบันสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ได้ตีพิมพ์ขึ้นใหม่ ได้รับรู้ถึงเรื่องราวและหนังสือของท่าน รวมทั้งตัวรางวัลเคนเนดีที่น่าสนใจยิ่ง จนต้องพูดกับตัวเองว่า ไม่ดีแน่ถ้าจะเก็บเรื่องดีๆ แบบนี้ไว้เพียงคนเดียว

ในปี 2514 มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี ได้ออกประกาศเชิญชวนให้คนไทยแต่งหนังสือเข้าประกวดเพื่อชิงรางวัล “เคนเนดีทางวรรณคดี” เฉพาะในปี 2514 มูลนิธิกำหนดหลักเกณฑ์ว่า เรื่องที่แต่งต้องว่าด้วยวัฒนธรรมประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งของคนไทย โดยให้แต่งเป็นร้อยกรองชนิดใดก็ได้ ความยาวไม่น้อยกว่า 400 บท!

“ผมเกิดความคิดที่อยากจะลองแต่งส่งเข้าประกวดกับเขาดูบ้าง แรงจูงใจอย่างแรกคือเรื่องวัฒนธรรมประเพณีไทยถูกกับนิสัยของผมอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือเรื่องร้อยกรองที่ผมพอทำได้”

น.อ.ทองย้อย ตกลงใจเลือกแต่งเรื่องประเพณีการบวช มีเหตุผลง่ายๆ ว่า การบวชเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตจริงของท่าน ท่านเป็นเด็กวัดอยู่ 5 ปี ได้สัมผัสกับประเพณีการบวชอย่างใกล้ชิด ออกจากวัดไปอยู่บ้านอีก 5 ปี ได้เห็นชาวบ้านจัดงานบวชลูกหลาน กระทั่งตัวเองได้บวชเป็นสามเณรแล้วก็บวชโดยญาติผู้ใหญ่เป็นเจ้าภาพ จัดพิธีบวชตามรูปแบบที่ชาวบ้านทำกันทั่วไป

“ก็เท่ากับผมอยู่ในที่เกิดเหตุมาโดยตลอด การหยิบเอาเรื่องที่มิใช่อยู่รอบตัว หากแต่อยู่ในเนื้อในตัวของผมเองมาเล่าเป็นร้อยกรอง เป็นงานที่ผมชอบ ไม่ต้องยุ่งยากในเชิงวิชาการอะไรเลย สนุกและมีความสุขดีด้วยซ้ำ”

บรรพชาปวัตน์คำกลอน เป็นกลอนสุภาพหรือที่เรียกกันว่ากลอนแปด เพราะเห็นว่าเนื้อหาของเรื่องเป็นเรื่องพื้นๆ เรียบๆ เหมาะบรรยายด้วยกลอนแปด ซึ่งเป็นร้อยกรองที่มีลีลาเรียบๆ เด็กอ่านได้ผู้ใหญ่อ่านดี ผูกเรื่องคล้ายนิทานเก่า มีตัวละครซึ่งไม่ใช่ใครอื่น ก็เป็นญาติเป็นพี่ๆ น้องๆ รวมทั้งตัวคนแต่งเอง

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นตั้งอยู่ที่วังสราญรมย์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ประธานองคมนตรี ทรงเป็นประธานในพิธี พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในวันที่ 10 พ.ค. 2515 น.อ.ทองย้อย ซึ่งขณะนั้นคือ พระมหาทองย้อย วรกวินฺโท ขึ้นรับรางวัลด้วยตัวเอง

มูลนิธิจอห์น เอฟ.เคนเนดี แห่งประเทศไทย ได้ริเริ่มจัดให้มีการประกวดบทประพันธ์ชิงรางวัลทางวรรณคดีของมูลนิธิเป็นครั้งแรกในปี 2513 เพื่อเชิดชูวรรณกรรมไทยที่มีคุณค่าดีเด่น และเพื่อสนับสนุนการแต่งหนังสือของประชาชนชาวไทย ในปี 2514 บทประพันธ์บรรพชาปวัตน์คำกลอน ได้รับรางวัลสูงสุด 3 หมื่นบาท

นับเป็นครั้งแรกที่คณะกรรมการตัดสินให้ผู้ประพันธ์ได้รับรางวัลเต็มจำนวนที่จัดสรรไว้ เพราะเห็นว่านอกจากจะประพันธ์ได้ถูกต้องตามกติกา ไม่มีข้อบกพร่องในทางวรรณคดี ยังสามารถใช้สำนวนโวหารเปรียบเทียบ ให้ความรู้ กินใจผู้อ่านเกี่ยวกับการอุปสมบทตามแบบพื้นเมืองของคนไทย เป็นการจารึกขนบธรรมเนียมประเพณีที่น่าชื่นชม

…“คนในบ้านโห่รับเสียงสับสน

อลวนอึงมี่ไม่มีเหมือน

บ้างอุ้มนาคจากม้าไม่ช้าเชือน

เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ”

กลอนวรรคนี้ ถูกระบุโดย ศ.เจือ สตะเวทิน หนึ่งในกรรมการในหนังสือวิทยาสารถึงกรรมการบางท่านที่วิจารณ์บทกลอนบางบทไว้อย่างไร เช่น “ในกลอนวรรคที่ว่า “เจ้าคนเพื่อนนาคปรี่ให้ขี่คอ” (บทที่ 125) มีกรรมการท่านหนึ่งบอกไว้ว่า วรรคนี้สำคัญนัก อ่านแล้วมองเห็นภาพเลย”

เห็นภาพอย่างไรและเห็นคุณค่าเป็นประการใด เป็นเรื่องที่ผู้อ่านน่าจะได้ติดตามลองอ่านดู เชื่อว่าภาพนั้นจะเห็นได้ด้วยตัวเอง ไม่เพียงเท่านั้น จะเห็นภาพประเพณีการบวชแบบไทยๆ ที่แม้แต่มูลนิธิต่างชาติต่างภาษายังนิยม เล่มแรกพิมพ์ในปี 2519 และมีฉบับพิมพ์เผยแพร่ในภาษาอังกฤษด้วย

น.อ.ทองย้อย ลาสิกขาในปี 2517 เข้าทำงานที่มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ใช้ชีวิตบั้นปลายด้วยความสุขสงบ ขณะเดียวกันก็ยังรับใช้งานเผยแผ่พระศาสนาผ่านเพจเฟซบุ๊ก “ทองย้อย แสงสินชัย” ให้ความรู้แก่ผู้สนใจ ล่าสุดพิมพ์หนังสือ “บาลีวันละคำ” ซีรี่ส์บาลีเล่มละ 100 คำ พิมพ์แจกจ่ายต่อเนื่องหลายเล่มแล้ว

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527331

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : เอเอฟพี

เอดวาร์ด มุงค์ จิตรกรชาวนอร์วีเจียน (มีชีวิตระหว่างปี 1863-1944) สร้างชื่อเสียงในช่วงต้นๆ ของอาชีพจิตรกรของตัวเอง ด้วยภาพเขียนแนวแปลกๆ หลอนๆ เนื่องเพราะอิทธิพลแห่งยุคโมเดิร์น ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในราวปี 1913 ซึ่งจะว่าไป เอดวาร์ด ตอนนั้นก็อายุอานาม 50 ปีไปแล้ว และตลอดเส้นทางในอาชีพ เขามักจะกลับไปนำเอาแรงบันดาลใจเก่าๆ มาสร้างความหลอนในรูปแบบใหม่อยู่เสมอ

ภาพเซลฟ์พอร์เทรต Between the Clock and the Bed (1940-43) ผลงานช่วงบั้นปลายชีวิตจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นตำนานบทใหม่ในผลงานศิลปะของเขา และตอนนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed จัดแสดงอยู่ที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ (The Met Breuer) แกลเลอรี่สาขาของเดอะ เม็ต หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม (The Met – The Metropolitan Museum) กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ โดยนำเอาผลงาน 43 ชิ้น ตลอดช่วงชีวิตการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ทศวรรษของเขา ซึ่งรวมทั้งภาพเซลฟ์พอร์เทรต 16 ชิ้นที่หาชมยาก และไม่เคยมีการจัดแสดงในสหรัฐมาก่อน

การจัดแสดงภาพในนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed แสดงให้เห็นภาพที่ เอดวาร์ด มุงค์ วาดแล้วนำกลับมาวาดใหม่ในเวอร์ชั่นต่างๆ ภาพไหนวาดไว้มากที่สุดก็จะจัดเอาไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ในนิทรรศการ ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นศิลปินที่ฉีกกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 20 ในฐานะจิตรกรผู้โดดเด่นแห่งยุคซิมโบลิสม์ (Symbolism) หรือยุคศิลปะสัญลักษณ์ อย่างชัดเจน

แนวคิดและใจความสำคัญของผลงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของ เอดวาร์ด มุงค์ สามารถที่จะเชื่อมโยงกลับไปถึงจิตรกรรมในช่วงก่อนหน้าของเขาได้มากมาย โดยในนิทรรศการได้จัดแสดงภาพเขียนหลายๆ ยุคเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจะจับเอาเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพ รวมทั้งเทคนิควิธีการที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรผู้เอกอุ

ภาพแรกที่เราจะได้เห็นเมื่อเข้าไปในนิทรรศการ ไม่ใช่ภาพดังอย่าง The Scream (1893) Madonna (1894-1895) หรือ Puberty (1895) หากเป็นภาพจากช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขา ที่นำมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ Self Portrait: Between the Clock and the Bed ซึ่งบอกเล่า “มู้ด แอนด์ โทน” ของนิทรรศการที่จะได้ชมต่อไปนี้ว่า ไม่ธรรมดา และแตกต่างจากการรวบรวมผลงานของ เอดวาร์ด มุงค์ ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ภาพเขียนชิ้นนี้แสดงให้เห็นห้องนอนของจิตรกรนอร์วีเจียน ที่มีประตูเปิดไปสู่สตูดิโอวาดภาพของเขาที่ด้านหลัง ตัวของศิลปินเองยืนตรงทำหน้าตาไร้อารมณ์ ระหว่างนาฬิกาตั้งพื้นแบบโบราณ กับเตียงนอน ภาพดูไม่บ่งบอกกาลเวลา เหมือนกับว่าเล่าเรื่องทั้งชีวิตของเอดวาร์ด มุงค์ ที่วนเวียนอยู่ในห้องๆ นี้ และสตูดิโอของเขา

ขณะที่ภาพเซลฟ์พอร์เทรตอีก 15 ภาพ ก็นับว่าเป็นกลุ่มภาพที่ เอดวาร์ด วาดอยู่บ่อยๆ โดยมีตั้งแต่ภาพวัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยชรา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการวาดเพื่อพิเคราะห์ความเป็นตัวเอง (Self-scrutinies) ในหลากหลายแง่มุม โดยส่วนตัวแล้ว เอดวาร์ด มุงค์ บอกว่า ภาพเหล่านี้เป็นการบ่งบอกจุดเปลี่ยนของชีวิต เป็นอัตชีวประวัติ เป็นการสารภาพบาป เป็นการศึกษาสภาพทางจิต อีกทั้งยังเป็นวรรณกรรมแห่งชีวิตของเขาอีกด้วย

นอกจากภาพเซลฟ์พอร์เทรตจำนวนมากที่ไม่เคยจัดแสดงในสหรัฐมาก่อนแล้ว ยังมีอีก 7 ภาพจิตรกรรมของจิตรกรดังชาวนอร์วีเจียน ที่ชาวอเมริกันยังไม่เคยได้ชื่นชมเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ Lady in Black (1891) Puberty (1894) Jealousy (1907) Death Struggle (1915) Man with Bronchitis (1920) Self-Portrait with Hands in Pockets (1925-26) และ Ashes (1925)

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผลงานชิ้นสำคัญ Sick Mood at Sunset, Despair (1892) ที่ถือว่าเป็นปฐมบทของผลงานเลื่องชื่อที่สุดของเขา และเป็นสุดยอดผลงานที่น่าจดจำที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ อย่าง The Scream ซึ่งออกมาจัดแสดงนอกยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นในหน้าประวัติศาสตร์

นิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed ได้นำเอาผลงานจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของ เอดวาร์ด มุงค์ จาก มุงค์ มิวเซียม (Munch Museum) ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ รวมทั้งสถาบันศิลปะ และจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วโลกมาจัดแสดงให้ครบสมบูรณ์ ทำให้เห็นความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะที่แท้ของจิตรกรชื่อดัง รวมทั้งวิธีคิดสุดแสนจะเสรีนิยมของเขาผ่านผลงานแต่ละชิ้น

ไปชมได้ตั้งแต่วันนี้-4 ก.พ. ศกหน้า ณ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ ถนนเมดิสัน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ

ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ‘เวต กับ วิ่ง’ ทำให้หุ่นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527330

ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ‘เวต กับ วิ่ง’ ทำให้หุ่นดี

โดย ภาดนุ

ตั้ม-ภัทรวุฒิ สิงหเสนี ดีเจ หรือคูลเจ คลื่น Cool Fahrenheit ออนแอร์ 6-9 โมงเช้า ทุกวันจันทร์-ศุกร์ และพิธีกรรายการ “เปิดโลกชีวโมเลกุล” ซึ่งออกอากาศทุกวันอังคาร ในรายการ “คุยข่าวสิบโมง” ทาง ททบ.5 นอกจากนี้เขายังเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ และเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาบ้างประปราย เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่รักการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวตและวิ่งแบบติดหนึบ

“ถ้าพูดถึงการออกกำลังกาย สมัยที่เรียนอยู่ ม.3 ผมเคยเล่นบาสมาก่อน หลังจากนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ แต่พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มไม่ชอบความวุ่นวาย ก็เลยหันมาเล่นเวตแทน เพราะสามารถเล่นคนเดียวได้ ไม่ต้องรอใคร โดยช่วงแรกก็เล่นตามยิมทั่วไป ซึ่งมีนักเพาะกายทีมชาติมาคอยแนะนำให้เพราะเขาเป็นเจ้าของยิม เรียกว่าตอนนั้นผมเล่นเวตจริงจังจนตัวเริ่มหนาขึ้นๆ แต่ระยะหลังมานี้ผมจะแค่เล่นเวตเพื่อรักษารูปร่างตัวเองไว้เพื่อไม่ให้อ้วนซะมากกว่า

 

ช่วงที่เป็นวัยรุ่นพลังมันเยอะ ผมจึงเล่นเวตสัปดาห์ละ 5 วัน แต่พอเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็ต้องย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ทำให้มีเวลาน้อยลง ผมจึงเริ่มลดการเล่นเวตลง แต่ก็ยังคงรักษาระดับไว้ พูดตรงๆ ว่าตั้งแต่ทำงานผมจะยึดเอาความสะดวกเป็นหลัก บางครั้งก็แอบขี้เกียจเหมือนกัน (หัวเราะ) โดยรวมแล้วผมน่าจะเล่นเวตมาได้ 20 ปีแล้วครับ จะมีบางช่วงที่ห่างหายไปบ้าง แต่ยังไงก็ต้องกลับมาเล่นเวตอยู่ดี”

ตั้มบอกว่า ตอนนี้คอนโดปัจจุบันที่เขาอยู่จะมีฟิตเนสเล็กๆ ด้วย เขาจึงไม่มีข้ออ้างที่จะขี้เกียจได้เลย ซึ่งการเล่นเวตนั้นจะช่วยส่งเสริมให้รูปร่างและบุคลิกภาพโดยรวมดูดีขึ้น และยังสร้างความมั่นใจให้อีกด้วย

“ผมว่าถึงยังไงเราก็ต้องใช้รูปร่างหน้าตาทำงานหาเงินอยู่ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นก็อาจทำให้เราเผาผลาญได้น้อยลง จึงต้องระวังเรื่องการกิน และมีวินัยในการเล่นเวตด้วย ผมว่าการเล่นเวตคนเดียวทำให้มีสมาธิ แต่ควรใช้น้ำหนักที่พอดีๆ แล้วต้องเล่นโดยเน้นกล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ ไปถึงจะได้ผล

 

ปัจจุบันผมก็เริ่มหันมาออกกำลังกายด้วยการวิ่งด้วยเช่นกัน แม้การวิ่งจะเป็นที่นิยมมาได้ 2-3 ปีแล้ว แต่ผมเพิ่งมาเริ่มวิ่งได้ไม่นานนี้ ซึ่งก็ถือว่ายังไม่สาย ตอนนี้ผมอายุเข้าเลข 4 แล้วนะ แต่การวิ่งนั้นสามารถวิ่งได้ทุกวัย เพียงแต่เราต้องรู้ศักยภาพของตัวเองว่าทำได้แค่ไหน โดยประเมินร่างกายตัวเองให้ดีก่อน ถ้าวิ่งไม่ได้ไกล อาจจะใช้วิธีเดินเร็วก็ได้ อีกอย่างสมัยนี้มีอุปกรณ์มาซัพพอร์ต เช่น รองเท้า สนับเข่า และอื่นๆ มาช่วย เลยทำให้การวิ่งเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ที่ผมหันมาสนใจการวิ่งก็เพราะอยากออกกำลังกายให้ได้ฮาร์ตเรตมากขึ้น และอยากเพิ่มความอดทนให้กับร่างกายด้วย

แต่การวิ่งก็มีราคานะ (หัวเราะ) เพราะต้องซื้อชุดใส่วิ่งที่เนื้อผ้าระบายเหงื่อได้ดีและแห้งเร็ว รองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้าและข้อเท้าได้ดี สนับเข่า ที่ใส่กระบอกน้ำแบบพกพา ฯลฯ เพราะส่วนใหญ่ผมมักไปวิ่งตอน 7 โมงเช้าที่สวนจตุจักร ช่วงนั้นยังไม่มีน้ำดื่มขายเลย”

 

ตั้มบอกว่า เขาวิ่งจริงจังมาได้เดือนกว่าแล้ว ครั้งแรกที่วิ่งเสร็จ พอกลับมาบ้านก็ไข้ขึ้น ปวดขาเลย แต่พอกินยาและได้นอนพักก็หายไปเอง

“แม้ช่วงแรกจะต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้หลังจากเริ่มวิ่งก็คือ ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า แถมยังกินอาหารได้เยอะกว่าตอนเล่นเวตซะอีก เนื่องจากการวิ่งมันช่วยเบิร์นได้ถึง 400 แคลอรีขึ้นไป แล้วการวิ่งยังช่วยให้ผมมีวินัยมากขึ้น โดยตื่นขึ้นมาวิ่งทุกเช้าติดต่อกันสัปดาห์ละ 4 วันเลย ก่อนมาวิ่งที่สวนสาธารณะ ผมใช้วิธีฝึกวิ่งจากลู่วิ่งในฟิตเนสก่อน โดยวิ่ง 40-50 นาที จากนั้นจึงมาวิ่งในสวนจตุจักร 30-40 นาที การวิ่งนอกสถานที่จะหนักกว่าการวิ่งบนลู่วิ่งเยอะ แต่สิ่งที่ได้รับคือ ช่วยให้ความจุของปอดเราเพิ่มขึ้น ทำให้ร้องเพลงได้ดีและพูดได้แบบไม่ค่อยเหนื่อย นอกจากนี้กล้ามเนื้อขาและน่องยังแข็งแรงและใหญ่ขึ้น การที่ขาใหญ่ขึ้นผมว่าดีนะ เพราะผู้ชายที่เล่นเวตส่วนใหญ่จะขาเล็ก เพราะมักเน้นเล่นแต่กล้ามเนื้อส่วนบน

 

จริงๆ แล้วผมวิ่งเพื่อความแข็งแรงนะ ไม่ได้ตั้งใจจะไปลงวิ่งแข่งขันหรอก แต่ในช่วงสิ้นเดือนนี้ผมอาจจะลองลงวิ่งมินิมาราธอนดูสักหน่อย ซึ่งเป็นการวิ่งแค่ 9 กิโลเมตร และผมอาจจะได้ไปวิ่งในกิจกรรมที่คิง เพาเวอร์ จัดขึ้นเพื่อรอรับ ‘ตูน บอดี้สแลม’ (ระยะทาง 8 กิโลเมตร) ด้วย พูดได้ว่าตอนนี้การวิ่งเป็นกีฬาที่ผมติดหนึบเลยก็ว่าได้ แต่ยังไงผมก็ยังไม่ทิ้งการเล่นเวตนะ คือต้องเล่นวันเว้นวันเพื่อรักษารูปร่างไว้อยู่แล้วครับ”

ตั้มทิ้งท้ายว่า การวิ่งมีข้อควรระวังคือ อาจทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ง่าย ฉะนั้นเวลาวิ่งหรือทิ้งน้ำหนักตัวลงที่เท้าจึงต้องลงน้ำหนักให้ถูกต้อง จะได้ช่วยเซฟข้อเท้าไม่ให้บาดเจ็บได้ ที่สำคัญต้องรู้ศักยภาพของตัวเองด้วยว่ามีข้อจำกัดได้แค่ไหน อย่าหักโหมมากนัก เพราะถ้าบาดเจ็บหรือป่วยขึ้นมาแล้วจะไม่คุ้มกัน ที่สำคัญก่อนวิ่งต้องทดสอบกำลังขาของตัวเอง และฝึกการทรงตัวด้วย หากมีโรคประจำตัว เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ความดัน หรือโรคหัวใจ แนะนำว่าไม่ควรวิ่ง…ติดตามได้ที่ IG : cooljtum, Twitter : DJTum และ Page FB : Cool J Tum

ชงชา เพื่อชีวิตช้าๆ ดีๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 09:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527328

ชงชา เพื่อชีวิตช้าๆ ดีๆ

โดย วันพรรษา อภิรัฐนานนท์  ภาพ ภูพิงค์ มะโน

บางคนบอกว่าชีวิตเป็นเรื่องของการจัดวาง จริงหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ว่าบางทีก็ไม่ได้จงใจที่จะวางจะจัด หากชีวิตก็เป็นไปเอง ความหมายนี้คงใช้ไม่ได้กับภูพิงค์ มะโน อาจารย์ประจำวิชา Human Resource Management และ Motivation สาขาบริหารธุรกิจ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย วัย 33 ปี ชีวิตของเขาบรรจงจัดวางความเป็นไป เหมือนพิธีชงชาที่เขาได้ร่ำเรียน

จบมัธยมต้นที่ลำปาง ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนหนังสือที่ประเทศญี่ปุ่น เรียนภาษาญี่ปุ่นที่ โรงเรียนสอนภาษา ABK โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยโตเกียวกักกุเง จากนั้นศึกษาต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยไซตามะ จังหวัดไซตามะ คณะเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ

เนื่องจากใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นถึง 9 ปี จึงได้ซึมซับวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นมาด้วย หนึ่งในนั้นคือพิธีชงชา ครั้งหนึ่งยังได้มีโอกาสเข้าเรียนอย่างจริงจังด้วย พิธีชงชาที่สัมผัส ภูพิงค์เล่าว่า คือความเรียบง่าย ทว่าซับซ้อนและลึกซึ้ง ไม่อาจพรรณนาออกมาได้โดยง่าย เป็นสิ่งที่ต้องปล่อยให้ตกผลึกในจิต จนในอีกหลายปีต่อมา มัทฉะหรือชาเขียนของญี่ปุ่น ก็ยังมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา

ไปอยู่ญี่ปุ่นตั้งแต่อายุ 15-16 ปี แม้ช่วงแรกจะมีปัญหาเรื่องภาษา และความแตกต่างทางวัฒนธรรมอยู่บ้าง สำหรับภูพิงค์แล้วภาษาญี่ปุ่นยากทีเดียว ทว่าไม่ได้ยากเกินไป สิ่งที่คนไทยไปอยู่ญี่ปุ่นต้องเตรียมไม่ใช่ภาษาเพียงอย่างเดียว หากต้องเตรียมปรับตัวและปรับใจในเรื่องวัฒนธรรมที่เคร่งครัด การตรงต่อเวลา และจิตสาธารณะ

“ผมไม่ชอบช่วงเรียนมัธยม แต่ชอบช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันลิบลับ เหมือนคำกล่าวของญี่ปุ่นที่ว่า ม.ปลายคือนรก มหาวิทยาลัยคือสวรรค์” ภูพิงค์เล่า

ทำไมจึงแตกต่างกันมาก ภูพิงค์เล่าว่า สวรรค์มหาวิทยาลัยมิใช่เพียงแค่ได้เลือกเรียนสิ่งที่สนใจจริงๆ หากยังมีนัยของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม

ทั้งนี้ เป็นไปตามคติและกฎหมายในสังคมญี่ปุ่นด้วย ที่เด็กนักเรียนยังไม่บรรลุนิติภาวะ การตัดสินใจทุกอย่างจึงต้องมอบให้อาจารย์เป็นผู้ดูแล นั่นหมายถึงอาจารย์เป็นคนตัดสินใจให้หมด ขีดเส้นให้ วางกรอบให้ แต่มหาวิทยาลัยเป็นระบบเปิด ขึ้นชื่อว่าการเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นผู้เลือกด้วยตัวเอง

สำหรับการชงชา ภูพิงค์เล่าว่า ในช่วงก่อนเรียนจบมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 มีความคิดอยากกลับมาเปิดร้านชาที่เมืองไทย แม้จะยังไม่กำหนดว่าจะเปิดเมื่อไร แต่เพราะชอบศึกษาจึงตั้งใจจะเก็บเกี่ยวองค์ความรู้เรื่องชาญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนเดินทางกลับเมืองไทย ขณะนั้นอายุ 23 ปี

“ผมมีความฝันว่า เมื่อกลับเมืองไทย อยากมีร้านชาเล็กๆ เป็นของตัวเอง แต่ถ้าเปิดแบบทั่วๆ ไป ก็จะไร้จุดเด่น จึงไปสมัครเรียนพิธีชงชา แต่พอไปเรียนจริงๆ ทั้งที่อยู่ญี่ปุ่นมา 8 ปีเต็ม คิดว่ารู้เรื่องญี่ปุ่นพอสมควร เมื่อไปเรียนจึงรู้ว่าเราไม่รู้” ภูพิงค์เล่า

ชาในญี่ปุ่น เริ่มถูกนำเข้าจากจีน ผ่านพระญี่ปุ่นที่ไปเรียนพระพุทธศาสนาที่เมืองจีน เมื่อกลับเกาะญี่ปุ่น ก็เอาชากลับมาด้วย ทั้งนี้ ดูจะสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกที่จะใช้ชาเป็นตัวกำหนดจิตใจหรือสมาธิ

เมื่อใบชาเข้ามาในญี่ปุ่นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็แพร่หลายไปในหมู่ขุนนางและบุคคลชั้นสูง ต่อมาพระญี่ปุ่นได้ปรับใหม่ให้เรียบง่าย จนพิธีชงชากลายเป็นแบบแผนกึ่งจารีตมาจนถึงปัจจุบัน มีการกำหนดรูปแบบ การชง การเสิร์ฟ การดื่ม ทั้งหมดเชื่อมโยงผูกพัน

“แขกและเจ้าบ้าน ถูกเชื่อมโยงและพันผูกเข้าด้วยกันด้วยพิธีชงชาอันเรียบง่าย”

พุทธศาสนานิกายเซนมีความเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มีเพียงครั้งเดียว ที่เราเจอแขกคนนี้ นี่คือโอกาสครั้งเดียวที่เราได้เจอกับเขา เพราะเช่นนั้นเราก็ควรที่จะต้อนรับเขาให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็แฝงนัยแห่งการชำระล้างจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

“นั่นอธิบายว่า เพราะเหตุใดในพิธีชงชา เราจึงต้องชำระล้างตัวเองให้สะอาดทั้งภายในภายนอก ชำระทั้งสถานที่ อุปกรณ์เครื่องชง ทุกอย่างสะอาดหมดจด รวมทั้งความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจ”

การชงชาในพิธีดั้งเดิมจะใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง ไม่นับก่อนหน้านั้นที่เจ้าบ้าน รวมทั้งแขกผู้มาเยือนต่างก็ต้องตระเตรียมเป็นเวลาหลายวัน แต่ปัจจุบันพิธีชงชาถูกกำหนดให้สั้นกระชับขึ้นมาก เหลือ 10-20 นาทีเท่านั้น

อาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เล่าว่า ที่ญี่ปุ่นเป็นในแบบที่เห็นและเป็นอยู่ ก็เพราะความเชื่อที่คนญี่ปุ่นเชื่อ ไม่แปลกเลยที่จะกล่าวว่าคนญี่ปุ่นตรงต่อเวลามาก ให้ความใส่ใจกับความสะอาด ให้ความใส่ใจกับแขกหรือผู้มาเยือน ทั้งหมดนำมาซึ่งขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ที่เน้นแบบแผนมารยาท สะท้อนถึงความเข้มข้นของจิตใจภายใน

“เขาเป็นแบบนี้ ก็เพราะเขาเชื่อแบบนี้ ไทยเป็นแบบที่ไทยเป็น ก็เพราะเรามีชุดความเชื่ออีกแบบ” ภูพิงค์เล่า

คงดีมากถ้าผสมผสานวัฒนธรรมของทั้งสองชาติไว้ด้วยกันได้ ภูพิงค์เล่าว่า สิ่งที่เขาได้รับจากการเรียนพิธีชงชารวมทั้งการได้ซึมซับอยู่กับวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็คือ การวางแผน โดยการจะกะเกณฑ์ให้เป็นไปตามจารีตแบบแผนญี่ปุ่นนั้น จะไม่สำเร็จลงได้เลยถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี

คนญี่ปุ่นเมื่อจะจัดพิธีชงชาเพื่อต้อนรับแขกสักครั้ง ต้องตระเตรียมค่อนข้างมากถึงขั้นโกลาหล ต้องจัดการและวางแผนการล่วงหน้า ทั้งรายละเอียดในเรื่องการรับแขก การอำนวยความสะดวกแขก ถ้วยชาที่ใช้เสิร์ฟให้แขก เป็นต้น

“เรื่องของพิธีชงชา เป็นเรื่องของวินาที เหมือนกับทุกชั่วขณะที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มันเกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น เราจะต้องใจทำอย่างดีที่สุด เพราะว่ามันอาจไม่มีโอกาสครั้งที่สอง” ภูพิงค์เล่า

เปรียบเทียบกับคนไทยที่วิถีชีวิตง่ายๆ ไร้ข้อกังวล ไม่มีระเบียบ ไม่คิดล่วงหน้า ไม่วางแผน คนไทยวางใจกับทุกสิ่งมากเกินไป รู้สึกปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ต้องเผชิญหน้าศึกสงครามหรือภัยธรรมชาติ ญี่ปุ่นเคร่งเครียด ไทยสบาย(เกินไป) น่าจะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน เพื่อสมดุลความพอดีของชีวิต นี่คือสิ่งที่ภูพิงค์ได้และนำมาปรับใช้กับชีวิต

ชงชาทำให้ช้าลงได้ ที่สำคัญทำให้ได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าแห่งความช้า ความพอดี และความสมบูรณ์แบบ เรื่องชากับการชงชาทุกวันนี้ ชงกินเองบ้าง แต่มัทฉะที่เชียงรายหาดื่มยาก ก็เลยดื่มชาฝรั่งหรืออู่หลงเป็นหลัก ได้ใช้ชีวิตช้าๆ ที่นี่ซึ่งดีไม่น้อย เชียงรายรถไม่ติด อากาศบนดอยดี ช่วงฝนตกจะเหมือนอาคารเรียนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอก

นอกจากชงชาดื่มเองบ้าง ก็ชอบการเขียนด้วย ล่าสุดคืองานเขียน “มากกว่าชา” สำนักพิมพ์นานมี ที่เล่าเรื่องชาน่ารู้และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เวลาว่างชอบไปขับรถเล่นตามภูเขาแถบเชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ดั้นด้นขึ้นเขาไปหาร้านชาร้านชาร้านกาแฟที่อาร์ตๆ กลางทุ่งนา

ถ้าใครสนใจเรื่องชาญี่ปุ่น ก็ยินดีแลกเปลี่ยน ทักมาได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “รู้เฟื่องเรื่องชา”

3 สิ่งต้องห้ามเพื่อการออกกำลังกายที่เห็นผลจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 17:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527245

3 สิ่งต้องห้ามเพื่อการออกกำลังกายที่เห็นผลจริง

รวมสิ่งที่ไม่ควรทำ หากอยากออกกำลังกายแล้วเห็นผลจริง

หลายคนที่รักสุขภาพ มักจะออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอ แต่บางคนก็อาจจะล้มเลิกไปกลางคัน เนื่องจากออกกำลังกายแล้วไม่เห็นผลตามที่ได้ตั้งใจไว้ เราจึงอยากให้ทุกคนหันกลับมาออกกำลังกายอีกครั้ง โดยมีการวางแผนที่ดี ซึ่งเริ่มจากข้อห้ามเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรทำ หากอยากออกกำลังกายให้เห็นผลจริงอย่างที่หวังไว้

1. อย่าหักโหม – น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจากการไดเอทอย่างรีบร้อน หรือจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม อาจจะล่อลวงให้คนจำนวนมากใช้ 2 วิธีนี้ในการลดน้ำหนัก ในความเป็นจริงนี่คือสาเหตุหลักของการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ และมักจะทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคนส่วนใหญ่กลับมากินมากกว่าเดิม และกลับไปนอนสบายบนโซฟาหลังจากที่ออกกำลังกายอย่างหนักได้เพียงช่วงเดียว

2. อย่าชั่งน้ำหนักทุกวัน – ตัวเลขบอกน้ำหนักไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่แท้จริงของความสำเร็จในการออกกำลังกาย แทนที่จะดูที่น้ำหนัก คุณควรเน้นไปที่ตัววัดปัจจัยความสำเร็จอื่นๆ ได้แก่ ระดับการเต้นของหัวใจที่ดีขึ้น หรือความแข็งแรงเพิ่มขึ้น โดยวัดจากความสามารถในการยกน้ำหนักได้เพิ่มขึ้น หรือการวัดไขมัน และการวัดขนาดของร่างกาย เช่น ข้อมือ สะโพก และท่อนแขน หากพบว่ามีขนาดเล็กลงจะช่วยให้คุณมีกำลังใจและรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่เริ่มได้ผล

3. อย่าออกกำลังกายโดยไม่มีการวางแผน – หากออกกำลังกายด้วยตนเองโดยปราศจากความช่วยเหลือของเทรนเนอร์ ก็ควรจะทำแผนการออกกำลังกาย และเมื่อร่างกายของคุณมีการเปลี่ยนแปลง แผนการออกกำลังกายก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพื่อให้ร่ายกายปรับตัวไปพร้อมๆ กับกิจกรรมที่เปลี่ยนไป

4 วิธีเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 16:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527233

4 วิธีเริ่มต้นชีวิตสโลว์ไลฟ์

แนวทางการใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่หลายคนใฝ่ฝัน

หลายคนมักจะได้ยินคำว่า สโลว์ไลฟ์ (Slow Life) กันอยู่บ่อยๆ เมื่อได้ยินคำนี้หลายคนมักนึกถึงการนั่งจิบกาแฟ ท่องเที่ยวตามสถานที่ชิคๆ แล้วก็โพสต์รูปลงโซเชียล แต่จริงๆ แล้ว สโลว์ไลฟ์ คือการดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้ง เรียบง่าย ไม่ตามกระแส คำนึงถึงคุณภาพของชีวิต โดยที่ไม่ทำให้ความสุขในชีวิตลดลงต่างหาก

1. ปรับชีวิตให้เรียบง่าย ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ เลือกกินผลไม้ที่มีตามฤดูกาล ปรุงอาหารกินเอง โดยไม่พึ่งพาเหล่าอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เน้นกินง่ายรวดเร็วตามไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนรุ่นใหม่ แต่กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ

2. ดำรงชีวิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะมนุษย์เรายังต้องพึ่งพาธรรมชาติ จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การลดใช้ถุงพลาสติก เพื่อเป็นการช่วยลดการเกิดขยะ อันก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน หรือการช่วยกันปลูกต้นไม้และรณรงค์ต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า

3. พอใจในสิ่งที่ไม่ปรุงแต่ง เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี อย่างการเลือกกินอาหารที่ปลอดสารเคมี ผัก ผลไม้ออร์แกนิค การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนผสมที่หาได้ตามธรรมชาติ เช่น สบู่ แชมพูจากสมุนไพร หรือครีมบำรุงผิวที่ได้จากธรรมชาติ เช่น น้ำมันมะพร้าว

4. โฟกัสอยู่กับสิ่งที่ดี มีประโยชน์ ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รู้จักควบคุมอารมณ์และจิตใจให้อยู่ในระดับที่ดี มีอารมณ์แจ่มใส มีความสุขกับการใช้ชีวิต รวมถึงรู้จักเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพควบคู่กันไป

5 ผักควรกินเพื่อบำรุงร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 14:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527225

5 ผักควรกินเพื่อบำรุงร่างกาย

ผักแต่ละชนิดให้คุณค่าทางอาหารที่แตกต่างกันออกไป ควรเลือกกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ผักแต่ละชนิดมีประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่แตกต่างกัน บางชนิดหากปรุงด้วยความร้อนสูงอาจทำให้เสียคุณค่าทางอาหารไป หรือบางชนิดอาจจะต้องผ่านความร้อนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เราจึงควรจะเลือกกินให้ถูกต้อง เพื่อได้ประโยชน์ที่สุด

1. มะเขือเทศ ที่มีสารไลโคปีนสูง แต่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากไลโคปีนได้สูงสุดก็ต่อเมื่อมะเขือเทศผ่านกระบวนการปรุงสุก หรือแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศเท่านั้น ซึ่งเจ้าไลโคปีนนับเป็นสารที่มีประโยชน์อยู่มาก เนื่องจากมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งได้หลายชนิด

2. พริก มีรสชาติเผ็ดร้อนจากสารแคปไซซิน ที่มีส่วนช่วยในการเผาผลาญ ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า หรือพริกหวาน แนะนำว่าควรกินแบบดิบ เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารและวิตามินต่างๆ ที่มีประโยชน์ แต่ถ้าการกินแบบดิบให้รสชาติที่ไม่ถูกปากอาจนำไปผ่านความร้อน โดยการผัดแบบเร็วๆ ให้พอส่งกลิ่นหอมก็ช่วยให้ได้รสอร่อย แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางสารอาหาร

3. หน่อไม้ฝรั่ง ผักที่อุดมไปด้วยโฟเลต มีประโยชน์ต่อทารกและคุณแม่ตั้งครรภ์ อีกทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งปอด ซึ่งจะต้องผ่านกรรมวิธีการปรุงสุก ก็จะให้คุณประโยชน์ได้อีกเท่าตัวเลยทีเดียว

4. บีทรูท หัวบีทรูทมีสีม่วงหรือแดงสด หลายคนอาจคุ้นน้ำบีทรูท นับเป็นเมนูอร่อยที่ได้ประโยชน์อย่างครบถ้วน ซึ่งการเลือกกินแบบดิบจะทำให้ได้รับประโยชน์จากโฟเลตและกรดอะมิโน ที่มีส่วนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกและมะเร็ง ทั้งยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีอีกด้วย

5. เห็ด นับเป็นพืชมหัศจรรย์ที่ทั้งอร่อย แคลอรีต่ำ อุดมไปด้วยสารอาหารหลากชนิด ทั้งวิตามินบีและวิตามินซี เช่น ในเห็ดหอม แต่เห็ดเป็นพืชที่ควรกินโดยผ่านการปรุงสุก เนื่องจากมีสารบางชนิดที่จะไปยับยั้งการดูดซึมระบบการย่อยอาหาร

4 หลักการเริ่มต้นกินคลีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 12:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527192

4 หลักการเริ่มต้นกินคลีน

เรื่องน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับการกินอาหารคลีน

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คนรักสุขภาพนิยมทำควบคู่กันไป เพื่อให้การออกกำลังกายนั้นเห็นผลมากขึ้น ก็คือการควบคุมอาหาร อย่างการกินอาหารคลีน สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นกินคลีน เราก็มีหลักการง่ายๆ ที่ควรทำความเข้าใจมาฝากกัน

1. วัตถุดิบคลีน – ต้องเป็นวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง เช่น ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษที่ไม่ผ่านการหมัก ดอง เนื้อสัตว์ที่สด ใหม่ สะอาด ปราศจากสารเร่งเนื้อแดง หรือเนื้อที่ไม่ผ่านการให้ยาปฏิชีวนะ ข้าวไม่ขัดสีและธัญพืชต่างๆ รวมถึงไขมันดีที่ได้จากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอก โดยกฎเหล็กของการกินคลีนข้อแรกคือ ต้องพยายามเลือกวัตถุดิบที่มีความสดใหม่ให้มากที่สุด

2. คลีนก็อร่อยได้ – เมื่อตั้งใจที่จะเริ่มต้นกินคลีน จงเลิกยึดติดกับรสชาติอาหารแบบเดิมๆ เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือหวานจัด ต้องตัดทิ้ง แต่ก็ใช่ว่าอาหารคลีนๆ รสชาติเฮลท์ตี้จะไม่มีความอร่อย เพราะเราสามารถครีเอทเมนูอร่อยง่ายด้วยตัวเองได้ โดยการเลือกปรุงรสแต่ละเมนูให้อร่อยด้วยรสชาติหลักของวัตถุดิบแต่ละชนิดซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงหรือผ่านกรรมวิธีให้น้อยที่สุด มาผสมผสานกันให้ได้ความอร่อยที่ลงตัว

3. ประโยชน์ของการกินคลีน – การเลือกกินอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งหรือมีกรรมวิธีการปรุงให้น้อยที่สุด นับเป็นการใช้ชีวิตกลับสู่วิถีธรรมชาติเพื่อให้ร่างกายเราได้ดูดซับคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มเปี่ยม แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้นอกจากจะช่วยปรับสมดุลทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงยิ่งขึ้น ผิวพรรณสดใสอย่างเห็นได้ชัดแล้ว หากมีการทำอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายก็จะได้ผลลัพธ์เรื่องน้ำหนักลดลงตามมาด้วย

4. การเริ่มต้นแบบคลีนๆ – ในช่วงแรกอาจเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารเดิมๆ ที่กินอยู่ แล้วแทนที่ด้วยเมนูคลีนๆ เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว และค่อยๆ ปรับลิ้นให้คุ้นชินกับรสชาติ ไม่แนะนำให้เปลี่ยนวิธีการกินแบบทันทีซึ่งอาจจะส่งผลต่อร่างกายที่ปรับตัวไม่ทัน มีอาการหิว เหนื่อยง่าย หรืออยากอาหารมากขึ้น จนทำให้รู้สึกว่าวิธีการกินคลีนไม่เป็นผล อันเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนล้มเลิกความตั้งใจ

ปราชญ์ วงศ์วรรณ งานกับเที่ยวเรื่องเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 พ.ย. 2560 เวลา 12:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527203

ปราชญ์ วงศ์วรรณ งานกับเที่ยวเรื่องเดียวกัน

โดย โชคชัย สีนิลแท้

ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ สำหรับ ปราชญ์ วงศ์วรรณ

เพราะด้วยวัยเพียง 30 ปี ที่นอกจากจะเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมของสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ที่มีบทบาทในการผลักดันให้ธุรกิจอสังหาฯ ต่างจังหวัดให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีความทัดเทียมไม่น้อยหน้ากับธุรกิจอสังหาฯ ในเมืองหลวง

ปราชญ์ ย้อนชีวิตอดีตให้ฟังว่า ครอบครัวไม่ได้ทำธุรกิจอสังหาฯ มาก่อน แต่ประกอบธุรกิจเกษตรทำใบยาสูบ ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ (ณรงค์ วงศ์วรรณ) หรือจะรู้จักในชื่อ บริษัท เทพวงศ์ ทำมานานกว่า 50-60 ปี และพอรุ่นลูกหลานก็เป็นเหมือนคนรุ่นใหม่ที่มี Passion หรือความชอบกับสิ่งใหม่ๆ

เนื่องจากบรรพบุรุษจนถึงรุ่นพ่อแม่นั้นสามารถทำอาชีพเดิมได้ดีอยู่แล้ว จึงเป็นที่มาของการก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งหลังจากที่เรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทที่ London School of Economics and Political Science (LSE) ประเทศอังกฤษ

 พอกลับมาก็ทำงานอยู่บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ความยั่งยืนให้กับบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ก็เริ่มคิดจะทำธุรกิจของตัวเอง

“ผมคิดมาตลอดว่าหากจะเริ่มธุรกิจอะไรของตัวเองจะต้องรีบๆ เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะถ้าหากธุรกิจที่เริ่มทำล้มไปหรือมีปัญหาตั้งแต่อายุน้อย ๆ ก็ยังกลับมาสู้กันใหม่ได้ ช่วงที่กลับจากอังกฤษแล้วทำงานไปด้วยก็ได้มีโอกาสไปลงเรียนคอร์ส RECU ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากเรียนนอกเวลางาน โดยพื้นฐานของตัวเองมองว่าจะทำอะไรสักอย่างจะต้องมีความรู้จริง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะทำเลยเพราะว่ามีเงิน

ยิ่งการมาทำธุรกิจใหม่นั้นจะต้องมีการคุยกันกับพ่อแม่ว่าทำไมจะต้องมาทำธุรกิจนี้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าที่บ้านหัวสมัยเก่าจะทำธุรกิจอะไร จะต้องกู้เงินก็ทำแบบพอตัว เพราะเงินที่ใช้เป็นเงินของพ่อกับแม่ และที่ดินแปลงที่นำมาพัฒนาจะเป็นที่ดินของครอบครัว” ปราชญ์ย้ำ

สิ่งสำคัญในการก้าวสู่ธุรกิจ คือการได้ปรึกษาคนรุ่นพ่อแม่จะได้ความใจเย็นและประสบการณ์ รวมไปถึงต้องคิดธุรกิจให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการเงินนั้นจะต้องคิดเผื่อเหลือมากกว่าเผื่อขาด ปราชญ์ ชี้ว่า เพราะธุรกิจอสังหาฯ สิ่งที่สำคัญมากๆ คือ สภาพคล่องทางการเงิน

“ถ้าผิดไปปุ๊บก็จะเด้งต่อหลายจุด สมมติว่าผิดนัดกับซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้กับเรา เราก็จะไม่มีเงินไปให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง ซัพพลายเออร์ก็จะไม่ส่งของให้จะกระทบเป็นทอดๆ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของธุรกิจอสังหาฯ คือการจัดการเรื่องการเงินให้ดี”

 โครงการแรกที่พัฒนาเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ชื่อไวซ์ ซิกเนเจอร์ เชียงใหม่ ในนามบริษัท ไวซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่ อ.ดอยสะเก็ด พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวเริ่มเปิดขายตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 53 ยูนิต เน้นกลุ่มบีบวก กลางขึ้นไป ราคาเริ่มต้นที่กว่า 5 ล้านบาท พัฒนาบ้านหลังใหญ่ 80 ตารางวาขึ้นไป

“ต่างจากบ้านจัดสรรปกติที่มีเนื้อที่ 50 ตารางวา เนื่องจากการที่เข้าสู่ธุรกิจจึงต้องการจะแข่งขันในตลาดที่สามารถแข่งขันได้ ถ้าจะพัฒนาโครงการแรกที่แข่งขันเรื่องต้นทุนต่ำเลย ผมคิดว่าจะไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากนักพัฒนาอสังหาฯ ที่เป็นคนท้องถิ่นจะเก่งมากในการพัฒนาบ้านที่มีต้นทุนต่ำ

อีกทั้งสินค้าที่บริษัทพัฒนาไม่ใช่กลุ่มที่ขายสินค้าได้ดีที่สุดในเชียงใหม่ เพราะกลุ่มที่ขายได้ดีจะอยู่ที่ราคา 2-3 ล้านบาท แต่ด้วยความที่ไม่อยากแข่งเรื่องต้นทุนเพราะพัฒนาโครงการแรก จึงอยากทำโครงการที่ทำแล้วสบายใจ ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องการคุมราคาแล้วเหนื่อยใจอยากใส่ของดีเข้าไปเลย ทำในสิ่งที่เราต้องการอยู่เอง

ปัจจุบันการขายผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว ซึ่งก็รู้อยู่ว่าโครงการแบบนี้จะไม่สามารถขายได้รวดเร็วนัก ก็จะมีกลุ่มผู้ซื้อก็เทียบโครงการเจ้าใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และยิ่งเป็นแบรนด์โลคัลก็ต่อสู้พอสมควร แต่เมื่อพัฒนามาแล้วก็เห็นกลุ่มผู้ซื้อจากกรุงเทพฯ มาซื้อเกือบ 50% ของโครงการ และซื้อไว้เป็นบ้านหลังที่สอง ทั้งหมดจะสร้างเสร็จก่อนขายโดยยังอยู่ระหว่างก่อสร้างจำนวน 8 หลัง” ปราชญ์ขยายรายละเอียด

หลังจากได้มาเทกคอร์สทางด้านอสังหาฯ เพิ่มเติม ปราชญ์ ก็ได้มาเจอกับหุ้นส่วนใหม่ จึงได้เริ่มมาพัฒนาโครงการในกรุงเทพฯ โครงการแรกอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก 32 เป็นทาวน์โฮม ชื่อโครงการดิ ออเตอร์

 “เป็นบริษัทร่วมทุนกับเพื่อนที่เจอกันจากหลักสูตรเอบีซี ที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม ซึ่งได้เข้ามาเรียนเป็นรุ่น 2 ก็ได้เพื่อนในแวดวงเดียวกันหลายคน อีกคนจะทำอสังหาฯ ที่นนทบุรี อีกรายเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างจึงค่อนข้างลงตัว โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้เก่งเรื่องการก่อสร้าง แต่มีความชอบเรื่องการออกแบบตกแต่งมากกว่า ชอบมาแต่เด็กๆ แต่ไม่ได้จะเลือกเรียนทางด้านสถาปัตยกรรม”

นอกจากนี้ ปราชญ์ บอกว่าด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ ไม่เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่จะต้องเป็นผู้ที่ทำงานจนมีความชำนาญเฉพาะทาง โดยพยายามต่อยอดไปเรื่อย

“อย่างทำธุรกิจจากปลายน้ำ ต้องมาทำกลางน้ำและต้นน้ำ แต่เป็นคนที่มีความชอบหลากหลาย เนื่องจากเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวจึงเห็นไอเดียหลากหลาย ไม่ใช่แค่อสังหาฯ หรือแม้ทางด้านการเกษตร ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบ เมืองไทยยังมีจุดแข็งที่เป็นเมืองของโลกในด้านอาหารและการส่งออก

ศึกษาไปยังธุรกิจท่องเที่ยวก็ยังสนใจ เพราะว่าท้ายที่สุดเมืองไทยก็ยังต้องขายเรื่องท่องเที่ยว โดยมองโอกาสธุรกิจท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่จะเข้าไปได้ แต่ถ้าเป็นโรงแรมก็อาจจะไม่เพราะว่าใกล้เคียงกับธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งไม่ได้ชอบมากนักเนื่องจากต้องมีเรื่องการบริหารและการใช้คน แต่ก็มองว่าเป็นการขายสินค้าเกี่ยวกับการท่องเที่ยว

พยายามทำตัวให้รู้ลึก แต่ไม่ปิดโอกาสตนเอง คือพูดเสมอว่าอย่าทำตัวเองเป็นน้ำเต็มแก้ว เราต้องพยายามหาแก้วใหม่มาเรื่อย ๆ จะทำอะไรก็ต้องมุ่งมั่นให้มากที่สุด แต่ก็ต้องเอาแก้วอื่นๆ มาวางเพิ่มได้ อาจจะมีแก้ว ในการทำธุรกิจการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว แต่จะสำเร็จได้นั้นจะต้องพยายามใฝ่หาความรู้ อีกทั้งความที่เป็นคนไฮเปอร์ เพราะฉะนั้นการจะทำอะไรที่จดจ่อนานๆ จะไม่ค่อยเวิร์กสำหรับตนเอง จะต้องทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เพราะบางครั้งไอเดียสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอีกธุรกิจได้” ปราชญ์กล่าว

หลายครั้งที่ปราชญ์เดินทางท่องเที่ยว แต่ไปเจออสังหาฯ ดีไซน์รูปแบบที่มองแล้วออกมาดี ก็มองว่าโครงการหน้าก็ต้องการเอาแนวคิดที่เห็นเข้าไปใส่ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมกันได้ด้วย

 “คิดว่าเด็กรุ่นใหม่น่าจะเป็นแบบนี้ค่อนข้างเยอะ และด้วยความที่ยังพอมีเวลาที่จะจัดสรรได้ บางทีเพื่อนๆ ที่ทำงานบริษัทอื่น ก็จะมีช่วงเวลาที่เขาหยุด ก็มีโอกาสท่องเที่ยวด้วยกันเยอะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างต่างประเทศต้องการไปประเทศที่ท่องเที่ยวยากนิดหนึ่ง เพราะมองว่ายังมีกำลังอยู่จึงอยากไปประเทศที่ต้องใช้แรง อย่าง ทิเบต หรือจอร์แดน อินโดนีเซีย ขึ้นไปดูภูเขาไฟโบรโม จากก่อนหน้านี้ได้ผ่านท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ตื่นตาตื่นใจ อย่างฝรั่งเศส อิตาลี มาแล้ว

การท่องเที่ยวได้เรียนรู้หลายๆ อย่างได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เมื่อครั้งเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ได้เดินจากเซ็นทรัลพาร์ค มาถึงอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ระยะทางหลายกิโลเมตร ทำให้ย้อนคิดว่ามีสิ่งใดที่ยังไม่ทำอะไร กลับไปอยากจะเริ่มต้นทำอะไร ต้องการปรับเปลี่ยนอะไร เป็นเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง

การท่องเที่ยวทำให้ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิต ทั้งๆ ที่ไม่ต้องคิดอะไร แต่มันกลับกลายเป็นว่าเราได้คิดเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น โดยในปีหนึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะท่องเที่ยวกี่ครั้ง แต่เมื่อมีโอกาสจะไป อย่างปีก่อนไปท่องเที่ยวประมาณ 6-7 แห่ง และก็มีหลายครั้งที่ไปท่องเที่ยวพ่วงกับการทำงานของบริษัทเป็นส่วนใหญ่” ปราชญ์ เล่าอย่างสนุก

สิ่งที่สำคัญการที่มาทำธุรกิจอสังหาฯ ปราชญ์มองว่ายังได้รับความไว้วางใจให้มาทำงานให้กับสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ ก็ต้องช่วยเรื่องการพัฒนาเมืองอย่างที่ผ่านมา ต้องการนำความรู้มาให้กับบรรดาผู้ประกอบการมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเน้นแข่งในเรื่องราคาท่าเดียว ท้ายที่สุดจะเป็นการทำธุรกิจไม่ยั่งยืน ต้องแข่งกันที่การพัฒนาโครงการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า กิจกรรมส่วนใหญ่จึงเป็นการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้

“พอรวมตัวกันได้ภาครัฐของจังหวัดจึงเห็นความตั้งใจจริง ไม่ใช่หาผลประโยชน์เข้าตัว ก็ถูกรับเชิญจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. สนับสนุนให้ร่วมจัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดซึ่งจะได้อีกมุมมองในการพัฒนา ซึ่งจะดีต่อการพัฒนาจังหวัดระยะยาว เนื่องจากจะรับทราบความต้องการของคนระดับท้องถิ่นส่งขึ้นไปสู่ระดับบน จะเป็นอีกมุมมองในการพัฒนาเมืองที่สร้างประโยชน์ได้อย่างแท้จริง” ปราชญ์ปิดท้าย