วัฒนา อัศวเหม หรือ “มังกร”…จะซ่อนยาว?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/328463

วัฒนา อัศวเหม หรือ “มังกร”…จะซ่อนยาว?

คนในข่าว  :  1 มิ.ย. 2561
วัฒนา อัศวเหม

จากวันนั้น ถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว ที่คนไทยยังไม่เห็นวัฒนา อัศวเหม แล้วในวันอ่านคำพิพากษาที่เลื่อนไปเป็น 13 ก.ค. 2561 เราควรจะลุ้นไหมว่าเขาจะมาหรือเปล่า?

          ไม่มีใครแปลกใจสำหรับการไม่มาตามนัดของ “วัฒนา อัศวเหม” เมื่อวันที่ 30 .. 2561 กับการนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีฉ้อโกงซื้อที่ดินและสัญญาโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ หมายเลขดำ อ.254/2547 ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง

แต่ถึงจะไม่แปลกใจ..หลายคนก็อด “ถอดใจ”ไม่ได้ว่า งานนี้เจ้าพ่อปากน้ำผู้นี้ น่าจะหลบยาวไปไม่มีกำหนดปรากฏตัวง่ายๆ!!

แน่นอนสำหรับคนระดับ “เจ้าพ่อ” เส้นทางชีวิตไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เมื่อใหญ่พอ และใหญ่จริง!

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ที่ว่าไม่ง่าย เพราะกว่าจะมีวันนี้ วัฒนา อัศวเหม ก็คือ “คนแซ่เบ๊” คนหนึ่งที่บรรพบุรุษก็อพยพมาจากแดนมังกรโพ้นทะเล

แต่รุ่นของ “วัฒนา” หรือชื่อเดิมคือ กิมเอี่ยม แซ่เบ๊ เขาได้เติบโตขึ้นมาเป็นนักธุรกิจเชื้อสายจีนที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับว่า เป็นอีกหนึ่งตำนาน “เจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพล” แห่งพื้นที่สมุทรปราการ จังหวัดในเขตปริมณฑลที่มีความใกล้ชิดกับกรุงเทพมากที่สุด ทั้งในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสภาพสังคม

ยิ่งถ้านับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 5 ที่ส่งผลให้สมุทรปราการได้พัฒนาสู่การเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ต่อเนื่องสู่พื้นที่เขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก คนในตระกูลอัศวเหม ยิ่งสยายปีกกว้างขวางโอบล้อมพื้นที่แห่งนี้อย่างชนิดที่ใครก็ทานไว้ไม่อยู่!

ย้อนไปในวัยต้น วัฒนา อัศวเหม เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.. 2479 (บางแหล่งระบุว่าวันที่ 26..2479) เกิด ที่จ.สมุทรปราการ เป็นบุตร สุขชัย กับ สำอางค์ อัศวเหม มีพี่น้องรวม 12 คน โดยวัฒนานั้นเป็นบุตรคนที่ 6 หรือจะเรียกว่าบุตรคนกลางก็ได้!

วัฒนา จบชั้นประถมที่โรงเรียนเทศบาล และชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาเขาจบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาตรีสาขาการจัดการธุรกิจ จาก Southeastern USA (London Campus) ประเทศอังกฤษ

ในชีวิตส่วนตัว วัฒนา สมรสกับนางจันทร์แรม มีบุตรสามคน ได้แก่ พิบูลย์ อัศวเหม, พูลผล อัศวเหม อดีต ส..สมุทรปราการ และ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ

  อย่างไรก็ดี ครอบครัวของวัฒนา เดิมทำอาชีพค้าขายของชำ ทำให้ค่อนข้างมีฐานะทางการเงินที่ดี แต่วัฒนาเองนั้น ก็เป็นเด็กขยัน รู้จักค้าขายมาตั้งแต่เรียนมัธยม โดยเคยเป็นเด็กรับรถ, ชกมวย เรียกว่า หาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินของทางบ้าน!

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ข้อมูลจากงานค้นคว้าเรื่อง “บทบาทผู้นำทางการเมือง : นายวัฒนา อัศวเหม” โดย พิริยะ โตสกุลวงศ์ เล่าว่าธุรกิจแรกของวัฒนาคือเปิดร้านขายของชำ และเหมาไปขายยังที่ต่างๆ

ต่อมาเริ่มทำร้านอาหารชื่อ “บ้านแก้วเรือนขวัญ” ที่ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะถือเป็นต้นตำรับซีฟู้ดของเมืองไทย

ต่อมาสยายปีกไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้าง, บริษัทขนส่งทางเรือ, โรงอบใบยา “วัฒนายาสูบ” ที่จ.แพร่ ตามต่อด้วยธุรกิจน้ำมัน โดยเป็นตัวแทนองค์การเชื้อเพลิงขายน้ำมัน ในชื่อ“น้ำมันตราสามทหาร”

กระทั่งวัฒนาได้ยื่นเรื่องขอตั้งโรงกลั่นน้ำมันที่แหลมฉบัง ศรีราชา แต่แม้จะไม่สำเร็จในภายหลังด้วยเหตุผลทางการเมือง ช่วงรอยต่อเดือนตุลาอาถรรพณ์ 2516 แต่ครั้งนั้นก็ถือเป็นบทพิสูจน์สายตายาวไกลของเขาได้ไม่น้อย

  เพราะต่อมาช่วงปลายปี 2536 เขากลับมาเอาจริงในเส้นทางสายน้ำมันอีกครั้ง โดยการเปิด 2100 แห่ง ภายในเวลา 2 ปี ภายใต้การดำเนินงานโดย บริษัท เอ็ม. พี. ปิโตรเลียม จำกัด โดยให้บุตรชายทั้ง 3 บริหาร และประสบความสำเร็จเป็นอันมาก

จนปัจจุบันถ้าพูดถึงอาณาจักรธุรกิจของเจ้าพ่อปากน้ำคนนี้ ต้องบอกว่าอื้อหือ คือ เยอะมาก! ไม่เพียงแค่ธุรกิจน้ำมัน แต่ยังมีถึงกว่า 20 บริษัท!มีสินทรัพย์รวม 10,387,863,276 บาท ไม่รวมทรัพย์สินในต่างประเทศ (ข้อมูลช่วงปี 2556 สำนักข่าวอิศรา)

อย่างไรก็ดี มีผู้วิเคราะห์ว่า ในภาพความเป็นเจ้าพ่อของวัฒนานั้น มีลักษณะของการสานสัมพันธ์คนในภาครัฐ ภาคการเมือง สิ่งเหล่านี้แน่นอนจะช่วยเอื้อในเส้นทางธุรกิจ และยังสามารถต่อยอดไปยังขั้วอำนาจฝ่ายปกครองได้

ย้อนไปดูเส้นทางทางการเมือง วัฒนา เริ่มเป็น ส..ตั้งแต่ ปี 2518 ลงเลือกตั้งในนามพรรคสังคมชาตินิยม ที่มี ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอาทิ นิยม วรปัญญา, ธเนตร เอียสกุล

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

เป็น ส..ได้ไม่ถึงปี สภาชุดนี้สิ้นสุดลง เพราะมีการยุบสภา เมื่อ 12 .. 2519 และจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่วัฒนาก็ยังคงได้นั่งเก้าอี้ ส..ที่เดิมอีกครั้งในนามพรรคเดิม คราวนี้เขาได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ดูแลเรื่องน้ำมันโดยตรง

จนเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งในปี 2522 คราวนี้วัฒนาย้ายไปสังกัดพรรคชาติประชาชน หรือ กลุ่มชาติประชาชน ที่มี ร..บุญยง วัฒนพงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งวัฒนาเองก็นั่งกรรมการบริหารพรรค พร้อมกับ “มั่น พัธโนทัย” ที่ว่ากันว่า เขาคือเด็กสร้างผู้เป็น “มือขวา” ของป๋าใหญ่แดนปากน้ำนี่แหละ

ครั้งนั้นวัฒนามีผลงาน เสนอ ร่าง พ...ธุรกิจปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทยเข้าสภา

      จากนั้นมาวัฒนาก็ได้เป็น ส.. .สมุทรปราการ ยาวนานติดต่อกัน 10 สมัย จนถึง ปี 2539โดยสังกัดพรรคต่างๆ ดังนี้

ปี 2526 สังกัดพรรคชาติไทย, ปี 2531 สังกัดพรรคราษฎร, ปี 2535-2538 สังกัดพรรคชาติไทย เป็น ส..สมุทรปราการติดกัน 3 สมัย, ปี 2539 สังกัดพรรคประชากรไทย

ทั้งนี้ ช่วงปี 2531 ที่ พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี วัฒนาได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมแรงงาน กรมราชทัณฑ์ และการเคหะแห่งชาติ หรือที่หลายคนเรียกว่า งานคุก สลัม และกรรมกร แต่วัฒนาก็ทำงานในเก้าอี้ได้ดีจนหลายคนยอมรับทั่วกัน

สรุปแล้ว วัฒนาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปี 2519, รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ปี 2531, 2533 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปี2535และกลับมานั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกในปี 2540

นอกจากนี้ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในพรรคการเมืองหลายพรรค เช่น รองหัวหน้าพรรคชาติไทย, หัวหน้าพรรคราษฎร, ที่ปรึกษาพรรคมหาชน, ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน

ที่เด็ดจนต้องเล่าซ้ำคือ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย คือ วัฒนาเป็นหนึ่งใน “กลุ่มงูเห่า” ขณะที่เขาสังกัดพรรคประชากรไทยของ สมัคร สุนทรเวช

โดยช่วงปลายปี 2540 เขาไปเข้าร่วมกับพล..สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ นำ ส..พรรคประชากรไทย จำนวน 13คน ไปร่วมกับพรรคสะตอ จนทำให้ ชวน หลีกภัย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

และยังส่งผลให้ “สมัคร” ที่เดิมเป็นรองนายกฯ กลับต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน เพราะเหลือ ส.. ในสังกัดเพียง 4 คนเท่านั้น

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย ได้กล่าวเปรียบเทียบว่า ตนเองเป็นเหมือน ชาวนา ในนิทานอีสป เรื่อง ชาวนากับงูเห่าซึ่งก็หมายถึง ส..กลุ่มปากน้ำ ของวัฒนา อัศวเหม นั่นเอง

ต่อมาพรรคประชากรไทยยมีมติขับไล่สมาชิกกลุ่มนี้ออกจากพรรค จนวัฒนาต้องตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อ “พรรคราษฎร” และเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแน่นอนที่ วัฒนา อัศวเหม จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกในครั้งนั้นเอง

000

ดูเหมือนว่าเส้นทางการเมืองของเจ้าพ่อปากน้ำ จะสวยสดงดงาม เล่าให้ใครฟัง ก็สุดภาคภูมิใจอย่างดีตราไก่ ตำแหน่งสุดท้ายของวัฒนา คือ เก้าอี้ รมช.มหาดไทย ช่วงปี 2540-2544

แต่พอช่วงรอยต่อที่พรรคไทยรักไทย กำลังเข้ามาเทคโอเวอร์หัวใจประชาชนช่วงการเลือกตั้งปี 2544 วัฒนาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรคราษฎร แต่พรรคได้ ส.. เพียง 3 คนเท่านั้น วัฒนาจึงตัดสินใจวางมือทางการเมือง

จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2548 วัฒนายกพรรคราษฎรให้ “พล.. สนั่น ขจรประศาสน์” ก่อนเปลี่ยนหัวใหม่เป็น “พรรคมหาชน” โดยตนเองไปนั่งประธานที่ปรึกษาพรรคและให้ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าพรรค

ภายหลัง ฉากการเมืองของวัฒนาจึงจบลงแต่เพียงเท่านั้น ปล่อยให้ทายาทโลดแล่นต่อไป ทั้ง พิบูลย์- พูลผล อัศวเหม ที่ก็ตามติดบิดาในสนามการเมืองใหญ่มาอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่บุตรคนเล็ก “ชนม์สวัสดิ์” ก็โลดแล่นอยู่สนามการเมืองท้องถิ่น เรียกว่าลีลาทั้งบู๊บุ๋นกันทั้งบ้าน!

แต่แล้วต่อมาช่วงปี 2551 วัฒนาถูก ป... ตัดสินว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ใน 2 คดีด้วยกัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

คือ 1.การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ รวบรวมที่ดินและนำไปออกโฉนดทับที่สาธารณะประโยชน์ รวม 5 แปลง 1,903 ไร่ โดยมีการปั่นราคาขายที่ดินจาก 1 แสนบาท/ไร่ เป็น 1.1 ล้านบาท/ไร่ (ปมที่ดิน)

2.การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ผลักดันและเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ทั้งการรวมที่ดินเป็นผืนเดียวทำให้กิจการร่วมค้า NVPKSG ชนะการประมูล และการเพิ่มวงเงินโครงการ จาก 13,612 ล้านบาท เป็น 22,955 ล้านบาท (ปมโครงการ)

ทั้งนี้ ในเอกสารของ ป... ได้ระบุสายสัมพันธ์ระหว่าง วัฒนากับ ยิ่งพันธ์ มนะสิการ ผู้ผลักดันโครงการนี้ (เสียชีวิตแล้ว) โดยเฉพาะการเป็น ส.. กลุ่มงูเห่า” ร่วมกัน ตรงนี้เองจึง กลายเป็นช่องทางในการให้บริษัทเอกชนที่วัฒนาถือหุ้น 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปาล์มบีช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด เข้าไปกว้านซื้อที่ดิน เพื่อใช้ในโครงการนี้แต่เพียงผู้เดียว

สำหรับคดีแรก ป... มีมติเมื่อปี 2550 ชี้มูลความผิดวัฒนา กับเจ้าหน้าที่กรมที่ดินอีกจำนวนหนึ่ง ฐานใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจให้ราษฎรขายที่ดินให้ และออกเอกสารสิทธิที่ดินโดยมิชอบรุกล้ำที่ดินสาธารณะประโยชน์

ซึ่งในการไต่สวนคดี ที่จริงวัฒนาไม่ได้หลบหนีตั้งแต่แรก ที่เกิดเรื่อง โดยวันที่ 12 กุมภาพันธ์2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดสืบพยานโจทก์นัดแรก และสืบพยานจำเลยวันที่ 28 มีนาคม 2551

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

ต่อมา 17 เมษายน 2551 ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งสุดท้าย วัฒนาเดินทางมาร่วมการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก หลังจากขอเลื่อนเข้าไต่สวนมาแล้วหลาย ด้วยข้ออ้างป่วย มีอาการสับสนเฉียบพลัน หลงลืม สูญเสียความทรงจำชั่วคราว เนื่องจากอาการโรคเส้นเลือดอุดตันที่ก้านสมอง

ต่อมาวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 วัฒนา เบิกความต่อศาลยืนยันความบริสุทธิ์ หากทำผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นโทษสูงสุด และยืนยันด้วยว่าในวันพิพากษาจะมาฟังแน่นอน ไม่หลบหนีไปไหนเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด

กระทั่งวันที่ 9 กรกฎาคม พ.. 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดพิพากษาคดีดังกล่าว แต่ “วัฒนา” ไม่มาปรากฏตัว จนมีคำพิพากษาเมื่อวันที่18 สิงหาคม พ.. 2551 ให้จำคุกวัฒนา 10 ปี พร้อมกับออกหมายจับเพื่อติดตามตัวจำเลย มารับโทษ!

ทั้งนี้ ในวันนั้น ม..ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ 9 คน ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง วัฒนา อัศวเหม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้ผู้อื่นร่วมออกโฉนดที่ดิน 1,900 ไร่ ทับคลองสาธารณประโยชน์และที่เทขยะมูลฝอย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้าม นำไปขายให้กรมควบคุมมลพิษ เพื่อก่อสร้างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสีย ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยการอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

ศาลฎีกาฯ มีมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่า จำเลยได้ใช้อำนาจข่มขืนใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี ออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย ในนามบริษัท ปาล์มบีช ดิเวลล็อปเม้นท์ จำกัด โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 10 ปี

มีครั้งหนึ่งที่ทางวัฒนา ได้ยื่นขออุทธรณ์คดีดังกล่าว แต่ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา

ส่วนคดีที่ 2 ... มีมติเมื่อปี 2554 ชี้มูลความผิดวัฒนา รวมถึงอดีตผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ คพ.แต่ให้ยุติการพิจารณาในส่วนของนายยิ่งพันธ์ (เพราะเสียชีวิตไปแล้ว) และยกฟ้องนายสุวัจน์

        ทั้งนี้ คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษาจำคุกวัฒนากับพวก คนละ 3 ปี ซึ่งวัฒนาหลบหนีคดี ศาลจึงสั่งให้ออกหมายจับ และปรับนายประกัน ขณะที่ช่วงปี 2556 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ “ยกฟ้อง” จำเลยที่ 2 -19 ต่อมากรมควบคุมมลพิษ ได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลฎีกา พิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย

ที่สุด เมื่อมาถึงวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ครั้งทั้ 2 ช่วงวันที่ 30 .ค ที่ผ่านมานี้เอง ที่วัฒนายังคงไม่มาตามนัด! 2 ศาลฎีกาจึงออกหมายจับ และได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 13 .. 2561

วัฒนา อัศวเหม หรือ "มังกร"...จะซ่อนยาว?

  ดังนั้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ย่างเข้าปีที่ 10 แล้ว ที่คนไทยยังไม่เห็นวัฒนา อัศวเหม จะมีก็แต่ข่าวคราวที่ว่า เขายังคงใช้ชีวิตอย่างดีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งกัมพูชา จีน ฮ่องกง มาเก๊า นิวซีแลนด์

เช่นช่วงปี 2555 มีข่าวว่า วัฒนาไปทำวัดที่จีน โดยเขาโผล่ที่งานฝังลูกนิมิต และผูกพัทธสีมาอุโบสถวัดเหมอัศวาราม ซึ่งเป็นวัดไทยนิกายเถรวาทแห่งแรกในประเทศจีน

หรือต่อมาช่วงปี 2556 มีภาพ “วัฒนา” ปรากฏตัวที่มาเก๊า ร้อมกับ “ชนม์สวัสดิ์” และ “เจนี เทียนโพธิ์สุวรรณ” นางเอกสาวขณะที่ยังรักันหวานชื่นก่อนจะแยกทางกัน

ดังนั้น มาถึงตรงนี้ในวันอ่านคำพิพากษาที่เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 13 .. 2561

เราควรจะลุ้นกันดีมั้ย ว่าเขาจะมาตามนัดหรือไม่เหนืออื่นใด คำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องตามกันอย่างไม่กระพริบตา

แล้วคนนี้ทำอะไร? แกนนำ “ม็อบน้อย” ลุยทำเนียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/327149

แล้วคนนี้ทำอะไร? แกนนำ “ม็อบน้อย” ลุยทำเนียบ

คนในข่าว  :  23 พ.ค. 2561
อานนท์ นำภา,คนอยากเลือกตั้ง,โรม,รังสิมันต์ โรม,ณัฏฐา มหัทธนา,จ่านิว,จ่านิว สิรวิชญ์ เสรี

อานนท์เริ่มโดดเด่นในหมู่คนเสื้อแดง ตอนช่วงหลังสลายการชุมนุมปี 2553 ตอนนั้น “ทนายน้อยๆ” ในวัยเพียง 20 กว่าๆ ก็คิดทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย!!

          ใครที่ติดตามกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเปิดฉากไล่ คสช. ขอมีการเลือกตั้งมาตลอด ต้องมีบ้างบางคน ที่สงสัยว่า นอกจาก ชายหนุ่มหน้าฝรั่ง อย่าง รังสิมันต์ โรม, หนุ่มร่างบึ๊กคมเข้ม อย่าง “จ่านิว” สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ สาวสวยอย่าง “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ที่มักจะโดดเด่นอยู่บนเวทีแล้ว

บางคนอาจลืมอีกหนึ่ง “หนุ่มแว่น” ที่วันนี้ปรากฏว่า บทบาทของเขาในวันที่ 22 ..ที่ผ่านมา โดดเด่นเป็นอันมาก กับภารกิจนำ “ม็อบน้อยๆ” ชุดแรก เดินเท้าจาก มธ .ท่าพระจันทร์ ไปจนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลได้ก่อนแกนนำคนอื่นๆ ราวช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ว่าแต่…เขาคือใครกันแน่?

 

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ชื่อของเขา คือ “อานนท์ นำภา” ที่เมื่อสื่อมวลชนพากันเข้าไปรุมสัมภาษณ์เขา เขาก็ระบุถึงเจตจำนงในวันนั้นว่า มาเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

    โดยเบื้องต้น เหตุการณ์ในวันนั้น เขาระบุว่าได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่แล้วว่า จะปักหลักเรียกร้อง ตะโกนว่า “อยากเลือกตั้ง” อยู่ที่ด้านหน้าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ตั้งขบวนกั้นขวางไว้ไม่ให้ฝ่าเข้าไปในทำเนียบ บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า ถ้าขัดขืนจะจับกุมทันที จึงขอหยุดเพียงตรงนั้นเพื่อรออีกขบวนหนึ่งที่จะตามมาสมทบจากม.ธรรมศาสตร์

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดเหตุชายเสื้อสีเขียวคนหนึ่ง ฝ่าฝืนคำสั่งและบุกเข้าไปในแนวกั้น จนทำให้ทุกคนตรงนั้นตกอกตกใจเป็นอันมาก ที่สุด ชายเสื้อเขียวปริศนา เขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นใคร มาจากฝ่ายไหนกันแน่

แต่ที่แน่ๆ ข้อตกลงต่างๆ จึงมีอันพับเก็บ เจ้าหน้าที่จึงประกาศให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุดนี้ยุติการชุมนุม และสลายโต๋ โดยประกาศขีดเส้นให้เลิกภายในเวลา 15 นาที เพราะมีการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. แล้วอย่างชัดเจน

 นาทีนี้สถานการณ์ จึงเริมตึงเครียดขึ้นมาทันที โดยฝ่ายผู้ชุมนุมเองก็ไม่ยอม ต่างพากันตะโกนขับไล่ อย่างเกรี้ยวกราด ขณะที่มีเสียงจากฝั่งของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งออกมาตลอดเวลาว่า 

  สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่ชอบทุกประการครับพี่น้อง ถ้าตำรวจเข้ามาพวกเราทุกคนนั่งลง ไม่ตอบโต้ ไม่ด่าทอ นี่คือวิธีการสันติ ถ้าความวุ่นวายที่มันเกิดขึ้นให้เกิดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ใช่จากพวกเรา”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ ประชิดเข้ามาใกล้ชิดผู้ชุมนุม แล้วบอกให้สื่อมวลชนออกไป ขณเดียกวับที่ กลุ่มของ โบว์ ณัฏฐา มาสมทบพอดี ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่แม้จะใจชื้นขึ้นมาอีกนิด แต่ผลสุดท้ายแล้ว เมื่อแกนนำฝ่ายหญิง ลุกขึ้นอ่านแถลงการณ์จบ  แกนนำทุกคนจึงต้องขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่ทันที โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

ถึงตรงนี้ หลายอาจะอยากรู้ว่า หนุ่มตี๋แว่นผู้นี้เป็นใครและทำอะไรมาบ้าง ข้อมูลระบุว่าเขาคือ ทนายสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในกลุ่มก้อนของผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด

บางคนอาจจะเรียกง่ายๆ ว่า ก็คือทนายเสื้อแดงนั่นแหละ!

อานนท์ นำภา พื้นเพเดิมเป็นคนอีสานบ้านเฮา จ.ร้อยเอ็ด ครอบครัวเป็นชาวนาเราดีนี่เองๆ แต่ด้วยความที่มีโอกาสดี ได้เรียนสูง จึงไปเอาดีด้านกฎหมาย

เรียน จบปริญญาตรีช่วงปี 2549 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยก่อนหน้านั้น เขาก็ทำกิจกรรมทางสังคมและร่วมเคลื่อนไหวกับภาคประชาชนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาแล้ว

  ที่สุด อานนท์ ตัดสินใจเดินสู่อาชีพทนายความโดยเริ่มฝึกงานที่ “มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม” เริม่ต้นด้วยการทำคดีชาวบ้าน ทุกวันนี้ทนายอานนท์ ก็ยังคงทำคดีของชาวบ้าน

เช่น เมื่อชาวบ้านไปชุมนุม เรียกร้องเรื่องต่างๆ ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทนายอานนท์ก็จะเข้าไปดูแลช่วยเหลือในทางกฎหมายให้

อานนท์เริ่มโดดเด่นในหมู่คนเสื้อแดง ก็ตอนช่วงหลังสลายการชุมนุมปี 2553 ตอนนั้นหนุ่มน้อยอานนท์ในวัยเพียง 20 กว่าๆ ริเริ่มตั้ง “สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์” ขึ้นมา ให้คำปรึกษาทางกฎหมายและทำคดีแก่ลูกความเสื้อแดง

แต่แล้วก็ปิดตัวลงหลังเรื่องราวทางการเมืองค่อยๆ เงียบหายไป จนเมื่อเกิดรัฐประหารปี 2557 ขึ้นมา แน่นอนก็มีชาวบ้านที่ต้องโดนคดีอีกมากมาย เขาและแนวร่วมทนาย อย่าง เยาวลักษณ์ อนุพันธ์, ศิริกาญจน์ เจริญศิริ, ภาวิณี ชุมศรี, สุรชัย ตรงงาม กับเพื่อนๆ และรุ่นพี่หลายคนคุย จึงร่วมกันก่อตั้ง “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ขึ้นมา โดยอยู่ได้โดยวิธีระดมทุน หรือบางครั้งก็ทำเรื่องยื่นขอไปทางองค์กรระหว่างประเทศ

งานที่ทำเช่น การช่วยเหลือผู้ที่ถูกจับกุม ควบคุมตัว ถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายพิเศษของรัฐบาลทหาร คสช.

เขาเคยให้สัมภาษณ์ข่าวสดออนไลน์ว่า ตนเองทำเรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นคนเสื้อแดง

ผมทำคดีสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านกรณีท่อก๊าซไทยมาเลเซียที่อ.จะนะจ.สงขลา ซึ่งแกนนำส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง แต่มันเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชน ชาวบ้านได้รับผลกระทบจริง ผมก็ไปร่วมช่วยทำคดี หรือคดีชาวบ้านต่อสู้โรงไฟฟ้า อ.หนองแซง จ.สระบุรี ผมก็ไปช่วย ประเด็นสิทธิมนุษยชนจะไปแบ่งสีไม่ได้ เพราะคนสีไหนก็ถูกละเมิดสิทธิได้เหมือนกัน”(จาก https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016QTJPVGM1TlE9PQ==)

อย่างคดีเด่นๆ ที่เขาทำ เช่น คดีชาวบ้านชุมนุมค้านโรงถลุงเหล็ก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านค้านท่อแก๊สที่ อ.จะนะ จ.สงขลา คดีแกนนำชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองหินที่บ้านกลาง อ่าวลึก กระบี่ ถูกฟ้อง,คดีบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่สูญหายไป รวมถึง คดีต่างๆ ของ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน อีกด้วย

คดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนทั้งสิ้น ดูเหมือนว่า เจ้าตัวซึ่งมักแทนตัวเองว่า “ทนายน้อยๆ” จะต้องเจอเรื่องไม่ “น้อยๆ” เลย

เพราะวันนี้ ชัดเจนแล้วว่าเขาอยู่ในกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ผ่านมาช่วงหลัง เราจึงได้เห็นเขาออกเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นมากขึ้น และถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 6 คดี! ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะแต่ละคดี ก็เป็นกิจกรรมที่จัดอย่างสงบ

 

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

เช่น จัดกิจกรรม เลือกตั้งที่(รัก)ลัก ที่หน้าหอศิลป์กรุงเทพ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2558,คดียืนเฉยๆ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้คสช.ปล่อยตัวประชาชน 9 คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกควบคุมตัวเพราะทำความผิดตาม พ...คอมพิวเตอร์ วันที่ 27 เม.. 2559 คดียืนเฉยๆที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้ คสช.ปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข ที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารตั้งแต่วันที่ 18 เม.. 2559

ล่าสุดนี้ เขายังถูกดำเนินคดีพร้อมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งรวม 15 คน ถูกแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น,ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป., และ พ...การจราจรทางบก เตรียมขออำนาจศาลอาญาฝากขัง

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

โดยในพื้นที่เกิดเหตุหน้าองค์การสหประชาชาติ ของกลุ่ม ทนายอานนท์ นั้น พนักงานสอบสวน สน.พญาไท แจ้ง 5 ข้อหาต่อ อานนท์ นำภา, ชลธิชา แจ้งเร็ว, ณัฏฐา มหัทธนา, เอกชัย หงส์กังวาน,โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ, คีรี ขันทอง, พุทไธสิงห์ พิมพ์จันทร์, วิโรจน์ ตรงงามรักษ์ และผู้ไม่ประสงค์เปิดเผยนามอีก 2 ราย

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสิบคนที่ สน.พญาไท ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 มิ.. 2561 รวมถึงปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม โดยตำรวจได้คัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน และจะนำตัวฝากขัง ศาลอาญารัชดา ในวันที่ 24 ..เวลา 10.00 . ต่อไป

หลังจากนี้ เราคนไทยจะได้เห็นลีลาของ ทนายน้อยๆ คนนี้มากขึ้นแน่นอน

แล้วคนนี้ทำอะไร?  แกนนำ "ม็อบน้อย" ลุยทำเนียบ

/////////////

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.detectteam.com/3227

https://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016QTJPVGM1TlE9PQ==

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค อานนท์ นำภา https://www.facebook.com/profile.php?id=100000942179021

ช่วงชีวิตหนึ่งของ “โจ๋ทรัมป์” ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/321536

ช่วงชีวิตหนึ่งของ “โจ๋ทรัมป์” ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

คนในข่าว  :  16 เม.ย. 2561
โดนัลด์ ทรัมป์,ถล่มซีเรีย,ซีเรีย,สหรัฐอเมริกา

ตอนวัยรุ่น ผมชอบสร้างวีรกรรมแปลกๆ ชอบสร้างความปั่นป่วนและแกล้งคน ผมเล่นขว้างลูกโป่งน้ำ เล่นเบสบอลด้วยลูกที่เอาของเหนียวๆ มาทาไว้

          คำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นทั่วไปในกลุ่มชน “ไม่เอาทรัมป์” หลังอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมมือชาติเลิฟ ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทหารโจมตีเป้าหมายในซีเรีย เมื่อคืนวันศุกร์ตามเวลาในสหรัฐ หรือเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมาตามเวลาในซีเรีย

ส่งผลแม้แต่กลุ่มแฟนคลับทรัมป์เอง ยังเงิบไปตามๆ กัน ด้วยความผิดหวังชนิดจับกระแสได้อย่างชัดเจนว่า

อดีตมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ที่หันมาเล่นการเมืองผู้ซึ่งเคยหาเสียงว่า จะพาอภิมหาอำนาจถอยห่างจากกิจการโลก แต่วันนี้เขากลับกลืนน้ำลายตัวเอง (อ่านแฟนพันธุ์แท้ไม่ปลื้มทรัมป์ถล่มซีเรีย http://www.komchadluek.net/news/foreign/321199)

ที่จริงไม่น่าแปลกใจ เพราะคนที่มานั่งบัญชาการชาติที่ห้องทำงานรูปไข่ ภายในทำเนียบขาว เหมือนมีภารกิจหลักอะไรบางอย่างที่ต้องทำ ซึ่งมักจะเป็นภารกิจที่ไม่ค่อยถูกใจชาวโลกผู้ไม่นิยมสงครามมากนัก

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

ภาพจาก http://www.pixabay.com

  หลายคนถึงกับถามไถ่ในท่วงทำนองที่ว่า หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลายเป็นผู้นำชนิดที่คลั่งสงครามไปอีกคน!?

ยิ่งหลังเสร็จปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าตัวออกยังมาทวีตข้อความชื่นชมปฏิบัติการของตนและพวก ที่ประสบผลสำเร็จ บรรลุเป้าหมาย เสมือนหนึ่งเกมเมอร์อวดว่าทำแต้มได้เป็นผู้ชนะ!

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายคือศูนย์วิจัยและคลังอาวุธเคมีในกรุงดามัสกัสและจังหวัดฮอมส์

แต่เอาเข้าจริงๆ ที่นี่เป็นแหล่งผลิตอาวุธเคมีจริงหรือไม่ ยังไม่มีใครฟันธง ซึ่งต้องรอดูกันว่า คณะตรวจสอบของ OPCW ที่เดินทางไปกรุงดามัสกัส เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยของอาวุธเคมีในเมืองดูมา จะรายงานออกมาว่าอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม มุมหนึ่งที่สัมผัสได้ทั่วไป คือภาพของความเป็นทรัมป์ในวันนี้ ก็คือภาพของทรัมป์ผู้ไม่เคยล้มเหลว!

เช่นเดียวกับช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาก่อนจะยิ่งใหญ่ในทางธุรกิจและยิ่งคับฟ้ายิ่งขึ้นในทางการเมืองเหมือนกับที่เขาเคยกล่าวในการปราศรัยครบรอบ 100 วันของการเป็นผู้นำชาวสหรัฐว่า

เขาพร้อมแล้วกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง และจะต้องชนะในทุกกรณี”

นั่นเพราะทรัมป์มีชีวิตที่เหมือนถูกวางไว้ว่าต้องเป็นที่ 1 ต้องได้ และต้องชนะ

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

มุมหนึ่งของทรัมป์ที่เขาเล่าไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ เรื่อง “เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump”

    แน่นอนในเล่มมีเนื้อหามากมายที่นักธุรกิจอาจต้องเก็บไว้อ่านเป็นคัมภีร์ประจำตัว แต่ก็ยังมีช่วงวัยเด็กจนถึงวัยรุ่นก่อนจะถึงวัยทำงานที่ทรัมป์ได้บอกเล่าเรื่องราวของตนเองไว้ อย่างสนุกสนาน

โดนัลด์ ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.. 2489 ปัจจุบันอายุ 71 ปี ชื่อเต็มคือ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์

เขาเกิดและเติบโตในนครนิวยอร์ก เป็นบุตรคนที่ 4 ใน 5 คนของ “เฟรด ทรัมป์” เศรษฐีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก

และที่หลายคนไม่แปลกใจคือ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากผู้เป็นพ่อของเขาทั้งในเป้าหมายของอาชีพ และอาจรวมไปถึงทัศนคติ ความคิด และเนื้อแท้ในจิตใจก็เป็นได้

ดังที่เขาเล่าไว้ในหนังสือ เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump ว่า

    ผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งมีความสำคัญต่อผมมากที่สุดในขณะที่กำลังเติบโตคือ “เฟรด ทรัมป์ พ่อของผม ผมเรียนรู้อะไรจากพ่อมากมาย เรียนรู้ถึงความยากลำบากในธุรกิจที่โหดร้าย ผมได้เรียนรู้การจูงใจคน ศักยภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน นั่นคือ ก้าวเข้ามา ลงมือทำให้สำเร็จอย่างถูกต้อง และถอยออกมา”

 

    แต่กว่าจะเข้ารูปเข้ารอย บิดาของเขานี่แหละที่ต้องทั้งตบ ทั้งปั้น!! โดยทรัมป์ได้เล่าถึงชีวิตเฮี้ยวๆ ของตนเองช่วงวัยรุ่นว่า

เมื่อตอนวัยรุ่น ผมชอบสร้างวีรกรรมแปลกๆ เพราะเหตุผลบางอย่าง ผมชอบสร้างความปั่นป่วนและแกล้งคน ผมเล่นขว้างลูกโป่งน้ำ เล่นเบสบอลด้วยลูกที่เอาของเหนียวๆ มาทาไว้ เช่น น้ำลาย น้ำมันใส่ผม หรือเนยถั่ว”

และก่อเรื่องวุ่นวายในสนามของโรงเรียนเวลาที่มีงานวันเกิด มันไม่ใช่การสร้างความเสียหายอะไร แต่มันเป็นการกระทำที่ออกจะก้าวร้าว”

และสิ่งที่พอของทรัมป์รับมือกับลูกชายตัวแสบของเขาคนนี้คือ การส่งไปเรียนทหาร ตอนที่ทรัมป์มีอายุย่างเข้า 13 ปี หลังจากจบโรงเรียน The Kew-Forest School ในช่วงแรก

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

ปรากฎว่าพ่อคิดถูก ผมเริ่มไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารชื่อ New York Military Academy” ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอรค์ ตอนเกรด 8 ผมเป็นนักเรียนประจำอยู่ที่นั้นจนถึงชั้นม.ปลาย และตลอดเวลานั้น ผมได้เรียนรู้มากมาย เกี่ยวกับการรักษาวินัย และเปลี่ยนแปลงความก้าวร้าวของผมให้กลายเป็นความสำเร็จ”

      และดูเหมือนว่า “ความสำเร็จแรก” ของทรัมป์ในการพิสูจน์คุณค่าที่ตนเองนิยามคือ ช่วงปีสุดท้ายเขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียนนายทหาร!!

จริงอยู่ที่เจ้าตัวบอกว่า ตนเองนั้นไม่ใช่นักเรียนที่หัวดีอะไร แต่ก็สามารถเรียนจบโรงเรียนเตรียมทหารออกมาได้ ในปี ค..1964

ที่น่าแปลกใจคือ หลังจากนั้นเขากลับไปสนใจในโลกภาพยนตร์ โดยลงเรียนที่โรงเรียนสอนการสร้างภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย จนถึงขนาดใช้คำว่าตนเองนั้นต้องมนต์เสน่ห์ของโลกมายา!

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

โดย หลุยส์ บี, เมเยอร์ เจ้าของสตูดิโอภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานั้นคือ MGM ‘สิงโตคำรามคือผู้ที่ทรัมป์ ยกย่องว่าเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

อย่างไรก็ดีที่สุดแล้วทรัมป์ย้ายไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นแห่งแรกๆ ในสหรัฐอเมริกา

  และนั่นก็เหมือนจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ทรัมป์ไม่สามารถหลีกหนีเงาของผู้เป็นบิดาไปได้ แม้ว่าตนเองจะเคยกล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า

ในขณะเดียวกัน ผมเรียนรู้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า ผมไม่ต้องการจะทำธุรกิจแบบเดียวกับพ่อ พ่อเก่งในเรื่องควบคุมค่าเช่าอาคารและควบคุมให้ค่าเช่าอยู่ภายในกรอบของกฎหมายในเขตควีนส์และบรูกลิน แต่มันเป็นหนทางที่ได้กำไรยากเหลือเกิน”

ผมต้องการลองทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า หรูเลิศกว่า และน่าตื่นเต้นมากกว่า ผมยังตระหนักอีกว่า หากผมต้องการเป็นที่รู้จักของใครต่อใครมากกว่าการเป็นลูกชายของ เฟรด ทรัมป์ แล้วล่ะก็ ผมควรจะต้องออกไปสร้างชื่อเสียงของตนเอง”

แน่นอนแม้ว่าเขาจะมาในเส้นทางอสังหาริมทรัพย์ตามบิดา แต่สิ่งที่เห็น คือ ความยิ่งใหญ่ของทรัมป์มากเกินกว่าที่บิดาทำไว้ และมีเส้นทางที่มาไกลสุดๆ แม้อาจจะเคยประสบปัญหามาบ้างแต่ก็พลิกกลับคืนมาได้

 

ช่วงชีวิตหนึ่งของ "โจ๋ทรัมป์" ผู้เปิดฉากถล่มซีเรีย

 

จนกลายเป็นผู้ชนะทั้งในทางธุรกิจหลากหลาย อสังหาริมทรัพย์ หรือเส้นทางในโลกบันเทิง ที่ชื่อเสียงอยู่ในระดับอภิมหาตำนานนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลแถวหน้า

และยังหมายถึงอำนาจที่เขามีอยู่ในมือขณะนี้ จนอาจเรียกว่าเขาเป็นที่ 1 ของห้องเรียนโลกก็ว่าได้!

     และนี่ก็เป็นเพียงมุมหนึ่ง เสี้ยวหนึ่ง ของชายที่ชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์  จาก “วัยโจ๋”สู่ “วัยโต” จนคับฟ้าและผืนโลก

ส่วนว่า การทิ้งบอมบ์ซีเรียหนนี้ จะพิสูจน์ความเป็นผู้ชนะของทรัมป์ในด้านไหน ตัวชี้วัดคืออะไร ชาวโลกกำลังสงสัยสุดๆ และอดจับตามองไม่ได้!!

/////////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

http://www.pixabay.com

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ  เรื่อง “เส้นทางชีวิตสู่ธุรกิจพันล้าน : Donald J. Trump”

“วีรชน ศรัทธายิ่ง” หรือ “โต ซิลลี่ฟูลส์” แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/319702

“วีรชน ศรัทธายิ่ง” หรือ “โต ซิลลี่ฟูลส์” แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

คนในข่าว  :  5 เม.ย. 2561
โต ซิลลี่ฟูลส์,วีรชน ศรัทธายิ่ง

ข้อมูลทั่วไประบุว่า โตมีความผูกพันมากับการขีดเขียน โคลง กลอน ปรัชญา ความคิด ศาสนา และมีความสนใจทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ประมาณอายุ 5-6 ขวบ !

          ในสายตาของคนฟังเพลงที่ติดตามงานของผู้ชายอย่าง “โต ซิลลี่ฟูลส์” หรือ “วีรชน ศรัทธายิ่ง” อดีตนักร้องวงซิลลี่ฟูลส์ และวงแฮงแมนหลายคนอาจตกใจในความเปลี่ยนแปลงของเขาชนิดที่พลิกองศา

จริงอยู่ที่เจ้าตัวอาจปฏิเสธมุมมองนี้ เพราะใครจะรู้ดีไปกว่าตนเอง แต่ภาพของเขาที่กำลังปรากฏต่อสายตาคนไทย โดยเฉพาะชาวพุทธ ยิ่งกลับหัวกลับหางมากยิ่งขึ้น เมื่อเขาออกมาโชว์วาทะในระหว่างจัดรายการ โตตาล (ซึ่งเป็นการทอล์คร่วมกับ “นภศูล รามบุตร” หรือ “ตาล”) ที่ไม่ค่อยถูกใจชาวพุทธจนเป็นประเด็นใหญ่โต

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล

 

ถึงขนาดที่ จุฬาราชมนตรี ต้องออกเตือนสติ และแนะนำให้ระมัดระวังการวิจารณ์เรื่องศาสนาที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม

และแน่นอนที่เจ้าตัว จะได้ออกมาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวโดยระบุว่า หากใครที่ได้ดูการบรรยายของตนจะเห็นว่า 6-7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยพูดในเชิงนั้น เพราะจะผิดต่อหลักการศาสนาของตน

ขอเคลียร์ และขอโทษทุกท่านที่เข้าใจว่าผมไปต่อว่าการบูชาของท่าน เนื่องด้วยความเข้าใจผิด คิดว่าพระพุทธเจ้ามีคำสอนว่าไม่ควรจะปั้นรูปเพื่อบูชา เอาเป็นว่าผมเข้าใจผิดในจุดนี้ และต้องขอโทษทุกคนในเมืองไทย ที่เจ็บช้ำน้ำใจ ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังไปด้วย เพราะทำให้ขาดการปรองดองขึ้นมาทันที เพราะผมต้องการจะเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนเล็กๆในประเทศนี้ ผมต้องการความร่วมมือระหว่างทุกความเชื่อ ทุกศาสนา”

ว่าแล้วมาทำความรู้จัก โต ซิลลี่ฟูลส์ อีกครั้ง แล้วหลายคนจะร้องว่า ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา!

นักฟังเพลงที่เลิกติดตามโตทันทีที่เขาวางไมค์ แล้วไปเลือกเส้นทางชีวิตที่แยกออกมาจากแสงสีเสียง อาจยังไม่รู้ว่า โตนั้นเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วีรชน ศรัทธายิ่ง” จากที่มีชื่อเดิมว่า “ณัฐพล พุทธภาวนา”

โตนับถือศาสนาอิสลาม และมีชื่อทางศาสนาคือ ฟิรเด้าซ์ (Firdaus) ที่มีความหมายว่า ที่พักบนสวรรค์ โดยชื่อนี้เขาได้นำมาใช้ในการช่วงแนะนำตัวเปิดรายการ โตตาล ทางเฟซบุคแฟนเพจ รายการโตตาล ที่เขาทำอยู่ขณะนี้ด้วย

โตเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.. 2518 เกิดในครอบครัวที่บิดาเป็นแพทย์ มารดาเป็นกวีชาวอินเดีย!โดยชื่อเล่นว่า “โต” ก็บ่งชี้แล้วว่าเขาเป็นบุตรคนแรก และเป็นพี่ชายของน้องสาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน

โตเคยติดตามบิดาไปที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย และจากนั้นก็ไปอยู่ประเทศอินเดียอีก 2 ปี

  ข้อมูลทั่วไประบุว่า โตมีความผูกพันมากับการขีดเขียน โคลง กลอน ปรัชญา ความคิด ศาสนา และมีความสนใจทางด้านดนตรีมาตั้งแต่ประมาณอายุ 5-6 ขวบ กระทั่งค้นพบตนเองว่าชอบดนตรี รู้ถึงเสียงอันทรงพลังของตนเอง

แต่ชีวิตช่วงวัยต้นก็ยังคงเดินไปในแบบเด็กไทยทั่วไป โดยเขาเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า หลังจากนั้นจึงศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) โดยเรียนในคณะบริหารธุรกิจ

อย่างที่รู้กัน แม้แต่ปราชญ์หรือหมอดูระดับโลก ใครบ้างที่จะรู้ว่า วันนี้รองเท้าของเราจะพาเราไปเจออะไร เพราะวันหนึ่ง โตบังเอิญได้พบวงซิลลี่ ฟูลส์ในผับแห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้น นักร้องนำของวงไปบวช โตมีโอกาสได้ขึ้นไปร้องเพลง Enter Sandman ของวง Metallica แน่นอนด้วยพลังเสียงที่เรานึกออก เขาจึงถูก “ทรงพล จูประเสริฐ” หรือ ต้นมือกีตาร์ ชวนให้มาเป็นนักร้อง

      ที่สุดโตจึงได้ร่วมงานกับวงซิลลี่ ฟูลส์เต็มตัวตั้งแต่นั้นมา โดยเป็นนักร้องนำ และยังแต่งเนื้อเพลงร่วม จนวงซิลลี่ ฟูลส์ มีชื่อเสียงขนาดที่วัยรุ่นยุคนั้นคลั่งไคล้ หลงไหลแทบบ้า!

วงของเขาออกอัลบั้มร่วมกันชุดแรก คือ Ep. เมื่อ พ.. 2539 และออกอัลบั้มต่อเนื่องกันอีก 5 ชุด ได้แก่ I.Q. 180 (.. 2541) ,Candyman (.. 2542) ,Mint (.. 2543) ,Juicy (.. 2545) และKing size (.. 2547)

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ขอบคุณภาพจาก http://music.sanook.com/2355973/

และอีกครั้ง ที่ใครจะคาดคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับแฟนเพลงซิลลี่ฟูลส์ ที่ต้องใจสลาย แทบทุบอกชกหัวตัวเอง!!

เพราะโตได้ประกาศ “แยกออก” จากวงซิลลี่ ฟูลส์ ในวันที่ 26มิถุนายน พ.. 2549 เหตุผลเพราะมีความคิดที่แตกต่างในการทำงาน และอึดอัดการทำงานที่ค่อนข้างจะขัดกับหลักศาสนาที่ตัวเองนับถือ!

เรื่องนี้หากจะเล่าย้อน ก็คงเป็นความจริงที่ว่าระหว่างที่ทำวง ชีวิตของโต ต้องอยู่บนความย้อนแย้งของชีวิต เนื่องจากการนับถือศาสนาอิสลาม มีกฎหลายอย่างที่ไม่สอดคล้องกับวิถีของการเป็นนักร้อง

ว่ากันว่า ช่วงที่โตกำลังโด่งดังถึงขั้นพีคสุด โตเคยเล่าว่า ตนเองแทบไม่ได้ทำละหมาดและถือศีลอดเลย และหากใครมาโยงกับการกล่าวในรายการโตตาลช่วงวันที่ศุกร์ 30 มี.. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งก็คือเทปที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้

ในรายการมีคำถามจากผู้ชมว่า “ถ้ามีคนที่เป็นมุสลิม แต่ไม่เคยทำละหมาดเลย ยังเรียกว่านับถือศาสนาอิสลามอยู่หรือไม่”

  เรื่องนี้โตให้ความเห็นว่า “สิ่งที่แตกต่างระหว่างผู้ที่ศรัทธากับผู้ที่ไม่ศรัทธา คือ ผู้ที่ละหมาดกับผู้ที่ไม่ละหมาด” “แปลง่ายๆ ว่ามุสลิมละหมาด ไมใช่มุสลิมก็ไม่ละหมาด”

ดังนั้น หากย้อนกลับไปมองในช่วงชีวิตในเส้นทางดนตรีของโต หากเวลานั้นโตมีความคิดที่เข้มข้นขนาดนี้ เขาน่าจะดำเนินชีวิตด้วยความอึดอัดจริงตามที่ระบุไว้ข้างต้น!

และแล้วเขาก็เงียบหายไป จนมาปรากฏตัวอีกครั้งกับวงแฮงแมน แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คิด เพราะแฟนเพลงติดภาพของเขา กับ วงซิลลี่ฟูลส์ไปไกลเกินกว่าจะกลับตัวได้

    เอาง่ายๆ แม้ขนาดเรียกชื่อ เกือบร้อยละร้อย ต้องเรียกเขาโดยมี “ซิลลี่ฟูลส์” ตามหลัง แทนที่จะเป็น “โต แฮงแมน”

ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พ.. 2555 เขาได้กล่าวกับรายการเจาะใจว่าได้หันหลังให้กับวงการดนตรี หลังจากนั้นเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก “ณัฐพล พุทธภาวนา” เป็น “วีรชน ศรัทธายิ่ง” ยุบวงแฮงแมน และได้เดินสู่เส้นทางแห่งศาสนาแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้

แต่ล่าสุดกว่านั้น ช่วงปี พ.. 2558 เขาได้ทำธุรกิจเป็นของตัวเองชื่อ Company B จำหน่ายเนื้อDry-Aged ที่มีคุณภาพชั้นดี

อย่างไรก็ดี ยังมีบทสัมภาษณ์ทาง http://www./adaybulletin.com โดย ช่วงปีที่แล้วนี้เอง เขาได้เล่าย้อนว่า

  ช่วงหลังๆ มานี้นิสัยผมดีขึ้น (หัวเราะ) ผมทำดีกับคนอื่นมากขึ้น เมื่อก่อนผมดูถูกคนอื่นจะตาย สมัยผมเป็นนักร้องนะ ผมมองว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่นหมดเลย ผมดีกว่าคนอื่น เพราะผมเก่ง ทำทุกอย่างเอง มีคนชื่นชมเยอะแยะ ค่ายเพลงยอมผมแค่คนเดียวเลยนะ อยากได้อะไรก็ยกให้”

          พอได้รับการปฏิบัติอย่างนี้แล้วมีใครจะไม่หยิ่งล่ะ จนช่วงหลังๆ ของการเป็นนักร้อง ผมพยายามเก็บตัว ไม่ค่อยออกสื่อ นอกจากค่ายขอว่าให้ช่วยโปรโมตอัลบั้มหน่อย ผมถึงจะยอมบ้าง” (https://adaybulletin.com/conversations-%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C/11464)

ก็ทำให้เห็น และเข้าใจได้ว่า เส้นทางที่โตเลือกนี้ คือ คำตอบของชีวิตเขา โดยทุกวันนี้เขายังคงจัดรายการไลฟ์สดเกี่ยวกับศาสนาอิสลามผ่านทางเฟซบุค รายการโตตาล ขณะที่ยังจัดกิจกรรมทอล์คเรื่องสร้างสรรค์ตามสถานที่ หรือสถาบันต่างๆ ที่ได้รับเชิญ

 

"วีรชน ศรัทธายิ่ง" หรือ "โต ซิลลี่ฟูลส์" แบบไหนที่ถูกใจคนไทย

ภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล

 

วันนี้หลายคนในวัยเดียวกับโต หวนย้อนมองไปถึงภาพของนักร้องมาดเซอร์ ผมยาวหัวฟู มาดกวน ยิ้มกว้าง และน้ำเสียงอันทรงพลัง ขณะที่ยังมีคนจำนวนไม่น้อย บ่นออกมาว่าอยากเห็นพี่โตและวงซิลลี่ฟูลส์กลับมาสร้างความสุขให้พวกเราอีก

แต่เส้นทางของคน ใช่จะต้องจบลงที่ดาวดวงเดียวกัน วันนี้ “โต” เจอเส้นทางของตนเองในทางหนึ่ง และรักที่จะได้ทำตรงนั้น แม้ว่ากรอบความคิดความเห็นของเขาที่แสดงออกมา อาจไม่ถูกใจใครหลายคน และครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก!

ก็เป็นเรื่องที่โตเองก็ต้องเรียนรู้ รับฟัง และทุกคนก็ต้องเปิดใจฟัง เปิดโอกาสให้ “เนื้อหาสาระ” อันเป็นแก่นแกนของเรื่องนำทางความคิด แทนที่จะเป็นความโกรธ!!

//////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุคแฟนเพจ รายการโต-ตาล https://www.facebook.com/ToeTal/photos/a.558056814227757.1073741827.558047890895316/1509837829049646/?type=1&theater

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก https://adaybulletin.com/conversations-%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C/11464

เวบไซต์ http://music.sanook.com/2355973/

และวิกิพีเดีย

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/319006

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

คนในข่าว  :  2 เม.ย. 2561
ครูตุีกติีก

บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

          ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “ครูครับ เราจะสู้เพื่อฝัน” หรือชื่ออังกฤษว่า Dead Poets Societyภาพยนตร์อเมริกันช่วงปี พ.. 2532 ที่เล่าเรื่องราวของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ศิษย์ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต ให้หันกลับมามองถึงการทำในสิ่งที่ฝัน หรือเดินตามความต้องการของตัวเอง ผ่านการสอนวรรณกรรมและบทกวี แทนที่จะทำเพียงแค่ใครๆ บอกว่าทำแบบนี้ สิดี ทำแบบคนนั้นสิดี

วันนี้ กับเรื่องราวของ ชินกร พิมพิลา หรือครูตุ๊กติ๊กของเด็กๆ คุณครูโรงเรียนบ้านนาสีนวล ต.หนองแปน อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร เขาคือผู้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับสังคมกรศึกษาของไทย เมื่อเขาได้โพสต์ภาพในสังคมออนไลน์ ให้นักเรียนสอบได้ที่ 1 ยกชั้นเรียน!!!

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

โดยในเฟซบุค ครูชินกร เผยว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผลการเรียน เด็กๆ ต่างสนใจแต่ว่าจะสอบได้อันดับเท่าไหร่ แต่เมื่อเปิดดูก็จะเห็นว่าตัวเองได้ที่ 1 ในด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นแบบนี้ต่อไปเด็กก็ไม่ต้องสนใจมาวัดว่าใครคะแนนสูงกว่ากันเพราะแต่ละคนก็มีถนัดเเละความแตกต่างกันนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

 

เรื่องนี้กลายเป็นข่าวอยู่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ ที่ข่าวคราวกำลังจะเงียบหายไปกับกระแสข่าวใหม่อื่นๆ ที่เข้ามาแทนที่

ดังนั้นวันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของเขาว่า ของครูตุ๊กติ๊กอีกครั้ง

ครูชินกร พิมพิลา หรือ ครูตุ๊กติ๊ก ของเด็กๆ เติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน บิดาคือนายสาคร พิมพิลา มารดาคือ นางคำตัน พิมพิลา ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา และรับจ้างทั่วไป

และด้วยความที่พ่อแม่ไม่ได้จบการศึกษาในระดับที่สูง จึงอยากให้ลูกๆ ทั้ง 3 มีโอกาสในการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าที่ตนเองมีนั่นเอง

ทีสุดครูตุ๊กติ๊ก ดูเหมือนจะทำให้ความฝันของพ่อแม่เป็นจริง เมื่อเขาเดินในเส้นทางที่สวยงามตามแบบอย่างแม่พิมพ์ของชาติ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

เริ่มต้นจากช่วงวัยเด็ก เขาจบชั้นประถมศึกษาผมจากโรงเรียนบ้านนาสีนวล และในช่วงพัก ยังได้ช่วยเพื่อนๆ หัดเรียนหัดอ่านหนังสือ ต่อมาเขาจบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่ โรงเรียนเตรยมอุดมศึกษา ภาคตะวันอกเฉียงเหนือ จ.สกลนคร

ต่อมาเข้าเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกภาษาไทย ระหว่างนั้นก็ได้ออกค่ายอาสาในพื้นที่ต่างจังหวัดมากมาย จึงคิดที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง

กระทั่งเรียนจบช่วงปี 2553 เขาได้เข้าสอนที่โรงเรียนน้ำโสมพิทยาคม จ. อุดรธานี กระทั่งปี 2556ตัดสินใจกลับบ้านและเริ่มสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวล โรงเรียนที่เขาเรียนมาในวัยเด็กนั่นเอง

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

ทั้งนี้ ระหว่างนั้น ได้ลาออกมาเพื่อไปศึกษาต่อปริญญาโท ที่่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จนถึงปี 2559 ก็กลับมาสอนที่โรงเรียนบ้านนาสีนวลเหมือนเดิม มาจนทุกวันนี้

อย่างไรก็ดี ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับครูตุ๊กติ๊กที่น่าสนใจอีก เช่น ข้อมูลจาก เวบไซต์https://www.gotoknow.org/posts/280389 มีการบอกเล่าเรื่องราวของครูตุ๊กติ๊ก ขณะยังเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น ไว้ว่า

  เขาเป็นผู้มีความโดดเด่นและสง่างามในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ภาวะความเป็นผู้นำ การส่งเสริมกิจกรรมของเยาวชน การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ความสามารถในเชิงวิชาการ ด้านศิลปวัฒนธรรม วิชางาน วิชาคน เปี่ยมด้วยน้ำใจไมตรี ที่คอยมอบให้กับผู้ที่อยู่ด้วยอยู่เสมอ”

โดยเขายังได้รับการยกย่องให้เป็น “เยาวชนดีเด่น ระดับอุดมศึกษา” จาก กองทุนรางวัลท่านผู้หญิงสมศรี เจริญรัชต์ภาคย์ ถึง 2 ปี ซ้อน

นอกจากนี้ยังมีเกียรติประวัติอีกมากมายเช่น ช่วงปี 2550-2551 เป็นประธานชมรมผู้นำ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปี 2552 เป็นประธานเครือข่ายงดเหล้าเยาวชน จ.ขอนแก่น

และเคยเป็นวิทยากรการสัมมนาพี่เลี้ยงน้องใหม่ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น, วิทยากรอบรมการเตรียมความพร้อมการรับน้องปลอดเหล้า มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล,

วิทยากรจัดอบรมการพัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำ นักเรียนและนักศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ตัวแทนเยาวชนเพื่อเตรียมงานมหกรรมพลังเยาวชนพลังสังคม มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพานิชย์ ฯลฯ

 

คุ้มค่าที่จะเล่าซ้ำ! ครูตุ๊กติ๊ก ผู้มองเด็กอย่างเท่าเทียม!

วันนี้ กับปรากฏการณ์ล่าสุด ที่มองเด็กอย่างเท่าเทียม ไม่ได้มองที่ตัวเลขคะแนนจากผลสอบ หากดูจากความสามารถและความถนัดของเด็กแต่ละคน

เช่น บางคนหาปลาเก่งที่สุด, นวดฝ่าเท้าเก่งที่สุด, นักแสดงที่มีความกล้าและเก่งที่สุด ฯลฯ เด็กๆ ทุกคนจึงได้มีโอกาสเป็นที่ 1 อย่างที่พวกเขาอยากเป็นบ้างสักครั้งในชีวิต

ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสที่จะกล้าฝันว่าตัวเองจะโตขึ้นมาเป็นใครสักคนที่ได้ทำในสิ่งที่ถนัด รัก และใฝ่ฝันจะเป็น โดยไม่ต้องหวาดหวั่น และพร้อมที่ “สู้เพื่อฝัน” ได้อย่างเต็มที่

และบางทีอาจนำรอยยิ้มของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ได้หันมามองถึงความสามารถที่แท้จริงของลูกหลานท่าน นอกเหนือจากตัวเลขที่อาจชี้แค่ว่า ใครอ่านตำรามาหนักกว่ากัน!

 

//////////////////

ขอบคุณภาพจากเฟซบุค ชินกร พิมพิลา

 

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/317737

ล่าฝันข้ามโขง “แพท” สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC

คนในข่าว  :  25 มี.ค. 2561
ล่าฝันข้ามโขง  “แพท” สาวลาวใต้  ศึกดวลเพลง AEC 

   หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

           โลกไร้พรมแดน วัฒนธรรมก็ไม่มีพรมแดนในยุคใหม่ การที่ชาวลาวนิยมดูทีวีไทยเป็นเรื่องปกติ เพราะสองชาติมีภาษาที่สื่อสารได้โดยตรงไม่ต้องมีล่ามแปล

สังเกตว่า สองสามปีมานี้ รายการวาไรตี้ของฟรีทีวีไทย จะเชิญคนดังหรือเน็ตไอดอลลาวมาร่วมรายงานอยู่เนืองๆ ถ้ามองในแง่การขยายตลาด ขยายฐานคนดูก็ใช่เลย

สำหรับการประกวดร้องเพลงทางฟรีทีวี ที่มีอยู่หลายรายการหลายช่อง ก็เพิ่งเห็นรายการศึกวันดวลเพลง ทางช่องวัน ที่ให้โอกาสนักร้องสาวชาวลาว ได้เข้ามาประกวดเป็นครั้งแรก

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อออนไลน์ลาวหลายสำนัก พร้อมใจกันเสนอข่าว “แพท เพ็ดดาวอน” นักร้องสาวเสียงดี จาก สปป.ลาว ที่สร้างปรากฏการณ์คว้าแชมป์ 5 สมัยใน “ศึกวันดวลเพลง” พร้อมร้องขอให้คนลาวส่งแรงใจเชียร์เธอ

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ค่ำวันศุกร์ 23 มี.ค. แฟนเพจ “นสพ.ลาวพัดทะนา” Laophattana News รายงานข่าวด้วยความตื่นเต้น

“หัวใจจะวายกันทั้งประเทศ!!! เมือศึกประกวดร้องเพลง AEC ระหว่างสาวลาว กับบ่าวไท แพท เพ็ดดาวอน แชมป์ 4 สมัยจากลาวขึ้นป้องกันแชมป์สมัยที่ 5

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

“ซึ่งสำคัญมาก ถ้าเสียแชมป์จะหอบเงินกลับบ้านเพียง 1 หมื่นบาทเท่านั้น แต่ถ้าชนะ ก็จะมีเงินการันตี 5 หมื่นบาท เรียกว่าเกมวัดดวงอย่างแท้จริง

“คู่แข่งของสาวลาวคนนี้ มาด้วยความเต็มร้อย ทั้งหน้าตาดีแถมอาวุธเพลงที่เอามาใช้ ก็ทำได้ดี ได้รับคำชมจากกรรมการทุกคน

“แต่สาวแพทก็ไม่ท้อถอย เมื่ออุตส่าห์ข้ามน้ำโขงมาตามฝันทั้งที มีอะไรก็งัดออกมาใช้หมด

“และสุดท้าย โชคก็เข้าข้าง สาวเสียงดีต้นทุนต่ำคนนี้จนได้ เป็นฝ่ายชนะคะแนนไป 2-1 คะแนน คว้าแชมป์ 5 สมัยมาอย่างยิ่งใหญ่ และสมกับกองเชียร์ที่เทใจให้เธอกันทั้งประเทศ”

ถอดความมาจากสำนวนของนักข่าว นสพ.ลาวพัดทะนา ซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของ สปป.ลาว

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

 “แพท” เพ็ดดาวอน คำมะนีวง สาวเมิองชะนะสมบูน แขวงจำปาสัก เติบโตมาจากครอบครัวฐานะยากจน เรียนได้แค่ ป.3 ต้องออกมาขายแรงงานช่วยเหลือพ่อแม่ เนื่องจากมีพี่น้องหลายคน

สาวน้อยไปทำงานล้างจานให้ร้านอาหารแห่งหนึ่งในปากเซ จนได้มีโอกาสร้องเพลง แต่โชคร้ายร้านอาหารแห่งนั้นปิดตัวลง

ในที่สุด แพทต้องจากบ้าน เดินทางกว่า 700 ก.ม. จากปากเซ มุ่งสู่นครหลวงเวียงจันทน์ มาพักอาศัยอยู่กับญาติ และหางานทำอยู่พักใหญ่จนได้มีโอกาสร้องเพลงอยู่ที่ร้านตำมั่ว และวินด์เวสต์ผับ นครหลวงเวียงจันทน์

เมื่อ 4 ปีก่อน แพทเคยมีซิงเกิลแรก “เฮาบ่สมเพิ่น” ในสังกัดนาคามีเดีย และเคยได้ไปร้องเพลงให้ชาวลาวในออสเตรเลีย ตามวิถีนักร้องลาวที่ต้องหาโอกาสไปขุดทองในต่างแดน

ล่าฝันข้ามโขง "แพท" สาวลาวใต้ ศึกดวลเพลง AEC 

ปี 2559 แพทได้ออกอัลบั้มเพลงลาวสมัย(เพลงลาวยอดนิยมในอดีต) กับค่ายทะวีเสิด บังเอิญว่า แพทมีผลงานเพลงในช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเพลงลาว เธอจึงไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ในวัย 28 ปี แพทตัดสินใจข้ามโขงมาวัดดวง เผื่อโชคดีได้แชมป์ 10 สมัย ก็จะได้เงินล้านกลับไปปลูกบ้านใหม่ให้แม่ที่บ้านเกิด และมาถึงวันนี้ เธอมาได้ครึ่งทางฝันแล้ว

////////////////

ขอบคุณข้อมูลข่าวจาก เฟซบุคแฟนเพจเป็นเรื่องเป็นลาว

และติดตามอ่านเรื่องนี้ ได้จาก ลิงค์นี้ 

คนกันเอง!! สมเด็จ “เตีย บัญ” นักรบไทยเกาะกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/317315

คนกันเอง!! สมเด็จ “เตีย บัญ” นักรบไทยเกาะกง

คนในข่าว  :  21 มี.ค. 2561
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม,พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ,พลอเตีย บัญ,รองนายกรัฐมนตรี และ รมวกลาโหมกัมพูชา,เตีย บัญ,การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา,นโรดม สีหมุนี,ไทยเกาะกง,เกาะกง,กัมพูชา,ไทยและกัมพูชา,ใส่ ภูทอง,ลุงใส่,เขมรแดง,สาธารณรัฐประชาชนกัม

การเดินทางมาเยือนไทยแต่ละครั้ง พล.อ.เตีย บัญ ค่อนข้างจะสนิทชิดเชื้อกับนายทหารไทย เนื่องจากเขาพูดจาภาษาไทยได้คล่อง ก็คนกันเอง!!

          วันที่ 20-21 มี.ค.2561 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ได้พบกับ สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ หรือ พล.อ.เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกัมพูชา ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC 13) ที่โรงแรมดุสิตธานี

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          การเดินทางมาเยือนไทยแต่ละครั้ง พล.อ.เตีย บัญ ค่อนข้างจะสนิทชิดเชื้อกับนายทหารไทย เนื่องจากเขาพูดจาภาษาไทยได้คล่อง

          พล.อ.เตีย บัญ รัฐมนตรีกลาโหมผูกขาด ได้รับการสถาปนาเป็น “สมเด็จพิชัยเสนาเตีย บัญ” จากพระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี เมื่อ 29 ก.ค. นับว่าเป็นสมเด็จฯ คนแรกของไทยเกาะกง

          คำว่า “ไทยเกาะกง” นั้นมาจากประวัติศาสตร์ยุคล่าอาณานิคม เดิมที “เกาะกง” คือ จ.ปัจจันตคิรีเขตร ของราชอาณาจักรสยาม ด้วยแรงบีบของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส สยามต้องลงนามในพิธีสารฉบับลงวันที่ 29 มิถุนายน 2447 ส่งมอบ จ.ปัจจันตคิรีเขตร ให้แก่ฝรั่งเศสชาวไทยจำนวนมากที่ไม่อยากอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสได้อพยพมาอยู่ที่เกาะกูด และ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          เมื่อกัมพูชาได้เอกราช คนเกาะกงก็เป็นพลเมืองกัมพูชาโดยสมบูรณ์ปัจจุบันในเกาะกงมีชาวไทยอยู่ในเกาะกงเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น

          ในช่วงที่มีการต่อสู้กู้เอกราช “ใส่ ภูทอง” คนไทยเกาะกงได้มีบทบาทในการนำพา “พลพรรคไทยเกาะกง” เข้าร่วมการต่อต้านฝรั่งเศส จนกัมพูชาได้รับเอกราช

          หลังจากนั้น “ลุงใส่” ได้นำเอาความคิดปฏิวัติมาเผยแพร่ในเกาะกง และมีความสัมพันธ์กับปัญญาชนกัมพูชาที่ได้ก่อการจัดตั้งพรรคปฏิวัติ ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ “ลุงใส่” กับพลพรรคไทยเกาะกง จะมีความใกล้ชิดกับทางเวียดนามมากกว่า ดังนั้นเมื่อ “เขมรแดง” ยึดครองกัมพูชา จึงมีปฏิบัติการไล่ล่าไทยเกาะกง

          ช่วงที่มีการตามล่าของเขมรแดง ทำให้ลุงใส่และพลพรรคไทยเกาะกง ได้มาพึ่งพาทหารไทยที่เข้าไปปฏิบัติการงานลับชายแดนกัมพูชา คณะทหารไทยกลุ่มนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          ในพลพรรคไทยเกาะกง มีนักรบที่ห้าวหาญคนหนึ่งชื่อ “เตีย บัญ”!!

          เตีย บัญ เป็นลูกชาวนาเกิดที่เกาะกง พ่อตายตั้งแต่เด็กๆ แม่ทำนาเลี้ยงครอบครัว รายได้น้อยมาก เตีย บัญ ร่วมการต่อสู้ปฏิวัติกัมพูชา ในนามพลพรรคไทยเกาะกง ร่วมกับลุงใส่ และคนอื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ

          ปี 2522 “ลุงใส่” นำพาพลพรรคไทยเกาะกง ได้เข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์กัมพูชาอีก 4 กลุ่มที่แยกตัวออกมาจากเขมรแดง จับมือกันเป็น “แนวร่วมสามัคคีประชาชาติกู้ชาติกัมพูชา” โดยการสนับสนุนของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามนับแสนคน เข้ายึดกรุงพนมเปญ และประกาศโค่นล้มระบอบเขมรแดง

คนกันเอง!! สมเด็จ "เตีย บัญ" นักรบไทยเกาะกง

          จากนั้นได้สถาปนา “สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา” ขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2522 โดย เฮง สำริน ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ และ “ลุงใส่” เป็นรองประมุขรัฐ

          เวลานั้น ฮุน เซน เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และพล.อ.เตีย บัญ เป็นรัฐมนตรีกลาโหม

          เมื่อฮุน เซน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตัั้งแต่สมัยรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา มาจนถึงราชอาณาจักรกัมพูชา พล.อ.เตีย บัญ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมมาโดยตลอด

////////////////

ภาพ : General TEA Banh

ขอบคุณข่าวจากเพจเป็นเรื่องเป็นลาว สามารถติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ที่ลิงค์นี้ https://www.facebook.com/PhenluangPhenlao/posts/272489523288677

เปิดวาร์ป “น้องแบม” ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/315588

เปิดวาร์ป “น้องแบม” ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

คนในข่าว  :  6 มี.ค. 2561
น้องแบม,ปณิดา ยศปัญญา,แฉโกง,เปิดวาร์ป

“หัวใจประชาชนอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ช่วย แล้วใครล่ะที่จะช่วยประชาชน #คือนักพัฒที่แท้จริง “

          ช่วงนี้บ้านเราเต็มไปด้วยข่าวการเปิดฉากสงครามระหว่างคนตัวเล็กกับคนตัวใหญ่

          ข่าวหนึ่ง คือเรื่องราวของ “น้องแบม ปณิดา ยศปัญญา” ที่กล้าออกมาละเลงความจริงให้สังคมได้รับรู้ โดยไม่หวั่นเกรงผลกระทบกับตัวเอง

          เธอเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 23 ปี และยังเป็นนิสิตชั้นปี 4 สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือ มมส.

          แต่สิ่งที่เธอทำ หลายคนบอกเลยว่า “เกินตัว” เพราะเธอได้ออกมาร้องเรียนการทุจริตเงินงบประมาณช่วยเหลือคนจนของ “ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น” กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จนนำพามาสู่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ!

          จนเรื่องราวได้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และโดนไล่บี้กันตั้งแต่คนในกระทรวง พม. มาถึงบรรดาอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง และยังลากยาวไปพบการกระทำผิดของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งในพื้นที่อื่นๆ เช่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด ฯลฯ

          และแน่นอน!! ที่คนไทยกำลังรอดูอย่างใจจดจ่อที่สุด หนีไม่พ้นอาจารย์ภาคสนามผู้ที่บังคับให้น้องแบมและเพื่อน “กราบ” ขอขมาผู้อำนวยการศูนย์ดังกล่าว ซึ่งน้องแบมเพิ่งมาเล่าภายหลังว่าถึงขั้น “ทุบหลัง” ให้กราบ

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          โดยเวลานี้ ว่ากันว่าอาจารย์ท่านนี้น่าจะอ่วมสุด เพราะนอกจากที่ต้องเจอทางมหาวิทยาลัยเดินหน้าไต่สวนตามข้างต้นแล้ว ยังกำลังถูกสังคมนิสิต มมส. “ทีมน้องแบม” เปิดวาร์ป เผยโฉม ตามหาตัวกันให้ควั่ก! ซึ่งน้องแบมเองยังพูดถึงเหตุการณ์นี้้ในการพูดคุย ไลฟ์สดกับ “สุทธิชัย หยุ่น” ว่า

          “หนูยอมกราบ แต่ไม่เต็มใจ กราบขึ้นมาก็ร้องไห้เลย ตอนนั้นเสียใจมาก และเสียความรู้สึก โดยเฉพาะที่หนูขอขมา ทั้งที่หนูไม่ได้เป็นคนผิด แต่คำว่าเด็กโกหกมาอยู่ในสมองหนูทั้งวัน”

          ว่าแล้วมาเปิดวาร์ป ดูกันหน่อยว่า  น้องแบม เธอคือใคร เหตุใดถึงได้กล้าหาญราวกับเป็น “โจนออฟอาร์ค” ของคนไร้ที่พึ่ง! ขนาดนี้

          ปรากฏว่า น้องแบมเป็นเด็กชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่แม้แต่อำเภอบ้านเกิดยังชื่อว่า อำเภอชนบท!! จ.ขอนแก่น

          แต่คงด้วยเพราะเป็น “ลูกทหาร” เพราะบิดาเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร และมารดา คือ น้อมจิตต์ ยศปัญญา ซึ่งน้องแบมเธอมักกล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อเสมอว่า “พ่อแม่สอนมาให้ซื่อสัตย์สุจริตเป็นชีวิตจิตใจ!!”

          ในวัยเด็ก น้องแบมใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด และเรียนอนุบาลที่โรงเรียนชื่อน่ารัก อย่าง “ร.ร.เทศบาลสวนสนุก” จากนั้นไปต่อที่ ร.ร.ขอนแก่นวิทยายน เป็น “kkw116” กระทั่งมาสอบเข้าเรียนต่อได้เป็นนิสิต มมส.

          โดยตอนสอบเข้า เธอได้เลือกคณะรัฐศาสตร์ไว้ด้วย แต่น้องแบมก็เลือกเรียนพัฒนาชุมชน ทั้งๆ ที่คะแนนสอบสามารถเรียนได้ทั้งคู่

          เธอบอกว่าเพราะรู้สึกชอบ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มากกว่า ด้วยนิสัยเป็นคนชอบลุยสมบุกสมบัน และอยากช่วยชาวบ้านที่ด้อยโอกาส!!

          ร่ำเรียนมาจนถึงชั้นปี 4 ที่จะต้องเข้ารับการฝึกงานก่อนจบ ซึ่งเธอได้เลือกที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง.ขอนแก่น โดยมีระยะเวลาของการฝึกงานระหว่างเดือน ส.ค.จนถึงปลายเดือน ก.ย. 2560

          แต่…เข้าฝึกงานวันแรก 7 ส.ค. 2560 เธอก็ต้องผงะ!! เพราะไปเจอเข้ากับความไม่ชอบมาพากลวันนั้นเลย

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          สุดท้ายเหลียวซ้ายแลขวา กวาดหลักฐานหอบไปร้องเรียนทั้งที่ ป.ป.ช. และเลขาธิการ คสช. จนนำมาสู่เรื่องราวในวันนี้นั่นเอง

          อย่างที่รู้กัน คนดีต้องมีที่ยืน วันนี้น้องแบม และน้องเกมส์ ได้ไปทั้งโล่ประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติจากหลายที่หลายแห่ง ทั้ง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          หรือล่าสุด ทาง มมส. กำลังเตรียมมอบรับรางวัล “50 ปี คนดีศรีโรจนากร” ให้กับน้องแบม ในงานเฉลิมฉลองครบ 50 ปี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 26 มี.ค.นี้

          ทั้งหมดจึงเหมือนเป็นเครื่องการันตีความดี ซึ่งดูแล้ว ตัวน้องแบมเองก็ภูมิใจอย่างมาก เห็นได้จากโพสต์ในเฟซบุคส่วนตัว Panida Yospanya หลายครั้ง

          เช่น “ครั้งหนึ่ง ฉันได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง #ประชาชนต้องมาก่อนเสมอสำหรับหัวใจนักพัฒ #ฉันคือศิษย์เก่าขอนแก่นวิทยายนโรงเรียนประจำจังหวัด”

เปิดวาร์ป "น้องแบม" ทำไมกล้าหาญขนาดนี้!

          “หัวใจประชาชนอยู่กับเรา ถ้าเราไม่ช่วย แล้วใครล่ะที่จะช่วยประชาชน #คือนักพัฒที่แท้จริง #เราคือเด็กขอนแก่นวิทยายน #โรงเรียนดีสอนคนดี”

          แต่ภายหลังกิจกรรม “ต้อนรับคนดี” จบลง การดำเนินการเพื่อไต่สวนเอาผิด “คนไม่ดี” ชนิดไม่ต้องแบ่งแยกเส้นเล็กเล็กเส้นใหญ่ พวกเรายังรอฟังอยู่!

/////////

ขอบคุณภาพและข้อมูลจกาเฟซบุค Panida Yospanya

เฟซบุค  suthichai yoon

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ ช่วยเสือดำด้วย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/315416

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ ช่วยเสือดำด้วย!!

คนในข่าว  :  5 มี.ค. 2561
ทนาย,อนันต์ชัย ไชยเดช,เสือดำทุ่งใหญ่,ป้าทุบรถ,คดีป้าทุบรถ

คราวนี้ เขามาในฐานะของ ทนายความของ ทีมป้าใจแกร่ง จนถึงกับมีการแสดงความคิดเห็นว่า ขอให้ทนายมาช่วยทำคดีเสือดำด้วย!!!

          วันนี้หน้าข่าวร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้งกับ คดีป้าทุบรถ!!

เมื่อทนายทีมป้า! หรือ อนันต์ชัย ไชยเดช คนที่เรารู้จักเขาดีจากคดีโจ๋รุมชายพิการจนเสียชีวิต!

และคราวนี้ เขามาในฐานะของ ทนายความของ ทีมป้าใจแกร่ง ทั้ง รัตนฉัตร และ มณีรัตน์ แสงหยกตระการ หญิงที่ใช้ขวานทุบรถที่จอดรถกระบะขวางทางเข้าออกหน้าบ้าน เพื่อลงไปซื้อของที่ตลาดใกล้เคียง

และวันนี้ หรือวันที่ 5 มีนาคม 2561 ช่วงบ่าย เขาได้พาลูกความเข้ามอบตัว และยังเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีกลับ กับสาวกระบะ หรือ รชนิกร เลิศวาสนา ตาม ป.อาญา มาตรา 397 ที่ สน.ประเวศ

โดยระบุต่อนักข่าวอย่างเผ็ดร้อนถึงเรื่องคดีความนี้ ว่าจะลุยไปถึงต้นเหตุตัวจริงกันเลยทีเดียว คือ ตลาด เจ้าของตลาด และเจ้าหน้าที่เขตที่เกี่ยวข้อง!!

  กรณีพิพาทนี้ เจ้าของตลาดต้องดูแลบ้านป้า ไม่ให้มีคนมาจอดรถขวางประตู สร้างความเดือดร้อน”

          คนที่ขับรถมาจอดก็มีความผิดด้วย ในฐานะเจ้าของรถ ไปซื้อของในตลาด คือกระทำผิดร่วมกัน”

และทีเด็ดคือ ทนายอนันต์ชัยยังระบุว่า

กรณีที่คุณป้าขับรถออกมาจากบ้านแล้วรถผู้เสียหายจอดอยู่หน้าบ้าน คุณป้าก็ใช้วิถีทางทุกทางแล้วในการแก้ปัญหา ทั้งโทรศัพท์ไปหา 191 , เขตและแม้กระทั่งบีบแตร แม้กระทั่งเลื่อนรถ เป็นครึ่งชั่วโมงครับ”

แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เจ้าของรถให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวทุกช่องว่า ได้ยินเสียงแตรรถ แต่ยังซื้อของไม่เสร็จ ก็แสดงว่าคุณกระทำการข่มเหงคุณป้าอย่างร้ายแรง”

วันนี้ทนายเลยจัดหนัก จะแจ้งข้อหาสาวกระบะเพิ่มคือ ข้อหา 397 ก่อความเดือดร้อน

ส่วนข้อหาพกพาอาวุธที่ป้าจะโดน ทนายงัดข้อกฎหมายมาแจงเลยว่า ยังไงป้าก็ไม่ผิดเพราะ คุณป้ามาจามรถ แต่ไม่ได้มาทำร้ายร่างกายเจ้าของรถ จึงขาดองค์ประกอบความผิด

แต่ถ้าสาวกระบะมาแจ้งความกับคุณป้า กฎหมายบอกว่า อาจโดนข้อหาแจ้งความอันเป็นเท็จให้ผู้ถูกแจ้งได้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งปรึกษาคุณป้าแล้วว่าจะคิดดู 7 วัน ว่าจะแจ้งข้อหานี้กลับไปยังสาวเจ้าของรถกระบะหรือไม่

เพียงเท่านี้ก็เรียกเสียงครางฮือกับ “ทนายอนันต์ชัย” แล้วว่า ทำไมแม่นจัด ชัดเจนแบบนี้ ได้ใจกองเชียร์ “ทีมป้า” ไปหลายกระบุง จากที่เคยตามเชียร์มาจากคดี “โจ๋รุมกระทืบชายพิการจนเสียชีวิต” แล้ว มาคดีนี้ยิ่ง “ได้แรงอก”

แต่ที่น่าคิด ยังมีอีกหลายคอมเม้นท์ที่ทึ่งในความสามารถ และกล้าชนของทนายอนันต์ชัย จนถึงกับมีการแสดงความคิดเห็นคล้ายๆ กันมากมายว่า ขอให้ทนายมาช่วยทำคดีเสือดำด้วย!!!

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

 

งานนี้ เชื่อว่าหลายคนนา่จะขานรับไอเดียนี้!! และทำให้อยากรู้จักตัวตนของเขามากขึ้น ก็ต้องพบว่า ฮาร์ดคอร์ได้อีก!!!!

บทสัมภาษณ์จาก ผู้จัดการออนไลน์ โดย รัชพล ธนศุทธิสกุล เล่าว่า อนันต์ชัย ไชยเดช พื้นเพเดิมเป็นคนหาดใหญ่ จ.สงขลา

ที่จริงวัยเด็กทนายคนนี้เป็นคนช่างฝัน และชื่นชอบไปในทางศิลปะ เช่น เขียนนวนิยาย และโคลง กลอน แต่แล้วชีวิตเปลี่ยนให้เขาต้องทิ้งเส้นทางฝันทางด้านนิเทศศาสตร์มาสู่เส้นทางสายกฎหมาย

เพราะช่วงที่เรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย แม่โดนโกงที่ดิน 100 กว่าไร่ จนมีการฟ้องร้องคดีกันที่ศาล แล้วแพ้เนื่องจากทนายกินทั้งสองฝ่าย

เขาจึงเบนเข็มอย่างสิ้นเชิงมาเรียนกฎหมาย ที่ม.รามคำแหง ช่วงปี 2523 จบแล้วไปเรียนต่อเนติบัณทิตไทย (นบท.) จากสำนักงานอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 39 อีกปีครึ่ง

ช่วงแรกก็ว่าความคดีเล็กๆ เช่น คดีเช็ค คดีจัดการมรดก แต่ชีวิตเรียกได้ว่า “ไส้แห้ง”

แต่ด้วยความที่ต้องไปทำในหลายสำนักงาน จึงทำให้เขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ จนช่วงปี 2534 เปิดสำนักงานแรกที่สายใต้ใหม่ ที่คลองบางกอกน้อย ใช้ชื่อ “สำนักงานกฎหมายไชยเดช” โดยเขาระบุว่า เป็นของอาจารย์สุภาพล อมรรัตน์

แต่ไม่รุ่งมากนัก ที่สุดจึงออกมาตั้งสำนักงานของตัวเอง ด้วยใจที่คิดเพียงว่า ไปตายเอาดาบหน้า

ปรากฏว่าคราวนี้รุ่งสุดๆ จนสำนักงานทนายความกฎหมาย อนันตชัย ไชยเดช (ชื่อเดิม) ค่อยๆ เป็นที่รู้จัก ในปี 2539 ที่โด่งดังคือ คดีปลอมแปลงใบหุ้นของธนาคารทหารไทย (มหาชน) จำกัด เมื่อปี พ.. 2544

คนจริง ทนายอนันต์ชัย ชาวเน็ตขอ  ช่วยเสือดำด้วย!!

ภาพจากเฟซบุค อนันต์ชัย ไชยเดช

ตอนนั้นเขาได้ฉายาว่า “แจ๊กผู้อาสาฉีกหน้ากากยักษ์ขี้ฉ้อ” และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ว่าความมาอยา่งที่ต้องเรียกว่าไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม

เช่น ปี 2547 เป็นทนายความให้กับ วีระ ลิมปะพันธ์ นายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรรมการของสมาคมฯ ที่กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์

ที่ดุดันและน่ากลัวคือ ในคดีระหว่างปี พ.. 2549-2555 เขาเป็นทนายความให้กับ พล... เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผบ.ตร. ฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนกลุ่มหนึ่ง จนภายในปี 2551 หลังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้มีอิทธิพล วันที่ 3 เมษายน เขาถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลใช้มีดสปาร์ตาฟันศีรษะที่บริเวณศาลอาญา

แต่ก็รอดมาได้ จนหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับลงวันที่ 23 เมษายน 2551 ได้ให้คำชมเชยเป็นฉายาว่า “ทนายกระดูกเหล็ก”

มาอีกคดีดัง เร็วๆ นี้ที่ทำให้เขาได้รับเสียงปรบมืออีกครั้ง คือ คดี “โจ๋รุมกระทืบชายพิการจนเสียชีวิต”

จนช่วงปลายปีที่แล้ว ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ตั้งแต่ 12 ปี ถึง 19 ปี โดยไม่รอลงอาญา และสั่งชดเชยค่าทำศพ 2 แสน 5 หมื่นบาท และเยียวยาครอบครัว 5 แสนบาท และปรับคนละ 1 พันบาท

ก็ได้ใจคนไทยไปตามๆ กัน เพราะคดีนี้ถือว่าสะเทือนขวัญสั่นอารมณ์คนไทยเป็นอันมาก

มาวันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมชาวเน็ตถึงขอให้ทนายอนันต์ชัยมาช่วย “เสือดำทุ่งใหญ่” สักตั้ง

เพราะเขาคือ “คนจริง”ที่กล้าท้าชนของใหญ่ของแข็งนี่เอง

//////////

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000047185

แค่เฉียด 6 ตุลา? ส่องชีวิต “สล้าง” เติบใหญ่ใต้เงา “ขวาจัด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/people/314616

แค่เฉียด 6 ตุลา?  ส่องชีวิต “สล้าง” เติบใหญ่ใต้เงา “ขวาจัด”

คนในข่าว  :  26 ก.พ. 2561
สล้าง บุนนาค,สล้างดิ่งตึก,สล้างฆ่าตัวตาย,พลตอสล้าง  บุนนาค,พลตอสล้าง ฃ,บุญธรรม ชุมดวง

รู้จัก สล้าง บุนนาค อีกครั้ง กับชีวิตบนเส้นทางโล่เงิน โลดโผน ดุดัน มีทั้งบาดแผล และเหรียญตรา!!

          นายตำรวจใหญ่ เกิดในตระกูลเก่าแก่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาคือ “บุนนาค” สายราชบุรี และได้ดิบได้ดี เพราะมีพ่อตาเป็นนักการเมือง (เจ้าของสัมปทานป่าภาคเหนือ) บนเส้นทางโล่เงิน ค่อนข้างโลดโผน มีทั้งบาดแผลและเหรียญตรา

          พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 14 และรับราชการครั้งแรกเป็นผู้บังคับหมวด ตชด.512 อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

          ต่อมา ผู้บังคับบัญชาได้ส่ง พล.ต.อ.สล้าง ขณะนั้นติดยศ “ร.ต.ท.” ไปเป็นครูฝึกให้พลร่มลาวฝ่ายขวา เพื่อพัฒนาศักยภาพของกองกำลังฝ่ายขวาสู่กับลาวฝ่ายซ้าย

          เดือน ส.ค. 2503 ร.อ.กองแล ยึดอำนาจโค่นล้มรัฐบาลลาวฝ่ายขวา ที่มีนายพลพูมี หน่อสะหวัน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม และตามมาด้วยสงครามกลางเมืองในลาว โดยมีไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง

          จอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ได้สั่งการให้กรมตำรวจ จัดชุดปฏิบัติการพิเศษ 12 นาย ไปช่วยนำตัว “นายพลพูมี” จากแขวงสะหวันนะเขตเข้ามาพักที่เซฟเฮาส์ฝั่งไทย

          จากนั้น จอมพลสฤษดิ์ วางแผนสนับสนุนกองกำลังนายพลพูมียึดอำนาจกลับคืนมาได้สำเร็จ และขับไล่ร้อยเอกกองแลออกไปอยู่ทุ่งไหหิน

          หัวหน้าทีมปฏิบัติการลับข้ามโขงคราวนั้นคือ พล.ต.อ.สล้าง และจากผลงานชิ้นนั้น ทำให้เขาได้รับรางวัลเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่นานถึง 11 ปี

          พล.ต.อ.สล้าง โชคดีมี “พ่อตา” ชื่อ “บุญธรรม ชุมดวง” พ่อค้าไม้รายใหญ่แห่ง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เจ้าของสัมปทานป่าไม้ภาคเหนือ และเป็นผู้แทนสุโขทัยมาแต่ปี 2512 

          คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์สมัยโน้น ต่างวิพากษ์วิจารณ์การเติบโตบนเส้นทางโล่เงินว่า พ่อตามีส่วนช่วยให้เขาได้ขยับเข้าสู่เมืองหลวง และได้ประจำการที่กองปราบปราม

          หลัง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยเบ่งบาน มีรัฐธรรมนูญใหม่ บุญธรรม ชุมดวง เข้าสังกัดพรรคชาติไทย ที่มี พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร เป็นหัวหน้าพรรค ในการเลือกตั้งปี 2518 “บุญธรรม” สอบตก แต่ก็ยังมีบทบาททำงานการเมืองเป็นเลขานุการัฐมนตรี

          เดือน เม.ย.2519 มีการเลือกตั้งทั่วไป บุญธรรมยังอยู่พรรคเดิม คราวนี้ได้เป็น ส.ส.อีกสมัย ซึ่งเวลานั้น พรรคชาติไทย มีแคมเปญหาเสียง “ขวาพิฆาตซ้าย” พร้อมกับนำเพลงปลุกใจ “เปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด..” มาแทนเพลงประจำพรรค

          ยุคพรรคชาติไทยเรืองรอง “สล้าง” ก็เรืองรุ่ง ได้ยศ “พ.ต.ท.” เป็นรองผู้กำกับการ 2 กองปราบปราม (คุมตำรวจปราบจลาจล เป็นแผนกหนึ่ง ของกองกำกับการ 2 กองปราบปราม)

          เวลานั้้น มีการจัดตั้ง “ลูกเสือชาวบ้าน” โดยเริ่มจากหน่วย ตชด.ในภาคอีสาน และกลายเป็นนโยบายระดับชาติ มี พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน (มาจากสาย ตชด.) ซึ่งภารกิจลูกเสือชาวบ้านคือ การต่อต้านคอมมิวนิสต์ และหยุดยั้งขบวนการนักศึกษาหัวเอียงซ้าย

          คืนวันที่ 5 ต.ค.2519 “สล้าง” รับคำสั่งจาก พล.ต.ต.สุวิทย์ โสตถิทัต ผู้บังคับการกองปราบปรามให้นำกำลังตำรวจปราบจลาจล 200 นายไปรักษาความสงบที่บริเวณท้องสนามหลวง และหน้าธรรมศาสตร์ จนรุ่งเช้าวันที่ 6 ต.ค.2519

          ขณะเดียวกัน ได้มี “ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร” ตามมาสมทบพร้อมอาวุธหนัก ซึ่ง “สล้าง” คุ้นเคยกับหน่วยนี้เป็นอย่างดี เพราะสมัยสงครามลับในลาว สล้างก็เคยร่วมงานกับตำรวจพลร่มเป็น “ครูฝึก” ลาวฝ่ายขวา เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัญ อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ที่เป็น “นายเก่า” สมัยสล้างสังกัด ตชด.

          ด้านหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ปี 2519 “สล้าง” ล้วนอยู่กับคนคุ้นเคยกันมาทัั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจพลร่มหัวหิน และหัวหน้าลูกเสือชาวบ้าน  ซึ่งทุกหน่วย ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือพลเรือน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้อมปราบนักศึกษาในสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

          “สล้าง”เป็นหนึ่งในตัวละครจำนวนมาก ที่มีบทบาทปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในยุคสมัยที่บ้านเราตกอยู่กลางวงล้อมคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และลาว ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

          กระแสลม “ขวาจัด” พัดแรงในเมืองไทย เพราะหวั่นอิทธิพลพายุ “ซ้ายจัด” ที่เคลื่อนตัวมาจากจีน แผ่ปกคลุมเวียดนาม กัมพูชา และลาว โศกนาฏกรรมกลางเมืองจึงอุบัติขึ้น