คุณแหน : 2 กันยายน 2569

2 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll ราชอาณาจักรนอรเวย์มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ทรงพระนาม สมเด็จพระราชาธิบดีโฮกุน ที่ 8 และมีสมเด็จพระราชินีพระองค์ใหม่ ทรงพระนาม เมตเต-มาริต โดยพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงเป็นพระราชโอรสของ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 ที่เสด็จสู่สวรรคาลัยเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 พระชนมายุ 89 พรรษา ส่วน สมเด็จพระราชินีซอนยา พระราชินีในสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 ทรงเลื่อนพระราชสถานะเป็นสมเด็จพระพันปีหลวง

ll คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ประสบความสำเร็จการวิจัยเพื่อพัฒนาแว่นตา AR เพื่อใช้แก้ปัญหาการทรงตัวไม่ดี ที่เป็นต้นเหตุการหกล้มของคนสูงอายุ และผู้มีปัญหาบ้านหมุน โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือกับสภาพยุโรป ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกของเอเชียที่เข้าร่วมโครงการนี้ ผศ. ดร. พญ. นัตวรรณ อุดมพฤกษ์พร เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยประจำประเทศไทย

ll รศ. ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ปลื้มใจมากเมื่อได้ทราบว่าลูกศิษย์ชนะการแข่งขันทำอาหารระดับนานาชาติ Thailand International Culinary Cup 2026 ซึ่งจัดแข่งขันเป็นครั้งที่ 30 โดยลูกศิษย์คว้ารางวัลต่าง ๆ มาครองได้ทั้งหมด 6 รางวัล โดยเป็นรางวัลเหรียญทอง และรางวัลชนะเลิศทั้งประเภททีม และประเภทประกอบอาหารจานร้อนรายบุคคล โดยนักศึกษาที่ได้รางวัลมีรายชื่อดังนี้ มุกดามาศ วิเชียรศรี, สรศักดิ์ สุขสอน, ตปิยะ ตรีประเสริฐ ภัคนนท์, โกมาส ชัยภัทร, ธนพล ไพศาล, ปวรศา สุดใจ, ณัฐรดา บุญรอดอยู่ และเวฬุวัน แก้วทอง

ll ณัฐ (ยนตรรักษ์) สตูดิโอ ฉลองอายุ 41 ปี จัดงาน Cream of Nat Studio – A Journey of Growth Through Music วันที่ 6 กันยายน เวลา 16.00 น. ที่ศาลาสุทธสิริโสภา ซอยลาดพร้าว 41 งานนี้เปิดเวทีให้นักเปียโนฝีมือฉกาจ 20 คน ผู้เป็นลูกศิษย์ครูณัฐ นำเสนอเพลงคลาสสิกมาตรฐานและเพลงดังร่วมสมัย สนใจจองบัตรด่วนที่ Line Official @salasudasirisobha บัตรราคา 1,800 บาท นักเรียนของณัฐสตูดิโอได้รับส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ 

Victor Lee

เปิดมุมมอง ‘อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ’ กับการขับเคลื่อน ‘สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities’

1 กันยายน 2569 เวลา 14:44 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่วันนี้ไม่ได้มองหาเพียง “สถานที่ใหม่ๆ” แต่กำลังมองหา “ประสบการณ์ใหม่ ๆ” ที่มีความหมาย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” มุ่งยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณ สู่ “การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ” ที่สร้างคุณค่าให้ทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน และจุดหมายปลายทาง

หนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว คือ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” ซึ่งนำศักยภาพของเมืองสร้างสรรค์ในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network (UCCN) ของประเทศไทย มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร งานหัตถกรรม ศิลปะ และการออกแบบ เข้ากับการท่องเที่ยวในมิติใหม่

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดมุมมองถึงแนวคิดเบื้องหลังโครงการว่า “เมืองสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงเมืองที่มีศิลปะหรือวัฒนธรรมโดดเด่น แต่คือเมืองที่สามารถนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน มาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงมาเยือน แต่ได้เข้ามาสัมผัส เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับตัวตนของเมืองอย่างแท้จริง”

จาก “เมืองสร้างสรรค์” สู่ “ประสบการณ์สร้างสรรค์”

ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการยอมรับในเครือข่าย UNESCO Creative Cities Network ครอบคลุมความคิดสร้างสรรค์หลากหลายแขนง ทั้ง ภูเก็ต เพชรบุรี และสงขลา ในฐานะเมืองแห่งวิทยาการอาหาร กรุงเทพฯ และเชียงราย เมืองแห่งการออกแบบ เชียงใหม่ น่าน และสุโขทัย เมืองแห่งหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน และสุพรรณบุรี เมืองแห่งดนตรี

ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่เพียงการมี “สถานะเมืองสร้างสรรค์” แต่คือการนำอัตลักษณ์เหล่านั้นมาสร้างเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้จริง
รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า

“เราอยากให้นักท่องเที่ยวมองเห็นเมืองเหล่านี้มากกว่าการเป็นจุดหมายปลายทาง แต่เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ การเดินทางอาจเริ่มจากอาหารหนึ่งจาน งานหัตถกรรมหนึ่งชิ้น เสียงดนตรีหนึ่งบท หรือเรื่องราวของคนในชุมชน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถทำให้การเดินทางมีความหมาย และทำให้นักท่องเที่ยวจดจำเมืองนั้นในแบบที่แตกต่างออกไป”
ด้วยเหตุนี้ โครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมและสิทธิพิเศษทางการท่องเที่ยว ตลอดจนเชื่อมโยงที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่ พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้

สัมผัส “เรื่องราวของเมือง” ผ่านประสบการณ์จริง

“Value is the New Volume” เมื่อคุณค่าของการเดินทางสำคัญกว่าจำนวน อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของโครงการ คือการสะท้อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ที่มุ่งเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย “จำนวน” นักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้าง “คุณค่า” จากการเดินทาง

“Value ไม่ได้หมายถึงการใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงคุณค่าที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ที่ดี ผู้ประกอบการมีรายได้ ชุมชนได้รับประโยชน์ ขณะที่วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมยังคงได้รับการดูแล นี่คือการท่องเที่ยวที่เราอยากเห็นเติบโตอย่างยั่งยืน”

ททท. จึงมุ่งกระตุ้นให้เกิดการเดินทางที่ลึกขึ้น อยู่ในพื้นที่นานขึ้น ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการในท้องถิ่นมากขึ้น และค้นพบเรื่องราวที่อาจไม่สามารถหาได้จากการท่องเที่ยวแบบทั่วไป

Creativity ที่สร้าง “รายได้จริง” ให้กับคนในพื้นที่

ความคิดสร้างสรรค์ในมุมของการท่องเที่ยวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่ร้านอาหาร ที่พัก งานคราฟต์ ศิลปินท้องถิ่น ผู้ผลิตสินค้า ไปจนถึงผู้ประกอบการกิจกรรมและชุมชน

“เมื่อเราสามารถทำให้เรื่องราวหรือภูมิปัญญาของท้องถิ่นกลายเป็นประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาสัมผัส คุณค่าทางวัฒนธรรมก็สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่พื้นที่ได้ สิ่งสำคัญคือรายได้นั้นควรกระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนให้มากที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนในพื้นที่คือผู้ที่ทำให้เมืองมีชีวิต”

โครงการยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงสถานประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับมาตรฐาน อาทิ Thailand Tourism Awards (TTA) และ CF-Hotels เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และส่งเสริมการเดินทางที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จาก “เที่ยวเมือง” สู่ “เข้าใจเมือง”

สำหรับเป้าหมายปลายทางของโครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” ททท. ต้องการให้เกิดมากกว่าการเพิ่มจำนวนการเดินทาง แต่ต้องการสร้างมุมมองใหม่ต่อการท่องเที่ยวเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทย
จากเมืองที่นักท่องเที่ยวอาจเคยรู้จักผ่านสถานที่สำคัญ สู่การค้นพบผู้คน อาหาร ศิลปะ งานออกแบบ ดนตรี และภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังตัวตนของเมือง

รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ทิ้งท้ายว่า “เราอยากชวนทุกคนออกเดินทางด้วยมุมมองใหม่ ไม่จำเป็นต้องถามเพียงว่า ‘เมืองนี้มีอะไรให้เที่ยว’ แต่อาจลองถามว่า ‘เมืองนี้มีเรื่องอะไรให้เราได้เรียนรู้และสัมผัส’ เพราะเมื่อเราเข้าใจเรื่องราวของเมืองมากขึ้น การเดินทางก็จะมีคุณค่ามากขึ้นเช่นกัน และนั่นคือความหมายของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ ททท. ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย”

“สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” จึงไม่ใช่เพียงการชวนออกเดินทางไปยังเมืองสร้างสรรค์ แต่เป็นการชวนค้นพบประเทศไทยผ่าน “ความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน” เปลี่ยนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้กลายเป็นประสบการณ์ เปลี่ยนประสบการณ์ให้เกิดการใช้จ่าย และส่งต่อคุณค่าจากการเดินทางกลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

ร่วมออกเดินทางและค้นพบเสน่ห์เมืองสร้างสรรค์ไปด้วยกัน

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามเรื่องราว กิจกรรม และประสบการณ์การท่องเที่ยวในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทย ผ่านโครงการ “สุขทันทีที่เมืองสร้างสรรค์ UNESCO Creative Cities” พร้อมอัปเดตข่าวสาร กิจกรรมพิเศษ และ รับสิทธิพิเศษมากมายจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: Unesco Creative Cities 9 Creative Journeys และ Instagram: @9creativejourneys แล้วออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์ของเมืองสร้างสรรค์ ผ่านอาหาร ศิลปะ งานออกแบบ หัตถกรรม ดนตรี และวิถีชีวิตท้องถิ่น ที่จะทำให้ทุกการเดินทางไม่ใช่เพียงการ “ไปเที่ยว” แต่เป็นการ “เข้าใจเมือง” และค้นพบคุณค่าใหม่ๆ ในทุกประสบการณ์

อภิชัยฉัตรเฉลิมกิจ

ParagonCare ปฏิวัติความงามเหนือระดับกับ “QUADESSY” เจเนอเรชัน 4 มาตรฐานคุณภาพผิวพร้อมเปิดมิติใหม่

1 กันยายน 2569 เวลา 14:32 น.

การเปิดประตูก้าวสู่บทใหม่ของนวัตกรรมความงามในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้น เมื่อ ParagonCare Thailand (พารากอนแคร์ ไทยแลนด์) จัดงาน “QUADESSY GRAND OPENING” อย่างยิ่งใหญ่เปิดตัว “QUADESSY” (ควาเดสซี) เทคโนโลยี  Microneedling RF เจเนอเรชัน 4 จากประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด   “THE QUARTZ ERA – INTO THE 4TH DIMENSION” ส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามานิยามมาตรฐานบทใหม่ของการดูแลคุณภาพผิว (Skin Quality) โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว (Skin Tightening) และจะเปิดมิติสู่ความงามแห่งอนาคต พร้อมสร้างปรากฏการณ์ให้วงการ Aesthetic ประเทศไทย ณ ห้อง Chadra Ballroom โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ปทุมวัน กรุงเทพฯ  

โดยในงานได้รับเกียรติจาก นายจูโน ยุน (Mr. Juno Yoon), Chief Executive Officer (CEO), CLASSYS Inc. และ นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี (Ms. Umaporn Methmaolee) Chief Executive Officer (CEO), ParagonCare Thailand มาเผยวิสัยทัศน์ พร้อมด้วยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาทิ  ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.นิวัติ พลนิกร, นพ.วิชัย หงส์จารุ, ศ.พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร, พญ.นวลนภา สันติไชยกุล ถ่ายทอดมุมมององค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการดูแลผิว นอกจากนั้นยังมี มุกดา นรินทร์รักษ์ และ สน ยุกต์ ส่งไพศาล ได้มาพูดคุยเผยมุมมองความงามยุคใหม่ ผ่านประสบการณ์ Skin Quality พร้อมด้วยพันธมิตร นายแพทย์จากคลินิกชั้นนำ ฯลฯ ต่างให้ความสนใจ “QUADESSY”  ไม่พลาดมาร่วมสัมผัสช่วงเวลาของนวัตกรรมการดูแลผิวครั้งนี้กันอย่างใกล้ชิด   

 นายจูโน ยุน (Mr. Juno Yoon), Chief Executive Officer (CEO), CLASSYS Inc. กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ CLASSYS จากศักยภาพของแพทย์ ความพร้อมของคลินิก และผู้บริโภคที่เปิดรับนวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านความงามมากขึ้น จึงเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามายกระดับการดูแล Skin Quality ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความปลอดภัย ซึ่ง QUADESSY เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว  ที่สอดรับกับความคาดหวังของตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ควบคู่กับมาตรฐานและความมั่นใจในการเลือกเทคโนโลยีมากขึ้น  

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมของ CLASSYS ผสานกับประสบการณ์ความเข้าใจตลาดความงามไทย  ของ ParagonCare Thailand เรามั่นใจว่า QUADESSY จะยกระดับมาตรฐานและสร้างบทใหม่ให้ตลาด Aesthetic ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง CLASSYS     มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ ParagonCare Thailand ในการแนะนำ QUADESSY สู่ตลาดไทย ด้วยความเชื่อมั่นในประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งของบริษัท”

 นางสาวอุมาภรณ์ เมธเมาลี Chief Executive Officer (CEO), ParagonCare Thailand (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พารากอนแคร์ ไทยแลนด์ จำกัด )  กล่าวว่า  “เครื่อง QUADESSY เทคโนโลยีล้ำสมัยล่าสุดของ CLASSYS จากความร่วมมือและพันธมิตรที่มีต่อกันมานานระหว่าง ParagonCare Thailand ได้นำเข้ามาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ Aesthetic ของไทยและสร้างโอกาสให้กับพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะเดียวกันยังเป็นการเสริมพอร์ตโฟลิโอของ ParagonCare Thailand หลังจากที่เคยนำเครื่อง ULTRAFORMER และ ULTRAFORMER MPT รุกตลาดแล้วประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง  การนำ QUADESSY เข้ามาในประเทศไทยยังเป็นการต่อยอดวิสัยทัศน์ของ ParagonCare Thailand ในการคัดสรรนวัตกรรมความงามระดับโลก เพื่อสนับสนุนให้แพทย์ และพันธมิตรทางธุรกิจ คลินิกต่างๆสามารถออกแบบทางเลือกการดูแลผิวที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการได้อย่างละเอียด หลากหลายมากยิ่งขึ้น เราเห็นว่า  เทรนด์ Skin Quality เติบโตอย่างชัดเจนและเป็นความต้องการที่สะท้อนถึงการดูแลผิวอย่างมีคุณภาพในระยะยาว” 

“สำหรับ QUADESSY มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบภาพผิวได้อย่างแม่นยำ ช่วยกระตุ้นการปรับโครงสร้างของคอลลาเจน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกระชับผิว (Tightening) และลบเลือนริ้วรอยให้เนียนเรียบอ่อนเยาว์ ดูแลปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิวไม่เรียบหรือผิวหย่อนคล้อย ตอบโจทย์ผิวดี ยกดี ไม่เจ็บ อยู่นาน ด้วยเทคโนโลยี Microneedling RF เจเนอเรชัน 4 ใหม่ล่าสุด พร้อมเสริมทางเลือกให้แพทย์และพันธมิตรคลินิกในการยกระดับการดูแล Skin Quality เพื่อส่งต่อการรักษาปัญหาต่างๆให้ผู้ใช้บริการได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

เปิดประสบการณ์นิยามความงามเหนือระดับด้วยนวัตกรรมแห่งอนาคต QUADESSY” บทใหม่ของการดูแล Skin Quality ที่โดดเด่นในด้านปรับกระชับผิว (Skin Tightening) พร้อมให้คุณสัมผัสแล้ววันนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/ParagonCare.Aesthetic

#QUADESSY #QUADESSYThailand #ParagonCare #mookdanarinrak #sonyuke #RFMicroneedling

‘เจนนิเฟอร์ มาลิทส์’ คว้ามงกุฎ ‘Miss Earth Thailand 2026’ ปิดฉากเวทีรักษ์โลกสุดตระการตา

1 กันยายน 2569 เวลา 14:27 น.

เวทีการประกวดรอบตัดสิน Miss Earth Thailand 2026 ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และงดงามเมื่อค่ำคืนวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ CDC Crystal Design Center โดยตำแหน่งผู้ชนะเลิศอันทรงเกียรติ Miss Earth Thailand 2026 ตกเป็นของ “เจนนี่” เจนนิเฟอร์ มาลิทส์ ผู้ครองมงกุฎและสายสะพายท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์

ค่ำคืนแห่งความประทับใจนี้ได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์ระดับแถวหน้ามาร่วมเป็นสักขีพยานและให้กำลังใจผู้เข้าประกวดอย่างคับคั่ง อาทิ ม.ล.ปุญยนุช เกษมสันต์ ดุลยจินดา, สุวณา ปิยะพิสุทธิ์, สุโสฬสษา จ้าวจันทร์สกุล, เยาวเรศ ชินวัตร และนายแพทย์นพรัตน์ รัตนวราห

สำหรับการประกวดในปีนี้ ทางกองประกวดได้ยกระดับความเข้มข้นด้วยการปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างจริงจัง ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อน “เวทีประกวดคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Pageant) ประเดิมความอลังการด้วยรอบเดินแบบเปิดตัวในชุดที่ผลิตจากวัสดุประหยัดพลังงาน ตามด้วยการประชันโฉมในชุดว่ายน้ำและชุดราตรีที่ออกแบบอย่างประณีต ส่งท้ายค่ำคืนประดับดาวด้วยความประทับใจและสะท้อนเจตนารมณ์ในการรักษ์โลกอย่างยั่งยืน

Miss Earth Thailand 2026เจนนิเฟอร์ มาลิทส์

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต รวมพลังจิตอาสา บรรจุถุงยังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน

1 กันยายน 2569 เวลา 14:12 น.

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต รวมพลังจิตอาสา บรรจุถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ถุง เพื่อส่งมอบช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัดน่าน และจังหวัดใกล้เคียง

บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดย บุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาด และคณะผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งพนักงานจิตอาสากว่า 100 ท่าน รวมพลังหัวใจทำงาน ร่วมบรรจุถุงยังชีพ จำนวน 1,000 ชุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดน่าน และจังหวัดใกล้เคียง โดยถุงยังชีพประกอบด้วยสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพ อาทิ อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ยากันยุง ยาสามัญประจำบ้าน และผ้าอนามัย เป็นต้น

บริษัทฯ ขอร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยผ่านพ้นวิกฤตินี้ได้โดยเร็ว โดยบริษัทฯ พร้อมอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป  ทั้งนี้ สามารถติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ โทร. 1159 โดยท่านสามารถอ่านข่าวประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Relief_Bags_for_Nan

กรุงไทย-แอกซ่าน่าน

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ย้ำความสำคัญสายด่วน 24 ชม. รับมือวิกฤตความรุนแรงและปัญหาสุขภาพจิตเด็กไทย

1 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ย้ำความสำคัญของสายด่วน 24 ชม. รับมือวิกฤตความรุนแรงและปัญหาสุขภาพจิตเด็กไทย เผยปี 68 ยอดขอความช่วยเหลือเฉลี่ย 8 คนต่อชั่วโมง

มูลนิธิสายเด็ก 1387 ประกาศเน้นย้ำความสำคัญของการให้บริการสายด่วนและช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉินและพื้นที่พึ่งทางใจแก่เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ มุ่งบรรเทาปัญหาสุขภาพจิต สภาวะความเครียด และตัดวงจรความรุนแรงในสังคมไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ประธานกรรมการมูลนิธิสายเด็ก 1387 (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ ดำเนินงานในฐานะองค์กรอิสระไม่แสวงหาผลกำไรตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN CRC) ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการช่วยเหลือเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดถึง 18 ปี โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ได้เป็นพื้นที่รับฟังและความช่วยเหลือเด็กในประเทศไทยไปแล้วกว่า 1.2 คน

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 มูลนิธิฯ ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือรวมกว่า 74,000 ครั้ง เป็นการติดต่อทางสายด่วน 1387 กว่า 32,000 ครั้ง หรือเฉลี่ยในทุก ๆ วันมีเด็กต้องการความช่วยเหลือสูงถึง 200 คน (คิดเป็น 8 คนต่อชั่วโมง) โดยสาเหตุหลัก 5 อันดับแรกที่ติดต่อเข้ามา ได้แก่ ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, เรื่องสุขภาพจิต, การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน (เฉลี่ย 16 คนต่อวัน) และปัญหาความรุนแรง (เฉลี่ยอย่างน้อย 6 คนต่อวัน) และเป็นเด็กช่วงอายุ 13 – 15 ปี ที่มีการติดต่อเข้ามามากที่สุด จากปัญหาเหล่านี้ ในปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ จึงได้ให้ความช่วยเหลือและการคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศกว่า 944 เคส มอบอาหารแก่เด็กและเยาวชนที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังกว่า 12,200 มื้อ สนับสนุนถุงยังชีพกว่า 490 ชุดแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ขัดแย้ง พื้นที่ประสบอุทกภัย ตลอดจนเด็กและเยาวชนในพื้นที่สนามหลวงและสะพานพุทธ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังสนับสนุนเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงการศึกษา จำนวน 54 คน ให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ โดยในจำนวนนี้ 12 คนสามารถสำเร็จการศึกษาแล้ว

นอกจากบริการสายด่วนแล้ว มูลนิธิฯ ยังดำเนินงานผ่านศูนย์ “เดอะฮับสายเด็ก” (The Hub Saidek) เพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายและสถานีรถไฟหัวลำโพง ศูนย์เดอะฮับ ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 25 ปี ที่เผชิญกับการถูกล่วงละเมิด มีประสบการณ์ถูกทารุณหรือทำร้ายร่างกายจากคนในครอบครัว ฐานะยากจน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก มีปัญหายาเสพติดหรือแอลกอฮอล์  ขาดโอกาสทางการศึกษาและใช้ชีวิตเพียงลำพังไม่มีครอบครัว ถูกทอดทิ้ง ศูนย์เดอะฮับเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยให้การดูแลสวัสดิการพื้นฐานอย่างครอบคลุม ทั้งบริการอาหาร ห้องน้ำ  ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การส่งต่อประสานงานให้ได้รับการคุ้มครอง ตลอดจนโอกาสทางการศึกษา

ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯ ยังนำเสียงสะท้อนของเด็ก ๆ มาขับเคลื่อนการทำงานเพื่อคุ้มครองเด็กใน 10 ด้านสำคัญ ได้แก่ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ, การถูกทำร้ายร่างกาย, เด็กเร่ร่อนด้อยโอกาส, ประสบภัยธรรมชาติและแรงงานเด็ก, เด็กไร้สัญชาติไม่มีใบเกิด, ความสัมพันธ์ในครอบครัว, พฤติกรรมและสุขภาพเด็ก, ทุนการศึกษา, เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และข้อกฎหมายเกี่ยวกับเด็ก เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เด็กทุกคนได้รับการปกป้องจากความรุนแรง การแสวงหาประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ และอุปสรรคที่กระทบต่อสิทธิและการเติบโตของพวกเขา

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากเด็กทุกคนอย่างอิสระโดยไม่ตัดสินถูกผิด ไม่ซ้ำเติมปัญหา พร้อมมีหน่วยลงพื้นที่ (Outreach) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัย ประชาชน เด็ก และเยาวชนที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน โทร. 1387 หรือช่องทางออนไลน์ Facebook: Childlinethailand, LINE: @saidek1387, Instagram/TikTok/X: @saidek1387 และอีเมล info@childlinethailand.org

มูลนิธิสายเด็ก1387

เอ็ม ดิสทริค ชวนเหล่าสมาชิก EM STELLAR สร้างรอยยิ้มผู้ป่วยเด็กมูลนิธิรามาธิบดีฯ

1 กันยายน 2569 เวลา 14:08 น.

เอ็ม ดิสทริค โดยเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ชวนตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก EM STELLAR Membership Program ผู้เปี่ยมด้วยแพชชั่นและพลังในการขับเคลื่อนสังคม ร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและส่งต่อกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยเด็ก ผ่านกิจกรรมเยี่ยมผู้ป่วย พร้อมมอบสิ่งของที่จำเป็นและเงินสนับสนุนแก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ พร้อมร่วมงานดินเนอร์การกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Platinum M The Precious Night” เป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อร่วมสมทบ “โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซับซ้อนด้วยเซลล์และยีนบำบัด โดยมูลนิธิรามาธิบดีฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรม ดิ โอกุระ  เพรสทีจ กรุงเทพฯ

กิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้สมาชิก EM STELLAR อาทิ ฑีฆรี ศิลปอาชา, ณภัทร ณรงค์เดช, ภภร เพชร์สินธพชัย, สุภัชชา พูลวรลักษณ์, ยิ่งปิยา ใบหยก, ธานนท์ โกรพินธานนท์,  ภคภณ    จิวะวัฒนาศักดิ์, พรกรัณย์ ตั้งไชยวงศ์, ศิลา ศิลาอ่อน และ เอกวิทย์ คอมันตร์ ได้สัมผัสเรื่องราวและใช้เวลาร่วมกับผู้ป่วยเด็กอย่างใกล้ชิด ทั้งการพูดคุย ระบายสี และทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อสร้างรอยยิ้มและมอบกำลังใจให้กับน้องๆ พร้อมทั้งมอบเงินสนับสนุน และสิ่งของที่จำเป็นมามอบให้แก่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ภายใต้โครงการดังกล่าวซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ต้องใช้ระยะเวลาและมีค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูง

ประสบการณ์จากการได้ใช้เวลาร่วมกับน้องๆ ทำให้เหล่า EM STELLAR ได้เห็นถึงคุณค่าของกำลังใจ และอยากส่งต่อพลังแห่งการให้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้นำเรื่องราวมาสู่ค่ำคืนแห่งความหวังในงานดินเนอร์การกุศล “Platinum M The Precious Night”  ซึ่งหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Charity Auction ทั้งนี้เหล่าสมาชิก EM STELLAR ร่วมทำหน้าที่ส่งต่อพลังแห่งการให้ผ่านการประมูลของสะสมจากเหล่าคนดัง อาทิ รศ. ดร. สุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์, งานศิลปะของ ดร.ป๋วย-ดิสพล จันศิริ โดยศิลปิน เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ และเหล่าผู้สนับสนุนการจัดงาน โดยรายได้จากการประมูลทั้งหมดนำไปสมทบทุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งเม็ดเลือดและโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ผ่านโครงการดังกล่าวของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็ม ดิสทริค ในการส่งเสริมพลังของคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ คืนสู่สังคม พร้อมร่วมส่งต่อความหวังและโอกาสให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านพลังแห่งการให้ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความหมาย พร้อมพบกับหลากหลายกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก EM STELLAR ที่จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ ไปด้วยกันตลอดทั้งปี

EMSTELLARมูลนิธิรามาธิบดีฯเอ็มดิสทริค

EMS 40 ปี ไปรษณีย์ไทยชวนสนุกกับ Thailand Post EMS RUN 2026

1 กันยายน 2569 เวลา 14:05 น.

สนามนี้แค่วิ่งถึงเส้นชัยยังไม่พอ เพราะรางวัลต้องมีทั้งกิมมิกให้ลุ้นและดีไซน์ที่อยากเก็บ! วันนี้พี่ไปรฯ พาเปิดกล่อง Race Pack จาก Thailand Post EMS RUN 2026 “ไปรฯ ให้ถึง…ทุกก้าวมีความหมาย” จัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 พร้อมหยิบภาพจำของไปรษณีย์ไทย ตั้งแต่แสตมป์ ตู้ไปรษณีย์ต่างยุค ไปจนถึงสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ มาออกแบบใหม่เป็นไอเทมร่วมสมัยสำหรับนักวิ่งและสายซิตี้รันเนอร์

นำทีมด้วย 3 ไอเทมไฮไลต์ ได้แก่ “THE MINIMAL SHIRT” เสื้อวิ่งสีขาวพร้อมสีแขนแยกตามระยะทาง “THE SPEED BIB” เลขบิบที่ถอดดีไซน์จาก EMS Tracking และ “THE MYSTERY MEDAL” เหรียญสุ่มทรงแสตมป์ E-M-S ซึ่งนำมาต่อรอยปรุรวมทีมได้ เสริมด้วยโล่รางวัลที่ออกแบบไม่ซ้ำกันในแต่ละรุ่น และถ้วยประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกสำหรับแชมป์ Overall 10K ชาย 1 รางวัล และหญิง 1 รางวัล

เสื้อวิ่งดีไซน์สุดเก๋ กับกิมมิกสีแขนบอกระยะทาง

เสื้อวิ่งสีขาวคลีนสุดพรีเมียมที่นำเอาความสตรีทมาจับคู่อย่างลงตัว เด่นด้วยกิมมิกแยกสีแขนเสื้อตามระยะทางไม่ว่าจะเป็น 2.5 K แขนสีเทา สตรีทคลีนๆ  5K แขนสีน้ำเงิน ลุคสปอร์ตสุดชิค หรือ 10K แขนสีแดง ที่ปลุกสัญชาตญาณความเร็ว กระตุ้นความตื่นตัว ว่องไวติดสปีดเหมือนบริการ EMS ส่งด่วนของไปรษณีย์ไทยที่พร้อมพุ่งทะยานเข้าเส้นชัย ใส่วิ่งก็โดดเด่น หรือจะหยิบมาเป็น Everyday Wear หลังจบงานก็แมตช์ลุคได้ไม่ยาก

 “เหรียญสุ่ม” ที่ชวนมาลุ้นหน้าเส้นชัย

กิมมิกนี้เป็นการฉีกกรอบเหรียญวิ่งทรงกลมแบบเดิม ด้วยการนำรูปทรงของ “แสตมป์ไปรษณีย์ไทย” มาออกแบบเป็นเหรียญสี่เหลี่ยมพร้อมรอยปรุรอบด้าน แบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ E  M และ S เติมความสนุกหลังเข้าเส้นชัยด้วยกิมมิก “เหรียญสุ่ม” (The Mystery Medal) ที่นักวิ่งจะยังไม่รู้ว่าได้รับตัวอักษรใดจนกว่าจะสุ่มได้เหรียญไหนก็นำไปต่อรอยปรุรวมกับเพื่อน หรือร่วมล่าให้ครบคำว่า EMS ผ่านกิจกรรม Virtual Run ได้อีกด้วย ความพิเศษยังซ่อนอยู่ที่ด้านหลังของแต่ละเหรียญ ซึ่งจับคู่ตัวอักษรกับแลนด์มาร์กสำคัญบนเส้นทาง ได้แก่ E –  วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม   M – อาคารไปรษณีย์กลาง และ S – ไปรษณียาคาร เมื่อสะสมครบทั้งสามแบบ ยังได้คอลเลกชันที่บันทึกเรื่องราวของ EMS และเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของย่านประวัติศาสตร์อีกด้วย

ตู้ไปรษณีย์ไทย” ที่คุ้นตา สู่โล่รางวัลของนักวิ่ง

อีกหนึ่งไอคอนิกของไปรษณีย์ไทยที่หยิบยกมาเป็นรางวัลคือ “ตู้ไปรษณีย์ไทย” ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นโล่แบบตั้งโต๊ะที่มีรูปลักษณ์แตกต่างกันมาเป็นต้นแบบ สำหรับระยะ 10K มีการแบ่งรางวัลตาม 6 รุ่นอายุ ได้แก่ ต่ำกว่า 20 ปี  20–29 ปี  30–39 ปี  40–49 ปี  50–59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป โดยมอบอันดับ 1–3 แยกชายและหญิง รวม 36 รางวัล การแบ่งรุ่นอายุทั้ง 6 กลุ่มปรากฏอยู่ในแบบ Trophy ของงานด้วย

เมื่อดูดีไซน์ของแต่ละรุ่น จะเห็นว่ารูปทรงตู้ถูกเปลี่ยนไปตามช่วงอายุ ของตัวรางวัลเองก็แตกต่างกัน ตั้งแต่ตู้ทรงสูง ตู้ทรงเสา ไปจนถึงตู้ที่มีรายละเอียดเชิงสถาปัตยกรรมมากขึ้น จุดนี้ทำให้อายุของนักวิ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Design System ของรางวัล และทำให้โล่แต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง

อีกทั้ง ดีไซน์ตู้ไปรษณีย์ยังถูกนำไปใช้กับการแข่งขันประเภทอื่น โดยระยะ 5K Overall มอบรางวัลอันดับ 1–3 ชายและหญิง รวม 6 รางวัล ส่วนประเภท ทีม 40K หรือ ทีม 4 คน วิ่งคนละ 10 กิโลเมตร จะตัดสินจากทีมที่มีผลรวมเวลาต่ำที่สุด Overall อันดับ 1–3 โดยไม่จำกัดเพศและอายุ ซึ่งแบบรางวัลระบุเป็น ทีม เมื่อนำรางวัลทั้งหมดมาวางรวมกัน สิ่งที่เห็นจึงคล้ายกับการย่อ “คอลเลกชันตู้ไปรษณีย์” มาอยู่บนโพเดียมเดียวกัน และทำให้ภาพจำของไปรษณีย์ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะในสนามวิ่งโดยตรง

เหนือจากโล่ตู้ไปรษณีย์ ระยะ Mini Marathon 10K ยังมีรางวัลสำหรับแชมป์ Overall ชาย 1 รางวัล และหญิง 1 รางวัล เป็น ถ้วยประทานจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งถ้วยมาในรูปแบบถ้วยสีเงินขนาดใหญ่ มีหูจับสองข้าง ประดับริบบิ้น พร้อมตราสัญลักษณ์บริเวณกลางถ้วย ขณะที่ฐานระบุรางวัลชนะเลิศ Thailand Post EMS RUN 2026 Mini Marathon 10K OVERALL แยกสำหรับชายและหญิง

และทุกก้าวในสนามยังถูกส่งต่อไปไกลกว่าการแข่งขัน เพราะ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) จังหวัดราชบุรี ขณะที่การตัดสินรางวัลการแข่งขันทั้งหมดใช้ Chip Time หรือระบบจับเวลา เป็นเกณฑ์ ทำให้ของรางวัลจากสนามนี้ไม่ได้บันทึกเพียงว่าใครวิ่งเร็วที่สุดหรือ ใครวิ่งถึงเส้นชัยแล้ว แต่ยังบันทึกเรื่องราวของไปรษณีย์ไทยเอาไว้ในวัตถุชิ้นเล็ก ๆ ที่นักวิ่งสามารถนำกลับบ้านและเก็บไว้เป็นความทรงจำจาก Thailand Post EMS RUN 2026 ได้อีกด้วย

กิจกรรม Thailand Post EMS RUN 2026 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เปิดรับสมัครนักวิ่งจำนวน 3,000 คน ทั้งประเภทเดี่ยว ทีม 4 คน VIP และ VVIP โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ ThaiRun https://race.thai.run พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ EMS ผ่านกิจกรรมที่ผสานสุขภาพ เทคโนโลยี และการให้เข้าไว้ด้วยกัน ทุกก้าวของการวิ่งครั้งนี้ คือการร่วมส่งต่อสุขภาพ ความสุข และโอกาสที่ดีสู่สังคมไปด้วยกัน

ThailandPostEMSRUN2026ไปรษณีย์ไทย

ไอคอนสยาม ผนึกกำลัง TikTok LIVE และ ททท. จัด ‘TikTok LIVE Community Fest 2026’ มหกรรมคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาค

1 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ TikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “TikTok LIVE Community Fest 2026” มหกรรมคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาคภายใต้แนวคิด “Be Part of the Win” ณ ICONSIAM HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม ต้อนรับ ครีเอเตอร์มากกว่า 300 คน พร้อมผู้ชมและพันธมิตรจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอเคซัส และเอเชียกลาง มาร่วมแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ สร้างเครือข่าย และแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านวัฒนธรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ชมหลายล้านคนทั่วภูมิภาคผ่าน TikTok LIVE

ปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และ ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager TikTok LIVE Thailand

ในฐานะ Global Experiential Destination ไอคอนสยามนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนของประเทศไทยในหลากหลายมิติ ผ่านการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ความร่วมสมัย และประสบการณ์ระดับนานาชาติไว้ในพื้นที่เดียว ตั้งแต่ SOOKSIAM เมืองสารพัดสุขที่รวบรวมอาหารและภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ ไปจนถึงร้านอาหารชื่อดัง แบรนด์ลักชัวรีระดับโลก งานศิลปะ การแสดง และอีเวนต์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี
ด้วยแนวคิด “The Best of Thailand Meets The Best of the World” ไอคอนสยามทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโลกกับประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนได้ค้นพบเสน่ห์ของไทยผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายและร่วมสมัย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

ปัณณิตา วรรณโกวิท

ปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TikTok LIVE Community Fest 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยถูกถ่ายทอดสู่ผู้ชมจากหลากหลายประเทศผ่านมุมมองที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และเข้าถึงผู้คนได้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่คือการได้สัมผัสเรื่องราว ผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไอคอนสยามในฐานะ Thailand’s Global Landmark และ Global Experiential Destination ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง


“ความร่วมมือTikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไอคอนสยาม ในการพัฒนา Retail Experience ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคได้ทุก Touchpoint ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล อีกทั้งงานครั้งนี้ ยังช่วยดึงเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วภูมิภาค ผ่านคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของเหล่าครีเอเตอร์ ซึ่งไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางมาค้นพบประเทศไทยด้วยตนเอง”

ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล

ณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager TikTok LIVE Thailand กล่าวว่า “TikTok LIVE รู้สึกยินดีและขอขอบคุณไอคอนสยามสำหรับการเป็นพันธมิตรคนสำคัญของ TikTok LIVE Community Fest 2026 เรามีความเชื่อมั่นในไอคอนสยามในฐานะจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของ LIVE Creators ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพในการรองรับการจัดงานในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเป็นจุดหมายปลายทางที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้คนจากทั่วโลกที่เดินทางมาค้นพบประเทศไทย ทำให้ไอคอนสยามเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อม Community ของครีเอเตอร์เข้ากับผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงช่วยทำให้เจตนารมณ์ของ TikTok LIVE ในการส่งเสริม Cultural Discovery ผ่านพลังของครีเอเตอร์เกิดขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา และทำให้การสร้างประสบการณ์ การเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ และการเฉลิมฉลองร่วมกัน กลายเป็นภาพที่สมบูรณ์และจับต้องได้มากยิ่งขึ้น”

การจัดงาน TikTok LIVE Community Fest 2026 ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้จากหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านการผสานพลังของความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และประสบการณ์จริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ไอคอนสยามยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ น่าค้นหา และมีความหมาย เพื่อเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมให้ได้ค้นพบแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมนำเรื่องราวของประเทศไทยไปสู่ผู้ชมทั่วโลก และตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกที่ขับเคลื่อนบทสนทนา ประสบการณ์ และปรากฏการณ์ใหม่ ๆ บนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

TikTokLIVEททท.ไอคอนสยาม

‘กลุ่มพูลผล’ ครบรอบ 84 ปี มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 13:31 น.

“กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต”

กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป

นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

กลุ่มพูลผลครบรอบ84ปี