คุณแหน : 22 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 22 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 22 พฤษภาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ปิยพงศ์ ชูวงศ์ ผวจ.ลำพูน เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการผลิตสื่อและการสร้าง Content เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพื้นที่ จ.ลำพูน รุ่นที่ 2..
  • พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว อนุชา บูรพชัยศรี อดีต โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส. 3 สมัยรู้ปัญหา กทม.ดี เพื่อเข้าชิงผู้ว่าฯ กทม. มีสโลแกนว่า กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร and more สะดวก สะอาด สบาย..
  • คณะผู้บริหารเทศบาลเมืองน่าน ร่วมให้การต้อนรับ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม พร้อมคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 7 สสส. มาคณะศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม เป็นประธานงานปฐมนิเทศให้เภสัชกรใหม่ปีนี้ โดยมี ศ.ปฎิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล, ดร.ภญ.จิราพร ชินกุลพิทักษ์, ดร.ภก.ศักดิ์สิทธิ์ ศรีภา, รศ.ดร.ภก.สุรศักดิ์ เสาแก้ว, ผศ.ดร.นรินทร์ จันทร์ศรี, รศ. ดร. ภญ.สุรีย์ เจียรณ์มงคล ร่วมด้วย งานนี้มีเภสัชกรใหม่เข้าร่วมรับใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เกือบ 500 คน..
  • มิตรสหายชาว Digital CEO#6 ร่วมยินดีกับ นารีมาลย์ เจียงประดิษฐ์ ที่ได้เป็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายสารสนเทศและดิจิทัล บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM)..
  • คณะ ปธพ.X เดินทางไปทำกิจกรรม CSR มอบเงินสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ รพ.เกาะยาวชัยพัฒน์ พร้อมมอบเงินสนับสนุนการก่อสร้างโรงอาหารให้กับ รร.บ้านท่าเขา เกาะยาวน้อย โดยมี พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ, รศ.นพ.อัษฎา ตียะพันธ์, โยธิน ดำเนินชาญวนิชย์, อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, เอนก จงเสถียร, ณัฐชไม ถนอมบูรณ์เจริญ, รศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ, น.ต.หญิง พญ. ดร.สุจิตตรา สวาทยานนท์, วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ ร่วมด้วย งานนี้ชาวคณะต่างติดใจเสน่ห์ของเกาะยาวน้อยทั้งวิวและบรรยากาศธรรมชาติเงียบสงบของรีสอร์ทที่พักติดทะเล Pool Villa Amber Yao Noi..
  • ฆฤน กังวานกิตติ พร้อม พิมพรรณ สิงข์กรณ์ ให้การต้อนรับ ดร.ภาสกร ประถมบุตร ที่นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 6 ที่มาศึกษาดูงานสร้างสรรค์ ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)..
  • ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเยาวชน ของมูลนิธิเพื่อการศึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศ โดยมี อนุวัตร เฉลิมไชย ประธานมูลนิธิฯ รับมอบ..
  • ดร.ละมูล ลือสุขประเสริฐ ประธานมูลนิธิกำลังใจ และประธานบริหาร บจ.มารีนโกลด์โปรดักส์ บริจาคเงินสมทบทุนสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ รร.สมุทรสาครวิทยาลัย..
  • วิสิทธิ์ เวียงนาค วันเกิดปีนี้ได้ทำบุญช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ และได้ฉลองกับครอบครัวโดยลูกชายคนเล็กกลับจากนิวซีแลนด์มาฉลองวัดเกิดด้วย..
  • สร้างความตื่นเต้นให้วงการอนุรักษ์สัตว์ป่า เมื่อสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ประสบความสำเร็จเพาะฟัก “ลูกนกตะกราม” ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังนกชนิดนี้สูญพันธุ์จากธรรมชาติในประเทศไทยมานานกว่า 40 ปี ขอปรบมือรัวๆให้ ณรงวิทย์ ชดช้อย และทีมงานสวนสัตว์เปิดเขาเขียว..

น้องใหม่

อยากคางสวยรับหน้า ฉีดฟิลเลอร์คางตอบโจทย์ไหม? ข้อดี ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

อยากคางสวยรับหน้า ฉีดฟิลเลอร์คางตอบโจทย์ไหม? ข้อดี ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

อยากคางสวยรับหน้า ฉีดฟิลเลอร์คางตอบโจทย์ไหม? ข้อดี ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.10 น.

“ฟิลเลอร์คาง” ถือเป็นหัตถการอันดับต้น ๆ ที่สาว ๆ และหนุ่ม ๆ นิยมทำกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวยาวขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด แถมเห็นผลทันทีหลังฉีด แต่เชื่อว่าหลายคนก็ยังมีคำถามอยู่ในใจ เช่น “ฉีดฟิลเลอร์คาง ที่ไหนดี?, ฟิลเลอร์คาง ช่วยให้หน้าวีขึ้นจริงไหม? และทำแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน ปลอดภัยไหม?

บทความนี้เราจะมาเคลียร์ทุกข้อสงสัยให้หมด พร้อมแชร์เทคนิคเลือกคลินิกแบบไม่พลาด เพื่อให้คุณฉีดฟิลเลอร์คางได้อย่างมั่นใจและสวยอย่างปลอดภัย

ฟิลเลอร์คาง คืออะไร? ทำไมถึงฮิตในยุคนี้

ฟิลเลอร์คาง (Chin Filler) คือการฉีดสารเติมเต็มชนิด “ไฮยาลูโรนิกแอซิด” หรือสาร HA เข้าไปบริเวณคาง เพื่อเพิ่มความยาว เติมเต็มจุดเว้า หรือปรับองศาให้ใบหน้าดูเรียวยาวและสมดุลมากขึ้น

เหตุผลที่ฟิลเลอร์คางได้รับความนิยมเพราะ

●      เห็นผลทันทีหลังฉีด ไม่ต้องพักฟื้น

●      เจ็บน้อย ใช้เวลาแค่ 15–30 นาที

●      ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีรอยแผลเป็น

●      สามารถฉีดละลายฟิลเลอร์คางออกได้ หากเติมไปแล้วไม่ชอบทรง

นอกจากนี้ ฟิลเลอร์คางยังช่วยแก้ปัญหาได้หลากหลาย เช่น คางสั้น คางตัด หน้าดูไม่มีมิติ หรืออยากให้กรอบหน้าดูวีชัดขึ้น

ฟิลเลอร์คาง ช่วยให้หน้าวีขึ้นจริงไหม?

คำตอบคือ จริง! แต่ต้องเข้าใจหลักการก่อนว่า ฟิลเลอร์คางไม่ได้ทำให้หน้าวีเชฟ (V-Shape)โดยตรงเหมือนศัลยกรรมเสริมซิลิโคนคางนะ แต่เป็นการปรับสมดุลสัดส่วนของใบหน้า เอาง่ายคือ ถ้าคางของเราสั้นหรือถอยหลังเกินไป ใบหน้าจะดูสั้นและกลม พอเติมฟิลเลอร์เข้าไปเล็กน้อย คางจะยาวขึ้นพอดี ทำให้ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้นแบบธรรมชาติ และสิ่งสำคัญคือหมอต้องเข้าใจ สัดส่วนทองคำของใบหน้า (Golden Ratio) ถ้าฉีดในองศาที่ถูกต้อง จะไม่โป๊ะ ไม่แหลมเกิน และยังช่วยให้โครงหน้าดูละมุนขึ้นมาก

สรุปสั้น ๆ ก็คือ ฟิลเลอร์คางช่วยให้หน้าวีขึ้นได้จริง แต่ต้องอาศัยเทคนิคการฉีดที่เข้าใจโครงสร้างหน้า ไม่ใช่แค่เติมให้ยาวได้อย่างเดียว

ฉีดฟิลเลอร์คางที่ไหนดี เลือกยังไงให้ปลอดภัย

นี่คือคำถามยอดฮิตที่สุด และก็คำตอบที่ต้องละเอียดที่สุดด้วย เพราะ “ของแท้–หมอจริง” คือหัวใจของความปลอดภัย ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกคลินิก ควรเช็กสิ่งเหล่านี้ให้ครบ

1. หมอต้องมีใบประกอบวิชาชีพจริง

● ตรวจสอบได้จากแพทยสภา

ควรเช็กชื่อ-นามสกุล ของแพทย์ ให้ตรงกับที่ขึ้นทะเบียนไว้ในระบบของแพทยสภา เพื่อมั่นใจว่าหมอที่ฉีดให้เป็นแพทย์จริง ไม่ใช่หมอกำมะลอหรือผู้ช่วยที่แอบรับจ็อบทำหัตถการ เพราะถ้าฉีดโดยคนที่ไม่ใช่แพทย์ อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างการฉีดผิดชั้น ผิวเนื้อตาย หรือฟิลเลอร์ไหลผิดตำแหน่งได้

● เลือกหมอที่เชี่ยวชาญด้านปรับรูปหน้าโดยเฉพาะ

หมอที่มีประสบการณ์ด้านการปรับรูปหน้า จะเข้าใจโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสัดส่วนใบหน้าในแต่ละบุคคลได้ดี จึงสามารถออกแบบคางให้เข้ากับรูปหน้าโดยรวม ไม่แหลมเกินไป ไม่แข็งหรือเทียมจนเกินจริง ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดูละมุนเป็นธรรมชาติ และลดความเสี่ยงในการเกิดก้อนหรือฟิลเลอร์ไหล

2. ฟิลเลอร์ต้องเป็นของแท้ ผ่าน อย. ไทย

ตรวจดู กล่อง-สติ๊กเกอร์-QR Code เพื่อดูว่าเป็นของแท้หรือเปล่า ซึ่งในไทยตอนนี้มียี่ห้อฟิลเลอร์ยอดนิยม เช่น Restylane, Juvederm, Neuramis, Belotero, Revanesse เป็นต้น

3. ดูรีวิวและผลงานจริงของคลินิก

● ดูเคสก่อน-หลังฉีด จากลูกค้าจริง

ควรดูรีวิวจากหลากหลายเคส ทั้งในเพจคลินิก เว็บไซต์ หรือรีวิวจากลูกค้าจริงในโซเชียล เพื่อดูความสม่ำเสมอของผลงาน ไม่ใช่แค่รูปโปรโมตที่อาจผ่านการแต่งภาพ เพราะเคสจริงจะสะท้อนฝีมือและสไตล์การออกแบบของหมอได้ดีที่สุด

●  สังเกตความเนียนของรูปหน้า

ดูว่าหลังฉีดแล้วคางดูรับกับใบหน้าไหม? มีความกลมกลืน ไม่แหลม ไม่บวม หรือไม่เป็นก้อน เพราะหมอที่มีเทคนิคดีจะสามารถวางฟิลเลอร์ได้พอดีจุด ให้รูปหน้าดูละมุนแต่คมอย่างเป็นธรรมชาติ

4. สถานที่สะอาด ปลอดภัย มีใบอนุญาตถูกต้อง

● มีห้องหัตถการแยกจากพื้นที่ทั่วไป

ห้องฉีดควรเป็นห้องปลอดเชื้อ มีอุปกรณ์ครบ และแยกจากบริเวณรับรองลูกค้าอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนหรือการติดเชื้อหลังทำหัตถการ

● ใช้เข็มใหม่ทุกเคส

ทุกครั้งก่อนฉีด ควรเห็นแพทย์แกะกล่องเข็มและอุปกรณ์ต่อหน้า เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยและความสะอาด 100% เพราะการใช้เข็มซ้ำหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาดอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการอักเสบได้

ราคาและระยะเวลาการอยู่ตัวของฟิลเลอร์คาง

ราคาฟิลเลอร์คาง จะขึ้นอยู่กับ ยี่ห้อและจำนวนซีซีที่ใช้  ซึ่งปกติแล้วฟิลเลอร์ 1 ซีซี จะมีราคาตั้งแต่ 12,000-20,000 บาท และโดยทั่วไป ฟิลเลอร์คางจะอยู่ได้นานเฉลี่ย 1-1.5 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง เช่น ดื่มน้ำเพียงพอ หลีกเลี่ยงไม่ให้คางโดนความร้อน และไม่กดนวดบริเวณคางแรง ๆ เป็นต้น

ข้อควรรู้ก่อนและหลังฉีดฟิลเลอร์คาง

โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์คางเสร็จ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที ไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็ควรมีสิ่งที่พึงระวังทั้งก่อนฉีด-หลังฉีด ดังนี้

ก่อนฉีด

●      งดวิตามินอี น้ำมันปลา แอสไพริน และแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 3 วัน

●      ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

●      หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหนา ๆ ในวันฉีด

หลังฉีด

●      ห้ามนวดคางหรือสัมผัสแรง ๆ 48 ชั่วโมง

●      งดความร้อนจัด เช่น ซาวน่า อบไอน้ำ

●      ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อให้ฟิลเลอร์ฟูเต็ม

●      งดออกกำลังกายหนัก 1-2 วันแรก

●      หากมีรอยบวมเล็กน้อยให้ประคบเย็น

ฟิลเลอร์คางเหมาะกับใครบ้าง

หมอจะประเมินตามรูปหน้าแต่ละคนว่า ควรเพิ่มมุม-องศา-ความยาวแค่ไหน เพื่อให้สัดส่วนใบหน้าดูบาลานซ์ที่สุด

●      คนที่มี คางสั้น คางตัด หรือคางถอย

●      คนที่อยากให้ ใบหน้าดูเรียวยาวขึ้นแบบธรรมชาติ

●      คนที่มี หน้ากลม อยากให้กรอบหน้าคมขึ้น

●      คนที่อยากปรับรูปหน้าโดยไม่ผ่าตัด

●      หรือแม้แต่ผู้ชายที่อยากให้คางดูแมนขึ้นก็ทำได้

ฟิลเลอร์คาง อยู่ได้นานไหม?

โดยเฉลี่ยจะอยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน หลังจากนั้นสาร HA จะค่อย ๆ สลายไปเองอย่างปลอดภัย ซึ่งสามารถกลับมาฉีดเติมได้เรื่อย ๆ โดยไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าอยากให้ฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานขึ้น แนะนำว่าให้เลือกฟิลเลอร์แท้จากคลินิกที่ไว้ใจได้ เพราะจะได้ฟิลเลอร์แท้ คุณภาพดี ร่วมกับต้องดูแลสุขภาพผิวและดื่มน้ำให้เพียงพอ งดกิจกรรมที่ทำให้คางร้อนหรือถูกแรงกดบ่อย

ฟิลเลอร์คาง อันตรายไหม?

ถ้าฉีดโดยหมอที่มีประสบการณ์ และใช้ฟิลเลอร์แท้ ปลอดภัยแน่นอน แต่ถ้าไปฉีดกับหมอกระเป๋า หรือใช้ฟิลเลอร์ปลอม อันตรายถึงขั้น “เนื้อตาย” หรือ “ติดเชื้อรุนแรง” ได้เลย เพราะบริเวณคางมีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก ถ้าฉีดผิดตำแหน่งอาจเกิดอาการบวมช้ำหรืออุดตันเส้นเลือดได้

สรุป ฟิลเลอร์คางไม่ใช่ได้ช่วยแค่ให้คาง V-Shape แต่คือศิลปะของสัดส่วน

ฟิลเลอร์คางช่วยปรับรูปหน้าให้ดูวีขึ้นจริง ถ้าทำโดยแพทย์ที่เข้าใจสัดส่วนและเลือกฟิลเลอร์แท้ที่เหมาะกับใบหน้าแต่ละคน

ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีด อย่าดูแค่ราคาถูก ๆ  แต่ให้ดูว่าที่เราจะไปฉีด เป็นคลินิกได้มาตรฐานไหม? ปลอดภัยหรือเปล่า, ใช้ฟิลเลอร์แท้ไหม?  และหมอมีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าหรือเปล่า? เพราะแม้ว่าคาง จะเป็นสัดส่วนเล็ก ๆ แต่มีผลต่อความบาลานซ์ของใบหน้าอย่างมากเลยนะ ลองเลือกให้ดีสักครั้ง เพื่อผลลัพธ์จะได้ทำออกมาดูละมุน เรียวสวย และเสริมความมั่นใจได้ยาว ๆ

บอกลาตาแพนด้าด้วยฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ปัญหาใต้ตาคล้ำให้กลับมาสดใส

บอกลาตาแพนด้าด้วยฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ปัญหาใต้ตาคล้ำให้กลับมาสดใส

บอกลาตาแพนด้าด้วยฟิลเลอร์ใต้ตา แก้ปัญหาใต้ตาคล้ำให้กลับมาสดใส

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

ใต้ตาคล้ำ ใต้ตาลึก หรือร่องน้ำตาที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ เป็นปัญหาที่หลายคนต้องเจอ แม้จะพักผ่อนเต็มที่หรือบำรุงผิวอย่างดีแล้วก็ตามก็ยังรู้สึกว่าหน้าดูโทรม ไม่สดใสเหมือนเดิม โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้สายตากับหน้าจอแทบทั้งวัน ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงเป็นหัตถการที่ฮิตมากๆ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบริเวณร่องลึกใต้ตาด้วยสารกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) เพื่อช่วยให้ผิวบริเวณนั้นดูเรียบเนียนขึ้นและลดเงาที่ทำให้ใต้ตาดูคล้ำลง ช่วยปรับสมดุลเล็กๆ ที่ส่งผลต่อภาพรวมของใบหน้า ทำให้หลายคนรู้สึกว่าหน้าดูสดใสมากขึ้น

ใต้ตาคล้ำเกิดจากอะไร

หลายคนอาจเคยลองแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำด้วยการนอนให้พอ ทาครีมบำรุง หรือมาสก์ใต้ตา แต่ผลลัพธ์กลับไม่เปลี่ยนเท่าที่หวัง ซึ่งอาจเป็นเพราะต้นตอของปัญหาไม่ได้มาจากการพักผ่อนเพียงอย่างเดียวค่ะ

จริงๆ แล้วอาการใต้ตาคล้ำสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งโครงสร้างผิว พันธุกรรม ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย ดังนี้

พันธุกรรมและโครงสร้างใต้ตา

บางคนใต้ตาคล้ำมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและโครงสร้างกระดูกเบ้าตา (orbital bone structure) ที่ทำให้เกิดเงาบริเวณใต้ตาได้ง่าย รวมถึงการมีร่องน้ำตา (tear trough) ที่ลึกกว่าปกติ ในเคสลักษณะนี้ การดูแลด้วยสกินแคร์อาจช่วยได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่มีการนำฟิลเลอร์ใต้ตามาใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึกและช่วยลดเงาที่ทำให้ใต้ตาดูคล้ำลงค่ะ

ผิวบาง เส้นเลือดชัด ทำให้ดูคล้ำ

บริเวณใต้ตาเป็นจุดที่ผิวบางมากอยู่แล้ว ทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังสามารถมองเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่มีผิวขาวหรือผิวบางเป็นพิเศษ สีของเส้นเลือดอาจสะท้อนออกมาเป็นโทนม่วง น้ำเงิน หรือคล้ำๆ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเห็นได้ชัด เพราะคอลลาเจนลดลงผิวยิ่งบางลงไปอีก การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงช่วยเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว (soft tissue support) ทำให้สีของเส้นเลือดดูไม่เด่นชัดเท่าเดิม แต่ทั้งนี้ต้องประเมินเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ค่ะ

ใต้ตาลึก ร่องน้ำตาชัด ทำให้หน้าดูโทรม

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยคือใต้ตาลึกหรือมีร่องน้ำตาชัด ซึ่งทำให้เกิดเงาตกกระทบ (shadowing effect) ส่งผลให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า ดูมีอายุ แม้จริงๆ จะไม่ได้มีปัญหาสีผิวคล้ำมากนัก การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงช่วยเติมเต็มบริเวณที่ยุบตัว ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นและลดความต่างของระดับผิว ทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูสดใสขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร

ฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหนึ่งในหัตถการที่ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาใต้ตาลึกหรือมีร่องน้ำตาชัด ซึ่งเป็นปัญหาที่สกินแคร์ทั่วไปอาจดูแลได้ไม่ตรงจุด

ฟิลเลอร์ใต้ตาโดยทั่วไปคือสารเติมเต็มในกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติอุ้มน้ำและช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เมื่อฉีดในปริมาณและตำแหน่งที่เหมาะสมจะช่วยปรับระดับผิวบริเวณใต้ตาให้ดูเรียบเนียนขึ้น ทั้งนี้ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และลักษณะผิวของแต่ละคนด้วย

ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มร่องลึกใต้ตา

ฟิลเลอร์ช่วยเติมเต็มบริเวณที่เกิดการยุบตัว เช่น ร่องน้ำตาหรือใต้ตาที่ลึก เมื่อผิวมีความต่างระดับน้อยลง เงาที่เคยตกกระทบจนทำให้ดูคล้ำก็จะลดลงไปด้วย โดยแพทย์จะพิจารณาชั้นผิว (layer) และตำแหน่งการฉีดอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่กลมกลืนกับโครงหน้าเดิม ไม่ดูบวมเกินไป และยังคงความเป็นธรรมชาติ

ปรับผิวใต้ตาให้เรียบเนียน ดูสว่างขึ้น

การที่ผิวถูกเติมเต็มและเรียบเนียนขึ้นจะช่วยลดการเกิดเงาใต้ตา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดูคล้ำ ฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวบริเวณนั้น ทำให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นเล็กน้อย ส่งผลให้ภาพรวมของใต้ตาดูสดใสขึ้น ผิวดูสว่างมากขึ้น

เห็นผลไว ไม่ต้องพักฟื้นนาน

อีกจุดหนึ่งที่หลายคนสนใจคือระยะเวลาในการเห็นผล โดยทั่วไปหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ค่อนข้างเร็ว (ทั้งนี้อาจมีอาการบวมเล็กน้อยในช่วงแรก) และส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นนาน

ฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร และใครบ้างที่ควรเลี่ยง

คนที่มีใต้ตาคล้ำจากร่องลึก

คนที่มีใต้ตาคล้ำจากร่องลึกถือว่าเหมาะแก่การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามากที่สุด โดยเฉพาะคนที่มีร่องน้ำตาลึกหรือใต้ตายุบตัวจนเกิดเงา ฟิลเลอร์ใต้ตาจะช่วยเติมเต็มบริเวณที่ยุบทำให้ระดับผิวดูสม่ำเสมอขึ้น เงาที่เคยทำให้ดูคล้ำก็จะลดลง ส่งผลให้ใบหน้าดูสดใสขึ้นตามไปด้วย

คนที่อยากดูสดใสขึ้นแบบเร่งด่วน

สำหรับคนที่ต้องออกงาน พบลูกค้า หรืออยากปรับลุคให้ดูเฟรชขึ้นในระยะเวลาไม่นาน ฟิลเลอร์ใต้ตาก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยม เนื่องจากเป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน และโดยทั่วไปสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (อาจมีบวมเล็กน้อยในช่วงแรก) จึงเหมาะกับคนที่ไม่สะดวกพักฟื้นยาวๆ แต่ก็ควรทำความเข้าใจว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และอาจไม่ได้เห็นผลหลังทำในทันที

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ใต้ตาไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำจากเม็ดสีผิวเป็นหลัก ผู้มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก นอกจากนี้ ผู้ที่มีการอักเสบ ติดเชื้อบริเวณผิวหนัง หรือมีโรคประจำตัวบางอย่างก็ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การประเมินใบหน้าก่อนฉีด

ก่อนเริ่มฉีดฟิลเลอร์ แพทย์จะทำการประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นระดับความลึกของร่องใต้ตา ความหนาของผิว ปริมาณไขมันใต้ตา รวมถึงลักษณะการเกิดเงา อาจมีการวิเคราะห์ร่วมกับสัดส่วนใบหน้าโดยรวม เพื่อวางแผนตำแหน่งและปริมาณฟิลเลอร์ที่เหมาะสม ซึ่งขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะช่วยลดความเสี่ยงของผลลัพธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น ใต้ตาดูบวม หรือเกิดก้อนค่ะ

ขั้นตอนการฉีดใช้เวลาประมาณเท่าไหร่

เมื่อวางแผนเรียบร้อยแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนการฉีด โดยทั่วไปจะมีการทำความสะอาดผิวและอาจใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกระหว่างทำ

เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตามีหลายรูปแบบ เช่น การใช้เข็ม (needle) หรือเข็มทู่ (cannula) ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละเคส ระยะเวลาในการทำอยู่ที่ประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและรายละเอียดของการแก้ไขค่ะ

ความรู้สึกระหว่างทำ และการดูแลหลังทำ

ระหว่างฉีดหลายคนจะรู้สึกตึงๆ หรือหน่วงเล็กน้อยบริเวณใต้ตา แต่โดยรวมอยู่ในระดับที่ทนได้และใช้เวลาไม่นาน หลังทำอาจมีอาการบวมหรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติในช่วงแรก

การดูแลหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เช่น หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือสัมผัสแรงๆ บริเวณที่ฉีด งดกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อนสูง เช่น ซาวน่า หรือออกกำลังกายในช่วง 1-2 วันแรก และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้

โดยรวมแล้ว ขั้นตอนของฟิลเลอร์ใต้ตาไม่ได้ยุ่งยาก แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละขั้นตอนมีผลต่อผลลัพธ์ค่อนข้างมาก การเลือกสถานพยาบาลและแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี ชลบุรี – ฉะเชิงเทรา สานฝันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี ชลบุรี – ฉะเชิงเทรา สานฝันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี ชลบุรี – ฉะเชิงเทรา สานฝันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีและฉะเชิงเทรา มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนเรียนดี ภายใต้ โครงการสานฝันการศึกษา ประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

21 พฤษภาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ และนายอำนวย จันทะริส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคนิค ผู้แทนมูลนิธิยังมีเรา พร้อมคณะ  ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน จำนวน 3 ราย โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และสร้างกำลังใจให้เยาวชนที่มีผลการเรียนดี ได้เดินหน้าศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมทั้งมอบขนมขบเคี้ยวและผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและส่งต่อกำลังใจให้แก่ครอบครัวของเยาวชนอีกด้วย

สำหรับรายแรก ได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 6,000 บาท ให้แก่ นางสาวฟ้าสิริน ศรีวิสรณ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสุรศักดิ์ ณ ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี รายที่สองมอบทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท ให้แก่ นางสาวพัชรินทร์ ไชยศรี นักศึกษาระดับอุดมศึกษา คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ณ ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และรายสุดท้ายมอบทุนการศึกษา จำนวน 6,000 บาท ให้แก่ เด็กชายภาคิน ปานมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมวัดหนองจอก ณ ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับเยาวชนทั้ง 3 ราย ล้วนเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี ใฝ่เรียนรู้ มีความกตัญญู และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เพื่อนนักเรียนในสถานศึกษา แม้จะมีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ แต่ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ตนเองและครอบครัว

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์เชื่อมั่นว่า การศึกษาคือ รากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นพลังสำคัญในการสร้างอนาคตของเยาวชนไทย พร้อมยืนยันเดินหน้าส่งต่อโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้โครงการสานฝันการศึกษา ของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ทางมูลนิธิฯ จะยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่ยั่งยืนแก่เยาวชนไทย ให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. ยกระดับวงการเบเกอรี่ไทยสู่มาตรฐานสากล

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม.  ยกระดับวงการเบเกอรี่ไทยสู่มาตรฐานสากล

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพ กทม. ยกระดับวงการเบเกอรี่ไทยสู่มาตรฐานสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

ตอกย้ำจุดยืนสร้างงาน สร้างอาชีพ UFM มอบแป้งสาลีสำหรับใช้ในการเรียนการสอน  หวังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน 

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้เพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ ให้กับประชาชนที่สนใจการทำเบเกอรี่ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องการยกระดับวงการเบเกอรี่ไทย  
สู่มาตรฐานสากล ดังนั้น ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคมสร้างอาชีพ  ให้คนไทย สนับสนุนโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างต่อเนื่อง มอบผลิตภัณฑ์แป้งสาลี ตราว่าว, ตราหงส์ขาว, ตราพัดโบก, ตราบัวแดง, แป้งโฮลวีต และ แป้งทอดกรอบ ตรา UFM  จำนวนกว่า 1,000 ลัง ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน 

ปีที่ผ่านมีประชาชนสนใจเข้าเรียนหลักสูตรขนมอบและเบเกอรี่จากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่ง กว่า 1,500 คน การที่ผู้เรียนใช้วัตถุดิบแป้งข้าวสาลีที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้ควบคุมโครงสร้างของขนมได้ตามสูตรมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวนุ่มของขนมปัง หรือความเบาฟูของเค้ก เนื้อขนมมีความละเอียดน่ารับประทาน ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมของวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น เนยและนม ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น  

ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการที่ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ แล้ว UFM ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านโครงการ UFM Train the Trainer อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร รวมถึงโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนในปีนี้ทาง UFM เดินหน้าจัดทำโครงการ UFM Train the Trainer ต่อ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและเบเกอรี่ พัฒนาบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ซึ่ง UFM เชื่อมั่นว่าทุกโครงการที่ทำเพื่อสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพให้กับคนไทย เพื่อสร้างรายได้และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจต่อไป

อพท. เข้าร่วมพิธีเปิดมหกรรมท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน 2569 พร้อมจัดบูธนิทรรศการนำเสนอผลงานท่องเที่ยวยั่งยืน

อพท. เข้าร่วมพิธีเปิดมหกรรมท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน 2569  พร้อมจัดบูธนิทรรศการนำเสนอผลงานท่องเที่ยวยั่งยืน

อพท. เข้าร่วมพิธีเปิดมหกรรมท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน 2569 พร้อมจัดบูธนิทรรศการนำเสนอผลงานท่องเที่ยวยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.04 น.

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มอบหมาย นางสาววัชรี ชูรักษา รองผู้อำนวยการ อพท. ด้านบริหาร เป็นผู้แทนเข้าร่วมพิธีเปิด มหกรรมท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน ประจำปี 2569 (CBT Expo Thailand) ซึ่งจัดโดยกรมการท่องเที่ยว โอกาสนี้ อพท.ร่วมจัดบูธนิทรรศการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวตามมาตรฐานสากล เพื่อร่วมผลักดันและเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวชุมชนไทยให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โดยมีนายพัฒพงศ์ พงษ์สกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

กรุงเทพประกันภัย ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.02 น.

 บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำโดย ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เป็นประธานวางพวงมาลาถวายสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026  ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

CURIOOkids ร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ชูแนวคิด Future Skills for Alpha Generation เด็กยุคใหม่ “คิดเป็น กล้าสื่อสาร และพร้อมใช้ชีวิตในโลกอนาคต”

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

CURIOOkids โรงเรียนเสริมทักษะแห่งอนาคตด้วยภาษาอังกฤษ สำหรับเด็กอายุ 1.5–12 ปี มาตรฐานสากล ร่วมนำเสนอแนวคิด “การเรียนรู้แห่งอนาคต” ภายในงาน Alpha Skills Summit 2026 ผ่าน Interactive Experience และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้คิด ทดลอง ลงมือทำ และสื่อสารอย่างมั่นใจ สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่เชื่อว่า เด็กยุค Alpha ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการจดจำในห้องเรียนแต่ควรได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต” 

 พร้อมกันนี้ CURIOOkids ยังเผยกลยุทธ์การเติบโตในฐานะผู้นำตลาดการศึกษาทางเลือก เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยแผนการขยายสาขาจาก 12 แห่งในปัจจุบัน สู่ 17 แห่งภายในสิ้นปี และตั้งเป้าเติบโตกว่า 200% สู่ 37 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ปกครองยุคใหม่ ที่มองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่คือการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับโลกอนาคต ทั้งด้านความรู้ ทักษะชีวิต และทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็น 

ในวันที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว ความรู้ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคตของเด็กยุคใหม่ CURIOOkids จึงนำเสนอ ‘โมเดลการศึกษา Future Skills’ ที่มุ่งพัฒนาทักษะซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่าน 4 กลุ่มการเรียนรู้สำคัญ ได้แก่ ภาษาและการสื่อสาร (Communication), การคิดเชิงธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship), เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology & Innovation) รวมถึงความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบ (Creative Design) เพื่อช่วยพัฒนาเด็กให้พร้อมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการใช้ชีวิตในโลกอนาคตอย่างมั่นใจ 

 ความสำเร็จในการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการเป็น “ผู้ร่วมออกแบบเส้นทางการเรียนรู้” ให้กับเด็กและครอบครัว โดย CURIOOkids ทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิดในฐานะเพื่อนคู่คิดผู้ปกครอง เพื่อออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน สร้างความไว้วางใจ และทำให้ CURIOOkids ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันเสริมทักษะ แต่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างยั่งยืน 

CURIOOkids พัฒนาโมเดลการเรียนรู้แบบ “Project-Based Learning” และ “Inquiry Approach” ที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกการตั้งคำถาม คิดอย่างเป็นระบบ ลงมือแก้ปัญหา และกล้าแสดงออก ผ่านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สนุก ทันสมัย และเข้าใจธรรมชาติของเด็กยุคใหม่ 

ด้วยแนวคิดดังกล่าว CURIOOkids จึงมุ่งมั่นพัฒนาเด็กให้เติบโตอย่าง Future Ready พร้อมทั้งด้านความรู้ (Knowledge), ทักษะทางสังคม (Soft Skills) และทักษะชีวิต (Life Skills) เพื่อให้เด็กสามารถปรับตัว คิดสร้างสรรค์ และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

เพราะ CURIOOkids เชื่อว่า อนาคตของเด็ก ไม่ได้วัดจากการจำได้มากแค่ไหน แต่คือความสามารถในการคิด สื่อสาร สร้างสรรค์ และเติบโตอย่างมั่นใจในโลกอนาคต 

สำหรับผู้ปกครองและผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ ของ CURIOOkids พร้อมรับข้อมูลข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษก่อนใครได้แล้ววันนี้ ที่สาขาใกล้บ้านท่าน โทร: 066 125 0921 , https://www.facebook.com/CuriookidsThailand/ , www.curiookids.in.th และ  Line OA: @curiookids 

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย  บอสใหญ่ DMT  นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บอสใหญ่ DMT นำทีม ผู้บริหาร-พนักงาน ทำนาลดคาร์บอน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT นำโดย ดร.ศักดิ์ดา  พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ  เตรียมนำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ร่วมแรงเกี่ยวข้าว 20 ไร่  ในโครงการ “ทำนาลดคาร์บอนยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต” ที่ร่วมกันหว่านข้าวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

การทำนาลดคาร์บอนนี้ ใช้วิธีบริหารจัดการน้ำแบบ “เปียกสลับแห้ง” ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อตัดวงจรการเกิดสภาวะไร้ออกซิเจนในดิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดก๊าซมีแทน รวมถึงการไม่เผาพอซังข้าวอีกด้วย โดยตั้งเป้าผลผลิตข้าวสารไว้ประมาณ 8,000 กิโลกรัม ซึ่งข้าวเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ส่งต่อความอร่อย ในกิจกรรมด้านซีเอสอาร์ของทางบริษัท อาทิ ใส่ในกระเป๋ากันง่วงสำหรับมอบให้ผู้ใช้ทาง ในช่วงวันปีใหม่และช่วงสงกรานต์ และนำไปเป็นของขวัญสวัสดีปีใหม่ให้พันธมิตร คู่ค้า สื่อมวลชน และผู้มีอุปการคุณกับบริษัทต่อไป

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

ปลุกพลัง Food Tech ไทย! ผุด ‘ศูนย์บ่มเพาะเชิงลึก’ ปั้นผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” ณ อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เพื่อสร้างผู้ประกอบการอาหารรุ่นใหม่ ด้วยเทคโนโลยีการฉายรังสี ให้พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ตลาดโลก

โดยภายหลังพิธีเปิดงาน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ยังเป็นประธานในพิธีลงนามลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปั้น Food Tech ไทย กินได้จริง ขายได้ระดับโลก” โดยเน้นย้ำว่า การปั้น Food Tech ไทยให้กินได้จริงและขายได้ระดับโลก ไม่เน้นเพียงแค่การใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับ ‘คุณภาพและรสชาติที่ถูกใจ พร้อมรักษาเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทย’ ซึ่งเทคโนโลยีการฉายรังสีจาก สทน. จะทำหน้าที่เป็น New Growth Engine ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องอายุสินค้าและการปนเปื้อน ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารและสุขภาพระดับโลก

รองศาสตราจารย์ ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่าง สทน. และสถาบันอาหาร ในการริเริ่มบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีรังสีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่มีอยู่แล้ว ให้เพิ่มมูลค่าอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการเข้ามาของ NIA ในวันนี้จะเข้ามาเติมเต็มในฐานะ ‘สะพานเชื่อมสู่เชิงพาณิชย์’ ด้วยการสนับสนุนกลไกทุนนวัตกรรมและโอกาสในการพบปะนักลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้แผนธุรกิจของผู้ประกอบที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 15 ราย จาก 60 รายที่เข้ารับการอบรม ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สำหรับกิจกรรมการอบรมเชิงลึก ในโครงการฯ ได้จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2569 โดยผู้ประกอบการ จะได้รับการพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร กฎหมายและมาตรฐานอาหาร การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้าง Storytelling การจัดทำแผนธุรกิจ รวมถึงการ Pitching เพื่อนำเสนอธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการ และการเสวนาเกี่ยวกับความร่วมมือในโครงการฯ และภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมพิธีเปิดในภาคเช้าแล้ว ช่วงบ่ายผู้ประกอบการได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ฉายรังสี คลอง 5 ของ สทน. เพื่อเข้าชมโรงงานต้นแบบมาตรฐานสากลที่ใช้เทคโนโลยี “เครื่องเร่งอนุภาคอิเล็กตรอน” ที่ทันสมัยที่สุด สอดรับกับเป้าหมายของ สทน. ที่เตรียมดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีประจำภูมิภาค ทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงเทคโนโลยีได้ใกล้แหล่งผลิต ลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สินค้ามูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ต่อจากนั้น ผู้ประกอบการยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ซึ่งปัจจุบัน ทางบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสทน. นำเทคโนโลยี Electron Beam (E-Beam) และ โคบอลต์-60 ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ โดยไม่ก่อให้เกิดสารพิษหรือสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 100%