ไทยวาโก้ ผนึกกำลัง มศว ลงนาม MOU ส่งเสริมการเรียนรู้ วิจัย และนวัตกรรม

1 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ WACOAL ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (SWU) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ มุ่งสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรและคนรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีคณะผู้บริหารจากทั้งสององค์กรร่วมเป็นสักขีพยาน    ณ สำนักงานหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (ประสานมิตร)

ภายในงานยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้บริหารทั้งสององค์กร ถึงแนวคิดและแนวทางความร่วมมือ รวมถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อบุคลากร นิสิตและสังคม โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ นางอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

นอกจากนี้ WACOAL ยังจัดกิจกรรม “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เชิญชวนนิสิตและบุคลากร มศว ร่วมส่งต่อชุดชั้นในเก่าทั้งหญิงและชายทุกแบรนด์ที่เสื่อมสภาพ เพื่อนำไปจัดการและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วมจากนิสิตและบุคลากรเป็นจำนวนมาก

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ WACOAL ในการสนับสนุนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมร่วมสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมและขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

มศวไทยวาโก้

อว. – NIA ประกาศปิด CIA รุ่นที่ 1 ปั้น ‘นักพัฒนาเมืองนวัตกรรม’

1 กันยายน 2569 เวลา 11:25 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เตรียมจัดพิธีปิดและจัดกิจกรรม Final Pitching หลักสูตร City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรสำหรับนักพัฒนาเมืองนวัตกรรม ประจำปี 2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมืองอย่างเข้มข้นตลอด 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า หลักสูตร CIA รุ่นที่ 1 มุ่งพัฒนาผู้นำและเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด “Innovative Resilient City” หรือ “เมืองนวัตกรรมที่พร้อมรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง” เพื่อสร้างคนที่สามารถมองเมืองอย่างเป็นระบบ มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลง และเชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล นโยบาย นวัตกรรม และความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปสู่การลงมือ

ตลอดเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ การศึกษาพื้นที่จริง การแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญ กิจกรรม Bootcamp และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมเมือง ตั้งแต่การทำความเข้าใจ City Challenge และความเสี่ยงของเมือง การใช้ข้อมูลและหลักฐาน การมองเมืองเชิงระบบและค้นหา Leverage Point ไปจนถึงการออกแบบนวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนา Prototype กำหนดตัวชี้วัด และแผนการนำไปใช้จริง

สำหรับการพัฒนาผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้ร่วมกันทำงานใน 6 ทีม ผ่านกระบวนการ Co-creation โดยนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญตลอดหลักสูตรมาประยุกต์กับโจทย์และบริบทของเมือง เพื่อพัฒนาเป็น “Future-ready City Innovation Prototype” ที่มีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการนำไปทดลอง ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบและพันธมิตร รูปแบบการบริหารจัดการ ข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็น งบประมาณหรือแหล่งทุน ประเด็นจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ตัวชี้วัดผลลัพธ์ ตลอดจนแนวทางการทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาต่อยอด ก่อนนำเสนอผลงานในกิจกรรม Final Pitching วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เพื่อเพิ่มความพร้อมของต้นแบบในการก้าวจาก Prototype สู่ Pilot และการขยายผลในอนาคต

 “อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของ CIA คือการสร้างเครือข่ายผู้นำและนักพัฒนาเมืองจากหลากหลายภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงเมืองไม่สามารถเกิดขึ้นจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงทั้งความรู้ ทรัพยากร อำนาจการตัดสินใจ และศักยภาพของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าด้วยกันซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นหลังจบหลักสูตรจึงไม่ใช่เพียงต้นแบบที่จบอยู่บนเวที Final Pitch แต่คือการที่ผู้เข้าร่วมสามารถนำวิธีคิด เครื่องมือ และเครือข่ายที่เกิดขึ้นจาก CIA กลับไปต่อยอดในพื้นที่ ทดลอง ปรับปรุง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ เพราะความพร้อมของเมืองในอนาคตไม่ได้หมายถึงการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม NIA จะเดินหน้าต่อยอดการพัฒนาเมืองนวัตกรรมผ่าน 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ City Innovators การพัฒนาคนที่พร้อมขับเคลื่อนเมือง City Innovation การสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่ City Ecosystem การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลองและขยายผล และ City Partnership การเชื่อมโยงความร่วมมือและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันเมืองไทยสู่การเป็น “Innovative Resilient City” ที่มีความยืดหยุ่น น่าอยู่ พร้อมรับมือ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

FENDI Couture คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27

1 กันยายน 2569 เวลา 10:30 น.

ในคอลเลกชันกูตูร์ (Couture) แรกของเธอสำหรับแบรนด์ FENDI มาเรีย กราเซีย คิอูรี ได้หยิบยกเอา “ความปรารถนาอันเป็นองค์ประกอบในเรือนร่างของมนุษย์” มาเป็นใจความสำคัญในการสร้างสรรค์ ผลงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้า แต่คือกลยุทธ์การออกแบบที่คืนคุณค่าให้กับเรือนร่างเหล่านั้น ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนจริง ตลอดจนความซับซ้อนของความรู้สึก เจตนารมณ์ และทัศนคติ

คอลเลกชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2026-27 ได้หลอมรวมความเย้ายวน ความพึงใจในกามารมณ์ (eroticism) เสรีภาพ และความรื่นรมย์เข้าไว้ด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Histoire d’eau (1977) ภาพยนตร์แฟชั่นที่ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ (Karl Lagerfeld) สั่งจัดทำขึ้นพิเศษสำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-to-Wear) แรกของ FENDI

งานดีไซน์ของคิอูรีช่วยขับเน้นและโอบรับสรีระอย่างนุ่มนวลผ่านรูปทรง (silhouettes) ที่พริ้วไหวและเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของห้องเสื้อ (ateliers) FENDI ผ่านเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรป การใช้ผ้าชีฟอง งานหนัง และขนสัตว์ การผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับฝีมือช่างศิลป์ในคอลเลกชันนี้ เป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า กูตูร์ คือพื้นที่แห่งการทดลองทางแฟชั่นเสื้อผ้า ที่ซึ่งขนบดั้งเดิมและนวัตกรรมล้ำสมัยจะยังคงเติบโตและวิวัฒนาการไปด้วยกันอย่างไม่หยุดยั้ง

CoutureFENDI

สกสว.จัดประชุมชี้แจงเป้าหมายงบวิจัย 2571 มุ่งสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ไร้รอยต่อและใช้ได้จริง

1 กันยายน 2569 เวลา 10:13 น.

สกสว.จัดเวทีประชุมชี้แจงงบประมาณเป้าหมายการสนับสนุนงบ ววน. และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงาน ประจำปี 2571 ตั้งเป้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ เน้นการบริหารจัดการและประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และ ยึดหลักธรรมาภิบาล

ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยลและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและ ณ อาคารอิมแพ็คฟอรัม เมืองทองธานี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในระบบ ววน. ทั่วประเทศกว่า 800 คนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับทิศทางการสนับสนุนงบประมาณทั้งในส่วนของทุนสนับสนุนงานมูลฐาน (Fundamental Fund) และทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology Development Fund) พร้อมทั้งชี้แจงแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ก่อนเปิดรับคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 อย่างเป็นทางการ

ประธาน กสว. กล่าวระหว่างปาฐกถานำในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ” ว่า ระบบ ววน. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก พร้อมชี้ว่างบประมาณที่ลงทุนในระบบ ววน. จะต้องส่งผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ภายใต้การบริหารจัดการงบประมาณและการประเมินผลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักธรรมาภิบาล

“ระบบ ววน. จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่มีกำลังมหาศาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างกำลังคนที่มีทักษะแห่งอนาคตและพร้อมตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต นอกจากนี้จะต้องเชื่อมโยงงานวิจัยของประเทศเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ทั้งงานวิจัยมูลฐาน และโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สอดรับกับงานวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่คุณค่างานวิจัยที่ไร้รอยต่อ” ประธาน กสว. กล่าวย้ำ

ด้าน ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยหน่วยงานในระบบ ววน. สามารถจัดทำคำของบประมาณสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงนโยบายและทิศทางของกองทุน ววน. แนวทางการบริหารงบประมาณ การติดตามและประเมินผล และผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของไทยในระยะยาว

“งบประมาณด้าน ววน. ในปี 2571 จะกำหนดจุดเปลี่ยนของอนาคต ทุกเม็ดเงินที่จัดสรรคือความมุ่งมั่นที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานในระบบเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง” ผู้อำนวยการ สกสว. ระบุ

สกสว.

ไปรษณีย์ไทยออกแสตมป์ที่ระลึก 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส

1 กันยายน 2569 เวลา 09:00 น.

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไทยฝรั่งเศส ผ่านตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยฝรั่งเศส ถ่ายทอดเรื่องราวของสองประเทศผ่านภาพวาดสถานที่สำคัญริม “แม่น้ำเจ้าพระยา” และ “แม่น้ำแซน” เพื่อร่วมบันทึกประวัติศาสตร์วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน โดยแสตมป์ที่ระลึกจำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า วาระครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมบันทึกเรื่องราวมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศผ่านแสตมป์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่สามารถพาเรื่องราวและคุณค่าของแต่ละประเทศเดินทางไปสู่ผู้คนได้อย่างกว้างไกล โดยครั้งนี้ได้นำสถานที่สำคัญของไทยและฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแซน มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เพื่อสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน ไปรษณีย์ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแสตมป์ชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ช่วยส่งต่อเรื่องราวของมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศสให้เดินทางต่อไปยังคนรุ่นหลัง

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

แนวคิดการออกแบบตราไปรษณียากรที่ระลึกชุดนี้เลือกใช้ แม่น้ำ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเล่าเรื่อง เปรียบเสมือนเส้นทางแห่งสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การเดินทาง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยนำแลนด์มาร์กสำคัญของไทยและฝรั่งเศสมาถ่ายทอดผ่านภาพวาดอะคริลิก ฝั่งประเทศไทยถ่ายทอดผ่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผลงานการวาดโดย นายธเนศ พลไชยวงศ์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำเจ้าพระยา ขณะที่ฝั่งฝรั่งเศสถ่ายทอดผ่านหอไอเฟลริมแม่น้ำแซน ผลงานการวาดโดย Stéphane Humbert-Basset ศิลปินชาวฝรั่งเศส สะท้อนเสน่ห์ของกรุงปารีสและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศส

ทั้งนี้ ตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง ซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท กำหนดวันแรกจำหน่าย 28 สิงหาคม 2569 สามารถซื้อได้ที่ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์ประจำจังหวัด พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) และช่องทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ http://www.thailandpostmart.com สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเอส เคิร์ฟ โทร 0 2573 5480, 0 2573 5463

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

แสตมป์ที่ระลึก170ปีไปรษณีย์ไทย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ผนึกทุกภาคส่วนเปลี่ยน Nature Positive จากแนวคิดสู่การลงมือทำ

1 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

เมื่อธรรมชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมองค์ความรู้ นโยบาย เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง พร้อมผนึกกำลังผู้นำจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชนกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ร่วมผลักดัน “Nature-based Economy” หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติ ให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

MFLF Sustainability Forum 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมี ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และผู้แทนจากทุกภาคส่วน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569

ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ กล่าวว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง กำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต ธรรมชาติจึงไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากการพัฒนา แต่เป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“การเปลี่ยนธรรมชาติให้เป็นความปกติใหม่ ไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่คือการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่อย่างมั่นคง”

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อม 3 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงต้องขยับจากการลดผลกระทบไปสู่ Nature Positive ซึ่งมุ่งหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติและฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาดีขึ้นอย่างแท้จริง

ที่สำคัญความหลากหลายทางชีวภาพไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุน แต่สามารถนำไปสู่การวิจัย นวัตกรรม การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และ New S Curve ใหม่ของประเทศได้ หากประเทศไทยมีกฎหมาย ระบบข้อมูล และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ที่ชัดเจน

“Nature Positive ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจ ชุมชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นทั้งความมั่นคงของประเทศและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

อย่างไรก็ตาม เวที Nature Positive Business: กลยุทธ์ธุรกิจในยุคที่ธรรมชาติเป็นหุ้นส่วน สะท้อนว่า ธรรมชาติเป็นทั้งทรัพยากรที่ธุรกิจพึ่งพา ความเสี่ยงที่ต้องบริหาร และโอกาสในการสร้างคุณค่าใหม่ ธุรกิจจึงต้องนำธรรมชาติเข้าไปอยู่ในการออกแบบเมือง การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการในฐานะกิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

ปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวว่า เมืองมีผลกระทบต่อการปล่อยคาร์บอนสูงถึงร้อยละ 60 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนทางการเงิน โดยนำธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว พันธุ์พืช นก หรือระบบนิเวศที่เคยถูกตัดออกไปจากการออกแบบเพื่อให้ดูแลรักษาง่าย

“เราต้องใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ให้สูงขึ้น ใช้พื้นที่น้อยลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และทำให้ธรรมชาติดีขึ้น นั่นคือหัวใจของ Value Creation”

จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมต้องมองทั้งการ “ปลูกคน ปลูกป่า และปลูกเมือง” เพราะพื้นที่ขนาดใหญ่ย่อมส่งผลต่อเส้นทางน้ำ ระบบนิเวศ และชุมชนโดยรอบ หากนิคมเข้าไปขวางทางน้ำ ชาวบ้านปลายน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที และท้ายที่สุดผลกระทบนั้นจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงของธุรกิจเอง การออกแบบพื้นที่จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจธรรมชาติและชุมชน พร้อมมองการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ไม่ใช่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment เมื่อลงทุนแล้วต้องได้ผลตอบแทนกลับมา กรีนต้องกินได้ เพราะกรีนแล้วกินไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ และถ้าเราเริ่มก่อน เราจะเป็นผู้นำและเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์”

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า แม้ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ได้ปรากฏอยู่ในงบดุล แต่เป็นรากฐานของธุรกิจเครื่องดื่ม ตั้งแต่น้ำ น้ำตาล พลังงาน ไปจนถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ การบริหารจัดการจึงต้องมองออกไปไกลกว่าโรงงาน ครอบคลุมชุมชน คู่ค้า และระบบลุ่มน้ำเดียวกัน เพราะเมื่อชุมชนได้รับผลกระทบ ธุรกิจและกำลังซื้อก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“เราจะดูแลแค่สินค้าของเราไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้จบอยู่เพียงในโรงงาน ธุรกิจต้องช่วยให้ระบบนิเวศรอบตัว คู่ค้า และชุมชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วย”

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวสรุปว่า มูลนิธิฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าก็ยังคงถูกใช้เพื่อความอยู่รอด แต่บทเรียนจากทุกเวทีแสดงให้เห็นว่า สมการดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงตลอดไป หากสามารถทำให้ป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้และการดำเนินธุรกิจ

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

ทั้งนี้ หม่อมหลวงดิศปนัดดา เสนอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานของธรรมชาติ โดยเชื่อมกระบวนการตั้งแต่การประเมินมูลค่าและผลกระทบต่อธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting การเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของธุรกิจอย่างโปร่งใส การนำข้อมูลดังกล่าวไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน และแผนการลงทุน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลประกอบการประเมินความเสี่ยงและจัดสรรเงินทุนเข้าสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

กระบวนการดังกล่าวจะทำให้ภาคธุรกิจมองเห็นทั้ง “ไข่แดง” หรือทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” หรือผลกระทบที่ขยายไปสู่ห่วงโซ่คุณค่า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ พร้อมลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจ นักการเงิน หน่วยงานรัฐ และชุมชน โดยมีธรรมชาติเป็นตัวเชื่อมทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้จบลงเพียงการแลกเปลี่ยนแนวคิด แต่ได้วางกระบวนการขับเคลื่อนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสร้างกฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่การตัดสินใจทางธุรกิจและการเงิน การออกแบบกลไกที่ส่งเงินทุนถึงพื้นที่ ไปจนถึงการสร้างอาชีพให้คนสามารถดูแลธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน  และธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ต้องดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นปัจจัยในการเติบโตควบคู่กัน และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

MFLFSustainabilityForum2026มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

สูตรลับจับคู่สารอาหาร เทคนิคช่วยลูกดูดซึมดี เติบโตสมวัย สไตล์กุมารแพทย์

1 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยสงสัยใช่ไหมว่า ทั้งที่เลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดให้ลูกทานแล้ว แต่ทำไมลูกยังดูตัวเล็ก หรือดูไม่สดใสเท่าที่ควร? ความจริงแล้ว ปริมาณ‘ สารอาหารอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูดซึม เพราะร่างกายของเด็ก ๆ มีกลไกที่ซับซ้อน

 พญ.รังรักษ์ สวนดอก (ว.23354) กุมารแพทย์ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช เจาะลึกสูตรลับการจับคู่สารอาหาร ที่จะช่วยให้ลูกรักของคุณโตไวและมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้นได้

พญ.รังรักษ์ สวนดอก

การจับคู่อาหารให้ลูกรับประทานที่เหมาะสมจะเพิ่มประโยชน์ให้ลูก “ดูดซึมดี โตไว แข็งแรง” แนวคิดนี้ “ใช่เลย” ในระดับลึกเด็กกินของดีแค่ไหน แต่ถ้าร่างกายดูดซึมไม่ได้ก็เสียของการจับคู่อาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ และเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีประโยชน์ในเด็กช่วงกำลังโต โดยเฉพาะ ธาตุเหล็ก วิตามินเอ ดี อี เค และแคลเซียม

อาหารสำคัญที่มีหลักฐานและใช้ได้จริงในบ้าน 6 คู่ มีดังนี้

1.เหล็กควบคู่กับวิตามินซี ช่วยให้เหล็กดูดซึมเพิ่มหลายเท่า (ป้องกันซีด อ่อนเพลีย สมาธิดีขึ้น) ตัวอย่างคู่อาหาร : ไข่ / ตับ / เนื้อแดง ควบคู่กับ ส้ม / ฝรั่ง / สตรอว์เบอร์รี,  ผัดผักใบเขียว ควบคู่กับ มะนาวบีบ, โจ๊กหมู ควบคู่กับ ส้ม 1 ลูก

ผลลัพธ์: เหตุผลวิตามินซีช่วยลดธาตุเหล็กจากรูปเฟอร์ริก (Ferric, \(Fe^{3+}\)) ที่ละลายน้ำได้ยาก ไปเป็นรูปเฟอร์รัส (Ferrous, \(Fe^{2+}\)) ที่ละลายน้ำได้ดี ทำให้ช่วยดูดซึมได้ดีขึ้น การจับคู่อาหารที่เหมาะสมช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ และเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเด็กช่วงกำลังโต

2.ไขมันดี ควบคู่กับวิตามินเอ ดี อี เค เป็นวิตามินละลายในไขมัน ต้องมีไขมันถึงจะดูดซึมได้ ตัวอย่างคู่อาหาร : แครอท/ฟักทอง/ผักบุ้ง ผัดน้ำมันนิดเดียว, สลัดผัก ควบคู่กับน้ำสลัดมีน้ำมันงา, ไข่เจียวผักใบเขียว ผักลวก ควบคู่กับ งาดำ และน้ำมันงา 1 ช้อนชา

ผลลัพธ์: เราจะดูดซึมวิตามินจากผักได้ดีมากขึ้น โดยเด็กไม่ต้องกินน้ำมันเยอะ แค่นิดเดียวก็ช่วยแล้ว

3.แคลเซียม ควบคู่กับ วิตามินดี จะช่วยให้แร่ธาตุในกระดูกดีขึ้น ตัวอย่างคู่อาหาร : นม/โยเกิร์ต ควบคู่กับ ไข่ (วิตามินดี ในไข่แดง), ปลาทู/ปลาซาร์ดีน ควบคู่กับ แดดเช้า และวิ่งเล่นกลางแจ้ง, เต้าหู้ ควบคู่กับ ปลาตัวเล็ก

ผลลัพธ์: ทริกง่ายเล่นแดดเช้า 15–20 นาที = วิตามินดีจะดีขึ้นและแคลเซียมใช้ประโยชน์ได้จริง

4.โปรตีน ควบคู่กับ ธาตุเหล็ก และไอโอดีน (อาหารสมอง) ดีต่อสมอง ความจำ พัฒนาการ ตัวอย่างคู่อาหาร : ปลาทู/ปลาโอ ควบคู่กับ ข้าว และผัก, ไข่ ควบคู่กับ สาหร่าย (ไอโอดีน), ข้าวต้มปลา ควบคู่กับ สาหร่ายวากาเมะ, ต้มจืดเต้าหู้ไข่ ควบคู่กับ สาหร่าย,

5.ใยอาหาร + น้ำ: ลำไส้ทำงานดี กินผักผลไม้ แต่ “ไม่ดื่มน้ำ”ท้องผูก ดูดซึมไม่ดี ตัวอย่างคู่อาหาร : มื้อมีผักทุกมื้อ ควบคู่กับ น้ำเปล่าตาม, ผลไม้เป็นชิ้น (ไม่ใช่น้ำผลไม้)

ผลลัพธ์: อุจจาระดีขึ้น เด็กกินอาหารได้ดีขึ้นดูดซึมดีขึ้น

6.โพรไบโอติก ควบคู่กับ พรีไบโอติก ทำให้ลำไส้แข็งแรงดูดซึมสารอาหารดีขึ้น ตัวอย่างคู่อาหาร: โพรไบโอติก: โยเกิร์ต, นมเปรี้ยว, เต้าเจี้ยว, ถั่ว, นัตโตะ, พรีไบโอติก: กล้วยน้ำว้า, หัวหอม, กระเทียม, มันเทศ , โยเกิร์ต ควบคู่กับ กล้วย, ข้าวต้ม ควบคู่กับ กระเทียมเจียว (นิดเดียว), แซนด์วิชไข่ ควบคู่กับ หอมใหญ่สไลซ์บาง ๆ

คู่อาหารที่ “ขัดขา” ไม่แนะนำให้รับประทานควบคู่กัน มีดังนี้

1) ชา/โกโก้ เข้ม ควบคู่กับ อาหารเหล็กสูง : สารแทนนิน (Tannin) ในชา ลดการดูดซึมเหล็ก อย่าให้พร้อมอาหาร

ถ้าจะรับประทานให้เว้น 1–2 ชั่วโมง

2) นมเยอะ ควบคู่กับ อาหารเหล็กในมื้อเดียว: แคลเซียม แย่งทางดูดซึมเหล็กเล็กน้อย มีวิธีแก้แบบง่าย คือ นม = ก่อนนอน เหล็ก/เนื้อ/ตับ = มื้อเช้า/เที่ยง + ผลไม้

ตัวอย่างเมนู 1 วัน (แบบเด็กกินง่าย) มื้อเช้า: โจ๊กหมู ควบคู่กับ ผักชี, ไข่ และส้ม 1 ลูก /  มื้อกลางวัน: ข้าว ควบคู่กับ ปลาทูย่าง, ผัดผักบุ้งน้ำมันหอย, น้ำเปล่า 1 แก้ว และมะละกอชื้นเล็ก ๆ 1-2 ชิ้น /  มื้อว่างช่วงบ่าย: โยเกิร์ต ควบคู่กับ กล้วย /  มื้อเย็น: ต้มจืดผักกาดขาว ควบคู่กับ เต้าหู้ไข่, สาหร่าย และข้าวกล้อง ก่อนนอน นม 1 แก้ว

ผลลัพธ์: ได้ครบถ้วนในสารอาหารดังนี้ โปรตีน ธาตุเหล็ก ควบคู่กับ วิตามินซี วิตามินเอ ดี อี และเค ใยอาหาร ควบคู่กับ น้ำ แคลเซียม

เพราะ “ความรัก” ของพ่อแม่ไม่ได้อยู่แค่ในปริมาณอาหารที่ลูกทาน แต่สอดแทรกอยู่ในความใส่ใจที่เลือก “คู่หูอาหาร” ที่ดีที่สุดให้เขา การปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยในวันนี้ คือ รากฐานของสุขภาพที่แข็งแรงและรอยยิ้มที่สดใสของลูกในวันหน้า มาเริ่มการจัดเมนูอาหารให้ลูกน้อยที่ทรงพลังไปพร้อมกัน ทั้งนี้ ศูนย์สุขภาพเด็ก ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

สารอาหารสูตรลับ

บำรุงราษฎร์ ก้าวสู่อันดับ 96 โลก โรงพยาบาลแห่งเดียวในไทยที่ติด Top 100 ที่ดีที่สุดในโลก

1 กันยายน 2569 เวลา 06:45 น.

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับ ในประเทศไทย ปีซ้อน และเป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติด ใน 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ จากการสำรวจของนิตยสาร Newsweek และ Statista ประจำปี 2569 ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการส่งมอบการบริบาลทางสุขภาพที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน

นิตยสารและเว็บไซต์ข่าวชั้นนำ ร่วมกับ Statista บริษัทสำรวจวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านตลาดและผู้บริโภคเชิงลึกที่น่าเชื่อถือระดับโลกของประเทศเยอรมนี ได้ประกาศผลการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2569 (World’s Best Hospitals 2026) จำนวน 250 อันดับ ผ่านทาง http://www.newsweek.com โดยมีโรงพยาบาลกว่า 2,530 แห่ง ใน 32 ประเทศทั่วโลกเข้ารับการประเมิน โดยมีผลประกาศและใจความสำคัญว่า บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่ 96 จาก 250 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งขยับขึ้นจากอันดับที่ 100 ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นไปตามเป้าหมายที่โรงพยาบาลฯ ได้ตั้งไว้

บำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลของไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

บำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 (2021-2026) ด้วยคะแนน 91.80% ในขณะที่โรงพยาบาลที่ได้รับการจัดอันดับที่ 2 ได้คะแนน 87.80% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสม่ำเสมอในคุณภาพของการรักษา

การจัดอันดับของ Newsweek และ Statista ได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพระหว่างประเทศร่วมพิจารณาจากเกณฑ์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ตัวชี้วัดคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Quality Metrics): ข้อมูลคุณภาพการดูแลรักษาเฉพาะทาง ความปลอดภัยของผู้ป่วย มาตรการด้านสุขอนามัย และอัตราส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ต่อผู้ป่วย 2.คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ (Hospital Recommendations from Peers): การสำรวจออนไลน์จากแพทย์ ผู้บริหารโรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 100,000 ราย จาก 32 ประเทศ

3.ข้อมูลจากประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience): ความพึงพอใจทั่วไป การแนะนำบอกต่อ และความพึงพอใจต่อการรักษาพยาบาล 4.PROMs (PROMs Implementation): การใช้แบบประเมินผลลัพธ์ด้านการรักษาจากมุมมองของผู้ป่วย เพื่อวัดผลด้านสุขภาวะและคุณภาพชีวิต

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า “นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับการจัดอันดับที่สำคัญในครั้งนี้ ในฐานะตัวแทนของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขอถือโอกาสนี้มอบคำชื่นชมและคำขอบคุณให้แก่ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และพนักงานฝ่ายสนับสนุนทุกคนสำหรับความเชี่ยวชาญ ความเห็นอกเห็นใจ และความมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละในการดูแลผู้ป่วยอย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นรากฐานที่แท้จริงของชื่อเสียงระดับโลกของบำรุงราษฎร์ สิ่งที่น่าสังเกตคือหลักเกณฑ์การประเมินในปี 2569 นั้นมีความเข้มข้นมากกว่าปีก่อน ๆ โดยเพิ่มน้ำหนักตัวชี้วัดด้านคุณภาพของโรงพยาบาล เพิ่มเกณฑ์การรับรองมาตรฐานและความปลอดภัย ประสบการณ์อันน่าประทับใจของผู้ป่วย รวมถึงกรอบการประเมิน PROMs ที่ละเอียดรัดกุมกว่าเดิม แม้ว่ามาตรฐานจะสูงขึ้น แต่เรายังคงสามารถพัฒนาอันดับของเราให้ดีขึ้นได้จากอันดับ 182 สู่ 134 สู่ 100 และล่าสุด 96 แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน รวมถึงเป็นภาพสะท้อนของความไว้วางใจจากประชาคมการแพทย์ทั่วโลก ซึ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นหมุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สำคัญของโลก”

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชื่อเสียงให้แก่วงการสาธารณสุขไทยบนเวทีโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์การรักษาด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย การใช้นวัตกรรมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบการบริบาลที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ที่มารับบริการทุกคน

อันดับ96โลกโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

คนไทย 45% เผชิญ ‘โรคอ้วน’ เสี่ยงเบาหวาน-โรคหัวใจ กว่าคนทั่วไปหลายเท่า

1 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

ปัจจุบันโรคอ้วนเป็นวิกฤตสุขภาพที่รุนแรงไปทั่วโลก ในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ระบุว่า จากการสำรวจในปี 2568 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 45% เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าหลายคนยังเข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่าง แต่แท้จริงเป็นโรคที่ทำร้ายทั้งระบบฮอร์โมน การเผาผลาญ และการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งหากปล่อยไว้นานไม่รักษาอาจนำสู่ภาวะแทรกซ้อน ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหนักที่สุดอาจทำให้หัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล

นพ.ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต  เผยพฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยง “โรคอ้วน” ไม่รู้ตัว พร้อมสัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย และแนวทางการในการปรับไลฟ์สไตล์วันละนิด แต่พิชิตโรคอ้วนและเปลี่ยนชีวิตได้จริง

“โรคอ้วน” ภัยเงียบที่ทำร้ายทั้งรูปร่างและระบบในร่างกาย

โรคอ้วน หรือภาวะน้ำหนักตัวเกิน คือการที่ร่างกายสะสมปริมาณไขมันมากเกินไปจนรูปร่างไม่สมดุล แถมยังสร้างความผิดปกติต่อระบบในร่างกาย ทั้งการที่ฮอร์โมนผิดปกติจากการดื้อเลปติน ทำให้สมองไม่สั่งการว่ารู้สึกอิ่มแม้ร่างกายจะมีพลังงานเหลือ การที่ไขมันปล่อยสารอักเสบออกมาทำร้ายระบบหัวใจและหลอดเลือด และการที่ร่างกายต่อต้านการลดน้ำหนักด้วยการลดการเผาผลาญ และกระตุ้นความหิวเพื่อดึงน้ำหนักกลับไปที่จุดสมดุลหรือน้ำหนักเดิมของเรา

“โรคอ้วน” จุดเริ่มต้นของเบาหวาน ความดันสูง และหัวใจล้มเหลว

นพ.ชาญวัฒน์ เล่าว่า “การเป็นโรคอ้วนอาจทำให้เกิดโรคร่วมหลายอย่าง เริ่มจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพราะเซลล์ไขมันที่ขยายตัวจะเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนตับอ่อนทำงานหนักและควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ถัดมาคือความดันโลหิตสูง เพราะโรคอ้วนกระตุ้นร่างกายให้กักเก็บน้ำและเกลือมากเกินจำเป็น ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวจนความดันในเลือดเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ โรคอ้วนยังทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมักพบไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันดี (HDL) ลดลง และไขมันเลว (LDL) จะเปลี่ยนเป็นชนิดที่เกาะผนังหลอดเลือดได้ง่าย ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบเร็ว หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น และหากไม่รักษาในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้”

อาหารแปรรูป-นั่งแช่ไม่ลุก-เครียดเรื้อรัง-นอนน้อย พฤติกรรมเสี่ยง “โรคอ้วน”

โรคอ้วนมักเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงที่คนยุคนี้จำนวนมากทำอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การบริโภคอาหารแปรรูปสูง (Ultra-processed foods) เช่น ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีส่วนกระตุ้นสมองให้รู้สึกอยากกินมากขึ้นและรู้สึกอิ่มช้าลง ถัดมาคือการนั่งทำงานต่อเนื่องนานเกิน 6–8 ชั่วโมง ที่ทำให้ระบบเผาผลาญและการกำจัดไขมันไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนความเครียดเรื้อรังก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยง เพราะถ้ายิ่งเครียดสมองก็ยิ่งโหยหาอาหารมากินเพื่อผ่อนคลาย และอีกอย่างคือถ้านอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ก็จะไปกระตุ้นฮอร์โมนความหิวและทำให้อินซูลินทำงานไม่ดี ทำให้น้ำตาลสะสมในเลือดได้นานขึ้น ซึ่งถ้าทำพฤติกรรมเหล่านี้ซ้ำ ๆ โดยไม่ปรับตัว จะทำให้เกิดโรคอ้วนในที่สุด

ส่องสัญญาณเตือน “โรคอ้วน” ที่ต้องรีบพบแพทย์ด่วนก่อนสาย

“ผู้ป่วยโรคอ้วนที่เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ ทำกิจกรรมเบาๆ ก็หอบ ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดผิดปกติ ปวดเข่าหรือปวดข้อเรื้อรัง นอนกรนเสียงดังหรือสงสัยว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นสัญญาณว่าโรคอ้วนกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงเป็นโรคร่วมตามมา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในระยะยาว นอกจากนี้คนที่มี BMI เกิน 23 มีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรมาตรวจคัดกรองแม้จะยังไม่มีอาการ” นพ.ชาญวัฒน์ อธิบาย

เริ่มพิชิต “โรคอ้วน” ลดน้ำหนักเพียง 5–10% เปลี่ยนชีวิตได้

การวินิจฉัยโรคอ้วนที่ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก รพ.วิมุต จะประเมินทั้งค่า BMI ควบคู่กับความรุนแรงของโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันสูง และคัดกรองภาวะแทรกซ้อนที่ยังไม่แสดงอาการอย่างไขมันพอกตับ เมื่อประเมินครบแล้ว แพทย์จะรักษาแบบ Health-Centered ซึ่งเน้นลดความเสี่ยงโรคร่วมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่ง โดยตั้งเป้าลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับวิธีการรักษาแพทย์จะใช้การปรับโภชนาการ วางแผนออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และใช้ยาควบคุมน้ำหนักในรายที่จำเป็น ส่วนในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพิจารณาการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ โดยทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องติดตามระยะยาว

“โรคอ้วนเป็นโรคที่มีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำและสร้างภาระให้คนไข้ ทั้งต้องใช้ยาต่อเนื่อง ต้องลางานไปพบแพทย์ ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง ดังนั้นก็อยากให้ป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เริ่มจากขยับร่างกายให้มากขึ้น เดินให้ได้วันละ 30 นาที และลดการกินของหวานให้น้อยลง พร้อมกับไปตรวจสุขภาพทุกปีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงก่อนอันตราย ซึ่งถ้าเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ ชีวิตก็ดีขึ้นได้เลย” นพ.ชาญวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่กำลังมีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์ และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก ชั้น 3 เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00–19.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0070 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน

โรคอ้วน

คุณแหน : 1 กันยายน 2569

1 กันยายน 2569 เวลา 02:00 น.

ll คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีทำบุญวาระครบรอบ 62 ปี แห่งการสถาปนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประจำปี 2569 และวาระครบรอบ 117 ปีชาตกาล ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย รวมทั้งทำบุญอุทิศให้ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาผู้ล่วงลับ ในวันพุธที่ 9 ก.ย.9.00น. ณ ห้องประชุม 60 ปี อาคาร HB8 คณะมนุษยศาสตร์ มช…

ll ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทรัมป์ ก็มีคนรู้ใจระดับฉายา “Wall Paper” นะคะ พวกเราคงจำกันได้ในยุครัฐบาลไทยที่มีท่าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ท่านก็มีผู้ช่วยคนสนิทที่ติดตามไม่ห่างกายจนสื่อขนานนามว่า “Wall Paper” ต่างกันอยู่ตรงที่คนของ ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นสาวสวยผมบลอนด์ (เป็นโอเพ่นซีเคร็ทในทำเนียบข่าววว่าผู้หญิงรายรอบท่านประธานาธิบดีต้องเป็นคนผิวขาวผมบลอนด์ไม่ว่าจะเป็น ภริยาเก่าและปัจจุบัน, ลูกสาวคนโปรด, รมต.หญิง, ผู้ช่วยหญิงคนดัง, และแม้แต่โฆษกรัฐบาลต้องบลอนด์หมด !) ผู้ช่วยฯ ที่เป็นข่าวมาตั้งแต่ต้นเทอมคือ Natalie Harp เธอมีสเป็คตรงตามนี้เป๊ะ แถมความจงรักภักดีแบบ “กามิกาเซ่” บางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สตาฟทำเนียบงง อาทิเช่น นาตาลี ถูกห้ามขึ้นรถขบวนประธานาธิบดี เพราะไม่มีที่ เธอไม่ฟังเสียงเปิดท้ายรถที่เก็บของ SUV แล้วโดดขึ้นเลย จน สว.อาวุโส Ossoff ออกปากไม่เข้าใจว่า ทำไม ทรัมป์ ต้องไปทุกหนแห่งโดยมีเธอด้วย ?…รายงานว่าเธอปฏิบัติหน้าที่ให้ ทรัมป์ ตั้งแต่เช้าตรู่ถึงค่ำ โดยไม่เคยขาดหรือลางานเลย…ทรัมป์ เองเคยประกาศกับสตาฟว่า Natalie เป็นคนสนิทที่รักเขาจริงเทียบเท่าสตรีหมายเลข 1 กับ ลูกๆ และ “เธอจะไม่มีวันทิ้งเขาไป” …

ll สัปดาห์ที่แล้วเขียนถึง “มวยไทย” ประสบความสำเร็จบนเวทีโลกเกินความคาดหมาย ขอรีวิว เวทีราชดำเนิน ก่อนเพราะเป็นเวทีมวยมาตรฐานแห่งแรกของไทยตั้งแต่สมัย ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อ 2484 จนปัจจุบันถูกยกย่องให้เป็น Soft Power ระดับแนวหน้าของประเทศ ส่วนคณะผู้บริหารก็ยังเดินหน้าปรับปรุงพัฒนาให้รายการก้าวหน้าตามความกระหายของแฟนมวยทั่วโลก ต่อมามี บริษัท GSV ได้ตกลงเข้าร่วมลงทุนถือหุ้น 50% ในเวทีราชดำเนินโดยมี เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์ เป็น CEO ผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งทันสมัยและคุณภาพคับแก้วถูกใจแฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แต่ละสัปดาห์ฝรั่งข้ามน้ำข้ามทะเลมาชมมวยกันแน่นสนาม บารอนเนส ชมความสำเร็จอย่างจริงใจแต่ขอตั้งข้อสังเกตสักอย่าง เรื่องกรรมการห้ามมวยบนเวทีหลายคนติว่า “ตีมือ” (ให้สัญญาณชกได้) อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่เป็นสากลเลย แถมบางครั้งยังเข้าประชิดคู่ชกบนเวทีจนบังมุมกล้องที่กำลังถ่ายทอดสดไปทั่วโลก…

ll ศิษย์เก่าราชินี 63 ชวนกันไปประชันความงาม(ตามวัย)แอนด์เอนจอยอีทติ้งกัน ที่ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ ในรุ่นมีศิลปินแห่งชาติ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์ มาสร้างสีสันด้วย…

ll เบิร์ธเดย์ของ คุณแป้ม-ณัฐินี หวานใจของ คุณแกะ-อิศเรศ จิราธิวัฒน์ เมื่อวันก่อน จัดอบอุ่นในครอบครัว นอกจากจะมีสามีและบุตรสาวสามใบเถาร่วมเป่าเค๊กแล้ว ยังพรั่งพร้อมด้วย คุณพ่อพละ สุขเวช อดีตผู้ว่า ป.ต.ท. คุณแม่กรรณิกา อดีตรองปลัดกระทรวง พ.ม.รวมทั้งพี่สาว กัญชลี และน้องสาว พิมรา ร่วมร้องเพลง Happy Birthday ด้วย…ขอให้มีความสุขมากๆ สุขภาพแข็งแรงค่ะ…

ll ชอบเล่นดนตรี ร้องเพลงมาตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มน้อย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ วัย 79 ปี ดร.ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รวบรวมสมัครพรรคพวกคนวัยเดียวกันตั้งวงดนตรี เล่นกันสนุกๆ มีผลงานเพลงฮิตติดชาร์ทที่เผยแพร่ในขณะนี้คือ ‘Reflection of my life’ จากเพลงต้นแบบของ The Rolling Stones …ทำ MV ออกมาเท่มากประหนึ่ง ศิลปินมืออาชีพเลยทีเดียว !!…

บารอนเนส