‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

‘Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์’ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

ณ ห้องบรรยาย R-103 ชั้น 1 อาคารวิจัยและการเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หน่วยสนับสนุนการวิจัย สำนักงานผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดโครงการสร้างแรงบันดาลใจ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Unlock เส้นทางสำเร็จสู่ศาสตราจารย์” เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจด้านการวิจัยแก่บุคลากรโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมสนับสนุนให้บุคลากรตระหนักถึงเป้าหมาย ความรู้ และแนวทางในการพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิสา โชติพานิช รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ มุมมอง และแนวทางการพัฒนาตนเองบนเส้นทางวิชาการและงานวิจัย อันเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรที่มุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้สู่การยกระดับการบริการทางการแพทย์

ภายในงานยังมีการร่วมมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากคณะผู้บริหารและบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อาทิ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์เกรียงไกร ถวิลไพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.ภูริพัฒน์ วาวเงินงาม รักษาการผู้ช่วยคณบดีด้านบริหาร คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ, ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมทั้งมีคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากร ร่วมรับฟังการบรรยายและเป็นกำลังใจแก่บุคลากรต้นแบบด้านวิชาการและการวิจัยจำนวนมาก

โครงการสร้างแรงบันดาลใจ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และจุดประกายแนวคิดด้านการวิจัยให้แก่บุคลากรทุกระดับ โดยมุ่งส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์อย่างเหมาะสม รวมถึงความพร้อมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และสิ่งแวดล้อมรอบตัว อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพตนเองอย่างสม่ำเสมอ และต่อยอดสู่การสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณค่าในอนาคต


การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ในการสนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการวิจัยภายในองค์กร เพื่อเสริมสร้างบุคลากรให้มีแรงบันดาลใจ มีเป้าหมายทางวิชาการ และพร้อมขับเคลื่อนงานวิจัยที่ตอบสนองต่อพันธกิจด้านการแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


#โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
#ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
#เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

อยากให้คนไทยกล้าพูดเรื่องเพศ สถาบัน GISH เปิดหลักสูตรสุขภาพเพศยุคใหม่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

สถาบัน GISH ออกหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นความเป็นเลิศในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวมที่มีคุณภาพ   คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพเพศ และไม่กล้าที่จะพูดออกมา เพราะกลัวถูกตัดสินและกลัวการตีตรา จึงเกิดความเชื่อที่ผิด อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศในประเทศก็มีไม่เพียงพอ  สถาบันสุขภาพเพศและสุขภาวะองค์รวม (Global Institute for Sexual Health and Holistic Well- being: GISH Institute) จึงตั้งมั่นในการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวมที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน 

รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ นายกสมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย) กล่าวว่าสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เพราะบางคนมีความเชื่อผิด ๆ ต้องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขาดความรู้ แต่ความรู้ที่นำเสนออาจไม่น่าสนใจพอ หรือสื่อสารไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย สถาบันฯจึงจัดทำหลักสูตรเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และบุคคลทั่วไปที่สนใจด้านสุขภาพเพศและสุขภาวะแบบองค์รวม ได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง ทั้งมิติร่างกาย จิตใจ สังคม และความสัมพันธ์  สถาบัน GISH จึงผลักดัน 6 หลักสูตรระยะยาว และ 1 หลักสูตรระยะสั้น ให้ความรู้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น รศ.ดร.นพ.อติวุทธ กมุทมาศ สูตินรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ, นพ.คริษฐ์ จายะสกุล แพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ, นพ.ณัฏฐชัย รำเพย จิตแพทย์, พ.ต.ท.พญ.ลักขณา จักกะพาก สูตินรีแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ทางเพศ นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรพิเศษ คุณก้องณพัฒน์ จิโรจธนพงศ์ อินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่องนางโรมโคมเขียว และนักเพศวิทยาคลินิก มาร่วมให้ความรู้อีกด้วย

สำหรับหลักสูตรของสถาบันฯ  ประกอบด้วย  
 1. Diploma in Clinical Sexology เรียนรู้เรื่องเพศในหลากหลายมิติ ทั้งในมุมวิทยาศาสตร์ วงจรการตอบสนองทางเพศ และพฤติกรรมทางเพศ 
 2. Diploma in Sexual Health and Sexual Wellness ลงลึกถึงปัญหาทางเพศของผู้รับบริการอย่างรอบด้าน
 3. Diploma in Sex Therapy ศาสตร์การให้คำปรึกษา ผสมผสานทั้งมิติทางกาย และมิติจิตวิทยา เพื่อความเข้าใจเรื่องเพศในทุกมุม 
 4. Diploma in LGBTQ+ Medicine ให้ความรู้ด้านความหลากหลายทางเพศอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ฮอร์โมนบำบัด ไปจนถึงการตั้ง Gender Health Clinic
 5. Diploma in Sex Education and Sexual Communication ให้ความรู้ด้านทักษะการสื่อสารเรื่องเพศอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมเคล็ดลับการสื่อสารให้น่าสนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
 6. Diploma in Integrative Lifestyle and Longevity Medicine หลักสูตรร่วมมือกับสมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย (TLWA) ตอบโจทย์กระแส Longevity ที่มาแรงทั่วโลก 
 7. หลักสูตร 1 วัน รักเป็น เซ็กซ์ดี ร้อยปีไม่เบื่อกัน
หลักสูตรสำหรับคู่รัก คนโสด นักบำบัด หรือคนทั่วไป ที่อยากเข้าใจ “ศาสตร์ของการมีชีวิตรักที่ยืนยาว”

โดยสถาบันสุขภาพเพศและสุขภาวะองค์รวม (Global Institute for Sexual Health and Holistic Well- being: GISH Institute) ก่อตั้งภายใต้มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต โดยได้รับการรับรองจากสมาคมเพศวิทยาคลินิกและเวชศาสตร์ทางเพศ (ประเทศไทย) หรือ TACS สถาบันมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และวิชาชีพ ให้มีความเข้าใจด้านสุขภาพองค์รวมอย่างรอบด้าน ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลหลักสูตรหรือสมัครเรียนได้ผ่านเบอร์ติดต่อ 099-1989541 Line : @gish อีเมล gish.institute@gmail.com หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.gish-institute.com

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ฟอลคอนชั่งปืนใหญ่

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อราว 400 ปีก่อน ในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา บ้านเมืองอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองและมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ วันหนึ่งมีการหล่อปืนใหญ่สัมริดขนาดมหึมาเพื่อใช้ป้องกันพระนคร ปืนกระบอกนี้ใหญ่โตจนไม่มีใครรู้ว่ามันมีน้ำหนักเท่าใด

สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงต้องการทราบน้ำหนักของปืนใหญ่ขนาดยักษ์  เพื่อจะได้ออกแบบป้อมปราการและการขนย้ายให้เหมาะสม แต่ในสมัยนั้นไม่มีเครื่องชั่งใดในแผ่นดินที่จะรองรับน้ำหนักมหาศาลเช่นนี้ได้ เหล่าขุนนางต่างพากันจนปัญญา

ขณะนั้นเอง คอนสแตนติน ฟอลคอน ลูกเรือชาวกรีกผู้มีไหวพริบเฉลียวฉลาด ได้อาสาเข้ามาแก้ปัญหานี้

ฟอลคอนเริ่มดำเนินการด้วยขั้นตอนที่น่าทึ่ง ดังนี้:

1.             เขาให้ลากปืนใหญ่ยักษ์วางลงบนเรือสำเภาที่ลอยลำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำหนักปืนกดเรือให้จมลง ฟอลคอนจึงให้ใช้สี ขีดเส้นระดับน้ำ ไว้ที่ข้างลำเรือ

2.             จากนั้นเขาให้ยกปืนใหญ่ขึ้นฝั่ง และสั่งให้ทหารนำ “กระสอบหิน” ที่ทราบน้ำหนักแต่ละกระสอบแล้ว ทยอยขนลงเรือทีละกระสอบๆ

3.             เมือเรือค่อยๆ จมลงอีกครั้ง จนกระทั่งระดับน้ำที่ข้างเรือเสมอกับ “เส้นขีด” ที่เคยทำไว้ตอนบรรทุกปืนใหญ่    ฟอลคอนจึงสั่งให้หยุดขนหิน

ฟอลคอนนำจำนวนกระสอบหินทั้งหมดมาคูณกับน้ำหนักหินแต่ละกระสอบ แล้วรวมกัน แล้วประกาศก้องว่า “น้ำหนักรวมของหินในกระสอบเหล่านี้ คือน้ำหนักที่แท้จริงของปืนใหญ่”

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พอพระทัยในสติปัญญาและการประยุกต์ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง  จึงพระราชทานรางวัลและไว้วางใจให้ฟอลคอนเข้ารับราชการ จนต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ขุนนางผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อยุธยา

การกระทำของฟอลคอนเป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ10 เรื่องการให้ความรู้แก่ผู้อื่น (ธัมมเทสนามัย)  เพราะได้ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหลักอารคีเมดีส ภาคปฏิบัติ ให้คนไทยที่ไม่รู้มาก่อน

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน

ความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ความดันโลหิตสูง เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และในระยะแรกมักไม่แสดงอาการอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง จึงอาจไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแม้บางรายอาจมีอาการ เช่น ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ แต่อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกคน และไม่ใช่อาการจำเพาะของโรค จึงไม่สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน  อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน  อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ความดันโลหิตสูง คือภาวะที่แรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยค่าความดันโลหิตจะประกอบด้วย 2 ค่า ได้แก่ ความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure) หมายถึง ค่าที่ได้ขณะหัวใจบีบตัวส่งเลือดไปยังร่างกาย และความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) หมายถึง ค่าที่ได้ขณะหัวใจคลายตัวระหว่างการเต้นแต่ละครั้ง โดยทั่วไป หากค่าความดันโลหิตอยู่ที่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท หรือสูงกว่านี้อย่างต่อเนื่อง จะเข้าข่ายโรคความดันโลหิตสูง 

ความดันโลหิตสูงมีอาการหรือไม่

ในระยะแรก ความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้ แต่ในบางรายอาจพบอาการ เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย แต่อาการดังกล่าวไม่จำเพาะ และอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจวัดความดันโลหิตเป็นหลัก

ทำไมความดันสูงที่ “ไม่มีอาการ” จึงต้องระวัง

แม้ผู้ป่วยจะรู้สึกปกติ แต่ความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่องสามารถส่งผลต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญในร่างกายได้ในระยะยาว โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่สามารถสังเกตได้จากอาการภายนอก หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โรคไตเรื้อรัง

จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยของ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล พบว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเข้ารับการรักษาเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการเตือนที่ชัดเจน ปัจจัยเสี่ยงของความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้เป็น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยที่ควบคุมได้ เช่น การรับประทานอาหารเค็มหรือไขมันสูง การไม่ออกกำลังกาย ความเครียดสะสม การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

ความสำคัญของการตรวจวัดความดันโลหิต

การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยให้สามารถค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการ การติดตามค่าความดันอย่างต่อเนื่องช่วยให้เห็นแนวโน้มของระดับความดันโลหิต

ประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพได้เหมาะสม และวางแผนการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

แนวทางการดูแลและป้องกันความดันโลหิตสูงในชีวิตประจำวัน

เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ลดเค็ม ลดอาหารแปรรูป เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ความดันโลหิตสูงอาจเป็นภาวะที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจนในระยะแรก การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถค้นพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน และนำไปสู่การดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

คุณแหน : 20 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 20 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 20 พฤษภาคม 2569

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีแห่พระศรีอริยเมตไตรย์ วัดไลย์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แห่งลุ่มน้ำบางขาม ประจำปี 2569 มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ ของ จ.ลพบุรี โดยมี พระครูสมุห์วิโรจน์ วิโรจโน เจ้าอาวาสวัดไลย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์..
  • พระพรหมวัชรเมธี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พร้อมคณะสงฆ์ มอบเงินบริจาค เพื่อสนับสนุนโครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี จันทร์ประภา วิชิตชลชัย เป็นผู้แทนรับมอบ..
  • ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 6 โดยมี ดร.ภาสกร ประถมบุตร ให้การต้อนรับ..
  • พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา ชวน ปชช.และนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรมและสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในงาน “ปากายัน มลายู” ครั้งที่ 5 นี้ ณ ศูนย์เยาวชนเทศบาลนครยะลา 23-24 พค. จัดโดย เทศบาลนครยะลา ร่วมกับ จังหวัดยะลาและภาคีเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์ผ้าท้องถิ่น ซอฟท์พาวเวอร์ชายแดนใต้..
  •  เพื่อนๆ ยินดีกับ รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ที่ได้เป็น ว่าที่ ที่ปรึกษาด้านระบบวิจัย สนง.การวิจัยแห่งชาติ (วช.)..
  • ชื่นชม ม.เชียงใหม่ (มช.) ที่เดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการในระดับภูมิภาค ด้วยการเปิดตัว “Chiang Mai University Liaison Center in Beijing” อย่างเป็นทางการ ณ เขตฉาวหยาง กรุงปักกิ่ง เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างใกล้ชิดและยั่งยืน..
  • สมศักดิ์ กล่ำกลาย ผช.ผู้ว่าการ กฟผ.ให้การต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ นำคณะ Digital CEO#9 ที่ไปศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. งานนี้ ภิญญู กำเนิดหล่ม, นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์, น.ต.หญิง พญ.สุรางคณา เตชะไพฑูรย์, ดร.ชาย รังสิยากูล, ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์, ดร.ศศมน มันทะเล, นพ.อดินันท์ กิตติรัตนไพบูลย์, จิตติมา ใสบริสุทธิ์, วรพล วีระวงศ์, วงศ์วิวัฒน์  ศิริทัศนกุล, ยุทธพร จิตตเกษม, รัฐปัญญา เขียววงศ์พระจันท์, มารีย์ โอภาสเสถียร, วันชนะ อุดมวงค์ยนต์, วิบูรณ์ อยู่ปัญญา, เจตพันธุ์ ตรีบำเพ็ญ, อรณิชา ศรีชัยธำรง ไม่พลาด..
  • ดร.ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล บจ.คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล ร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเยาวชน ของมูลนิธิเพื่อการศึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศ..
  • อนุโมทนาบุญกับ อนุกูล เย็นใจ และเพื่อนๆที่ร่วมบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ ของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..
  • สหายดีใจกับ ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์ ที่จะได้ลูกคนที่สองในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ยามนี้คุณโป้งเตรียมไว้หนวดรับลูกสาว น้องของลูกชายคนโต..
  • เริ่มต้นสิ่งดีๆ ไปกับสภากาชาดไทยในแคมเปญ ให้ x4 หนึ่งการให้ของคุณ สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ กับ 4 พันธกิจการช่วยเหลือที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต ด้านการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย, ด้านการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติ, ด้านการบริการโลหิต, ด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต เพราะทุกการให้ของคุณคือการส่งต่อให้กับผู้คนได้อีกมากมาย บริจาคได้ที่ https://www.donationhub.or.th/project/109/detail..

น้องใหม่

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทพลังงานครบวงจร ผู้จัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “มากกว่าพลังงาน” ผนึกกำลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมพันธมิตรภาคส่วนต่าง ๆ จัดงานเทศกาลอาหารริมทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน

ภายใต้แนวคิด ยกระดับสตรีทฟู้ดไทยสู่มาตรฐานสากล มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอาหารริมทาง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะ “จุดหมายปลายทางด้านอาหารริมทางระดับโลก” ด้วยเสน่ห์ของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการยุคใหม่ จนหล่อหลอมเป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต” อันทรงคุณค่า

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่มุ่งยกระดับ “อาหารไทย” ให้เป็นหนึ่งในพลังสำคัญของ Soft Power เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก โดยตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ของอาหารริมทางในแบบต้นตำรับ ทั้งในด้านเอกลักษณ์และรสชาติ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานสตรีทฟู้ดไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงกลุ่ม SMEs ในฐานะพันธมิตรที่เติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและธุรกิจอาหาร
ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ จึงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงพลังงานที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในการใช้งาน และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติอย่างแข็งแกร่ง

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือพิธีมอบรางวัล Worldgas Awards ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องร้านสตรีทฟู้ดที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอ โดยกระบวนการคัดเลือกผสานการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้บริโภคอย่างรอบด้านและโปร่งใส เริ่มจากการใช้ AI วิเคราะห์รีวิวและเสียงตอบรับบนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการลงพื้นที่ประเมินจริงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า (Blind Visit) ก่อนคัดเลือกเหลือ 73 ร้านค้า และเปิดให้ผู้บริโภคกว่า 6,000 คนมีส่วนร่วมในการโหวต พร้อมประกอบการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบรางวัลที่น่าเชื่อถือและสะท้อนคุณภาพของร้านอาหารไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐาน Street Food ไทยสู่เวทีสากลอีกด้วย

โดยในปีนี้มีร้านที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 20 ร้าน ครอบคลุมหลากหลายประเภทอาหารอาทิ ประเภทข้าว ได้แก่ ประจักษ์เป็ดย่าง, ข้าวมันไก่เจ๊ยี วัดสระเกศ, นิยมโภชนา ฯลฯ ประเภทเส้น ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ๊เค็ง เจ๊งิ้ม, ลิ้มเล่าซา ประเภทของหวาน ได้แก่ บัวลอยแม่สุวรรณ์, ทับทิมกรอบแม่ดวงพร, ขนมครกเข้าวัง  ประเภทอื่น ๆ ได้แก่ หอยทอดนายเล็ก น้ำตกพลิ้ว, หมูปิ้งสูตรอากง เสาชิงช้า, เจ๊นิดปลาหมึกย่าง,   เจ๊ยุ้ยเผือกทอด, ส.หน้าวัง และประเภทฮิตติดกระแส ได้แก่ Nood’s, ป้านีกุ้งแช่น้ำปลา,พงเพชรสุกี้&ย่างให้, มาม่ามะเดี่ยววับวาว ฯลฯ พร้อมพบกับร้านอาหารริมทางอร่อยระดับมิชลิน ได้แก่ เจ๊กทศ, บุญเลิศ, ชวนคิทเช่น,ครัวอัปษร, ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม เชียงใหม่ ฯลฯ

ภายในงานยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ESG ในด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความใส่ใจในทุกกระบวนการอย่างมีระบบ ตั้งแต่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีการคัดแยกขยะภายในงาน อย่างถูกวิธี ตลอดจนสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในการประกอบอาหาร ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นต่อธรรมชาติ โดยความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร สยามพารากอน และเครือข่ายด้านการจัดการทรัพยากรหมุนเวียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดงานสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วม อาทิ กิจกรรม Worldgas Happy Hour ช่วงเวลาพิเศษจำหน่ายอาหารในราคา 9 บาท รวมถึงกิจกรรม Worldgas hunt กิจกรรมสะสมประสบการณ์ความอร่อย เพียงซื้ออาหารครบ 10 ร้าน รับฟรี Set ยาดม Energy to go น้องรอยยิ้ม Limited Edition พบปะศิลปิน ดารา เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายอาหาร และเชฟชื่อดังอีกมากมาย มายด์-ณภศศิ สุรวรรณ, ใหม่-Powerpuff Gay, ธรรมชาติ โยธาจุล, เต-เตชินท์ ชยุติ, ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช พบกับมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากศิลปินชื่อดัง วง Tatoo Colour และวงลานดอกไม้ พร้อมชมการแสดงโชว์ความสามารถจากวงดนตรีโรงเรียน ที่จะมาสร้างความสนุกและสีสันตลอดทั้งงาน รวมถึงการปรากฏตัวของแขกรับเชิญพิเศษ “จองคัลแลน” ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้

ปิดท้ายงานด้วยกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรม
“Worldgas ReTurn” โดยนำถุงกระสอบที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในงานจำนวนกว่า 300 ใบ มาทำกิจกรรมส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมงานและประชาชนทั่วไป เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลในระยะยาวร่วมกันทุกภาคส่วน

การจัดงาน “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ไม่เพียงเป็นเทศกาลอาหาร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางด้านอาหารของโลก (Gastronomy Hub)” พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนตอกย้ำศักยภาพของสตรีทฟู้ดไทยในฐานะ Soft Power ที่สามารถขับเคลื่อนภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของร้านอาหารริมทางที่ได้รับรางวัล The Best Thai Street Food By Worldgas ได้ที่เว็บไซต์ www.worldgas.co.th/thebestthaistreetfood

เวิลด์แก๊สขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของอาหารริมทางสุดยิ่งใหญ่ ที่รวมไว้ครบจบในที่เดียว ณ ลาน พาร์ค พารากอน วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม “สุดยอดเทศกาลอาหารริมทางแห่งปีThe Best Thai Street Food by Worldgas 2026”

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย ผนึกกำลัง NARIT และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เดินหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร มิติใหม่ฝีมือคนไทย ที่ผสานการทำงานของทั้งซอฟต์แวร์และเครื่องมือคัดกรองแบบพกพา มุ่งรับมือกับปัญหาสายตาที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กไทยอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน เตรียมพร้อมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมูลค่ามหาศาล

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร 

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันเราพบปัญหาในภาพใหญ่ ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ รวมถึงความลำบากและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาสายตาและตาเหล่ของเด็ก ตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ของพัฒนาการทั้งด้านสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ การประเมินสายตาเด็กยังมีอุปสรรคสำคัญคือ เด็กมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ กลัวการตรวจ หรือยังอ่านตัวเลขไม่ได้ ทำให้ผลประเมินคลาดเคลื่อน เราจึงพัฒนาระบบคัดกรองแบบครบวงจร ที่ผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงและการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น”

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ 

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ ซึ่งโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมจากไคลก้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้มีคุณภาพดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสายตาเด็กเชิงรุกในระดับปฐมภูมิที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม  ดังนั้นหากโครงการนี้สามารถลงมือดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ช่วยลดภาระของจักษุแพทย์ และช่วยให้เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของพัฒนาการทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”   

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ 

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2) การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย ซึ่งกรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กล่าวถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับไคลก้าว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ หรือ Optic Engineering & Design โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ของ NARIT เข้ามาดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง นับเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ระดับโลก ไปสู่การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ Med Tech สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่เศรษฐกิจและสังคมเพื่อประเทศไทย”

เพื่อยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สวรส. สนับสนุนด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย รวมถึงสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด เตรียมพร้อมสู่เป้าหมายสำคัญในการเปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสุขภาพตาเบื้องต้น ‘Klyka Vision Suite’ สู่ตลาดภายในปี 2569

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนนโยบายการทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย” แพทย์หญิงกัญชลิกากล่าวสรุป

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal  จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในขั้นตอนระหว่างกระบวนการรักษาโรคร้ายนี้ ตัวผู้ป่วยเองต้องรับมือกับภาวะความเจ็บป่วยและพยายามมีจิตใจที่เข้มแข็ง บาดแผลทั้งทางกายและทางจิตใจที่เกิดขึ้น แม้ในเบื้องต้นมันจะดูมืดมน แต่การได้รับการซัพพอร์ตจากคนในครอบครัว คนข้างตัว และทุกคนในสังคมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง ก็จะสามารถช่วยให้ความมืดมนนี้สว่างไสวขึ้นได้

(กลาง) พอลลีน พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ และ พญ. คัคนานต์ เทียนไชย

Dermatix Thailand  (เดอร์มาติกซ์ ประเทศไทย)  เล็งเห็นและขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยหลังการรักษาและการผ่าตัด จึงได้จัดกิจกรรม Workshop โดยความร่วมมือกับ Art for Cancer by Ireal ให้ผู้ป่วยมะเร็งจับมือคนที่คอยเคียงข้าง มาร่วมทำงานศิลปะบำบัดชิ้นพิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้มาด้วยกัน ภายใต้คอนเซ็บ “Hands That Heal Together” เพราะทุกรอยแผลผ่าตัดไม่ใช่เพียงแค่รอยแผลเป็น แต่เป็น ‘ร่องรอยของการต่อสู้’ ที่ถึงแม้จะทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกาย แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไป บอกเล่าช่วงเวลาที่ทั้งคู่จับมือกัน แล้วผ่านมาด้วยกัน เป็นผลงานที่มีเรื่องราวในความทรงจำของผู้ป่วย และ คนที่ดูแลเคียงข้างผู้ป่วย

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ และสามี โอป – พุฒิพงศ์

พอลลีน (พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์) อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมร่วมแชร์ประสบการณ์ในระหว่างการรักษา “ในวันที่พอลลีนทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง วันนั้นก็รู้สึกว่าโลกได้ดับลง เหมือนตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กำลังใจจากครอบครัวทำให้รู้ว่าเราโชคดีมากแค่ไหน ที่มีคนที่รักเราและคอยดูแลเรา เปลี่ยนวันที่มืดมนให้มีแสงสว่าง พอลลีนผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะครอบครัว โดยเฉพาะพี่สาวที่เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดในวันที่เราแย่ที่สุด ซัพพอร์ตพอลลีนทุกอย่างด้วยความรัก ความห่วงใย พอลลีนคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราข้ามผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ ไม่ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน การที่เราไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง มันทำให้เรามีแรงสู้ รักษาร่างกายจนดีขึ้นเป็นปกติแล้วได้ใช้ชีวิตอย่างปกติในทุกวันนี้ต่อไป พอลลีนคิดว่าพลังใจจากคนที่พร้อมจะเคียงข้างมันสำคัญมากค่ะ สำหรับงานศิลปะก็เป็นอีกทางนึงนะคะ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้มีกำลังใจ ฮีลใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ค่ะ ตัวพอลลีนเองก็ได้เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับทาง Art for Cancer by Ireal มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะตัวผู้ป่วยเองก็จะมีวันหรือช่วงเวลาที่อ่อนแอ เมื่อได้เข้าร่วม Workshop ศิลปะบำบัด มันได้ช่วยให้เรา Step Back ให้กลับมาอยู่กับตัวเองเข้าใจในชีวิตมากขึ้น”  

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต อดีตผู้ป่วยมะเร็ง ที่ผ่านกระบวนการรักษาและได้รับการดูแลจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี “ทั้งคุณแม่ พี่ชาย น้องชาย และหลานๆ ทั้งเรื่องของเวลา การดูแล ในช่วงผ่าตัดหลานชายก็จะคอยอัพเดตในไลน์กลุ่มให้กับเพื่อน ๆ  เราด้วย อาการเป็นอย่างไร หรือมีความต้องการอะไร มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ดูยากลำบาก แต่เราก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยกำลังใจจากทุกคนรอบตัวเรา”

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งถึง 3 ครั้ง และสามีผู้ไม่เคยปล่อยมือภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว โอป – พุฒิพงศ์ จิระธันห์ “สามีคือตัวช่วยที่ดีที่สุด ที่อยู่เคียงข้างกันในวันที่เราแย่ที่สุด ดูแลเราทุกสิ่งทุกอย่าง ในทุก ๆ  ขั้นตอนการรักษา ไม่เคยที่จะตัดสินเราเลยครั้ง เคารพในสิ่งที่เราเผชิญอยู่ เข้าใจเสมอว่าเราคือผู้ป่วยที่ต้องรับมือกับอาการเจ็บป่วยและความเครียด ไม่แม้แต่จะพูดจาทำร้ายจิตใจเรา รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา หลังจากที่ผ่านกระบวนการรักษามาหลายครั้ง ก็มาร่วมกิจกรรมกับเราตลอด เราอยากแชร์ อยากส่งต่อให้กับสังคม ว่าเราผ่านมันมาได้อย่างไร มีกำลังใจที่ดีอย่างไร เราก็อยากส่งต่อกำลังใจที่ดีให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ต้องเผชิญกับวันร้าย ๆ ในชีวิตให้ผ่านไปได้ อย่างที่เราเคยผ่านมาเช่นกัน”

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต และครอบครัว

แพทย์หญิงคัคนานต์ เทียนไชย อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง จาก รพ.วิชัยยุทธ หรือ หมอตาลต้านมะเร็ง กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นการรักษาทางการแพทย์ในเรื่องของมะเร็งในประเทศไทยมีพัฒนาการขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังคมมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งมากยิ่งขึ้น ทำให้จำนวนประชากรที่ให้ความดูแลสนใจในดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเข้าใจในขั้นตอนกระบวนการรักษาทั้งการรักษาแผลจากการผ่าตัดและรักษาสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ ก็สูงขึ้นตามลำดับ การที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้และความเข้าใจเป็นอย่างสูง เพื่อที่จะสามารถดูแล อยู่เคียงข้างผู้ป่วยในระหว่างเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะตัวหมอเองก็ผ่านการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัวมาถึง 2 คน ทั้งคุณแม่และคุณยาย การเอาใจใส่ดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ รวมถึงความรู้ด้วย ทำให้ท่านทั้งสองผ่านมันมาได้เพราะกำลังใจจากคนในครอบครัว นี่เป็นเหตุผลที่หมอเลือกเรียนอายุรแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง เพื่อที่จะนำวิชาความรู้มาดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆได้อย่างจริงจัง”

กิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้ได้รับความร่วมมือจาก Art for Cancer by Ireal  บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีพันธกิจหลัก ในเรื่องของการให้กำลังใจผู้ป่วยควบคู่ไปกับการรักษาด้านทุนทรัพย์ โดยมีกองทุนอยู่กับโรงพยาบาลศิริราช สถาบันมะเร็ง และโรงพยาบาลจุฬา ฯ มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อให้ลดความกังวลในเรื่องของการรักษาลงไปได้ ต่าย – นภาลัย เชื้อเชียงเม่น จาก Art for Cancer กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ภาพรวม ๆ  ก็คือ art of life ศิลปะในการใช้ชีวิตมันก็จะหลากหลายเลยค่ะ มีทั้งเพนต์ติ้งไปจนถึงคอร์สภาวนาเราก็มีให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมในการออกเดินทาง ถือเป็นศิลปะบำบัดเหมือนกัน”

          นอกจากเหนือจากกิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้แล้ว เดอร์มาติกช์ยังขอสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอีกทาง ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ Dermatix Ultra (เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า) จำนวน    1,000 หลอด บริจาคให้กับ Art for Cancer by Ireal เพื่อส่งมอบต่อให้แก่โรงพยาบาล ที่ขาดแคลน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในการดูแลแผลเป็นหลังเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็ง ย้ำภาพการใส่ใจที่จะยืนหยัดเคียงข้างผู้ป่วยให้ผ่านช่วงเวลาในการรักษา แล้วกลับมามีรอยยิ้มที่สดใส ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจได้เหมือนเดิม

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ มณฑลพิธีบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ในการนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธาน  คณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพวงมาลัย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี ทรงประทับพระราชอาสน์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคาร และกราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณเข้ารับพระราชทานของที่ระลึกจำนวน 50 ราย จากนั้นเสด็จฯ ออกจากพลับพลาพิธีไปยังมณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ ทรงวางพลอยเก้าสี และทรงโปรยดอกไม้ จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการและแบบจำลองอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เสด็จฯ ออกจากโดมจัดแสดงนิทรรศการ

ในเวลาต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมใหญ่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ฯ ประจำปี 2569 ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ กรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ พร้อมด้วย นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัทรสา เล็กสกุล กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางอรวรรณ วราภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พวงมาลัย

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังบริเวณห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ชั้น 1 ทอดพระเนตรระบบจัดยาอัตโนมัติ เสด็จฯ ไป ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิรามาธิบดีฯ x MFA Boston เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิรามาธิบดีฯ และ Museum of Fine Arts, Boston คือการหลอมรวมระหว่าง “ศิลปะ” และ “การให้” เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และยกระดับการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็น ก่อนเสด็จฯ ไปยังห้องประชุม ชั้น 9 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก จากนั้นทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2456 ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เสด็จฯ ไปยังโถงอเนกประสงค์ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการกลาง และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมด้วย ต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อิทธิรัตน์ วัชรานานันท์ กรรมการบริหารและเหรัญญิกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประกาศิต จิรัปปภา กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  ทุนการฝึกอบรม เพื่อพระราชทานแก่ อส.ทพ. อนันต์ เชื้อดวงผุย ต่อมาเสด็จฯ ลงยังชั้น ๑ เพื่อทอดพระเนตร ร้านจำหน่ายของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ก่อนประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับวังสระปทุม

สำหรับ “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” ริเริ่มขึ้นเพื่อทดแทนอาคารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมและแออัดเนื่องจากใช้งานมานานกว่า 50 ปี โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์สู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” อาคารแห่งใหม่นี้มีความสูง 25 ชั้น และชั้นใต้ดิน 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000  ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2575 เมื่อเปิดให้บริการแล้วจะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่  เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ป่วยนอก 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยใน 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุดโดยมีระยะเวลาในการก่อสร้างรวม 7 ปี แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569-2570 งานเตรียมพื้นที่ ทำรั้วชั่วคราว รื้อถอนอาคารเดิม ลงเสาเข็ม ทำระบบป้องกันดินพัง และงานโครงสร้างใต้ดิน ปี พ.ศ. 2571-2574 งานโครงสร้างอาคาร งานสถาปัตยกรรม งานระบบประกอบอาคาร งานภายนอกอาคาร และการทดสอบระบบ (Commissioning Test) และ ปี พ.ศ. 2575 งานภายนอกอาคารและงานอื่น ๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุน “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยทุกระดับ ได้ที่มูลนิธิฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ • กรุงเทพ 090-3-50015-5 • กสิกรไทย 879-2-00448-3 • ไทยพาณิชย์ 026-3-05216 -3 ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด”

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

เสน่ห์ ‘ตู้ไปรษณีย์’ สุดคลาสสิกในมหานครทั่วโลก ไขความหมายที่เชื่อมโยง ‘ผู้คน-ไลฟ์สไตล์-ความทรงจำ’

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

ถ้าลองไปเดินเล่นในเมืองใหญ่ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นมหานครที่พลุกพล่านแบบนิวยอร์ก มุมถนนเงียบๆ ในลอนดอน หรือซอกซอยคดเคี้ยวในโตเกียว เชื่อว่าแทบทุกที่จะต้องมี “ตู้ไปรษณีย์” ในยุคที่เราติดต่อสื่อสารกันได้เร็วและง่ายในเสี้ยววินาที จึงเกิดคำถามว่า ทำไมหลายเมืองทั่วโลกยังคง เก็บรักษา “ตู้ไปรษณีย์” ไว้ ทั้งที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีสามารถแทนที่ได้เกือบหมดแล้ว

คำตอบอาจไม่ใช่แค่ความจำเป็นในการใช้งาน แต่อยู่ที่คุณค่าและความหมาย ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เทคโนโลยีก็ไม่สามารถทดแทนได้ และหากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า ตู้ไปรษณีย์ของแต่ละประเทศแทบจะไม่เหมือนกันเลย เพราะตู้ไปรษณีย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งจดหมายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนตัวตน ค่านิยม และวัฒนธรรมบางอย่างของเมืองหรือประเทศนั้นๆ อย่างชัดเจน

ตู้ไปรษณีย์สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักร ตู้ทรงกระบอกสีแดง (Pillar Box) ของ Royal Mail จะมีกิมมิกสุดคลาสสิก คือ สลักพระปรมาภิไธยย่อ (Royal Cipher) ของพระมหากษัตริย์ไว้บนตัวตู้ และเมื่อเปลี่ยนรัชกาล ตู้เดิมจะไม่ถูกรื้อทิ้งหรือเปลี่ยนพระปรมาภิไธย แต่จะใช้พระปรมาภิไธยของรัชกาลใหม่เฉพาะกับตู้ที่ผลิตขึ้นในรัชสมัยเท่านั้น ทำให้ตู้ไปรษณีย์ตามท้องถนนของอังกฤษจึงเปรียบเหมือนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

ญี่ปุ่น ประเทศที่มีทั้งความเนี้ยบ มีระเบียบวินัย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิกขุน่ารักตามสไตล์ เจ้าแห่งอนิเมะของโลก ตู้ไปรษณีย์ในญี่ปุ่นจึงมีทั้งตู้มาตรฐานที่เน้นฟังก์ชันการใช้งาน ตู้ทรงกลมหัวโค้งแบบโบราณที่อนุรักษ์ไว้ตามเมืองเก่า และตู้ไปรษณีย์ประจำท้องถิ่นที่นำมาตกแต่งด้วยมาสคอตหรือคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักที่กลายเป็นจุดเช็กอิน ดึงดูดนักท่องเที่ยว

ตู้ไปรษณีย์ญี่ปุ่น

ข้ามมาฝั่งสหรัฐอเมริกา ใช้ตู้เหล็กสีน้ำเงิน ติดโลโก้นกอินทรีของ USPS (United States Postal Service) สกรีนเด่นชัด ดีไซน์เรียบง่ายไม่หวือหวา แต่เน้นความเป็น Infrastructure ที่ดูมั่นคง แข็งแรง ทนทาน สะท้อนวิธีคิดแบบคนอเมริกันที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเป็นหลัก

ลองมองไปที่ อิตาลี ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศิลปะและสถาปัตยกรรม ตู้ไปรษณีย์ของ Poste Italiane จะเป็นสีแดงแบบคลาสสิก มักติดตั้งตามผนังอาคารเก่าในเมืองประวัติศาสตร์อย่าง โรม ฟลอเรนซ์ หรือ เวนิส ดีไซน์เรียบง่ายแต่สง่างาม กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมยุโรปยุคเรเนสซองส์อย่างลงตัว จนหลายคนมองว่าตู้ไปรษณีย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองที่สะท้อนเสน่ห์แบบอิตาเลียน

ตู้ไปรษณีย์สหรัฐอเมริกา

หากข้ามไปที่ เยอรมนี ตู้ไปรษณีย์สีเหลืองสดของ Deutsche Post ถือเป็นอีกหนึ่งภาพจำสำคัญของประเทศ สีเหลืองถูกเลือกให้มองเห็นได้ชัดเจนบนถนนในทุกสภาพอากาศ พร้อมโลโก้แตรไปรษณีย์ (Post Horn) ที่สื่อถึงการสื่อสารอันยาวนานตั้งแต่ยุคการขนส่งจดหมายด้วยม้า จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระเบียบ

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตู้สีแดงของ “ไปรษณีย์ไทย” คือ ภาพจำที่เห็นแต่ไกลก็จำได้ทันที โดยมี 2 ช่องให้หย่อนแยกพื้นที่ส่งจดหมาย จุดเด่นของตู้ไปรษณีย์ไทยคือ การผสานเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน สามารถพบได้ตั้งแต่ปากซอยบ้าน ตลาด หน้าวัด หน้าโรงเรียน สถานที่ราชการ ไปจนถึงแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญๆ เหมือนเป็นเจ้าถิ่นที่คุ้นเคย เข้าถึงง่าย และอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน

ตู้ไปรษณีย์อิตาลี

ในมุมหนึ่ง “ตู้ไปรษณีย์” อาจดูเป็นเพียงกล่องเหล็กริมถนนที่มีหน้าที่รับจดหมาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ตู้เล็ก ๆ เหล่านี้กลับสะท้อน แง่คิดสำคัญของการสื่อสารและการใช้ชีวิตของผู้คน ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน ที่ทำให้คนจากต่างเมือง ต่างประเทศ หรือแม้แต่ต่างช่วงเวลา สามารถส่งต่อเรื่องราวถึงกันได้ การเก็บรักษาความทรงจำ เพราะจดหมายและโปสการ์ดกลายเป็นสิ่งที่บันทึกช่วงเวลาสำคัญของชีวิตที่มีคุณค่าทางใจ การสะท้อนตัวตนและวัฒนธรรมของสังคม ที่เห็นได้จากรูปทรง สีสัน และดีไซน์ของตู้ไปรษณีย์ในแต่ละประเทศซึ่งบอกเล่าคาแรกเตอร์ของเมืองนั้น ๆ และสุดท้ายคือความไว้วางใจของผู้คนต่อระบบการสื่อสาร ที่ทำให้ตู้ไปรษณีย์กลายเป็นจุดฝากเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกของผู้คนมานานนับศตวรรษ

ตู้ไปรษณีย์เยอรมนี

ด้วยเหตุนี้ แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ตู้ไปรษณีย์จึงยังคงยืนเด่นตระหง่านอยู่ตามถนนของเมืองต่างๆ ไม่ใช่เพียงในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร หากแต่เป็นสัญลักษณ์เล็ก ๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์ ความทรงจำ และวัฒนธรรมของผู้คนที่ยังคงเชื่อมโยงถึงกันเสมอ

ตู้ไปรษณีย์ไทย

ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : http://www.thailandpost.co.th เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด X : @Thailand_Post ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post ติ๊กต็อก : @thailandpost