รมว.พม. ผนึกกำลัง 20 กระทรวง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาสตรี ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ สร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

รมว.พม. ผนึกกำลัง 20 กระทรวง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาสตรี ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ สร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

รมว.พม. ผนึกกำลัง 20 กระทรวง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาสตรี ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ สร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ ผนึกกำลัง 20 กระทรวง ขับเคลื่อนกลไกพัฒนาสตรี ลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ สร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานด้านการพัฒนาสตรี สำหรับผู้บริหารด้านการเสริมสร้างบทบาทหญิงชาย (Chief Gender Equality Officer : CGEO) และเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานด้านความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย (Gender Focal Point : GFP) จากหน่วยงานภาครัฐ ระดับกระทรวง กรม หรือเทียบเท่า โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ในฐานะหน่วยงานระดับชาติในการประสานการขับเคลื่อนการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเสริมพลังสตรี รวมทั้งขับเคลื่อนกลไกเพื่อสร้างพลังความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ โดยมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการจัดตั้งผู้บริหารด้านการเสริมสร้างบทบาทหญิงชาย (Chief Gender Equality Officer : CGEO) และศูนย์ประสานงานด้านความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Focal Point : GFP) เพื่อเป็นกลไกที่สำคัญในการนำประเด็นความเสมอภาคระหว่างเพศ และการเสริมพลังสตรีไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันได้มีการแต่งตั้ง CGEO และ GFP ครบทั้งหมด 20 กระทรวง รวมจำนวนทั้งสิ้น 141 หน่วยงาน โดยหน่วยงานต่างๆ ได้มีการขับเคลื่อนและรายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรี (พ.ศ. 2566 – 2570) อย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเพศในสังคมไทย (E-Mergis)

ทั้งนี้ พบว่า หน่วยงานภาครัฐมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่น และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างหลากหลาย อาทิ ด้านเศรษฐกิจ โดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง มีการจัดเก็บข้อมูลผู้เสียภาษีจำแนกเพศ เพื่อวิเคราะห์ที่มารายได้ประเทศ , ด้านสวัสดิการ โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี มีการมอบเงินขวัญถุงแก่คู่สมรสบุคลากรครอบคลุมทั้งคู่รักต่างเพศ และเพศเดียวกัน (LGBTQIAN+) และสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีการจัดกิจกรรม ปิดเทอมใหญ่หัวใจผาสุก เพื่อเป็นทางเลือกในการสร้างเสริมประสบการณ์และทักษะในการอยู่ร่วมกันให้กับบุตร – ธิดา ของบุคลากร ระดับ ป.1 – ป.6 ระหว่างปิดภาคเรียน , ด้านการจัดการภัยพิบัติ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย มีการจัดทำคู่มือช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่คำนึงถึงความจำเป็นจำเพาะตามเพศ (Gender-sensitive kits) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการจัดทำ “คู่มือการบูรณาการมิติความเท่าเทียมระหว่างเพศในการจัดทำงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และด้านสาธารณสุข โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีการพัฒนาโมเดลการส่งเสริมสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQIAN+ และโครงการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน” เพื่อสุขภาพแม่และเด็ก

การประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานด้านการพัฒนาสตรี มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และส่งเสริม ผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรี (พ.ศ. 2566 – 2570) สู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสามารถรายงานผลการดำเนินงานในระบบ E-Mergis ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการขับเคลื่อนการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting : GRB) เพื่อสนับสนุนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)

“ผมขอชื่นชมตัวอย่างความสำเร็จจากหลายหน่วยงานภาครัฐ นับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรีบรรลุผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเป้าหมายของเรา คือการทำให้แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาสตรี (พ.ศ. 2566 – 2570) ไม่ใช่เพียงแผนในแผ่นกระดาษ แต่เป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับสิทธิและความคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน”  รมว. พม. กล่าวในที่สุด

เมื่อเปลือกหอยจากชลบุรี กลายเป็นผนังที่หายใจได้ กลางกรุงมิลาน AVALON ARTISAN GALLERY กับนวัตกรรมวัสดุที่โลกยังไม่เคยเห็น

เมื่อเปลือกหอยจากชลบุรี กลายเป็นผนังที่หายใจได้ กลางกรุงมิลาน AVALON ARTISAN GALLERY กับนวัตกรรมวัสดุที่โลกยังไม่เคยเห็น

เมื่อเปลือกหอยจากชลบุรี กลายเป็นผนังที่หายใจได้ กลางกรุงมิลาน AVALON ARTISAN GALLERY กับนวัตกรรมวัสดุที่โลกยังไม่เคยเห็น

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางผลงานออกแบบจากทั่วโลกที่รวมตัวกัน ณ Superstudio Events กรุงมิลาน ในงาน Slow Hand Design 2026 ระหว่างวันที่ 19–26 เมษายน 2569 มีชิ้นงานหนึ่งที่ไม่เพียงดึงดูดสายตา แต่ยังให้สัมผัสการรับรู้ของกลิ่นหอมในเวลาเดียวกัน

SEA of Love โดย AVALON ARTISAN GALLERY คือประติมากรรมผนัง bas-relief ขนาดกว้าง 1.8 เมตร สูง 2 เมตร ที่ผสานลวดลาย scroll และ swirl ของยุโรปยุค Baroque เข้ากับเส้นพลิ้วแบบเมฆไทย แต่สิ่งที่ทำให้ชิ้นงานนี้แตกต่างจากประติมากรรมทุกชิ้นในนิทรรศการคือวัสดุที่ใช้

MyraShell Aroma Edition คือวัสดุชีวภาพที่ AVALON พัฒนาขึ้นเองจากเปลือกหอยแมลงภู่เหลือทิ้งของชุมชนชายฝั่งจังหวัดชลบุรี ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โครงสร้างรูพรุนระดับจุลภาคของวัสดุทำให้ชิ้นงานทำหน้าที่เป็น passive aroma diffuser ได้อย่างต่อเนื่อง กลิ่นหอมค่อยๆ ระเหยออกจากเนื้อวัสดุตลอดวัน โดยไม่ต้องใช้ความร้อนหรืออุปกรณ์ใดๆ อยู่ได้ขั้นต่ำ 20 วัน และเติมซ้ำได้โดยไม่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ

คุณสมบัติที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสีของ MyraShell ไม่ลอกและไม่จาง เพราะถูกผสมเข้าไปในเนื้อวัสดุตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่การทาเคลือบภายนอก และสามารถดีไซน์ในแบบ custom designได้ในทุกลวดลายและรูปทรงตามที่ต้องการ

นี่คือวัสดุที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โลกที่ต้องการทั้งความงาม ความยั่งยืน และประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสในชิ้นงานเดียว

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความปังผ่านเสื้อยืด ‘หัวใจอินฟินิตี้’ จับมือ ‘อาจารย์ไวท์-หมอดูโอปป้า’ เปิดคัมภีร์สีมงคล 12 นักษัตร

มูลนิธิรามาธิบดีฯ  ส่งต่อความปังผ่านเสื้อยืด ‘หัวใจอินฟินิตี้’ จับมือ ‘อาจารย์ไวท์-หมอดูโอปป้า’ เปิดคัมภีร์สีมงคล 12 นักษัตร

มูลนิธิรามาธิบดีฯ ส่งต่อความปังผ่านเสื้อยืด ‘หัวใจอินฟินิตี้’ จับมือ ‘อาจารย์ไวท์-หมอดูโอปป้า’ เปิดคัมภีร์สีมงคล 12 นักษัตร

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งตรงกับ “ปีมะเมีย” หรือ “ปีม้าธาตุไฟ” ปีแห่งการขับเคลื่อนและ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 
งานนี้สายมูเตลูที่อยากเสริมดวงชะตาให้พุ่งทะยานและควบม้าพุ่งชนความสำเร็จแบบไม่มีสะดุด ต้องห้ามพลาด! เพราะล่าสุด มูลนิธิรามาธิบดีฯ ชวนคนไทยร่วมส่งต่อการให้พร้อมรับพลังบวก ผ่านคอลเลกชันของที่ระลึกการกุศล เสื้อยืดลายหัวใจอินฟินิตี้ คอลเลกชันพิเศษ “12 เดือน 12 สี” สำหรับปี 2569 ที่นอกจากจะสวมใส่สบายแล้ว ยังแฝงไปด้วยความหมายมงคล เพื่อนำรายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้และจัดซื้อเครื่องมือแพทย์

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวถึงแนวคิดและความพิเศษของคอลเลกชันนี้ว่า “เราตั้งใจให้ของที่ระลึกทุกชิ้นเป็นสื่อกลางส่งมอบความหวังและพลังแห่งการแบ่งปันที่ทรงคุณค่าทางใจ สำหรับคอลเลกชันเสื้อยืดหัวใจอินฟินิตี้นี้ เน้นการออกแบบที่สวมใส่สบายเข้ากับทุกลุคในชีวิตประจำวัน โดยความพิเศษคือการเลือกใช้ 12 สี ที่สอดคล้องกับ 12 เดือน และเทศกาลสำคัญต่า ๆ โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม เราได้นำเสนอเสื้อ ‘สีเขียว’ ซึ่งเป็นสีประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อร่วมรำลึกถึง ‘วันรามาธิบดี’ ในวันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี  และเพื่อเป็นการเพิ่มความสนุกให้กับการเลือกเสื้อในแต่ละวัน มูลนิธิฯ ยังได้นำเรื่องราวความหมายมงคลของแต่ละเฉดสีมาแนะนำเพิ่มเติมเป็นไอเดียให้ทุกคนสามารถเลือกหยิบเสื้อมาสวมใส่อัพลุค เสริมความมั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่หยิบเสื้อตัวนี้มาใส่ ยังเปรียบเสมือนการแสดงออกถึงพลังบุญ ที่ได้ร่วมสมทบทุนสนับสนุนภารกิจด้านการรักษาพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ อีกด้วย”

พร้อมเสริมความปังขั้นสุด ด้วยคำแนะนำจาก อาจารย์ไวท์ เปิดดวง (หมอดูโอปป้า) หรือ ถาวโรจน์ หรูเกียรติไชย นักโหราศาสตร์ชื่อดัง ร่วมเปิดเผยภาพรวมดวงชะตาปี 2569 พร้อมแนะเคล็ดลับเสริมดวงรับการเปลี่ยนแปลงของดวงดาว โดยอาจารย์ไวท์ เผยว่า “ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 จะเกิดปรากฏการณ์ ดาวพฤหัสบดีย้ายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 12 ปี เข้าสู่เกณฑ์ ‘มหาอุจจ์’ ซึ่งส่งผลถึงความสำเร็จและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ การทำบุญเกี่ยวกับโรงพยาบาล เช่น การสร้างอาคาร หรือบริจาคเครื่องมือแพทย์ จะตรงกับความหมายของดาวพฤหัสบดีช่วยเสริมให้มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ ก้าวหน้าทั้งการเงินและการงาน

“โดยเฉพาะ ราศีสิงห์ และ ราศีธนู ที่ดวงดาวจะเข้าสู่เรือนมรณะและวินาศ ควรทำบุญกับโรงพยาบาล
เป็นพิเศษเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และเตรียมความพร้อมรับมือ ผสานกับการเลือกใส่สีเสื้อมงคลเพื่อหนุนนำโชคลาภ โดยเฉพาะเสื้อ ‘สีเขียว’ ของมูลนิธิฯ ในปีนี้ ถือเป็นสีมงคลที่ส่งเสริมธาตุไฟได้อย่างตรงจุดที่สุด! อีกทั้งยังเป็นเสื้อที่ทำขึ้นในโอกาสพิเศษ ‘วันรามาธิบดี’ ซึ่งตรงกับวันที่ 3 พฤษภาคม ของทุกปีอีกด้วย”

นอกจากนี้ อาจารย์ไวท์ กล่าวเสริมอีกว่า “สัญลักษณ์หัวใจอินฟินิตี้ (Infinity) บนเสื้อของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังสื่อถึงความยั่งยืน ความมั่นคงถาวร และความเจริญรุ่งเรืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากสวมใส่หรือนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ติดตัว จะช่วยเสริมเรื่องความสำเร็จที่มั่นคง ยั่งยืน และยังมีอานิสงส์ช่วยส่งเสริมด้านสุขภาพให้แข็งแรงอีกด้วย ดังนั้นการร่วมทำบุญซื้อเสื้อมงคลจากมูลนิธิรามาธิบดีฯ จึงถือเป็นการได้บุญ 2 ต่อ คือได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่เดือดร้อน และเป็นการเสริมสิริมงคลให้ดวงชะตาตนเองไปพร้อมกัน”

เพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับความโชคดี อาจารย์ไวท์ได้แนะนำสีเสื้อมงคลประจำปีม้าธาตุไฟ สำหรับทั้ง
12 นักษัตร โดยแบ่งตามกลุ่มธาตุ พร้อมแนะทริคเพิ่มเติมว่า หากสีมงคลประจำปีเกิดขัดกับสีต้องห้ามประจำวันเกิดของแต่ละคน ก็สามารถหลีกเลี่ยงไปใส่สีอื่นที่สบายใจแทนได้   

กลุ่มธาตุน้ำ : เสริมด้วยโทนสีธาตุทอง สีขาว สีเหลืองทอง ได้แก่ ปีชวด: ตกปีชง จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจมีการการย้ายงาน ย้ายที่อยู่ เป็นต้น ควรระมัดระวังรอบคอบในการตัดสินใจ จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนช่วงเดือนมิถุนายน  ปีกุน: พ้นเคราะห์จากปีชง ปีนี้จะเป็นปีแห่งการแก้ปัญหาเก่าและเริ่มต้นโอกาสใหม่ แต่ควรระวังเรื่องการไว้ใจคน

กลุ่มธาตุไม้ : เสริมด้วยโทนสีธาตุน้ำ สีน้ำเงิน สีฟ้า ได้แก่ ปีขาล: สิ่งที่รอคอยมานานจะสำเร็จผล โดยเฉพาะเรื่องการขายที่ดินหรือการอนุมัติทางการเงิน จะเห็นผลช่วงเดือนมิถุนายน    ปีเถาะ: ปีร่วมชง แนะนำให้ทำบุญกับโรงพยาบาลให้มากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากกรรมเก่า และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

กลุ่มธาตุไฟ : เสริมด้วยโทนสีธาตุไม้ สีเขียว ได้แก่ ปีมะเส็ง : โชคดีพุ่งเข้าใส่กะทันหัน มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์และได้เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ  ปีมะเมีย: เป็นนักษัตรธาตุไฟที่สมพงษ์กับปีม้าธาตุไฟในปีนี้พอดี หากมีความพยายามจะประสบความสำเร็จได้มากกว่านักษัตรอื่น ซึ่งสีเขียวเป็นสีคู่มิตรที่ช่วยส่งเสริมได้ดีที่สุด

กลุ่มธาตุทอง : เสริมด้วยโทนสีธาตุดิน สีเหลือง สีน้ำตาลอ่อน สีครีม ได้แก่ ปีวอก: กราฟชีวิตจะค่อยๆ ดีขึ้น และจะได้รับโอกาสใหม่ๆ ในเรื่องงานและการเรียนรู้ในช่วงครึ่งปีหลัง ปีระกา: โดดเด่นด้านการเจรจา ปิดการขาย มีเกณฑ์ได้บ้าน รถ หรือธุรกิจใหม่

กลุ่มธาตุดิน : เสริมด้วยโทนสีธาตุไฟ สีแดง สีส้ม สีชมพู สีม่วง ได้แก่  ปีฉลู: โดดเด่นเรื่องการเงินและโอกาสใหม่ๆ เริ่มเห็นโอกาสชัดเจนขึ้นในเดือนมิถุนายนเกี่ยวกับการเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ เช่น การทำงานหรือการเรียนรู้สิ่งใหม่ การสมัครงานใหม่ เป็นต้น ปีมะโรง: มีโอกาสทางการเงินที่ดี แนะนำให้ลงทุนหรือเริ่มสิ่งใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม

ปีมะแม: เป็นนักษัตรที่ดวงดีเป็นอันดับ 1 ในปีนี้ สมพงษ์กับปีม้า จะมีจุดพลิกชีวิตในเดือนมิถุนายน มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ และพ้นจากความเครียดสะสม  ปีจอ: โดดเด่นเรื่องงาน มีผู้ใหญ่อุปถัมภ์ ทิศทางชีวิตจะกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ พร้อมรับพลังดี ๆ ไปตลอดทั้งปี กับคอลเลกชันเสื้อยืดหัวใจอินฟินิตี้ หลากสีสัน มีให้เลือกขนาด S, M, L, XL และ XXL ในราคา 199 – 250 บาท ที่จะทยอยวางจำหน่ายตลอดทั้งปี ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) หรือสั่งออนไลน์ที่ http://www.ramafoundation.or.th, LINE @RAMAFOUNDATION, LINE SHOPPING และ Robinhood สอบถามเพิ่มเติมโทร 0-2201-2222 ในวันและเวลาราชการ ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION

เผยโฉม 6 ทูตนฤมิต 2026 ‘Bangkok Pride Festival 2026’ บนถนนสีลมสีรุ้ง

เผยโฉม 6 ทูตนฤมิต 2026 ‘Bangkok Pride Festival 2026’ บนถนนสีลมสีรุ้ง

เผยโฉม 6 ทูตนฤมิต 2026 ‘Bangkok Pride Festival 2026’ บนถนนสีลมสีรุ้ง

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ต้อนรับสู่ Pride Month ในเดือนมิถุนายน 2569 เดือนแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTQIAN+ ซึ่ง “Bangkok Pride Festival 2026” ปีนี้จัดกระหึ่ม! แบบอลังการในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 บน“ถนนสีลม” ที่จะถูกย้อมเป็น “ถนนสีรุ้ง” และไม่ได้เป็นเพียงการเดินขบวนพาเหรดเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญที่ “ประเทศไทย” กำลังแสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอย่าง WorldPride 2030 ด้วย

งานนี้เจ้าภาพจัดงานอย่าง “บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด” ที่ขับเคลื่อนและสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนถนนใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นถนนสีรุ้งแห่งความเท่าเทียมมาตั้งแต่ปี 2022 (2565) จนปีนี้เป็นปีที่ 5 ของการจัด “บิ๊กเฟสติวัล” พร้อมโครงการ “One Hundred Voices to WorldPride” (ร้อยเสียง เรียงเรื่องราว สู่ WorldPride 2030) ที่ถูกกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแคมเปญหลักในการรวบรวมพลังสนับสนุนที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยการระดมเสียงจากผู้นำทางความคิด ผู้สร้างสรรค์ และผู้ขับเคลื่อนสังคมจากทุกภาคส่วนรวม 100 คน

“One Hundred Voices to WorldPride” ไม่ใช่แค่รายชื่อของบุคคล แต่คือ “สัญลักษณ์” ของความร่วมมือร่วมใจ (Unity) ที่จะประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า “ประเทศไทย” มีความพร้อมมากๆ และความหลากหลายที่แข็งแกร่ง พร้อมเป็นบ้านหลังใหญ่ต้อนรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกในงาน WorldPride 2030

และในบรรดาร้อยเสียงอันทรงพลังนี้ มีกลุ่ม LGBTQIAN+ ตัวแทนแห่งความหลากหลาย ที่ถูกเรียกว่า “6 ทูตนฤมิต 2026” (Naruemit Ambassadors 2026) รวมอยู่ด้วย พวกเขา คือ กลุ่มคนสำคัญที่ได้รับเกียรติ ให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ และเป็น 6 เสียงแรก” ที่จะมาถักทอเรื่องราว ความหวัง และอุดมการณ์ ร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์คนอื่นๆ เพื่อให้ครบ 100 เสียง ที่จะมาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยไปตลอดกาล

โป้ง-จรัญ คงมั่น ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ดีกรีจบแฟชั่นดีไซน์จากมหาวิทยาลัยรังสิต ผู้สร้างแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นสู่เวทีโลก คือ  Fashion designer ผู้อยู่เบื้องหลังชุดสุดอลังการ สีสันสดใสของเหล่า6 ทูตนฤมิตปีนี้

 “แม้จะทำงานเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนเพศหลากหลาย ทั้งในฐานะภาคประชาสังคม การทำงานร่วมกับระบบสภาฯ และการจัดแมสอีเวนต์ รวมเป็นเวลานานราวสิบปี แต่สิ่งที่ได้ควบคู่มาด้วยตลอดคืองานออกแบบ จึงทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ไม่ใช่แค่เรื่องของนักเคลื่อนไหว แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงอุตสาหกรรมหรือแวดวงอื่นๆ ด้วย ดังนั้นจึงอยากใช้ทักษะการออกแบบแฟชั่นให้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเด็นความเท่าเทียมทางเพศด้วย” โป้ง-จรัญ คงมั่น

แรงบันดาลใจ หรือแนวทางการออกแบบหลักๆ ของแฟชั่นปีนี้มาจากแนวคิดของ Bangkok Pride Festival 2026 “Patch the World With Pride” ซึ่งสื่อถึงการเยียวยาโลก ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความตึงเครียด ผ่านพลังของความคิดสร้างสรรค์ในพื้นที่ไพรด์ โดยตัวชุดออกแบบด้วยเทคนิค patchwork การปะและต่อผ้า ผสานผ้าฝ้ายทอมือจากจังหวัดเลยเข้ากับผ้าฝ้ายเหลือใช้ และย้อมด้วยสีจากธรรมชาติ เพื่อสะท้อนทั้งความงามและความหมายของการเชื่อมโยงความหลากหลายเข้าด้วยกัน สีชุดก็ให้ล้อไปกับขบวนพาเหรดของงาน “บางกอกไพรด์ เฟสติวัล 2026” (Bangkok Pride Festival 2026) ที่ปีนี้จัดภายใต้แนวคิด Patch the World with Pride” (ถักทอโลกด้วยความภาคภูมิใจ) โดยทั้ง 6 ชุด 6 สี มีคาเรกเตอร์ที่แตกต่างกัน โดยแต่ละชุดจะสื่อความหมาย และบ่งบอกถึงตัวตนอย่างสร้างสรรค์ของผู้สวมใส่ที่ได้รับตำแหน่งทูตนฤมิตทั้ง 6 คนได้อย่างลงตัว

ขณะที่ 6 ทูตนฤมิต Bangkok Pride Festival 2026”  ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มข้น และทำงานร่วมกับเครือข่าย Pride City Network ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เป็นตัวแทนจากหลากหลายภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ซึ่งล้วนมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศในบริบทที่แตกต่างกัน ที่พิสูจน์ความสามารถ และศักยภาพแล้วว่า “โดดเด่น” เข้าตา ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ การทดสอบการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และการแสดงความสามารถพิเศษ

ทั้ง 6 คนนี้ จะเป็น Key visual ของ Bangkok Pride Festival 2026 เป็นตัวแทนสื่อสาร และกระบอกเสียงสำคัญของบางกอกไพรด์ในพื้นที่ต่างๆ เพราะพวกเขาคือความกล้า ความหวัง และการยืนหยัดในศักดิ์ศรีของตัวตน ผ่านงานศิลปะและแฟชั่นที่ผสานความเป็นไทยร่วมสมัยเข้ากับพลังสากล ที่จะมาร่วมกันยืนยันว่า…ความหลากหลาย คือ “พลัง” ที่จะเปลี่ยนสังคมให้เท่าเทียม

เจนนี่หว่อง (JENNYWONG) – ปติภูมิ จากิจ ทูตนฤมิต 2026 ในชุดสีส้ม จากจังหวัดชลบุรี ศิลปิน นักประพันธ์เพลง นางโชว์จากพัทยา ผู้มีวิถีชีวิตที่ผูกโยงกับชุมชนผู้ทำงานบริการทางเพศ  ข้าวหอม  – อริย์กันตา คำไหม ทูตนฤมิต2026 ในชุดสีแดง จากจังหวัดกรุงเทพมหานคร ผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการทำแคมเปญรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศจากเวทีประกวดอย่าง Miss LGBT Thailand 

ปลาทอง – สุกนต์ธี สุขพลอย ทูตนฤมิต2026 ในชุดสีม่วง จากจังหวัดพิษณุโลก เป็นบุคลากรที่ทำงานด้านสุขภาวะทางเพศในชุมชนเพศหลากหลาย จากมูลนิธิเอ็มพลัส รณรงค์เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และส่งเสริมความเท่าเทียม ยุติการตีตราและการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ กุ๊ก – ฐิติกาญจน์ จตุรพิตร ทูตนฤมิต2026 ในชุดสีฟ้า จากจังหวัดสงขลา ผู้ชายข้ามเพศ ที่เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์สิทธิเพศหลากหลาย สนับสนุนสมรสเท่าเทียม เปิดเผยตัวตนเพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนคนข้ามเพศอย่างต่อเนื่อง

อิสชู – อิสระ ชูภักดี ทูตนฤมิต2026 ในชุดสีเขียว จากจังหวัดจันทบุรี เจ้าของแบรนด์ ‘KORKOK’ (กอกก) แบรนด์กระเป๋าแฟชั่นที่ชูจุดเด่นการยกระดับเสื่อกกจันทบูร ที่ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อต่อยอดหัตถกรรมพื้นบ้านให้โดดเด่นงดงาม และเป็นผู้ร่วมจัดจันทบุรีไพรด์ตั้งแต่ปีแรก ฟาง – สุจินันท์ ใจแก้ว ทูตนฤมิต2026 ในชุดสีเหลือง จากจังหวัดอุบลราชธานี มีบทบาทสำคัญในการทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น รวมถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์สิทธิเพศหลากหลาย และเป็นหนึ่งในผู้จัด “เขมราฐไพรด์” ไพรด์ชุมชนที่ผสานกับวิถีชุมชนริมแม่น้ำโขงอย่างอบอุ่น

งานนี้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมชมงาน และร่วมขบวนพาเหรดฟรีไม่ต้องลงทะเบียน หากเป็นกลุ่มมากกว่า 10 คนขึ้นไปที่ต้องการทำกิจกรรมหรือนำเสนอประเด็นพิเศษในขบวนสมัครเข้าร่วมได้ที่ http://www.bangkokpride.org มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเฉลิมฉลองด้วยกัน และใครที่อยากเป็นอาสาสมัคร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินขบวนแห่งความภาคภูมิใจนี้ไปด้วยกัน สมัครได้ที่นี่ https://form.jotform.com/241252754530451

คุณแหน : 1 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 1 พฤษภาคม 2568

คุณแหน : 1 พฤษภาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก  วันศุกร์ที่ 1 พ.ค.17.00 น. ณ ศาลาพระครูประจักษ์ วัดธาตุทอง..พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 2-6 พ.ค.(4 พ.ค.งด) แล้วบรรจุ.. ขอแสดงความเสียใจกับ คุณหญิงชโลบล จารุรัตน์ และครอบครัว มา ณ โอกาสนี้.. 
  • อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะศิษย์เก่า ปธพ.5 ร่วมกิจกรรม “คืนสู่เหย้า บายศรีสู่ขวัญ ปธพ. 1-12 และ ปนพ. 1-3” พร้อม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, พัฒนา พร้อมพัฒน์ และ นพ. สมฤกษ์ จึงสมาน โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์, ศ.เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ให้การต้อนรับ..
  •  ยินดีกับ พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี ได้เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา..
  • วิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รอง ผวจ.สุราษฎร์ธานี นำคณะลงพื้นที่ติดตามเยี่ยมดูแลผู้ป่วยในพระบรมราชานุเคราะห์ พระราชานุเคราะห์ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม จ.สุราษฎร์ธานี ปีงบประมาณ 2569..
  • เพื่อนๆชาว ปธพ.1 ยินดีกับ นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก..
  • สมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนาม MOU การพัฒนาฝีมือแรงงานกลุ่มช่างไฟฟ้าและช่างก่อสร้าง ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและบมจ.สยาม โกลบอลเฮ้าส์ นำโดย วิทูร สุริยวนากุล พร้อมเยี่ยมชมห้องสำหรับถ่ายทอดสดเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ของบริษัท จำนวน 50 ห้อง ณ ดีจริงเอ็มซีเอ็น อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด..
  • ชัยศักดิ์ อังสุวรรณ ชวนเพื่อนๆ MPPM 1 มาสังสรรค์กว่า 20 คน โดยมี กรกฎ ชาตะสิงห์, วิเชียร เอมประเสริฐสุข, วิชาญ โรจน์เจริญวัฒนา, ภานินี สมุทรเสน, ปารย์ จำปาสุต, ชุลีพร พุฒทอง, สุรพล หวังสุนทรชัย, มัธยม นิภาเกษม, อารีย์ กังวาลเนาวรัตน์ ร่วมด้วย..
  • วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ พร้อม ฐิติมา รุ่งผาติ ให้การต้อนรับ ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ นำชาวคณะหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 มาศึกษาดูงานเทคโนโลยีของ AWS Thailand..
  • ทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. เตรียมจัดงานฉลองใหญ่ PFP 40 ปี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน ณ ห้อง Ballroom Hall 1-3 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 26 พค. 17.30 – 21.00 น…
  • ผู้สนใจเรื่องการตลาดใหม่ๆ ห้ามพลาดหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” โดย ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ซึ่งให้มุมคิด มุมมอง และมุมการใช้งานจริงๆที่ต้องใหม่ ชัด และได้ผลในโลกวิกฤตที่ลูกค้ากลายพันธุ์..
  • กรรณิกา ปัญญาอมรวัฒน์ ฉลองวันเกิดด้วยการไปทำบุญที่ศูนย์ดูแลเด็กพร่องสติปัญญา ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการบ้านโมกุลฯ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี..
  • ยินดีกับ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) ที่ ดช.ณริท อัครภณธนเกษม นักเรียนชั้น ป.3/7 ได้รับรางวัล First Prize ประเภท กลองชุด จากการแข่งขันดนตรี Melbourne International Music Competition..

น้องใหม่

สยามดนตรียามาฮ่า ฉลอง 60 ปี ลงนาม MOU ปั้นโมเดล ‘ดนตรีบำบัด’ ไทย-ญี่ปุ่น

สยามดนตรียามาฮ่า ฉลอง 60 ปี ลงนาม MOU ปั้นโมเดล ‘ดนตรีบำบัด’ ไทย-ญี่ปุ่น

สยามดนตรียามาฮ่า ฉลอง 60 ปี ลงนาม MOU ปั้นโมเดล ‘ดนตรีบำบัด’ ไทย-ญี่ปุ่น

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 60 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ประกาศความร่วมมือระดับนานาชาติ และจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ โครงการดนตรีบำบัด ไทย-ญี่ปุ่น ร่วมกับ Shonan Kamakura General Hospital ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ไคโก ไลฟ์ จำกัด ผู้ประสานงานและขับเคลื่อนโครงการ เพื่อพัฒนาโมเดลดนตรีบำบัดเพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยงานจัดขึ้น ณ ชั้น 5 Yamaha Music Hall อาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตระหนักถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วของประเทศไทย ซึ่งภาวะสมองเสื่อมกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญด้านสาธารณสุขของทั้งไทยและญี่ปุ่น โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำแนวทาง “ดนตรีบำบัด” ที่ญี่ปุ่นใช้ดูแลและสนับสนุนผู้ป่วยอย่างจริงจัง มาช่วยลดความเครียด กระตุ้นการทำงานของสมอง และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์จากญี่ปุ่นเข้ากับดนตรีและวัฒนธรรมของไทย เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย และภาวะสมองเสื่อม รวมถึงมีการสนับสนุนด้วยงานวิจัยและการประเมินผลทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ

ประนัปดา พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ในฐานะพันธมิตรด้านดนตรีและการศึกษา กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในความร่วมมือครั้งนี้ว่า “ในวาระครบรอบ 60 ปีของสยามดนตรียามาฮ่า เราไม่เพียงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจดนตรี แต่ยังมีวิสัยทัศน์ในการนำศักยภาพของเสียงดนตรีมาสร้างสรรค์ประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคม ปัจจุบันศาสตร์ด้านดนตรีบำบัดกำลังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ การริเริ่มความร่วมมือระดับนานาชาติในครั้งนี้ ถือเป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจดนตรีและการศึกษา ไปสู่ทิศทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านดนตรีเข้ากับการแพทย์อย่างลงตัว เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม”

Dr. Shuzo Kobayashi ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  Shonan Kamakura General Hospital กล่าวว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับสยามดนตรียามาฮ่า บนพื้นฐานวิสัยทัศน์ร่วมกันในการยกระดับศาสตร์ด้านดนตรีบำบัด เราต่างเชื่อมั่นว่ารากฐานของการดูแลสุขภาพที่ดี ต้องผสานมิติด้านการรักษาและการป้องกันเข้าด้วยกัน ซึ่งดนตรีบำบัดถือเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูผู้ป่วย นอกเหนือจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ในประเทศญี่ปุ่น เราได้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในการบรรเทาความเครียด กระตุ้นการทำงานของสมอง และยกระดับคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนที่มีต่อดนตรีในไทย เพื่อรังสรรค์โมเดลการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ประยุกต์ใช้ได้จริง เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นปฐมบทของพันธมิตรระยะยาว ที่พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่ระดับภูมิภาคเอเชียต่อไป”

ชยพร พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไคโก ไลฟ์ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการร่วมกันแก้ไขความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ เราให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านโครงการนำร่อง และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างพันธมิตร เพื่อการพัฒนาแนวทางที่สามารถวัดผลและต่อยอดได้ในระยะยาว  ในอนาคตเรามองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถขยายโครงการนี้ไปยังเครือข่ายโรงพยาบาล สถาบันสอนดนตรี และชุมชน เพื่อสร้างรูปแบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ยั่งยืน และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในวงกว้าง”

สำหรับก้าวต่อไปของความร่วมมือระหว่าง 3 ฝ่าย นอกจากการจัดทำหลักสูตรดนตรีบำบัดที่เป็นมาตรฐาน และการพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมสำหรับครูสอนดนตรีโดยทีมงานครูผู้ทรงคุณวุฒิจาก บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมกับ นายภาโรห์ พรประภา ผู้ที่มีความสามารถทางด้านการประพันธ์เพลงแล้ว ยังเตรียมพร้อมที่จะดำเนินงานวิจัยร่วมกัน เพื่อขยายผลนำโครงการดนตรีบำบัดไปใช้ในสถานการณ์จริงทางการแพทย์อื่นๆ เช่น ผู้ป่วยฟอกไต และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยมุ่งหวังที่จะสร้างโครงการนี้ให้เป็นต้นแบบที่สามารถต่อยอดและขยายความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียได้ต่อไปในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับ”ดนตรีบำบัด” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @yamahamusicth หรืออีเมล contact@yamaha.co.th

เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า ‘ปทุมยิ้มได้’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า 'ปทุมยิ้มได้' กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

เริ่มแล้ว! งานมหกรรมสินค้า ‘ปทุมยิ้มได้’ กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.07 น.

30 เมษายน 2569 นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ท. คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการจัดงานมหกรรมสินค้าเพื่อส่งเสริมอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดปทุมธานี” ภายใต้สโลแกน ปทุมยิ้มได้ “ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” ณ ลานอเนกประสงค์ Future Park & Zpell (หน้าโฮมโปรเก่า) อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ผู้บริหาร อบจ.ปทุมธานี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ พาณิชย์จังหวัด, อุตสาหกรรมจังหวัด ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม และผู้แทนจากศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

การจัดงานครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของจังหวัดที่มอบหมายให้ อบจ.ปทุมธานี บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินโครงการตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล ในการลดภาระค่าครองชีพประชาชนจากวิกฤตพลังงาน มุ่งเน้นการลดรายจ่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งงานมหกรรมสินค้าในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีเจตนคติที่ดีต่อการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชน โดยมุ่งหวังให้โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนชาวปทุมธานีอย่างทั่วถึง ตามวัตถุประสงค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น

งานมหกรรมสินค้า ปทุมยิ้มได้ “ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 5 วัน ภายในงานมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมแจกไข่ไก่วันละ 4,000 ฟอง รวม 20,000 ฟอง ให้กับประชนที่มาร่วมงาน โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทั้งภาคส่วนราชการและภาคเอกชน

สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง ‘มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก’

สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง 'มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก'

สสส.เปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยกว่า 80% เสี่ยง ‘มะเร็ง-พัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก’

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

สะพรึง!!สสส. และภาคีนักวิจัยเปิดผลศึกษา พบไมโครพลาสติกในร่างกายคนไทยจากปัสสาวะและอุจจาระคนไทยกว่า 80% ชี้แหล่งสำคัญมาจากน้ำดื่มบรรจุขวดและอาหารทะเล+ขณะที่ระบบจัดการขยะล้มเหลวตั้งแต่ต้นทาง นักวิชาการเร่งผลักดันสู่นโยบายระดับชาติก่อนสายเกินแก้

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาสิ่งแวดล้อมไทย (สอสท.) และภาคีเครือข่ายนักวิจัย จัดเสวนาวิชาการเปิดเผยผลการศึกษาสถานการณ์ไมโครพลาสติกในพื้นที่จริงของประเทศไทย พบพลาสติกในร่างกายคนไทยแล้ว

รศ.ดร.อุมา ลางคุลเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลการตรวจของเสียจากร่างกายกลุ่มตัวอย่าง ว่าพบพลาสติกในร่างกายคนไทยแล้วมากกว่า 80% โดยพบในปัสสาวะเฉลี่ย 3.24 ชิ้นต่อ 100 มิลลิลิตร และในอุจจาระเฉลี่ย 3.6 ชิ้นต่อ 20 กรัม สะท้อนว่าการรับพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเกิดขึ้นแล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงในอนาคต

ที่น่ากังวลคือปัจจุบันยังไม่มีค่ามาตรฐานความปลอดภัยของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ เนื่องจากความหลากหลายของชนิดพลาสติกและสารเคมีปนเปื้อน ซึ่งนักวิจัยระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งและพัฒนาการทางระบบประสาทในเด็ก

“แหล่งที่มาของการปนเปื้อนเชื่อมโยงกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันโดยตรง คือน้ำดื่มบรรจุขวดแบบถ้วยนั้น พบไมโครพลาสติกสูงสุดถึง 382 ชิ้นต่อลิตร และขวดแบบ PET พบสูงสุด 331 ชิ้นต่อลิตร นอกจากนี้ยังพบในน้ำแข็งเฉลี่ย 63 ชิ้นต่อ 150 มิลลิลิตร และในปลาทูไทยเฉลี่ยสูงถึง 78 ชิ้นต่อตัว

ด้าน รศ.ดร.รัฐชา ชัยชนะ หัวหน้าโครงการวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าการปนเปื้อนยังพบในน้ำทะเล ดินตะกอน เกลือบริโภค รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งกุ้ง หอยแครง และปลากะพง โดยทีมวิจัยใช้เทคนิคตรวจวัดด้วยตาข่ายขนาด 50 ไมโครเมตร ซึ่งพบไมโครพลาสติกได้มากกว่าวิธีมาตรฐานถึง 42 เท่า สะท้อนว่าสถานการณ์จริงรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก นอกจากนี้ยังพบว่าความหนาแน่นของไมโครพลาสติกในน้ำจะเพิ่มสูงในฤดูฝน ขณะที่ในสัตว์น้ำบางชนิดจะพบสูงสุดในช่วงฤดูแล้ง

ขณะที่ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า ขณะนี้ระบบจัดการขยะคือรากของปัญหา ดังนั้น สสส. มุ่งเน้นแนวคิด “ป้องกันก่อนเกิดโรค” โดยสนับ สนุนการสร้างองค์ความรู้และผลักดันให้เกิดกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่ลดการสัมผัสไมโครพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง พัฒนาการทางสมองและระบบประสาทของเด็กเล็ก รวมถึงบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชี้ว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ระบบจัดการขยะที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยสูงถึง 27.2 ล้านตันต่อปี หรือเฉลี่ย 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน แต่ขาดการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางที่เข้มงวด ทำให้ขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่สิ่งแวดล้อม แตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และย้อนกลับเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ด้าน ผศ.ดร.สตรีไทย พุ่มไม้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า แม้ประชาชนจะใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างมหาศาล แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงแหล่งกำเนิดหรือตระหนักถึงความเสี่ยงที่แฝงมากับการบริโภค สะท้อนช่องว่างด้านความรู้ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะยาว

วิกฤตที่ลามไกลกว่าสิ่งแวดล้อม ซึ่งผล กระทบจากปัญหานี้ไม่หยุดอยู่แค่ระบบนิเวศ เมื่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจปนเปื้อนไมโครพลาสติก ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคย่อมสั่นคลอน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและรายได้ของชาวประมงพื้นบ้าน

“ขณะที่การสะสมของอนุภาคพลาสติกในร่างกายมนุษย์อย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นตัวเร่งของปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นภาระด้านสาธารณสุขที่ประเทศต้องแบกรับในระยะยาว

ปัจจุบันพบไมโครพลาสติกทั้งในสิ่งแวดล้อมและในร่างกายมนุษย์แล้ว โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัว และระบบจัดการขยะของไทยยังไม่สามารถสกัดกั้นได้ตั้งแต่ต้นทาง นักวิชาการและภาคีเครือข่ายจึงเร่งผลักดันให้ผลการวิจัยครั้งนี้กลายเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง ก่อนที่ปัญหาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านี้จะสะสมจนสายเกินแก้”ผศ.ดร.สตรีไทย กล่าว

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

รมว.พม. เปิด Day Care บ้านบางแค ต้นแบบดูแลผู้สูงอายุครบวงจร ดันผู้สูงวัยไทย ‘ติดสังคม’ ให้นานที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.57 น.

ในวันที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจสำคัญของสังคมไทยทั้งระบบ ที่ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่รองรับผู้สูงอายุให้สามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า มีสุขภาวะที่ดี และยังคงมีส่วนร่วมกับครอบครัว ชุมชน และสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. นำคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร พร้อมเปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันระหว่างวัยในชุมชน หรือ **DAY CARE บ้านบางแค** ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญในการยกระดับระบบดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและบริการต่าง ๆ ภายในบ้านบางแค ทั้งผลิตภัณฑ์ฝีมือผู้สูงอายุ ห้องนวัตกรรม Snoezelen ห้องฟื้นฟูการทำงานของสมองและความทรงจำ รวมถึงพบปะให้กำลังใจผู้สูงอายุ และมอบถุงกำลังใจแก่ผู้สูงอายุภายในศูนย์ฯ

นายนิกร กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แล้ว และในอนาคตจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ ดังนั้น การเตรียมระบบดูแลผู้สูงอายุให้พร้อม ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน และสถาบัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นและเร่งด่วน

การเปิดศูนย์ DAY CARE บ้านบางแค จึงไม่ใช่เพียงการเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมาใช้บริการระหว่างวันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งชีวิต ที่ผู้สูงอายุสามารถมีกิจกรรมร่วมกัน ได้รับการฟื้นฟู ได้ทำกิจกรรมสันทนาการ และได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด **Active Ageing** หรือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความกระฉับกระเฉง พึ่งพาตนเองได้ และคงสถานะ “ติดสังคม” ให้นานที่สุด พร้อมลดระยะเวลาการเข้าสู่ภาวะติดบ้านและติดเตียงให้น้อยที่สุด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ยังระบุว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันไม่ได้มีเฉพาะในกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่กระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุเข้าถึงประชาชนในทุกภูมิภาค

นอกจากการดูแลผู้สูงอายุโดยตรง ศูนย์ DAY CARE ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้กับสังคมว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรรอให้เกิดความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงก่อน แต่ต้องเริ่มจากการป้องกัน ส่งเสริมกิจกรรม และสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะการที่ผู้สูงอายุได้พบเพื่อน ได้ทำกิจกรรม และได้มีส่วนร่วมกับครอบครัวและชุมชนอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมอง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ยังมีกองทุนผู้สูงอายุเป็นกลไกสนับสนุนการจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ และในปี 2569 กระทรวง พม. มีแผนขยายผลผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน โดยจะเร่งผลิตผู้บริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน

สำหรับบ้านบางแค นอกจากเป็นสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุแห่งแรกของประเทศไทยแล้ว ปัจจุบันยังได้ยกระดับบทบาทจากการดูแลผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบางภายในสถานสงเคราะห์ ไปสู่การเป็นศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบครบวงจร ทั้งการเป็นศูนย์การเรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านผู้สูงอายุ ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุในชุมชน และศูนย์บริการข้อมูลด้านผู้สูงอายุ โดยเน้นการทำงานเชิงรุกในชุมชนควบคู่กับการดูแลภายในศูนย์ฯ

ปัจจุบัน บ้านบางแคให้การดูแลผู้สูงอายุรวม 247 คน แบ่งเป็นเพศชาย 86 คน และเพศหญิง 161 คน โดยผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่ครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์

การเปิดศูนย์ DAY CARE บ้านบางแค จึงเป็นมากกว่าการเปิดบริการใหม่ แต่คือภาพสะท้อนของทิศทางการดูแลผู้สูงอายุไทยในอนาคต ที่ต้องไม่ใช่เพียง “การสงเคราะห์” แต่เป็นการสร้างระบบดูแลที่ทำให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่ มีโอกาส มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างยั่งยืน

เพราะสังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของวันข้างหน้าอีกต่อไป แต่คือความจริงของวันนี้ และบ้านบางแคกำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในต้นแบบสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุไทยในยุคที่ทุกคนต้องเตรียมพร้อมไปด้วยกัน

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

ททท. เดินหน้า Festival Database Platform ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย พร้อม สุขใจ Chatbot

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.56 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Festival Database Platform เพื่อยกระดับการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูลเทศกาล งานประเพณี และกิจกรรมสร้างสรรค์จากทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ สู่การต่อยอดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูล รวมถึงการวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งโครงการนี้จะเป็นปัจจัยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Grand Festival Destination

ในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์” ควบคู่ไปกับความสะดวกในการเลือกจุดหมายปลายทาง ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล ช่วงเวลาการจัดงาน และอัตลักษณ์ของพื้นที่ จึงมีบทบาทสำคัญมากขึ้นสำหรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะการมีข้อมูลที่ครบถ้วน เป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสนับสนุนทั้งการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยว และการยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดทำโครงการ Festival Database Platform ที่จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการรวบรวม จัดระเบียบ เป็นระบบฐานข้อมูลเชื่อมโยงเทศกาลไทย เพื่อสนับสนุนทั้งนักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร การพัฒนาเทศกาลในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ รวมถึงเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้สู่ชุมชน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล

พร้อมกันนี้ ททท. ยังได้นำศักยภาพของโครงการมาต่อยอดสู่การพัฒนาประสบการณ์ใช้งานบนเว็บไซต์ Thailand Festival เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้ใช้งาน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเทศกาลได้ง่าย สะดวก และตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น ผ่านฟีเจอร์สำคัญ ได้แก่

  • “Sukjai Chatbot” AI Travel Assistant ผู้ช่วยวางแผนการเดินทางเฉพาะบุคคล ที่สามารถแนะนำเทศกาลตามความสนใจ งบประมาณ และช่วงเวลาเดินทางของผู้ใช้งาน
  • Festival Calendar ปฏิทินเทศกาลที่สามารถดูได้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้สะดวกในแพลตฟอร์มเดียว

โครงการ Festival Database Platform จึงเป็นการสะท้อนบทบาทของ ททท. ในการมุ่งสู่การเป็น Intelligence Hub ด้านการท่องเที่ยว โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในยุคดิจิทัล และสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงมากยิ่งขึ้น

ททท. เชื่อมั่นว่า โครงการ Festival Database Platform จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Amazing 5 Economy” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับเมืองน่าเที่ยว และผลักดันเสน่ห์ไทยผ่านเทศกาลสู่สายตานานาชาติ

พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Data-Driven Tourism Nation อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ “เที่ยวได้ทั้งปี มีเทศกาลทุกเดือน และมอบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืมในทุกการเดินทาง

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่บนเว็บไซต์ Thailand Festival ด้วย Sukjai Chatbot และ Festival Calendar ได้แล้ววันนี้ ที่ https://ai.festivaldatabaseplatform.com/