เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

เปลี่ยนเชื้อไฟเป็นพลังงาน ชุมชนลำพูนผนึก CPF–แม่โจ้ จัดการชีวมวลต้นทาง ลดไฟป่า–ฝุ่น PM2.5

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ ไม่ได้จบเพียงการดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าและเศษวัสดุการเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผา 

ล่าสุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ชุมชนร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ CPF และภาคีเครือข่าย พัฒนาระบบจัดการชีวมวล เปลี่ยนกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุหลังการเก็บเกี่ยวให้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ช่วยลดการเผา ลดไฟป่า ลดฝุ่น PM2.5 และสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ภายใต้ “โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5” ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนจากตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ตั้งแต่การสำรวจและคัดแยกวัสดุ การเลือกเครื่องจักร การแปรรูปอย่างปลอดภัย ตลอดจนการวางแผนตลาด เพื่อพัฒนาระบบจัดการชีวมวลที่สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพของแต่ละชุมชน

ลดเชื้อเพลิง ก่อนเข้าสู่ฤดูไฟป่า
ผศ.ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ภาคเหนือมีเศษวัสดุชีวมวลจากพื้นที่ป่าและภาคเกษตรจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดลำพูนเพียงจังหวัดเดียวมีเศษวัสดุจากแปลงเกษตรมากกว่า 900,000 ตันต่อปี หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุส่วนหนึ่งอาจถูกทิ้งสะสมจนกลายเป็นเชื้อเพลิง และถูกกำจัดด้วยการเผา

การยกระดับความรู้ให้ชุมชนสามารถจัดการวัสดุชีวมวลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ป้องกันไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยต้องเร่งจัดการวัสดุส่วนเกินที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ ก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง พร้อมพัฒนาการใช้ประโยชน์และตลาดรองรับควบคู่กัน เป็นแนวทางที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดความร่วมมือกันรวบรวมเศษวัสดุจากธรรมชาติและจากแปลงเกษตรเปลี่ยนเป็นของมีค่าแทนการเผาทิ้ง

สร้างมูลค่าจากวัสดุที่เคยถูกเผาทิ้ง
การฝึกอบรมมุ่งให้เครือข่ายป่าชุมชนมีทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายทางการตลาด เพื่อแปรรูปวัสดุแต่ละประเภทให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การผลิตเชื้อเพลิงอัดเม็ด หรือ wood pellet สำหรับใช้เป็นพลังงานทดแทนในกิจกรรมทางการเกษตร รวมถึงการผลิตไบโอชาร์เพื่อนำไปใช้ปรับปรุงดินและเป็นเชื้อเพลิงที่มีค่าความร้อนสูง

ลำพูนเป็นแหล่งผลิตลำไยสำคัญของประเทศและมีความต้องการพลังงานสำหรับกระบวนการอบแห้งจำนวนมาก เชื้อเพลิงชีวมวลที่ผลิตจากวัสดุในท้องถิ่นจึงมีโอกาสนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงแบบเดิมบางส่วน ภายใต้ระบบเผาไหม้และการควบคุมมลพิษที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้เศษวัสดุ ลดต้นทุนการจัดการ และสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน  แนวทางนี้สะท้อนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ซึ่งไม่ได้มองเศษวัสดุเป็นเพียงของที่ต้องทิ้ง มาสู่การบริหารวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ใช้ประโยชน์ได้ เป็นที่ต้องการของตลาด

ความร่วมมือ 3 ปี สร้างระบบที่ชุมชนดูแลได้เอง

การอบรมครั้งนี้เป็นกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการป้องกันไฟป่าและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กรมป่าไม้ CPF และภาคีที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมป่าชุมชนในตำบลทาปลาดุกและตำบลทาสบเส้า รวม 12 หมู่บ้าน บนพื้นที่กว่า 20,000 ไร่ และมีกำหนดดำเนินงานต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2571  เป้าหมายของความร่วมมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่จำนวนผู้ผ่านการอบรมหรือปริมาณวัสดุที่นำออกจากพื้นที่ แต่คือการสร้างระบบที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง มีเครือข่ายรวบรวมวัสดุ มีเทคโนโลยีแปรรูป มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมีตลาดรองรับผลิตภัณฑ์ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ CPF การสนับสนุนการจัดการชีวมวลเป็นหนึ่งในแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทไม่รับซื้อและไม่นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่รุกป่าและพื้นที่เผาแปลง พร้อมใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแปลงปลูกตั้งแต่ปี 2559 ควบคู่กับเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการเผาในพื้นที่เกษตร

รูปแบบการทำงานที่ลำพูนจึงเป็นความพยายามเชื่อมมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่ชุมชนถูกขอให้ “หยุดเผา” ไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้วัสดุเหลือใช้มีผู้รวบรวม มีผู้รับซื้อ และมีผู้ใช้ประโยชน์ หากเศษกิ่งไม้ ใบไม้แห้ง และเศษวัสดุการเกษตรมีระบบรวบรวม การแปรรูป และตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง วัสดุที่เคยเป็นเชื้อเพลิงของไฟป่า ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดการเผา ลดฝุ่น PM2.5 ลดความเสี่ยงไฟป่า และสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

เมื่อผิวหนังคือความหวัง อีกรูปแบบของการบริจาคอวัยวะที่หลายคนอาจยังไม่รู้

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

เมื่อพูดถึงอวัยวะที่สามารถบริจาคได้ หลายคนมักจะนึกถึง หัวใจ ตับ ไต และดวงตา แต่ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าสามารถบริจาคได้เช่นกัน นั่นก็คือ “ผิวหนัง” ซึ่งผิวหนังบริจาคนั้นมีบทบาทสำคัญในการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยแผลไฟไหม้ที่รุนแรงได้

ผิวหนังที่ห่อหุ้มตัวเราตั้งแต่หัวจรดเท้าได้ชื่อว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกายและทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ อาทิ ป้องกันเชื้อโรค ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย แต่เมื่อใดที่ผิวหนังถูกทำลายจากแผลไฟไหม้เป็นบริเวณกว้าง ร่างกายก็สูญเสียเกราะป้องกันนี้ไปพร้อมกัน

“แผลไฟไหม้” โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ระดับ แต่ระดับที่แพทย์ให้ความสำคัญในการรักษาผู้ป่วย คือ แผลระดับ 2 ที่ลึก และ ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ผิวหนังถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้เอง เพราะเป็นการสูญเสียผิวหนังไปโดยถาวร ร่างกายไม่สามารถรักษาตัวเองได้ ศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ กรรมการคลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย อธิบายถึงผลที่ตามมาหลังจากแผลไฟไหม้ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อน

“ถ้าระดับ 1 และ 2 เมื่อสัมผัสจะยังมีความรู้สึกเจ็บบ้างหรือแสบบ้าง แต่ระดับ 3 ผิวหนังและเส้นประสาททั้งหมดถูกทำลาย จะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ผิวหนังบริเวณนั้นจะแข็งและแห้งอันนี้อันตรายมาก การปลูกถ่ายผิวหนังบริจาคจึงเป็นอีกทางเลือกที่แพทย์จะใช้ในการรักษาแผลไฟไหม้ในระดับนี้ เพราะคนไข้ไม่สามารถมีผิวหนังมาทดแทนในตำแหน่งนี้ได้ ตามมาด้วยการติดเชื้อแล้ว สักระยะหนึ่งอวัยวะต่าง ๆ ก็จะไม่ทำงาน ก็จะเป็นสาเหตุหลักที่ผู้ป่วยเสียชีวิต”

“อันดับแรกเราต้องปลูกถ่ายด้วยผิวหนังของเราเองก่อนครับ” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวเป็นประโยคแรกเมื่อพูดถึงกระบวนการรักษาแผลไฟไหม้รุนแรงระดับ 3 “แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่พื้นที่ผิวหนังดีของคนไข้อาจเหลือไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อร่างกายถูกไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างผิวหนังจากผู้บริจาคจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผิวหนังทดแทนชั่วคราว ช่วยปิดบาดแผล ลดการสูญเสียน้ำและความร้อน รวมถึงลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย เพื่อประคองผู้ป่วยให้ผ่านช่วงวิกฤตและซื้อเวลาให้ร่างกายฟื้นตัว”

“สิ่งที่แพทย์ทำ คือ การตัดผิวหนังที่ถูกทำลายออก ซึ่งหลังจากตัดออก ปัญหาใหม่ก็คือ ร่างกายจะสูญเสียผิวหนังซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ แม้จะใช้วัสดุปิดแผลชนิดอื่นได้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าการสมานด้วยผิวหนังจากมนุษย์ เพราะผิวหนังด้วยกันเองถือว่าเป็นวัสดุทำแผลที่ดี แต่ถ้าผิวหนังของคนไข้ไม่เพียงพอจริง ๆ คลังผิวหนัง ที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ก็จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือ”

“การปลูกถ่ายผิวหนังจากผู้บริจาค ตัวผิวหนังจะอยู่กับผู้ป่วยเพียงชั่วคราว ประมาณ 2–3 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มรับรู้ว่าผิวหนังนั้นไม่ใช่ของตัวเอง และค่อย ๆ ขับออกไปตามธรรมชาติ แต่ช่วงเวลา 2–3 สัปดาห์นั้นมีคุณค่ามหาศาล เพราะเป็นช่วงที่ช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมสำหรับการปลูกถ่ายผิวหนังจริง และเป็นช่วงเวลาแห่งการรักษาชีวิต ที่ผู้บริจาคได้เป็นผู้ให้โดยแท้จริง”

“แล้วผิวหนังที่ใช้รักษาผู้ป่วยเหล่านี้มาจากไหน?” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรักษาผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง คือ คลังผิวหนัง ภายใต้คลังเนื้อเยื่อ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ซึ่งทำหน้าที่รับผิวหนังจากผู้บริจาคเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง แปรสภาพ และจัดเก็บตามมาตรฐาน เพื่อให้พร้อมส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ หลายคนอาจเข้าใจว่าผิวหนัง สามารถบริจาคได้ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในความเป็นจริง การรับบริจาคผิวหนังจะดำเนินการจากผู้บริจาคหลังเสียชีวิต และเป็นเป็นผู้บริจาคกลุ่มเดียวกับผู้บริจาคอวัยวะ ปัจจุบันหากผู้บริจาคแสดงความจำนงไว้ เมื่อทีมผ่าตัดเข้าดำเนินการจัดเก็บอวัยวะ เช่น หัวใจ ปอด ตับ ไต หรือกระจกตา ก็จะสามารถจัดเก็บผิวหนังตามขั้นตอนได้เช่นกัน

“ก่อนรับผิวหนังเข้าสู่คลัง เราจะมีการคัดกรองหลายอย่าง เช่น หากผู้บริจาคมีโรคเกี่ยวกับผิวหนัง หรือมีรอยสักในตำแหน่งที่เราประเมินว่าอาจมีความเสี่ยง เราก็อาจไม่รับบริจาค แต่หากผ่านเกณฑ์แล้ว ผิวหนังทั้งหมดจะเข้าสู่กระบวนการเตรียมก่อนนำไปใช้งาน คลังผิวหนังของเราเปิดดำเนินการมาแล้วประมาณ 7–8 ปี มีการนำผิวหนังไปใช้รักษาผู้ป่วยมากกว่า 1-2 แสนตารางเซนติเมตร ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่เคยพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากผิวหนังที่จัดเก็บในคลัง ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ปฏิกิริยาต่อต้าน หรือความผิดปกติอื่นที่เกิดจากการปลูกถ่ายผิวหนัง”

“ช่วงเวลาทองของการปลูกถ่ายผิวหนัง ที่ผิวหนังผืนนั้นทำหน้าที่ปกป้องบาดแผลของผู้ป่วย เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับการช่วยชีวิต เพราะช่วงเวลานั้นเปิดโอกาสให้บาดแผลได้รับการปกป้อง แผลบางส่วนฟื้นตัวได้เอง และเมื่อถึงเวลาปลูกถ่ายผิวหนังของผู้ป่วยเอง ก็มีโอกาสที่ผิวหนังจะติดได้ดีมากขึ้น” ศ.นพ.อภิชัย กล่าวทิ้งท้ายถึงความสำคัญของผิวหนังบริจาคเพื่อการรักษาชีวิต

หากวันนี้มีคำถามอีกครั้งว่า อวัยวะใดที่สามารถบริจาคเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่นได้ จากคำตอบที่คุ้นเคยอย่าง หัวใจ ตับ ไต หรือดวงตา อาจมีคำว่า “ผิวหนัง” ผุดขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ไม่ถูกมองข้าม เพราะแม้ผิวหนังจะไม่ได้ทำหน้าที่อย่างชัดเจนแทนหัวใจหรือปอด แต่สำหรับผู้ป่วยแผลไฟไหม้รุนแรง ผิวหนังจากผู้บริจาคอาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต และมีโอกาสมีชีวิตต่อได้อีกครั้ง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เร่งยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย พ้นวิกฤตความเปราะบาง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปีงบประมาณ 2026 – 2030 มุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวเป้าหมาย 4 ล้านคน ลุยปรับรูปแบบการทำงานเชิงบูรณาการ เร่งแก้วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สุขภาพ ยุติความรุนแรง รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขจัดความยากจนอย่างยั่งยืนทั่วประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี แม้ว่ามูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ครอบครัว และชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ความเปราะบางของเด็กในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold Hope, Make Hope Real” เพื่อเปลี่ยนความหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กและชุมชน

ตลอดช่วงปี 2021-2025 ที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ สามารถสร้างผลลัพธ์ให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์ ในหลายด้าน อาทิ ด้านการพัฒนาและการศึกษาสนับสนุนเด็กเปราะบางกว่า 706,200 คน ด้านพัฒนาเยาวชนกว่า 238,365 คน ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก เยาวชน และผู้ปกครองกว่า 260,000 คน ด้านการช่วยเหลือและฟื้นฟู เด็กและกลุ่มเปราะบางจากสถานการณ์ภัยพิบัติ กว่า 417,000 คน งานด้านรณรงค์และการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เข้าถึงประชากรรวมกว่า 9.8 ล้านคน

ศ.ดร.บุญชัย หงส์จารุ ประธานกรรมการอำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะเมื่อเด็กได้รับโอกาส ประเทศไทยก็จะมีอนาคตที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอด 50 กว่าปีที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ทำงานเคียงข้างเด็ก ครอบครัว และชุมชนเปราะบางทั่วประเทศ ด้วยความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีคุณค่า และสมควรได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดี ซึ่งผลสำเร็จที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ แต่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็ก ครอบครัว และชุมชน  ความสำเร็จไม่ได้วัดจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือเด็กที่ได้กลับเข้าสู่ห้องเรียน ครอบครัวที่กลับมามีความหวัง และชุมชนที่เข้มแข็งขึ้น แต่ความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้การทำงานเพื่อเด็กต้องก้าวเดินไปด้วยแนวคิดและความร่วมมือในรูปแบบใหม่ เกิดเป็นยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบ Bold Hope ที่ไม่ได้เป็นเพียงแผนการดำเนินงานแต่เป็นกรอบความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และ Bold Hope จะไม่ได้เป็นเพียงความหวัง แต่คือความหวังที่จะนำไปสู่การลงมือทำให้เราสามารถ Make Hope Real และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับเด็กได้จริง โดยภายในปี 2030 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ตั้งเป้าให้เด็กอย่างน้อย 4 ล้านคน มีความอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเด็กที่เปราะบางและยากไร้ที่สุด พร้อมขยายการเข้าถึงเด็กทางอ้อมอีกกว่า 12 ล้านคน และผู้ใหญ่รวมถึงผู้ดูแลเด็กกว่า 3.3 ล้านคน ผ่านการดำเนินงานในพื้นที่มุ่งเน้น  57 แห่ง ครอบคลุม 35 จังหวัดทั่วประเทศ”

ด้าน รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ความหวัง ความสุข และความเป็นธรรมสำหรับเด็กทุกคน’ ทำให้มูลนิธิศุภนิมิตฯ ใฝ่ฝันถึงโลกที่เด็กทุกคนจะมีชีวิตที่ดี ได้รับโอกาสในการพัฒนา เติบโตอย่างปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรีและความเป็นธรรม เพราะความหวังไม่ได้เป็นเพียงความฝันหรือความปรารถนา แต่เป็นพลังที่ผลักดันให้เกิดการลงมือทำอย่างจริงจังเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ จากตัวเลขเป้าหมายเด็กจำนวน 4 ล้านคนที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนภายในครอบครัวและชุมชน จึงหมายถึงเด็ก 4 ล้านชีวิต คือความหวัง 4 ล้านความหวัง และคือโอกาส 4 ล้านโอกาส ที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ต้องกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้สอดรับกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้”

ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้จะขับเคลื่อนผ่านกรอบการดำเนินงานแบบบูรณาการ (Integrated Programming Frameworks) 4 ด้าน ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการสำคัญของเด็กและชุมชน ได้แก่

– การศึกษาและทักษะชีวิต (Education & Life Skill) มุ่งส่งเสริมและพัฒนาให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานและการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในสังคม 


– การคุ้มครองเด็ก (Child Protection) พัฒนาระบบคุ้มครองเด็กในชุมชน ส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐาน ป้องกันความรุนแรง การแสวงหาผลประโยชน์ และภัยคุกคามในทุกรูปแบบ รวมถึงการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์   
– สุขภาพและโภชนาการ (Health & Nutrition) เพราะสุขภาพที่ดีคือรากฐานของคุณภาพชีวิตและการพัฒนาในทุกมิติ จึงเน้นส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก สนับสนุนโภชนาการที่เหมาะสม  การป้องกันโรค  สร้างเสริมสุขภาพ และการดูแลสุขภาวะทางจิต    
– ความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ และการดำรงชีวิต (ESCA & Livelihoods) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน รวมถึงร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ  

โดยการดำเนินงานดังกล่าว มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นการขยายการดำเนินงานโครงการพัฒนาเด็กใน 13 จังหวัด ที่มีความเปราะบางสูงสุด ควบคู่กับการดำเนินงานในพื้นที่อื่นตามพันธกิจของมูลนิธิฯ กับทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ ใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการขยายผลการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงเชิญชวนให้ภาคีทุกภาคส่วนมาเป็นผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ด้วยการเปลี่ยนความหวังให้เป็นการลงมือทำ ที่จะเปลี่ยนผลลัพธ์ในพื้นที่ให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและเปลี่ยนพลังของคนเพียงไม่กี่คนให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวร่วมกันของทั้งสังคม

“นอกจากนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ มุ่งใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การติดตามและประเมินผล ตลอดจนการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการตัดสินใจและพัฒนาการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากร การบริหารทรัพยากรอย่างโปร่งใส และการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และขยายผลกระทบเชิงบวกต่อเด็กไทยและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” นางรสลิน กล่าวสรุป

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรคริสเตียนสาธารณกุศล เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาเด็กที่ดำเนินงานในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของศุภนิมิตสากล (World Vision International)  ที่มีเครือข่ายการทำงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ผู้ที่สนใจสนับสนุนโครงการ หรือร่วมเป็นพันธมิตรในการพัฒนา สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.worldvision.or.th

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV ‘ไม่เป็นไร’

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV  ‘ไม่เป็นไร’

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จับมือ กทม. เตือนคนไทยเลิกคิดว่า HPV ‘ไม่เป็นไร’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” พร้อมกิจกรรม “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งตรงองค์ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) พร้อมส่งเสริมแนวการป้องกันโรคด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และ เอมี่ กลิ่นประทุม ร่วมถ่ายทอดข้อมูลและประสบการณ์จริง

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ

แม้แนวทางการป้องกันโรคจากเชื้อ HPV จะก้าวหน้าไปไกลแล้ว แต่ในบริบทสังคมไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญจากความเขินอายในการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์ ความกังวลว่าจะถูกตีตราหรือตัดสินจากสังคม (Social Stigma) รวมถึงความไม่กล้าเข้ารับการตรวจคัดกรอง ส่งผลให้หลายคนละเลยการป้องกันและตรวจพบโรคเมื่อสายเกินไป

พญ.สุดา พันธุ์รินทร์

แคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” จึงมุ่งสร้างจุดเปลี่ยนทางความคิด ให้สังคมตระหนักว่า “ความอายไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการดูแลสุขภาพ” และภัยเงียบอย่าง HPV เป็นเรื่องที่ “คิดว่าไม่เป็นไร…ไม่ได้อีกต่อไป”

HPV เป็นภาระด้านสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย โดยข้อมูล GLOBOCAN 2022 พบว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยอันดับ 2 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 ราย และมีผู้เสียชีวิต 4,576 รายในแต่ละปี เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งอีกหลายชนิดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ สะท้อนว่าความเข้าใจผิด ความอาย และการละเลยการป้องกัน คืออุปสรรคสำคัญในการลดอัตราการเกิดโรคในสังคมไทย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า “สถานเสาวภา สภากาชาดไทยมีพันธกิจสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของประชาชน วันนี้เราต้องยอมรับว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภาวะ ‘รู้จัก แต่ไม่รู้จริง’ เกี่ยวกับเชื้อ HPV หลายคนเห็นประเด็นนี้เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกนาทีทั่วโลกมีคนตรวจพบว่าติดเชื้อ HPV ซึ่งนำไปสู่มะเร็งบางชนิด โดยทั้งชายและหญิง มีโอกาสได้รับเชื้อ HPV ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง

สถานเสาวภา สภากาชาดไทยจึงต้องการรณรงค์ให้คนไทยเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เห็นความสำคัญของการป้องกันโรค การตรวจคัดกรอง และการฉีดวัคซีน เพื่อปกป้องคนไทยทุกเพศทุกวัยอย่างครอบคลุม”

นอกจากนี้ เพื่อให้ข้อมูลทางการแพทย์ในเชิงลึก พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “HPV  ติดต่อได้ง่ายกว่าที่หลายคนคิด แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ด้วยการใช้ปาก แม้การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าสามารถติดเชื้อจากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เพราะเชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก”

สิ่งที่น่ากังวลคือ ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ‘การป้องกันก่อนเกิดโรค’ ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ไม่มีคู่นอนหลายคนเพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อ และใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์  ฉีดวัคซีน HPV ปัจจุบันป้องกันได้ถึง 5 โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่วัยเด็กอายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งชายและหญิง จากหลักฐานการติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อเนื่อง 20 ปี พบว่าวัคซีน HPV สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังได้รับวัคซีนครบตามคำแนะนำ

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ ตัดวงจรการพัฒนาไปสู่ระยะมะเร็ง

เพื่อเปลี่ยนผ่านความตระหนักรู้ไปสู่การป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม แคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” ได้จัดกิจกรรมนำร่อง “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ณ สวนลุมพินี โดยเปลี่ยนพื้นที่ลานแอโรบิกให้เป็นเวทีสร้างความรู้ว่า นอกจากการออกกำลังกายที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพแล้ว การป้องกัน HPV ยังจำเป็นต้องอาศัยมาตรการป้องกันที่เหมาะสมควบคู่กัน ภายในงานมีบูธให้ความรู้เกี่ยวกับ HPV และการป้องกัน พร้อมบริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเอง (HPV DNA Self-Sampling) และกิจกรรมรณรงค์โดย เอมี่ กลิ่นประทุม

เอมี่ กลิ่นประทุม เปิดเผยว่า “เมื่อเข้าวงการใหม่ๆ เอมี่ไม่เคยคิดว่า HPV จะเกิดขึ้นกับตัวเอง จนกระทั่งตรวจพบเซลล์ผิดปกติที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ความกลัว ความกังวล และความอาย ทำให้ต้องเผชิญกับความเครียดและติดตามอาการอยู่นานถึง 7 ปี ก่อนตัดสินใจรักษาด้วยการผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออกไป ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เอมี่อยากบอกทุกคนว่า HPV ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องน่าอาย โรคนี้มักไม่แสดงอาการ หากปล่อยไว้จนสายอาจนำไปสู่มะเร็งได้ วันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก เรามีทั้งวัคซีนHPV ที่เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีทั้งชายและหญิง และมีนวัตกรรมการตรวจคัดกรองที่สะดวกและปลอดภัย การป้องกันและตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นวิธีที่เจ็บตัวน้อย แต่มีประสิทธิภาพ ดีกว่าต้องมาเผชิญหน้ากับความเครียดหรือการสูญเสียในวันที่โรคลุกลามไปแล้ว”

ความร่วมมือระหว่างสถานเสาวภา สภากาชาดไทย และกรุงเทพมหานคร รวมถึงภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการป้องกันโรคจากเชื้อ HPV และลดภาระของโรคในสังคมไทย อันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มอบสิทธิบัตรทองให้สตรีไทยอายุ 30–59 ปี และอายุ 15–29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ฟรี 1 ครั้ง ทุกๆ 5 ปี โดยสามารถตรวจสอบสิทธิ์และจองคิวผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ในเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” หรือ “Health Wallet”

นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบสิทธิ์และค้นหาสถานพยาบาลที่ให้บริการได้ที่ http://www.hpvknownow.com รับชมวิดีโอสาธิตขั้นตอนการตรวจ HPV Self-Sampling ได้ทาง YouTube ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Lm7AJw_X1qQ  และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อ HPV รวมถึงแนวทางการป้องกันเพิ่มเติมที่ http://www.hpvth.com

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมรับเสด็จ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ในงาน “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมรับเสด็จ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’  ในงาน “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมรับเสด็จ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ในงาน “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE”

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จัดงานมหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเล “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน ณ NEX HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เข้าเฝ้ารับพระราชทานโล่ในฐานะผู้สนับสนุนการจัดงานฯ โดยมี บุษดี เจียรวนนท์, ภัคพล งามลักษณ์ ประธานคณะผู้บริหารด้านปฏิบัติการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ ณัฐพรรณ เหลืองวิริยะ และ จอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมถวายการต้อนรับ พร้อมนำชมบูธนิทรรศการของเครือซีพี ซึ่งนำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อท้องทะเลไทย

ภายในงานเครือซีพีนำเสนอผลการดำเนินงานผ่านหน่วยงานด้านปฏิบัติการความยั่งยืนทางทะเล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ CP SEACOSYSTEM ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลอย่างเป็นระบบ สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชน สังคม และประเทศในระยะยาว

นับตั้งแต่เริ่มโครงการ “ซีพีความดี ทะเลไทยยั่งยืน” ในปี 2560 เครือซีพีได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชน วางเป้าหมายปะการังเทียม 7,000 โครงสร้าง ภายในปี 2573  เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และยกระดับรายได้ของชุมชนประมงชายฝั่ง ภายใต้การประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างรอบด้าน นอกจากนั้นยังได้เสริมสร้างศักยภาพสร้างผู้นำรุ่นใหม่ไป 2,800 คนต่อปี ในการปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทะเลไทย พร้อมควบคู่กับการอนุรักษ์ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 1,670 ล้านตัวต่อปี คืนสู่ธรรมชาติเสริมความสมดุลของระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ภายในบูธ “CP SEACOSYSTEM เพื่อทะเลไทยยั่งยืน” ยังเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล เริ่มจาก Immersive Experience พาผู้เข้าชมดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลเสมือนจริงด้วยภาพและเสียงรอบทิศทาง เสริมด้วยนิทรรศการนำเสนอแนวคิดและผลลัพธ์ของโครงการปะการังเทียมพร้อมถ่ายทอดแนวคิด Circular Economy ผ่านการต่อยอดทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์การเปลี่ยนฝาขวดพลาสติกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่รักษ์โลก การนำเครื่องมือประมงที่หมดอายุการใช้งานและขยะทะเลมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน การพัฒนาซั้งเชือกพลาสติกสู่ “ซั้งยางพารา” รวมถึงการแปรรูปสาหร่ายทะเลที่เหลือทิ้งให้กลายเป็นนวัตกรรมสิ่งทอแห่งความยั่งยืนที่ก้าวสู่เวทีแฟชั่นและรันเวย์

กิจกรรม Interactive Game ที่ชวนผู้เข้าร่วมทดสอบความรู้ด้านการอนุรักษ์ทะเลอย่างสนุกสนาน และกิจกรรม Sea Sharing เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจากนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ เพื่อร่วมสร้างการมีส่วนร่วมและปลูกจิตสำนึกในการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทยให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

เครือเจริญโภคภัณฑ์เชื่อมั่นว่า การอนุรักษ์ทะเลจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ด้วยพลังของความร่วมมือ พร้อมเดินหน้าผสานศักยภาพของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ เป็นฐานความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป พร้อมเชิญชวนเยาวชนและประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่บูธ CP SEACOSYSTEM (P4) ภายในงาน “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” ได้ถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นิตยสารแพรว ร่วมกับ สยามพารากอน จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 47 ปี

นิตยสารแพรว ร่วมกับ สยามพารากอน จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 47 ปี

นิตยสารแพรว ร่วมกับ สยามพารากอน จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 47 ปี

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

นิตยสารแพรว โดย บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด ในเครืออมรินทร์กรุ๊ป ร่วมกับ สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และ โครงการ Citizen of Love by Siam Piwat จัดงานแถลงข่าวความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ ฉลองครบรอบ 47 ปี นิตยสารแพรว สานต่อความตั้งใจในการเป็นสื่อกลางในการให้ความช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ ผ่านโครงการ Praew Charity (แพรวแชริตี้) เพื่อส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ยากไร้ สตรี เด็ก สัตว์ทุกข์ยาก รวมถึงสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมการกุศล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปิน การประมูลของพิเศษ การออกร้านจากเหล่าเซเลบริตี้ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี

ในวาระครบรอบ 47 ปี นิตยสารแพรว ได้จัด 3 กิจกรรมพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ได้แก่ Praew 47th Anniversary Exhibition, Praew Awards 2026 และ Praew Charity 2026 เพื่อระดมทุนสมทบโครงการแพรวแชริตี้ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ และมอบโอกาสให้กับเด็กเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย และมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ

ภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์  กรรมการผู้จัดการใหญ่
สายองค์กรสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด,  คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ
กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า สยามพารากอน, มล.อรดิศ สนิทวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Corporate Affairs บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย, คุณมนัสนันท์ รวยดีเลิศ เจ้าหน้าที่อาวุโสความร่วมมือระหว่างองค์กร มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมด้วยเซเลบริตี้ คุณอารีย์ นาคชัยยะ, คุณวรเกียรติ อานันทนะสุวงศ์, คุณก้องกิดากร ขันมณี และ ต่าย ชุติมา-น้องพิพิม, มี่ภัทร ภัทรนันท์ – เอญ่า อรพรรณ – มายยู กวิสรา – ชัญญ่า ชัญญา นักแสดงจากค่าย Me Mind Y, น้ำนา ธารไท – พีเค ภัทรชัย จากซีรีส์ Oops! Mysterious Sounds สืบเสียงปริศนา…อุ๊ย! เสียงหัวใจเธอดังกว่า, ศิลปินวง THX, ดรีม นวรัตน์, ผักกาด ภีรดา เป็นแขกคนสำคัญร่วมงานแถลงข่าว วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม  2569 ที่ผ่านมา ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน

คุณอัฐมาภรณ์ อัมระปาล บรรณาธิการบริหาร นิตยสารแพรว กล่าวว่า “เนื่องในโอกาส นิตยสารแพรว ครบรอบ 47 ปี แพรวจัดเต็มความพิเศษในเดือนกันยายนนี้ เริ่มด้วย Praew 47th Anniversary Exhibition งานจัดแสดงภาพถ่ายสุดพิเศษจากนิตยสารแพรว พร้อมกิจกรรมประมูลภาพ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบทุนโครงการแพรวแชริตี้ ตั้งแต่วันที่  1 – 6  กันยายน 2569 ณ  Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน

“ไม่เพียงเท่านี้ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านคอนเทนต์คุณภาพและสื่อชั้นนำของไทย กับงานประกาศรางวัลครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี Praew Awards 2026 เพื่อมอบรางวัลให้กับบุคคลที่เป็นที่สุดในแต่ละสาขา ในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

“พลาดไม่ได้กับงานการกุศลใหญ่ประจำปี ที่นิตยสารแพรวสานต่อความตั้งใจในการเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ ผ่านงาน Praew Charity 2026 กิจกรรมออกร้านขายของจากเซเลบริตี้ พร้อมด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ดารา กว่า 100 ท่าน  จัดเต็ม 2 วัน ในวันที่ 5 – 6 กันยายน 2569 ณ Nex Hall ชั้น 5 สยามพารากอน

“โดยกิจกรรมทั้งหมดจัดขึ้น เพื่อระดมทุนสมทบโครงการแพรวแชริตี้ ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ และมอบโอกาสให้กับเด็กเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านโครงการเงินทุนฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สภากาชาดไทย และมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ”

คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า สยามพารากอน กล่าวว่า  “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สยามพารากอนและนิตยสารแพรวมีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ ศิลปะ และกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ สยาม
พารากอนที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า แต่เป็น Global Experiential Destination ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้คนในทุกมิติ สำหรับปีนี้ นิตยสารแพรวฉลองครบรอบ 47 ปี สยามพารากอนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันต่อยอดความร่วมมือและเฉลิมฉลองไปด้วยกันผ่านกิจกรรมที่ไม่เพียงมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจ แต่ยังเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.praew.com  / Facebook : นิตยสารแพรว / Instagram : @praewmag / X : @praewdaily / TikTok : @praewmagazine และ Youtube : @praewmag

#Praew47th #SiamParagonXPraew #SiamParagon #CitizenOfLove #Praewmag

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 7 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เปิดงานประชุมโครงการประชุมวิชาการนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 71 เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพนิสิตเภสัชศาสตร์ ทั้งทักษะด้านวิชาการและวิชาชีพ รวมถึงภาวะผู้นำสู่ระดับสากล เตรียมความพร้อมเภสัชกรรุ่นใหม่ให้มีความสามารถปรับตัวและทำงานในระบบสุขภาพ โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน, ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร, รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ พร้อมด้วยคณาจารย์ และนักศึกษาเภสัชศาสตร์จากไทยและนานาชาติกว่า 400 คน จาก 43 ประเทศร่วมงาน..
  • ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อปรับปรุงเป้าหมายการพัฒนาจังหวัด 20 ปี และแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2571–2575 โดยมี ปราณี วงศ์บุตร ร่วมด้วย..
  • ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ ได้รับเชิญเป็นผู้แทนรัฐสภาไทย ไปประชุมนานาชาติ 3rd Climate and Water Round-table และ 9th Asia National Assembly Water Consultative Board (AAWC) ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาในเอเชียหลายประเทศ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว..
  • นราพัฒน์ แก้วทอง วันเกิดปีนี้ได้ทำบุญ พร้อมวันเกิดพรรครวมไทยสร้างชาติครบรอบ 4 ปี ได้ทำบุญถวายภัตราหารเพลพระ 9 รูปจาก วัดเบญจมบพิตร ตกเย็นก็ไปกินข้าวกับลูกๆ..
  • มิตรสหายชาว BRAIN 2 ร่วมยินดีกับ เกษสุดา ไรวา ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ที่ได้รับพระราชทาน รางวัลสตรีไทย ประจำปี 2569 ประเภทนักธุรกิจ ด้านอุตสาหกรรมอาหาร และ ดร.วารีรัตน์ ตั้งธนกูล ที่ได้รับพระราชทานเข็มที่ระลึกผู้ทำคุณประโยชน์ ในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569..
  • เพื่อนๆ Digital CEO# 9  ร่วมยินดีกับ ผศ.ดร.ชาย รังสิยากูล ได้เป็น ผู้ช่วยอธิการบดี ม.เชียงใหม่ (มช.)..
  • ณัฐธิดา สงวนสิน กก.ผจก.บจ.บัซซี่บีส์ บริจาคทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสของมูลนิธิเพื่อการศึกษาสมาคมการตลาดแห่งประเทศ จำนวน 3 ทุน..
  • อนุโมทนาบุญกับ ดร.พรเพ็ญ เดชวิไลศรี ที่บริจาคเงินช่วยสนับสนุนนักเรียนผู้พิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ..
  • รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนตัวแทนประเทศไทย ดช.กัณญ์ฐวี งามไพบูลย์สมบัติ ชั้น ม.2, ดช.ปุณณพัฒน์ เชาวลาห์ ชั้นป.3 และ ดช.พชร ส่งแสงขจร ชั้น ป.6 ที่ได้รับรางวัล เหรียญทอง, ดช.สิรวิชญ์ มังกรอัศวกุล ชั้น ม.2 ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และดช.พุทธ สุวรรณวิสารท ชั้น ป.6 ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง จากการแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติ รายการ World Mathematics Invitational: WMI 2026 ณ ประเทศญี่ปุ่น..

น้องใหม่

สกสว. – DIP คิกออฟมหกรรม ‘IP X Venture Rise Thailand 2026’ เชื่อมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกองทุน ววน. เพิ่มคุณค่างานวิจัยไทย

สกสว. - DIP  คิกออฟมหกรรม 'IP X Venture Rise Thailand 2026' เชื่อมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกองทุน ววน. เพิ่มคุณค่างานวิจัยไทย

สกสว. – DIP คิกออฟมหกรรม ‘IP X Venture Rise Thailand 2026’ เชื่อมทรัพย์สินทางปัญญาผ่านกองทุน ววน. เพิ่มคุณค่างานวิจัยไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเวทีงาน “IP x Venture Rise Thailand 2026 : มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต” บูรณางานวิจัยนวัตกรรม ผ่าน กองทุน ววน. เชื่อมโยง ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าผลงานวิจัยเพิ่มโอกาส ด้านธุรกิจ และการลงทุน เปิดพื้นที่จับคู่ธุรกิจ เข้าถึงงานวิจัย กว่า 100 คู่ ยกระดับผลิตภัณฑ์ ต่อยอดธุรกิจ รองรับการเปลี่ยนแปลง ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ฝ่าเกมส์หินกติกาการค้าโลก

6 สิงหาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยว่า การจัดงาน “มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต IP x Venture Rise Thailand 2026” ระหว่าง วันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง กองทุน ววน. โดย สกสว. และกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อบูรณาของระบบนวัตกรรมไทยให้เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร และเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ที่พัฒนาเป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เกิดสะพานเชื่อมทรัพย์สินทางปัญญางานวิจัย และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้นจริงในประเทศ

“ นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มทางทรัพย์สินทางปัญหาในด้านงานวิจัยและนวัตกรรมของไทย เพื่อเกิดการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างแท้จริง หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 หรือ TRIUP Act ซึ่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ที่ช่วยปลดล็อกความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ หรือสาธารณประโยชน์ในวงกว้าง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และลดความเหลื่อมล้ำได้ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ “ โดยปีที่ผ่านมาเวที Venture Rise Thailand (VR Thailand)ได้เน้นการผลักดันการใช้ประโยชน์และการลงทุน ในปีนี้ สกสว. จึงมุ่งสู่การขยายโอกาสและต่อยอดงาน VR Thailand ด้วยการผสานองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้ากับเครือข่ายในระบบ ววน. มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) เครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคธุรกิจ และนักลงทุน มาร่วมกันสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาต้นแบบ การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนและการขยายตลาด ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ภายในงาน มีการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากทั่วประเทศกว่า 200 ผลงาน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อให้ผู้สร้างนวัตกรรมได้พบกับผู้ใช้ประโยชน์และนักลงทุนโดยตรง ตั้งเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 100 คู่ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน ที่ได้เรียนรู้แนวคิด และกรณีศึกษา กับโซนกิจกรรมทั้ง 9 อาทิ โซนแสดงผลงานวิจัย และนวัตกรรม โซนพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม โซนหน่วยงานเครือข่ายกรมทรัพย์สินทางปัญญา และโซนเจรจาจับคู่ธุรกิจ และยังจัดให้มีการประกวด RISE+ Awards 2026 ภายใต้แนวคิด “Every Innovation Has a Story” เพื่อส่งเสริมการสร้างคุณค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้แก่ผลงานวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านการผสานองค์ความรู้ด้านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาธุรกิจ ที่จะช่วยยกระดับผลงานวิจัยไทยให้ตอบโจทย์ตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ ในส่วนของเวทีเสวนาได้รวบรวมผู้นำจากภาคธุรกิจ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรม การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกครอบคลุมอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมอากาศยาน เศรษฐกิจอวกาศ เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ สู่การสร้าง เครือข่าย และโอกาสในการต่อยอดผลงานในอนาคต

ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ความร่วมมือในการจัดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ถือเป็นการยกระดับคุณค่าให้กับผลงานวิจัย และนวัตกรรม ที่ต้องสร้าง”โอกาส” ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการร่วมลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม โดยครั้งนี้มีเป้าหมายให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 100 คู่ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเจรจาจับคู่ธุรกิจจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สร้างมูลค่าจากการทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดการคุ้มครองผลงานที่เป็นลิขสิทธิ์ของคนไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจที่มีความเข้มแข็ง สามารถรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ความท้าท้าย มาตรการทางการค้า ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับเป้าหมายของกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องการผลักดันให้ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–19.00 น. ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมสร้างเครือข่าย ความร่วมมือ ขยายโอกาสการลงทุน และขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ศจย.ลุยปกป้องสุขภาพเด็กไทย ชงรัฐคุม ‘หวาน เค็ม เมา ควัน’ สกัดวิกฤตโรค NCDs

ศจย.ลุยปกป้องสุขภาพเด็กไทย ชงรัฐคุม 'หวาน เค็ม เมา ควัน' สกัดวิกฤตโรค NCDs

ศจย.ลุยปกป้องสุขภาพเด็กไทย ชงรัฐคุม ‘หวาน เค็ม เมา ควัน’ สกัดวิกฤตโรค NCDs

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

ศจย. สานพลัง 4 ภาคีเครือข่าย ชงรัฐคุม “หวาน เค็ม เมา ควัน” หยุด!! สินค้าบ่อนทำลายสุขภาพสกัดวิกฤตโรคเรื้อรัง( NCDs ) ปฏิรูปภาษีบุหรี่ คาดเพิ่มรายได้รัฐ 1.5 หมื่นล้านบาท/ปี เตือนไทยสูญเสียปีสุขภาวะกว่า 20.5 ล้านปี โดยกว่า 80% มาจากโรค NCDs พร้อมเสนอรัฐบาลเดินหน้าคงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ปราบขายออนไลน์ และปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว 30% ช่วยเพิ่มรายได้รัฐ 15,000 ล้านบาทต่อปี และปกป้องสุขภาพเด็กไทยจากอิทธิพลของปัจจัยพาณิชย์ที่บั่นทอนสุขภาพ

6 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health: CDoH) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี

นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่า ปี 2565 พบว่า ประเทศไทยสูญเสีย“ปีสุขภาวะ” หรือ “ปีสุขภาพดี”อย่างน้อยรวมกว่า 20.5 ล้านปี โดย 4 ใน 5 ของปัญหานี้เกิดจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะเรื่องของโรคหลอดสมอง เบาหวาน โรคหัวใจหลอดเลือด และโรคไตวาย คิดเป็น 12.2% ของภาวะการสูญเสียภาวะสุขภาพที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศไทย

“ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและเยาวชนไทย โรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการบริโภคเกินขนาด รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลก(WHO) ชี้ว่าปัจจัยดังกล่าวสามารถควบคุมได้เพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียปีสุขภาวะของประชาชน โดยเฉพาะสินค้าประเภทน้ำตาล เกลือ สุรา และผลิตภัณฑ์ยาสูบ จึงถือเป็นปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ (Commercial Determinants of Health: CDoH) ที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมอย่างเหมาะสม”

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลก เปิดตัวโครงการริเริ่ม “3 by 35” ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการทางภาษีสุขภาพ (Health Taxes) เพื่อเพิ่มราคาที่แท้จริงของ 3 ผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพ ได้แก่ ยาสูบ แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อย่างน้อย 50% รวมถึงออกกฎหมายปราบปรามเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

“ในภาวะวิกฤติเด็กเกิดน้อยอยู่แล้วในประเทศไทย เราอย่าปล่อยให้สินค้าทำลายสุขภาพ ทั้ง“หวาน เค็ม เมา ควัน” มากำหนดอนาคตของเด็กไทย“

ด้าน ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) กล่าวว่า ปี 2569 ศจย.ผนึกกำลัง 4 ภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการบุหรี่และสุขภาพ ชูหัวข้อ “Commercial Determinants of Health: ปัจจัยพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ” ขานรับแนวทางองค์การอนามัยโลก ในการสร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยแฝงจากสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ยาสูบ หรือน้ำตาล ซึ่งเปรียบเสมือนกับดักสำคัญที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรค NCDs

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังแพร่ระบาดเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ทาง ศจย. และเครือข่าย จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ดังนี้

1.คงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ขอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในการกวาดล้างอย่างจริงจัง โดยเน้นการควบคุมช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายของเด็กถึง 70 – 80%

“นี่คือเขื่อนที่สําคัญที่สุด เราจะต้องมาร่วมกันปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งขณะนี้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้มีศูนย์บุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งเรื่องของการปราบปรามทางสื่อออนไลน์”

2.ปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียว (Single Tier) เนื่องจากระบบภาษี 2 อัตราในปัจจุบันเปิดช่องให้บุหรี่ราคาถูกขายได้มากขึ้น ส่งผลให้รัฐเสียประโยชน์ทั้งด้านรายได้สุขภาพและการจัดเก็บภาษี จึงเสนอให้ปรับเป็นภาษีอัตราเดียวเริ่มต้นที่ 30%

“งานวิจัยระบุว่า การปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้แก่รัฐถึง 15,000 ล้านบาทต่อปี และลดปริมาณการบริโภคบุหรี่ลงได้ 2 ล้านมวนต่อปี ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและสถานะทางการเงินของประเทศ”

ทั้งนี้ บรรยากาศช่วงพิธีเปิดการประชุมฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันแรก ภาคีเครือข่าย อาทิ ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมพิธีเปิดงานสัญลักษณ์ “หวาน เค็ม เมา ควัน” โดยนำสัญลักษณ์สินค้าวางลงบนกับดักร่วมกัน

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เปิดรอบมิวสิคัลการกุศล ฉลอง 200 ปี มิตรภาพไทย-อเมริกา รายได้เพื่อมูลนิธิอานันทมหิดล

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เปิดรอบมิวสิคัลการกุศล  ฉลอง 200 ปี มิตรภาพไทย-อเมริกา รายได้เพื่อมูลนิธิอานันทมหิดล

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกาฯ เปิดรอบมิวสิคัลการกุศล ฉลอง 200 ปี มิตรภาพไทย-อเมริกา รายได้เพื่อมูลนิธิอานันทมหิดล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

อนิรุทธิ์ มหธร, ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ, นิตยา จันทร์เรือง มหาผล, รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร, ฉัตรเฉลิม ธรรมจรีย์, โกมล กัมบีร์ และ อรพรรณ มุกุระ

สมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ – The American University Alumni Association (AUAA) จัดการแสดงมิวสิคัล “Bridge Across Time: Celebrating 200 Years of Thai-American Friendship” เพื่อเฉลิมฉลอง 200 ปีแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐอเมริกา พร้อมหารายได้สนับสนุนมูลนิธิมหิดลอดุลยเดช เพื่อมอบเป็นทุนให้กับนักเรียนแพทย์ รวมถึงนำไปส่งเสริมการบริการสาธารณสุขให้กับประชาชน ณ หอประชุมสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา อาคาร AUA ถ.ราชดำริ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569

กร – กฤตพณ ทัพพะรังสี

รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร นายกสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ (AUAA) กล่าวว่า “ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่กรรมการบริหาร, สมาชิกสมาคม และบรรดานักเรียนเก่าจะร่วมกันจัดงาน เพื่อพบปะสังสรรค์ โดยวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อเฉลิมฉลอง 200 ปีแห่งมิตรภาพไทย-สหรัฐอเมริกาแล้ว ยังได้ร่วมกันทำการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปสมทบทุนมูลนิธิมหิดลอดุลยเดช เพื่อนำไปช่วยเหลือนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ การส่งเสริมการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชน ตลอดจน สนับสนุนบริการอื่นอันเป็นสาธารณประโยชน์”

ดร. อัครวัฒน์ ศรีณรงค์, ศรีล สุขุม, ปัญญชลี เพ็ญชาติ, พชรพล จั่นเที่ยง และ วิทูร ศิลาอ่อน

ภายในงานตกแต่งในบรรยากาศงดงามตระการตาเพื่อให้ผู้ร่วมงานทุกท่านได้ร่วมกันย้อนรำลึกถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นที่ยาวนานกว่า 200 ปีระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา คึกคักไปด้วยเหล่านักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกันอย่างมากมาย พร้อมอิ่มอร่อยกับของว่างยามบ่าย อาทิ คริสปี้ ครีม โดนัท, พาย เฟสซ์, เอสแอนด์พี, ไอศกรีมแมกโนเลีย ฯลฯ บรรยากาศภายในงาน

ม.ล. ศุลีรัชต์ วัชรีวงศ์, ดร.นฎาประไพ – เปรมิกา สุจริตกุล และ ศิรเวท ศุขเนตร

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า “งานนี้นอกจากจะมีความสุขกับการพบปะเพื่อนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่สนิทสนมกันมาอย่างยาวนานและเต็มไปด้วยความอบอุ่นแล้ว ยังได้เพลิดเพลินและสนุกสนานไปกับบทเพลงไพเราะที่แสนคุ้นหู อาทิ Summer Night, My Girl, New York New York, A Whole New World, Impossible Dream ฯลฯ จากนักร้องกิตติมศักดิ์ อาทิ กร ทัพพะรังสี, มาริสา สุโกศล หนุนภักดี, ดลชัย บุณยะรัตเวช, วิทรู ศิลาอ่อน, เสาวนิตย์ นวพันธ์, วง VieTrio, หวาย-กามิกาเซ่, พชรพล จั่นเที่ยง และการแสดงจากเหล่าสมาชิกอีกมากมาย นับเป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของชาวเอยูเอเอที่มุ่งมั่นสืบสานปณิธานในการก่อตั้งสมาคมนักเรียนเก่าสหรัฐอเมริกา ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นคือ การส่งเสริมมิตรภาพ และการแบ่งปันสู่สังคม”

วิทูร - พิมพิศา ศิลาอ่อน พร้อมลูกๆ วาริท - เพ็ญพิศา ศิลาอ่อน

วิทูร – พิมพิศา ศิลาอ่อน พร้อมลูกๆ วาริท – เพ็ญพิศา ศิลาอ่อน

ร.ต.จักรา - สุพัณณิกา ยอดมณี

ร.ต.จักรา – สุพัณณิกา ยอดมณี

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และ ชวภาส องค์มหัทมงคล

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ และ ชวภาส องค์มหัทมงคล

การแสดงเพลง Massachusetts โดย กร ทัพพะรังสี

การแสดงเพลง Massachusetts โดย กร ทัพพะรังสี

การแสดงเพลง Beauty and a Beat โดย เสาวนิตย์ นวพันธ์ และวิทูร ศิลาอ่อน

การแสดงเพลง Beauty and a Beat โดย เสาวนิตย์ นวพันธ์ และวิทูร ศิลาอ่อน

ปวริศา เพ็ญชาติ, ภากร กันทาธรรม และ ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ รับหน้าที่ดำเนินรายการ

ปวริศา เพ็ญชาติ, ภากร กันทาธรรม และ ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ รับหน้าที่ดำเนินรายการ

การแสดง Elvis Medley โดย วิชญ ผาติหัตถกร

การแสดง Elvis Medley โดย วิชญ ผาติหัตถกร

การแสดงเพลง New York, New York โดย ดลชัย บุณยะรัตเวช

การแสดงเพลง New York, New York โดย ดลชัย บุณยะรัตเวช

ขนมจากแบรนด์คริสปี้ ครีม โดนัท และ พาย เฟสซ์ โดย ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ

ขนมจากแบรนด์คริสปี้ ครีม โดนัท และ พาย เฟสซ์ โดย ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ

ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์,ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา และม.ล.เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์

ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์,ศิริกาญจน์ ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ณ อยุธยา และม.ล.เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์

วรรณพร กันทาธรรม, ภากร กันทาธรรม และอัญชลี สืบสุข

วรรณพร กันทาธรรม, ภากร กันทาธรรม และอัญชลี สืบสุข

ปวริศา เพ็ญชาติ และปัญญชลี เพ็ญชาติ

ปวริศา เพ็ญชาติ และปัญญชลี เพ็ญชาติ

ประกอบ มุกุระ และภาพิมน มุกุระ

ประกอบ มุกุระ และภาพิมน มุกุระ

นิชา - สุรชาติ - ภาณุภักดิ์ หนุนภักดี

นิชา – สุรชาติ – ภาณุภักดิ์ หนุนภักดี

เก่ง ตรงดี,ดร.พรพรรณ จิรนันท์สุโรจน์ และพรวิช ศิลาอ่อน

เก่ง ตรงดี,ดร.พรพรรณ จิรนันท์สุโรจน์ และพรวิช ศิลาอ่อน

การแสดงเพลงอัศวลีลา

การแสดงเพลงอัศวลีลา

การแสดงเพลง I_ll Be Seeing You มาริสา สุโกศล หนุนภักดี

การแสดงเพลง I_ll Be Seeing You มาริสา สุโกศล หนุนภักดี

การแสดงเพลง Hey Mickey โดย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์

การแสดงเพลง Hey Mickey โดย ปัญญริสา เธียรประสิทธิ์

การแสดงเพลง California Dreamin’ โดยวง Vie Trio

การแสดงเพลง California Dreamin’ โดยวง Vie Trio

การแสดงเพลง A Whole New World โดย ภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ และ อริยา ศรีณรงค์

การแสดงเพลง A Whole New World โดย ภาสกรณ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์ และ อริยา ศรีณรงค์

การแสดง Michael Jackson Medlry โดย พชรพล จั่นเที่ยง

การแสดง Michael Jackson Medlry โดย พชรพล จั่นเที่ยง