“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

“มูลนิธิไทย” เชิญชวนเสนอชื่อผู้สมควรได้รับ“รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569” ถึง 25 กรกฎาคม นี้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับมูลนิธิไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดรับการเสนอชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 ณ ห้องแถลงข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โดยมี นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และ นายธฤต จรุงวัฒน์ เลขาธิการมูลนิธิไทย ร่วมกันแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ กล่าวว่า “รางวัลการทูตสาธารณะ” เป็นรางวัลที่กระทรวงการต่างประเทศและมูลนิธิไทยร่วมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเชิดชูบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์กรของไทยหรือต่างประเทศที่ดำเนินกิจกรรม อาทิเช่น ด้านมนุษยธรรม สาธารณประโยชน์ สันติภาพ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม กีฬา สื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นต้น ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

“การทูตในโลกปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐอีกต่อไป แต่ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถมีบทบาทเป็นนักการทูตสาธารณะได้ ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ ของประเทศไทยสู่สังคมโลก รางวัลนี้จึงไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลได้” 

ธฤต จรุงวัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า โครงการรางวัลการทูตสาธารณะดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ได้มีการยกย่องบุคคลและองค์กรจากหลากหลายสาขาที่มีบทบาทโดดเด่นในการสร้างชื่อเสียง ความนิยม และความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

“จำนวนผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี สะท้อนให้เห็นว่า รางวัลการทูตสาธารณะได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังสะท้อนถึงความตื่นตัวของสังคมไทยต่อบทบาทของประชาชนในการขับเคลื่อนการทูตสาธารณะ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ” 

ผู้ได้รับรางวัลที่ผ่านมา (ปี 2565 – 2568)
• ปี 2565: นพ. สุนทร อันตรเสน ผู้ดำเนินโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในกว่า 70 เมือง 7 ประเทศ มีผู้ได้รับประโยชน์มากกว่า 70,000 ราย
• ปี 2566: โมรียา จุฑานุกาล และ เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟอาชีพหญิงชาวไทย ผู้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีกอล์ฟโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนไทยจำนวนมาก
• ปี 2567: มอบ 3 รางวัล ได้แก่ พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร) ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาเถรวาทไทยในระดับนานาชาติ, สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ องค์กรสำคัญด้านการส่งเสริมองค์ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไทย และ นายสมเถา สุจริตกุล ศิลปินแห่งชาติผู้เผยแพร่ความเป็นไทยผ่านดนตรีคลาสสิกและงานเขียนในระดับสากล
· ปี 2568: บริษัท จีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด (GMMTV) องค์กรที่ผลิตและเผยแพร่สื่อบันเทิงหลายภาษากว่า 30 ปีจากบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างไทยกับนานาประเทศ ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงร่วมสมัย ช่วยสร้างความนิยมในประเทศไทย กระตุ้นความสนใจการเรียนภาษาไทยในหมู่ชาวต่างชาติทั่วโลก และเพิ่มพูนการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยในหมู่ผู้ชมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ รางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 จะมอบให้จำนวน 1-3 รางวัล โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับ
1. การจารึกชื่อบนถ้วยรางวัลชื่อ “ความปรารถนาดี” หรือ “Goodwill” ซึ่งจัดแสดง ณ กระทรวงการต่างประเทศ
2. การจารึกชื่อบนแผ่นป้ายเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศ
3. ถ้วยรางวัลจำลองสลักชื่อ
4. ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณ และ
5. เงินรางวัลจำนวน 300,000 บาทต่อรางวัล

การพิจารณาคัดเลือกจะดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกผู้สมควรได้รับรางวัล ภายใต้คณะกรรมการมูลนิธิไทย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน รวม 10 คน เพื่อคัดกรองและเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับรางวัลให้คณะกรรมการมูลนิธิไทยพิจารณาตัดสินในขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปสามารถร่วมเสนอชื่อบุคคล กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่สมควรได้รับรางวัลการทูตสาธารณะ ประจำปี 2569 ตามแบบเสนอชื่อทาง QR Code ที่แนบมาพร้อมนี้ โดยเปิดรับการเสนอชื่อ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 และจะประกาศผลในเดือนกันยายน รวมทั้งจัดพิธีมอบรางวัลในช่วงปลายปี 2569 นี้ ทางเว็บไซต์มูลนิธิไทย

เซเลบริตี้สายบิวตี้ ร่วมเปิดตัวนวัตกรรมความงามมิติใหม่ จากเกาหลี

เซเลบริตี้สายบิวตี้ ร่วมเปิดตัวนวัตกรรมความงามมิติใหม่ จากเกาหลี

เซเลบริตี้สายบิวตี้ ร่วมเปิดตัวนวัตกรรมความงามมิติใหม่ จากเกาหลี

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.23 น.

บริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัด (SW HEALTHCARE CO., LTD) ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามและเวชภัณฑ์ระดับพรีเมียม อย่างแบรนด์ REJURAN จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟครั้งสำคัญ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นวัตกรรมล่าสุดจาก PharmaResearch ประเทศเกาหลีใต้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Medical Aesthetic ภายใต้แนวคิด “Total Aesthetic Solution: The New Era of Aesthetic Excellence” สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมาตรฐานความงามสู่มิติใหม่ ผ่านโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟู บำรุง และดูแลผิวในระดับลึก เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากประเทศเกาหลีใต้ และแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิของไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ตลอดจนเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองด้าน Regenerative Aesthetics ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของวงการความงามโลก ปิดท้ายด้วยพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม

งานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากคนดังในแวดวงบันเทิงและ KOL สายบิวตี้ อาทิ หยาดทิพย์ ราชปาล, ไก่ สุปราณี เจริญผล,  กลอย ประวีวรรณ สิงห์โต, จีจี้ ณัฐกุล พิมพ์ธงชัยกุล และ Earn Chayakun มาร่วมสร้างสีสันและสะท้อนภาพลักษณ์ความงามยุคใหม่  ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยการแสดงสุดพิเศษจาก วี วิโอเลต วอเทียร์

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ ประกอบด้วย Re N Tox  (รี-เอ็น-ท็อกซ์) โบทูลินัมท็อกซินชนิดเอ (Botulinum Toxin Type A) ที่ออกแบบมาเพื่อการลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิวอย่างมีประสิทธิภาพ และ Cleviel (เคล-เวียล) ฟิลเลอร์นวัตกรรมใหม่จากไฮยาลูรอนิกแอซิดความเข้มข้นสูง ที่โดดเด่นด้านความคงตัวและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

บริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัด มีประสบการณ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากยุโรปและเอเชีย ให้กับโรงพยาบาล คลินิก และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ  ภายใต้ปณิธาน “Best Quality is our Commitment” อีกทั้งยังเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ REJURAN จากประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์ทุกรายการ   ได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.swhealthcare.co.th หรือโทร. 02-1086285

‘แม่เจง-เซย่า’ ควงคู่เผยผิวโกลว์ท้าแดด พร้อมแชร์เคล็ดลับผิวสวยที่ดูดีได้ในทุกช่วงวัย

‘แม่เจง-เซย่า’ ควงคู่เผยผิวโกลว์ท้าแดด พร้อมแชร์เคล็ดลับผิวสวยที่ดูดีได้ในทุกช่วงวัย

‘แม่เจง-เซย่า’ ควงคู่เผยผิวโกลว์ท้าแดด พร้อมแชร์เคล็ดลับผิวสวยที่ดูดีได้ในทุกช่วงวัย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่ปรากฏตัว สำหรับ “แม่เจง วิไลลักษณ์ ทองเจือ” ที่ควงลูกสาวคนสวย “เซย่า ทองเจือ” มาร่วมถ่ายทอดลุคผิวโกลว์สุขภาพดี สะกดทุกสายตา พร้อมแชร์เคล็ดลับผิวสวยที่ดูดีได้ในทุกช่วงวัย กับแบรนด์ความงามสัญชาติไทยระดับอินเตอร์ A BONNE (เอ บอนเน่) ภายใต้การบริหารของ “สุเมธ งามเจริญ” และ “รุ่งทิพย์ ประเสริฐ” แห่ง บริษัท เอ-พลัส ซัพพลาย จำกัด “A BONNE” 

ไฮไลต์สำคัญของงานครั้งนี้อยู่ที่การเปิดตัวนวัตกรรมกันแดดใหม่ล่าสุด “A BONNE UV PRIMER SUPER MILK” กันแดดเนื้อน้ำนมสุดบางเบา ที่พัฒนาด้วย Infused Technology ผสาน 3 คุณสมบัติไว้ในหนึ่งเดียว ทั้ง “กันแดด + ไพร์มเมอร์ + การบำรุงผิว” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว

โดย “แม่เจง-เซย่า” ยังร่วมคอนเฟิร์มถึงประสิทธิภาพของไอเทมนี้ว่าเป็นเสมือน “Morning Shortcut Primer Sunscreen” ที่ช่วยให้ผิวสวยเนียนใส พร้อมออกจากบ้านได้ทันทีตั้งแต่เริ่มวัน พร้อมให้เลือกใช้ 2 สูตร เพื่อตอบโจทย์ทุกสภาพผิว ได้แก่ Supermilk Essence Formula เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวฉ่ำโกลว์ ดูสุขภาพดี , Supermilk Moist Drop Formula ช่วยคุมมัน ผิวกระจ่างใส พร้อมล็อกเมคอัพให้ติดทนนานตลอดวัน

A BONNE ยังคงย้ำคอนเซปต์สำคัญ “ผิวสวยต้องเริ่มจากการปกป้อง” ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศของเอเชียโดยเฉพาะ ช่วยให้ทุกคนสามารถดูแลผิวได้ง่ายในขั้นตอนเดียว

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ A BONNE Official Shop Shopee, TikTok, Lazada และ Amaze รวมถึงร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ‘Sustainable Fashion’ยกระดับ OTOP ไทย

กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’  จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ‘Sustainable Fashion’ยกระดับ OTOP ไทย

กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ‘Sustainable Fashion’ยกระดับ OTOP ไทย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”

กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาองค์ความรู้สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน มุ่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พร้อมทั้งขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้อย่างมั่นคงกลับคืนสู่ชุมชน

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) โดยมี นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของโครงการ และมี นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะวิทยากร เข้าร่วมในพิธี ที่โรงแรมยู นิมมาน เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทยผ้าอัตลักษณ์และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจากการทรงงานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เกี่ยวกับผ้าไทย ทำให้สร้างความตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัด เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชน อีกทั้งยังสร้างความตื่นตัวในการสร้างสรรค์ผ้าไทยในวงการต่างๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีทักษะในกระบวนการผลิตอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถปรับตัวและพัฒนาไปสู่แนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับกระแสโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานโครงการฯ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ งานหัตถศิลป์ แฟชั่น และการตลาด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง และต่อยอดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญกับการ
ขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้เข้าสู่การเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดหลักของการดำเนินโครงการฯ คือ การนำงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนมาพัฒนา เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์ที่ใช้แรงงานฝีมือเป็นหัวใจหลัก ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มคุณค่าและศักยภาพในการแข่งขันในตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม
ให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ทรงคุณค่าอันประณีตงดงามและเต็มไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผ้าไทยและงานหัตถกรรมมีความทันสมัยสู่สากล และสร้างรายได้ให้กับชุมชน นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion 2026) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมยู นิมมาน เชียงใหม่ ในรูปแบบฝึกปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Workshop) เนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย 2) การต่อยอดภูมิปัญญาตามแนวคิด “แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน” 3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4) เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนด์บุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) 5) การเป็น
นักขายมืออาชีพ และ 6) การตลาดและการประชาสัมพันธ์

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

ลัช ประเทศไทย จับมือ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดตัวแคมเปญ Asian Elephant Shower Jelly

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

ลัช ประเทศไทย (LUSH Thailand) ร่วมกับ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection Thailand) เปิดตัวแคมเปญสาธารณะ Asian Elephant Shower Jelly” ผ่านแนวคิดหลัก We Deserve A Wild Life” เพื่อชวนสังคมหันมาตระหนักถึงปัญหา กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาในวงกว้าง นำไปสู่การยุติการใช้ช้างเพื่อความบันเทิง พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษ Asian Elephant Shower Jelly”  โดยรายได้ 75% หลังหักภาษี จะสนับสนุนองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เพื่อทำงานรณรงค์สาธารณะ การผลักดันเชิงนโยบาย และการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพช้างไทย

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์เผยว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีช้างในระบบเลี้ยงประมาณ 3,800 ตัว ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจำนวนมากที่สุดของโลก ข้อมูลจากรายงานล่าสุดขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก พบว่ามีจำนวนช้างเลี้ยงประมาณ 70% ที่ยังคงต้องอยู่ในสภาพความเป็นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่เหมาะสม สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่ต้องใส่ใจต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างเร่งด่วน

We Deserve A Wild Life

หัวใจของแคมเปญครั้งนี้คือแนวคิด We Deserve A Wild Life” ที่สะท้อนว่าช้างทุกตัวสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อความบันเทิง การแสดง หรือผลประโยชน์ทางการค้า แต่ควรได้รับการเคารพตามธรรมชาติ พฤติกรรม และศักดิ์ศรีของสัตว์ป่า แนวคิดนี้ยังชวนให้สังคมทบทวนว่า การรักช้าง
ในวันนี้ ไม่ควรหมายถึงการครอบครอง สัมผัส หรือใช้ช้างเพื่อความสุขชั่วคราวของมนุษย์ แต่คือการเลือกสนับสนุนอนาคตที่ช้างได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น

“ลัชเชื่อว่าธุรกิจสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้ เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เพื่อส่งต่อข้อความสำคัญสู่ผู้บริโภคว่า ความสุขไม่ควรเกิดขึ้นบนความทุกข์ของสัตว์ และช้างทุกตัวสมควรได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรเป็น” ทัศญา อเล็กซานเดอร์ ผู้จัดการแคมเปญ Campaign Specialist ลัช ประเทศไทย กล่าว

ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษเฉพาะประเทศไทย

เพื่อสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ ลัช เปิดตัว Asian Elephant Shower Jelly” ผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษรูปช้าง
วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย จำนวนจำกัด 3,800 ชิ้น เพื่อสะท้อนจำนวนช้างในระบบเลี้ยงของไทย
และชวนให้สังคมหันมาพูดถึงอนาคตที่ดีกว่าสำหรับช้างไทย พร้อมวางจำหน่ายใน ราคาชิ้นละ 625 บาท
ที่ร้านลัชทุกสาขาทั่วและช่องทางออนไลน์ที่ th.lush.com ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน เป็นต้นไป

สบู่เจลลี่ ชิ้นพิเศษนี้ มาพร้อมกลิ่นหอมที่รังสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจของธรรมชาติและผืนป่าซึ่งเป็นบ้านที่แท้จริงของช้าง พาให้นึกถึงผืนดินเขียวชอุ่มที่ต้องแสงแดด กลิ่นดินอุ่น ๆ ต้นไม้ และใบหญ้า
มอบความรู้สึกอบอุ่น สงบ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านกลิ่นหอมโดดเด่นจากพิมเสนและเบอร์กามอต ผสานกับวัตถุดิบจากเอเชียอย่างลงตัว

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการเลือกของผู้คน

ความร่วมมือครั้งนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นได้จากการเลือกของผู้คน โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม สิ่งแวดล้อม และความเมตตาต่อสัตว์ ผ่านการเลือกสนับสนุน
แบรนด์ และบริการที่สะท้อนคุณค่าเหล่านี้ การท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรม คือการเลือก ไม่ขี่ ไม่อาบ ไม่สัมผัส
ไม่สนับสนุนการแสดง แต่เรียนรู้ช้างผ่านการสังเกตอย่างเคารพระยะห่างและเห็นคุณค่าของช้างในฐานะสัตว์ป่า

โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดการทำงาน
ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เราเห็นชัดว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากพลังของผู้บริโภคและประชาชน ดิฉันขอเชิญชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวทุกคน ใช้พลังการเลือกของท่านเพื่อยุติ
การแสวงหาประโยชน์จากช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เลือกสนับสนุนปางช้างที่เป็นมิตรต่อสวัสดิภาพสัตว์อย่างแท้จริงและร่วมเป็นกระบอกเสียงส่งต่อความเข้าใจที่ถูกต้องสู่คนรอบข้าง ความร่วมมือกับลัช ประเทศไทย
ในครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันว่าเมื่อภาคธุรกิจที่มีจริยธรรมและผู้บริโภคที่ใส่ใจมารวมพลังกัน เราสามารถร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของช้างไทยได้”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง

ทุกการเลือกของผู้บริโภคสามารถส่งสัญญาณสำคัญต่อธุรกิจ และช่วยผลักดันมาตรฐานการท่องเที่ยวที่เคารพสัตว์มากขึ้น แคมเปญนี้จึงชวนทุกคนร่วมเปลี่ยนมุมมอง รักช้างด้วยวิธีที่ถูกต้อง และหยุดสนับสนุนกิจกรรมที่ใช้ช้างเพื่อความบันเทิง

เพราะอนาคตของช้างไทย เริ่มต้นจากการตัดสินใจของเราวันนี้ติดตามแคมเปญ / ลงชื่อสนับสนุน / สมัครรับข่าวสาร Linktree: https://linktr.ee/LushTHAsianElephantCampaign

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ร่วมสนับสนุนการประกวด Mister International Thailand 2026

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.54 น.

โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ นำโดย มร.แกรนท์ ฮิลลี่ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในนาม คอนดูอิท เฮาส์ (Conduit House) บริษัทผู้ดำเนินกิจการ พร้อมตัวแทนผู้บริหารระดับสูงฝ่ายพัฒนาธุรกิจและสร้างสรรค์และการพาณิชย์ ร่วมให้เกียรติต้อนรับ อานนท์ จันทราช (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานกองประกวดมิสเตอร์อินเตอร์เนชันแนลไทยแลนด์ (Mister International Thailand) และ กิตติพงษ์ สัจจพลากร (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้ร่วมถือลิขสิทธ์การประกวด ในโอกาสเยี่ยมชมโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ที่ได้ตอบรับการสนับสนุนเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรมการประกวดและเก็บตัวเก็บตัวผู้เข้าประกวด Mister International Thailand 2026 อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการนำเสนอคอนเซ็ปต์ประจำปีอันทรงพลัง “The NEW Legendary” ที่สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของการก้าวสู่ตำนานบทใหม่ของเวทีและพันธมิตร

สำหรับ โรงแรม “มณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ” เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในตำนานที่เปิดให้บริการมากว่าครึ่งศตวรรษ ที่พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วทุทมุมโลกอีกครั้งหลังจากการปรับโฉมครั้งใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยนำเสนอประสบการพักผ่อนในตัวเลือกห้องพักและห้องสวีทใหม่ทั้งหมดที่ยังผสานเสน่ห์ความเป็นไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่บนทำเลตั้งอยู่ทำเลศักยภาพใจกลางย่านสีลม – สุรวงศ์ ซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และระบบขนส่งสาธารณะ เพียงก้าวเดินจากทั้งสถานรถไฟใต้ดิน MRT และรถไฟฟ้า BTS มาพร้อมเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อเสียงระดับตำนานอย่าง “ข้าวมันไก่มณเฑียร” จากห้องอาหารเรือนต้น ซึ่งได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

Night and Day นิทรรศการสตรีทอาร์ตระดับนานาชาติ MUEBON x Martin Whatson จัดแสดงครั้งแรกในกรุงเทพฯ

Night and Day นิทรรศการสตรีทอาร์ตระดับนานาชาติ MUEBON x Martin Whatson จัดแสดงครั้งแรกในกรุงเทพฯ

Night and Day นิทรรศการสตรีทอาร์ตระดับนานาชาติ MUEBON x Martin Whatson จัดแสดงครั้งแรกในกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.18 น.

Sanctuary Gallery ร่วมกับ EM District เปิดนิทรรศการ “Night and Day” จัดแสดงผลงานการร่วมมือกันระหว่าง MUEBON ศิลปินสตรีทอาร์ตแถวหน้าของไทย และ Martin Whatson ศิลปินชื่อดังจากนอร์เวย์ ถ่ายทอดมิตรภาพกว่า 20 ปีผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ผสานเอกลักษณ์ของทั้งสองศิลปินไว้อย่างลงตัว โดยนิทรรศการจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2566 ณ Sphere Gallery ชั้น M, EMSPHERE

นิทรรศการ “Night and Day” นำเสนอแนวคิดของ “ความแตกต่างระหว่างสองสไตล์ที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน” ผ่านการผสมผสานสไตล์ที่โดดเด่นของทั้งสองศิลปิน ตั้งแต่คาแรกเตอร์น่ารักแต่แฝงนัยทางสังคมของ MUEBON ไปจนถึงงานสเตนซิลที่มีเลเยอร์และการใช้เทคนิค decay ของ Martin Whatson ซึ่งสะท้อนความงามในความเสื่อมสลายของเมืองใหญ่ ผลลัพธ์คือผลงานที่สร้างบทสนทนาระหว่างความมีชีวิตชีวาและความเงียบขรึม ระหว่าง “กลางวัน” และ “กลางคืน” อย่างมีมิติ

นิทรรศการครั้งนี้ยังสะท้อน “จิตวิญญาณของสตรีทอาร์ต” ที่เกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันจริง โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองศิลปินได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานบนผนังและแคนวาสในหลายประเทศทั่วโลก และในครั้งนี้ถือเป็นการนำวิสัยทัศน์ร่วมมาจัดแสดงในรูปแบบแกลเลอรีอย่างเต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ

MUEBON (ไทย) เป็นศิลปินที่มีเอกลักษณ์จากคาแรกเตอร์ที่จดจำได้ทันที และการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสะท้อนประเด็นสังคมร่วมสมัย โดยเคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Hermès และมีผลงานจัดแสดงในเวทีนานาชาติ รวมถึงงาน FIFA World Cup 2018 ที่กรุงมอสโก

Martin Whatson (นอร์เวย์) เป็นศิลปินสเตนซิลที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดดเด่นจากการผสานงานขาวดำกับสีสันแบบกราฟฟิตี้ สร้างความตัดกันระหว่างความเก่าและใหม่ โดยผลงานของเขาถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และคอลเลกชันสำคัญทั่วโลก

“Night and Day” ไม่ได้เพียงเป็นนิทรรศการศิลปะ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สะท้อนพลังของความร่วมมือข้ามวัฒนธรรม และการพัฒนาของสตรีทอาร์ตจากพื้นที่สาธารณะสู่บริบทแกลเลอรีร่วมสมัย

รายละเอียดนิทรรศการ
วันที่: 28 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2566
เวลา: 10.00น. – 22.00น.
สถานที่: Sphere Gallery ชั้น M, EMSPHERE
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม: Sanctuary Gallery (Facebook / Instagram: sanctuarygalleryth)

@sanctuarygalleryth @mue_bon @martinwhatson

เชิญร่วมงาน งาน“Cowboy…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ และวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์

เชิญร่วมงาน งาน“Cowboy…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ  และวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์

เชิญร่วมงาน งาน“Cowboy…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ และวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์, โรงแรมอมารี กรุงเทพ, บริษัท เดอะ บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป จำกัด และน้อยอัมพวา วัตถุโบราณ จัดงานการกุศล “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียน และเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน งานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.15-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนหลายในสไตล์ คาวบอย” โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น 

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ 

ในงานมีการแสดงดนตรีจากวง Siren ประกอบด้วย น้องอาร์ติสท์-ศรีสิรินทร์ วิชยสุทธิ์ ร้องนำ ,น้องจุงเฟรา-ญารดา ขาวเมืองน้อย bass , น้องมินมิน-แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม piano ,น้องปันปัน-ปุญณิศา ศาลิคุปต guitar , น้องนาย-นาย สิงห์โต Guitar , น้องสิงห์-สิงห์ เหลืองสุนทร  กลอง และ น้องริกะ-พรรฐนจ กนกกุลชัย ร้องนำ การขับร้องเพลงโดย ศิลปินแห่งชาติ คุณเม้า-สุดา ชื่นบาน ,คุณจี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์,คุณเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า และ คุณณัฐ-ณัฐภัทร จตุรทิศพาณิชย์ แชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 ,คุณโรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ควบคุมโดย คุณหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ,บริษัทเอกชัยไลท์ติ้ง สนับสนุนแสงสีเสียง ,ดล 365 (Dol 365) รับหน้าที่ ออแกไนเซอร์งาน,เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค (COVERMARK) แต่งหน้า แต่งผมโดย เกตุวดี   โดยมี ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ,คุณอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร และ ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน 

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ 

นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าในชุดวิคตอเรีย และแฟชั่นโชว์เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems ) โดยนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์จำนวน 12 ท่าน  ได้แก่ คุณนภฤชา โพธิสุข,คุณพฤณ สิทรัพย์,คุณเฌอร์ลิญา อธิภัทรากุลพันธ์,คุณศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑมาส ,คุณโชติภาภัค รัตนสมฤกษ์ ,คุณนภษกร วัชระวิสิฐ ,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฎิมานนท์ ,ดร.เอกกฤต นารายณ์รักษา,คุณได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ,คุณลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ,คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง และคุณน้ำฝน-พัชรินทร์ วิทยาปัญญานนท์

สุริยน ศรีอรทัยกุล ผู้บริหารจาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems)

ภายในงานยังมีการจำหน่าย กระเป๋าหนังจระเข้ และเข็มขัดหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สำหรับผู้จิตศรัทธาที่จะร่วมบริจาคเงินซื้อ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบเป็นค่าชุด นักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เผยว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา เดิมชื่อ โรงเรียนร่วมน้ำใจ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 โดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กหญิงกำพร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีละ ประมาณ 18 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น และทางโรงเรียนยังได้รับพระเมตตาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานความช่วยเหลือแก่ เด็กที่น่าสงสารเหล่านี้มาโดยตลอด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด เกือบ 300 คน”

สุริยน ศรีอรทัยกุล ผู้บริหารจาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems) กล่าวถึงแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ว่า “มีธีมชื่อว่า GOTHIC GRACE มีทั้งหมด 9 เซ็ต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ชุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของการแสดงแฟชั่นโชว์นี้ในครั้งนี้ คือเซ็ตเครื่องประดับ สร้อยคอพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 148.13 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 20.67 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 81.67 กรัม ต่างหูพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 26.91 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 2.41 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 14.69 กรัม และแหวนพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 24.43 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 0.49 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 8.30 กรัม”

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่อยากร่วมงาน หรือบริจาคเงิน สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณกวาง-ชนรรถพร รัตนมณี โทร.081-342-0744

29 เมษายน วันคล้ายประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผู้ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงาม

29 เมษายน วันคล้ายประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผู้ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงาม

29 เมษายน วันคล้ายประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผู้ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงาม

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10  ทรงเปี่ยมไปด้วยพระจริยวัตรอันงดงามยิ่ง เมื่อทรงเจริญพระชันษา ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธีสำคัญ อีกทั้ง ยังทรงสนพระทัยในพุทธศาสนาอยู่เป็นนิจ ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อถวายสักการะ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  พร้อมทรงบำเพ็ญพระกุศลจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงสนทนาธรรมก ทรงสดับพระโอวาท และทรงรับการอบรมแนวทางการเจริญพระกรรมฐานถวายอยู่เสมอ นับเป็นภาพพระจริยวัตรที่พสกนิกรชาวไทยและพุทธศาสนิกชนต่างปลื้มปิติเป็นล้นพ้น

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10  ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน พุทธศักราช 2548 เวลา 18.35 นาฬิกา ณ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ถวายการประสูติโดยการผ่าตัด เมื่อแรกประสูติทรงมีน้ำหนัก 2,680 กรัม ความยาวพระองค์ 47 เซนติเมตร รอบพระเศียร 31 เซนติเมตร ลืมพระเนตรเวลา 19.00 นาฬิกา มีพระพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงพระเนตรโต พระนาสิกโด่ง

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชหัตถเลขาขนานพระนามว่า พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พุทธศักราช 2548 และพระราชทานเสมาอักษรพระปรมาภิไธย ภปร ทองคำ ส่วนพระนามของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร นั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายพระนามว่า ผู้ทำประทีป คือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้งผู้ทำเกาะ คือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง” โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2548 ได้มีพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ตามพระราชประเพณี เมื่อทรงเจริญพระชันษาครบ 1 เดือน และในวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนพระนาม เป็นภาษาอังกฤษว่า His Royal Highness Prince Dipangkorn Rasmijoti

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการสถาปนาและเฉลิมพระนาม “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” เป็น “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร”

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา ได้ทรงเข้าร่วมกิจกรรมและทรงปฏิบัติพระกรณียกิจต่างๆ ของโรงเรียนมาโดยตลอด อาทิ วันที่ 20 สิงหาคม  พุทธศักราช 2551  เสด็จไปยังห้องสมุดฝ่ายประถมศึกษาโรงเรียนจิตรลดา เพื่อทรงร่วมกิจกรรมงานสัปดาห์รักการอ่าน, วันที่ 2 ตุลาคม  ปีเดียวกันนั้นทรงได้รับเกียรติบัตรพร้อมรางวัล “งานประหยัดน้ำ-ไฟ” ที่จัดขึ้นประจำในโรงเรียนจิตรลดา ด้วยพระองค์ทรงปฏิบัติอยู่เป็นประจำและทรงเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพระสหาย, วันที่ 22 พุทธศักราชกรกฎาคม  2555  ได้เสด็จไปยังสนามกีฬากลาง พื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ในการประทานถ้วยรางวัลพระราชทานและถ้วยรางวัลประทานแก่ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับประเภทต่างๆ ในรายการ “หนูน้อยเจ้าเวหา” เป็นต้น

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงได้รับการปลูกฝังจากพระราชบิดาเรื่องจิตอาสาและการทำความดีอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทนมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยขณะที่ประทับศึกษาอยู่ ณ ประเทศเยอรมนี ทรงตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่และทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสาในวัดปิดภาคเรียนที่วัดป่ามุตโตทัย ทรงสนทนาธรรม ทรงทำความสะอาดลานวัด เช็ดฐานพระพุทธรูปภายในวัด และทรงล้างจานด้วยพระองค์เอง ทรงตรัสว่า “ถ้ากลับเมืองไทยจะไปทำที่เมืองไทยด้วย”

เมื่อเสด็จกลับประเทศไทยขณะปิดภาคเรียน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ทรงมีความมุ่งมั่นที่จะสนองพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทรงเข้าร่วมโครงการ จิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”  โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หน่วยราชการในพระองค์ 904 ร่วมกันจัดโครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีความสมัครสมานสามัคคี มีความสุขและประเทศชาติมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

29 เมษายน วันคล้ายประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผู้ทรงมีพระจริยวัตรอันงดงาม

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2560  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ในฉลองพระองค์เสื้อโปโลสีดำพระราชทาน “ธ สถิตในดวงใจ ไทยนิรันดร์”ฉลองพระมาลาสีฟ้า พร้อมผ้าพันคอสีเหลืองพระราชทาน ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์มายังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อทรงร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา เมื่อเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม  พุทธศักราช 2560 ทรงทำความสะอาดสุสานหลวงภายในบริเวณวัด จากนั้นได้เสด็จมายังบริเวณศาลหลักเมือง ทรงพระดำเนินประทานน้ำดื่มและขนมแก่พสกนิกรที่มารอรับเสด็จ โดยทรงโน้มพระวรกายประทานสิ่งของให้แก่พสกนิกรอย่างมิได้ถือพระองค์ สร้างความปลื้มปีติให้แก่พสกนิกรที่รอรับเสด็จเป็นล้นพ้น

วันที่ 27 ตุลาคม พุทธศักราช 2560 ได้เสด็จไปทรงทำความสะอาดวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ร่วมกับเหล่าเยาวชนจิตอาสา โดยทรงนำขบวนจิตอาสาทำความสะอาดทั่วทุกมุมของวัด เริ่มตั้งแต่การทำความสะอาดฐานชุกชี ที่ประดิษฐานพระประธานในพระอุโบสถ ไปจนถึงทรงเก็บเก้าอี้ในเต็นท์ด้านนอกพระอุโบสถ จากนั้นทรงนำเหล่าเยาวชนจิตอาสา เสด็จไปยังศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราชินี ที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อร่วมกันปลูกป่าชายเลนและเรียนรู้ระบบนิเวศวิทยา

เมื่อวันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2561 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานภาพวีดิทัศน์ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  ขณะทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านกีฬาและกิจกรรมจิตอาสา เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เยาวชนด้านการออกกำลังกายและการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2561

 ขณะที่ทรงเจริญพระชันษาขึ้นและประทับอยู่ที่ประเทศไทย  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ในการประกอบพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ อยู่เสมอ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชพิธีต่างๆ  อาทิ  วันที่ 18 ตุลาคม พุทธศักราช 2563 พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระปฐมเจดีย์ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม

นอกจากพระจริยวัตรในการเป็นจิตอาสาแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร   ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระกุศลและทรงสนทนาธรรมอยู่เป็นนิจ เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยขณะที่ทรงศึกษาอยู่เยอรมนี  ได้เสด็จไปสนทนาธรรม ณ วัดป่ามุตโตทัย และทุกครั้งที่เสด็จนิวัติประเทศไทยขณะปิดภาคเรียน  ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อถวายสักการะ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  พร้อมทรงบำเพ็ญพระกุศลจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงสนทนาธรรมก และทรงสดับพระโอวาทที่ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  ทรงรับพระราชทานถวายวิสัชชนาสนองพระปุจฉา  อีกทั้ง ทรงรับการอบรมแนวทางการเจริญพระกรรมฐานถวายอยู่เสมอ  นับเป็นพระจริยวัตรอันงดงามยิ่งที่พสกนิกรชาวไทยและพุทธศาสนิกชนต่างปลื้มปิติเป็นล้นพ้น

ทั้งนี้ ยังมีสถาบันการศึกษา การแพทย์ และการสาธารณสุข ได้อัญเชิญพระนามเป็นชื่อ อาทิ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ ห้องสมุดทีปังการรัศมีโชติ อุทยานการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ ทีปังกรรัศมีโชติ  เป็นต้น

ด้วยพระจริยวัตรที่งดงามยิ่งนี้ ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569 ขอถวายพระพรให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

คุณแหน : 29 เมษายน 2569

คุณแหน : 29 เมษายน 2569

คุณแหน : 29 เมษายน 2569

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 6 พฤษภาคม เวลา 09.30 น. ณ ชั้น 9 ตึกกัลยาณิวัฒนา รพ.สงฆ์..
  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี, พญ.มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ เยี่ยมชมกระบวนการผลิตยาสมุนไพรไทย ของ บจ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย โดยมี ภญ.สิวินีย์ วัฒธรรม ผอ. บจ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ให้การต้อนรับ..
  • อนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ตัดลูกด้วยใจ เพื่อคุณภาพทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” คาดปีนี้ ผลผลิตทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษพุ่งกว่า 2.5 หมื่นตัน เน้นมาตรฐาน GI สร้างมูลค่าเพิ่ม..
  • มิตรสหายชาว Digital CEO#3 ร่วมยินดีกับ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก..
  • ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, อภิรักษ์ โกษะโยธิน, อนุวัตร เฉลิมไชย, ไพบูลย์ สำราญภูติ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย, ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ, วิไลวรรณ กาญจนกันติ, สมพร มาอุทธรณ์, ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล, จินตนา อุดมทรัพย์, ชนิต สุวรรณพรินทร์, มณฑิรา ลิมปนารมณ์, ดร.ดั่งใจถวิล อนันตชัย, ศักดิ์ชัย เรืองกิตติกุล, นิรุตติ ศุขโรจน์  ร่วมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ของ สมาคมการตลาดฯ ประจำปี 2569 และร่วมยินดีกับ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ได้เลือกตั้งเป็น นายกสมาคมการตลาดฯ คนใหม่..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#7 ยินดีกับ ชัยวัฒน์ พู่พิสุทธิ์ ที่ บจ. เพอเซ็ปทรา ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025  สาขา Digital Startup of the Year..
  • ชาว BRAIN#2 ร่วมยินดีกับ ดร.สมชาย อัศวเศรณี ที่ได้เป็น ที่ปรึกษานายก สภาทนายความ..
  • วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พาครอบครัวหลบลมร้อนที่ กทม. ไปบ้านที่ภูเก็ต และได้พาน้องไพร์ม หลานวัย 4 ขวบไปเที่ยวเกาะยาวน้อย 3 คืน โดยพักที่รีสอร์ทหรูเปิดใหม่ Amber Yao Noi มีหาดส่วนตัว วิวสวย อากาศดี จนหลานชายชวนคุณย่าเพ็ญให้อยู่ต่ออีก 6 วันเถอะ..
  • ยินดีกับ รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (BCC) ที่ ดช.อิทธิพัทธ์ สระทองฮัก ป.3/2 ที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในหมวด “Challenges by Codementum” Group Level : Code Starters (Grades 1-2-3) จากการแข่งขันเขียนโปรแกรมระดับนานาชาติ 5th International Coding Olympiad 2026 รอบ Final ซึ่งมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากกว่า 72 ประเทศทั่วโลก จัดโดย Main Team Organization , Based in Germany and the United States..
  • นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รอง ผอ.ด้านการแพทย์ รพ.ราชวิถี ไปพูดคุยในรายการ คุยกับหมอ เรื่อง อาคารต้นแบบในการป้องกันและรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินทุกรูปแบบอย่างบูรณาการ รับชมได้ที่ https://youtu.be/KV5sucxv0PE?si=3IpFV8i7muSJd0Gt..
  • พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย(AFNC) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่ ww.antifakenewscenter.com , Line ID: @antifakenewscenter , Facebook : Anti-Fake News Center Thailand..
  • แฟนๆชาวไทยเตรียมกรี๊ด เฉินซิงซวี่ มาไทย เพื่อร่วมงาน Grand opening ของแบรนด์ Chow Tai Fook ณ สยามพารากอน 30 เม.ย. 17.30-20.00 น..

น้องใหม่