LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

LIFE & HEALTH : สมาคมการตลาดฯ ชวนเตรียมพร้อมสู่การตลาดอนาคต: เทคโนโลยีและมนุษย์ผสานสมบูรณ์

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ปัจจุบันไทยเผชิญกับวิกฤต “โลกเปราะบาง” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งสงคราม เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชะลอการใช้จ่าย นักการตลาดไทยจึงต้องปรับตัวด้วยสติ ความร่วมมือ และกลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืน การตลาดในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและเชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีและข้อมูล

ล่าสุด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พร้อมเปิดวงเสวนาหัวข้อพิเศษ “Welcome to Marketing 7.0”  โดยมี ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด และ สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล อุปนายกฝ่ายการตลาดดิจิทัลและเทคโนโลยี สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้ร่วมถอดรหัสทิศทางการตลาดโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีและมนุษย์ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบการเข้าใจทิศทางและแนวโน้มสำคัญที่จะพลิกโฉมกลยุทธ์ทางธุรกิจในอนาคต ที่องค์กรต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

การตลาดย้อนแย้ง…อยู่ยาก

การปรับตัวที่จะต้องอยู่กับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้นนักการตลาดต้องเข้าใจและเปิดใจ ตัวอย่างแห่งความย้อนแย้ง : การทำโฆษณาไม่จำเป็นต้องจ้างคนทำ แต่ในมุมผู้บริโภคมองว่าใช้งบน้อย และไม่ให้ความเคารพศิลปิน ในขณะเดียวกัน AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) สามารถสร้างเพลงให้ขึ้นการจัดอันดับได้ หรือปรับภาพให้มีความสวยมากขึ้นในเวลาไม่นาน ในขณะเดียวกันนักการตลาดต้องคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไร

  • ปัจจุบันพบว่ากว่า 30% ใช้ AI ช่วย Shopping แล้วผู้บริโภคจะรู้จักแบรนด์ได้อย่างไร โดยทาง Google ทำให้ Ai ไปเชื่อมต่อกับช็อปปิ้งได้และช่วยตัดสินใจแทนคน
  • แบรนด์จะสร้างตัวตนอย่างไรให้ AI แนะนำลูกค้า และจะหลีกเลี่ยง Bias จากผลวิจัยพบว่า AI จะแนะนำกลยุทธ์ที่คล้ายกัน ดังนั้นนักการตลาดต้องระวัง เพราะ Ai ชอบใช้คำที่ดูดีมาใช้จนเกินควร
  • ระหว่าง Marketing Performance กับ Brand Building ผ่านการอธิบายด้วย Product Life Cycle ในวันที่การตัดสินใจช้าจะทำให้รู้สึกถึงความเสี่ยงว่าไม่เท่าทัน เทคโนโลยีช่วยให้ทำให้ไวและ Scale ได้ใหญ่มากขึ้น การออกสินค้าใหม่ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงจากเดิมที่ใช้เป็นปี แต่หากสังเกตปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายจะพบว่าไม่มีความจดจำหรือสัมพันธ์กับแบรนด์ เพราะวงจรผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนผันอย่างรวดเร็ว ดังนั้น Brand Building ต้องทำงานร่วมกับ Performance Marketing

ปัจจุบันผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น นักการตลาดมีวิธีทำคอนเทนต์อย่างไรให้เข้าถึงได้ โดยทำให้เกิด 1. การสร้างความน่าสนใจ (Attention) 2.การสร้างจุดเชื่อมโยงทางสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Connection) 3. การใช้รางวัลหรือคุณค่าที่แตกต่างเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ (Reward Motivation)

ก่อนจะเข้าสู่ Marketing 7.0

นักการตลาดต้องรู้จักแนวคิดการตลาดยุคต่างๆ เริ่มจาก การตลาดยุค 1.0 มองการตลาดเน้นพื้นฐานของสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพ การตลาดยุค 2.0 เน้นที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และทำ Segmentation ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ผ่าน Insight การตลาดยุค 3.0 เข้าใจลูกค้าแบบองค์รวม แห่งการเปลี่ยนแปลง (Mind, Heart, Spirit) มองภาพรวมสังคมและความยั่งยืน นับเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีย์การตลาด การตลาดยุค 4.0 ผู้บริโภคส่งต่อและเป็นสื่อด้วยตนเองผ่าน Digital Marketing การตลาดยุค 5.0 Ai และ Big Data ที่ทำให้ชีวิตคนง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี การตลาดยุค 6.0 ยุคการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของการผสมผสานทั้งโลกจริงและโลกเสมือน เป็นการต่อยอดจาก 5.0 ล่าสุดเป็น การตลาดยุค 7.0 Augmented Human การตลาดไม่ได้เป็นแค่ยุคที่ถูกแบ่งออก แต่มีความเชื่อมโยง ให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น รวมทั้งด้าน Cognitive Technology ที่จะเข้าใจแบบลึกซึ้งผ่านกระบวนการทางสมอง ด้วยการสร้างอิทธิพลทางด้านจิตใจ สิ่งที่นักการตลาดต้องทำคือ การกระตุ้นสมองด้าน Social Brain ให้เกิดการกระทำ และควรมี Reward เพื่อมาจูงใจในการกระทำนั้นๆ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาถูกทาง

นักการตลาดต้องย้อนกลับไปดูว่า ลูกค้าคือใคร และตอบโจทย์ลูกค้าอะไรบ้าง Ai ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น และลูกค้าชอบมากขึ้นหรือไม่ ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Huawei มี AI ช่วยในการออกแบบท่าทางถ่ายรูป ถือเป็นการรู้จักลูกค้า รู้ปัญหา และใช้ AI ในการแก้ไขปัญหาของลูกค้า

AI ที่ทุกวันนี้ใครจ่ายเงินก็ใช้ได้แล้วจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร

แม้ว่าทุกวันนี้ใครจ่ายเงินก็ใช้ได้ AI ได้แล้วจะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ปัจจุบัน AI ยังขาดการเรียนรู้กับมนุษย์ในมุม Value และ Attitude ซึ่งเป็นประสบการณ์ชีวิต มากกว่าในมุมแค่ Behavior ยกตัวอย่าง เช่น กลุ่ม Gen Z ที่ 90% มีความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ที่โตผ่าน Social Media ที่ถูกหล่อหลอมด้วยความเชื่อ หากแบรนด์จะหา Gap ได้จะมีโอกาสสร้างคุณค่าที่แตกต่างได้ในมุม Long-term (Loyalty) ไม่ใช่เพียงแค่ Quick win

โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว จะรับมืออย่างไร

สงคราม การเมือง เศรษฐกิจ จะมีมาโดยตลอด ถี่ และรุนแรงมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันจะช่วยให้ได้เรียนรู้เป็นจังหวะ ซึ่งจะมีผลกระทบกับนักการตลาด ที่ต้องเริ่มจากการเปิดใจ กับการเปลี่ยนแปลงของ Disaster Transformation ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้การตัดสินใจในการใช้เงินหยุดชะงัก จึงเกิดLipstick Effect คือการหาเหตุผลให้รู้สึกดีในวันที่ลำบาก จะทำให้เกิดความสุขเล็กที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากจนเกินไป ถือเป็นการให้รางวัลแก่ตนเองผ่านคุณค่าต่อใจที่สูง เช่น ในวันที่โหดร้าย เกิดสงคราม คนจะไม่ซื้อสิ่งของมูลค่าสูง แต่จะเลือกซื้อของธรรมดา แต่ราคาแพง เช่น กาแฟที่แพงขึ้น เหมือนกับการให้รางวัลชีวิตตัวเองในแต่ละวัน

5 กุญแจสำคัญ (Key Takeaways) เพื่อองค์กรในอนาคต 

ภายใต้แนวคิดความสอดประสานระหว่างมนุษย์กับชั้นเลเยอร์แห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Human Harmony with Intelligence Layers) สมาคมการตลาดฯ แบ่งออกเป็น 5 ประเด็นหลักดังนี้

1. การสร้างสมดุลเชิงกลยุทธ์ Balance short-term performance and long-term brand building: ต้องรักษาสมดุลระหว่างการสร้างผลงานหรือยอดขายในระยะสั้นกับการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มั่นคงในระยะยาว

2. มนุษย์คือจุดต่างที่สำคัญ Leverage cognitive technologies, but human insight is the differentiator: แม้จะมีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ (เช่น AI) มาใช้มากเพียงใด แต่ “ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของมนุษย์” (Human Insight) ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างเหนือคู่แข่ง

3. การทำความเข้าใจมนุษย์ในยุคใหม่ Understand the Augmented Human decision making: ต้องทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ (Augmented Human) ว่าเขามีวิธีการคิดหรือตัดสินใจเปลี่ยนไปอย่างไร

4. การปรับตัวให้ทันโลก Stay adaptive to global changes and customer needs: พร้อมปรับตัวอยู่เสมอเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

5. การสร้างคุณค่าจากความเข้าใจที่แท้จริง Deep human understanding for value creation: ใช้ความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้งเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์คุณค่า (Value Creation) ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและ AI หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จคือ “การผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจในความเป็นมนุษย์” เพื่อสร้างสมดุลและจุดเด่นที่ยั่งยืน สามารถติดตามข่าวสารสมาคมการตลาดฯได้ที่ https://www.marketingthai.or.th/

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

ตัวหอมก่อนออกจากร้าน ‘บาร์บีคิวพลาซ่า’ เปิดตัว ‘สเปรย์ซ่อน GON’

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

เมื่อ “กลิ่นติดตัวหลังมื้อปิ้งย่าง” กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคน “ไม่กล้าไปต่อ” ในวันสำคัญ บาร์บีคิวพลาซ่า จึงหยิบอินไซต์นี้มาต่อยอดสู่การออกแบบประสบการณ์ภายในร้าน โดยมองว่าแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่กลับมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการจริงของลูกค้า อีกทั้งพฤติกรรมการ “วางแผนก่อนกินปิ้งย่าง” ไม่ว่าจะเป็นการเลือกที่นั่ง หลีกเลี่ยงควัน คลุมผม หรือพกตัวช่วยลดกลิ่น ล้วนตอกย้ำว่า “กลิ่นหลังมื้ออาหาร” คือ Pain Point สำคัญที่กระทบการใช้ชีวิตในช่วงเวลาถัดไป จากความเข้าใจนี้ บาร์บีคิวพลาซ่า จึงพัฒนา “สเปรย์ซ่อน GON” ร่วมกับ Ecolab (เอ็กโคแล็บ) ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันความสะอาดและสุขอนามัยระดับโลก เพื่อช่วยลดความกังวลเรื่องกลิ่น และเปิดทางให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตต่อได้ทันทีหลังมื้ออาหาร ไม่ว่าจะเป็นการไปทำงาน นัดหมาย หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อย่างมั่นใจ

คุณเรืองชาย สุพรรณพงศ์ ประธานบริหารสายงานปฏิบัติองค์กร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กล่าวว่า “จากอินไซต์เรื่อง ‘กลิ่นหลังมื้อปิ้งย่าง’ ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของลูกค้าในช่วงเวลาถัดไป เราจึงมองว่าประสบการณ์ที่ดีไม่ควรจบแค่บนโต๊ะอาหาร แต่ต้องต่อเนื่องไปถึงช่วงเวลาหลังมื้อด้วย นี่จึงเป็นที่มาของการออกแบบประสบการณ์ภายใต้แนวคิด XTOOX (Extraordinary Ordinary Experience) ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีผลต่อความรู้สึกและการใช้ชีวิตจริงของลูกค้าในแต่ละโมเมนต์ ‘สเปรย์ซ่อน GON’ จึงเกิดจาก Pain Point เรื่องกลิ่นหลังทานปิ้งย่างที่เราได้รับฟังมาอย่างต่อเนื่อง และมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ เราจึงพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้ฉีดเพื่อกลบกลิ่นเตา กลายเป็นกลิ่นหอมสะอาดเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตต่อได้โดยไม่ต้องกังวล หัวใจสำคัญคือเราไม่ได้โฟกัสที่โปรดักต์เพียงอย่างเดียว แต่โฟกัสที่ลูกค้า ผ่านการ ‘สังเกต’ หรือสิ่งที่เราเรียกว่า ‘ฟังด้วยตา’ คือการมองให้เห็นความต้องการโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าบอก หลายไอเดียในร้านจึงเกิดจากการสังเกตของพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นที่วางโทรศัพท์ที่พัฒนาจากพฤติกรรมลูกค้าวางพิงกับขวดน้ำแล้วล้มบ่อย ก่อนจะต่อยอดแนวคิดนี้สู่รายละเอียดเล็ก ๆ ภายในร้าน เช่น “GON ชู่” ที่เป็นได้ทั้งที่ใส่ทิชชู่ ไม้จิ้มฟัน และแท่นวางมือถือ ตลอดจนอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มความสบายใจในการทานอย่าง “อุปกรณ์สุขใจ” ไม่ว่าจะเป็นหมวกคลุมผม ที่มัดผม และแท่นวางโทรศัพท์ รวมถึงเก้าอี้เด็กที่ออกแบบหลากหลายรูปแบบเพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละช่วงวัย”

“ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่เริ่มจากการฟังเสียงลูกค้าและพนักงานหน้าร้าน ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับการใช้งานจริงในทุกจุดของประสบการณ์ โดยการเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนการนำ Insight ผู้บริโภคมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่จับต้องได้ แต่ยังย้ำบทบาทของบาร์บีคิวพลาซ่าในการออกแบบประสบการณ์การทานปิ้งย่างให้สอดรับกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละโมเมนต์” คุณเรืองชายฯ กล่าวทิ้งท้าย

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

กองทุน DE จัด ‘DE Fund Clinic’ สร้างการรับรู้ เสริมภาพลักษณ์ พัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลสู่ระดับพื้นที่โดยจัดกิจกรรม “คลินิกกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund Clinic)” ภายใต้โครงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้การดำเนินงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทบาท ภารกิจ และแนวทางการดำเนินงานของกองทุนฯสู่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง พร้อมเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการขอรับการสนับสนุนทุน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนด้านดิจิทัล ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกควบคู่กับการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในส่วนภูมิภาคให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศ ที่เป็นกันเองและสร้างสรรค์ โดยได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ในงาน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ภาพรวมกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” เน้นเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเน้นย้ำบทบาทของกองทุนฯ ในฐานะกลไกสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

นอกจากนี้ จะยังมีการบรรยายหัวข้ออื่น ๆ ทีเกี่ยวข้อง ได้แก่ หัวข้อ “แผนปฏิบัติการของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและตัวชี้วัดการประเมินผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียน ประจำปี 2569” โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินการงานที่สอดคล้องตามนโยบาย ความเป็นไปได้ และความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว และหัวข้อ “แนวทางและกระบวนการขอรับทุน” เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจขั้นตอนและระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติทุน ซึ่งดำเนินการอย่างโปร่งใส และผ่านการกลั่นกรองหลายระดับ เพื่อคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพและทำได้จริง โดยช่วงท้ายของงาน มีผู้ให้ความสนใจขอรับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัว และมีหลายโครงการได้นำเสนอแนวคิดนวัตกรรมดิจิทัลที่ตอบโจทย์สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านการแพทย์ สาธารณสุข และการศึกษา โดย “คลินิกกองทุน DE” ได้ให้คำแนะนำและไขข้อข้องใจเรื่องหลักเกณฑ์และแนวทางการเขียนโครงการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคำแนะนำดังกล่าวกลับไปพัฒนาโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 ของกองทุน DE ที่จะเปิดขึ้นในปีนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอรับทุนได้ผ่าน https://defund.bde.go.th และ facebook ของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life  ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

พม. จับมือ ลอรีอัล สานต่อโครงการ Beauty for a Better Life ขับเคลื่อนการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย ยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.28 น.

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดย กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  จับมือ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ลงนาม MOU มุ่งสร้างอาชีพเสริมสวย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีอย่างยั่งยืน

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ ลอรีอัล ประเทศไทย ลงนามบันทึกความเข้าใจขยายระยะเวลาความร่วมมือ (MOU) โครงการฝึกทักษะเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better Life) พร้อมด้วย  นางสิตานัน สิทธิกิจ ผู้จัดการแผนกกิจการเพื่อสังคมและสื่อสารสัมพันธ์ นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ  ห้อง Studio R6 ชั้น 4 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว 

จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้การสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) อย่างดียิ่งเสมอมา เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสังคม ที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง พม. ทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพสตรี ส่งสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียม สร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้แก่สตรีและกลุ่มครอบครัวเปราะบาง ให้มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อการประกอบอาชีพตลอดจนสร้างรายได้และสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 สค. ร่วมกับบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการฝึกทักษะเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better Life) ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ณ โรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ ผ่านการขับเคลื่อนโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better life) เพื่ออบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว โดย สค. ได้ดำเนินการจัดหาบุคลากร สถานที่และอุปกรณ์ที่เหมาะสมต่อการฝึกอบรม และจัดฝึกอบรมตามหลักสูตรของลอรีอัล โดยบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว จะสิ้นสุดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

ทั้งนี้ การลงนามขยายความร่วมมือบันทึกความเข้าใจ ระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (Beauty for a Better life) เพื่ออบรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายของศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ที่เป็นสตรีที่ขาดอาชีพ รายได้ หรือเป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม ที่มีอายุระหว่าง 15 – 50 ปี เพื่อให้สามารถมีอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง     ในอนาคต ซึ่งเป้าหมายในการขยายความร่วมมือครั้งนี้ จะมีผู้ที่สำเร็จจากการฝึกอบรมโครงการฝึกทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ไม่น้อยกว่า 1,500 คน

“ขอขอบคุณ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประสบปัญหาทางสังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงนามขยายความร่วมมือ ระหว่างบริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวครั้งนี้ จะเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะได้ร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่อไปในอนาคต “นางจตุพร กล่าว

อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ Beauty for a Better Life เป็นหนึ่งในพันธกิจระดับโลกภายใต้มูลนิธิลอรีอัล ซึ่งดำเนินการใน 23 ประเทศทั่วโลก โดยมุ่งใช้ “ความงาม” เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและการเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อลดผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่มีต่อผู้หญิง เราเชื่อว่า “ความงามมีคุณค่า” ไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นพลังที่ช่วยสร้างอาชีพ เสริมสร้างความมั่นใจ สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกโดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงยืนหยัดในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ภายใต้โปรแกรมด้านความยั่งยืน “L’Oréal For The Future” ลอรีอัล กรุ๊ป ได้ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือสตรีและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ 1 แสนคนทั่วโลกภายในปี 2030 ผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินงานได้เกินเป้าหมายแล้ว และโครงการ Beauty for a Better Life นับเป็นโครงการหลักในการทำให้เป้าหมายนี้สำเร็จ และเราจะยังคงเดินหน้าดำเนินงานต่อไปเพื่อขยายโอกาสให้ได้มากที่สุด

“สำหรับประเทศไทย ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานระดับโลกมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งพัฒนาทักษะวิชาชีพเสริมสวยควบคู่กับทักษะชีวิต (Soft Skills) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระยะยาว ทั้งจากการจ้างงานและการเป็นเจ้าของกิจการเสริมสวย สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัว ที่ผ่านมา ลอรีอัล ได้พัฒนาครูผู้ฝึกสอนที่ศูนย์เรียนรู้ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพ สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของโครงการ  ‘Beauty for a Better Life’ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการภายใต้ความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวให้ครบ 1,500 คนภายในระยะเวลา 5 ปี ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมความงาม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น” นางสาวอรอนงค์ กล่าว

“Beauty for a Better Life” นับเป็นต้นแบบโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อน “สังคมแห่งโอกาส” โดยมุ่งลดช่องว่างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยในอนาคต ตลอดจนสร้างรากฐานกำลังแรงงานคุณภาพที่สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระยะยาว และเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคง

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย – ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย - ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย – ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.14 น.

สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (Taipei Economic and Cultural Office in Thailand) ผนึกกำลัง สมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีน (Chinese Gourmet Association) และเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทย-ไต้หวัน ผ่านกิจกรรมพิเศษ “ศึกประลองเครื่องเทศ”  (The Spice Battle) เวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของอาหารเอเชีย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัตถุดิบและเครื่องเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรังสรรค์รสชาติอาหาร พร้อมเปิดมิติของรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง  

เชฟจากไต้หวันเสิร์ฟเมนูพิเศษให้กับผู้บริหาร  ดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม และ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย 

วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทย 4 ภาคผ่านวัฒนธรรมอาหารและศิลปะการแสดง เพื่อมอบประสบการณ์ไทยที่ครบทุกมิติแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก การจัดงาน “ศึกประลองเครื่องเทศ (The Spice Battle)” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารไทย–ไต้หวัน โดยใช้ “เครื่องเทศ” เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ สะท้อนอัตลักษณ์ รสชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากลและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

จาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ จวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) 

พร้อมกันนี้ ภายในพิธีเปิดงานสมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีนได้มอบธงมิตรภาพให้แก่ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และ ดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม เพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีระหว่างกัน อีกทั้ง ผู้แทนรัฐบาลฯ ยังได้มอบโล่เกียรติคุณด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน ให้แก่ เฉินสูชิว นายกสมาคมผู้ประกอบการซงหลิงด้วย 

นอกจากนี้ ภายในงานมีการสาธิตการปรุงอาหาร โดยเชฟชาวไต้หวันและเชฟชาวไทย ที่ร่วมถ่ายทอดเทคนิคและรังสรรค์เมนูพิเศษให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มรสอย่างใกล้ชิด โดยเชฟชาวไต้หวัน นำโดย จาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ จวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) ร่วมสร้างสรรค์เมนูเด่น ได้แก่ ไก่สามถ้วยสูตรโบราณ, ปูไข่นึ่งซอสหอมหมื่นลี้, บะหมี่เนื้อตุ๋นไต้หวัน, ไก่ตุ๋นเหล้าสมุนไพร, แซนด์วิชกุ้งไทย พร้อมสาธิต 2 เมนูพิเศษ ได้แก่ สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง  และขนมปังหน้ากุ้ง (Shrimp Toast) 

เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก และ เชฟภัฏ จารึกฐิติ

สำหรับ “สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง” ส่วนผสมหลักคือ “ไข่ปลา” ที่ผ่านการดองเกลือและตากแห้งในไต้หวัน มีสีส้มทองและรสชาติเข้มข้น จึงได้รับฉายาว่า “ทองคำดำแห่งท้องทะเล” เป็นอาหารสร้างสรรค์ที่ผสมผสานส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวันเข้ากับสไตล์การทำอาหารสมัยใหม่ อาหารจานนี้มักถูกมองว่าเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ “ฟิวชั่น” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสลัดสไตล์ตะวันตกกับส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวัน ไม่เพียงแต่ให้ความสมดุลระหว่างสุขภาพและความอร่อยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารไต้หวันอย่างเต็มที่อีกด้วย ส่วน “ขนมปังหน้ากุ้ง” นั้น นำกุ้งมาหมักด้วยน้ำตาลและพริกไทยก่อน จากนั้นชุบด้วยไข่ขาวตีฟู แป้ง น้ำมันพืช และผงฟู แล้วนำไปทอดในกระทะจนเหลืองกรอบและราดด้วยน้ำสลัด เป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างกุ้งและไข่ เป็นการผสมผสานรสชาติแบบไต้หวันดั้งเดิมกับสไตล์ตะวันตก
สำหรับเครื่องเทศสำคัญในอาหารไต้หวัน ได้แก่ “สามเครื่องหอมหลัก” อย่างต้นหอม ขิง และกระเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานของเมนูผัดและตุ๋น รวมถึงวัตถุดิบเอกลักษณ์อย่างหอมเจียวและโหระพาไต้หวัน ที่ช่วยเสริมกลิ่นหอมเฉพาะตัว ตลอดจนสมุนไพรจีนอย่างตังกุย สำหรับเครื่องปรุงเสริมรสตามธรรมชาติ เช่น กุ้งแห้งและเห็ดหอมแห้ง ที่ช่วยยกระดับรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น และยังเป็นการ “เสริมรสดั้งเดิมให้ชัดเจนขึ้น” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารไต้หวัน โดยมีปรัชญาการปรุงที่มุ่ง “ขับเน้นรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบ” ควบคู่กับการ “ลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์” ผ่านการใช้สมุนไพร เครื่องเทศ และซอสหมักอย่างสมดุล อาทิ ซีอิ๊ว น้ำมันงา และเหล้าข้าว เพื่อสร้างรสชาติที่ละมุน กลมกล่อม และมีมิติ

ขณะที่เชฟไทย นำโดย เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและนานาชาติจากออสเตรเลีย และ เชฟภัฏ จารึกฐิติ เชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย จากมหาวิทยาลัยการจัดการโรงแรม ดุสิตธานี ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อาหารไทยผ่านเมนูที่ใช้เครื่องเทศเป็นหัวใจ อาทิ ฮังเลเครื่องเทศ 12 อย่าง แกงเขียวหวานไก่ แกงเหลืองยอดมะพร้าวปลากะพง ข้าวซอยไก่ และน้ำพริกปูไข่ปู พร้อมเมนูสาธิตบนเวที ได้แก่ แกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ และน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากอาหารพื้นถิ่นและอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จัก รวมถึงการมีส่วนผสมของเครื่องเทศไทยเป็นหลัก  

โดยความพิเศษของเมนูอาหารไทยอยู่ที่การผสานรสชาติอย่างลงตัว เพื่อให้มีรสชาติที่มีหลายหลายมิติ เมนูน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ  เป็นน้ำพริกพื้นบ้านภาคใต้ที่โดดเด่นด้วยการใช้วิธี “ขยำ” วัตถุดิบสด เช่น กะปิ กุ้งสด กุ้งแห้ง พริก และมะนาวเข้าด้วยกัน แทนการโขลก ทำให้ได้น้ำพริกเนื้อหยาบ มีน้ำขลุกขลิก รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม หอมกะปิย่าง/กะปิอย่างดี และหอมสมุนไพรสด กินคู่กับผักสด ส่วนเมนูเมนูแกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ ใช้น้ำมะพร้าวเพื่อให้ได้น้ำซุปหอมจากน้ำมะพร้าว รสชาติเบาๆ หวานหอม กลมกล่อม ใส่หมูบะช่อที่หมักด้วยสมุนไพรสามเกลอ เมนูนี้เป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน โดดเด่นเรื่องรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำ เหมาะสำหรับซดร้อนๆ ดับความเผ็ดร้อนจากเมนูแรก 

สำหรับสมุนไพรและเครื่องเทศหลักของไทยนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและใยอาหาร ขณะเดียวกันอาหารไทยยังคงสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น ทั้งความหลากหลาย สีสันที่สดใส การจัดวางอย่างประณีต ตลอดจนวิถีการรับประทานร่วมกัน อันเป็นภาพสะท้อนของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่งดงาม และทำให้อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลก

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มรสเมนูเด่นจากสองประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงรส ไปจนถึงการจัดจานอย่างมีศิลปะ สร้างประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านอาหาร พร้อม  สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “อาหาร” ในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยนายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยได้กล่าวทิ้งท้ายภายหลังการลิ้มรสอาหาร พร้อมกล่าวชื่นชมว่า “รสชาติอาหารไทยมีความละเมียดละไม กลมกล่อมอย่างมีมิติ และสำหรับผมแล้ว คุณค่าของอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหรือการตกแต่ง แต่อยู่ที่รสชาติที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง”

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมที่ 1 การ Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569  จุดดำเนินการที่ 3  ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม  โดยอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน สยาม ศิริมงคล เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม 2569 พร้อมทั้ง ที่ปรึกษามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประธาชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัดหัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิด

การดำเนินโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม 2569 เป็นการสานต่อพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้ผ้าไทย ก้าวสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

โครงการนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ ผ้าไทยและงานหัตถกรรมเป็นต้นแบบ แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ได้พัฒนาฝีมือการทอผ้าในทุกเทคนิค ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย และประยุกต์รูปแบบ ลวดลายสีสันที่ร่วมสมัย นอกจากนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion หรือ “แฟชั่นแห่งความยังยืน” สามารถแข่งขัน ส่งออกได้ทั้งในประเทศ พร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนในระยะยาว อีกทั้งเพื่อเตรียม  ความพร้อมให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างทอผ้า ในการประกวดผ้าลายพระราชทาน  ประจำปี 2569  ที่กรมการพัฒนาชุมชนจัดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 ด้วย

#ผ้าไทยใส่ให้สนุก
#ผ้าลายขอสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ
#ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ
#ประกวดผ้าลายพระราชทานปี2569
#กรมการพัฒนาชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Sustainable Fashion’ ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 'Sustainable Fashion' ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Sustainable Fashion’ ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาองค์ความรู้สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน มุ่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พร้อมทั้งขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้อย่างมั่นคงกลับคืนสู่ชุมชน 


  
สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ภายใต้ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) โดยมี ริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และมี วรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน , มีชัย แต้สุจริยา  ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 , ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ,ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ THEATRE , ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะวิทยากร พร้อมแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธีฯ ณ โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทยผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจากการทรงงานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เกี่ยวกับผ้าไทย ทำให้สร้างความตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัด เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชน อีกทั้งยังสร้างความตื่นตัวในการสร้างสรรค์ผ้าไทยในวงการต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีทักษะในกระบวนการผลิตอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์  

นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถปรับตัวและพัฒนาไปสู่แนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับกระแสโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานโครงการฯ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ งานหัตถศิลป์ แฟชั่น และการตลาด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงและต่อยอดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

นอกจากนั้น ริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้เข้าสู่การเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดหลักของการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ คือ การนำงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย  ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนมาพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์ที่ใช้แรงงานฝีมือเป็นหัวใจหลัก ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มคุณค่าและศักยภาพในการแข่งขันในตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ทรงคุณค่าอันประณีตงดงามและเต็มไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผ้าไทยและงานหัตถกรรมมีความทันสมัยสู่สากล และสร้างรายได้ให้กับชุมชน นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion 2026) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)  ณ โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบฝึกปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Workshop) เนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย 2) การต่อยอดภูมิปัญญาตามแนวคิด “แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน” 3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4) เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนบุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) 5) การเป็นนักขายมืออาชีพ และ 6) การตลาดและการประชาสัมพันธ์ 

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่ชุมชน

ทั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน ‘ทุนวัฒนธรรม’ รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน 'ทุนวัฒนธรรม' รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

ภูเก็ตเดินหน้าขับเคลื่อน ‘ทุนวัฒนธรรม’ รวมพลังศิลปินภูเก็ต สะท้อนอัตลักษณ์ศิลป์ร่วมสมัย เปิดแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปิน ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

จังหวัด ภูเก็ต โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต เดินหน้าขับเคลื่อนการใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นกลไกพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ จัดกิจกรรมเปิดตัว แหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และเปิดบ้านศิลปินหลักของจังหวัดภูเก็ต ภายใต้โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ภายใต้แนวคิด “อยู่เย็น เป็นศิลป์” สะท้อน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของภูเก็ต ผ่านมุมมองของศิลปะของคนภูเก็ต และการรวมตัวของศิลปินหลากหลายแขนง นำเสนอผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และแรงบันดาลใจ ผ่านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเด็นร่วมสมัย เพื่อยกระดับศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายกองเอกอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย สุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม  รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต, สมศักดิ์ โสภานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต, อัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมศิลป์ภูเก็จ และ ศุภโชค ละอองเพชร นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต พร้อมด้วยเหล่าศิลปินจากบ้านศิลปินในภูเก็ต เข้าร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2569  เวลา 17.00 – 20.00 น. ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

สุภาวดี ไพพักตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม  รักษาราชการแทนวัฒนธรรมจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า  การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของ กระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริม อนุรักษ์ และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศ ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในระดับชุมชนและระดับจังหวัด

จังหวัดภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม โดยมีศิลปินท้องถิ่น ชุมชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสาน ถ่ายทอด และต่อยอดอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งในมิติของวิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยวได้

การขับเคลื่อน โครงการ “ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์และต่อยอดคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของจังหวัด ภูเก็ต ในฐานะพื้นที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่พร้อมผลักดันทุนวัฒนธรรมไทยสู่การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในระดับประเทศ

สุภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภูเก็ตไม่ได้มีเพียงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทะเลเท่านั้น แต่ยังมีทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ได้ โครงการ ‘ยลงานศิลป์ วิถีถิ่นภูเก็ต สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์’ จึงเป็นความพยายามในการเปิดพื้นที่ให้ศิลปิน ชุมชน และเครือข่ายวัฒนธรรม ได้มีบทบาทในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของภูเก็ตสู่สาธารณะ”

การจัดแสดงครั้งนี้รวบรวมศิลปินจากหลากหลายกลุ่ม อาทิ ศิลปินจาก Aree Phuket Art Gallery, Phuket Art Village, YorYing A Small Art Space  Baan Thai Art Gallery ร้านเสพศิลป์รินชา รวมถึงศิลปินจากศูนย์เรียนรู้ศิลปะเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงบ้านกู้กู และกลุ่มศิลปินอิสระ ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการศิลปะของภูเก็ต โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงครอบคลุมศิลปะหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานจิตรกรรมสีน้ำมัน สีอะคริลิก และสีน้ำ งานศิลปะนามธรรมและร่วมสมัย งานจิตรกรรมไทยและงานเขียนร่วมสมัย งานประติมากรรม รวมถึงงานศิลปะเชิงสิ่งแวดล้อมจากขยะทะเลที่สะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นอย่างบาติคลายไทย และการแสดงศิลปะสด (Performance Art) ที่เปิดมิติใหม่ของการเสพงานศิลป์ การรวมตัวของศิลปินในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยของจังหวัดภูเก็ต ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมทั้งสะท้อนศักยภาพของศิลปินท้องถิ่นสู่สายตาสาธารณชนในวงกว้าง

ภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเปิดบ้านศิลปินและแหล่งเรียนรู้ของจังหวัดภูเก็ต การจัดแสดงผลงานศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้กับศิลปินอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวของวิถีชีวิต ศิลปะ และวัฒนธรรมของชุมชนในจังหวัดภูเก็ต ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

งานดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการจัดแสดงผลงานศิลปะ หากยังเป็นการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสเสน่ห์ของศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น ผ่านการเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และบ้านศิลปินของจังหวัดภูเก็ต ร่วมเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง ระหว่างวันที่ 15 – 16 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม ‘รู้ทันเส้นเลือดสมองแตก ป้องกันได้…เริ่มต้นที่เรา’

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม 'รู้ทันเส้นเลือดสมองแตก ป้องกันได้…เริ่มต้นที่เรา'

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ จัดกิจกรรม ‘รู้ทันเส้นเลือดสมองแตก ป้องกันได้…เริ่มต้นที่เรา’

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จัดกิจกรรม “รู้ทันเส้นเลือดสมองแตก ป้องกันได้…เริ่มต้นที่เรา” มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อรับฟังความรู้ด้านโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่สามารถป้องกันได้หากมีความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยมี รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการสร้างความตระหนักรู้และการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ณ อาคารพลังใจ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ภายในงานมีการจัดเสวนาให้ความรู้จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมตั้งแต่การทำความเข้าใจโรค สัญญาณเตือน แนวทางการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว โดยได้รับความสนใจและมีการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการป้องกันโรคอย่างยั่งยืน

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงเยี่ยม หน่วยแพทย์ พอ.สว. ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน  ทรงเยี่ยม  หน่วยแพทย์ พอ.สว. ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน ทรงเยี่ยม หน่วยแพทย์ พอ.สว. ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปทรงเยี่ยมการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 20-25 เมษายน 2569 ณ โรงเรียนทุ่งกว๋าววิทยาคม จังหวัดลำปาง วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง จังหวัดลำพูน และ โรงเรียนจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อทอดพระเนตรการดำเนินงานและพระราชทานขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงประชาชนที่มารับบริการตรวจรักษา สร้างความปลาบปลื้มและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระเมตตาที่ทรงมีต่อผู้ป่วยยากไร้ที่ต้องเผชิญกับโรคร้ายแรง จำเป็นต้องดำเนินการรักษาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที อาทิ ผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคมะเร็งเยื่อบุช่องท้อง โรคปากแหว่งเพดานโหว่ โรคภาวะสมองพิการ และโรคกระดูกสันหลังคด ทั้งนี้ ทรงมีพระวินิจฉัยร่วมกับแพทย์ผู้ทำการรักษาในการรับผู้ป่วยนำเฝ้า ไว้เป็นคนไข้ในพระอนุเคราะห์ เพื่อเข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่อไป

พร้อมกันนี้ ได้พระราชทานเงินช่วยเหลือจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ แก่ผู้ป่วยนำเฝ้าทุกราย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้ป่วยต่อไป ซึ่งมูลนิธิจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานในพระดำริฯ ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือและสงเคราะห์ประชาชนที่เจ็บป่วยยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ มาอย่างต่อเนื่อง

การเสด็จไปทรงเยี่ยมการปฏิบัติงานในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยแพทย์ พอ.สว. เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจิตอาสา รวมถึงอาสาสมัครสายสนับสนุนผู้เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังสามารถ ในการนี้ ได้พระราชทานเข็มเครื่องหมายกรรมการ และอนุกรรมการ แก่ผู้แทนกรรมการ และอนุกรรมการ พอ.สว. ประจำจังหวัด รวมทั้งพระราชทานเข็มเครื่องหมาย พอ.สว. เข็มพระนามาภิไธยย่อ สว. และโล่ พอ.สว. แก่เจ้าหน้าที่อาสาสมัคร พอ.สว. ตามลำดับ

โอกาสนี้ ทรงนำสมาชิก พอ.สว. ร่วมขับร้องเพลง “ใจดวงหนึ่ง” ซึ่งเป็นบทเพลงพระนิพนธ์ในศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พร้อมมีพระดำรัสชื่นชมการปฏิบัติงานของคณะแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มูลนิธิ พอ.สว.ทุกคน  ที่ร่วมกันปฏิบัติงาน ให้ความช่วยเหลือประชาชน ด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง ตามพระปณิธานฯ โดยขอเชิญพระดำรัสในโอกาสที่ได้เสด็จไปทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ ณ วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เมื่อวันที่ 23 เมษายน พุทธศักราช 2569 ความตอนหนึ่งว่า…“ อาชีพแพทย์ พยาบาลนั้นเหนื่อย เพราะว่าตัวเองทำอยู่แล้ว แต่ก็อยากให้กำลังใจ หมอ พยาบาล หมอฟัน หมอทุก ๆ ด้าน ว่าเรามาในสายงานอย่างนี้แล้ว ก็ทำเถอะค่ะ เพราะว่าประชาชนเขาอยากได้การดูแลจาก พอ.สว. … ”

สำหรับการออกปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์ พอ.สว. ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงการให้บริการทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชนผู้เจ็บป่วยในพื้นที่ห่างไกล ในการนี้ โปรดให้หน่วยแพทย์พระราชทานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลชุมชน และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ได้ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาและดูแลสุขภาพประชาชนอย่างครบวงจร โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับบริการอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย การตรวจรักษาโรคทั่วไป การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม บริการทันตกรรม บริการทางการแพทย์แผนไทย และแพทย์แผนจีน ตลดจนการให้คำแนะนำด้านการดูแลสุขภาพและการป้องกันโรค โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังมีการเปิดรับลงทะเบียนบริจาคดวงตาและอวัยวะ ร่วมกับสภากาชาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีกด้วยนอกจากนี้ โปรดให้ นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2-3 จากคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมปฏิบัติงานจริงในการตรวจรักษาโรค พร้อมให้ความรู้และคำแนะนำด้านการฟื้นฟูสุขภาพแก่ผู้ป่วยในเบื้องต้น เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และพัฒนาทักษะในการดูแลผู้ป่วย เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงให้ความสำคัญต่อการพัฒนางานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะการสืบสานพระราชปณิธานต่อจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผ่านการดำเนินงานของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ในการออกให้บริการตรวจรักษาประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนผู้ขาดโอกาสสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังทรงเป็นขวัญและกำลังใจแก่คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร พอ.สว. ให้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนสืบไป