‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

‘สะบักจม ปวดร้าวลงแขน’ สัญญาณเตือนคนทำงานอย่ามองข้าม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการสะบักจมปวดร้าวลงแขนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนทำงานจะมองข้าม หากลองทานยาหรือนวดแล้วไม่หาย ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อวางแผนรักษาให้ตรงจุด ช่วยให้คุณหายจากอาการปวด กลับไปทำงานและใช้ชีวิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะสุขภาพที่แข็งแรงคือ “เครื่องมือ” ที่สำคัญที่สุดของคนทำงานทุกคน

รู้จักสาเหตุหลัก “สะบักจม” ใครอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข หรือ kdms จะพาไปรู้จักสาเหตุหลักและวิธีการรักษาที่ช่วยให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ก่อนที่ร่างกายจะพัง!

สะบัก (Scapula) คือ กระดูกรูปสามเหลี่ยมบริเวณช่วงอกทางด้านหลังที่เชื่อมติดกับบ่า ไหล่ และหลัง ดังนั้น เมื่อปวดสะบักมักจะเป็นการเหมารวมอาการปวดคอ บ่า ไหล่รวมไปด้วย หรือเป็นอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อรอบกระดูกสะบัก ซึ่งขอเตือนว่าอาการปวดสะบักร้าวลงแขนไม่ได้มาเล่น ๆ แต่คือ “เสียงเตือน” จากระบบเส้นประสาทที่กำลังถูกกดทับ หากปล่อยไว้วันแรงงานปีหน้าคุณอาจต้องจบที่เตียงผ่าตัดแทนหยุดพัก โดยมักเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก

1.ออฟฟิศซินโดรม (Myofascial Pain Syndrome-MPS): จำเลยอันดับหนึ่ง! เกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ ท่าเดิมนาน ๆ ก้มหน้าเล่นมือถือ หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวจนเกิด “จุดกดเจ็บ” (Trigger Point) ส่งความปวดร้าวลามไปที่สะบักและแขน

2.ปัญหากระดูกคอ (Cervical Spine Issues): อันนี้ร้ายแรงกว่า เพราะอาจเกิดจากภาวะ กระดูกคอเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เนื่องจากเส้นประสาทจากคอคือ “สายเมน” ที่ทอดผ่านสะบักลงไปถึงแขน หากสายนี้ถูกกดทับจะทำให้ปวดร้าว ชา หรือแขนอ่อนแรงได้

3.ปัญหาข้อไหล่ (Shoulder Joint): บางครั้งปัญหาเกิดจากเอ็นข้อไหล่อักเสบหรือฉีกขาด ซึ่งนอกจากจะปวดไหล่แล้ว ยังลามมาถึงสะบักและข้อศอกได้เช่นกัน อาจทำให้เราสับสนว่าสรุปปวดตรงไหนกันแน่

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง? แน่นอนว่าคือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ก้มหน้าก้มตาอยู่หน้าคอมฯ หรือมือถือนานเกินไป รวมถึง “สายสปอร์ต” ที่โหมใช้งานหัวไหล่หนัก และ “กลุ่มผู้สูงวัย” ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมตามกาลเวลา หากปล่อยไว้ไม่รีบแก้ จากแค่รำคาญอาจกลายเป็น “ไหล่ติด” หรือแขนอ่อนแรงจนใช้ชีวิตลำบาก

อย่าปล่อยให้ “ความปวด” กลายเป็นเรื่องปกติ

ในปัจจุบันการรักษา “สะบักจม” ก้าวหน้าไปมาก ไม่จำเป็นต้องจบที่การผ่าตัดเสมอไป หากพบสาเหตุที่แท้จริงได้ทันท่วงที โดยที่โรงพยาบาล kdms คุณจะได้พบทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ  พร้อมเครื่องมือทันสมัย ช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำ และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด

วินิจฉัยให้ “ตรงจุด” (อย่าเดาสุ่มเอง): อาการปวดร้าวลงแขนเกิดได้จากหลายสาเหตุ เมื่อไปพบแพทย์กระบวนการ “สืบสวน” จะเริ่มจากการซักประวัติ คลำหาจุดกดเจ็บ ไปจนถึงการทำ Special Test ตรวจสอบการเคลื่อนไหว หากอาการน่าสงสัย แพทย์จะสั่ง X-ray หรือ MRI จะช่วยให้รู้ชัดว่าปัญหามาจากกล้ามเนื้อ กระดูกคอ หรือเส้นเอ็นไหล่กันแน่

รักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด (Non-Invasive): ด้วยเทคโนโลยี ฝังเข็มแบบตะวันตก (Dry needling/Trigger point release): ฝังเข็มแบบตะวันตกโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เหมาะกับคนไข้ที่มีจุดกล้ามเนื้อเป็นพังพืดชัดเจน ช่วยลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อและลดอาการปวดได้เร็ว มีระดับความเจ็บอยู่ที่ 3 ดาว ถ้าใครไม่กลัวเข็มและอาการเข้าเกณฑ์ก็เข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ เรียกว่าเจ็บหน่อยดีกว่าปล่อยให้ทรมาน, คลื่นกระแทก (Shock wave therapy): เหมาะกับจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้าง โดยผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาซ้ำ ๆ ประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วแต่อาการของแต่ละคนเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ความเจ็บน้อยหน่อยแค่ 2 ดาว ซึ่งการรักษากินระยะเวลาหลายสัปดาห์เหมือนกัน

การรักษาด้วยคลื่นแสงกำลังสูง (High intensity laser therapy): เหมาะกับคนที่มีจุดเจ็บเป็นบริเวณกว้างและกลัวการฝังเข็ม เป็นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการรักษาทางการแพทย์ มีความเจ็บแค่ 0.5 ดาว ผู้ป่วยอาจรู้สึกอุ่น ๆ นิดหน่อยตรงจุดที่ยิงแสงเท่านั้น สามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่องได้ทุกระดับอาการ และเห็นผลได้ทันทีหลังเข้ารับการรักษา,  การผ่าตัด: จะเป็นทางเลือกสุดท้ายต่อเมื่อจำเป็นจริง ๆ สำหรับคนที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรง จนรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ปัจจุบันมีเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้อง Endoscope ที่ช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าการผ่าตัดแบบเปิด อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้าง โดยแพทย์จะประเมินแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาพักฟื้นและการนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

ปรับไลฟ์สไตล์ “กันไว้ดีกว่าแก้”

เลิกพฤติกรรมเสี่ยง บอกลาก้มคอแช่หรือสะบัดคอแรงๆ ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา และเปลี่ยนอิริยบท ลุกขึ้นมายืดเหยียดทุก ๆ 1 ชั่วโมง

อย่าจมอยู่กับกองงานจนปล่อยให้ “สะบักจม” รีบดูแลตัวเองให้ดีตั้งแต่วันนี้ โรงพยาบาล kdms มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลรักษาแบบองค์รวม พร้อมวินิจฉัยอย่างแม่นยำด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคน ช่วยให้อาการปวดหายดี ไม่กลับมาเป็นซ้ำ และทำให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ทั้งนี้ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่เฉพาะเจาะจงในทุกเรื่องกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ ได้ที่:https://kdmshospital.com  ปรึกษาปัญหาสุขภาพ contactcenter@kdmshospital.com หรือสามารถนัดหมายแพทย์: https://page.line.me/175exsfc  และโทร. 02-080-8999

คุณแหน : 6 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 6 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 6 สิงหาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจ.ไปรษณีย์ไทย จัดงานครบรอบ 23 ปี บจ.ไปรษณีย์ไทยและ 143 ปีกิจการไปรษณีย์ไทย วันศุกร์ 14 ส.ค.08.45-10.15 น.ที่ห้องรับรอง ชั้น 1 โซน A อาคาร ปณท. ..เจ้าภาพของดรับกระเช้า หากร่วมทำบุญบริจาคเพื่อสมทบทุนกองทุนปรับปรุงห้องผ่าตัดโรงพยาบาลศิริราช ชื่อบัญชี ศิริราชมูลนิธิ ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 901-7-0299-9..
  • แจ้งญาติมิตรเพื่อทราบว่า ระฆุวงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา บุตร พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) (มีพี่น้องร่วมมารดาคุณถนอม พึ่งบุญ ณ อยุธยา เดียวกัน 6 ท่านคือ ระฆุวงศ์-นีละพงษ์อำไพ-ไกรกรีกูร-ประยูรกาฬวรรณ-นวลจันทร์ธิดาราม-โสมยามส่องฟ้า) ..เจ้าภาพได้จัดพิธีฌาปนกิจไปเรียบร้อยแล้วที่วัดธาตุทองเมื่อวันอาทิตย์ 2 ส.ค.ที่ผ่าน ..
  • ดีใจกับ “เคน” ธีรเดช- “หน่อย” บุษกร วงษ์พัวพันธ์ ที่ลูกชายคนโต “น้องคุณ” คุณธรรม วงศ์พัวพันธ์ เข้าเป็นเฟรชชี่ น้องใหม่ 1 ใน 40 คนของคณะนิเทศศาสตร์  จุฬาฯ  ตามรอยคุณย่ากาญจนา วงศ์พัวพันธ์  ศิษย์เก่าวารสารศาสตร์ฯ  ธรรมศาสตร์ ..
  • เห็นความสำคัญของการศึกษา อ.วรลักษณ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนด้อยโอกาสหลายคนเป็นประจำปี  เมื่อเห็น “คุณแหน” ผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานมูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร เตรียมจัดงานมอบทุนแก่นักเรียนยากจนกตัญญูในสังกัด กทม. 19 พ.ย.นี้ จึงตั้งใจว่าจะมอบทุนต่อเนื่องทุกปีๆ ละ 3,000 บาท..
  • ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เอาใจชาวรามคำแหงในรูปแบบป๊อปอัพ บ็อกซ์ คาร์ท ณ โครงการ 1981 Soul & Sold ชั้น G โซน Gourmet Eats   5 ส.ค. – 4 พ.ย. ส่วนย่านสายไหมกับป๊อปอัพ ฟู้ดทรัค ณ โครงการ ICON 56 (สายไหม) ด้านหน้าฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต 12 ส.ค. – 11 พ.ย. วางแพลนเปิดเพิ่มอีกหลายสาขาให้แฟนคลับคริสปี้ ครีม ได้ตามไปฟินกันอย่างทั่วถึงอีกด้วย..
  • สวด พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน พ่อตา เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ศาลากวีนิรมิต (ศาลากลางน้ำ) วัดเทพศิรินทราวาส  2 -7 ส.ค.18.30 น. (งดสวด 5 และ 8 ส.ค.)..พระราชทานเพลิงศพ 9 ส.ค.17.00 น…
  • พระราชทานเพลิงศพ พล.อ.วิศิษฐ์  วิศิษฏ์โยธิน  6 ส.ค.16.00 น. เมรุ 1 วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน..
  • ครบ 92 ปี ท่านผู้หญิงบุษบา กิติยากร 2 ส.ค. ทำบุญตักบาตรถวายสังฆทาน ปล่อยปลาหน้าเขียง 500 ก.ก. พร้อมหน้าธิดา-บุตรเขย ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ – ศ.ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย กราบอวยพร..

คุณแหน

บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2026 งานแฟร์สุดพิเศษ มอบความสุขให้ทุกคน ในคอนเซ็ปต์ “ความสุขแบบบ้านบ้าน”

บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2026 งานแฟร์สุดพิเศษ มอบความสุขให้ทุกคน ในคอนเซ็ปต์ “ความสุขแบบบ้านบ้าน”

บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2026 งานแฟร์สุดพิเศษ มอบความสุขให้ทุกคน ในคอนเซ็ปต์ “ความสุขแบบบ้านบ้าน”

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี บ้านและสวน เติบโตเคียงข้างคนไทยในฐานะคอมมูนิตี้ที่สร้างแรงบันดาลใจเรื่องบ้าน สวน และการใช้ชีวิต ชวนทุกคนร่วมสัมผัสความสุขในงาน บ้านและสวนแฟร์ Midyear 2026 ตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค  บางนา   งานแฟร์ที่ตั้งใจส่งมอบ “ความสุขแบบบ้านบ้าน” ให้ทุกคน พร้อมร่วมฉลองแคมเปญไปด้วยกันกับ “บ้านและสวน 50 ปี ความสุขในทุกช่วงชีวิต – Happiness in Every Chapter of Life รวบรวมไอเดียการอยู่อาศัย การตกแต่งบ้าน และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจไว้ในงานเดียว

พบกับร้านค้าคุณภาพกว่า 1,500 บู๊ธ ครบทุกหมวด ทั้งต้นไม้และของแต่งสวน เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้างและรับสร้างบ้าน งานคราฟต์ อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวและเอาต์ดอร์ พร้อมโปรโมชันและกิจกรรมตลอดการจัดงาน

เพื่อแทนคำขอบคุณผู้อ่านและผู้สนับสนุนที่ร่วมเดินทางกับบ้านและสวนมาตลอดครึ่งศตวรรษ มอบ HAPPY CAMPAIGN ให้ร่วมลุ้น Cash Voucher, รางวัล Top Spenders และคูปองชิงโชครวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท พร้อมเลือกช็อปคอลเล็กชันพิเศษ บ้านและสวน x PDM, บ้านและสวน x ชูชก และ หมอนบ้านบ้าน รวมถึงเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดทุกวัน

ขนทัพ 7 โซนไฮไลต์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เริ่มต้นกับ นิทรรศการครบรอบ 50 ปี บ้านและสวน ที่ชวนย้อนรอยการเดินทางจากนิตยสารฉบับแรกสู่การเป็นสื่อและคอมมูนิตี้ด้านการอยู่อาศัย พร้อมร่วมโหวต บ้านและสวน Awards 2026 สาขา People’s Choice และอิ่มอร่อยกับเครื่องดื่มและขนมเมนูพิเศษธีม 50 ปี บ้านและสวน จาก Little Tree Café

Little Tree Café

room Pavilion มาในคอนเซ็ปต์ “Book Cafe” สร้างบรรยากาศอบอุ่น เพลิดเพลินราวกับอยู่ภายในห้องสมุด

บ้านและสวน Garden & Farm Courtyard 

บ้านและสวน Garden & Farm Courtyard ชวนมาปลูกผักพื้นบ้านกินเองและเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

บ้านและสวน ช่างประจำบ้าน

บ้านและสวน ช่างประจำบ้าน ที่ช่วยให้เรื่องการดูแลบ้านเป็นเรื่องใกล้ตัว อยู่ดีมีสุขแบบไร้กังวล จึงชวนทุกคนมา “Home Check-up” ตรวจสุขภาพบ้านอย่างตรงจุด

Explorers Club Base Camp สำหรับคนรักการเดินทางและธรรมชาติ ในคอนเซ็ปต์ “KEEP EXPLORING”

บ้านและสวน Pets Lounge ในคอนเซ็ปต์ “Growing Together ทุกก้าวของชีวิต มีเพื่อนสี่ขาเติบโตเคียงข้าง”พื้นที่สำหรับครอบครัวสัตว์เลี้ยง

ปิดท้าย กินดีอยู่ดี มาในคอนเซ็ปต์ “Food Lab กิน อยู่ เป็นยา เพื่อชีวิตยั่งยืน” ชวนดูแลสุขภาพผ่านกิจกรรมตรวจวิเคราะห์สมดุลสารอาหารและวิตามินในร่างกาย โดยทีมแพทย์และแพทย์แผนไทย พร้อมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจากชีวจิต

ลงทะเบียนเข้างาน รับฟรี! 3 ต่อ https://cooll.ink/BSMIDYEAR-register เลือกรับสมุดโน้ต New Collection 1 เล่ม หรือ Free Gift  (1 ท่าน/1 ชิ้น จำนวนจำกัดต่อวัน)

รับ  E-coupon ลดคุ้ม!   จาก Power Buy EXPO ส่วนลดสูงสุด 9,000 บาทพร้อมส่วนลดเพิ่มจาก naiin,นายอินทร์, Let’s Bite และ Nap’s Coffee และคูปองชิงโชค 1 สิทธิ์ ลุ้นรางวัลกว่า 1,000,000 บาท ชิงรถยนต์ไฟฟ้า CHERY Q QOOL และของรางวัลอีกมากมาย (ร่วมกิจกรรมในงาน รับเพิ่มได้สูงสุด 40 สิทธิ์)

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ 50 ปี บ้านและสวน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.baanlaesuan.com และ Facebook บ้านและสวน Baanlaesuan.com

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

กระทรวง อว. เครือซีพี อไรซ์ ทรู QTRic และ qBraid ร่วมสร้างแพลตฟอร์มควอนตัมระดับประเทศ เดินหน้า 4 พันธกิจ “สร้างคน–เร่งงานวิจัย–ยกระดับอุตสาหกรรม–สร้างนวัตกรรม”

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

ประเทศไทยก้าวอีกขั้นในการวางรากฐานสู่ยุคเทคโนโลยีควอนตัม ด้วยการเปิดตัว “Quantum Club Thailand” แพลตฟอร์มความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับประเทศ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง  กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  เครือเจริญโภคภัณฑ์   อไรซ์  ทรู คอร์ปอเรชั่น  QTRic  และ qBraid ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ควอนตัมจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเชื่อมโยงภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม สตาร์ทอัพ นักลงทุน และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมพัฒนากำลังคน ผลักดันงานวิจัย และเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคอุตสาหกรรม พร้อมวางรากฐานและเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจควอนตัมในอนาคต  ทั้งนี้ Quantum Club Thailand จะขับเคลื่อนผ่าน 4 พันธกิจหลัก ได้แก่ การสร้างกำลังคน การผลักดันงานวิจัย การยกระดับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเริ่มต้นด้วย 3 โครงการเรือธง ได้แก่ Quantum Academy Thailand, Quantum Industry Lab และ Quantum Innovation Challenge เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมของประเทศไทย และผลักดันประเทศสู่การเป็น ผู้ร่วมสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมควอนตัมในเวทีโลก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด  ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์  รศ.ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic)  นายริกกี ยัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ qBraid บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์และระบบคลาวด์ด้านเทคโนโลยีควอนตัมจากสหรัฐอเมริกา  และ ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคธุรกิจ สตาร์ทอัพ และองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมงาน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งสร้างกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยมองว่าเทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเร่งพัฒนากำลังคนควบคู่กับการผลักดันให้งานวิจัยออกจากห้องทดลองสู่การใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือภายใต้ Quantum Club Thailand จึงเป็นการรวมพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้สร้างนวัตกรรมควอนตัมในอนาคต

ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์  ประธานกรรมการ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคควอนตัมไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ ศูนย์ข้อมูล หรือเครื่องจักร แต่คือ ‘คน’ เพราะเทคโนโลยีสามารถจัดหาได้ แต่บุคลากรที่สามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ต้องอาศัยการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องภายในประเทศ

ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบุคลากร นักวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม สิ่งสำคัญคือการเชื่อมศักยภาพเหล่านี้เข้าด้วยกัน Quantum Club Thailand จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นกลไกความร่วมมือที่เชื่อมภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และพันธมิตรระดับโลก เพื่อเร่งให้เกิดงานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้จริง เพราะนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยเกิดจากคนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา”

นายศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากประเทศที่ติดตามเทคโนโลยี มาเป็นประเทศที่ร่วมสร้างเทคโนโลยี เราไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้ AI หรือ Quantum แต่ต้องมีนักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการของเราเอง ความสำเร็จของเทคโนโลยีไม่ได้วัดจากจำนวนงานวิจัย แต่ต้องวัดจากความสามารถในการแก้ปัญหา เพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน”

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ขณะที่ นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกและหลายอุตสาหกรรมในอนาคต หากประเทศไทยต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องร่วมพัฒนาองค์ความรู้ บุคลากร และนวัตกรรมของตนเองตั้งแต่วันนี้  ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีไทย ตระหนักถึงพลังของควอมตัมที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุคถัดไปที่จะปฏิวัติภาคอุตสาหกรรมและสร้างขีดความสามารถการแข่งขันระดับชาติ พร้อมนำศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะและระบบนิเวศดิจิทัลมาร่วมขับเคลื่อน Quantum Club Thailand ให้เป็นมากกว่าพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็น  แพลตฟอร์มแห่งการลงมือทำ ที่เชื่อมจุดแข็งของทุกภาคส่วน ตั้งแต่องค์ความรู้และงานวิจัยระดับแนวหน้า ไปจนถึงโจทย์จริงจากภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างนวัตกรรมและเปลี่ยนสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่จับต้องได้จริงสำหรับอุตสาหกรรมไทย ภายใต้เป้าหมายสำคัญครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาจริง งานวิจัยที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง โครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการแจ้งเกิดของ Deep-tech สตาร์ทอัพไทยบนเวทีโลก ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ทั้งเวิร์กชอป สัมมนา และการเชื่อมต่อกับชุมชนควอนตัมสากล ซึ่งจะเป็นการเตรียมประเทศไทยให้พร้อมก้าวจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งยุคควอนตัมอย่างแท้จริง”

ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic)

ด้าน  ดร.วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทย (QTRic) กล่าวว่า “ปัจจุบัน QTRic มีต้นแบบเทคโนโลยีควอนตัมมากกว่า 80 รายการ และเครือข่ายนักวิจัยกว่า 120 คน จาก 19 องค์กรพันธมิตร พร้อมนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดผ่าน Quantum Club Thailand เพื่อเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม สร้าง Use Case เชิงพาณิชย์ และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Quantum Hub ของอาเซียน”

ริกกี ยัง หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ qBraid

นายริกกี ยัง หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ qBraid กล่าวว่า “qBraid มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนวิสัยทัศน์ระยะยาวของประเทศไทยในการสร้างระบบนิเวศควอนตัมที่แข่งขันได้ในระดับโลกผ่าน Quantum Club Thailand  และขอบคุณรัฐบาลไทย ทรู คอร์ปอเรชั่น และ QTRiC  ที่ได้ริเริ่มเป็นผู้นำในการผสานความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมควอนตัม ซึ่งนอกเหนือจากการเปิดให้เข้าถึงแพลตฟอร์มควอนตัมระดับสากลและเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้ว qBraid มุ่งมั่นร่วมสร้างบุคลากรด้านควอนตัมของไทย และส่งเสริมภาคธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันต้นแบบเพื่อทดสอบใช้งานจริงในอุตสาหกรรมหลัก ตลอดจนเชื่อมโยงผู้นำด้านควอนตัมของไทยเข้ากับเครือข่ายนานาชาติ ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคลากรรุ่นใหม่ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านนวัตกรรม งานวิจัย และการใช้ควอนตัมในเชิงพาณิชย์”

4 พันธกิจหลัก วางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมไทยทุกมิติ

Quantum Club Thailand แพลตฟอร์มความร่วมมือระดับประเทศที่เชื่อมภาควิจัย อุตสาหกรรม ภาครัฐ และพันธมิตรระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนอนาคตควอนตัมของประเทศไทย ภายใต้ 4 พันธกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ประกอบด้วย

  • สร้างกำลังคน — ยกระดับและพัฒนากำลังคนด้านควอนตัมอย่างยั่งยืน เชื่อมโยงนักศึกษา นักวิจัย วิศวกร และบุคลากรวิชาชีพเข้ากับโอกาสการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงการพัฒนาจริง
  • สร้างงานวิจัย — ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามจากทฤษฎีไปสู่การทดลอง การพิสูจน์แนวคิด และการประยุกต์ใช้จริง โดยนำโจทย์ภาคธุรกิจและสังคมมาขับเคลื่อนการวิจัย
  • สร้างภาคอุตสาหกรรม — สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการปรับใช้เทคโนโลยีควอนตัมในภาคธุรกิจ ครอบคลุมทั้งรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์และความต้องการต่างๆในการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาโครงการนำร่อง โดยมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย  อาทิ   โทรคมนาคม  พลังงาน  สาธารณสุข  การผลิต  บริการทางการเงิน โลจิสติกส์  และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ
  • สร้างนวัตกรรม — สนับสนุนสตาร์ทอัพและนวัตกรเปลี่ยนไอเดียให้เป็นผลงานต้นแบบ (Prototypes) ตลอดจนร่วมทุนในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

3 โครงการเรือธง Quantum Club Thailand

Quantum Club Thailand ก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเป็น “Execution Platform” เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ – วิจัย – ทดลอง – โครงการนำร่อง – นวัตกรรม – ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมพร้อมขยายผลได้จริง โดยริเริ่มดำเนิน 3 โครงการหลัก ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างบุคลากรไปจนถึงการพัฒนาธุรกิจเชิงพาณิชย์ ได้แก่

  • Quantum Academy Thailand — ศูนย์กลางการพัฒนากำลังคน ผ่านการอบรม Bootcamp เวิร์กชอป และทุนการศึกษา/ทุนวิจัย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง qBraid เพื่อมอบประสบการณ์การลงมือปฏิบัติจริงกับซอฟต์แวร์ควอนตัม ระบบจำลอง และระบบประมวลผลระดับสูง
  • Quantum Industry Lab — ห้องปฏิบัติการร่วมระหว่างภาคธุรกิจ นักวิจัย และผู้ให้บริการเทคโนโลยี นำร่องในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ก่อนขยายผลสู่อุตสาหกรรมอื่น เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่าย การประหยัดพลังงาน และระบบความปลอดภัยยุคควอนตัม
  • Quantum Innovation Challenge — เวที Hackathon ระดับชาติ และการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนไอเดียควอนตัมของนวัตกรไทยให้กลายเป็นทรัพยากรทางปัญญา สตาร์ทอัพ และโอกาสเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ทั้งนี้ ในระยะแรก Quantum Club Thailand จะมุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถเทคโนโลยีและเชื่อมโยงโดยตรงกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยควอนตัม (Quantum Optimization) 2) การจำลองแบบด้วยควอนตัมและแบบจำลองเสมือนจริง (Quantum Simulation and Digital Twin) 3) ปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Quantum AI and Intelligent Infrastructure) และ 4) ระบบความปลอดภัยยุคควอนตัม (Quantum Security) เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จากการถูกเจาะหรือถอดรหัสด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน' นิทรรศการเทิดพระเกียรติ  ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

‘สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน’ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย เมื่อ อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ สร้างสรรค์ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไฮไลท์ในนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ร่วมด้วยเหล่าศิลปินแห่งชาติ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ วัชระ ประยูรคำ,อลงกรณ์ หล่อวัฒนา,พินิตย์ พันธประวัติ ,นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์,ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และ อาจารย์นที ทับทิมทอง ฯลฯ

พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ

พิธีเปิดนิทรรศการ โดย พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดนิทรรศการ ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม  และจะเปิดให้ประชาชนและผู้สนใจเข้าชมระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ กล่าวว่า นิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการรวบรวมผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าและหาชมได้ยากจากศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิของประเทศไทย ถ่ายทอดศาสตร์แห่งศิลปกรรมผ่าน 5 แขนงสำคัญ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ศิลปะไทย และศิลปะภาพยนตร์ดิจิทัลสามมิติ (3D Digital Art) โดยเชื่อมโยงศิลปะดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัยอย่างวิจิตรบรรจง  ผลงานมาสเตอร์พีซจากเหล่าศิลปินแห่งชาติผู้ทรงคุณูปการ

“สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน จึงมิใช่เพียงนิทรรศการศิลปะ หากเป็นการรวมพลังแห่งศรัทธา เป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความงดงามของศิลปกรรมไทย การสืบสานมรดกแรงบันดาลใจจากศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่แผ่นดิน ให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป และสะท้อนหัวใจรักของคนไทยทั้งชาติที่ร่วมกันจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดิน” อาจารย์ชูศิษฐ์ กล่าว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ภาพยนตร์แอนิเมชันเทิดพระเกียรติ ความยาว 6 นาที ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการนำเสนอวงการศิลปะของไทยครั้งสำคัญ เมื่อผลงานจากปลายพู่กัน งานประติมากรรม และแม่พิมพ์โลหะ ได้รับการถ่ายทอดสู่โลกแห่งภาพเคลื่อนไหวสามมิติอย่างงดงามสมพระเกียรติ ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ร่วมกับ Decide Kit Studio สตูดิโอสร้างสรรค์เจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ พร้อมทีมศิลปินจากหลากหลายสาขาที่ร่วมกันถ่ายทอดผลงานด้วยหัวใจแห่งความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

ภาพยนตร์เทิดพระเกียรติชุดนี้จะถูกนำขึ้นฉายพร้อมกันบนจอ มัลติมีเดียสกรีน ภายในไอคอนสยาม และจุดสำคัญทั่วกรุงเทพมหานครตลอดช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมชื่นชมศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของพื้นที่ พร้อมร่วมถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 74 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2569  ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

ภายในนิทรรศการจะได้ชื่นชมผลงานมาสเตอร์พีซจากศิลปินผู้ทรงคุณูปการ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์ โปษยกฤต,  ปัญญา วิจินธนสาร รวมถึงศิลปินชั้นเยี่ยมแห่งรัชสมัย ได้แก่ อาจารย์วัชระ ประยูรคำ, อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา, อาจารย์พินิตย์ พันธประวัติ, อาจารย์นภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์, อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ, อาจารย์วิรัญญา จิราธิกิตติ์ และอาจารย์นที ทับทิมทอง ซึ่งล้วนเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าให้แก่วงการศิลปะไทยแทบทั้งสิ้น

เพื่อร่วมบันทึกความทรงจำแห่งประวัติศาสตร์ ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองผลงานภาพพิมพ์รีโปรดักชั่นพระบรมรูปคู่ “สิริขัตติยกษัตริย์ ดวงใจรักแห่งแผ่นดิน” พร้อมลายเซนต์ลิมิเทตอิดิชั่น จำกัดเพียง 100 ชุด ขนาดรวมกรอบ 50×77 ซม. เป็นกรอบไม้ทองประดับลายมงกุฎช่อดอกไม้มวลบุปผาราชินีอันงดงามลึกซึ้ง พร้อมโลโก้ซิกเนเจอร์ ฝีมือการปั้นโดย อาจารย์ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ได้ที่โทร. 065-2394591 โดยสามารถเข้าชมรูปภาพตัวอย่างผลงานหรือติดต่อได้ที่ FB: Chusit Wijarnjoragij ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

สำหรับรายได้จากการจำหน่ายจำหน่ายผลงาน ภายหลังหักค่าใช้จ่าย จะทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย อันเป็นการน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

นิทรรศการในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ICONSIAM, BANGKOK AIRWAYS, RCL, PLAN B, DECIDE KIT, CHUSIT RPA, DEPERTMENT OF CULTURAL PROMOTION พร้อมขอเชิญประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ และร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปะที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรม ระหว่างวันนี้จนถึง 8 สิงหาคม ณ Thara Hall, Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’  บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเปิดนิทรรศการ ‘YOUNG รักษ์ทะเล’ บางกอกแอร์เวย์สเฝ้ารับเสด็จ พร้อมร่วมขับเคลื่อนอนุรักษ์ทะเลไทย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ห้องจัดนิทรรศการ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ นางสาวตรีศรัณย์ สีตกะลิน รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เลขานุการบริษัท ฯ และ(รักษาการ) รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายสนามบิน ผู้แทนบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เฝ้ารับเสด็จ และเข้ารับพระราชทานโล่ที่ระลึก เข็มที่ระลึก และประกาศเกียรติคุณ ในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา (ม.อปสท.สร.)  

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ในคณะอนุกรรมการฝ่ายรายได้ของมูลนิธิฯ โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการกำหนดแนวทางและเป้าหมายการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระราชดำริ และวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ การได้รับพระราชทานโล่และประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ จึงนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจในการร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายความยั่งยืนผ่านแนวคิด “Boutique Footprint” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชน สิ่งแวดล้อม และสังคมไทยในระยะยาว

นิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” จัดขึ้นโดย ม.อปสท.สร. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเล ผ่านการนำเสนอองค์ความรู้ นวัตกรรม และเรื่องราวความสำเร็จด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและประชาชนร่วมกันดูแลทะเลไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ นิทรรศการเปิดให้ประชาชนเข้าชม จนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยี ความรู้ และแรงบันดาลใจในการร่วมอนุรักษ์ท้องทะเลไทยให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

ทีเส็บเดินหน้าบ่มเพาะโคราช ต่อยอดเทศกาล K-BATTLE สู่ ‘แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง’

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จัดกิจกรรมบ่มเพาะ Korat K-Battle : Business Festival Lab “ออกแบบเทศกาลที่ขายได้ และเปิดโอกาสธุรกิจให้เมือง” ภายใต้โครงการ “อวดเมือง 2569” ณ โรงแรมดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จังหวัดนครราชสีมา   เตรียมความพร้อมจังหวัดนครราชสีมาต่อยอด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของเมือง สู่เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สามารถสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และธุรกิจใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นคณะทำงานหลักในการขับเคลื่อนเทศกาล K-BATTLE จากทุกภาคส่วนของจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อร่วมเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการยกระดับเทศกาลให้เติบโตบนพื้นฐานของโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

วิจิตร กิจวิรัตน์

นายวิจิตร กิจวิรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “การได้รับคัดเลือกเป็นจังหวัดนำร่องของโครงการ “อวดเมือง” เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการพัฒนาเมือง โดยใช้ศักยภาพและอัตลักษณ์ของโคราชเป็นต้นทุนในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาเทศกาล คือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างรายได้ เชื่อมโยงธุรกิจ และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน”

ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี

ด้าน ดร.สุรัชสานุ์ ทองมี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมบ่มเพาะ Korat K- Battle:  Business Festival Lab ถือเป็นก้าวต่อจากเวที Town Hall “อวดเมืองโคราช” ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการต่อยอดจากการร่วมกำหนดทิศทางของเมือง ไปสู่การเตรียมความพร้อมในการลงมือทำ โดยทีเส็บมุ่งสนับสนุนองค์ความรู้ สร้างเครื่องมือในการยกระดับงาน และสร้างเครือข่ายต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยให้จังหวัดสามารถยกะดับเทศกาล K-BATTLE ให้เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้เมืองได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว”

อธิปัตย์ ทองชั้น

ด้าน อธิปัตย์ ทองชั้น ประธานสโมสรโคราชแบทเทิล กล่าวว่า “K-BATTLE เกิดขึ้น และเติบโตจากความรักใน Street Culture แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ “อวดเมือง” วันนี้เรากำลังเรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรให้ทุกครั้งที่ K-BATTLE จัดขึ้น คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ ผู้ประกอบการมีรายได้ และธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นในจังหวัด นั่นคือเป้าหมายที่พวกเรากำลังร่วมกันออกแบบ”

ภายในงานแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ Festival Insight Talks และ Business Platform Design Workshop โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้สร้างเทศกาลและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจงานแสดงสินค้าระดับประเทศ ประกอบด้วย ป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ Vice President – Showbiz Promoter บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลัง Big Mountain Music Festival เทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างเทศกาลให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เมือง และภาคธุรกิจ, รวิกานต์ พิทักษ์โลหพิตร Event Director – S2O Factory ผู้อยู่เบื้องหลัง S2O Songkran Music Festival เทศกาลดนตรีสัญชาติไทยที่สามารถขยาย   แบรนด์ผ่านระบบลิขสิทธิ์ไปจัดงานในหลายประเทศ ถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างโมเดลธุรกิจ การบริหารจัดการ และการต่อยอดเทศกาลสู่เวทีนานาชาติ และ กชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ จำกัด ผู้นำด้านการจัดงานแสดงสินค้าและงาน B2B Exhibition ระดับโลก นำเวิร์กช็อปออกแบบแพลตฟอร์มธุรกิจเพื่อต่อยอดการค้าการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม

ตลอดกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้รับองค์ความรู้ และร่วมกันระดมความคิดในการออกแบบแนวทางการพัฒนาเทศกาล    K-BATTLE ในมิติต่าง ๆ ทั้งการสร้างโมเดลรายได้ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการ การออกแบบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และการพัฒนางานแสดงสินค้า K-BATTLE International Expo (KBATX) เพื่อให้เทศกาลสามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนได้จริง

ทั้งนี้ องค์ความรู้และข้อเสนอที่ได้จากกิจกรรมดังกล่าว จะถูกนำไปต่อยอดในการจัด K-BATTLE International Street Culture Festival 2026 ระหว่างวันที่ 20–29 พฤศจิกายน 2569 เพื่อยกระดับ K-BATTLE จากเทศกาลวัฒนธรรมสตรีทของโคราช สู่แพลตฟอร์มเศรษฐกิจของเมือง ที่เชื่อมโยง ศิลปิน ผู้ประกอบการ นักลงทุน และโอกาสทางธุรกิจ จากทั้งในและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้จังหวัดนครราชสีมาได้กว่า 2,458 ล้านบาท พร้อมวางรากฐานให้ K-BATTLE เติบโตเป็น City Branded Festival ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา 'Salt Meter' ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

สสส.ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา ‘Salt Meter’ ดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ชี้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังไทยทะลุ 1 ล้านคน ชู สสส. เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมลดเค็มผ่าน ผ่านการส่งเสริมสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” ขยายชุมชนลดเค็ม พัฒนา Salt Meter และผลักดันมาตรการลดโซเดียม ป้องกันโรคไต-NCDs ตั้งแต่ต้นทาง คาดลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงกว่า 85,000 ราย ลดภาระค่ารักษากว่า 3,100 ล้านบาท ใน 10 ปี

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังคงเพิ่มขึ้นทั่วโลก แม้ปัจจุบันจะมีแนวทางการรักษาที่ช่วยชะลอการเสื่อมของไตได้ดีขึ้น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (Health Data Center: HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง 1,321,111 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 175,928 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3 จำนวน 634,289 คน ระยะที่ 4 จำนวน 167,244 คน และระยะที่ 5 ซึ่งต้องได้รับการล้างไตมากถึง 82,051 คน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะอ้วน ซึ่งสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูปและอาหารแปรรูประดับสูง (Ultra-processed Foods: UPFs) รวมถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ตลอดจนการสูบบุหรี่ การใช้ยาหรือสารที่อาจส่งผลกระทบต่อไต และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง

“จากประสบการณ์ในหลายประเทศทั่วโลก พบว่า การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ควบคู่กับการเพิ่มการเข้าถึงอาหารสุขภาพ การจำกัดการตลาดและการเข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ขณะเดียวกันไทยควรยกระดับจากการขอความร่วมมือไปสู่มาตรการทางกฎหมาย เช่น การกำหนดค่าปริมาณโซเดียมสูงสุดในผลิตภัณฑ์อาหาร (Maximum Sodium Levels) และการจัดเก็บภาษีโซเดียม เช่นเดียวกับมาตรการภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อให้การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ และการรักษาดำเนินไปพร้อมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงโรคไตและโรค NCDs ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน” รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนการลดการบริโภคเกลือและโซเดียมภายใต้แผนยุทธศาสตร์ลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย (SALTS) เพื่อสร้างความตระหนักและลดการบริโภคโซเดียมเกินของประชาชน ขณะเดียวกัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายลดบริโภคเค็มและภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการลดการบริโภคโซเดียมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การดำเนิน “มาตรการชุมชนลดเค็ม” ในพื้นที่นำร่องกว่า 50 ชุมชน และเตรียมขยายผลอีกกว่า 100 ชุมชน ควบคู่กับการติดตามประเมินผลด้านสุขภาพ แม้ปัจจุบันคนไทยยังบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกเกือบ 1.8 เท่า แต่ผลการศึกษาพบว่า มาตรการชุมชนลดเค็มร่วมกับการใช้ Salt Meter ช่วยลดการบริโภคโซเดียมได้เฉลี่ย 575 มิลลิกรัมต่อวัน และลดความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 13.5 มิลลิเมตรปรอท ภายใน 12 สัปดาห์ สะท้อนประสิทธิผลในการลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ (NCDs)

รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สสส. และภาคีเครือข่ายยังสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม Salt Meter เพื่อช่วยตรวจวัดปริมาณโซเดียมในอาหาร ซึ่งปัจจุบันมีการนำไปใช้แล้วกว่า 28,000 เครื่อง ในโรงพยาบาล ชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อลดโซเดียม ส่งเสริมการขยายการรับรองสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ” (Healthier Choice Logo: HCL) ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ และปรับปรุงเกณฑ์ปริมาณโซเดียมของสัญลักษณ์ฯ สำหรับอาหารกึ่งสำเร็จรูปประเภทเส้น เพื่อเพิ่มทางเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพและฐานข้อมูลตลาดอาหาร เพื่อจัดทำหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนการพัฒนานโยบายภาษีโซเดียม โดยผลการศึกษาประมาณการว่า หากดำเนินนโยบายดังกล่าว อาจช่วยลดผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้กว่า 84,000 ราย และลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้กว่า 3,100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 10 ปี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB มอบขนมขบเคี้ยว โรงเรียน-ชุมชนวัดบางน้ำชน เฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.07 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ บริษัทไทย สมายล์ บัส จำกัด ลงพื้นที่โรงเรียนและชุมชนวัดบางน้ำชน มอบขนมขบเคี้ยว ภายใต้โครงการหัวใจปันสุข ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569

5 สิงหาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายกมลธร โกมารทัต ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและแบรนด์ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ลงพื้นที่โรงเรียนวัดบางน้ำชน และชุมชนวัดบางน้ำชน มอบขนมขบเคี้ยวให้แก่เด็กนักเรียนและชาวบ้านในชุมชน จำนวน 38 ครัวเรือน ผ่านโครงการหัวใจปันสุข ซึ่งจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 74 พรรษา โดยมีนางสาวธนพร รัตนไพศร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบางน้ำชน และนางสาวพวงเพ็ชร ปันสา ประธานชุมชนวัดบางน้ำชน เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ชุมชนวัดบางน้ำชน ถนนเจริญนคร แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี

สำหรับขนมขบเคี้ยวที่นำมามอบในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย ขนมเมล็ดทานตะวันและบุกปรุงรสหม่าล่า รวมจำนวน 1,488 ชิ้น มูลค่ารวม 16,416 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก นางสราญจิตร หวัง กรรมการบริษัท บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความสุขเพื่อสังคม

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อความรัก ความห่วงใย แก่เยาวชน และคนในชุมชนวัดบางน้ำชน ผ่านการแบ่งปันสิ่งของ โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียน และประธานชุมชนเป็นตัวแทนรับมอบ พร้อมนำไปแจกจ่ายให้กับเด็กๆ และตามครัวเรือนอย่างทั่วถึงต่อไป นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของมูลนิธิฯ ที่ยังคงมุ่งมั่นตั้งใจส่งต่อความช่วยเหลืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจแห่งการให้ โดยร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และคนในพื้นที่ ซึ่งแม้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี ต่อสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

LIFE & HEALTH : เทรนด์ AI ปี 2569..รู้จักการสร้าง Code จากการคุยกับ AI (Vibe Coding)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ที่รวดเร็ว จาก Generative AI มาสู่ Agentic AI ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน AI สามารถพัฒนาเข้าสู่ระบบของการสร้าง Code ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหรือไม่ เพียงมีความสามารถในการออกคำสั่ง (Prompt) ให้กับ AI  ในการออกแบบ Code ได้ ก็สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์มและ แอปพลิเคชัน ได้แล้ว ผศ.ดร. รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์​ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI Transformation & Solutions ให้ความเห็นว่า จากการออกคำสั่งด้วยการใส่ข้อมูลให้ AI ปัจจุบันกำลังพัฒนาไปสู่ การสร้าง Code จากการสนทนากับ AI ที่เรียกว่า  Vibe Coding

Vibe Coding โลกของ คนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการ

พัฒนาการของ AI ในปัจจุบัน กำลังเข้าสู่แนวคิดเรื่องการเขียน Code โดยใช้ภาษาธรรมชาติในการสื่อสารกับ AI เพื่อให้ AI เป็นผู้สร้างระบบแทนมนุษย์ ซึ่งพลิกโฉมจากกระบวนการเขียน Code แบบดั้งเดิม การเขียน Code ด้วยภาษาธรรมชาติ จะทำให้เราสามารถที่จะสร้าง Code ได้ตามความต้องการของตัวเองได้ง่ายขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะทำให้การทำงานของ AI สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้มากขึ้น คนที่จะสามารถเขียน Code ได้ดี คือ คนที่เข้าใจในระบบที่ตัวเองต้องการ และสื่อสารได้ดี เป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน หน้าที่ของคนไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์ แต่จะเป็นผู้ออกแบบกระบวนการทำงาน กำหนดโครงสร้าง และ ตรวจสอบคุณภาพการทำงานของ AI  ไปจนถึงการควบคุมเรื่องของความปลอดภัย และบริหารทั้งระบบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนจะกลายเป็น “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานทั้งหมดของ AI ในขณะที่ AI เป็น “ทีมพัฒนาและรับเหมา” กระบวนการสร้างงาน

แม้ “Vibe Coding” จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้าง Prototype และทดสอบไอเดียได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำมาใช้ในระบบจริงยังแฝงความเสี่ยงสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่ AI อาจละเลยการตรวจสอบที่รัดกุม, ความยากในการแก้ไขปัญหา (Debugging) เมื่อเกิดบั๊กเพราะผู้พัฒนาไม่ได้เข้าใจตรรกะโค้ดในเชิงลึกตั้งแต่ต้น, การสะสมหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่อาจทำให้โครงสร้างระบบยุ่งเหยิงดูแลยาก, ปัญหาคอขวดด้านประสิทธิภาพ เมื่อต้องรองรับผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก รวมถึง ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์ที่โมเดลอาจดึงโค้ดติดลิขสิทธิ์มาใช้โดยไม่ตั้งใจ ท้ายที่สุดแล้ว Vibe Coding จึงควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนไอเดีย แต่ยังคงต้องอาศัยความเข้มงวดและมาตรฐานทางวิศวกรรมของมนุษย์ในการตรวจสอบก่อนนำไปใช้งานจริงบนโปรดักชันเสมอ

ด้วยเหตุนี้ ภายใต้การทำงานแบบ Vibe Coding สิ่งสำคัญที่สุดคือมนุษย์ต้องก้าวเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและบริหารจัดการ AI ภายใต้หลักธรรมาภิบาล (AI Governance) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวอาจก่อให้เกิดข้อบกพร่องได้ตั้งแต่ระดับการออกแบบการทำงาน ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยร้ายแรง ดังนั้น ผู้ที่เข้าไปกำกับดูแลจึงไม่เพียงแต่ต้องคอยประคองให้ Project เดินไปตามแผนงานเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้และวิสัยทัศน์ที่เข้าใจถึงความเสี่ยงรอบด้านเป็นอย่างดี เพื่ออุดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้ระบบเกิดความล้มเหลวเมื่อนำไปใช้งานจริง

จากความท้าทายทั้งหมด นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า “เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Vibe Coding แล้ว โปรแกรมเมอร์ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่?” คำตอบคือ ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพลิกโฉมบทบาทของตนเอง

โปรแกรมเมอร์ยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องก้มหน้าเขียนคำสั่งเองทุกบรรทัดอีกต่อไป แต่ต้องยกระดับมุมมองให้กว้างขึ้น โดยต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความต้องการของธุรกิจ (Business Requirements), สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture), การไหลเวียนของข้อมูล (Data Flow), การบริหารจัดการด้านธรรมาภิบาล (AI Governance), มาตรฐานความปลอดภัย (Security) รวมถึงความเชี่ยวชาญในการออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) ให้ AI ทำงานได้อย่างแม่นยำและตอบโจทย์

ดังนั้น ทักษะสำคัญที่โปรแกรมเมอร์ต้องเร่งเสริมทัพ นอกเหนือจากความเชี่ยวชาญในการอ่านและทำความเข้าใจโครงสร้าง Code แล้ว คือ “ทักษะกระบวนการคิดเชิงวิเคราะห์” (Thinking Skills) และความเข้าใจในบริบททางธุรกิจ (Business Acumen) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการนักพัฒนา จาก “การลงมือเขียนโปรแกรมด้วยตนเอง” ไปสู่ “การออกแบบความคิดเพื่อนำทางให้ AI ทำงานแทน” อย่างแท้จริง และ AI จะทำให้คุณสั่ง AI ได้ลึกกว่าคนที่ไม่รู้โค้ดหลายเท่า

ท้ายที่สุดแล้ว ในสมรภูมิธุรกิจยุค AI องค์กรที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีทีมผู้พัฒนาขนาดใหญ่อีกต่อไป แต่คือองค์กรที่สามารถแปลงวิสัยทัศน์และความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นระบบที่พร้อมใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะในยุคแห่ง Vibe Coding กฎการแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ “ใครลงมือเขียนโค้ดได้เร็วกว่ากัน” แต่อยู่ที่ “ใครสามารถสื่อสาร กำกับทิศทาง AI และพลิกแพลงไอเดียให้กลายเป็นนวัตกรรมได้ไวกว่ากัน” ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการพัฒนาซอฟต์แวร์ในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Vibe Coding ไม่ได้เข้ามาเพื่อ “แทนที่” นักพัฒนา หากแต่เป็นการ “ยกระดับ” ศักยภาพของพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปสู่บทบาทของผู้ออกแบบระบบและ “ผู้กำกับ AI” ในระดับมหภาค ในขณะที่ AI จะก้าวเข้ามารับช่วงต่อในฐานะ “ขุมกำลังแรงงานดิจิทัล” รุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคต

เตรียมองค์กรให้พร้อมรับโลก AI & Quantum กับ Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนยีควันตัม (Quantum Technology) ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร ผู้นำยุคใหม่จึงต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการนำเครื่องมือดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนกับการเรียนรู้ในวันนี้ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสและความท้าทายในวันข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เชิญผู้บริหารรุ่นใหม่และผู้สนใจจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วม หลักสูตร Digital Jumpstart (DJS) รุ่นที่ 4 ซึ่งจัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หลักสูตรที่ได้รับการออกแบบเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน Digital Transformation พร้อมเปิดมุมมองการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้ง AI, Quantum Technology, Big Data, Automation, Cyber Security และนวัตกรรมดิจิทัลต่างๆ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของประเทศกว่า 40 ท่าน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารจากหลากหลายสาขา สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการศึกษาดูงานจากองค์การชั้นนำทั้งในประเทศกว่า 10 แห่ง และในนครเฉิงตูและและนครฉงชิ่ง เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การนำไปใช้จริงในการบริหารองค์กรท่ามกลางบริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลักสูตรจะเริ่มเปิดอบรมวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ผู้สนใจสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 18 กันยายน นี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 083-116-6581 หรือ https://www.depa.or.th/th/article-view/IN-02537-2569 

Digital Jumpstart รุ่นที่ 4 จึงเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ไม่เพียงมอบองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่ยังช่วยสร้างวิสัยทัศน์และเครือข่ายสำหรับผู้นำยุคใหม่ เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจในโลกแห่ง AI และ Quantum

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

กรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย