หน้าร้อนท้องเสียระบาด ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้ ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

หน้าร้อนท้องเสียระบาด  ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้  ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

หน้าร้อนท้องเสียระบาด ระวัง ‘อาหารสุก’ วางทิ้งไว้ก็เสียได้ ชี้แบคทีเรียทนร้อน-โตไว แนะ ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

ภัยหน้าร้อนไม่ได้มีแค่ฮีทสโตรกอย่างเดียว แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเป็นตัวเร่งให้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสในอาหารเติบโตได้เร็ว เมื่อรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเข้าไปจึงอาจนำไปสู่ “อาการท้องเสีย” ซึ่งในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ และที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ หลายคนมักเข้าใจว่าอาหารปรุงสุกจะปลอดภัย 100% ทั้งที่ความจริงแล้วอาจยังมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องใส่ใจคือเมนูที่เราเลือกกินตั้งแต่แรก

 พญ. อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ อายุรแพทย์โรคระบบตับและทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต  เจาะลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการท้องเสีย พร้อมเปิดลิสต์เมนูเสี่ยงเสียง่ายที่ควรระวัง และแชร์เทคนิคง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพลำไส้ให้ปลอดภัยตลอดหน้าร้อนนี้

เชื้อแบคทีเรีย-ไวรัส ภัยร้ายตัวจิ๋วที่ทำให้เราท้องเสีย

อาการท้องเสียในหน้าร้อนมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในระบบทางเดินอาหาร โดยเชื้อที่พบบ่อยในฤดูนี้ ได้แก่ เชื้อ Vibrio ในอาหารทะเลปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ เชื้อ Salmonella ในเนื้อสัตว์ ไข่ดิบ หรือนมที่ฆ่าเชื้อไม่สะอาด เชื้อ E. coli ที่ปนเปื้อนในน้ำดื่มและผักผลไม้ล้างไม่สะอาด และเชื้อ Staphylococcus aureus ที่จะสร้างสารพิษขึ้นมาในอาหารที่ตั้งทิ้งไว้ในที่ร้อน นอกจากนี้อาจพบเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในฤดูหนาวอย่างเชื้อ Norovirus และ Rotavirus ผ่านการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนหรือน้ำแข็งที่ไม่สะอาด

อาหารปรุงสุก วางทิ้งไว้แค่ 2 ชั่วโมงก็อาจเสียได้

“หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกินอาหารปรุงสุกแล้วยังท้องเสีย คำตอบคือเชื้อบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่ทนความร้อนทิ้งไว้ในอาหารได้ ทำให้แม้จะนำมาอุ่นหรือปรุงสุกซ้ำก็อาจกำจัดสารพิษได้ไม่หมด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) จากการใช้อุปกรณ์ร่วมกันระหว่างของดิบและของสุก รวมถึงการวางอาหารไว้ในอุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงอุณหภูมิที่เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และบางทีอาการท้องเสียอาจเกิดจากสารเคมีตกค้างในวัตถุดิบ ซึ่งความร้อนไม่สามารถกำจัดได้เช่นกัน” พญ.อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ อธิบาย

มัดรวม 5 เมนูสุดฮิตที่ต้องระวังในหน้าร้อน

ในช่วงหน้าร้อน เมนูที่เรากินเป็นประจำอาจกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้โดยไม่รู้ตัว เริ่มจากข้าวมันไก่และข้าวหมูแดง ซึ่งจุดเสี่ยงมักอยู่ที่ ‘น้ำจิ้ม’ ที่บูดเสียง่ายเมื่อวางไว้ในอุณหภูมิห้อง และ ‘น้ำราด’ ที่มีทั้งแป้งและน้ำตาลซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรีย ทำให้เชื้อเติบโตได้รวดเร็ว นอกจากนี้ อาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน ขนมหวาน หรือน้ำพริกบางชนิด ก็เสี่ยงบูดเสียได้เร็วขึ้น รวมถึงผักสดที่ล้างไม่สะอาดก็อาจมีแบคทีเรียตกค้าง และน้ำสลัดที่มีไข่สดหรือมายองเนส หากวางทิ้งไว้นานก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนได้เช่นกัน อีกหนึ่งเมนูที่ต้องระวังคืออาหารทะเลลวกหรือปรุงแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ เพราะอุณหภูมิสูงทำให้เชื้อ Vibrio เจริญเติบโตเร็ว หากปรุงไม่สุกทั่วถึงก็เสี่ยงท้องเสียได้มากขึ้น ปิดท้ายด้วยข้าวผัดค้างคืน หรือข้าวที่แช่เย็นไม่เพียงพอก่อนนำมาผัด ซึ่งอาจเอื้อต่อการเกิดสปอร์ของแบคทีเรีย Bacillus cereus ที่ทนความร้อน และเป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษได้

ไขข้อสงสัย ทำไมกินเมนูเดียวกัน แต่เราท้องเสียคนเดียว

พญ.อุไรวรรณ  อธิบายว่า “ร่างกายของคนเราตอบสนองต่อเชื้อโรคและอาหารไม่เหมือนกัน บางคนภูมิต้านทานดีก็อาจทนได้มากกว่า หรือบางคนอาจไม่ได้ท้องเสียจากเชื้อโรคโดยตรง แต่เกิดจากการที่ร่างกายไวต่อสารบางชนิด เช่น แลคโตสในนม หรือแคปไซซินในพริก นอกจากนี้ถ้ากินอาหารจานเดียวกัน แต่เราไปตักโดยส่วนที่มีเชื้อปนเปื้อนมาก ๆ ก็มีโอกาสท้องเสียได้มากกว่า ทำให้แม้จะกินเมนูเดียวกันก็อาจไม่ได้ท้องเสียทุกคน”

ท้องเสีย-อาเจียนบ่อย-ขาดน้ำ พบแพทย์ด่วน!

อาการท้องเสียทั่วไปมักมีการถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน แต่หากเป็นการท้องเสียจากการติดเชื้อจะมีอาการร่วม เช่น มีไข้ อุจจาระมีมูกหรือเลือดปน มีกลิ่นผิดปกติ ปวดบิดหรือปวดเบ่งรุนแรง รวมถึงคลื่นไส้อาเจียน โดยถ้ามีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส อาเจียนบ่อยจนจิบน้ำเกลือแร่ไม่ได้ มีสัญญาณขาดน้ำอย่างปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้ม หน้ามืด หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการติดเชื้อรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ทันที พญ.อุไรวรรณ สิมะพิเชฐ กล่าวเสริมว่า “ใครที่ท้องเสียอยู่ไม่แนะนำให้ซื้อยาหยุดถ่ายมากินเอง และควรใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย ซึ่งปกติยากลุ่มนี้มักใช้เฉพาะในกรณีท้องเสียเฉียบพลันที่ไม่มีการติดเชื้อ หรือเพื่อควบคุมอาการชั่วคราวเท่านั้น”

จดไว้เลย! 4 อาหารช่วยฟื้นฟูลำไส้ช่วงท้องเสีย

เมื่อเราท้องเสียควรหลีกเลี่ยงนมและผลิตภัณฑ์จากนม อาหารไขมันสูง อาหารรสจัด อาหารที่มีกากใยมาก รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะอาจกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานหนักขึ้น และควรเน้นกินอาหารที่รสจืด ย่อยง่าย ตามหลัก BRAT Diet ได้แก่ กล้วยน้ำว้า (Bananas) ที่ช่วยชดเชยโพแทสเซียมและช่วยให้ขับถ่ายเป็นก้อน ข้าวขาว โจ๊ก หรือข้าวต้ม (Rice) ที่ย่อยง่ายและให้พลังงาน ซอสแอปเปิลหรือแอปเปิลปอกเปลือก (Applesauce) ที่ช่วยลดการระคายเคือง และขนมปังขาวปิ้ง (Toast) ที่ไม่ทาเนยหรือแยม ซึ่งช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวได้ดีขึ้น

“ทุกคนสามารถป้องกันการท้องเสียในช่วงหน้าร้อนได้ง่าย ๆ ด้วยหลัก ‘กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ’ โดยเน้นกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่เท่านั้น และใช้ช้อนกลางเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากน้ำลาย ถ้ากินไม่หมดให้เก็บเข้าตู้เย็นทันที อย่าวางทิ้งไว้ เมื่อต้องการอุ่นซ้ำให้อุ่นครั้งเดียวด้วยความร้อนที่สูงพอเพื่อฆ่าเชื้อโรคให้ทั่วถึง รวมถึงหมั่นล้างมือและแยกอุปกรณ์ของดิบกับของสุกอย่างชัดเจนเพื่อความสะอาด แม้อาการท้องเสียจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ป้องกันได้ แต่ถ้ามีอาการรุนแรง ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที” พญ.อุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่มีข้อสงสัย สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0054 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน  

แพทย์เตือนฮีทสโตรก “ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ” คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก

แพทย์เตือนฮีทสโตรก “ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ” คือสัญญาณอันตราย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ.สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน  40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่ “ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

นพ.สุเรส กล่าวต่อว่า หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน”      อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้นการทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นพ.สุเรส กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้น ๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ

การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567  ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

LOXLEY & LPD & Loxbit ผ่านการรับรอง Carbon Footprint องค์กร ปี 2567 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ตามแนวทางความยั่งยืนระดับประเทศ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.32 น.

บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย 2 บริษัทย่อยในเครือ ได้แก่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ล็อกซบิท จำกัด (มหาชน) ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียน คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) สำหรับข้อมูลประจำปี 2567 จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก ในการกำกับดูแลและส่งเสริมการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ในประเทศไทย

สำหรับผลการประเมินในปี 2567 พบว่า บมจ.ล็อกซเล่ย์ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 อยู่ที่ 1,855 tCO2e ขณะที่ บจก.ล็อกซเล่ย์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ อยู่ที่ 598 tCO2e และ บมจ.ล็อกซบิท อยู่ที่ 92 tCO2e โดยบริษัทได้กำหนดปีดังกล่าวเป็นปีฐานในการติดตามและวางแผนดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ กลุ่มล็อกซเล่ย์ยังมีแผนขยายขอบเขตการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ครอบคลุมทุกมิติใน Scope 3 เพื่อรองรับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS ที่จะประกาศใช้  พร้อมทั้งส่งเสริมให้บริษัทย่อยและพันธมิตรทางธุรกิจ รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จในการได้รับการรับรองครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์ ในการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ภายในปี 2573 ตามกรอบ Nationally Determined Contribution (NDC) เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

คุณแหน : 24 เมษายน 2569

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล จะเสด็จไปประทานรางวัล บีซีซี ดีเด่น (รางวัลอารีย์  เสมประสาท) ประจำปี พ.ศ. 2568 ของสมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ณ หอธรรม รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 4 มิถุนายน เวลา 10.30 น…
  • ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทน ผอ.ใหญ่ ดีป้า ได้ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ขยายผลโครงการ 5G Ambulance ยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยี 5G พร้อมประกาศรับสมัครหน่วยงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินจากทั่วประเทศ ร่วมยกระดับคุณภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน คาดสามารถรองรับการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงทีมากกว่า 173,600 รายต่อปี..
  • เตรียมพบกับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโซนแจ้งวัฒนะกำลังจะเกิดขึ้น “รพ.เวชธานี วัฒนะวิภา” รพ.ระดับสากลในเครือเวชธานี ลาดพร้าว 111 มีกำหนดเปิดให้บริการ ประมาณกลางปี 2027..
  • รศ.ดร.สรณะ นุชอนงค์ แม้มีภารกิจยุ่งแต่ยังจัดสรรเวลามาบรรยายเรื่องกลยุทธ์การปรับใช้ AI ให้หลักสูตร Digital CEO#9..
  • ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผอ. อบก. มอบใบประกาศนียบัตรรับรองเครื่องหมาย “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” ประจำปี 2568 ให้ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) โดยมี จิรายุส จึงธนสมบูรณ์ ผช.ซีอีโอ เป็นตัวแทนรับมอบ ตอกย้ำภาพผู้นำยางพาราสีเขียว กับผลลัพธ์ที่ยั่งยืน..
  • ดาเรศร์ กิตติโยภาส วันเกิดได้ไปทำบุญถวายภัตตาหารเช้าพระ 9 รูป ณ วัดใหม่เสนานิคม แล้วค่อยไปประชุมงาน..
  • ช่วงหยุดยาว ศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑามาส ควงหวานใจ ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ ให้ขับรถไปร่วมกันบริจาคเลือด ทำบุญในเดือนเกิดให้คุณแม่ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์..
  • ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร พร้อมเพื่อนๆ LSP#2 รณดล นุ่มนนท์, พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา, วิกิต ขจรณรงค์วณิช, ประเสริฐ ดีจงกิจ, สมเกียรติ กุลธรรมโยธิน, มรกต กุลธรรมโยธิน, ดร.วิชา จุ้ยชุม, ดร.อนันต์ พิเชฐพงศา, นพ.สุรสิทธิ์ ตั้งสกุลวัฒนา, สุฑารัตน์ ตั้งสกุลวัฒนา, ช่อฟ้า ทิตาราม, อัจฉราพร หมุดระเด่น ไปร่วมสังสรรครียูเนียนด้วยทริปเซียงไฮ้ 5 วัน โดยมี วีรินท์ อรรถไกรรัตน์ เป็นแม่งานจัด..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#8 ยินดีกับ ธีรพงษ์ วิชญเรืองรมย์ ที่ บจ.ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2025 สาขา Digital Organization of the Year..
  • วันเกิดปีนี้ เกริกกุล โกกนุทาภรณ์ ได้พักผ่อนฉลองกับครอบครัวที่บ้านอย่างอบอุ่น และบริจาคเงินช่วยการศึกษาเด็กพิเศษ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..
  • คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ผู้ที่เรียนจบ “หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ป.โท)” ที่ไม่ใช่หลักสูตร “เภสัชศาสตรบัณฑิต (ป.ตรี 6 ปี)” ผู้ที่จบ ป.โท สาขานี้ “ไม่ได้เรียนเพื่อเป็นเภสัชกร ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ และไม่มีสิทธิประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมาย” การที่มีบุคคลนำชื่อคณะไปให้ข้อมูลหรือคำปรึกษาในบทบาทเภสัชกร ถือเป็นการแอบอ้างและใช้คุณวุฒิโดยมิชอบ การกระทำนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 (แอบอ้างวิชาชีพ) ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 50 คือ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ..
  • งานสัปดาห์เลขานุการปีนี้ “เลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารยุคใหม่ ปรับตัวยังไงให้เป็นกำลังสำคัญขององค์กร”  25 เม.ย.11.00 -14.00 น.ณ ราชกรีฑาสโมสรโปโลคลับ ถ.วิทยุ  พบกับ จิตร ยุวบูรณ์ จะมาแบ่งปันประสบการณ์ “อัปสกิลการทำงาน” พร้อมเปิดมุมมอง “ดวงการงาน” และจังหวะชีวิตในยุคเปลี่ยนแปลง ยุคนี้ใช้ AI ให้เป็น = ได้เปรียบ…สนใจโทร. 089-111-5715 นวรัตน์ สมพงษ์ ผู้จัดการสมาคมฯ ..

น้องใหม่

‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

‘ปทุมฯยิ้มได้’ ยกทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ปทุมธานี ผนึกกำลังทั้งจังหวัด ร่วมกันจัดงาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” ขนทัพสินค้าราคาถูกช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคัก

23 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี คุณณัฐรินทร์ พยุงวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการสายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมแถลงข่าว “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” งานมหกรรมสินค้าเพื่อส่งเสริมอาชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดปทุมธานี ณ Index Living Mall สาขารังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ได้กล่าวว่า “การดำเนินโครงการในครั้งนี้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ ควบคู่กับการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในชุมชนอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจในระดับพื้นที่”

ทางด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าในฐานะผู้สนับสนุนหลักงบประมาณโครงการ “เรามีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เข้มแข็ง และเดินหน้าไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน สามารถเข้าถึงสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ได้รับการสนับสนุนในการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ”

ทั้งนี้ งาน “ปทุมฯ ยิ้มได้ ถูกทุกชิ้น ฟินทั้งจังหวัด” จะจัดขึ้น เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 4 พฤษภาคม 2569 เวลา 16:00 น. – 21:00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ Future Park & Zpell อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

Gangnam Clinic ตัวเลือกคนรุ่นใหม่ กับโปรแกรมความงามและเทคโนโลยีทางการแพทย์ครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.30 น.

ความงาม ไม่ได้ถูกนิยามเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่สะท้อนถึงความมั่นใจและศักยภาพภายในของแต่ละคน กังนัม คลินิก (Gangnam Clinic) จึงก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายใหม่แห่งการดูแลความงามสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเข้าใจในตัวตนของผู้รับบริการอย่างแท้จริง ด้วยแนวคิดการดูแลแบบมีมาตรฐาน ผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กังนัม คลินิก พร้อมเป็นพื้นที่ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพความงามในแบบของคุณ และพาคุณก้าวสู่ความมั่นใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

เหตุผลที่กังนัม คลินิก เป็นตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มองหาโปรแกรมเสริมความงามครบวงจรได้มาตรฐาน

เพราะความงามในมุมมองของคนรุ่นใหม่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงามภายนอก แต่คือการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพและมีเป้าหมายที่ชัดเจน Gangnam Clinic จึงออกแบบแนวทางการรักษาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ ความปลอดภัย และความเป็นตัวของตัวเองควบคู่กันไป ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไปจนถึงการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความแตกต่างของผิวและโครงสร้างใบหน้าในแต่ละคน

นอกจากนี้ คลินิกเสริมความงาม กังนัมคลินิก ยังให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติเพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนความมั่นใจอย่างแท้จริง ไม่ดูเกินจริงหรือฝืนตัวตน พร้อมสร้างประสบการณ์การดูแลที่ผสมผสานความเป็นมืออาชีพเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว

ภาพลักษณ์แบรนด์และวิสัยทัศน์ด้านการดูแลความงามอย่างรอบด้านของกังนัม คลินิก

กังนัม คลินิก มุ่งมั่นในการเป็นคลินิกเสริมความงามที่ให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม โดยเชื่อว่าความงามที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจในพื้นฐานของแต่ละบุคคล ทั้งสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการ ทุกขั้นตอนการรักษาจึงเป็นระบบ ตั้งแต่การประเมินปัญหา การวางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมและปลอดภัย

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว กังนัม คลินิก ผสานมาตรฐานทางการแพทย์เข้ากับเทคโนโลยีด้านความงามที่ทันสมัย พร้อมยึดหลักความเป็นธรรมชาติและความสมดุลเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ไม่เพียงมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการในทุกมิติ เพื่อให้ความงามที่ได้สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงอย่างกลมกลืน

บริการยอดนิยมจาก กังนัม คลินิก ที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการดูแลผิวและรูปหน้า

กังนัม คลินิก ได้รวบรวมบริการด้านผิวพรรณและการปรับรูปหน้าไว้อย่างครบครัน ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ทุกหัตถการถูกออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ค่ะ

เลเซอร์กำจัดขน เพื่อผิวเรียบเนียนอย่างมั่นใจ

บริการเลเซอร์กำจัดขนของกังนัม คลินิก เน้นความแม่นยำและอ่อนโยนต่อผิว ช่วยลดการเกิดขนใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดปัญหาผิวระคายเคืองหรือรอยดำจากการกำจัดขนแบบเดิม เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผิวเรียบเนียน ดูสะอาดตา

โปรแกรมรักษาสิว ดูแลลึกถึงต้นตอของปัญหา

กังนัม คลินิก ให้ความสำคัญกับการรักษาสิวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาผิว ไปจนถึงการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยลดการเกิดสิวซ้ำ พร้อมฟื้นฟูผิวให้กลับมาแข็งแรง เรียบเนียน และดูสุขภาพดี

ฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ เพื่อการปรับรูปหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ

บริการฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ของกังนัม คลินิก มุ่งเน้นการปรับสมดุลของใบหน้าอย่างพอดี ไม่แข็งหรือดูเกินจริง โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ได้ดูอ่อนเยาว์ กลมกลืน และสะท้อนความเป็นตัวตนออกมา

ทรีตเมนต์ผิวพรรณ เติมเต็มความกระจ่างใสและสุขภาพผิวที่ดี

ทรีตเมนต์ผิวพรรณของ กังนัม คลินิก ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผิวในทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มความชุ่มชื้น ลดความหมองคล้ำ กระชับรูขุมขน ไปจนถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อคงความสดใสและความสมดุลของผิวในทุกช่วงวัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ แพทย์ผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดการดูแลความงามอย่างประณีตและร่วมสมัย

พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หมอลิซ่า” คือแพทย์ผู้ก่อตั้งกังนัม คลินิก ด้วยบุคลิกที่สุขุม อ่อนโยน และใส่ใจในทุกรายละเอียด หมอลิซ่ายึดมั่นในแนวคิดการดูแลความงามที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผู้รับบริการอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า หรือความคาดหวังที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล

ภายใต้แนวคิดการรักษาที่ผสานศาสตร์ทางการแพทย์เข้ากับมุมมองความงามแบบสมัยใหม่ พญ. ฬิษา สุวรรณเกษการ ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ ความสมดุล และความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ทุกหัตถการจึงถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดูละมุน กลมกลืน และเสริมความมั่นใจโดยไม่เปลี่ยนตัวตนเดิมของผู้รับบริการ แนวทางการดูแลเช่นนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของหมอลิซ่าในการยกระดับมาตรฐานการดูแลความงาม ให้เป็นมากกว่าการปรับรูปลักษณ์ แต่คือการดูแลอย่างเข้าใจและเคารพในศักยภาพความงามของแต่ละคนอย่างแท้จริง

เกียรติคุณและรางวัลที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพของบริการ

เพื่อเป็นการยืนยันถึงความไว้วางใจและความเชี่ยวชาญในด้านการดูแลความงาม กังนัม คลินิก ไม่เพียงได้รับการยอมรับจากผู้ใช้จริงจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกย่องในเวทีสำคัญของวงการความงามอีกด้วย ล่าสุดคลินิกได้รับรางวัล Platinum (Top 5) ด้านการใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ระดับโลกอย่าง Allergan ทั้งในการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานการให้บริการที่โดดเด่นและความเชื่อมั่นจากผู้ผลิตระดับสากล นับเป็นอีกหนึ่งเกียรติยศที่ชี้ชัดว่าการดูแลของกังนัม คลินิกอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และการยอมรับจากทั้งลูกค้าและผู้เชี่ยวชาญในวงการความงามอย่างแท้จริง

ความมั่นใจที่เริ่มต้นจากการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลและเข้าใจตนเอง

ความงามที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่คือความมั่นใจที่เกิดจากการเลือกดูแลตัวเองอย่างถูกต้องและมีข้อมูลรอบด้าน กังนัม คลินิก  จึงให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษาอย่างละเอียด การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจด้านความงามเป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัย เมื่อความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลที่ได้มาตรฐานมาบรรจบกัน ความงามที่สะท้อนตัวตนและศักยภาพที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมส่งต่อความมั่นใจให้ก้าวไปในทุกบทบาทของชีวิตอย่างสง่างามค่ะ

ติดต่อนัดหมายและบริการลูกค้า

โทร: 064-945-2323

Line: @gangnamclinic

Facebook: https://www.facebook.com/gangnamclinic/

Website Officail : https://gangnamclinic.com/

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

เปิดนโยบาย พม. 8 ด้าน ‘สร้างสังคมอยู่ดี’ พร้อมช่วยกลุ่มเปราะบาง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) มอบนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. หัวหน้าหน่วยงานและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ร่วมรับฟังนโยบาย ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กทม. และผ่านระบบออนไลน์

นายนิกร กล่าวว่า สถานการณ์และความท้าทายในสังคมปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังแรงงานลดลง ในขณะที่ภาระพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของครัวเรือนและโครงสร้างของสังคมไทยในระยะยาว อีกทั้งยังมีเด็กและเยาวชนที่ต้องการโอกาสในการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นชีวิต คนพิการที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการสังคมและโอกาส และผู้สูงอายุจำนวนมากที่ต้องการการเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ พบว่ามีประชาชนมาติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน พม. โทร.1300 เป็นจำนวนมากว่า 180,000 กรณีต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กระทรวง พม. ต้องปรับบทบาทของตัวเองอย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” เพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปสู่การวางระบบที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเดิมซ้ำอีก และจากการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การทำงานแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ ภายใต้แนวคิดและเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยยึดหลัก Universal Design ซึ่งไม่ใช่แค่การออกแบบอาคาร แต่คือการออกแบบระบบบริการของรัฐ ให้รองรับทุกกลุ่ม โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง            

นายนิกร กล่าวว่า เพื่อให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง ตนจึงได้กำหนดนโยบายในการขับเคลื่อนงาน 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ด้วยการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกคน “ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว” โดยอัตโนมัติ และใช้ Social Map เป็นแผนที่ทางสังคมที่ระบุปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งใช้ “สมุดพกอิเล็กทรอนิกส์” หรือ MSO-Logbook เป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลและติดตามผล ควบคู่กับการยกระดับเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ให้เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) รวมถึงการนำ AI มาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของข้อมูล ยกระดับการให้บริการ และสนับสนุนการทำงานของบุคลากร

2) ด้านเด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศให้มีความเพียงพอและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งผลักดันการเพิ่ม “เบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า” เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสตั้งแต่ต้นชีวิต และยกเครื่อง “สภาเด็กและเยาวชน” ให้เกิดการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางออนไลน์

3) ด้านครอบครัว ด้วยการจัด “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อช่วยเหลือเร่งด่วน และเพิ่มศักยภาพของสายด่วน พม. โทร. 1300 และขยายช่องทางการติดต่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในเชิงป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลกันเองได้อย่างยั่งยืน

4) ด้านชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการปรับบทบาทการทำงานในพื้นที่ให้เป็นการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยใช้กลไก “ทีมสร้างสุข” และผลักดันการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจและเกื้อกูล ทั้งความหลากหลายทางเพศทางชาติพันธุ์ หรือความแตกต่างของคนพิการ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมการปรับสวัสดิการที่มีเหมาะสมของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัวที่ให้กำเนิดบุตร ผู้สูงอายุวัยเกษียณ และคนพิการกลุ่มต่างๆ

5) ด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเดินหน้าโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีในทำเลที่เหมาะสม และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design

6) ด้านการสร้างอาชีพ ด้วยการเร่งพัฒนาผู้บริบาลผู้สูงอายุและผู้ช่วยคนพิการ พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” เพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงวัยและเศรษฐกิจสุขภาพ รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้สูงอายุและคนพิการให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

7) ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการส่งเสริมวินัยการออมและความรู้ด้านการเงินในระดับครัวเรือน พร้อมทั้งยกระดับบทบาทของสถานธนานุเคราะห์ และใช้กลไกกองทุนต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

8) ด้านราชการที่เป็นมิตรกับประชาชน ด้วยการปรับปรุงหน่วยบริการของรัฐให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม และเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้ระบบราชการของเรา เป็น “รัฐสนับสนุน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง

“นโยบายทั้ง 8 ด้าน นั้น ตนได้เน้นย้ำกับผู้บริหารกระทรวง พม. และหัวหน้าหน่วยงานของกระทรวง พม. ว่า คือสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน และตนขอเป็นส่วนช่วยที่ทำให้การทำงานของกระทรวง พม. ดีขึ้น ซึ่งตนอยากให้ทุกคนในกระทรวง พม. รู้สึกว่าตัวเองคือ “กำแพงพิงหลัง“ ของคนที่ไม่มีที่พิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว คนพิการที่เข้าไม่ถึงโอกาส หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายแต่ยังขาดการยอมรับ โดยตนขออาสาเป็นคนที่ยืนหลังทุกๆ คน เหมือนที่ทุกคนยืนหลังประชาชน อย่างไรก็ตาม สังคมที่ดีไม่ได้สร้างจากนโยบายบนกระดาษ แต่สร้างจากคนที่เชื่อว่าตัวเองมีพลังการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นได้ ซึ่งตนเชื่อว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนของกระทรวง พม. มีพลัง และสามารถทำได้ ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำว่า ภารกิจของกระทรวง พม. ไม่ใช่เพียงการบริหารงานตามภารกิจ แต่คือการดูแลชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางที่สุด และงานของเราเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งระบบและหัวใจไปพร้อมกัน“ นายนิกร กล่าว

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’  หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

12 สามเณรน้อยในเรียลลิตี้ธรรมะ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ หล่อหลอมเยาวชนเติบโตจากภายใน ด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธาและความสงบของพิธีบรรพชา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมสำหรับเยาวชนไทย โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอาจารย์ใหญ่ ได้เมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ประกอบพิธีบรรพชาแก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ในโครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมสืบสานอย่างต่อเนื่อง  ปีนี้เปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปกครองตนและดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

 ในโอกาสนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการฝ่ายฆราวาส นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมถึง นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมอนุโมทนาบุญและส่งกำลังใจแก่สามเณรทั้ง 12 รูป ในการเริ่มต้นบทเรียนชีวิตบนวิถีแห่งธรรมอย่างงดงาม

โครงการ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม” เป็นรายการธรรมะแบบเรียลลิตี้  เดินทางมาถึงปีที่ 12  ทุกคนสามารถชื่นชมความงดงามของการเติบโตจากภายในของ 12 สามเณรน้อยที่จะค่อยๆ เบ่งบานผ่านความสดใส ความตั้งใจ และความเพียรบนเส้นทางธรรม ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ ภายใต้แนวคิด “แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้” ซึ่งน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของการดำเนินชีวิต ผ่านการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานแห่งธรรม ควบคู่กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้อย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ทั้ง “ระฆังแห่งสติ” ช่วง “ตื่นรู้สู่ธรรมะ” การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะเชิงสร้างสรรค์ การจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ ตลอดจนช่วง “สามเณรน้อยบรรยายธรรม” ที่สามเณรวันละ 3 รูป จะผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดบทเรียนจากการบรรพชาอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมพลังศรัทธา โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมตตาเป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางแนวทางการเรียนรู้และดูแลการฝึกฝนตลอด 31 วัน เพื่อให้การบรรพชาในครั้งนี้เป็นทั้งบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้งสำหรับสามเณรน้อย และเป็นแรงบันดาลใจอันงดงามที่ส่งต่อถึงผู้ชมทุกคน

ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อยได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 พฤษภาคม 2569  ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาว อีกทั้งออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทาง  http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

เริ่มแล้วงาน ‘ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์’ สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ปักหมุด อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ-พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.06 น.

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดฉากงาน “ใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางมหานคร เฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบวันคล้ายวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ 244 ปี และเพื่อน้อมรำลึกในมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชแห่งพระบรมราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีของไทย จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดง อาหาร สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย สืบสาน ต่อยอด มรดกวัฒนธรรม ตั้งแต่วันที่ 22 – 26 เมษายน นี้ ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยมี นางสาวชาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม สัมผัสสัญลักษณ์เพื่อเปิดงาน  

จัดเต็มศิลปะวัฒนธรรม การแสดงและอาหาร บน 3 แลนด์มาร์คสำคัญ

อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “รัตนโกสินทร์มีชีวิต : Living Rattanakosin อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่เราเดินไปด้วยกัน”  ประกอบด้วย  นิทรรศการ “ฉลอง 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” ในรูปแบบ Outdoor Multimedia Exhibition กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ช็อป ตลาดวัฒนธรรมจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม อาหารและเครื่องดื่ม ร่วมกิจกรรม ณ ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ สาธิตมรดกไทย อาหารเเละขนมไทย เวิร์กชอปไทยร่วมสมัย ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรมและวงดนตรีเด็กและเยาวชน เวทีกลาง ชมฟรีการแสดงศิลปวัฒนธรรมสุดตระการตราของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม อาทิ โขน (สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์) ละครนอกและวงดนตรีสากล (กรมศิลปากร) ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) คอนเสิร์ต “เสียง ร่วม สมัย” ศิลปินรับเชิญดั้มมี่ อริน เอมมี ธรรมชาติ และพัตตี้อัง The voice pride Thailand 2025 (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) การแสดงศิลปวัฒนธรรมของเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ วงดนตรี โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม แชมป์ชิงช้าสวรรค์ 2020 การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัยรัตนโกสินทร์แผ่นดินทอง โดยคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมทั้งการแสดงศิลปินที่มีชื่อเสียงที่กระทรวงวัฒนธรรมได้คัดสรรเพื่อสร้างความสุขให้แก่ประชาชนในห้วงของการฉลองครบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้แก่ Rattanakosin Royal Night รัตนโกสินทร์ วังเรืองรอง ค่ำคืนที่ทุกคนจะได้ “เดินวัง ชมพิพิธภัณฑ์ ดูหนัง ดูโชว์ ช็อป ชิม” ในบรรยากาศวังเรืองรอง กิจกรรมถ่ายภาพชุดไทยพระราชนิยม ด้วยระบบ Generative AI สัมผัสประสบการณ์ไทยรูปแบบดิจิทัล ชมฟรีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในยามค่ำคืน (Night Museum) ฉายหนังกลางแปลง ชมการเเสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ วงดนตรีสากลกรมศิลปากร การแสดงวงโปงลางวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด การแสดงวงดนตรีลูกทุ่งโรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ การแสดงสมาคมศิลปะการแสดงพื้นบ้านโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม การแสดงลิเกคณะเอไชยา มิตรชัย ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมและอาหารไทยอาหารถิ่น ร่วมเล่น ร่วมสนุก “ลานวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ไท ไทย” พบกับการละเล่นหาชมได้ยาก อาทิ หมากรุกคน กระตั๊วแทงเสือ เป็นต้น สาธิตอาหารเเละขนมไทย รวมถึงกิจกรรมทางวิชาการและเสวนาวิชาการ โดยกรมศิลปากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดงาน Klong San-Kudi Chin Cultural Walk “เดินชุมชนคลองสาน-กะดีจัน ยลวิถีรัตนโกสินทร์” ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล การสาธิตเเละจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม กิจกรรมการประกวดอาหารสามศาสน์เเละการประกวดโต๊ะหมู่บูชา การเเสดงศิลปวัฒนธรรม การเเสดงวงออร์เคสตรา เเละกิจกรรมเทศน์มหาชาติถวายเป็นพระราชกุศลเเด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สามารถสอบถามรายละเอียดเเละติดตามการจัดงานได้ที่ สายด่วนวัฒนธรรม 1765 แฟนเพจเฟซบุ๊กกระทรวงวัฒนธรรมเเละสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดพิมพ์หนังสือประวัติศาสตร์ไทยฉบับการ์ตูน “กรุงรัตนโกสินทร์นพรัตน์ราชธานี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพรแห่งราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1-10 และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย รวมทั้งความเป็นมาของกรุงรัตนโกสินทร์  โดยเนื้อหาครอบคลุมการสถาปนากรุง, เหตุการณ์สำคัญ พัฒนาการหนังสือเล่มนี้ มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป พร้อมสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย โดยจะมอบให้แก่ห้องสมุด และสถานศึกษาทั่วประเทศต่อไป

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด 'คลินิกการแพทย์แผนจีน'

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิด ‘คลินิกการแพทย์แผนจีน’

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ เปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” ยกระดับทางเลือกการดูแลสุขภาพ ผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนสู่ระบบบริการไทย


รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อาทิตย์ บุญยรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เข้าร่วมพิธีเปิด “คลินิกการแพทย์แผนจีน” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การจัดตั้งคลินิกการแพทย์แผนจีนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่มุ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบบูรณาการ โดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนจีนมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย

ภายในคลินิก ให้บริการด้านการแพทย์แผนจีน อาทิ การฝังเข็ม การครอบแก้ว การรักษาด้วยสมุนไพรจีน และการปรับสมดุลร่างกายตามหลักทฤษฎีแพทย์แผนจีน โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการรักษา การฟื้นฟู และการส่ง.เสริมสุขภาพในระยะยาว


นอกจากการให้บริการประชาชนแล้ว คลินิกแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ทางคลินิกสำหรับนักศึกษา และเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แบบผสมผสาน เพื่อยกระดับองค์ความรู้และศักยภาพทางวิชาการของประเทศ


ทั้งนี้คลินิกการแพทย์แผนจีนแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของไทย ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรอบด้าน และสอดคล้องกับแนวโน้มการแพทย์ทางเลือกในระดับสากล

คลินิกการแพทย์แผนจีน วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการแล้ว เวลาทำการ: 08:30 – 16:30 น. (ตามวันและเวลาราชการ ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ ชั้น 1 อาคารนงเยาว์ ชัยเสรี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 063-394-3300 Line Official: @767oomdl