ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

ต่อมลูกหมากโต เรื่องใกล้ตัวที่ผู้ชายวัย 50+ ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

“ทำไมปัสสาวะบ่อย?”  หรือ “กลางคืนลุกไปเข้าห้องน้ำหลายรอบ แถมยังปัสสาวะไม่สุด…”

นายแพทย์ กริช ออประเสริฐ ศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2  โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) ให้ข้อมูลว่า  คำถามเหล่านี้ อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่มันอาจเป็นสัญญาณของ “ต่อมลูกหมากโต” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป และหากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าที่คิด

ต่อมลูกหมาก คืออะไร? ต่อมลูกหมาก (Prostate Gland) คืออวัยวะขนาดประมาณลูกเกาลัด อยู่บริเวณใต้กระเพาะปัสสาวะ และล้อมรอบท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่ผลิตน้ำเลี้ยงอสุจิ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนเพศชายที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ “ต่อมลูกหมาก” ค่อย ๆ โตขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถ้าโตเกินไปจนไปกดเบียดท่อปัสสาวะ ก็จะเกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ ตามมา

อาการของต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง  ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะกะปริบกะปรอย ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ต้องเบ่งปัสสาวะนาน

ใครบ้างที่เสี่ยงต่อมลูกหมากโต ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีประวัติ ครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย / น้ำหนักเกิน ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูง

การรักษาต่อมลูกหมากโต ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีวิธีการ ดังนี้

1. ปรับพฤติกรรม : ลดน้ำก่อนนอน งดชา กาแฟ แอลกอฮอล์ หมั่นออกกำลังกาย ทานอาหารเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก เช่น zinc, saw palmetto (ภายใต้คำแนะนำแพทย์) หลังปัสสาวะ ยืนรอเพื่อเบ่งซ้ำอีกรอบ  2. ใช้ยา : กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อท่อปัสสาวะ และกลุ่มยาลดขนาดต่อมลูกหมาก (ใช้ระยะยาว) 3. รักษาด้วยหัตถการหรือผ่าตัด : หากใช้ยาไม่ได้ผล หรือมีปัญหาแทรกซ้อน เช่น ปัสสาวะไม่ออกเลย มีการติดเชื้อซ้ำบ่อย หรือยังมีอาการหลังใช้ยา แพทย์อาจเลือกขูดลูกหมากบางส่วนออก ซึ่งเป็นวิธีรักษาตามมาตรฐานที่ใช้มาอย่างยาวนาน

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ไกลต่อมลูกหมากโต  ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่ออายุเกิน 50 ปี  เลี่ยงอาหารไขมันสูง เนื้อแดง   รับประทานผักผลไม้สีแดง ส้ม เหลือง ที่มีไลโคปีน  งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์  ไม่กลั้นปัสสาวะนาน ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องผูก

ต่อมลูกหมากโต เป็นโรคที่สามารถป้องกัน ลดความเสี่ยงในการเกิดได้หากหมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตสัญญาณต่างๆจากร่างกาย การหมั่นตรวจสุขภาพช่วยให้รู้ทันท่วงทีและรักษาได้ไว เพื่อให้ผู้ชายวัย 50 ปีขึ้นไป ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ ไกลโรค ไม่ต้องกังวลกับการเข้าห้องน้ำบ่อยอีกต่อไป

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม/นัดหมายแพทย์เพื่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรมเฉพาะทาง ชั้น 2 โทรศัพท์ 02 836 9999 กด 4

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’  รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

ถึงเวลาของยุค ‘Work life intelligence’ รับมือวิกฤตแรงงานปี 2026 จาก AI Disruption

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.56 น.

ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเข้าสู่ วิกฤตแรงงานปี 2026 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อ AI เร่งให้เกิดช่องว่างแบบ K-Shape ทิ้งคนทำงานกลุ่มใหญ่ไว้ข้างหลัง ข้อมูลจากสถาบันระดับโลกชี้ตรงกันว่า ทักษะงานส่วนใหญ่เปลี่ยนไปสูงถึง 70% ภายในปี 2030 ขณะที่สถานการณ์ในไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเลิกจ้างในระบบที่อาจสูงถึง 40,000 คนต่อเดือน ผสานกับวิกฤตสุขภาพจิตจากการทำงานที่ WHO เตือนว่ากำลังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโครงสร้าง

เพื่อรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ Creative Talk, QGEN Consult และ AME Imaginative จึงจับมือร่วมกันจัดงาน People Performance Conference 2026 นำเสนอทางรอดผ่านแนวคิด “Work Life Intelligence” ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับคุณค่าของมนุษย์ให้เหนือกว่า AI และจัดการชีวิตให้สมดุลเพื่อประสิทธิภาพงานที่ยั่งยืน บนความเชื่อว่า “คน” คือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจ ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ณ Bhiraj Hall, BITEC บางนา

สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง RGB72 และ CREATIVE TALK  กล่าวว่า “ในปี 2026 เราไม่ได้มองว่า AI เป็นแค่เครื่องมืออีกต่อไป แต่มันคือ Digital Employee หรือพนักงานคนหนึ่งที่เข้ามานั่งทำงานกับเราอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือการเกิดช่องว่างแบบ K-Shape ที่ชัดเจนมาก คนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ AI เป็นที่ปรึกษา เพื่อขยายศักยภาพตัวเอง จะพุ่งทะยานขึ้นเป็นขาขึ้นของตัว K ในขณะที่คนที่ปรับตัวไม่ทัน หรือ ขาดทักษะในการใช้ AI อย่างเข้าใจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว อีกทั้ง การใช้ AI ในยุคนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาของการทดลองใช้ (Explore) อีกต่อไป แต่เป็นยุคของการวัดผลจริง (Evaluation) ผ่าน AI Agents ที่ทำงานแทนเราได้เกือบสมบูรณ์

“หน้าที่ของเรา จึงต้องรู้เท่าทันและสามารถควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ได้ ดังนั้นโจทย์ของคนทำงานวันนี้ไม่ใช่แค่ต้องเก่งขึ้น แต่ต้องรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เพราะทั้งงานและการใช้ชีวิตมีความเชื่อมโยงกัน เมื่องานดี ชีวิตก็ดีไปด้วย เพราะชีวิตดี งานก็ดีตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจัด People Performance Conference 2026 ขึ้นมา เพื่อนำเสนอแนวคิด Work life intelligence ที่คนทำงานต้องติดอาวุธทักษะการทำงานและทักษะการใช้ชีวิต”

อภิชาติ ขันธวิธิ Co-founder ของ QGEN Consult กล่าวว่า ความท้าทายขององค์กรในปีนี้ คือการมีเทคโนโลยีล้ำสมัยแต่พนักงานกลับวิ่งตามไม่ทัน ทำให้ผลลัพธ์ที่คาดหวังไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อ AI เข้ามาจัดการเนื้องานส่วนใหญ่จนบางแผนกอาจเหลือคนทำงานลดลง พนักงานจึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบเดิมมาเป็นการทำงานเหนือ AI หรือ การควบคุม AI อย่างเข้าใจ จุดนี้เองที่บีบให้ต้องเร่ง Up-skill และ Re-skill เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในมิติที่ AI ทำแทนไม่ได้ เพราะหากทักษะเดิมเริ่มหมดอายุแต่เราไม่รีบสร้างคุณค่าใหม่เพิ่มให้ทันความเร็วของโลก เราจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรทันที ฃ

“นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเป็นผู้เรียนรู้เร็ว (Fast Learner) จึงเป็นทางรอดเดียวของคนทำงานยุคนี้ ขณะเดียวกันองค์กรยังต้องเผชิญกับความย้อนแย้งในการจัดการ (Management Paradox) ที่รุนแรงขึ้น เช่น องค์กรต้องเร่งสปีดแข่งกับตลาดแต่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้ หรือการทำงานกับ Gen Z ที่ต้องการทั้งอิสระแต่องค์กรต้องการผลงานที่มีคุณภาพในเวลารวดเร็ว ความกดดันเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพจิตที่ทำให้เบิร์นเอาท์ องค์กรยุคใหม่จึงต้องสร้างวัฒนธรรมแห่งความเชื่อใจ และให้อำนาจพนักงานตัดสินใจเลือกเครื่องมือและเวลาด้วยตัวเอง แนวคิดเดิมอย่าง Work life integration ที่ว่าด้วยการหลอมรวมทั้งงานและชีวิตเข้าด้วยกันจึงไม่เพียงพอและเข้ากับบริบทปัจจุบัน แต่แนวคิดที่มาแทนที่คือ Work Life Intelligence ที่คนทำงานจะต้องเก่งทั้งงานและมีพลังในการใช้ชีวิตไปพร้อมกัน”

ขณะที่  เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอเอ็มอี อิมเมจิเนทีฟ จำกัด กล่าวว่า องค์กรในอดีตอาจเติบโตด้วย Succession Plan แต่อนาคตต้องขับเคลื่อนด้วย Transition Plan เพราะโจทย์วันนี้ไม่ใช่แค่ ใครจะมาแทนใคร แต่คือการ ส่งต่อคุณค่า ความรู้ และความเชื่อมั่น ให้เติบโตข้ามรุ่นอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการ ออกแบบความรู้สึก เพื่อเปลี่ยนความอึดอัดเป็นการทำงานร่วมกัน

“เริ่มจากคนรุ่นอาวุโสที่กังวลเรื่องกำลังถูกแทนที่ให้เปลี่ยนเป็น Mentor หรือผู้ส่งต่อประสบการณ์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ซึ่งรู้สึกว่าโอกาสมาเร็วไปจนไม่มั่นใจ ก็จะได้ทดลองโดยไม่ต้องแบกคนเดียว และคนตรงกลาง (Sandwich Generation) หรือวัยเดอะแบกที่มักรู้สึกไม่มีที่ยืน เพราะต้องรับศึกหนักทั้งภาระครอบครัวและแรงกดดันในงานจนบั่นทอนสุขภาพจิตและต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน ก็จะมีเส้นทางที่ชัดเจนขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรที่แข็งแรงไม่ใช่ที่ที่เปลี่ยนคนเร็วที่สุด แต่คือที่ที่ ‘ส่งต่อได้ดีที่สุด’ เพื่อให้ทุกคนมีบทบาทใหม่ในอนาคตร่วมกัน ซึ่งเวที Life Growth Stage จะเป็นพื้นที่ช่วยปรับ Mindset และดูแลหัวใจให้คนทำงานทุกรุ่นเติบโตไปพร้อมกับความสุขอย่างยั่งยืน”

งาน People Performance Conference 2026 พื้นที่ที่จะพาคุณไปค้นพบ Work Life Intelligence เพื่อจัดการชีวิตและพิชิตงานไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับ Leaders & Managers: ผู้นำที่ต้องการจัดการความย้อนแย้ง เร่งผลงานแต่ยังดูแลใจคนในทีมได้ HR Professionals: ผู้ที่ต้องการอัปเดตเทรนด์ People Tech และการสร้างวัฒนธรรมทีมแบบ AI-First คนทำงานสาย “เดอะแบก”: คนทำงานเก่งที่ต้องการทางรอดและวิธีฟื้นฟูจากภาวะ Burnout รวมทั้ง Business Owners: เจ้าของธุรกิจที่ต้องการ Transform องค์กร อุดรูรั่ว และสร้าง Performance ที่ยั่งยืน Individual Contributors: คนทำงานที่ต้องการ Upskill ทั้งด้าน AI, การสื่อสารต่าง Gen และการเงิน

บัตร EARLY BIRD: 1,290 บาท (จากราคาปกติ 3,000 บาท) ติดต่อซื้อบัตรได้ที่ https://www.zipeventapp.com/e/PPC2026   ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/PEOPLEPERFORMANCECONFERENCE

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

พร้อมเปิดแล้ว ‘พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต’ มรดกแห่งแผ่นดิน จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทยอันวิจิตรงดงาม

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

หลังจากใช้เวลากว่า 10 ปี ในที่สุด “พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต” ที่จัดแสดงผลงานศิลปะและคอลเลคชันหุ่นกระบอกไทย ของ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ประจำปี 2543 พร้อมเปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมโดยในเบื้องต้นทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569 บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 58 เขตสายไหม กรุงเทพฯ  นอกจากส่วนของพิพิธภัณฑ์แล้ว ด้านในยังมีโรงละครหุ่นกระบอกแห่งแรกของประเทศไทยขนาด 300 ที่นั่ง ครบถ้วนด้วยระบบเวที แสง สี เสียงเต็มรูปแบบ คาดว่าจะเปิดม่านการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ตะเลงพ่าย ได้ในช่วงต้นปี 2570

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยและรวบรวมผลงานศิลปะหลากแขนงที่ตนเองได้สร้างสรรค์ไว้ ท่านจึงอุทิศแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัวด้วยงบประมาณราว 130 ล้านบาท สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมา เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ 3 ชั้น ประกอบด้วยโรงละครหุ่นกระบอกบริเวณชั้น 1 และชั้น 3 เป็นห้องจัดแสดงผลงานจำนวน 2 ห้อง

ในส่วนของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพสเกตซ์และภาพจิตรกรรมเรียงตามไทม์ไลน์ เช่น ภาพสเกตซ์บนกระดาษในวัย 7 ขวบ ภาพสีน้ำมันบนผ้าใบขณะเป็นนักศึกษาที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภาพชุดสีน้ำรูปตัวละครในวรรณคดีไทย ภาพเหมือนหรือพอร์ทเทรตบุคคลต่างๆ ด้วยบรรยากาศและแสงเงาอันเป็นเอกลักษณ์ และ ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 และ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งต่อมาได้นำไปเป็นต้นแบบเพื่อขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ประดับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารในพระบรมมหาราชวัง โดยเอกลักษณ์ภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์นั้นมีส่วนผสมของภาพแบบเรียลลิสติก (Realistic) และ ไอเดียลลิสติก (Idealistic)  ด้วยการใช้สีที่สะอาด ลวดลายอ่อนช้อย องค์ประกอบและบรรยากาศมีลักษณะกึ่งฝันกึ่งจริงที่เป็นรูปแบบเฉพาะตัวจนได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปแบบ “สกุลช่างจักรพันธุ์”

ห้องจัดแสดงแรกยังจัดแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง สามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพ ราว 50 ตัว และฉากที่อาจารย์จักรพันธุ์และทีมงานในนามมูลนิธิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 12 ปี และเป็นการแสดงหุ่นกระบอกอย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกของอาจารย์ในปี 2532 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ส่วนอีกห้องจัดแสดงหุ่นกระบอกราว 200 ตัวเรื่อง ตะเลงพ่าย เพื่อเล่าเหตุการณ์บ้านเมืองสมัยกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุงให้แก่พม่าในปี 2112 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหล่าบรรพชนในอดีต เรื่องตะเลงพ่ายนี้มีการเขียนบทและซ้อมการแสดงมาตั้งแต่ปี 2533 ที่บ้านของอาจารย์ในซอยเอกมัยและเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมการซ้อมทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนจนกระทั่งหยุดชะงักไปภายหลังอาจารย์ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรกในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานของมูลนิธิเตรียมเปิดม่านการแสดงเรื่อง ตะเลงพ่าย อย่างเต็มรูปแบบครั้งแรกในช่วงต้นปี 2570

หุ่นกระบอกที่อาจารย์จักรพันธุ์สร้างสรรค์นั้นมีสัดส่วนสวยงามสมจริงในทางกายวิภาค พร้อมเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับที่วิจิตรงดงาม อีกทั้งมือของหุ่นสามารถจีบ กำ และจับอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์โดยการร้อยเชือกไขว้สลับคล้ายหุ่นหลวง และกระเดื่องที่ข้อมือหุ่นยังเอื้อให้ข้อมือกระดกได้จึงทำให้ทำท่าทางต่างๆ ได้ดูสมจริง เช่น ฉากในเรื่อง ตะเลงพ่าย ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกาศอิสรภาพด้วยการหลั่งน้ำทักษิโณทก มีการเทน้ำจริงจากภาชนะในมือหุ่น

พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เปิดรอบให้บุคคลทั่วไปได้เข้าชมทุกวันอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์แรกในวันที่ 29 มีนาคม 2569  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 300 บาท นักศึกษา 150 บาท นักเรียน 100 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ไม่เสียค่าเข้าชม สำหรับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจเข้าชมเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่โทร: 02-392 7754 หรือ https://www.facebook.com/chakrabhand

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

‘วัฒนาวิทยาลัย’ โรงเรียนหญิงล้วนกับบทบาทสร้าง ‘ผู้นำหญิงแห่งอนาคต’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

บรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจอบอวลทั่วหอประชุมของ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ในพิธีมอบประกาศนียบัตรนักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้นสูงสุด (Diploma) รุ่นที่ 151 ประจำปีการศึกษา 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรณบุบผา เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียนผู้สำเร็จการศึกษา จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้ววัฒนา ด้วยความฝันและความหวัง วันนี้นักเรียนรุ่น 151 เติบโตอย่างงดงาม ทั้งในความรู้ ความคิด และหัวใจ ทุกก้าวแห่งความพยายาม ความเข้มแข็ง และรอยยิ้ม คือภาพสะท้อนของการบ่มเพาะศักยภาพสตรีรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ

ในปีนี้ นักเรียนสำเร็จการศึกษา และนักเรียนส่วนมากมีที่เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตอกย้ำคุณภาพการจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาศักยภาพรอบด้านของผู้เรียน

ความยั่งยืนที่ขับเคลื่อนด้วย “ทุนทางคุณค่า”

ท่ามกลางการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ยืนหยัดบนหลักการพึ่งพา “ทุนทางคุณค่า” มากกว่าการตลาดเชิงราคา แนวคิด Mission Credibility ของโรงเรียน สะท้อนระดับความสอดคล้องระหว่างพันธกิจที่ประกาศไว้กับการรับรู้ พฤติกรรม และความไว้วางใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในเชิงการรับรู้ (Perceptual Measures) และเชิงพฤติกรรม (Behavioral Indicators) ยึดมั่นในคุณค่าแม้เผชิญการแข่งขันสูง การสื่อสารสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของสถาบัน สร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน (Institutional Pride) สืบสานรากเหง้าและประวัติศาสตร์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น (Intergenerational Bond) สิ่งเหล่านี้คือรากฐานของความยั่งยืนในระยะยาวที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยปลูกฝังมาแต่แรก

วิสัยทัศน์สู่การสร้าง Future-ready Women

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวเสริมว่า วัฒนาวิทยาลัยไม่ได้มุ่งเพียงสร้างนักเรียนที่เก่งวิชาการ แต่เรามุ่งสร้างสตรีที่พร้อมรับมือโลกอนาคต มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีหัวใจที่เข้มแข็ง เราเชื่อว่าผู้หญิงที่เติบโตบนรากฐานแห่งคุณค่า จะสามารถเปล่งประกายในทุกบทบาทของชีวิต”

3 เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ จากนักเรียนรุ่น 151

เตชินี ชวลิตถิรคุณ​ หลักสูตร Learning Block อักษรศาสตร์​ นักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะดุริยางคศาสตร์ สาขาธุรกิจดนตรีและบันเทิง​ มหาวิทยาลัยศิลปากร​ และคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาวิชาการบริหารจัดการศิลปะ​ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โรงเรียนให้ทั้งระเบียบวินัยและเรื่องของมิตรภาพ มีรูทีนที่ทำให้ตรงกัน เช่น ตื่นพร้อมกัน  อาบน้ำให้ทันทานข้าว เข้าเรียนให้ตรงเวลา และเรื่องมิตรภาพเนื่องจากเราเป็นเด็กหอต้องอยู่ด้วยกัน 24 ชม. ทำให้เราสนิทกันมากขึ้น ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ช่วงที่ต้องค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร อยากเรียนอะไร เพราะบางทีเราไม่รู้ว่าเราชอบทำอะไร เวลายื่นเข้ามหาวิทยาลัยก็ค่อนข้างยาก ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาหนูจะไม่เป็นแบบวันนี้

ณธิดา ปิยะรัตน์ (ประธานรุ่น ม.6)​ หลักสูตร Learning Block วิทยาศาสตร์สุขภาพ​ ได้ศึกษาต่อที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย​ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้ทักษะการใช้ชีวิต และความมีวินัยในตัวเอง ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือ ตอน ม.1 เพราะไม่เคยอยู่โรงเรียนประจำมาก่อน ช่วงแรก ๆ ยังปรับตัวไม่ได้บ้าง พอปรับตัวได้แล้ว ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ การได้เรียนรู้การมีความสัมพันธ์ที่ดี การใช้ชีวิต และทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกความเป็นผู้นำ และนำสิ่งที่โรงเรียนสอนไปปรับใช้ในโลกอนาคตได้

วธูสิริ ลิ่มบริบูรณ์​ หลักสูตร Learning Block เศษฐศาสตร์ บัญชี และการบริหารธุรกิจ ได้ศึกษาต่อที่ คณะอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง​, คณะโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดโลจิสติกส์และการจัดหาโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยบูรพา​, คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการโลจิสติกส์ ​ มหาลัยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สิ่งที่โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ คือประสบการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้องและคุณครูที่แน่นแฟ้นมาก เนื่องจากเป็นโรงเรียนประจำ ทำให้เราได้คุยกันเป็นประจำ ช่วงเวลาที่ยากที่สุด คือตอน ม.1 ที่เข้ามาใหม่ ๆ ต้องปรับตัวหลายๆ อย่าง เป็น Home Sick แต่พอเริ่มปรับตัวเข้าหาเพื่อนได้ ทำให้อยู่โรงเรียนอย่างสนุกขึ้นเยอะ ถ้าไม่มีโรงเรียนวัฒนาจะไม่ทำให้หนูเป็นแบบวันนี้ เพราะที่นี่ปลูกฝังให้หนูมีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ ถ้าไม่มีวัฒนาหนูคงไม่มีความกล้าในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้เท่าทุกวันนี้

แม้วันนี้นักเรียนรุ่น 151 จะก้าวออกจากรั้วโรงเรียน แต่บ้านหลังนี้จะยังคงโอบกอด ส่งแรงใจ และยินดีในทุกความสำเร็จเสมอเพราะบทบาทของโรงเรียนหญิงล้วน ไม่ได้จบลงที่วันรับประกาศนียบัตร แต่คือการเริ่มต้นของการสร้าง “ผู้นำหญิงแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ชวน ‘ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท’

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

1 ปีมีครั้ง มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่ แลวังพญาไท” ณ คาเฟ่นรสิงห์ พระราชวังพญาไท เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ เฉพาะวันเสาร์ และ อาทิตย์  จนถึงวันอาทิตย์ที่ 29  มีนาคม  2569

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไท ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์อาหารโบราณ ดังนั้น จึงทำโครงการ “ชิมข้าวแช่ แลวัง” เพื่อให้ผู้สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ ทั้งการชมพระราชวังพญาไท และการรับประทานข้าวแช่แบบโบราณ  ซึ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4  “ข้าวแช่” ได้กลายเป็นอาหารชาววัง โดยเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ผู้มีเชื้อสายมอญได้ทำถวาย เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้แปรพระราชฐานไปยังพระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี 

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “ข้าวแช่” เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ข้าหลวงในห้องเครื่อง ได้ถ่ายทอดตำรับ “ข้าวแช่” ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนมากขึ้น

สำรับ “ข้าวแช่ แลวัง” ประกอบด้วย ชุดรับรองชมวัง :เมี่ยงคำสมอกลีบบัว, ยำส้มฉุน, น้ำมะกรูดสมุนไพรหอม, สำรับข้าวแช่ : ลูกกะปิ ปลายี่สน ผัด ไชโป๊วผัดแก้วน้ำผึ้ง หัวหอมยัดไส้ปลาช่อน พริกหยวกยัดไส้หมูหอมพันไข่หรุ่ม กระทงหอมเครื่องน้ำพริกหวาน ปลาขาวเขื่อนสิริธรชุบทอด ไข่ห่อกระเทียมดอง กะพงพริกเหลือง พริกแห้งสอดไส้ ปลาผัดมะพร้าว กระฉีกงานหอม, สำรับเครื่องหวาน : ชมพู่ลอยเกล็ดแก้ว จีบกลีบดอกไม้ถั่วขาว ไส้ แมคคาเดเมีย กะทิสด ชาสาลี่หอมน้ำผึ้งดอกไม้ป่า

มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ จัดกิจกรรม “ชิมข้าวแช่  แลวัง” เฉพาะในวันเสาร์ และ อาทิตย์  โดยครั้งสุดท้านในวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม  2569  ในราคาท่านละ 1,200   บาท  ผู้สนใจสามารถสั่งจอง และสำรองที่นั่งได้ที่ มูลนิธิอนุรักษ์พระราชวังพญาไทฯ  โทร. 02-3547987, 087-7081015, 081-6218761 

คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

คุณแหน : 24 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” ผลของการสู้รบในสงคราม “สหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่าน” ยืดเยื้อเกินความคาดหมายของสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องโยกย้ายยุทโธปกรณ์สำคัญจำนวนมากอาทิ ระบบ THAAD, PATRIOT, EARLY WARNING SYSTEMS ไปสู่สนามรบตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน UAE, QATAR, ISRAEL รัฐบาลเกาหลีใต้ถึงกับร้องจ๊ากเท่ากับเปิดจุดอ่อนให้มิสเตอร์คิมจอมโหดได้มองเห็นและอาจจะฉวยโอกาสชุลมุน 1) อย่างแรงคือบุกยึดเกาหลีใต้เลย (มีนิวเคลียร์ไว้ขู่อีกต่างหาก) 2) อย่างเบาคือการใช้ขีปนาวุธรูปแบบต่างๆในสต๊อกระดมยิงมหานครใหญ่ของเกาหลีใต้ เพื่อบ่อนทำลายขวัญชาวใต้; บ่อนทำลายตลาดทุนและตลาดการเงิน; ทดสอบกำลังความสามารถของกองทหารเกาหลีใต้เอง (โดยไม่มียุทโธปกรณ์สหรัฐฯคุ้มหัว)… แต่อเมริกันก็ต้องยืนยันว่าเป็น “อำนาจหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯพิจารณา” จำเป็นต้องดำเนินการตามความจำเป็นของสถานการณ์ (อันที่จริงแล้วรัฐบาลเกาหลีใต้กังวลที่สุดคือเมื่อสหรัฐฯ “ยืม” ไปใช้ในวาระนี้เมื่อสงครามสงบอาวุธเหล่านี้จะกลับสู่เกาหลีใต้หรือไม่?? ยามนี้เป็นที่รู้กันดีว่า “อาหรับ” เพื่อนใหม่สหรัฐฯ มีความสำคัญ (PRIORITIES) เหนือกว่าเพื่อนเก่าเจ้าตำรับ “กิมจิ” ผักกาดดอง…
  • การจากไปของเขานับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬาบิลเลียด (บิลเลียด, สนุ๊กเกอร์, พูล) ในไทยและภูมิภาค สินธุ พูนศิริวงศ์ อดีตประธาน ASIAN CONFEDERATION OF BILLIARD SPORTS ถึงแก่กรรมอายุ 91 ปีเมื่อวันที่ 21/2/69 ถ้วยรางวัลอันมีเกียรติมากมายเรียงรายเป็นหลักฐานในผลงานกีฬาที่เขารักยิ่ง แต่ผู้คนในแวดวงกีฬาระลึกถึงยิ่งกว่านั้นว่า LEGACY ที่สำคัญยิ่งของเขาน่าจะเป็น 2 แนวทาง ประการแรก ตลอดชีวิตเขามุ่งมั่นที่จะสร้างนักบิลเลียดรุ่นใหม่เข้ามาฝึกฝนเทคนิคให้ถูกวิธีก่อนจะไต่เต้าสู่แชมป์ไทยและสุดท้ายเวทีโลก ประการถัดมา ในอดีตกีฬาบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ มีภาพลักษณ์ที่เป็นกีฬาอบายมุข แม้แต่สถานที่คือโรงบิลเลียดก็มักจะเป็นที่รังเกียจของเหล่าผู้ปกครองเยาวชน (อคติไร้เหตุผลนี้ใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะในไทย ในสหรัฐฯเองก็เป็นปัญหาเดียวกันเป็นเวลาหลายทศวรรษจนเกิด “บูม” ศูนย์การค้า) คุณสินธุ และผู้ใหญ่อีกหลายท่านได้มุมานะแก้ปัญหาดังกล่าวพร้อมส่งเสริมให้กีฬาบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ ฝ่าอุปสรรคจนได้รับการยอมรับจากสังคมทั่วไปและผงาดสู่เวทีโลก จนนักกีฬาบิลเลียดไทยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “MIDDLE POWER” ของเกมส์ ใน สหราชอาณาจักรปัจจุบันบิลเลียด/สนุ๊กเกอร์ จัดเป็นกีฬาถ่ายทอดสดทีวีที่มีผู้ชมมากเป็นอันดับสอง สุดท้ายเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับจากชาวโลก สินธุ พูนศิริวงศ์ เป็นบุคคลเดียว (NON-PLAYER) ที่ได้รับเกียรติจาก WPBSA จารึกชื่อไว้ใน “HALL-OF-FAME” ซึ่งปกติรีเสิร์ฟไว้ให้เฉพาะ แชมป์โลก เท่านั้น…
  • ระพินทร์ จารุดุล กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ขอเชิญคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมสามัญ ประจำปี 2569 วันที่ 25 มี.ค. 10.30 น.ณ ห้องราชดำเนิน รร.ปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมี ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เป็นประธานในการประชุม…
  • กำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ ร.ท.ถวัลย์ เจริญผล บิดา ดร.ธีรตา โรจน์รังษี และ พ.อ.ธนาวัติ เจริญผล โดยพิธีสวดพระอภิธรรมจัดในวันที่ 22 – 27 มี.ค.18.30 น.ณ ศาลาบำเพ็ญกุศล 1 วัดสระเกศฯ และพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 28 มี.ค. (รอยืนยันเวลา)…จึงขอเรียนเชิญผู้เคารพนับถือร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน…
  • ถูกใจเพื่อนจริงๆ นลินี คณิวิชาภรณ์ นัดเพื่อนๆมาที่ร้านบุรามารี ที่ดุสิตเซ็นทรัลปาร์ค พร้อมถ่ายภาพดอกไม้สวยงาม ในวันพุธที่จะถึงนี้…
  • บูรพา -ดร.ญาดา อารัมภีร ช่วงนี้ไปทริปคุนหมิงกับสวัสดีฮอลิเดย์ทัวร์ ส่วน ทิฆัมพร บุญมาก มีทริปจีนที่ฉงฉิ่น เฉินตู !!…

บารอนเนส

ปิดฉากความสำเร็จ ‘Health & Nutrition Asia 2026’ ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

ปิดฉากความสำเร็จ 'Health & Nutrition Asia 2026' ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

ปิดฉากความสำเร็จ ‘Health & Nutrition Asia 2026’ ตอกย้ำเวทีธุรกิจอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ของเอเชีย

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

สามวันแห่งการค้นพบ การสร้างเครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจในงานแสดงสินค้าเฉพาะทางด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์ที่สำคัญที่สุดของเอเชีย จัดร่วมกับ VICTAM Asia, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia งานแสดงสินค้าและการประชุมระดับนานาชาติ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) 2026 ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ หลังจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยตลอดระยะเวลา 3 วัน งานได้รวบรวมผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์จากทั่วโลก พร้อมสร้างเวทีสำคัญสำหรับการเจรจาธุรกิจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์

การจัดงานในปีนี้จัดขึ้นพร้อมกับ VICTAM Asia, GRAPAS Asia และ Horti & Agri Asia ซึ่งทั้งสี่งานร่วมกันต้อนรับผู้เข้าชมรวม 10,639 ราย จาก 73 ประเทศ ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agrifood Value Chain) เพิ่มขึ้น 23% จากการจัดงานครั้งที่ผ่านมา

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีบนพื้นที่จัดแสดงรวมกว่า 17,000 ตารางเมตร ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าและธุรกิจสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย ยังดึงดูดผู้นำในอุตสาหกรรมกว่า 125 ราย เข้าร่วมงาน สะท้อนถึงบทบาทของงานในฐานะแพลตฟอร์มระดับนานาชาติสำหรับผู้กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมโภชนาการและสุขภาพสัตว์

สี่งาน หนึ่งวิสัยทัศน์: พลังของการจัดงานร่วมกัน

ความสำเร็จของการจัดงานในปี 2569 มาจากการผสานพลังของการจัดงานร่วมกันทั้งสี่งาน ซึ่งแต่ละงานมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างสมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) ทำหน้าที่เป็นเวทีเฉพาะทางสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นนักโภชนาการอาหารสัตว์ สัตวแพทย์ ผู้ผลิต และผู้ซื้อในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ครอบคลุมสัตว์เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สัตว์ปีก สุกร สัตว์น้ำ โคเนื้อ และโคนม

ขณะที่ VICTAM Asia นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกด้านการผลิตอาหารสัตว์ การอัดเม็ด และการแปรรูปธัญพืช เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เทคโนโลยีได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายความร่วมมือทางธุรกิจ

ด้าน GRAPAS Asia มุ่งเน้นเทคโนโลยีการแปรรูปธัญพืชและระบบหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของห่วงโซ่อุปทานธัญพืชในภูมิภาค

ส่วน Horti & Agri Asia เติมเต็มภาพรวมของอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีด้านพืชสวนและเกษตรสมัยใหม่ เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคการผลิตพืชและการผลิตสัตว์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต

การจัดงานร่วมกันทั้งสี่งานทำให้ผู้เข้าชมสามารถเดินชมพื้นที่จัดแสดงที่เชื่อมต่อถึงกันได้อย่างสะดวก พร้อมเข้าถึงโซลูชัน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจจากหลากหลายภาคส่วนของอุตสาหกรรม

เวทีระดับโลกที่หยั่งรากในเอเชีย

หนึ่งในจุดเด่นของงานในปีนี้คือการมีส่วนร่วมจากนานาประเทศ โดยเฉพาะ พาวิลเลียนจากประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติที่มีต่อเวทีธุรกิจด้านอาหารสัตว์และสุขภาพสัตว์ในภูมิภาคเอเชีย

นาตาชา ฮอลล์ (Natasha Hall) รองประธาน VIV Worldwide กล่าวว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการเติบโตของแพลตฟอร์มและพลังของอุตสาหกรรมโดยรวม การเข้าร่วมของพาวิลเลียนจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสองตลาดที่มีนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างรวดเร็วในเอเชีย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติที่มีต่อเวทีนี้ และย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือข้ามพรมแดนในการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม”

นอกจากนี้ สถาบันวิจัยและองค์กรชั้นนำระดับโลกยังเข้าร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ภายในงาน อาทิ องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health), BIOTEC, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Asian Federation of Biotechnology โดยนำเสนอประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม ตั้งแต่นวัตกรรมการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โปรตีนทางเลือก ระบบฟาร์มดิจิทัล ไปจนถึงกลยุทธ์รับมือกับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

เวทีสัมมนาเข้มข้น ตอบโจทย์อุตสาหกรรม

โปรแกรมสัมมนาภายในงานถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ โดยครอบคลุมหัวข้อเกี่ยวกับสัตว์เศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สัตว์ปีก สัตว์น้ำ โค และสุกร ภายใต้ธีม “Shaping the Future of Animal Feed and Health through Sustainability & Innovation” งานสัมมนาได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 73 คน จาก 34 หัวข้อการบรรยาย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การจัดการการดื้อยาปฏิชีวนะ โภชนาการแม่นยำ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และนวัตกรรมสารเสริมอาหารสัตว์ยุคใหม่

หลายหัวข้อได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าร่วมงาน โดยสะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการสำหรับโรงงานอาหารสัตว์และเกษตรกร (ThaiSAN) แนวทางการผลิตกุ้งอย่างยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (BIOTEC) การผสานโภชนาการและความปลอดภัยทางชีวภาพในฟาร์มสัตว์น้ำ (TAVA) รวมถึงการบรรยายจาก กรมปศุสัตว์ เกี่ยวกับแนวทางลดการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ และการเปิดตัวนวัตกรรม Lignofeed จาก Innovabiotics เนื้อหาที่เข้มข้นและหลากหลายของโปรแกรมสัมมนา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย ในการนำเสนอองค์ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์ของเอเชีย

แพลตฟอร์มสำคัญของอุตสาหกรรมในทุกสองปี

การจัดงานในปี 2569 ยังตอกย้ำบทบาทของ วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย (Health & Nutrition Asia) ในฐานะแพลตฟอร์มธุรกิจที่จัดขึ้นทุกสองปี ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่ออุตสาหกรรมในช่วงระหว่างรอบการจัดงาน VIV Asia

ยารูน วาน ฮูฟ (Jeroen van Hooff) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานบริษัท Royal Dutch Jaarbeurs และ VNU Group กล่าวว่า “ตลอดสามวันที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมงานไม่ได้เพียงแค่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า แต่ยังได้เดินสำรวจพื้นที่จัดแสดง พบปะคู่ค้าทางธุรกิจ และค้นหาโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจของตน การตัดสินใจของผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ การจัดซื้อวัตถุดิบ หรือการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมโปรตีนจากสัตว์”

งาน วิฟ เฮลท์ แอนด์ นูทริชัน เอเชีย 2028 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มีนาคม 2571 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.healthandnutrition.viv.net

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

เรื่องต้องรู้ ‘วัณโรค’ แพร่กระจายเชื้ออย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

วัณโรค (tuberculosis) เป็นโรคระบาดยังพบมีการกระจายอยู่ในประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (Mycobacterium tuberculosis) โดยเมื่อผู้ป่วยวัณโรคปอด หลอดลม หรือกล่องเสียง ไอ จาม พูดดัง ๆ ตะโกน หัวเราะหรือร้องเพลง ทำให้เกิดละอองฝอย (droplet nuclei) ฟุ้งกระจายออกมา เมื่อผู้อื่นสูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าไปสู่ถุงลมในปอด ทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหลายคนมักคุ้นเคยในชื่อ “วัณโรคปอด” เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปอดแล้ว เชื้อโรคก็สามารถแพร่กระจายสู่อวัยวะทั่วร่างกาย เช่น สมอง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ กระดูกสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น คนส่วนใหญ่ ประมาณ 70-90% เมื่อรับเชื้อวัณโรค เชื้ออาจอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการใด ๆ เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถควบคุมเชื้อไว้ได้ แต่สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยเอชไอวี หรือผู้ที่ได้รับ          

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช

พญ.พวงรัตน์ ตั้งธิติกุล (ว.38200) แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค เพื่อใช้สำหรับดูแลตนเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

ปัจจัยที่มีผลต่อการแพร่กระจายเชื้อวัณโรค

แบ่งได้เป็น 3 ด้าน คือ ปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น วัณโรคปอด หลอดลมหรือกล่องเสียง ในระยะที่มีเชื้อในเสมหะ หรือมีแผลโพรงในปอด จะมีเชื้อจำนวนมาก สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อับทึบและคับแคบ แสงแดดส่องไม่ถึง การถ่ายเทอากาศไม่ดี เชื้อจะไม่ตาย สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน ปัจจัยด้านระบบบริการ เช่น การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า การให้ยารักษาไม่ถูกต้อง การรักษาไม่ครบ การทำหัตถการที่ทำให้เกิดละอองฝอย ทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของเชื้อ

มีคนรู้จักเป็นวัณโรค แล้วหนูจะเป็นอะไรไหมหมอ?

สำหรับผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยและอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองอาการ และเอกซเรย์ปอดโดยเร็วที่สุด  ได้แก่

บุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และได้ใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอด บุคคลทั่วไป ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรคปอดในช่วง 3 เดือน ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษา ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเป็นประจำกับผู้ป่วย  ผู้สัมผัสใกล้ชิด เป็นระยะเวลาสะสมเฉลี่ย 120 ชั่วโมง/เดือน

เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ได้สัมผัสผู้ป่วย  ผู้ที่สัมผัสผู้ป่วยในระยะสั้น ๆ หรือไม่ได้สัมผัสใกล้ชิด ถือว่าความเสี่ยงต่ำ

เมื่อไหร่? ควรสงสัยว่าเป็นวัณโรค

แม้ว่าผู้ป่วยวัณโรคส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ คือ มีไข้  โดยเฉพาะไข้ในเวลากลางคืน เรื้อรัง เกิน 1 สัปดาห์ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาการไอเรื้อรัง หรือไอเป็นเลือดโดยเฉพาะหากมีประวัติสัมผัสผู้ป่วยวัณโรค ไม่ควรละเลย !! ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องป้องกันสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากวัณโรคได้

ทั้งนี้ แผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ประเทสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2025 รวมถึง โปรแกรมการรับรอง AACI “ความเป็นเลิศด้านสตรีมีครรภ์” AACI Clinical Excellence Certification Maternity Services ค.ศ.2025, ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร.1507 Line: @navavej

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ออกแบบตัดเย็บโดย ‘ธีระพันธ์ วรรณรัตน์’ ศิลปินแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงฉลองพระองค์แบบชาวภูไท ตัวเสื้อผ้าไหมสีดำกุ๊นไหมแดง และพระภูษาต่อลายขิด ทรงผ้าเบี่ยงแพรวา ซึ่งทอด้วยเทคนิคการทอแบบ “ลายขิด” และ “ลายจก”  ซึ่งเป็นเทคนิคของช่างทอผ้าชาวภูไท ในอำเภอบ้านโพนจังหวัด กาฬสินธุ์ ออกแบบตัดเย็บโดย นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ในโอกาสเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการการจัดแสดงผลงานภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชน จำนวน 30 กลุ่ม ณ สหกรณ์ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา บ้านโพน กาฬสินธุ์ จำกัด อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์

พระกระเป๋าย่านลิเภาที่ทรงถือเป็นของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระราชทานคำแนะนำในการออกแบบแก่สมาชิกเมื่อครั้งเสด็จทรงงานที่ภาคใต้

การนี้ ทรงเยี่ยมชมกลุ่มชุมชนศิลปาชีพทอผ้าไหมแพรวา จำนวน 2 ครัวเรือน โดยบ้านหลังที่ 1 เป็นการนำเสนอกระบวนการทอผ้าไหมแพรวาตั้งแต่เริ่มต้น ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไปจนถึงกระบวนการเสร็จสิ้น และบ้านหลังที่ 2 เป็นการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมภูไท เช่น หมอเหยา ครัวภูไท ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ ความเป็นชาวภูไท พร้อมทั้งพระราชทานพระวโรกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับพระราชทานคำแนะนำในการเข้าเฝ้าปีที่ผ่านมาเข้าเฝ้าถวายผลงานและรับพระราช

ทานคำแนะนำ ซึ่งผู้ประกอบการผ้าและงานหัตถกรรมต่างน้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” เป็นแนวทางในการต่อยอดภูมิปัญญาทอผ้าของบรรพบุรุษ ทั้งการออกแบบลวดลายทอผ้าที่มีการพัฒนาลวดลายให้ทันสมัยควบคู่การนำลายผ้าพระราชทานลวดลายต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบของลายผ้าผสมผสานเข้ากับลายโบราณดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ทั้งยังมีการทำกระบวนการทอผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการย้อมสีธรรมชาติ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย ‘MDGT’ รุ่นล่าสุด

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย 'MDGT' รุ่นล่าสุด

KEMREX ฉลองครบรอบ 15 ปี เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ฝีมือคนไทย ‘MDGT’ รุ่นล่าสุด

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.18 น.

บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด (KEMREX) ผู้นำด้านนวัตกรรมฐานรากเข็มเหล็ก จัดงานภายใต้แนวคิด “Beyond 300 Million : Genuine Trust, Solid Foundation” ณ KEMREX Hall @ Sukhumvit 101 โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ พิธีรับมอบกรมธรรม์ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) วงเงินความคุ้มครอง 300 ล้านบาท จาก Allianz Ayudhya ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของบริษัท พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัวนวัตกรรมรถติดตั้งเข็มเหล็ก “MDGT” ที่พัฒนาโดยคนไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการทำงานหน้างานก่อสร้าง

การรับมอบกรมธรรม์ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณนนท์วริศ สมฤทธิ์ฐิติกุล ตัวแทนจาก Allianz Ayudhya เป็นผู้ส่งมอบ โดยการยกระดับวงเงินความคุ้มครองของบริษัทอย่างต่อเนื่องจาก 100 ล้านบาท สู่ 200 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาทในปัจจุบัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของบริษัทประกันภัยระดับโลกต่อมาตรฐานผลิตภัณฑ์และระบบการดำเนินงานของ KEMREX ซึ่งมีประวัติการดำเนินงานที่โดดเด่นและ ไม่เคยมีประวัติการเคลมความเสียหายจากผลิตภัณฑ์ (Zero Claim History)

ภายในงานยังมีการเสวนาเกี่ยวกับมาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นครินทร์ ศรีสุวรรณ นักวิจัยจากสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส ร่วมให้ข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับการทดสอบความแข็งแรงและมาตรฐานความปลอดภัยของระบบฐานราก เพื่อยืนยันคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบตามหลักวิศวกรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือการเปิดตัว “MDGT” นวัตกรรมรถติดตั้งเข็มเหล็กที่พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง KEMREX และ บริษัท สุธีแทงเกอร์ แอนด์ สเปเชียลทรัคส์ จำกัด (บริษัทในเครือสุธีกรุ๊ป) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถบรรทุกเฉพาะทางและรถแทงเกอร์สำหรับภาคอุตสาหกรรม โดย คุณประดิษฐ์ ธรรมมนุญกุล ผู้บริหารจากบริษัท สุธีแทงเกอร์ แอนด์ สเปเชียลทรัคส์ จำกัด ได้ร่วมบรรยายถึงสมรรถนะของรถติดตั้งที่ถูกออกแบบ “โดยคนไทย เพื่อหน้างานไทยโดยเฉพาะ” ซึ่งสามารถรองรับการทำงานที่สูงขึ้น เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหน้างานได้มากถึง 30%

คุณประเสริฐ ธรรมมนุญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เข็มเหล็ก จำกัด กล่าวว่า “การรับมอบกรมธรรม์ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ วงเงินความคุ้มครอง 300 ล้านบาทในครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการดำเนินธุรกิจของ KEMREX ขณะเดียวกัน การเปิดตัวรถติดตั้งเข็มเหล็ก MDGT ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ครอบคลุมถึงเครื่องมือและกระบวนการติดตั้งทั้งหมด เพื่อยกระดับมาตรฐานงานฐานรากของไทย และสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและลูกค้าในทุกโครงการ”