แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

Photo of the week : คริสตศาสนิกชนฉลองเทศกาลอีสเตอร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดในปฏิทินของคริสเตียนเพื่อระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าความเชื่อพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ประเพณีการเฉลิมฉลองในแต่ละภูมิภาคกลับมีความหลากหลายและเป็นเอกลักษณ์ตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งในนครรัฐวาติกัน ยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงในเอเชียและออสเตรเลีย โดยคริสตจักรโรมันคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ ฉลองในวันที่ 5 เมษายน 2026 ตามปฏิทินเกรกอเรียน ส่วนคริสตจักรตะวันออก หรือออร์โธดอกซ์ ฉลองในวันที่ 12 เมษายน 2026 เนื่องจากใช้ปฏิทินจูเลียนในการคำนวณ

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

‘Astro Kids Summer Camp 2026’ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ แบบ One Day Trip

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

NARIT จัดค่ายดาราศาสตร์ฤดูร้อน “Astro Kids Summer Camp 2026” พาน้องๆ เยาวชนอายุ 9-12 ปี กว่า 30 คน เปิดประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ อวกาศ และงานพัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำ แบบ One Day Trip ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

กิจกรรมในครั้งนี้จัดเต็มทั้งความรู้และความสนุก เริ่มต้นด้วยการชมท้องฟ้าจำลองระบบฟูลโดมดิจิทัลรอบพิเศษ ต่อด้วยกิจกรรม Walk Rally เยี่ยมชมงานพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์และวิศวกรรมขั้นสูง อาทิ กล้องโทรรทรรศน์ 0.8 เมตร ฝีมือคนไทย เครื่องกัดขึ้นรูปผิวกระจกด้วยหัวเพชร ห้องปฏิบัติการเครื่องเคลือบกระจก ห้องไร้คลื่นสะท้อน (Anechoic Chamber) ห้องปฏิบัติการทดสอบและประกอบดาวเทียม (Clean Room)

ไฮไลต์ในปีนี้ที่ทำให้น้องๆ หลายคนตื่นเต้นสุดๆ คือการบุกห้องควบคุมสถานีภาคพื้นดิน (Mission Ground Control Room) สวมบทบาทเป็น “นักควบคุมภารกิจอวกาศ” พร้อมพบปะพูดคุยกับพี่ๆ วิศวกรผู้พัฒนาดาวเทียมตัวจริง ที่ช่วยจุดประกายความฝันและแรงบันดาลใจให้กับของน้องๆ อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ น้องๆ ยังได้ออกแบบสิ่งมีชีวิตนอกโลกในแบบของตนเอง ซึ่งแต่ละผลงานมีความหลากหลาย สร้างสรรค์ แปลกใหม่ และเต็มไปด้วยจินตนาการ ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมเรียนรู้การใช้งานกล้องดูดาวแบบพกพาอย่างง่าย

นอกจากความสนุกแล้ว ค่ายนี้ยังช่วยปลูกฝังพื้นฐานด้านดาราศาสตร์ อวกาศ และงานพัฒนาเทคโนโลยี กระตุ้นความคิดเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมให้เยาวชนสนใจในวิทยาศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ในอนาคต

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในปีถัดไป ติดตามข้อมูลได้ที่ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ  และเว็บไซต์ www.NARIT.or.th

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

Health News : แม่ตั้งครรภ์ใช้ไทเลนอลได้สบายๆ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาขนาดใหญ่จากเดนมาร์กที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Pediatrics ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ไม่พบความเชื่อมโยง ระหว่างการใช้ยาพาราเซตามอล หรือไทเลนอล ระหว่างตั้งครรภ์กับความเสี่ยงที่ลูกจะเป็นออทิสติก โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจากเด็กที่เกิดในเดนมาร์กกว่า 1.5 ล้านคน ช่วงระหว่างปี 1997–2022 พบว่า กลุ่มที่แม่ใช้ยา มีอัตราการวินิจฉัยออทิสติกที่ 1.8% ส่วนกลุ่มที่แม่ไม่ได้ใช้ยา มีอัตราการวินิจฉัยที่ 3.0%

เมื่อนักวิจัยปรับปัจจัยรบกวนอื่นๆ เช่น อายุของแม่ ดัชนีมวลกาย หรือประวัติสุขภาพ พบว่าความเสี่ยงไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อนักวิจัยถึงกับเปรียบเทียบพี่น้องที่คนหนึ่งได้รับยาในครรภ์แต่อีกคนไม่ได้รับ เพื่อตัดปัจจัยด้านพันธุกรรมออก ผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างของความเสี่ยงเช่นกัน

ผลวิจัยนี้มีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดความกังวลให้คุณแม่ที่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดหรือลดไข้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า อาการไข้สูงที่ไม่ได้รับการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์ มีอันตรายต่อพัฒนาการของทารกมากกว่าการกินยาพาราเซตามอลเสียอีก องค์กรการแพทย์ระดับโลกอย่าง ACOG ยังคงแนะนำว่าพาราเซตามอลเป็นยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนท้อง หากใช้อย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ อย่างไรก็ดี ยาแก้ปวดกลุ่มอื่น เช่น ไอบูโพรเฟน ไม่แนะนำให้ใช้ในคนท้อง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อไตและระบบหมุนเวียนเลือดของทารกได้

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen's Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

ตะลอนเที่ยว : St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี เป็นเมืองที่ได้รับการยกย่องว่ามีมนต์เสน่ห์ที่สามารถมัดใจให้ผู้ไปเยือนต้องหลงใหล แบบชนิดที่ว่าหากมีโอกาสได้กลับไปอีก ก็จะต้องกลับไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายหลายแบบ แต่สามารถผสมกลมกลืนได้อย่างลงตัวสุด ๆ เช่น สถาปัตยกรรมแบบนิโอกอธิค นิโอคลาสสิก อาร์ตนูโว บาโรก โรมาเนสก์ และกอธิคยุคกลาง 

แต่สัปดาห์นี้ จะพาคุณไปเที่ยวชมและกราบนมัสการพระผู้เป็นเจ้าในมหาวิหาร St. Stephen’s หรือ St. Stephen’s Bacilica แห่งกรุงบูดาเปสต์ ก่อนอื่นของเล่าให้ฟังว่า Bacilica คือมหาวิหารในศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก โบสถ์ที่มีสถานะเป็น Bacilica คือโบสถ์สำคัญมากในทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นพิเศษ ซึ่งได้รับเกียรติหรือการยกย่องโดยสมเด็จพระสันตะปาปา ส่วนคำว่า Cathedral แปลว่าอาสนวิหาร เป็นโบสถ์หลักของสังฆมณฑลที่มีพระระดับบิชอปประจำอยู่ และยังมีคำว่า Church กับ Chapel อีกด้วย ซึ่งหากแปลแบบง่าย ๆ ก็จะเรียกว่าโบสถ์ในศาสนาคริสต์ แต่ในความเป็นจริงคำที่ใช้นั้นบ่งบอกถึงสถานภาพและความสำคัญของสิ่งปลูกสร้างโดยแท้จริง

St. Stephen’s Bacilica (Szent Istvan Bazilika) นับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในฮังการี และยังได้รับการยอมรับว่างดงามที่สุดแห่งหนึ่งของฮังการีด้วย มหาวิหารนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี คือ เซนต์สตีเฟน 

ความสำคัญอีกประการของมหาวิหารนี้คือ เป็นที่เก็บรักษาพระหัตถ์ขวาของเซนต์สตีเฟน ผู้ทรงเป็นทั้งกษัตริย์และนักบุญของเมือง โดยพระหัตถ์ขวาของพระองค์ถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบมัมมี่ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมือง นอกจากนั้นยังเปิดให้ผู้เข้าชมมหาวิหารขึ้นไปบนบริเวณรอบโดม และชมวิวเมืองได้ 360 องศา รวมถึงชมห้องพระคลังมหาสมบัติประจำมหาวิหารด้วย นอกจากนี้ ภายในมหาวิหารยังมีคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกสารพัดชนิดให้ชมตลอดปี รวมถึงคอนเสิร์ตออร์แกนอีกด้วย (จำหน่ายบัตรเข้าชม) อัตราแลกเปลี่ยนเงินโฟรินต์ฮังการีเทียบกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 100 โฟรินต์ฮังการีเท่ากับ 10 บาท ราคาบัตรเข้าชมมหาวิหารตกประมาณคนละ 600 บาท ส่วนบัตรชมคอนเสิร์ตตกประมาณคนละ 38 ยูโร (1 ยูโรมีค่าประมาณ 380 โฟรินต์ฮังการี) 

บอกได้เพียงคำเดียวว่า เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแห่งนี้ คุณจะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่อลังการและความวิจิตรบรรจงได้โดยพลัน และยังได้ชมงานศิลป์ล้ำค่าของเหล่าศิลปินร่วมสมัยนามอุโฆษที่ตกแต่งอยู่ที่แท่นบูชา เป็นผลงานที่รังสรรเพื่อนักบุญสตีเฟน กษัตริย์องค์แรกของราชรัฐฮังการี ผู้ทรงเปลี่ยนศาสนาให้ชาวฮังการีผู้เร่ร่อนให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ และทรงทำให้รัฐแห่งนี้กลายเป็นเมืองที่เข้มแข็งได้ในเวลาต่อมา

เมื่อคุณเข้าไปในมหาวิหารแล้ว ขอให้ชมแท่นบูชาหลัก ที่มีรูปปั้นนักบุญสตีเฟนแกะสลักจากหินอ่อนคาร์รารา ฝีมือของอาลาโฆส สโตรเบิล และต้องไม่พลาดชมเทวดากาเบรียลถือมงกุฎศักดิ์สิทธิ์เหนือพระเศียรกษัตริย์

มหาวิหารนี้มีโดมสูง 96 เมตร จึงโดดเด่นมากท่ามกลางกลุ่มอาคารต่าง ๆ ในเมืองเปสต์ (กรุงบูดาเปสต์แบ่งเป็นสองส่วน คือบูดา และเปสต์) และจะได้เห็นเสาหลักสี่ต้นที่ช่วยค้ำยันมหาวิหารให้ตั้งตระหง่าน รวมถึงต้องไม่พลาดการชมจิตรกรรมฝาผนังรูปพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา ที่ประดับอยู่กลางโดม

แท่นบูชา Patrona Hungariaeโดย Gyula Benczúr depicts แสดงภาพนักบุญสตีเฟนถวายมงกุฎฮังการีแด่พระแม่มารี และทรงขอให้พระองค์เป็นผู้พิทักษ์ประเทศฮังการี

พระหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญสตีเฟน สมบัติล้ำค่าที่สุดของฮังการี คือกำปั้นขวาที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบมัมมี่ อยู่ ทางด้านซ้ายของแท่นบูชาหลัก สมบัติชิ้นสำคัญนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้กระจกที่ตกแต่งอย่างวิจิตร 

และอย่าพลาดการชมกระจกสีที่งดงามวิจิตรบรรจงมาก ซึ่งเป็นผลงานของมิกซา โรธ และหากได้ขึ้นไปชมด้านบนของมหาวิหาร ต้องไม่พลาดชมระฆังที่ใหญ่ที่สุดของฮังการี หนัก 9 ตัน แขวนอยู่ในหอคอยด้านขวา  

ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม คือวันฉลองนักบุญสตีเฟน จัดเป็นงานประจำปี โดยมีพิธีแห่พระนั่งศักดิ์สิทธิ์ไปรอบมหาวิหาร

ช่วงนี้เราอาจจะเดินทางไปต่างประเทศได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะมีสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงแพงมาก ราคาตั๋วเครื่องบินก็แพงมาก ค่ากินค่าอยู่ก็แพงระยับ ดังนั้น ขอให้คุณ ๆ อ่านเรื่องและชมภาพของมหาวิหารเซ็นต์สตีเฟนไปพลาง ๆ ก่อน หากบ้านเมืองและโลกใบนี้สงบอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราจะไปเที่ยวไปชมมหาวิหารนี้ด้วยกัน

หากสนใจจะร่วมทริปอบอุ่นและเพรียบพร้อมด้วยการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ซึ่งรับสมาชิกจำนวนจำกัด นำทัวร์โดย Mr. Flower โปรดติดต่อ 0917233615 แล้วเราจะไปท่องโลกและท่องไทยด้วยกัน

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต...‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

สกู๊ปพิเศษ : ส่องอนาคต…‘ช้างไทย’ บทเรียนการเคลื่อนย้ายช้าง โดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญช้างป่า

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ข่าวการเสียชีวิตของสีดอหูพับ ช้างป่าเพศผู้จากภูหลวง สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยเป็นจำนวนมาก ช้างป่าที่เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียล ดูปกติและแข็งแรง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พยายามเคลื่อนย้ายกลับไปสู่ถิ่นที่อาศัยในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ.เลย สีดอหูพับเกิดมีอาการชักและเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ซึ่งในเวลาต่อมา ผลการชันสูตรพบว่าในกระเพาะของสีดอหูพับเต็มไปด้วยอาหาร – อ้อยและมัน

เกิดอะไรขึ้นกับการเคลื่อนย้ายช้างป่า? เหตุใดความพยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพสัตว์กลับสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตและนำไปสู่จุดจบของช้างป่าสีดอหูพับได้? หรือเพียงมีกำลังคนและอุปกรณ์คงไม่พอ นายสัตวแพทย์ ดร.อลงกรณ์ มหรรณพ นิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการรักษาและดูแลช้างมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายช้าง อาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์และบริบทพื้นที่ ประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง และการเตรียมการอย่างละเอียดและเป็นระบบ ซึ่งการให้ยาซึมในช้างเป็นกระบวนการที่ต้องคำนึงถึงระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพราะช้างเป็นสัตว์ที่มีน้ำหนักหลายตัน เมื่อได้รับยาซึม กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะคลายตัว รวมถึงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนและการควบคุมทางเดินอาหาร หากมีอาหารค้างอยู่ในกระเพาะหรือหลอดอาหาร โอกาสเกิดการไหลย้อนและสำลักเข้าสู่ทางเดินหายใจสามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ช้างอยู่ในท่านอนหรือตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม

“การให้ยาซึมไม่ใช่แค่ฉีดยาแล้วจบ แต่ต้องประเมินสภาพร่างกาย เวลาการกินอาหาร และจัดท่าทางให้เหมาะสมตลอดกระบวนการ” น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวและว่า ในกรณีของช้างเลี้ยง การใช้ยาซึมมักเกิดขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะช่วงที่ช้างตกมันหรือมีอาการอาละวาด ซึ่งอาจมีปัจจัยกระตุ้นจากอากาศร้อนจัด ความเครียด หรือแม้แต่การให้อาหารไม่ตรงเวลา

“เมื่อช้างแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง จำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์โดยเร็วที่สุด เพราะช้างเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สามารถก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ การตัดสินใจจึงต้องรวดเร็วและอยู่ภายใต้การประเมินอย่างรอบคอบ”

โดยทั่วไปช้างที่อาละวาดมักไม่ได้อยู่ในภาวะอดอาหาร แต่กินน้ำและอาหารตามปกติมาก่อน เมื่อจำเป็นต้องให้ยาซึม ทีมสัตวแพทย์จะเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีความกังวลเรื่องการอาเจียน อาจพิจารณาให้ยาป้องกันการอาเจียนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มักไม่ค่อยพบว่าช้างมีการอาเจียนหรือสำรอกอาหารออกมาเหมือนสัตว์บางชนิด

สำหรับประเด็นเรื่อง ภาวะสำลักอาหาร ระหว่างการเคลื่อนย้ายสัตว์ใหญ่ หากมีการเตรียมการอย่างเหมาะสม หลังจากให้ยาสลบหรือยาซึมจนช้างอยู่นิ่งแล้ว ทีมงานจะฉีดยาใต้ผิวหนังบริเวณรักแร้หรือโคนขาหน้าใกล้ลำคอ เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เข้าสู่กระแสเลือดและช่วยยับยั้งการอาเจียนโดยเฉพาะในช่วงที่สัตว์ไม่รู้สึกตัว สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดไม่ใช่เพียงอาหารในกระเพาะ แต่คือน้ำลายที่อาจไหลย้อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ หากเข้าสู่ปอดอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก ซึ่งเป็นภาวะอันตรายและอาจถึงแก่ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลภาคสนามที่เคยประสบมา ยังไม่พบกรณีภาวะแทรกซ้อนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง น.สพ.ดร.อลงกรณ์ กล่าวพร้อมชี้ว่า การใช้ยาซึมในช้างมีผลต่อความปลอดภัยของช้าง ซึ่งต้องประเมินเป็นรายตัว เพราะช้างแต่ละเชือกมีความแตกต่างกัน ความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับยาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ อายุและสภาพร่างกายของช้าง ระดับความเครียดก่อนการจับ สภาพแวดล้อมขณะปฏิบัติงาน และประสบการณ์ของทีมสัตวแพทย์ ช้างแต่ละตัวตอบสนองต่อยาซึมไม่เท่ากัน บางตัวออกฤทธิ์เร็ว บางตัวช้า บางตัวมีความไวต่อยา ดังนั้นการคำนวณปริมาณยาและการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

จุดสังเกตสำคัญคือพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของช้าง ยกตัวอย่างว่าใบหูของช้างมีบทบาทสำคัญในการระบายความร้อน หากใบหูยังเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ ไม่ตก ไม่ห้อยผิดปกติ และช้างไม่แสดงอาการซึมหรือง่วงผิดธรรมชาติ ถือเป็นสัญญาณที่ดี เช่นเดียวกับการแกว่งหาง หากยังแกว่งไปมาตามจังหวะปกติ แสดงว่าระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังทำงานได้ตามปกติ

ในด้านสัญญาณชีพ อัตราการหายใจของช้างโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4–10 ครั้งต่อนาที ขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรจะอยู่ที่ประมาณ 25–30 ครั้งต่อนาที สำหรับช้างเลี้ยงสามารถคลำชีพจรบริเวณด้านหลังใบหูได้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในกรณีของช้างป่า การเข้าถึงตัวเพื่อตรวจวัดจะทำได้ยากกว่า ต้องอาศัยความระมัดระวังและประสบการณ์สูง โดยเฉพาะหากยังไม่ได้ให้ยาซึม

อุณหภูมิร่างกายปกติของช้างจะอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ใกล้เคียงกับมนุษย์ วิธีประเมินเบื้องต้นสามารถใช้ฝ่ามือสัมผัสบริเวณด้านข้างลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่ถ่ายเทความร้อนได้ดี หากรู้สึกร้อนจัดกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของไข้หรือความผิดปกติภายในร่างกาย “ในกรณีช้างป่า เมื่อมีการให้ยาซึมแล้ว ทีมสัตวแพทย์จะต้องเข้าใกล้ตัวช้างให้มากที่สุด เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ การหายใจและชีพจรอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสัญญาณชีพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ”

ระดับความเครียดของช้างเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของทั้งตัวสัตว์และผู้ปฏิบัติงาน ช้างที่เผชิญหน้ากับคนจำนวนมาก ถูกไล่ต้อน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน มักมีระดับฮอร์โมนความเครียดสูง ส่งผลต่อระบบหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และการหายใจ เมื่อช้างอยู่ในภาวะตื่นตัวหรือหวาดระแวง การตอบสนองของร่างกายจะรุนแรงกว่าปกติ หากต้องมีการใช้ยาซึมในช่วงเวลาดังกล่าว ความเครียดที่สะสมอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือระบบหายใจทำงานผิดปกติได้

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความจำดีและรับรู้สิ่งแวดล้อมได้ไว หากสถานการณ์รอบตัววุ่นวาย เสียงดัง หรือมีคนจำนวนมาก ความตื่นตระหนกจะเพิ่มขึ้นทันที ซึ่งยิ่งทำให้การควบคุมสถานการณ์ยากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะทำอะไรกับช้าง เราต้องทำให้เขาสงบก่อน ลดความตื่นตกใจให้มากที่สุด เพราะถ้าเขาเครียด ทุกอย่างจะเสี่ยงขึ้นทันที ดังนั้นการวางแผนการจับหรือเคลื่อนย้ายที่ดี จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมอุปกรณ์หรือทีมสัตวแพทย์เท่านั้น แต่ต้องจัดการสภาพแวดล้อม ลดสิ่งกระตุ้น และทำงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้ช้างอยู่ในภาวะ ที่ปลอดภัยที่สุดก่อนเริ่มดำเนินการใดๆ” เพราะโดยทั่วไปการเคลื่อนย้ายช้างเลี้ยงมักไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรงบ่อยนัก แต่ในกรณีช้างป่าที่ต้องวางยาสลบและขนย้าย ความเสี่ยงจะสูงกว่าและต้องอาศัยประสบการณ์อย่างมาก

สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือการทำความเข้าใจ บริบทของพื้นที่ และธรรมชาติของช้างในแต่ละผืนป่า เพราะสภาพแวดล้อมของแต่ละแห่ง เช่น เขาใหญ่ ภูหลวง หรือพื้นที่อื่น ๆ แตกต่างกันทั้งภูมิประเทศ พฤติกรรมสัตว์ และความคุ้นเคยกับมนุษย์ สัตวแพทย์ที่ทำงานด้านสัตว์ป่าจึงควรลงพื้นที่ คลุกคลีกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และเรียนรู้พฤติกรรมของช้างในพื้นที่นั้นอย่างจริงจัง

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

Science Update : อินโดนีเซียเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อินโดนีเซียกำลังเตรียมพร้อมรับมือฤดูหมอกควันและไฟป่าที่รุนแรงกว่าปกติในปี 2026 โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญจากการคาดการณ์การกลับมาของปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) โดยคาดว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินโดนีเซียจะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจะ รุนแรงที่สุดในเดือนสิงหาคม ขณะที่นักวิจัยจากสำนักงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ เอลนีโญระดับรุนแรงพิเศษ (Godzilla El Niño) ซึ่งอาจทำให้อินโดนีเซียเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 30 ปี

แม้จะยังไม่เข้าสู่ช่วงพีคของฤดูแล้ง แต่พบว่ามีสัญญาณเตือนที่รุนแรงแล้ว เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม มีพื้นที่เกิดไฟป่าในอินโดนีเซียไปแล้วกว่า 200,000 ไร่ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20 เท่า และตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนเมษายน ตรวจพบจุดความร้อนแล้ว 1,601 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ รีเยา กาลีมันตันตะวันตก และกาลีมันตันกลาง ซึ่งในจังหวัดรีเยาได้มีการประกาศสถานะฉุกเฉินไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2026 แล้ว

หน่วยงานต่างๆ ของอินโดนีเซียเตรียมพร้อมมาตรการต่างๆ ทั้งเตรียมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิดน้ำ 16 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน 12 ลำ ประจำการในจังหวัดกลุ่มเสี่ยง มีการทำฝนหลวงและการเติมน้ำในพื้นที่ป่าพรุ เพื่อรักษาความชื้นในดินและป้องกันไม่ให้ดินพรุติดไฟได้ง่าย พร้อมเข้มงวดกับการสั่งห้ามเผาพื้นที่เพื่อเตรียมดินเกษตรกรรม โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี สำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

ฉลองครบรอบ 40 ปี ‘คริสตีส์’ จัดงานประมูลสด ’20th/21st Century Spring Auctions’ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

ฉลองครบรอบ 40 ปี 'คริสตีส์' จัดงานประมูลสด '20th/21st Century Spring Auctions' ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

ฉลองครบรอบ 40 ปี ‘คริสตีส์’ จัดงานประมูลสด ’20th/21st Century Spring Auctions’ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชีย-ตะวันตก

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

คริสตีส์ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอเชียในการประมูลฤดูใบไม้ผลิ 20th/21st Century Sales ทำยอดรวม 886.8 ล้านเหรียญฮ่องกง (113.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ราคาเคาะขายพุ่งสูงกว่าประเมินขั้นต่ำ 121% | 52% ของล็อตทำราคาสูงกว่าประเมินขั้นสูง 20th/21st Evening Sale ขายหมด 100% ของล็อต สร้างสถิติโลกการประมูล 14 รายการ ครอบคลุมศิลปะทั้งเอเชียและตะวันตก

คริสตีส์ (Christie’s) จัดงานประมูลสด 20th/21st Century Spring Auctions ระหว่างวันที่ 27–28 มีนาคม 2026 ในช่วงสัปดาห์ศิลปะฮ่องกง (Hong Kong Art Week) โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลอย่างคับคั่ง พร้อมการแข่งขันเสนอราคาอย่างคึกคักจากนักสะสมทั่วโลก ทำให้ยอดรวมสูงถึง 886,876,790 เหรียญฮ่องกง (113,337,256 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเอเชียของคริสตีส์ต่อเนื่องเป็นฤดูกาลที่ 5 ภาพรวมการประมูลในครั้งนี้ ขายได้ 94% ของจำนวนล็อต ขณะที่ราคาเคาะขาย (hammer price) สูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 121% และ 52% ของล็อตขายได้สูงกว่าราคาประเมินขั้นสูง นับเป็นการเติบโตในทุกตัวชี้วัดเมื่อเทียบกับฤดูใบไม้ผลิปี 2025 ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการคัดสรรผลงานคุณภาพ หลากหลาย พร้อมตั้งราคาอย่างเหมาะสมโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของคริสตีส์ ทำให้ตลาดตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีกลุ่มเกรทเทอร์ไชน่า (Greater China) เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่นักสะสมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ผลงาน Abstraktes Bild ของ Gerhard Richter ทำราคาที่ 92,100,000 เหรียญฮ่องกง (11,769,799 เหรียญสหรัฐ) เป็นไฮไลต์ของรอบ Evening Sale ซึ่งขายได้ 100% (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน NEWSFLASH) ขณะเดียวกัน กลุ่มผลงานศิลปะจีนสมัยใหม่มีการแข่งขันอย่างคึกคักและจำหน่ายได้ครบทุกล็อต นำโดยภาพวาดม้าที่งดงามของ Sanyu ซึ่งถูกประมูลไปในราคา 63,940,000 เหรียญฮ่องกง (8,171,128 เหรียญสหรัฐ) ผลการประมูลซีรีส์นี้สะท้อนรสนิยมอันหลากหลายของตลาดเอเชีย ปรากฏชัดผ่านการสร้างสถิติโลกการประมูลใหม่ถึง 14 รายการ ครอบคลุมศิลปินจากทั่วโลก ตั้งแต่ระดับปรมาจารย์ (Old Masters) ไปจนถึงศิลปินร่วมสมัยดาวรุ่ง ในการประมูล Day Sales ทั้งสองวัน เหล่านักสะสมต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในทุกช่วงราคา ส่งผลให้ราคาเคาะขายโดยรวมสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 135% ผลงานศิลปะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โดดเด่น นำโดยภาพทิวทัศน์ของ Walter Spies ซึ่งสร้างสถิติโลกการประมูล รวมถึงคอลเลกชันงานศิลปะเวียดนามส่วนตัวของ Melchior Dejouany ที่มีการแข่งขันกันอย่างร้อนแรง จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำ 154%

Rahul Kadakia ประธานคริสตีส์ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ผลลัพธ์อันยอดเยี่ยม การเติบโต และบรรยากาศที่คึกคักในสัปดาห์นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันงดงามสำหรับการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของคริสตีส์ในเอเชีย การประมูลที่ดุเดือดทำให้ราคาเคาะขายสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำถึง 121% นักสะสมชาวเอเชียมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะกลุ่มเกรทเทอร์ไชน่า ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลัก ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พวกเขาตอบรับต่อผลงานคุณภาพ และคริสตีส์กำลังตอกย้ำความเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำ เรามีทีมงานที่เชี่ยวชาญและโดดเด่นในการเชื่อมโยงนักสะสมกับผลงานศิลปะชั้นเลิศ และเรามองไปข้างหน้าสู่ Hong Kong Asian Art Week ในเดือนเมษายน และ Luxury Week ในเดือนพฤษภาคมด้วยความมั่นใจ”

Ada Tsui หัวหน้าฝ่ายศิลปะศตวรรษที่ 20/21 ของคริสตีส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “นักสะสมในเอเชียกำลังมองหาความเป็นเลิศ ความหลากหลาย และโอกาสพิเศษที่หาได้ยาก ผลลัพธ์การประมูลแสดงให้เห็นว่าเราสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ Evening Sale ที่ปิดการขายได้ 100% ไปจนถึงการประมูล Day Sale ที่มีผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม รวมทั้งความหลากหลายของศิลปินนานาชาติที่สร้างสถิติโลกการประมูล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและแรงตอบรับเชิงบวกจากตลาดอย่างชัดเจน”

ในปี 2026 คริสตีส์ ผู้นำระดับโลกด้านศิลปะและสินค้าลักชูรี เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีแห่งการดำเนินงานในเอเชีย ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา คริสตีส์ได้ก้าวขึ้นเป็นสถาบันการประมูลชั้นนำของภูมิภาค โดยจัดการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ที่สร้างสถิติโลกมากมายสำหรับวัตถุสะสมและคอลเลกชันล้ำค่า อีกทั้งยังขับเคลื่อนการขยายธุรกิจทั่วเอเชีย พร้อมบุกเบิกนวัตกรรมดิจิทัลที่เปลี่ยนโฉมประสบการณ์การสะสมและเชื่อมต่อกับโลกศิลปะ เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญนี้ คริสตีส์นำเสนอโปรแกรมการประมูลศิลปะและสินค้าลักชูรี นิทรรศการ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ตลอดทั้งปี โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่จะมีการประกาศให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

คุณแหน : 18 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ที่เมืองไทย ปีนี้ เทศกาลสงกรานต์ คึกคักมาก แม้เศรษฐกิจตกสะเก็ดถึงขีดสุด แต่คลื่นมนุษย์ไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆคับคั่ง อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ และที่จังหวัดอื่นๆอีกมากมาย สำหรับที่ กทม.มีการปิดถนน ให้เล่นสงกรานต์กันชุ่มฉ่ำมาก ทั้งที่ ถ.สีลม ตรอกข้าวสาร ฯลฯ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยหลั่งไหลกันมาเล่นสนุกสนานมากเป็นพิเศษ…สมแล้วกับที่ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand , Traditional Thai New Year Festival ) เป็นมรดกโลกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประจำปี 2566 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สมบัติล้ำค่าของคนทั้งโลก โดยไม่ใช่เพียงแค่เทศกาลสาดน้ำเพื่อคลายร้อน หรือความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและความผูกพันของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานด้วย…
  • ช่วงหยุดยาวสงกรานต์ ปราสาทตาควาย เนิน 350 จ.สุรินทร์เปิดให้ขึ้นไปชม…มีชาวไทยจากหลายจังหวัด ขึ้นไปชมกว่า 3 พันคน รถจอดเป็นแถวยาวมาก แม้จะต้องเดินเท้าต่อขึ้นไปถึงข้างบน ก็ไม่ทำให้ผู้มีจิตศรัทธาแรงกล้า รู้สึกย่นย่อ ต่างมีความรักชาติ รักทหารแนวหน้าที่เสี่ยงชีวิต เพื่อรักษาดินแดนอันเป็นที่รัก และได้จากไปหลายสิบคน ประชาชนไทยจึงดั้นด้นเพื่อมารำลึกถึงวีรกรรมทหารกล้ากันมากมายดั่งนี้…
  • เห็นวัยรุ่นไปฉลองสงกรานต์กันสนุกสนาน…วัยตกกระอย่าง พรทิพย์ สาริกบุตร ได้แต่รำพึงว่า เธอเกิดเร็วไปกว่า 50 ปี ทำให้ไม่อาจถือไม้เท้าฝ่าคลื่นมนุษย์ไปฉลองสงกรานต์ที่ ถ.ข้าวสาร หรือที่ ถ.สีลม ได้ เพราะสมัยเธอยังเป็นวัยรุ่น บรรยากาศยุคนั้น อย่างเปรี้ยวสุดก็ได้แต่เล่นสาดน้ำกันเองข้ามรั้วบ้าน…สนุกสนานตามกำลังศรัทธา แต่ละช่วงเวลาที่มีความแตกต่างกัน…
  • หยุดยาวสงกรานต์ วันชัย ลิ่วเฉลิมวงศ์ อยู่บ้าน เพียงสายๆทุกวันจะขับรถไปแวะดูความเรียบร้อยของกิจการรีสอร์ท แถวคันนายาว ช่วงบ่ายกลับบ้านนั่งร้องเพลงคาราโอเกะ จนเย็นจึงเข้านอน …แต่เมื่อบ่ายวันวาน เทวินทร์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ ลูกชายพาครอบครัว มารดน้ำขอพร คุณปู่ ให้อยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า…
  • รุ่งนภา จักรพันธุ์ฯ พร้อมครอบครัว มีกิจวัตรที่ปฏิบัติมาอย่างสม่ำสมอไม่เคยขาด คือทุกวันพระ โยมจะจัดเต็ม อาหาร คาว-หวาน ผลไม้ ดอกไม้ ถวายพระที่มารับบิณฑบาตรที่บ้านสุขุมวิท พระโขนง…สาธุ อนุโมทามิ…
  • ช่วงนี้ พ.อ.พิเศษหญิง ประไพพรรณ ไตรโยธี พร้อมคู่ชีวิต มีทริปที่ลั่วหยาง เมืองซีอาน ส่วน สุพจน์ ผจญยุทธ์ ไปชิงเต่า 21-26 เม.ย…
  • เกิดแอ๊กซิเดนท์ ดร.อัษฎาพร ไกรพานนท์ ตกหลุมหิมะที่ญี่ปุ่น ถึงกับเดินขาเดี้ยง แต่ก็รู้สึกชื่นชมที่ญี่ปุ่นมีบริการให้ใช้รถเข็นสะดวกมากๆ…เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ธนิษฐา เศวตศิลา โดนสุนัขพันธุ์บางแก้วที่เลี้ยงมานาน ‘ไมโล’ งับเบาๆแค่เย็บ 10 เข็ม ทั้งแขนกับขาก่อนวันปีใหม่ไทย…ส่วน พิชัย เกรียงแก้ว เข้าผ่าตัดตาต้อกระจก ก่อนสงกรานต์ไม่กี่วัน…
  • ช่วงปิดยาว น้องเอก ลูกชายวัย 15 ปีของ มัณฑนา ศิริวรรณ เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ …ส่วน ลูกทุ่ง ลูกชายคนเดียวของ ยุ้ย ญาติเยอะ ก็บวชเณรเช่นกัน…รายหลังไม่อยากสึกมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกต่างหาก…ขออนุโมทนาบุญด้วย…
  • เพื่อนร่วมรุ่น เศรษฐศาสตร์ มธ. ซึ่งตั้งรกรากอยู่อเมริกา ปฎิพัฒน์ พิศาลบุตร กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงนี้ เจ้าตัวสั่งให้แม่บ้านทำข้าวแช่เลิศรส(ที่คุณแม่ส่งไปเรียนวิธีทำมาโดยเฉพาะ)ให้เพื่อนๆรับประทานกัน…ผู้ร่วมขบวนการชิมข้าวแช่(แสนอร่อย) ได้แก่ ดารณี สุวรรณสิงห์ ,ชวนพิศ ฉายเหมือนวงศ์ และ กอบแก้ว อัครคุปต์ เป็นต้น ซึ่งท้ายสุด ทุกคนชมเปาะว่าอร่อยเหาะมากจริงๆ…
  • เพราะบิดา ประไพ มหาวิจิตร ไปท่องเที่ยวภาคใต้กับเพื่อน ไม่อยู่บ้านอยุธยา นนท์ปวิธ มหาวิจิตร พร้อมภรรยา-ลูก อิสริยา – แพรพลอย รวมทั้งน้องสาว ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร พากันไปรดน้ำขอพรจากคุณป้า ดุษฎี อยู่เจริญ เพื่อเป็นศิริมงคล เนื่องในวันปีใหม่ไทย 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่บ้านหลักสี่…ประเพณีรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เป็นเรื่องดีงามที่คนไทยถือปฏิบัติต่อเนื่องกันในวันสงกรานต์มานานปีแล้ว !!…

บารอนเนส

NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต 'พิพิธภัณฑ์กลางห้าง' เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

NSM เนรมิต ‘พิพิธภัณฑ์กลางห้าง’ เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.19 น.

นรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” สนุกมีสาระ 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 เม.ย. ณ Alive Park Hall ชั้น Gฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี  NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์และพันธมิตร โชว์กิจกรรมสนุกเข้มข้น ทั้งเปิดโลกอาชีพในJob World ให้น้องๆ ได้ทดสอบอาชีพที่ถนัด – ประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะ – สู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR –  แข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก – สัมผัสฟอสซิลของจริง ฯลฯ อย่าพลาด!

17 เมษายน 2569 นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM พร้อมด้วยนางสาวกัลยา กมลรัตน์ ผู้อำนวยการด้านการตลาดศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค ร่วมกันแถลงข่าว “NSM ผนึก ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ เนรมิต “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เปลี่ยนปิดเทอมเป็นสนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” จัดระหว่างวันที่ 17 – 26 เม.ย.2569 ณ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี

นายสุวรงค์ กล่าวว่า NSM ร่วมกับ “ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์” สร้าง “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อให้เป็นหมุดหมายด้านการเรียนรู้ Learning Landmark ที่สำคัญของครอบครัวโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมครอบครัวยุคใหม่ต้องการพื้นที่ที่รวมการพักผ่อนและการพัฒนาทักษะลูก ไว้ในที่เดียว งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง”  จึงเป็นการนำ Content ของพิพิธภัณฑ์มาบวกกับ Lifestyle ของห้างฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันจริง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรมพิเศษในช่วงปิดเทอม

นายสุวรงค์ กล่าวต่อว่า งาน “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” หรือ “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” ในปีนี้ มีการนำเสนอความพิเศษที่เข้มข้นกว่าทุกปีผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1.นิทรรศการเคลื่อนที่ ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวจิ๋ว ทั้ง Science Speak ที่จะพาไปถอดรหัสความลับของชีววิทยา และ Science Spark ที่จะจุดประกายความเข้าใจเรื่องฟิสิกส์ผ่านการเล่นด้วยตนเอง 2.กิจกรรม Work Shop Future Careers: จำลองโลกอาชีพใน Job World ทั้งนักคิดค้นยา (Pharmacist) เรียนรู้กระบวนการผลิตยาและการทำงานของเภสัชกร, นักออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Designer) ฝึกจินตนาการและทักษะการออกแบบสร้างสรรค์ เป็นต้น ยังมีเรื่อง Creative Science  อาทิ Soap Studio หรือนักเล่นแร่แปรสบู่ การเปลี่ยนเรื่อง “สถานะสสาร” ให้กลายเป็นงานศิลปะ ผ่านการทำสบู่แฮนด์เมดที่นำกลับบ้านได้จริง หรือเรื่องของ Solar System Illuminator กิจกรรมประดิษฐ์ดวงดาวในระบบสุริยะจากลูกบอล ช่วยให้จดจำลักษณะเด่นของดวงดาวผ่านงานฝีมือหรือเรื่องของ Exploration & Discovery  ผ่านกิจกรรม Seed to Seedling เรียนรู้การเดินทางของเมล็ดพันธุ์และการเติบโตของพืช, DIY Lab  พื้นที่ทดลองอิสระที่เน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ลอง-ผิด-ลอง-ถูก” เพื่อสร้างนวัตกรรมชิ้นใหม่ ที่จะได้พบกับความสนุกของวิทยาศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลปะแห่งความภาคภูมิใจ

ที่สำคัญ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” ยังมีพันธมิตรที่มาร่วมกันสร้าง “สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้” เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้เด็กไทย ทั้ง GISTDA จะพาวาร์ปสู่โลกอวกาศผ่านเทคโนโลยี VR และกิจกรรมSpace Inspirium หรือ iMake จะเปิดสนามแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก และฝึกการเขียน Coding เบื้องต้นรวมทั้งพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยาฯ จะนำงานวิจัยและ “ฟอสซิลของจริง” มาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง Tero Digital จะมาร่วมสร้างสีสันด้วยเทคโนโลยี AI สร้างสรรค์คอนเทนต์ “น้องคิดดี ฝันดี” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจผ่านสื่อสมัยใหม่และ Thai PBS จะมาในกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก

“นี่คือบทบาทสำคัญของ NSM ที่ขับเคลื่อนความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และวางแผนการทำงานให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของสังคมในทุกช่วงเวลา เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียม NSM ไม่ได้รอให้คนเดินเข้าหาพิพิธภัณฑ์ แต่เราบุกไปหาเด็กๆ ในโรงเรียนทั่วประเทศในช่วงเปิดเทอมผ่าน “คาราวานวิทยาศาสตร์” และใช้ “พื้นที่ห้างสรรพสินค้า” เป็นจุดเชื่อมต่อในช่วงปิดเทอม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าเด็กเยาวชนจะอยู่ที่ไหน หรือมีข้อจำกัดด้านการเดินทางอย่างไร พวกเขาจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สำคัญเราต้องการเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากหรือเรื่องไกลตัว ให้กลายเป็นกิจกรรมครอบครัวที่สนุกสนาน เมื่อความรู้แทรกซึมอยู่ในกิจกรรมพักผ่อน วัฒนธรรมการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติในทุกช่วงวัย” นายสุวรรงค์ กล่าว

ด้านนางสาวกัลยา กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” เป็นความตั้งใจของฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ โดยจัดพื้นที่สำหรับโซนการจัดแสดงโดยเฉพาะ เพื่อให้ครอบครัว พ่อแม่ลูกได้มาใช้เวลาในช่วงปิดเทอมอย่างมีคุณภาพร่วมกัน ซึ่งตัวนิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน แม้แต่ในช่วงที่ตนเองเป็นเด็กก็ยังไม่มีโอกาสได้มาสัมผัสและเรียนรู้กับนิทรรศการและกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ลงมือทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้ในยุคสมัยปัจจุบัน อยากให้ทุกครอบครัวได้มาร่วมสนุกกับ “พิพิธภัณฑ์กลางห้าง” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ Alive Park Hall ชั้น G ฟิวเจอร์พาร์ค จ.ปทุมธานี ซึ่งจะจัดแสดงเป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 26 เม.ย.นี้