‘วีระศักดิ์ โควสุรัตน์’ นั่งหัวโต๊ะคณะทำงานฯ ขับเคลื่อน Visitor Economy เชื่อมข้อมูล-ประสบการณ์-ผู้ประกอบการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

10 กันยายน 2569 เวลา 13:17 น.

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะทำงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ครั้งที่ 5 พร้อมด้วยคณะทำงาน ร่วมประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนของประเทศไทย โดยมุ่ง เชื่อมโยงข้อมูล ความต้องการของตลาด ศักยภาพของพื้นที่ และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ณ ตึกการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ที่ประชุมได้หารือถึงบทบาทและภารกิจหลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตามพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ควบคู่กับแนวทางการขับเคลื่อน Visitor Economy ด้วยการบริหารจัดการ Tourism Economy โดยเห็นว่า ททท. แสดงบทบาทเป็นองค์กรด้าน Tourism Intelligence ที่ใช้ข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการเชื่อมโยง Demand และ Supply รวมทั้งนำไปสู่การออกแบบ Experience Architecture ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน

ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้อมูล Visitor Arrival ให้ครอบคลุมทั้งนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนและกลุ่มผู้มาเยือนที่ไม่พักค้างคืน หรือ Excursionists รวมถึงการวิเคราะห์ Multi-purpose of Visit เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมผู้มาเยือนได้อย่างรอบด้าน พร้อมเสนอการจัดทำตัวชี้วัด Connect the Dots ที่เชื่อมโยงข้อมูลการเดินทาง กิจกรรม ประสบการณ์ และการใช้จ่าย โดยมี Spending per Head เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการสะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

ในด้าน Supply Side ที่ประชุมเห็นว่าการพัฒนาสินค้าและบริการต้องสอดคล้องกับทั้งศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด โดย ททท. ได้เสนอให้เห็นถึงบทบาทในการออกแบบกรอบและเชื่อมโยงข้อมูล ขณะที่ชุมชนและผู้ประกอบการควรเป็นผู้ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ตามบริบทและอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านกลไกและงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ท่านวีระศักดิ์ ยังเน้นย้ำถึงการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ใน 15 Segments เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมกองถ่ายทำหรือ Filming ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และการท่องเที่ยวในระยะยาว

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เสนอการออกแบบประสบการณ์สำหรับผู้มาเยือนในทุกโอกาส โดยเฉพาะผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติและกลุ่มผู้โดยสารต่อเครื่อง สำหรับการประชุม World Bank ได้มีแนวคิดจัดทำ Wellness & Spa Excursion Program ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ โดยคุณอดิษฐ์ได้นำเสนอแนวคิด 50 Excursion Packages ที่ครอบคลุมความสนใจหลากหลาย เพื่อเปลี่ยนเวลาว่างของผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นประสบการณ์และการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ผู้ว่า ททท. เสนอให้ ATTA ร่วมออกแบบ Transit Excursion Program สำหรับผู้โดยสารต่อเครื่องที่มีเวลาพักเพียงพอ ในรูปแบบ 3 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ครอบคลุมกิจกรรม อาทิ Wellness & Spa การนวด กอล์ฟ อาหาร และ Lifestyle เพื่อเปลี่ยน “เวลารอ” ให้เป็น “เวลาแห่งประสบการณ์” และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจบริการของไทย

ท่านวีระศักดิ์ กล่าวว่าเสริมว่า การขับเคลื่อน Visitor Economy ต้องเชื่อมโยงข้อมูล ผู้มาเยือน ตลาด ผู้ประกอบการ ชุมชน และนโยบายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนทุกการเดินทางและทุกช่วงเวลาของผู้มาเยือนให้เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะทำงานจะร่วมกันผลักดัน Visitor Economy Framework เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน และเชื่อมโยง Tourism Economy, Creative Economy และ Visitor Economy เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยน “ผู้มาเยือน” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” เปลี่ยน “เวลา” ให้เป็น “ประสบการณ์” และเปลี่ยน “ประสบการณ์” ให้เป็น “รายได้ที่กระจายอย่างยั่งยืนสู่ประเทศ”

คุณแหน: 10 กันยายน 2569

10 กันยายน 2569 เวลา 11:39 น.

10๐๐ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน “วันอัลไซเมอร์โลก ประจำปี 2569” โครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อรู้ทันภาวะสมองเสื่อมในสมาชิกกลุ่มสมองใสใจสบาย “อัลไซเมอร์: รู้จริง รู้ก่อน ป้องก้นได้ เริ่มที่วันนี้” โดยมี รศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย นายกสมาคมโรคสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย , รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ผอ.รพ.จุฬาฯ, เพชรพริ้ง สารสิน ประธานชมรมสมองใสใจสบาย,ดร.นพ.ชาริท ตันวีระชัยสกุล หัวหน้าศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยวิทยากรคุณภาพ ผู้เชี่ยวชาญมากมายและกิจกรรมน่าสนใจเพื่อ Healthy Longvity for Lasting Memories “ชีวิตยืนยาว ความทรงจำยั่งยืน” ที่ ห้องประชุม 1210 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์   รพ.จุฬาฯ พฤหัส 24 ก.ย.07.20-16.00 น.  หรือจะรับชมผ่านทาง FB Live ศูนย์ดูแลภาวะสมองเสื่อม รพ.จุฬาฯ และ FB ชมรมสมองใสใจสบาย ..๐๐

๐๐ญาติมิตรโปรดทราบ  ภัทรา ศิลาอ่อน ขอเลื่อนการจัดงาน Patara’s Party ฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิด 15 ก.ย. เนื่องจากปัญหาฉุกเฉินทางสุขภาพ.. เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจะได้พบกันตามนัดวันเวลาใหม่อีกครั้ง..๐๐

๐๐กองทัพเรือเปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนขอรับบัตรชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในโอกาสสำคัญวันซ้อมใหญ่ 21 ต.ค.และ28 ต.ค.และวันเสด็จพระราชดำเนิน 6 พ.ย.2569 ณ ราชนาวีสโมสร,ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ,อาคารราชนาวิกสภา (เฉพาะวันซ้อมใหญ่) จองทางโทรศัพท์ 098-2790903  ตั้งแต่วันที่ 8-16 ก.ย.รับบัตรที่ ห้อง พสบ.ทร.ชั้น 1 อาคารกรมการพลเรือนทหารเรือ (แห่งใหม่) วันที่ 21-25 ก.ย…รีบหน่อยเดี๋ยวที่นั่งเต็ม  ๐๐

๐๐ คล้ายวันเกิดปีนี้ กนกรัตน์ วีรานุวัตติ์ หอบสังขารทั้งๆ ที่ขายังเจ็บอยู่ ตระเวนไหว้พระทำสังฆทานครบ 7 วัดตั้งแต่เช้าถึงค่ำ จากกรุงเทพไปปทุมธานีแล้วต่อไปพระนครศรีอยุธยา อิ่มเอมใจกับความเป็นสิริมงคล..๐๐

๐๐ยินดีกับคุณตาคุณยาย พิทักษ์-พรรณประภา อินทรวิทยะนันท์ และคุณย่า สุชาดา  ยุวบูรณ์  ที่หลานรัก ศุภทา (สิงโต)นวราช บุตรชายคนเก่งของ พิมรา อินทรวิทยนันท์-พลตรีฆนา นวราช   จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์สาขา วิศวสารสนเทศและการสื่อสาร เกียรตินิยมอันดับสอง จุฬาฯ  ..๐๐

๐๐พระราชทานเพลิงศพ พิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินคนแรก สามี จิตราภา สุนทรพิพิธ 12 ก.ย.17.00 น. เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม..๐๐

๐๐ฌาปนกิจ กฤษฐ์ สนิทวงศ์ 10 ก.ย.17.00 น. เมรุวัดเขียนเขต พระอารามหลวง..๐๐ 

๐๐สวดพระอภิธรรม ศ.กิตติคุณ ดร.สิริวัฒน์ วงษ์ศิริ ราชบัณฑิตและอดีตหัวหน้าภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ 7-12 ก.ย.18.00 น.ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน และพระราชทานเพลิงศพ 13 ก.ย.13.00 น.เมรุ 2 ..๐๐

๐๐ก้าวสู่ปีที่ 23 ของHiSoParty  อินทิรา-พัฒพงษ์-ปรียามล ธนวิสุทธิ์  เตรียมจัดงานฉลองกาลาดินเนอร์  25 ก.ย.18.30 น. ในคอนเซปต์ “The Power of a Smile” ที่รร.แอนดาซ วัน แบงค็อก ..๐๐

คุณแหน

รู้เท่าทันจิตใจกับความเครียดจากการเสพข่าวมากเกินไป

10 กันยายน 2569 เวลา 08:00 น.

ในยุคที่ข่าวสารสามารถเข้าถึงได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราทุกคนมีโอกาสได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามจากภายในประเทศหรือทั่วโลกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดหรือมีภาพข่าวรุนแรง ความรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือหดหู่ จึงกลายเป็นผลกระทบที่หลายคนอาจไม่ทันได้ตระหนักถึง

 พญ.เต็มหทัย นาคเทวัญ

 พญ.เต็มหทัย นาคเทวัญ (ว.55098) จิตแพทย์ แผนกส่งเสริมสุขภาพจิต โรงพยาบาลนวเวช มาอธิบายเป็นข้อมูลให้ทุกคนได้เข้าใจถึงผลกระทบต่อจิตใจ สัญญาณเตือน และวิธีการจัดการบริหารกับเครียด อาจช่วยให้พบทางออกในการรับมือกับความเครียด และสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรงในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. เข้าใจผลกระทบของข่าวสงครามต่อจิตใจ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ แต่การเสพข่าวที่มีเนื้อหารุนแรงต่อเนื่อง เช่น ภาพความเสียหาย ความสูญเสีย หรือคำพูดสร้างความเกลียดชัง อาจก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะเครียดจากการรับรู้ภัยพิบัติ “vicarious trauma” หรือ การไถหน้าจอหาแต่ข่าวร้ายอย่างไม่รู้ตัว จนส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต“doomscrolling”
  2. สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเครียดจากข่าว คือ รู้สึกวิตกกังวลมากผิดปกติ หลับยาก ฝันร้าย หรือหลับไม่สนิท อารมณ์หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือหมดแรงจูงใจ รู้สึกผิดที่ตัวเองใช้ชีวิตปกติในขณะที่คนอื่นกำลังทุกข์
  3. วิธีบริหารความเครียดจากการเสพข่าว โดยจำกัดเวลาเสพข่าว: กำหนดช่วงเวลาที่แน่นอนในการติดตามข่าว เช่น วันละ 15-30 นาที, เลือกแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้: หลีกเลี่ยงข่าวปลอมหรือสื่อที่เน้นการกระตุ้นอารมณ์, สร้างสมดุลด้วยเนื้อหาบวก: สลับไปดูข่าวดี เรื่องสร้างแรงบันดาลใจ หรือคลิปเบาสมอง, ฝึกสติและการหายใจลึก: เทคนิคง่ายๆ เช่น หายใจเข้า-ออกช้าๆ 5 นาที ช่วยให้ใจสงบ, ใช้พลังไปในทางที่ดี: หากรู้สึกอยากช่วยเหลือ อาจบริจาคเงิน หรือสนับสนุนองค์กรช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
  4. หมั่นดูแลตัวเอง โดยพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่เก็บทุกอย่างไว้คนเดียว หากความเครียดกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้ชำนาญการเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม การเสพข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ แต่การดูแลใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กันในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่าลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของคุณเองด้วยความเข้าใจและเมตตาต่อตนเอง ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ แผนกส่งเสริมสุขภาพจิต โทร. 1507 I Line: @navavej

‘ตรวจ TEE หัวใจ’ ส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร ทางเลือกวินิจฉัยเพื่อภาพหัวใจที่คมชัด

10 กันยายน 2569 เวลา 06:35 น.

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงผ่านผนังทรวงอก (Transthoracic Echocardiography: TTE หรือ Echo) ถือเป็นการตรวจพื้นฐานที่แพร่หลาย แต่ในผู้ป่วยบางราย ผลภาพถ่ายอาจยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปการวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การตรวจ TEE หัวใจ” (Transesophageal Echocardiography) หรือการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางหลอดอาหาร จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจวินิจฉัยที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างและรอยโรคภายในหัวใจได้อย่างละเอียดและคมชัดจากมุมมองที่ใกล้กว่าเดิม

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน

แพทย์หญิงทรายด้า บูรณสิน อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า การตรวจ TTE เป็นการใช้หัวตรวจอัลตราซาวนด์ชนิดพิเศษสอดผ่านทางปากเข้าสู่หลอดอาหาร ซึ่งตำแหน่งของหลอดอาหารจะอยู่ใกล้กับหัวใจมากกว่าการตรวจผ่านผนังทรวงอกภายนอก จึงช่วยให้แพทย์ประเมินทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจได้อย่างละเอียดด้วยภาพเคลื่อนไหวคุณภาพสูง โดยไม่ใช้รังสี จึงมีความปลอดภัยสูงและไม่ก่อให้เกิดรังสีสะสม สามารถประเมินตำแหน่งที่มองเห็นได้ยากจากการตรวจ Echo ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจเทียม ผนังกั้นหัวใจ ลิ่มเลือดภายในหัวใจ ภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ รวมถึงหลอดเลือดแดงใหญ่บริเวณใกล้หัวใจ 

สำหรับการนำมาใช้งาน แพทย์มักพิจารณาส่งตรวจ TEE ในกรณีที่ผล Echo ปกติให้ข้อมูลไม่เพียงพอ สงสัยความผิดปกติของลิ้นหัวใจ เช่น ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ หรือการทำงานของลิ้นหัวใจเทียม ตรวจหาลิ่มเลือดและภาวะติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ประเมินความผิดปกติของผนังกั้นหัวใจทั้งที่เป็นแต่กำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง ประเมินภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนทรวงอกโป่งพองหรือฉีกขาด รวมถึงใช้ประกอบการทำหัตถการ ผ่าตัดหัวใจ และติดตามผลหลังการรักษา 

ก่อนเข้ารับการตรวจ ผู้ป่วยควรงดอาหารและเครื่องดื่มตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด แจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่รับประทาน ประวัติการแพ้ยา และประวัติโรคหรือการผ่าตัดบริเวณหลอดอาหารให้แพทย์ทราบ พร้อมถอดฟันปลอมหรืออุปกรณ์ในช่องปาก และควรมีผู้ดูแลเดินทางมาด้วยหากแพทย์พิจารณาให้ยาช่วยผ่อนคลาย

กระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที (รวมเวลาเตรียมตัวและพักสังเกตอาการประมาณ 1–2 ชั่วโมง) ดำเนินการโดยแพทย์และทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด เริ่มจากการวัดสัญญาณชีพ ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความดัน ระดับออกซิเจน เปิดสายน้ำเกลือ และพ่นยาชาบริเวณลำคอ ซึ่งบางรายอาจได้รับยาระงับความรู้สึกแบบรู้สึกตัวร่วมด้วย จากนั้นผู้ป่วยจะนอนตะแคงซ้าย ใส่อุปกรณ์ป้องกันการกัดหัวตรวจ แพทย์จะค่อยๆ สอดหัวตรวจผ่านปากเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อประเมินและบันทึกภาพหัวใจจากหลายมุมมอง โดยผู้ป่วยยังคงหายใจได้ตามปกติ เมื่อตรวจเสร็จแพทย์จะนำหัวตรวจออกและให้ผู้ป่วยพักสังเกตอาการก่อนกลับบ้าน

 “หลังตรวจเสร็จ ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ตามปกติ แต่ควรงดน้ำและอาหารจนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ เพื่อป้องกันการสำลัก โดยเริ่มจากการจิบน้ำก่อน หากไม่สำลักจึงเริ่มรับประทานอาหารได้ และควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะหากได้รับยาผ่อนคลาย” แพทย์หญิงทรายด้า กล่าว

แม้ว่าการตรวจ TEE จะมีความปลอดภัยสูง แต่อาจพบภาวะแทรกซ้อนได้บ้าง เช่น เจ็บคอ บาดเจ็บที่ฟันหรือเหงือก เลือดออกเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว หรือปฏิกิริยาจากยาระงับความรู้สึก ส่วนการบาดเจ็บหรือทะลุของหลอดอาหารนั้นพบได้น้อยมาก โดยทั่วไป หากมีอาการระคายคอเล็กน้อยจะหายได้เองใน 1–2 วัน แต่หากมีอาการผิดปกติรุนแรง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง หายใจลำบาก กลืนลำบากมากขึ้น อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : ฟันผุ เริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม: เรื่องเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

10 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

หนึ่งในคำถามที่หมอณันได้ยินจากผู้ปกครองบ่อยที่สุดคือ “ฟันน้ำนม เดี๋ยวก็หลุด ไม่จำเป็นต้องดูแลมากก็ได้ใช่ไหมคะ”

คำถามนี้ฟังดูธรรมดา แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาฟันผุในเด็กจำนวนไม่น้อย และเป็นเหตุผลที่วันนี้หมอณันเลือกหยิบเรื่อง ฟันน้ำนม มาเล่าเป็นเรื่องแรกๆ ในคอลัมน์นี้ เพราะปัญหาฟันของผู้ใหญ่จำนวนมาก มักมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก โดยที่ทั้งเด็กและผู้ปกครองไม่รู้ตัว

ในความเป็นจริง ฟันน้ำนมไม่ได้เป็นแค่ฟันชั่วคราว แต่มีความสำคัญต่อสุขภาพช่องปากและพัฒนาการของเด็ก

มากกว่าที่หลายคนคิด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ปัญหาที่เริ่มจากฟันน้ำนม อาจส่งผลต่อสุขภาพช่องปากของเด็กในระยะยาวได้

ฟันน้ำนม สำคัญอย่างไร

ฟันน้ำนมไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยให้เด็กเคี้ยวอาหาร แต่ยังมีบทบาทต่อการพูด การเจริญเติบโตของขากรรไกร

และเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของฟันแท้ในอนาคต เมื่อฟันน้ำนมผุ เป็นรู หรือสูญเสียก่อนเวลา เด็กอาจมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร เกิดอาการเจ็บปวด รับประทานอาหารได้น้อยลง ไม่สามารถรับสารอาหารที่เหมาะสมตามวัยได้เต็มที่ บางรายอาจขาดเรียน และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงอาจส่งผลให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่งในอนาคต และทำให้การรักษาซับซ้อนมากขึ้น

ฟันผุในเด็ก เกิดจากอะไร

ฟันผุเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ร่วมกับน้ำตาลในอาหาร เด็กเล็กที่ได้รับนมหวาน น้ำหวาน หรือขนมที่มีน้ำตาลเป็นอาหารว่างบ่อยครั้ง ขณะเดียวกันยังทำความสะอาดฟันได้ไม่ดีพอ จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุได้ง่าย ที่สำคัญ ฟันผุในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ เด็กอาจไม่บ่นปวด ทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบว่ามีปัญหา จนกระทั่งฟันผุลุกลามและต้องรักษามากขึ้น

ฟันผุไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเดียว

เด็กที่มีฟันผุตั้งแต่อายุน้อย มักมีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุในฟันแท้สูงขึ้น หากไม่มีการปรับพฤติกรรมการดูแลช่องปาก หรือไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง การป้องกันฟันผุ จึงควรเริ่มตั้งแต่ฟันน้ำนม และเป็นความร่วมมือของทั้งเด็กและผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้ปกครอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแล สอน และสร้างพฤติกรรมที่ถูกต้อง ในช่วงวัยที่เด็กยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่

ดูแลฟันน้ำนมอย่างไรให้ห่างไกลฟันผุ

เริ่มทำความสะอาดฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น ใช้ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมตามวัย เลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์  พาเด็กไปตรวจฟันอย่างสม่ำเสมอ  การดูแลเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพช่องปากในระยะยาว

ฟันดี เริ่มตั้งแต่วันแรก

ฟันผุไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เป็นผลสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การเริ่มต้นดูแลฟันตั้งแต่ฟันน้ำนม จึงเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ผู้ปกครองมอบให้ลูกได้ เพราะฟันที่แข็งแรงในวันนี้ คือรอยยิ้มที่มั่นใจในวันข้างหน้า

เรียบเรียงโดย หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ทรงเปิดงาน ‘สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28’

9 กันยายน 2569 เวลา 16:34 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ 28” โดยมีวัตถุประสงค์หลักการจัดงานเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายผลิตภัณฑ์งานฝีมือที่มีเอกลักษณ์ผลงาน ของทหารทุพพลภาพสมาชิกสายใจไทยและครอบครัวให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 ณ Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

โอกาสนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงเป็นประธานเปิดงาน “สานสายใยเพื่อผลิตภัณฑ์สายใจไทย ครั้งที่ ๒๘” โดยได้รับเกียรติจากนักร้องกิตติมศักดิ์ รัดเกล้า อามารดิษ ขับร้องเพลงอันไพเราะบทเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อเพลง “รัก” หน้าพระที่นั่ง ต่อด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทยประกอบการแสดง ชุด “ใต้ร่มฉัตรรัตนโกสินทร์ 2569” และการแสดงแบบเสื้อด้วยผ้าไหมพิมพ์ลายฝีมือการออกแบบลวดลายของสมาชิกสายใจไทยที่มีความงดงามกว่า 8 ลาย ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้แสดงแบบกิติมศักดิ์ กว่า 50 ท่านให้การสนับสนุนพร้อมด้วยการแสดงแบบเสื้อชุดพิเศษจากนักแสดงสาวแสนสวยมากด้วยคุณภาพ แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์ ควบคุมการแสดงโดย ต้อ มารุต สาโรวาท และพิธีกรชื่อดัง นีโน่ เมทนี บุรณศิริ รับหน้าที่ดำเนินรายการหน้าพระที่นั่งตลอดงาน

ภายในงานมีสินค้ามากมายวางจำหน่าย เช่น งานทำลวดลายบนแก้ว แก้วรูปทรงต่างๆ เช่น แก้วน้ำ แก้วไวน์ แจกัน ฯลฯ แกะสลักลายที่ต้องการด้วยมีดคัตเตอร์แล้วพ่นทรายเพื่อให้เกิดลายที่ชัดเจนบนเนื้อแก้ว การติด Decal หรือรูปลอกน้ำ, งานเครื่องหนัง เป็นผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยหนังแท้ หนังเทียม หนังประกอบผ้า ฯลฯ เช่น กระเป๋าถือสุภาพสตรีหลากหลายรูปแบบ หมวก ที่ใส่ปากกา เป็นต้น งานพู่กันระบายสี (ชิ้นงานไม้ / ชิ้นงานกระเบื้อง) เป็นการทำลวดลายบนไม้และกระเบื้องหลากหลายรูปแบบ เช่น พานไม้มะม่วงลายพวงมาลัย แจกันลายผ้าไทย ตลับไม้ ตลับกระเบื้อง เชิงเทียน แจกัน หรือชุดกาแฟ ลายต่างๆ เป็นต้น งานผลิตภัณฑ์ผ้า ผ้าไหมพิมพ์ลาย เนคไท ผ้าเช็ดมือและผ้าพันคอที่มีลวดลายให้เลือกมากมาย รวมถึงการ ตัดเย็บเสื้อในแบบใหม่และกระเป๋าผ้าทรงต่างๆ

ผลิตภัณฑ์สายใจไทย ในปี 2569 มีสินค้าดังนี้ กระเป๋าหนังแท้ ฝีมือประณีตแบบใหม่ๆ งานวาดกระเบื้อง ลาย 8 เซียน งานพู่กันระบายสี ชุดชา ชุดกาแฟ แก้วมัค และแจกันทรงต่างๆ กระเป๋าหลากหลายรูปทรงและลวดลายหลากสี ชุดของขวัญของฝาก เช่น โคมไฟ เสื้อมูมู่ ชุดเครื่องแก้ว ผ้าไหมพิมพ์ลาย ฯลฯ นอกจากรายการสินค้าที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีร้าน “ครัวสายใจไทย” ที่ชาวสายใจไทยภูมิใจเสนอนำมาจำหน่ายภายในงานเหมือนเช่นเค อีกทั้ง จะมีการแสดงดนตรีจากหลากหลายสถาบันการศึกษามาร่วมบรรเลงเพลงเพราะๆ ให้ได้รับฟังทุกวันตลอดการจัดงาน

ราชบัณฑิตยสภา ร่วมรำลึก 50 ปี ‘พระองค์วรรณฯ’ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์

9 กันยายน 2569 เวลา 16:26 น.

ราชบัณฑิตยสภา จัดการประชุมวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” และงาน “งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน  2569 ณ ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร รับมอบโล่เทิดพระเกียรติน้อมรำลึกถึง “พระองค์วรรณ” จากนายกราชบัณฑิตยสภา

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล พร้อมด้วยทายาทราชสกุล “วรวรรณ” นำโดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร-จิตริก เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ ร่วมด้วย ม.ร.ว.ภาวรี และลูกๆ แจ่มจรัส-ทิมทอง สุชีวะ และ ม.ล.ฤดีชนก โพธิทัต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า “พระปรีชาสามารถของพระองค์มิได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การต่างประเทศ และความรู้สมัยใหม่เข้าด้วยกัน ทรงแสดงให้เห็นว่าความเป็นไทยกับความเป็นสากลมิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ตรงกันข้าม ประเทศไทยสามารถอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม ก็เมื่อเราเข้าใจรากเหง้าของตนเอง และในขณะเดียวกันก็เรียนรู้ประชาคมโลกด้วย”

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ
เศรษฐบุตร ธิดา “พระองค์วรรณ”

“งานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” จัดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2569 ประกอบด้วยการบรรยายและเสวนา ช่วงเช้าเริ่มด้วย ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก” และต่อด้วยการเสวนาวิชาการ เรื่อง “พระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” โดย รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ อดีตคณบดี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงการวิทยาลัย เป็นวิทยากร และ ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นวิทยากรและผู้ดำเนินรายการ

ศ.ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์  ราชบัณฑิต, ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ศ.ดร. ทพญ.วรานันท์ บัวจีบ  ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ นพ.สุรพล  อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และ ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร กล่าวเปิดงานและกล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน

ในช่วงบ่ายมีการเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส 100 ปีราชบัณฑิตยสภา เรื่อง “ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี” ต่อเนื่องจากวันแรก โดยนำเสนอในภาคที่ 5 เรื่อง “ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต” โดย ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล ภาคีสมาชิก เป็นผู้เสนอหลัก  ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ เป็นประธานและผู้วิจารณ์ และภาคที่ 6 เรื่อง “อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัฒน์” โดย ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต เป็นผู้เสนอหลัก  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต เป็นประธานและผู้วิจารณ์

ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ, ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ, ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, จินตนา – กษิต ภิรมย์ และดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต

ศ.เกียรติคุณ ดร.กุสุมา  รักษมณี ราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ บรรยายพิเศษเรื่อง พระองค์วรรณฯ ทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก”

ดร.อนันต์  เหล่าเลิศวรกุล, รศ.ดร.นววรรณ  พันธุเมธา ราชบัณฑิต  ดร.นิตยา  กาญจนะวรรณ ราชบัณฑิต และ ผศ.ดร.ประพจน์  อัศววิรุฬหการ ในการเสวนาเรื่องพระอัจฉริยภาพด้านภาษาของพระองค์วรรณฯ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ  วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะทายาทดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้มาร่วมประชุมวิชาการและรำลึกถึงท่านพ่อในวันสำคัญนี้  ด้วยความมุ่งมั่นเอาพระทัยใส่ในการทรงงานที่ได้รับตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภาคนแรก แม้จะไปทรงงานด้านอื่น แต่ท่านก็กลับมาทรงงานที่ราชบัณฑิตสภาตราบจนวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพ เมื่อคราวครบรอบวันประสูติ 125 ปี ราชบัณฑิตยสภาถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์” นับเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยเกียรติสูงสุด และในวันนี้ราชบัณฑิตยสภายังได้จัดงานรำลึกในวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ มีการบรรยายและเสวนาวิชาการโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและบัญญัติศัพท์ เป็นการเผยแพร่ผลงานและสืบสานมรดกทางวิชาการให้แก่คนรุ่นใหม่ ตามพระปณิธานของท่านพ่อในการอนุรักษ์ภาษาไทยคือ “รักโดยชอบ รักโดยใช้ รักโดยชู”

ศ.ดร.ณัชชา  พันธุ์เจริญ ราชบัณฑิต และ  ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล  วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต

ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต มอบหนังสือเรื่อง “การรับคำภาษาอื่นมาใช้ในภาษาไทย” แก่ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ หรือ ISC ฉลอง 135 ปี พระองค์วรรณฯ ชวนอ่าน ‘พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย’

9 กันยายน 2569 เวลา 16:13 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 135 ปี วันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ ( International Studies Center : ISC) จัดงาน เปิดตัวหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” เขียนโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ พร้อมจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “พระองค์วรรณฯ” กับการต่างประเทศไทย เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ ถ.ศรีอยุธยา

ดร.เตช บุนนาค เลขาธิกาสภากาชาดไทย, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดากรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และ อดีต ออท.จิตริก เศรษฐบุตร

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร มอบของที่ระลึกให้แก่ ดร.วิรัช ศรีพงษ์  ผู้เขียนหนังสือ“พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย”

อดีต ออท. ณ กรุงโรม ประดาป พิบูลสงคราม ปธ.มูลนิธิ John F.Kennedy แห่งประเทศไทย รับหนังสือ“พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” จาก ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

การเสวนาวิชาการเรื่อง “พระองค์วรรณฯ” กับการต่างประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ “พระองค์วรรณฯในความทรงจำ” โดย ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC และหัวข้อ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” ร่วมเสวนาโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ, รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกุล คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ นักวิจัยอาวุโส ISC

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร- เอกอัครราชทูต จิตริก เศรษฐบุตร

 ธีรกุล นิยม ปธ.ที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ, อาสา สารสิน, ดร.เตช บุนนาค และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

ดร.เตช บุนนาค และ ดร.อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC ร่วมเสวนาเรื่อง “พระองค์วรรณฯในความทรงจำ”

ภายในงานได้รับเกียรติจาก สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ,  ธีรกุล นิยม ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อาสา สารสิน อดีตราชเลขาธิการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยทายาทราชสกุล “วรวรรณ” นำโดย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร- เอกอัครราชทูต จิตริก เศรษฐบุตร, ท่านผู้หญิง รวิจิตร์ สุวรรณบุปผา, ม.ร.ว. ทัชวรรณ สายเชื้อ, คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ตลอดจนนักการทูต นักวิชาการ และประชาชนผู้สนใจร่วมงานจำนวนมาก

ว่าที่ ร.ต.เสกสรร อานันทศิริเกียรติ,รศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกุล,ดร.วิรัช ศรีพงษ์   และ รศ.ดร.ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ร่วมเสวนา

ดร.ศรีภูมิ ศุขเนตร และ อดีต ออท.จิตริก เศรษฐบุตร

 ดร.วิรัช ศรีพงษ์  นักการทูตชำนาญการ กรมยุโรป กระทรวงต่างประเทศ ผู้เขียนหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” กล่าวว่า หนังสือเล่มนี้มาจากวิทยานิพนธ์เรื่อง “การทูตของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ค.ศ. 1917-1969 : การปรับตัวและการประสานผลประโยชน์ระหว่างประเทศมหาอำนาจและการเมืองภายในของประเทศไทยในยุคแห่งความผันผวน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยได้แรงบันดาลใจเมื่อครั้งตนเองได้ไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัย Sciences Po Paris ปี 2565 ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกับที่พระองค์วรรณฯ ทรงสำเร็จการศึกษา อีกทั้งพระองค์ท่านเป็นนักการทูตที่มีพระปรีชาสามารถ ทำให้อยากรู้ว่าเป็นไปได้อย่างไรที่คนคนหนึ่งจะทำงานร่วมกับหลายๆ รัฐบาลในหลายๆ ยุค โดยเฉพาะวิธีการทำงาน การบริหารการประชุมระหว่างประเทศเพราะท่านเป็นทั้งนักทูตทวิภาคี เป็นนักการทูตที่เก่งเรื่องกฎหมาย และอีกหลายๆ ด้าน จึงสนใจที่จะค้นคว้าพระประวัติด้านการทรงงานของพระองค์ท่าน

รวมอดีต ออท.ของบัวแก้ว ธัชชยุติ ภักดี,ดร.พรชัย ด่านวิวัฒน์ , ไกรรวี ศิริกุล, ประวิตร – ศิริพร ชัยมงคล, กษิต-จินตนา ภิรมย์, เมธา พร้อมเทพ, อัจฉรา เสริบุตร และ นพปฎล คุณวิบูลย์

ท่านผู้หญิง รวิจิตร์ สุวรรณบุปผา,กมลรัตน์ บุญหลง ,จิตริก เศรษฐบุตร-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร, ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์, สุมิดา พันธุ์กระวี และ ม.ร.ว.ศิริมา ชมสุรินทร์

านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร กับ อรสา-วิทยา เวชชาชีวะ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

“ในฐานะนักการทูต เมื่อได้ศึกษาค้นคว้าพระประวัติการทรงงานทำให้ประทับใจในความเป็นกลางของพระองค์ท่าน ความใจเย็น การรับฟังรอบด้าน การมองไปข้างหน้า การให้โอกาสคน สำหรับผูที่อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างน้อยจะได้รับรู้วิธีการทูตของท่าน ชีวิตทางการทูตที่อาจกล่าวได้ว่ารอบด้านที่สุด และอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนใจไปศึกษาต่อยอดได้ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เพราะคุณูปการของพระองค์ท่านรอบด้านจริงๆ สำหรับตนเองก็ยังมีอีกหลายเรื่องราวในการทรงงานของพระองค์วรรณฯ ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าต่อไป”

ทั้งนี้ผู้สนใจหนังสือ “พระองค์วรรณฯ กับการต่างประเทศไทย” เขียนโดย ดร.วิรัช ศรีพงษ์  ซึ่งถือเป็นหนังสือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การทูตไทย สามารถอ่านและดาวน์โหลดได้ที่ https://isc.mfa.go.th/en/content/พระองค์วรรณฯ-กับการต่างประเทศไทย-วิรัช-ศรีพงษ์

ดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026 ปั้นเยาวชน-ครูทั่วประเทศสู่นวัตกรดิจิทัลรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนอนาคตด้วย Coding และ AI

9 กันยายน 2569 เวลา 15:54 น.

กระทรวงดีอี – ดีป้า ประกาศความสำเร็จโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน Coding และ AI สำหรับเยาวชนไทยจากทั่วประเทศ เผยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน ผ่านการเรียนและทดสอบความรู้จนได้ตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีมร่วมกิจกรรมการแข่งขันระดับภูมิภาค ก่อนคัดเลือก 210 ทีมเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะและพัฒนาผลงานในระดับประเทศ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมบนเวที National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศ รับ 112 รางวัล พร้อมทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพเยาวชนไทยในการนำ Coding และ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรม และประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในสังคม

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นประธานงานแถลงความสำเร็จและมอบรางวัลแก่เยาวชนและทีมผู้ชนะการแข่งขัน National Coding & AI Competition รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ กิจกรรมการแข่งขันภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยภายในงานมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า และผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา เครือข่ายพันธมิตร ครู และนักเรียน เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ณ MCC Hall ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

ดร.ศุภกร กล่าวว่า การพัฒนากำลังคนดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเยาวชนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบัน Coding และ AI ไม่ได้เป็นเพียงทักษะเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำงานด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การทำงาน การประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยความสำเร็จของโครงการ Coding Thailand 2026 ไม่ได้วัดจากจำนวนผลงานหรือรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติจริง ตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การตั้งโจทย์ การออกแบบแนวทางแก้ไข การเลือกประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาและนำเสนอผลงาน ซึ่งสามารถช่วยยกระดับทักษะด้านเทคโนโลยี และทักษะสำคัญอื่น ๆ สำหรับโลกการทำงานในอนาคต

“ดีป้า ต้องการให้เยาวชนไทยมอง Coding และ AI เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์โอกาสและคุณค่า ไม่ใช่เพียงการเขียนโปรแกรมหรือการใช้งานเทคโนโลยี แต่สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดเป็นนวัตกรรม แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้ พร้อมกันนี้ยังต้องการให้เยาวชนไทยเติบโตไปเป็นกำลังคนที่มีทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี ความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต” รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 มีนักเรียน-ครูสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 12,000 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 1,500 ทีม จาก 800 สถานศึกษา สมัครเข้าแข่งขันและได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้และต่อยอดผลงาน ตั้งแต่การเรียนรู้พื้นฐานด้าน Coding และ AI ผ่านหลักสูตรออนไลน์ CodingThailand.co กว่า 30 หลักสูตร ก่อนเข้าสู่กิจกรรม Regional Coding & AI Competition เพื่อคัดเลือกตัวแทนระดับภูมิภาคใน 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุบลราชธานี ขอนแก่น พิษณุโลก เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา และภูเก็ต โดยมีเยาวชนและครูจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม 3,224 คนจาก 806 ทีม ซึ่งได้ผ่านเวิร์คช็อปเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมพัฒนาผลงานต้นแบบ จากนั้นคัดเลือก 210 ทีมจากทุกภูมิภาคเข้าสู่กิจกรรม Coding & AI Incubation และ Coding & AI Mentoring เพื่อพัฒนาศักยภาพและผลงานอย่างเข้มข้น พร้อมรับคำแนะนำจากคณาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรม

สำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 210 ทีม จาก 167 สถานศึกษา 59 จังหวัด ได้นำความรู้ด้าน Coding, AI, AIoT และ Robotics รวมถึงทักษะด้านธุรกิจและ Soft Skills มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมดิจิทัล ภายใต้กรอบแนวคิด 4 ด้าน ได้แก่ Smart Industry, Green Innovation, Health & Well-Being และ Creative Economy เพื่อนำมาประชันกันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในกิจกรรม National Coding & AI Competition โดยมีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 112 รางวัล ประกอบด้วย


• Best of the Best จำนวน 1 รางวัล ได้แก่ ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
• Platinum Prize จำนวน 15 รางวัล ได้แก่
ระดับประถมศึกษา
– ทีม Coding SF ST จากโรงเรียนแสงทองวิทยา จังหวัดสงขลา
– ทีม SUN Kids จากโรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ จังหวัดนครปฐม
– ทีม alpha avenger จากโรงเรียนสอนดี (ประชารัฐอนุสรณ์) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
– ทีม IAB Al-Khwarizmi จากโรงเรียนอิบนูอัฟฟานบูรณวิทย์ จังหวัดปัตตานี
– ทีม ส้มสายน้ำผึ้งฝาง จากโรงเรียนวัดนันทาราม จังหวัดเชียงใหม่
ระดับมัธยมศึกษา
– ทีม AKAT NEXUS จากโรงเรียนอากาศอำนวยศึกษา จังหวัดสกลนคร
– ทีม iHaveOngOr จากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม dsdekerror จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพฯ
– ทีม อดีตคือบทเรียน จากโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ กรุงเทพฯ
– ทีม JaJyJu จากโรงเรียนโฮลี่เมรี่อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ระดับอาชีวศึกษา
– ทีม ANT_TC67 จากวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
– ทีม AirStep จากวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
– ทีม Hello world จากวิทยาลัยการอาชีพแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
– ทีม ทีมห์ จากสถาบันโคเซ็นแห่งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ
– ทีม WIC.AI_Gen จากวิทยาลัยการอาชีพวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับรางวัล Gold Prize, Silver Prize , Bronze Prize รวม 90 รางวัล รวมถึงPopular Vote และรางวัลพิเศษ รวม 6 รางวัล ครอบคลุมเยาวชนทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาจากสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในการแข่งขัน National Coding & AI Competition จะได้รับทุนการศึกษา และทุนสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดย AIS ACADEMY ร่วมสนับสนุนหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด โดย บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมทุนสนับสนุนให้กับทีมที่คว้ารางวัล Best of the Best รางวัลระดับ Platinum รวมถึงรางวัลพิเศษ MCC Hall เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ สถานที่จัดงาน พร้อมสนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับการแข่งขัน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การสนับสนุนคูปองการเรียนรู้ ‘Leadership, Communication & Mindset in AI Projects’ จาก TRUE DIGITAL ACADEMY เอไอเอ ประเทศไทย สนับสนุนงบประมาณให้กับโรงเรียนในโครงการอย่างต่อเนื่อง และ Ericsson Thailand ร่วมสนับสนุนโครงการ พร้อมด้วยเครือข่ายภาคเอกชนและภาคการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Arduino, Floino, Nowawise, Exdream, Intel, Meta, Microsoft, Pumpkin, SCB Academy และ Xtool ที่ร่วมสนับสนุนโครงการด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ การส่งเสริมทักษะและความรู้ด้าน Coding และ AI แก่เยาวชนและสร้างกำลังคนดิจิทัล เพื่อเป็นกําลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ เยาวชนที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับประเทศ National Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ยังได้รับโอกาสต่อยอดสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล (CEDT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , สาขาวิศวกรรมไอโอทีและสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง , คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา , วิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ,คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา ฯลฯ ได้ให้การยอมรับเวทีการแข่งขันระดับประเทศของโครงการ Coding Thailand 2026 ในฐานะเวที การันตีความสามารถของเยาวชนในระดับประเทศ เพื่อพิจารณาคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เป็นไปตามคุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่แต่ละสถาบันการศึกษากำหนด

นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการต่อยอดศักยภาพของเยาวชนด้าน Coding และ AI สู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา ต่อยอดการพัฒนาทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของประเทศ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future ได้ที่ Facebook Page: depa Thailand และ CodingThailand by depa

รพ.พระรามเก้า ร่วม HMA 2026 Hospital Tour เปิดบ้านแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลระดับภูมิภาค

9 กันยายน 2569 เวลา 15:43 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า ร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเจ้าภาพ จัดกิจกรรม Hospital Tour ภายใต้งาน Hospital Management Asia 2026 (HMA 2026) เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหารจาก Singapore General Hospital (SGH) และผู้เข้าร่วม HMA 2026 จากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ด้านการบริหารโรงพยาบาล การออกแบบบริการ ประสบการณ์ผู้ป่วย และเทคโนโลยี พร้อมเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงพยาบาลในพื้นที่จริง

Hospital Management Asia (HMA) เป็นเวทีด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เชื่อมโยงผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากทั่วเอเชีย โดย HMA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ในวาระครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “25 Years of Impact: Leading Change that Delivers” พร้อมกิจกรรม Hospital Tour ก่อนและหลังการประชุม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลต่าง ๆ ผ่านประสบการณ์จริง

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและผู้เข้าร่วม Hospital Tour พร้อมด้วยคณะผู้บริหารโรงพยาบาลพระรามเก้า นำโดย

      นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายพัฒนาธุรกิจและสำนักงานแผนยุทธศาสตร์,นพ.น๊อต เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้อำนวยการ สายการแพทย์, ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายคุณภาพ และคุณขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายบัญชีและการเงิน ได้ร่วมถ่ายทอดภาพรวมการดำเนินงาน ทิศทางการพัฒนาองค์กร ตลอดจนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการแพทย์ ระบบบริการ คุณภาพ และเทคโนโลยี

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยน คือ PR9 Patient Experience Model ซึ่งนำแนวคิด Design Thinking มาพัฒนาเป็น Service Blueprint  โดยเริ่มนำร่องที่ศูนย์ Check Up ก่อนต่อยอดสู่ Smart Check-up และ Smart Hospital ภายใต้ 3 หลักการสำคัญ ได้แก่ Decentralized, Personalized และ Seamless เพื่อเชื่อมการดูแลตั้งแต่ก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างรับบริการ ไปจนถึงการติดตามหลังการรักษา สะท้อนแนวคิดที่มอง Patient Experience เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพการดูแล ไม่ใช่เพียงประสบการณ์ด้านบริการ

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลพระรามเก้ายังได้นำเสนอทิศทางการพัฒนาองค์กรภายใต้ 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ Global Standard, World-class Hospitality, Efficiency with Collaboration และ Digital Transformation  พร้อมนำเสนอศักยภาพของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ผ่าน 3 สถาบันทางการแพทย์และ 29 ศูนย์การแพทย์ ตลอดจนประสบการณ์การพัฒนาโรงพยาบาลสู่ Smart Hospital ระบบดูแลผู้ป่วยตลอดเส้นทางการรักษา (Smart Patient Journey) การพัฒนาบริการสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ (International Patient Services) และโครงการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplant Program) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแล    ที่เชื่อมต่อและเหมาะสมกับความต้องการในแต่ละด้าน

นอกจากการแลกเปลี่ยนในห้องประชุม คณะผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชม Check-up Center ซึ่งนำ Service Design และระบบดิจิทัลมาใช้ ตั้งแต่ระบบบริหารการตรวจ ระบบคิวอัตโนมัติ ไปจนถึง Personal Health Record (PHR) เพื่อช่วยลดขั้นตอน ลดการใช้กระดาษ และลดความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลด้วยมือ รวมถึงเยี่ยมชมสถาบันรักษาความปวดและสร้างเสริมความเข้มแข็ง (Fix & Fit) ที่ให้บริการด้านการดูแลรักษาอาการปวดเรื้อรังที่พบบ่อยในแต่ละช่วงอายุของคนยุคปัจจุบัน ผ่านการทำงานร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟู

การเข้าร่วม HMA 2026 Hospital Tour ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งโอกาสของโรงพยาบาลพระรามเก้าในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายโรงพยาบาลในภูมิภาค พร้อมนำประสบการณ์และแนวคิดที่ได้รับมาต่อยอดการพัฒนาระบบบริการและคุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น