ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

ซาโนฟี่ จับมือ กทม.-กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกันรับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย

ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ. เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม.

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ. เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

พญ. ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. 

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

T-Beauty ฟีเวอร์! ดันไทยสู่ “เมืองหลวงแห่งความงามและสุขภาพ” ที่โลกต้องจับตา

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.54 น.

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในนาทีนี้ สปอตไลต์ของอุตสาหกรรมบิวตี้ระดับโลกกำลังส่องสปอตไลต์มาที่ประเทศไทยอย่างแท้จริง เมื่อ “T-Beauty” (Thai Beauty) ได้ทรานส์ฟอร์มตัวเองจากกระแสท้องถิ่น สู่การเป็นคลื่นลูกใหม่และแรงขับเคลื่อนสำคัญที่นิยามมาตรฐานความงามและเวลเนสยุคใหม่บนเวทีสากล

นิยามใหม่ที่โลกตามหา: “ความสวยแบบกรุงเทพฯ”

ในอดีต มาตรฐานความงามในเอเชียมักถูกยึดโยงอยู่กับ K-Beauty ที่เน้นผิวขาวใสในพิมพ์นิยมเดียว หรือความงามแบบตะวันตกที่เน้นโครงหน้าคมชัดดุดันจนอาจดูฝืนโครงสร้างตามธรรมชาติของคนเอเชีย แต่ในวันนี้ เทรนด์ความงามแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Beauty) ได้เข้ามาทลายกรอบเดิม ๆ และกลายเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัวที่สุด

เสน่ห์ของ T-Beauty ในยุคนี้คือความ High-Glam แต่ยังคงความเป็นธรรมชาติอย่างมีเอกลักษณ์ มุ่งเน้นการทำ Personalized Treatment หรือการออกแบบความงามเฉพาะบุคคลเพื่อดึงโครงสร้างใบหน้าเดิมมาปรับให้สวยงามและสมบูรณ์แบบที่สุด ผ่านคิ้วที่มีเส้นสายคมชัด ริมฝีปากมีมิติ และผิวที่อิ่มฟูเปล่งปลั่งมีออร่า นิยามความงามแบบ “Personalized Aura” นี้เอง ที่ทำให้กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง รวมถึงเหล่าเซเลบริตี้จากสิงคโปร์ จีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ต่างยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศไทย และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นี่คือผลลัพธ์ความงามที่ตามหามานาน”

ส่องตัวเลขความแกร่ง: คลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจระดับล้านล้าน

กระแสนิยมในตัว T-Beauty ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มีรากฐานที่แข็งแกร่งรองรับ สะท้อนชัดจากการขยายตัวของ Wellness Economy ในไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และยังคงขยายตัวเฉลี่ยราว 5–7% ต่อปี

เครื่องสำอางแบรนด์ไทยเขย่าบัลลังก์โลก

ไม่ใช่เพียงแค่ภาคการบริการเท่านั้น แต่ผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเครื่องสำอางสัญชาติไทยกำลังสร้างปรากฏการณ์บนเวทีสากลอย่างน่าจับตา นำโดยแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mistine ที่แผ่ขยายความนิยมไปทั่วเอเชีย และ MizuMi แบรนด์สกินแคร์ยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนสามารถปักหมุดขยายสาขาในประเทศมาเลเซียได้อย่างงดงาม ตลอดจนกระแสความนิยมของน้ำหอมแบรนด์ไทยระดับพรีเมียมอย่าง PAÑPURI และ Journal ที่กลายเป็น Must-have Item และของฝากล้ำค่าที่ชาวต่างชาติต่างยอมต่อคิวซื้ออย่างเหนียวแน่น

Medical Tourism ขาขึ้น: เซเลบริตี้ทั่วโลกบินลัดฟ้ามา “ทำสวย” ที่ไทย

ประเทศไทยได้กลายเป็นหมุดหมายหลักของเศรษฐีและเซเลบริตี้จากทั่วโลกที่ยอมเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ความงาม ด้วยจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัย ฝีมือแพทย์ไทยที่ละเอียดอ่อน และ Service Mind ระดับเวิลด์คลาสที่สร้างความประทับใจ

ภาพจำนี้สะท้อนชัดผ่าน Aura Bangkok Clinic หนึ่งในคลินิกความงามระดับแนวหน้าที่กลายเป็น Hidden Gem ของทั้งคนไทยและคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มลูกค้าชั้นนำจากทั้งเอเชียและฝั่งตะวันตก (Western) หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการอย่างไม่ขาดสาย เพื่อผลลัพธ์ความงามที่ปลอดภัยและดูดีอย่างยั่งยืน

ปลายทางแห่งการรีเซ็ตชีวิต: เมื่อเมืองไทยคือจุดหมายพักผ่อนทั้งกายและใจ

ความสมบูรณ์แบบของ T-Beauty ถูกเติมเต็มด้วยมิติของเวลเนสระดับลักชูรี โดยมีเดสติเนชันระดับโลกอย่าง RAKXA Integrative Wellness ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในหมุดหมายระดับโลกที่ผู้คน “ยอมจ่าย” เพื่อแลกกับการดูแลตัวเอง ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ผสานศาสตร์การแพทย์เชิงป้องกันเข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายอย่างสมดุล RAKXA ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือประสบการณ์ของการ “รีเซ็ตชีวิต” อย่างแท้จริง

ประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของความงามหรือการพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “ศูนย์กลางของการดูแลชีวิต” อย่างแท้จริง เมื่อ T-Beauty ทำหน้าที่เป็นทั้ง Soft Power และเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่ความงาม สุขภาพ ไปจนถึงการท่องเที่ยวระดับลักชูรี และในวันที่โลกกำลังมองหาความสมดุลทั้งกายและใจ ประเทศไทยกำลังกลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดบนเวทีโลก

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia”  ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

CEA พร้อมดันไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในงาน “Bangkok International Content Market 2026”

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ด้วยการจัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาทางธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อยกระดับ “คอนเทนต์ไทย” ในฐานะพลังใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตสู่การเป็น “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” (Content Hub of Asia) อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

CEA และ DITP ผนึกความร่วมมือดัน “คอนเทนต์ไทย” สู่ “ศูนย์กลางคอนเทนต์แห่งเอเชีย” ความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานจะเกิดขึ้นภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) ซึ่งประกอบด้วย 2 งานสำคัญ ได้แก่

1. Thailand Content Market 2026 (TCM2026) โดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ตลาดซื้อขายคอนเทนต์ที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 12 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ โทรทัศน์และซีรีส์ ซีรีส์วาย-ยูริ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือและอีเลิร์นนิง อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม งานโปรดักชัน และ Content Services พร้อมตั้งเป้าดึงผู้ซื้อชั้นนำจากนานาชาติกว่า 300 ราย    ผู้แสดงสินค้ากว่า 500 ราย และผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 ราย

2. Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและพื้นที่เจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุน การเจรจาทางธุรกิจ (B2B) และการร่วมผลิต (Co-Production) ร่วมกับนักลงทุนและสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำกว่า 80 บริษัทจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจและขยายเครือข่ายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกอย่างเต็มรูปแบบ

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) คือก้าวสำคัญของการยกระดับแพลตฟอร์มซื้อขายคอนเทนต์ไทยสู่ระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานคอนเทนต์ แต่ยังเป็นการสร้าง Networking และ Ecosystem ให้กับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย เชื่อมโยงผู้สร้าง ผู้ลงทุน และพันธมิตรนานาชาติ ให้เกิดโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดย CEA มุ่งผลักดัน ‘คอนเทนต์’ และ ‘เรื่องเล่าไทย’ ไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ”

“คอนเทนต์ไทยมีศักยภาพอย่างมาก เห็นได้จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-Output Table) ปี 2563 ที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ดร. ชาคริต กล่าว

BICM2026 มีโปรแกรมไฮไลต์ ดังนี้

1. Pitching คอนเทนต์ และมอบรางวัล BICM Pitching Awards

● เวทีนําเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ ที่มีศักยภาพพร้อมผลิตจริง ผ่านโปรเจ็กต์ที่ได้รับคัดเลือกกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร

● BICM Pitching Awards สำหรับรางวัล Asian Project Pitching, Thai Project Pitching และ Thai Story Pitching รวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

2. ตลาดต่อยอดธุรกิจสื่อสร้างสรรค์

● พื้นที่สร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ (B2B) ครอบคลุมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนและการร่วมผลิต (Co-Production)

● Exhibitor Space สำหรับสตูดิโอและผู้ประกอบการในการนําเสนอผลงานและบริการ กว่า 500 บูธ เพื่อเปิดโอกาสสู่การลงทุนในอนาคต

3. เวทีเสวนากับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

● Industry Forum เวทีเสวนาจากผู้นําและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่ออัปเดตแนวโน้มทิศทาง และโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในระดับสากล

Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานผลักดันเศรษฐกิจ เชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยว และภาคบริการ กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมยกระดับสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ Creative Nation งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cea.or.th  หรือ bicm.or.th Facebook: Bangkok International Content Market – BICM

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตเพื่อนร่วมงาน ร่วมแสดงความยินดีกับนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยคนใหม่

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.50 น.

ภรณี ลีนุตพงษ์ นัดอดีตสมาชิกและอดีตเพื่อนร่วมงานในหน้าที่ต่างๆที่เกี่ยวพันกับ งานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาร่วมแสดงความยินดีกับ ดร. วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองกรรมการหอการค้าไทยในตำแหน่งใหม่เพิ่มขึ้น นายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย โดยมี นพ.เจตน์  ศิรธรานนท์ (อดีตที่ปรึกษา) คุณชั่งทอง  โอภาสสิริวิทย์ (อดีตเลขาธิการ) คุณ มังกร  ธนสารศิลป์ ดร.อาณัติชัย รัตตกุล คุณ สุพจน์  พฤกษานานนท์ คุณ สกลวัธม์   ศิวัตราบุญยกานต์  คุณ กำพล  หาญทวีวงศา  คุณ ณัฐปภัสร์ ประกายบุษราคัม และ คุณ เกศสุดา  ธรรมสาร ในบรรยากาศที่เป็นกันเองกับเพื่อนเก่าอดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ร้าน La Dotta สีลม คอนแวนต์ เมื่อเร็วๆนี้

ในอดีตนั้นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญปี2550 มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการให้ความเห็นต่อร่างกฎหมาย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นก่อนพิจารณาประกาศใช้ ต่อมาองค์กรนี้ได้ถูกยุบในปี2557 จึงสิ้นสุดของ“องค์กรแห่งปัญญา สะท้อนปัญหาจากประชาสู่รัฐ”

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 5 มิถุนายน 2569

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภญ.สุภัทรา บุญเสริม, รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะผู้บริหาร ประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูงแห่งชาติ โดยเป็นการติดตามความก้าวหน้า รวมถึงผลการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMP) รับเทรนด์ของการรักษาและดูแลสุขภาพในอนาคต มุ่งยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมได้เยี่ยมชมศูนย์การผลิตเซลล์และยีนส์บำบัด ณ รพ.จุฬาลงกรณ์..
  • อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งธรรม นิรันดร์แห่งบารมี 20 ปี หลวงพ่อพูลละสังขาร วิสาขบูชารำลึก” โดยมี พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์..
  • ข่าวสุดยินดีของชาว Digital CEO#1 เมื่อเพื่อนร่วมรุ่น วิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ จะได้เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กก.ผจก.ใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่สายงานพาณิชย์ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตั้งแต่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป งานนี้เตรียมเลี้ยงฉลองใหญ่..
  • เพื่อนๆ วตท.14 กว่า 40 คนไปร่วมยินดีกับ ทวี ปิยะพัฒนา ในงานฉลอง PFP 40 ปี ก้าวสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, นันทวัลย์ ศกุนตนาค, สาลินี วังตาล, , ธีรนันท์ ศรีหงส์, ชนัญญารักษ์ เพ็ชรรัตน์, มานิต นิธิประทีป, วิลาสินี พุทธิการันต์, ณัฐญา นิยมานุสรวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, ประภา ปูรณโชติ, ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, รสริน เธียรนุกุล ร่วมด้วย..
  • ดร.สรวิชญ์ เปรมชื่น อุปนายกสมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย เป็นประธานในพิธีลงนาม MOU โครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” ระหว่าง สมพล ตันติสันติสม นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ดร.ปริญญา นิลรัตนคุณ ซีอีโอ บจ. ไอ-ออโตเมท..
  • ดร.สักกเวท ยอแสง ผอ.ฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล ดีป้า ได้รับเชิญจาก ไพโรจน์ เกียรติศิริขจร รอง กก.ผจก. บจ.เจียไต๋ ให้บรรยายเรื่อง บัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog)..
  • ชัยรัตน์ อนุรักติพันธุ์ นายกก่อตั้งสโมสรโรตารีกรุงเทพ-เพลินจิต พร้อมด้วย จุมพจน์ เชื้อสาย และคณะกรรมการสโมสรโรตารีกรุงเทพ-เพลินจิตไปมอบเงินและสิ่งของ ให้กับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี จิตราภา หิมะทองคำ รับมอบ..
  • จันทพร เจริญลาภนพรัตน์ ให้การต้อนรับ ดร.ภาสกร ประถมบุตร นำคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ รุ่นที่ 6 มาศึกษาดูงานการประยุกติ์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ณ บจ.แอสตรา คอมมิวนิเคชั่น เซอร์วิส..
  • ดร.นิพนธ์ นาชิน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ ได้รับเชิญไปบรรยายให้หลักสูตร Digital CEO# 9..
  • นพดล ศรีสรรค์ วันเกิดได้ทำบุญบ้าน และไปบริจาคโลงศพเป็นเจ้าภาพศพที่ไม่มีเงินทำศพ ณ วัดราษฎร์ประคองธรรม..
  • ผู้สมัครผู้ว่า กทม. อนุชา บูรพชัยศรี (อนุชาเบอร์ห้า) เป็นคนพูดน้อยและไม่ค่อยพูดถึงตัวเองเท่าไหร่แต่จริงจังกับการลงมือทำ พร้อมลุยกับทุกความท้าทายและอุปสรรค ทาง นิติพงษ์ ห่อนาค จึงได้แต่งเพลงนี้ให้อนุชาเบอร์ห้า ใครเป็น FC ฟังได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/18GYGM639T/?mibextid=wwXIfr..
  • สวด จงดี ตาตะยานนท์ มารดา ธนัท ตาตะยานนท์ 5-7 มิ.ย.18.00 น. อาคารสุคติสถาน ชั้น 2  วัดชลประทานรังสฤษดิ์..

น้องใหม่

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

TCTD ผนึกสมาคมฌาปนกิจฯ และ ไอ-ออโตเมท ลงนาม MOU เดินหน้า ‘สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคตฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.31 น.

สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย (TCTD) ร่วมกับ สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เดินหน้าโครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย”  ผนึกกำลังส่งต่อ “สหกรณ์ฟิน (Sahakorn Fin)” แพลตฟอร์มสวัสดิการดิจิทัลรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับระบบฌาปนกิจสงเคราะห์และสร้างความมั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์ไทยทั่วประเทศกว่า 13 ล้านคน ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้เป็น “สวัสดิการ” เพื่อคนที่คุณรัก” มั่นใจจะได้การตอบรับที่ดีจากสมาชิกทั่วประเทศ

ดร. สรวิชญ์ เปรมชื่น อุปนายก สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย กล่าวว่า TCTD เป็นองค์กรภาคเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนในการสร้างอำนาจต่อรองและช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์รวมถึงกลุ่มเกษตรกร โดยเน้นหนักไปที่ด้านพลังงานและการลดค่าครองชีพ TCTD ผนึกกำลังของทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ สมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ในครั้งนี้เพื่อเดินหน้าโครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” เกิดขึ้นจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ส่งผลให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งประสบปัญหาสมาชิกหยุดส่งเงินสมทบฌาปนกิจรายเดือน จนหลายสมาคมไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ ขณะที่สมาชิกจำนวนมากที่ส่งเงินสมทบต่อเนื่องมายาวนานกลับสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ และแบกรับค่าใช้จ่ายโดยไม่เกิดความคุ้มค่า หลายคนมองว่าการส่งเงินสมทบเป็นเพียงภาระค่าใช้จ่าย และไม่เห็นประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งปัจจุบันสมาชิกกว่า 60% ที่ต้องพึ่งพาลูกหลานในการดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้สมาชิกรู้สึกว่าการจ่ายเงินเข้าระบบฌาปนกิจเป็นภาระ

จากปัญหาดังกล่าว ทั้ง 3 องค์กรจึงร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบสวัสดิการรูปแบบใหม่ที่สามารถเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นเงินสะสมเพื่อการสงเคราะห์ครอบครัวในอนาคต ผ่านการนำส่วนต่างจากราคาสินค้าและบริการที่สมาชิกใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มารวบรวมเป็นเงินสมทบเข้าสู่ระบบฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกเห็นคุณค่าของทุกการใช้จ่าย และสามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายให้กลายเป็นความมั่นคงของครอบครัวในอนาคตได้อย่างยั่งยืน โดยโครงการฯ

มีเป้าหมายรองรับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 13 ล้านคน พร้อมตั้งเป้าหมายระยะแรกให้มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 500,000 คนในปีแรก และขยายสู่ 10 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี ภายใต้แนวทางการดำเนินงานระยะยาว ผ่านแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” ที่ช่วยบริหารจัดการข้อมูลและแสดงผลได้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้     

ด้าน นายสมพล ตันติสันติสม นายกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์ฯ กล่าวว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้า โครงการ “สหกรณ์ไทยสู่สวัสดิการดิจิทัลแห่งอนาคต ก้าวใหม่ ที่ไกลกว่า ร่วมพัฒนาสหกรณ์ไทย” โดยเป็นการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กรมาร่วมสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยสมาคมสันนิบาตสหกรณ์เพื่อพัฒนาพลังงานไทย (TCTD) ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางในการประสานเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ และสนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย ขณะที่สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์สหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย มีความพร้อมด้านเครือข่ายสมาชิกและการบริหารสวัสดิการสมาชิก ส่วนบริษัท ไอ-ออโตเมท จำกัด ดูแลด้านการพัฒนาและออกแบบระบบแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” เพื่อรองรับการใช้งานของสมาชิก ร้านค้า และระบบสะสมสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างครบวงจร

ทั้งนี้ ระบบแอปพลิเคชัน “สหกรณ์ฟิน” นี้ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็น “แต้มสวัสดิการ” ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยระบบจะนำยอดใช้จ่ายมาแปลงเป็นแต้มสะสมเพื่อช่วยสมทบค่าฌาปนกิจโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังรองรับการใช้งานผ่าน LINE OA เชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่าน QR Payment พร้อม Dashboard แบบ Real-time ที่ช่วยให้สหกรณ์ตรวจสอบข้อมูลได้อย่างโปร่งใสและแม่นยำภายใต้มาตรฐานสากล

ภายหลังการลงนามความร่วมมือ ทั้ง 3 องค์กรยังมีแผนเปิดโอกาสให้นักศึกษาอาชีวะและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้และนำเสนอแอปพลิเคชันแก่ร้านค้าและสมาชิก เพื่อขยายการเข้าถึงแพลตฟอร์มสู่ประชาชนในวงกว้าง พร้อมต่อยอดบริการด้านธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ผ่านแพลตฟอร์มเดียวอย่างครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับระบบสวัสดิการสหกรณ์ไทยในยุคดิจิทัล ที่มุ่งเปลี่ยนทุกการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ให้กลายเป็นคุณค่าและความมั่นคงของครอบครัวในอนาคตอย่างยั่งยืน

อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ ปักหมุดงาน ‘Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026’ ครบวงจร

อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ ปักหมุดงาน 'Thailand Wellness  & Healthcare Expo  X SPORTEC Thailand 2026' ครบวงจร

อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ ปักหมุดงาน ‘Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026’ ครบวงจร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.49 น.

เตรียมพบ งาน Thailand Wellness  & Healthcare Expo  X SPORTEC Thailand 2026 วันที่ 25-27 มิ.ย.นี้  ฮอลล์ 101, 102  ไบเทคบางนา งานแห่งสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ที่ครบวงจรแห่งปี  คาดสร้างเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

ปักหมุดเตรียมรอกับงานสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ครบวงจรที่สุดแห่งปี  “Thailand Wellness & Healthcare Expo  X SPORTEC Thailand 2026” รวบรวม 22 โซนนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เวลเนส สปา Longevity ความงาม   ฟิตเนส  และกีฬา  บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ที่ชวนให้คุณเปิดประสบการณ์  อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่  พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านเวทีเสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตื่นตากับกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อย่าพลาด ! วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา  คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

นางสาวณรินณ์ทิพ  วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 กล่าวว่า “งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านสุขภาพ  และธุรกิจกีฬาในภูมิภาคอาเซียน   โดยรวบรวมบูธจัดแสดงสินค้าด้านสุขภาพ และเวลเนส รวมกว่า 150 บูธ  ประกอบด้วย 11 โซนที่น่าสนใจ ได้แก่  Wellness, Health Care, Longevity, Senior Product, Digital Health, Aesthetic, Medical Equipment, Future Food, Food and Beverage และ Experience Room 

ที่สำคัญปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับ SPORTEC Thailand ดึงธุรกิจกีฬา  ฟิตเนส  และนวัตกรรมกีฬา รวมอีก 100 บูธ มาจัดแสดงร่วมเพื่อยกระดับให้งานมีความพิเศษแตกต่างและครบวงจรที่สุด อีกทั้งยังได้ประสานแนวร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย  สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย  สมาคมแพทย์ความงาม  สมาพันธ์หมอนวดไทย  และ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตแห่งแรกของประเทศไทย เป็นต้น ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพและเวลเนส มาสร้างกิจกรรมเติมเต็มให้มีงานสีสันที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 ภายในงานยังมีไฮไลท์กิจกรรมดี ๆที่ไม่ควรพลาด  อาทิ การประกวดแข่งขัน Thailand Chocorista Championship 2026, การแข่งขันผู้ฝึกสอนฟิตเนสกลุ่ม Rookie Contest Thailand, การแข่งขัน Functional Fitness โดย ONTRACK, เวิร์กชอปมวยไทยโดยแฟร์เท็กซ์, เวิร์คชอปคลาสฟิตเนส และห้อง Experience Room ให้คุณได้เปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ  เวลเนส ฟิตเนสและกีฬาแบบเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และเวิร์กชอปปลุกพลังสร้างสุขภาพองค์รวมอย่างคับคั่ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและกูรูระดับแถวหน้าของเมืองไทย  อาทิ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์  ศุกระฤกษ์ , กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพ.มาศ  ไม้ประเสริฐ  ,ใบหน้าไม่ได้แก่ แต่กล้ามเนื้อกำลังทรุด โดยพราวิเรีย กรุ๊ป, Longevity ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อยู่ยืนอย่างมีคุณภาพต้องเริ่มยังไง โดยสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา ,ปลดชีวิตเดอะแบกด้วยพื้นที่ของใจ อยู่ในโลกที่วุ่นวายได้อย่างสงบ โดยบูธาราโยคะ,  เวิร์กชอปปรุงสุก โดยเชฟมังกร-ผศ.ดร.ภูริ  ชุณห์ขจร เป็นต้น  อีกทั้งยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจขยายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกด้วย

ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ว่า “จากที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านฟิตเนสและกีฬาในมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มากว่า 15 ปี และได้มองเห็นศักยภาพและความตื่นตัวด้านกีฬาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  โดยเฉพาะประเทศไทย จึงมั่นใจที่จะจัดงาน SPORTEC Thailand 2026 อีกหนึ่งเวทีร่วมกัน เพื่อให้เป็นงานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดสากล

นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC THAILAND 2026 กล่าวว่า “ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า รายได้ในตลาดกีฬาของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 90-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  สำหรับตลาดอุปกรณ์กีฬาในปี 2025 มีมูลค่ารายได้ประมาณ 1,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง  สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมีศักยภาพสูง จึงต้องการเวทีในการรวมตัวของผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจและต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระดับสากล  งาน  SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจกีฬาและสุขภาพในอาเซียน  เชื่อว่างานนี้จะสามารถเติมเต็มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมกีฬาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวณรินณ์ทิพ กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อมั่นว่า “Thailand Wellness & Healthcare Expo  X SPORTEC Thailand 2026 ในปีนี้จะเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่จะเป็นแพลทฟอร์มขนาดใหญ่ที่รวมคนรักสุขภาพ ฟิตเนส และกีฬามาไว้ในงานเดียว  นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่ให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่าย  เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยคาดการณ์ว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้มากกว่า 500 ล้านบาท” 

เชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่  รวมทั้งผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน  เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย !  งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo  X SPORTEC Thailand 2026 จัดระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา

ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานและฟังเสวนาได้ที่  https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602 

“The Nova Expo 2026 – Re:Build” พลิกโฉมอาคารเก่า เพื่อโลกไร้คาร์บอน เกรดอาคารเดิม ลดใช้พลังงานได้สูงสุด 50%

“The Nova Expo 2026 – Re:Build” พลิกโฉมอาคารเก่า เพื่อโลกไร้คาร์บอน  เกรดอาคารเดิม ลดใช้พลังงานได้สูงสุด 50%

“The Nova Expo 2026 – Re:Build” พลิกโฉมอาคารเก่า เพื่อโลกไร้คาร์บอน เกรดอาคารเดิม ลดใช้พลังงานได้สูงสุด 50%

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.25 น.

เปิดฉากอย่างเป็นทางการ “The NOVA Expo 2026” ภายใต้แนวคิด “Re:Build – Upgrading Today for a Net-Zero Future” งานแสดงเทคโนโลยีอาคารครบวงจรแห่งปี ที่รวบรวมนวัตกรรมด้านพลังงาน วิศวกรรม การออกแบบ การก่อสร้าง และการบริหารจัดการอาคารสมัยใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอาคารไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ระหว่างวันที่ 3–5 มิถุนายน 2569 ณ ไบเทค บางนา

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายกระทรวงพลังงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการพลังงานในอาคารเพื่อลดโลกร้อน” โดยเน้นย้ำว่า ภาคอาคารเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

ด้าน ดร.เกชา ธีระโกเมน ประธานจัดงาน The NOVA Expo 2026 กล่าวว่า แนวคิด “Re:Build” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปรับปรุงอาคาร แต่คือการยกระดับศักยภาพอาคารเดิม ผ่านการอัปเกรดระบบวิศวกรรม เทคโนโลยีพลังงาน สุขภาวะภายในอาคาร และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero Carbon และการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

งาน The NOVA Expo จัดโดย EEC Academy ภายใต้ EEC Engineering Network ซึ่งในปี 2569 ครบรอบ 50 ปีของการดำเนินงานในวงการวิศวกรรมและการออกแบบอาคาร พร้อมเปิดตัว “Re Handbook” คู่มือแนวทางปรับปรุงอาคารสู่ Net Zero ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงสำหรับเจ้าของอาคาร วิศวกร และนักออกแบบ

ปัจจุบันกว่า 70% ของอาคารในประเทศไทยมีอายุมากกว่า 20 ปี ขณะที่ภาคอาคารและที่อยู่อาศัยใช้ไฟฟ้ารวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ การอัปเกรดอาคารจึงเป็นโอกาสสำคัญในการลดการใช้พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงถึง 50% และช่วยลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกหนึ่งจุดแข็งของแนวคิด “Re:Build” คือ การต่อยอดศักยภาพอาคารเดิมที่มีทำเลและระบบขนส่งรองรับอยู่แล้ว ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและขีดความสามารถในการแข่งขันได้ทันที โดยใช้คาร์บอนจากการก่อสร้างต่ำกว่าการรื้อและสร้างอาคารใหม่ ขณะเดียวกัน แนวโน้มด้านสุขภาวะและมาตรฐานคุณภาพสภาพแวดล้อมภายในอาคาร (IEQ) กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการระดับนานาชาติ

ภายในงานยังมีปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การอัปเกรดอาคารเพื่อรองรับเศรษฐกิจสุขภาพ” โดยผู้อำนวยการกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งนำเสนอแนวทางการพัฒนาอาคารเพื่อรองรับสังคมสุขภาพและมาตรฐาน Wellness Building ที่กำลังได้รับความสำคัญทั่วโลก

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สมาคมวิชาชีพ และภาคเอกชน ในการผลักดันอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่านโครงการ Advanced Innovation City โดย National Charter และอาคารต้นแบบด้านสุขภาพและพลังงานจาก MEA Energy Saving

สำหรับนวัตกรรมไฮไลท์ที่เปิดตัวภายในงาน ประกอบด้วย Cooling Tower ประสิทธิภาพสูงจาก TRUWATER, Power Train Unit ห้องไฟฟ้าสำเร็จรูปจาก Fuji SMBE, CHILLOX นวัตกรรมแบตเตอรี่เก็บความเย็นจาก SCGC และ GRP Pipe ท่อพลาสติกขนาดใหญ่พิเศษจาก TAC-M รวมถึงโซลูชันอนุรักษ์พลังงานจาก Thai ESCO Association และโมเดลปรับปรุงระบบทำความเย็นแบบไม่ต้องลงทุนจาก UNISUS Green Energy ที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าและลดคาร์บอนได้ทันที

ตลอด 3 วันของการจัดงาน ยังมีเวทีสัมมนาให้เข้าฟังฟรี ครอบคลุมหัวข้อด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม Smart Building เทคโนโลยี AI การบริหารจัดการอาคาร และแนวทางลดพลังงาน-ลดคาร์บอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยหลายโครงการสามารถคืนทุนได้ภายใน 2–3 ปี

The NOVA Expo 2026 ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน สะท้อนพลังความร่วมมือในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาคารไทยสู่อนาคต Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทของการอัปเกรดอาคารเดิมในฐานะกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยน “อาคารเก่า” ให้กลายเป็น “โอกาสใหม่” ของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักทองกลางสวนป่า ณ กรุงเทพมหานคร

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักทองกลางสวนป่า ณ กรุงเทพมหานคร

เรื่องนี้มีประวัติ : บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักทองกลางสวนป่า ณ กรุงเทพมหานคร

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.21 น.

บ้านไม้สักทองหลังใหญ่มโหฬาร ชื่อบ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้สักทองสร้างแบบบังกะโลว์ในสวนป่า ของนายเลิศ เศรษฐบุตร หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านวิทยุ เพลินจิต ชิดลม สมคิดในบัดนี้ บ้านหลังนี้มีความเป็นมาที่น่าสนใจยิ่ง ถึงแม้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะรู้จักประวัติของบ้านอายุร้อยกว่าปีหลังนี้ค่อนข้างดี แต่ทุกครั้งที่ได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศน่าหลงใหลของบ้าน และของสวนป่าที่รวมต้นไม้อายุหลายสิบปี บางต้นอาจมีอายุเป็นร้อยปี ก็ทำให้อยากเรียนรู้ประวัติของบ้านในแง่มุมอื่น ๆ ให้ลึกซึ้งและครบถ้วนมากกว่าที่เคยทราบมาก่อน

วันนี้ขอชวนคุณผู้รักรากเหง้าของกรุงเทพฯ ไปเที่ยวบ้านปาร์คนายเลิศด้วยกันอีกสักครั้ง แม้หลายคนอาจจะบอกว่าไปมาแล้วหลายครั้ง แต่รับรองว่าการไปเที่ยวบ้านที่เรียกได้ว่าเป็น One of the special heritage of Bangkok ในครั้งนี้จะทำให้คุณมองเห็นและเข้าใจปรัชญาของเจ้าของบ้านได้ลึกซึ้งถึงแก่นยิ่งขึ้น แล้ววันหน้าจะชวนคุณไปคุยผ่านตัวอักษรจากบทสัมภาษณ์กับทายาทรุ่นสามและสี่ของเจ้าของบ้านปาร์คนายเลิศด้วยกัน แต่สำหรับวันนี้ขอชวนคุณเที่ยวบ้านไม้สักทองที่ปลูกท่ามกลางพรรณไม้ยืนต้นนานาชนิดผ่านตัวหนังสือและภาพก่อน

เริ่มจากหนังสือแบบ pop-up ชื่อบ้านปาร์คนายเลิศ (NAI LERT PARK HERITAGE HOME The Ultimate Pop-up Book) ผลงานของทวีพงษ์ ลิมมากร หนังสือ pop-up เล่มนี้มหัศจรรย์มาก เพราะรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน ให้ข้อมูลของบ้านได้ละเอียดละออ ทำให้เห็นภาพบ้านไม้สักทองทั้งสองหลังราวกับได้เข้าไปดูของจริงด้วยตาตัวเอง แล้วยังทำให้เห็นถึงบรรยากาศของบ้านกลางสวนป่ากลางกรุงฯ รวมถึงทำให้จินตนาการเห็นของสะสมของเจ้าของของบ้านที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ แม้หนังสือเล่มนี้จะมีภาพ pop-up ขนาดใหญ่เพียงสองภาพเท่านั้น แต่ก็ยังมีภาพ pop-up ขนาดเล็กประกอบอีก 8 ภาพ เพราะฉะนั้น เมื่อ pop-up ทุกภาพแล้วจึงทำให้เห็นรายละเอียดของบ้านปาร์คนายเลิศได้โดยสมบูรณ์ เห็นรถยนต์คันโปรดของพระยาภักดีนรเศรษฐ แล้วยังได้เห็นของสะสมในบ้านในพิพิธภัณฑ์กลางสวนป่า ได้เห็นรถเมล์ขาวนายเลิศ เห็นเรือ และจักรยานของนายเลิศ และเห็นเรือนบรรพบุรุษของเจ้าของบ้าน

ผู้เขียนขอทำตัวประมาณว่า เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน ด้วยการเล่าประวัติโดยสังเขปว่า บ้านปาร์คนายเลิศได้รับการดูแลอย่างดีต่อจากนายเลิศโดยท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ธิดาคนเดียวของพระยาภักดีนรเศรษฐ และคุณหญิงสิน โดยกิตติศัพท์ของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์คือรักต้นไม้เป็นชีวิตจิตใจ และรักความเป็นธรรมชาติเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อสิ้นท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ บ้านหลังนี้ก็ถูกส่งต่อไปยังธิดาทั้งสองของท่านคือ คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ และคุณสัณหพิศ โพธิรัตนังกูร พร้อมทั้งทายาทรุ่นต่อ ๆ ไปของตระกูล ซึ่งปัจจุบันอยู่ในความดูแลร่วมกันของทายาทรุ่นที่ 3 และ 4 สำหรับทายาทรุ่นที่ 4 ที่เข้ามารับบทบาทสำคัญในการดูแลมรดกสำคัญชิ้นนี้คือคุณณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร (วันหน้าจะชวนคุณผู้อ่านไปคุยกับทายาทรุ่นที่ 3 และ 4 ของบ้านปาร์คนายเลิศด้วยกัน) 

ทุกวันนี้บ้านปาร์คนายเลิศยังคงเอกลักษณ์ไว้อย่างน่าประทับใจ จนอาจจะกล่าวได้ว่าบ้านปาร์คฯ แห่งนี้เคยเป็นมาอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น แม้วันเวลาจะล่วงผ่านไปนานกว่าศตวรรษ แต่บ้านปาร์คฯ หลังนี้ก็ยังคงเป็นบ้านปาร์คนายเลิศดุจดั่งเมื่อครั้งผู้ก่อสร้างบ้านยังดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการซ่อมแซมบูรณะให้บ้านสวยงามมั่นคงแข็งแรง และเข้มขลังอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่บ้านเก่าย่อมต้องทรุดโทรมผุพังไปตามกาลเวลา แต่ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งของทายาท ก็ทำให้บ้านเก่าอายุกว่าร้อยปียังคงความงามและสมบูรณ์ได้จนถึงบัดนี้ 

เราซึ่งเป็นคนรุ่นหลัง เป็นทายาท คงไม่มีความสามารถสร้างเรือนไม้สักเก่าแก่หลังนี้ได้ด้วยตัวเราเองอย่างแน่นอน แต่ยืนยันว่าเราตั้งใจเก็บรักษา และดูแลเรือนไม้ประวัติศาสตร์หลังนี้ไว้อย่างดีที่สุด เราทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เรือนไม้บ้านปาร์คนายเลิศ บ้านไม้ทรงไทยตามแบบฉบับของนายเลิศยังคงสภาพงดงามดังเดิม เราตั้งใจเก็บรักษาและดูแลสวนป่าให้อยู่คู่กับบ้านปาร์คฯ และตั้งใจอนุรักษ์บ้านหลังนี้ให้เป็นทั้ง museum และ heritage กลางสวนป่าใจกลางกรุงเทพมหานครที่สมบูรณ์แบบ นี่คือคำมั่นจากทายาทรุ่น 3 และ 4 ของนายเลิศ

และแน่นอนที่สุดคือ เมื่อกล่าวถึงบ้านปาร์คนายเลิศแล้ว หลายคนที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปย่อมต้องนึกถึงงานจัดดอกไม้ที่แสนยิ่งใหญ่งานหนึ่งของเมืองไทย งานนี้สำคัญมากถึงขนาดที่ว่าสื่อมวลชนต่างชาติยังต้องมานำเสนอข่าว ส่วนคนไทยผู้หลงใหลในความงดงามของมวลดอกไม้นานาพรรณ โดยเฉพาะดอกไม้ไทยแท้ ๆ ก็ต้องเฝ้ารอชมงานจัดดอกไม้ ในโรงแรมฮิลตัน ปาร์ค นายเลิศ 

ธิดาของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์บอกว่า มีประโยคสำคัญประโยคหนึ่งที่ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์บอกย้ำเสมอ ๆ คือ “พ่อสอนว่าสีเขียวทำให้คนสุขใจ” นี่คือการปลูกฝังให้รักธรรมชาติ รักต้นไม้ รักสิงสาราสัตว์ต่าง ๆ เสน่ห์ของงานดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศยังคงตราตรึงอยู่ในใจของคนไทยเสมอมา ผู้ร่วมจัดงานดอกไม้รายหนึ่งบอกว่า หัวใจสำคัญของงานดอกไม้ที่ปาร์คนายเลิศ คือการรวบรวมคนที่รักชอบดอกไม้ คนรักการจัดดอกไม้ก็ได้จัดแสดงฝีมือของตัวเอง คนชอบดอกไม้ก็ได้ไปชื่นชมความงามของดอกไม้ที่ถูกจัดอย่างงดงาม และได้ทำบุญร่วมกัน ช่วยเหลือสังคมร่วมกัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ผู้เขียนตั้งใจนำภาพงานจัดดอกไม้ ณ ปาร์คนายเลิศ มาประกอบในบทความวันนี้ด้วย   

ยังมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับบ้านปาร์คนายเลิศอีกเหลือคณานับที่จะมาบอกเล่าชวนคุณคุญ แต่ทว่าเนื้อหาสำหรับนำเสนอเรื่องราวในคอลัมน์หมดแล้ว ก็ขอยกยอดเรื่องของบ้านปาร์คไปไว้ในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป แต่ก็จะลากันวันนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณหนังสือหนังสือต่าง ๆ ที่เป็นต้นธารของเรื่องราวในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะหนังสือ pop-up และขอขอบคุณภาพประวัติศาสตร์ที่มาจากหนังสืออีก 4 เล่ม คือ เลิศ-สิน เลิศสมันเตา พระยาภักดีนรเศรษฐ และหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ

สำหรับผู้สนใจซื้อหาหนังสิอ pop-up และหนังสือชุดนายเลิศ รวมสามเล่ม คือ เลิศ-สิน เลิศสมันเตา และพระยาภักดีนรเศรษฐ สามารถซื้อได้ที่บ้านปาร์คนายเลิศ 

บ้านปาร์คนายเลิศเปิดให้เข้าชมวันพุธถึงอาทิตย์ วันละ 4 รอบ คึอ 09.30 11.30 14.30 และ 16.30 น. บัตรราคา ผู้ใหญ่ 350 บาท นักเรียน นิสิต นักศึกษา 150 บาท เด็กความสูงน้อยกว่า 100 เซนติเมตร เข้าชมฟรี สนใจสอบถามรายละเอียดโปรดติดต่อ โทรศัพท์ 0 2253 0123 Email : museum@nailertgroup.com

เฉลิมชัย ยอดมาลัย

C P S ส่งต่อกางเกงเดนิมจากกิจกรรม ‘Rewrite Your Denim Story’ ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา สานต่อคุณค่าของเดนิมสู่สังคม ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

C P S ส่งต่อกางเกงเดนิมจากกิจกรรม 'Rewrite Your Denim Story' ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา สานต่อคุณค่าของเดนิมสู่สังคม ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

C P S ส่งต่อกางเกงเดนิมจากกิจกรรม ‘Rewrite Your Denim Story’ ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา สานต่อคุณค่าของเดนิมสู่สังคม ร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

อภิสิทธิ์ สิงหสัจจเทศ Brand Creator แบรนด์ C  P  S ส่งมอบกางเกงเดนิมจำนวนกว่า 500 ตัว จากกิจกรรม “Rewrite Your Denim Story” ให้แก่มูลนิธิกระจกเงา เพื่อส่งต่อโอกาสให้แก่ผู้ขาดแคลนในสังคม ผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ของมูลนิธิฯ โดยมี วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและระดมทุนมูลนิธิกระจกเงาเป็นผู้รับมอบ

อภิสิทธิ์ สิงหสัจจเทศ Brand Creator แบรนด์ C  P  S  ส่งมอบกางเกงเดนิมจำนวนกว่า 500 ตัว จากกิจกรรม “Rewrite Your Denim Story”  โดยมี วีราภรณ์ ประสพรัตนสุข หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรและระดมทุนมูลนิธิกระจกเงาเป็นตัวแทนผู้รับมอบจากมูลนิธิกระจกเงา

โดยหัวใจสำคัญของกิจกรรม Rewrite Your Denim Story ในครั้งนี้ คือการตอกย้ำบทบาทของ C  P  S ในฐานะ Denim Curator ที่ไม่ได้มองเดนิมเป็นเพียงเสื้อผ้า แต่เป็นแฟชั่นไอเทมที่อยู่กับผู้คนในทุกช่วงชีวิต ผ่านการสวมใส่ การเดินทาง และบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของเจ้าของแต่ละคน เดนิมจึงเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างมีคุณค่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

กางเกงเดนิมที่ส่งมอบในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Rewrite Your Denim Story” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน DENIM WEEK ณ PLAY art house ถนนทรงวาด และกิจกรรม Rewrite Your Denim Story เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ร้าน C  P  S  ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้านำเดนิมตัวเก่าในสภาพดีที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ไม่จำกัดแบรนด์ มาแลกเป็นเดนิมตัวใหม่จาก C  P  S เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อเดนิมให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมในวงกว้างต่อไป

อัปเดตเทรนด์แฟชั่นสุดเท่ของ “C  P  S” เพิ่มเติมได้ที่
Instagram : @cps.label
Facebook : CPS
LINE Official Account : @cps
TikTok : cps.label