คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 27 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผวจ.เชียงราย เป็นประธานแถลงข่าว “โครงการบูรณาการการค้าการลงทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งเป็นการรวมพลังครั้งสำคัญของ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน..
  • ชุติพร เสชัง ผวจ.นครสวรรค์ ร่วมชมการแข่งขันกีฬามวยไทยสมัครเล่นและให้กำลังใจนักกีฬา ในการแข่งขันกีฬา รร.กีฬาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 27 “นครสี่แควเกมส์”..
  • ยินดีกับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร, ศ.นันทวัฒน์ บรมานันท์, ศ.วุฒิสาร ตันไชย, เชิดศักดิ์ หิรัญสิริสมบัติ, คำนูณ สิทธิสมาน, ผศ.สุวิชา เป้าอารีย์, พ.ต.ท.สมศักดิ์ แววพานิช, อรัญญา เกตุแก้ว, กฤชเทพ สิมลี ที่ได้แต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ..
  • ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย นัดประชุมคณะกรรมการเพื่อเตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ โดยมี สุพัตรา จิราธิวัฒน์, ยอดพจน์ วงศ์รักมิตร, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์, สมพร มาอุทธรณ์, มณี แซ่เอียบ, มกร พงษ์ธนพฤกษ์, ปิยนันท์ คุ้มครอง ร่วมด้วย..
  • ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต, ศ.ดร.สมหญิง ธัมวาสร และ ภก.เชิญพร-ชนวิน เต็งอำนวย ร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในการลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานวิจัยด้านโพรไบโอติกระหว่างศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ บจ.โรงงานเภสัชกรรม เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโพรไบโอติกเชื้อผสมจากเชื้อสายพันธุ์ประจำถิ่นของคนไทยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพภายใต้แบรนด์ เกร๊ทเตอร์ โพรเมทา แอล34..
  • ประภาพรรณ พิชัยคำ ต้อนรับมิตรสหายที่มาเยี่ยมที่ บจ.เพาเวอร์เทค เอ็นจิ้น แอสเซมบลี อย่างอบอุ่น งานนี้ ชยันต์ ศิริมาศ, ณรงค์ แผ้วพลสง, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, ยุพธัช ยิบอินซอย, ดร.ศิพัฒน์ ไตรอุโฆษ , พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์, พิมรา ศรีสุกใส, ณภัทร รัตนกุล ไม่พลาด..
  • วันเกิดปีนี้ พิสิฐ ทางธนกุล ไปทำบุญถวายเพลพระ 9 รูป ณ วัดสระเกศ และบริจาคช่วยการศึกษาของเด็กพิการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..
  • ด้วยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ CTO บมจ.เรียล สมาร์ท ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “AI Solutions & Showcase” ในงานสัมมนา “AWS Digital Government Forum Thailand 2026: Accelerating Public Sector Innovation With Cloud, Data and AI”..
  • รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ยินดีกับ ดช.อิสระ จุ่นมีวงษ์ นักเรียนชั้น ป.5/1 ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในหัวข้อ “For Peace” จากงานประกวดวาดภาพศิลปะเด็กระดับนานาชาติ รายการ The 3rd ULSAN World Children’s Art Exchange Exhibition จัดโดย PTPI Ulsan Chapter Chairman Kang , Eung Gyu สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งมี 10 ประเทศ ที่ส่งผลงานเข้าร่วมประกวด PEOPLE TO PEOPLE..
  • มิตรสหายยินดีกับ ดร.ปุริม จารุจำรัส ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเคมีวิเคราะห์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อุบลราชธานี..
  • พระราชทานเพลิงศพ ร.อ.หญิงชื่นสุข จันทร์สุวานิชย์ มารดา พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ 27 ก.ค.14.00 น. เมรุวัดโสมนัสราชวรวิหาร เจ้าภาพร่วมมอบเงินทำบุญให้โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์..

น้องใหม่

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

THANN ขยายมิติสู่แบรนด์เวลเนสครบวงจร เปิดตัว ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

THANN (ธัญ) หนี่งในแบรนด์ชั้นนำที่มีประสบการณ์ด้านสปาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว เส้นผม และเครื่องหอมจากธรรมชาติ รวมถึง THANN Wellness เวลเนสรีสอร์ทที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อยอดการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวมด้วยการเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok โดยร่วมมือกับภูมิทินกร (Bhumitinnakorn) กลุ่มแพทย์แผนไทยที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์การแพทย์แผนไทยแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปี การเปิดคลินิกแพทย์แผนไทยในครั้งนี้เป็นการเติมเต็มความเป็นเวลเนสแบรนด์ของธัญให้ครบวงจรยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการแพทย์แผนไทย คือ การฟื้นฟูและปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งเชื่อมโยงกับสุขภาพร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล การรักษาไม่เพียงเพื่อบรรเทาอาการของโรค แต่ยังมุ่งค้นหาความเชื่อมโยงของอาการกับความผิดปรกติของธาตุทั้ง 4  องค์ประกอบสำคัญของการแพทย์แผนไทยคือ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หัตถการที่เหมาะสมกับอาการ และคุณภาพของยาสมุนไพร 

สำหรับธาตุดิน คือส่วนที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนัง ขณะที่ธาตุน้ำ คือของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด น้ำเหลือง ส่วนธาตุลม คือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การหายใจ การไหลเวียนของเลือด และธาตุไฟ คือความร้อนและการเผาผลาญพลังงาน

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ถูกออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้เข้ารับบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญของแพทย์ อุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย มาตราฐานการให้บริการ และการออกแบบตกแต่งสถานที่ ซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการทำหัตถการได้ถูกพัฒนามาเพื่อยกระดับความแม่นยำ ความปลอดภัย และผลลัพธ์การรักษาที่ดี อาทิ เก้าอี้ร้านนั่งยา เตียงร้อนย่างยาที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบดิจิทัลผ่านหน้าจอ Touchscreen อ่างแช่ตัวด้วยน้ำสมุนไพรที่สามารถคงอุณหภูมิน้ำที่ 40 องศาเซลเซียสได้อย่างแม่นยำ ส่วนบรรยากาศภายในของคลินิกถูกออกแบบเพื่อสร้างความผ่อนคลายแก่สัมผัสทั้ง 5 (Sensory Experience) ตามเอกลักษณ์ของ THANN

คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ว่า “ผมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพภายใต้แนวคิด Wellness & Longevity เป้าหมายของเราทุกคนไม่เพียงต้องการมีอายุที่ยืนยาว แต่ต้องการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงตลอดช่วงชีวิต การดูแลร่างกายแบบองค์รวมจึงเป็นการสร้างความแข็งแรง สมดุล และภูมิคุ้มกันเพื่อห่างไกลจากโรค มากกว่าการรอให้เกิดโรคแล้วจึงทำการรักษา ผมเชื่อมั่นในศาสตร์การแพทย์แผนไทยอันเป็นภูมิปัญญาที่ทรงคุณค่าจากบรรพบุรุษ ตลอดเวลาหลายร้อยปีศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้รับการบูรณาการโดยผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีน อายุรเวทของอินเดีย หัตถการไทย และสมุนไพรไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มุ่งเน้นสร้างความแข็งแรงและสมดุลของธาตุทั้ง 4 มากกว่าการเยียวยาอาการของโรค ผมหวังว่า การร่วมมือระหว่าง ‘ธัญ’ กับ ‘ภูมิทินกร’ กลุ่มแพทย์แผนไทยที่สืบทอดองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยจากรุ่นสู่รุ่น จะเป็นการสร้างประสบการณ์ และมาตรฐานระดับสากลให้กับการแพทย์แผนไทยในยุคปัจจุบัน การเปิด ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย (THANN Thai Traditional Medicine Clinic) นับเป็นจุดสำคัญในการก้าวสู่การเป็นแบรนด์เวลเนสเพื่อสุขภาวะอย่างครบมิติ เป็นการผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนไทย และนวัตกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อมุ่งฟื้นฟูสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริงครับ”

คุณอัจฉรา เจียมถาวร กรรมการ บริษัท ภูมิทินกร เฮลท์ เมเนจเมนท์ จำกัด เผยวิสัยทัศน์การยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากลว่า “ภูมิทินกรมุ่งมั่นยกระดับการแพทย์แผนไทยสู่มาตรฐานสากล โดยผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์แผนไทยผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้เรายังมุ่งสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรนานาชาติ และธุรกิจประกันสุขภาพ เพื่อผลักดันการแพทย์แผนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพสมัยใหม่ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Destination หรือศูนย์กลางด้านการแพทย์ทางเลือกและการดูแลสุขภาพระดับโลก ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและนานาชาติ”

พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้มีการเปิดตัวแขกรับเชิญคนพิเศษ “คุณมิว – ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและชื่นชอบศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “ด้วยลักษณะการทำงานในวงการบันเทิงที่ต้องเดินทางบ่อย และพักผ่อนน้อย ทำให้ผมมีปัญหากล้ามเนื้อตึงสะสม โดยเฉพาะอาการปวดบริเวณสะบักไหล่ซ้ายจากการใช้โทรศัพท์เป็นเวลานานและการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงแรกผมตั้งใจมารักษากับคุณหมอแผนไทยด้วยการนวดแก้อาการและหัตถการกักน้ำมันยาร้อน นอกจากความสามารถและความเอาใจใส่ของคุณหมอ สิ่งที่ผมประทับใจคือเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่ใช้ในการรักษา ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยและได้ผลลัพธ์จากการรักษาในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อได้มีโอกาสปรึกษาคุณหมอเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการภูมิแพ้ที่เป็นมาต่อเนื่อง คุณหมอให้การรักษาด้วยหัตถการ 3 อย่างในวันเดียวกันคือ การรมยา การเผายา และการนวดแก้อาการ ผมสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดี เช่น การหายใจที่โล่งขึ้น อาการคัดจมูกในตอนกลางคืนลดลง และมีเสียงที่สดใสขึ้นเมื่อตื่นนอน ”

นอกจากนี้ด้าน แพทย์แผนไทย กวินทรา พิบูลย์งาม ได้กล่าวถึงแนวคิดการดูแลสุขภาพภายใต้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยว่า “หากพูดถึงการมีอายุยืนควรมาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดี สามารถลุกขึ้นเดิน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆ กับครอบครัวได้อย่างเหมาะสมตามวัย ในมุมของการแพทย์แผนไทย เรามองว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐาน คือ กินดี นอนหลับดี และขับถ่ายเป็นปกติ เพราะทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนถึงความสมดุลของร่างกาย เราจึงให้ความสำคัญตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกาย โดยอาศัยการตรวจวินิจฉัยและเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถช่วยดูแลกลุ่มอาการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ โรคลม ความผิดปกติของระบบขับถ่าย รวมถึงอาการอื่นๆ อีกหลายด้าน เพื่อให้ผู้รับบริการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากเหล่าเซเลบริตี้ร่วมแบ่งปันมุมมองการดูแลตัวเอง โดยเริ่มจากสาวสวย คุณสาริศา ล่ำซำ เผยว่า “เมื่อก่อนเราเป็นคนที่มักจะรอให้ร่างกายส่งสัญญาณว่าอ่อนล้าหรือไม่สบายก่อน ถึงจะเริ่มหันมาดูแลตัวเอง แต่พอใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ก็ทำให้รู้ว่าการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดคือการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งร่างกายและจิตใจ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ๆ ต่อศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพราะที่นี่สามารถนำภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดกันมายาวนานมาผสานกับนวัตกรรมและมาตรฐานการบริการระดับพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นประสบการณ์ด้าน Wellness ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และทำให้รู้สึกว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและสามารถเริ่มต้นได้ในชีวิตประจำวัน”

และสาวนักกิจกรรม คุณหฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เล่าว่า “ช่วงนี้เราให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น เพราะมองว่าสุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงเพียงการออกกำลังกายหรือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสมดุลให้กับร่างกายจากภายในด้วย ส่วนตัวเราชอบแนวคิดของการแพทย์แผนไทยที่เชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ การได้มาสัมผัสประสบการณ์ที่ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย ทำให้เรารู้สึกว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อมีอาการ แต่เป็นการกลับมาดูแลตัวเองในทุกมิติ อีกทั้งบรรยากาศที่สงบ กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของ THANN และการดูแลอย่างใส่ใจจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนได้เติมพลังและสร้างสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อีกครั้ง”

“ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย” พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ชั้น 2, The Storeys, ONE Bangkok

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองบริการ:

ธัญ คลินิกการแพทย์แผนไทย: โทร. 0-2000-6061 

LINE Official Account: @thannthaimed

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

Food Economy เมื่อ ‘อาหาร’ เชื่อมกำลังซื้อ ‘SME – ท่องเที่ยว’ หนุนเศรษฐกิจไทย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ต้นทุนพลังงานสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง “อาหาร” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แต่กำลังเป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงกำลังซื้อ เอสเอ็มอี ภาคเกษตร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว

“เคทีซี” หรือ บมจ.บัตรกรุงไทย เปิดเวทีเสวนา KTC FIT TALK ครั้งที่ 25 “Food Economy : เมื่ออาหารกลายเป็นแรงขับเศรษฐกิจไทย” ระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงอาหาร เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ Food Economy ในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากผู้บริโภคสู่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชน

น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวว่า หมวดร้านอาหารยังคงเป็นหมวดการใช้จ่ายอันดับ 1 ของสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี ยอดใช้จ่ายหมวดร้านอาหารเติบโต 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จำนวนครั้งการใช้จ่ายต่อสมาชิกต่อเดือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% สะท้อนว่าอาหารยังเป็นส่วนสำคัญของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น

“ในมุมของเคทีซี อาหารคือมากกว่าการบริโภคหนึ่งมื้อ แต่เป็นพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต การท่องเที่ยว สุขภาพ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ทุกยอดใช้จ่ายในร้านอาหารยังเชื่อมกลับไปถึงผู้ประกอบการ วัตถุดิบ แรงงาน เอสเอ็มอี และเศรษฐกิจชุมชน Food Economy จึงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนทั้งกำลังซื้อและการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในประเทศ” น.ส.วริษฐากล่าว

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หรือ NFI กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยยังมีจุดแข็งจาก Local Content ในระดับสูง และกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ผลิตเพื่อส่งออก” ไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์ด้าน Intelligence เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

Food Economy เชื่อมโยงภาคเกษตร ผู้ผลิต SME ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก โดยภาคเกษตรไทยมีการจ้างงานราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ ขณะที่ SME แปรรูปอาหาร ในปี 2568 มีประมาณ 128,000 ราย และมีการจ้างงานกว่า 5 ล้านคน ส่วนธุรกิจร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดราว 700,000 ล้านบาท เติบโต 2-3% และมีการจ้างงานราว 650,000 คน สะท้อนบทบาทของห่วงโซ่อาหารในฐานะ Shock Absorber ของเศรษฐกิจ

“ภายใต้แรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูง นโยบายเศรษฐกิจไม่ควรมุ่งเพียง “การทำให้อาหารมีราคาถูก” แต่ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปสู่ “การทำให้คนในห่วงโซ่อาหารมีรายได้สูงขึ้น” เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเป็น High-Value & Integrated Brand Owners”

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็น “ดัชนีเศรษฐกิจปลายทาง” ที่สะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ปัจจุบันความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านลดลงจากเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เหลือ 1-2 ครั้ง ขณะที่ผู้ประกอบการยังเผชิญต้นทุนสูงทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง พลังงาน ค่าเช่า และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ทำให้หลายร้านอยู่ในภาวะ “ยอดขายไม่โต แต่ต้นทุนโต”

ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารต้นทุน การใช้ดิจิทัลและข้อมูล และการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน และประสบการณ์ เพราะอนาคตของร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันเพียง “ความอร่อย” แต่แข่งขันกันที่ “ความคุ้มค่า ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของลูกค้า” พร้อมเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุน 5 ด้าน ได้แก่ ลดภาระต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ พัฒนาทักษะดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย คุณภาพ และความปลอดภัยอาหาร สนับสนุน Food Tourism และช่วยผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงความรู้ เงินทุน และช่องทางตลาด

 “ธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายอาหาร แต่คือระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ผลิต การจ้างงาน การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย หาก Food Economy แข็งแรง ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ทั้งระบบ” นางฐนิวรรณกล่าว

ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network หรือ TGN กล่าวว่า จากข้อมูลของ Mordor Intelligence ตลาด Foodservice ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกอยู่ในมิชลินไกด์กว่า 482 ร้าน และค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 2 ของนักท่องเที่ยว สะท้อนว่า Gastronomy Tourism กำลังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

 “ปัจจุบันผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกอาหารจากความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนมากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Experience Economy ที่สร้างมูลค่าได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ วันนี้อาหารไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่กำลังกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่” ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าว

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

ตะลอนเที่ยว : Wrocław เมืองสวยแห่งโปแลนด์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมืองวรอตสวัฟ (Wrocław) ประเทศโปแลนด์ นับเป็นสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมเยือนเมืองหนึ่ง หากคุณได้ไปถึงโปแลนด์

สถานที่สำคัญที่ต้องห้ามพลาดเด็กขาดคือ จัตุรัสกลางเมือง (Market Square) และต้องตามล่าไปชมคนแคระโลหะที่นับเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมือง  (Wrocław’s Dwarfs) รวมถึงต้องไม่พลาดการไปชมเกาะมหาวิหาร (Ostrów Tumski) เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโกธิค และมากมายไปด้วยสีสันของยุคกลางที่สุดแสนอลังการและต้องไม่พลาดชม Wrocław Market Square (Rynek) ศูนย์กลางเมืองเก่าที่รายล้อมไปด้วยอาคารโบราณสีสันสดใส และที่สำคัญคือศาลาว่าการเมืองสไตล์โกธิก

กิจกรรมหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อไปถึงเมืองนี้คือการเดินตามหาคนแคระแห่ง Wrocław’s Dwarfs โดยตามหาตุ๊กตาคนแคระมากกว่า 400 ตัว ที่กระจายอยู่ทั่วเมือง Ostrów Tumski (Cathedral Island) และจุดที่มีมนต์เสน่หย่าย่า์อีกแห่งคือย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำ ที่อุดมไปด้วยโบสถ์เก่า และสะพานข้ามแม่น้ำออร์เดอร์ ที่มีบรรยากาศสุดยอดของความโรแมนติก ส่วน Centennial Hall คืออาคารจัดแสดงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมคอนกรีตชิ้นเอกของโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก

หากคุณสนใจท่องเที่ยวประเทศโปแลนด์แบบเจาะลึก โดยไปเที่ยวกับ Mr. Flower โปรดติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 091-7233615

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

Around W. By หมูอ้วน : สานต่อพลังแห่งการแบ่งปัน แคนนอนหนุนภารกิจ มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ปี 2 วางรากฐานอนาคตเด็กไทยอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (CANON) สานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง เดินหน้ามอบความช่วยเหลือแก่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ เป็นปีที่ 2 ทั้ง “บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่” และ “บ้านแห่งความหวัง (อ่อนนุช)” เพื่อร่วมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้มีสภาพแวดล้อมในการเติบโตและการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อการสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ให้พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ปัจจุบัน ทั้งสองแห่งมีเด็กในความอุปการะรวม 79 คน โดยแคนนอนได้นำคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา ลงพื้นที่ให้การสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การจัดซื้อและส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดูแลเด็กเล็ก อาทิ นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เครื่องนุ่งห่ม น้ำยาทำความสะอาด และอุปกรณ์ต่างๆ ตามความต้องการของมูลนิธิฯ 2.การนำกลุ่มจิตอาสาร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะและพัฒนาการให้แก่เด็กๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีและการพูดคุยเพื่อฝึกทักษะการเข้าสังคม และ 3.การสนับสนุนด้านโภชนาการและสุขอนามัย ด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวันและอาหารเย็น เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่ดีและครบถ้วนเหมาะสมตามวัย

นายพงษ์เทพ ประเสริฐวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR (CANON) กล่าวว่า มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์ฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 เพื่อดูแลและพัฒนาเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยรับดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี มุ่งส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการดูแลด้วยความรัก การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ได้จดทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณกุศล ภายใต้พระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526

ปัจจุบันมูลนิธิฯ ดำเนินงานผ่านบ้านเด็กอ่อน 4 แห่ง ได้แก่ บ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) บ้านศรีนครินทร์ (ชุมชนกองขยะหนองแขม) บ้านแห่งความหวัง (ซอยอ่อนนุช 88 แยก 10) และบ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ (ชุมชนเสือใหญ่ประชาอุทิศ) รวมดูแลเด็กวันละประมาณ 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจนและได้รับผลกระทบจากปัญหาทางสังคม เช่น ความรุนแรง การใช้สารเสพติดในครอบครัว หรืออาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่ปลอดภัย ในรูปแบบการดูแลเด็กแบบรายวันไป-กลับ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีเวลาไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ และกลับมาดูแลบุตรหลานด้วยความอบอุ่นอย่างใกล้ชิดเมื่อเลิกงาน อันเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสถาบันครอบครัวที่เปราะบางให้กลับมาเข้มแข็งได้อีกทางหนึ่ง

“การดำเนินงานของมูลนิธิฯ ถือเป็นการช่วยเหลือสังคมที่ตรงจุดและมอบผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว เพราะครอบครัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของสังคมที่แข็งแกร่งและมั่นคง บริษัทฯ จึงให้ความช่วยเหลือแก่เด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ทั้งในด้านการศึกษา โภชนาการ และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเติบโต สอดคล้องตามหลักปรัชญา “เคียวเซ” ที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้คน สังคม สิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้อย่างแท้จริง” นายพงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ปลดล็อกธุรกิจอาหารยุคใหม่ ดันหลักสูตร ‘Plant-Rich Diet’ เพิ่มทางเลือกอาหารเพื่อสุขภาพและยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การออกแบบอาหารที่อุดมด้วยพืช เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน” หรือ “Plant-Rich Diet” รองรับกระแสการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมผสาน AI ออกแบบเมนูอาหารเฉพาะบุคคล มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านอาหารสุขภาพ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

รศ.ดร.ฐิตา ฟูเผ่า ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาโภชนาการและการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย โรงเรียนการเรือน ม.สวนดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ส่งผลให้แนวคิด “Plant-Rich Diet” ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Plant-Rich Diet ไม่ได้หมายถึงการงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แต่คือการเพิ่มสัดส่วนพืช ผัก ผลไม้ ถั่ว เห็ด สาหร่าย และวัตถุดิบทางเลือกจากพืช ขณะเดียวกันยังสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลทางโภชนาการ

ภายหลังเปิดรับสมัคร พบว่ามีผู้สนใจสมัครเรียนจำนวนมาก โดยผู้เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการนำองค์ความรู้ไปปรับเปลี่ยนเมนู เพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพ และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

ด้าน น.ส.นรีนุช สมศรี ผู้ประกอบการร้านอาหารสุขภาพ “กิน ณ ดี” ย่านสีลม หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว เปิดเผยว่า เมื่อก่อนเข้าใจว่าต้องกินผัก 100% แต่พอมาเรียนแล้วเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด แค่เพิ่มพืชให้มากขึ้นและจัดสัดส่วนอาหารให้สมดุลก็เพียงพอ จากที่ในหนึ่งกล่องอาหารของร้าน เนื้อสัตว์จะอยู่ประมาณ 70% ข้าว 20% และผักเพียง 10% แต่หลังเรียนจบตั้งใจจะเพิ่มเมนูที่มีผักเป็น 50-60% และลดเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ลูกค้าได้รับอาหารที่สมดุลมากขึ้น ความรู้ที่ได้รับทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ช่วยให้เข้าใจเรื่องโภชนาการและการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบเมนูอาหารที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงยังสามารถนำมาช่วยปรับพฤติกรรมการกินของตนเองได้อีกด้วย

“ตั้งใจว่าจะนำองค์ความรู้ที่ได้ ไปประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารภายในร้าน โดยเรียนรู้เทคนิคการปรุงผักให้ลดกลิ่นเขียวหรือรสชาติที่ผู้บริโภคบางกลุ่มไม่ชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหันมารับประทานผักได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนักออกกำลังกายต้องการโปรตีนเป็นหลัก แต่จริงๆ แล้วหากจัดสมดุลอาหารให้เหมาะสม ทั้งโปรตีนและผัก ก็จะช่วยเรื่องสุขภาพได้ดีกว่า” น.ส.นรีนุช กล่าว

ด้าน น.ส.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ สอวช. กล่าวว่า จากที่ สอวช. ได้ขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับอาหารอนาคต รวมถึงโปรตีนทางเลือกมาระยะหนึ่งพบว่า ถ้าส่งเสริมเฉพาะด้านอุปทาน ซึ่งเป็นด้านวิจัยอย่างเดียว จะทำให้นวัตกรรมไม่แพร่กระจายไปสู่วงกว้าง และไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จริง จึงจำเป็นต้องหันมามองด้านอุปสงค์ที่เป็นความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งโครงการที่ สอวช. ได้ทดลองนำร่องคือ การจัดสัดส่วนอาหาร Plant-Based ในทุกการประชุมของหน่วยงานให้ได้ 30% ผลตอบรับกลับมามีทั้งส่วนที่ดี และส่วนที่ต้องไปปรับปรุง ทั้งในข้อกังวลเรื่อง UPF หรือ Ultra-Processed Food เกี่ยวกับสารอาหารหรือการแปรรูปมากเกินไป หรือบางกลุ่มที่มองว่ารสชาติอาหารยังไม่ถูกปาก จึงเป็นการตอกย้ำความสำคัญในการทำให้นวัตกรรมหรือแนวคิดเรื่องโปรตีนทางเลือกสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้จริง

“ได้ร่วมกันจัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นการเรียนการสอนทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ มีแนวคิดสำคัญคือประกอบอาหารที่นอกจากจะอร่อยแล้ว ต้องดีต่อสุขภาพและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมในหลักสูตร ประกอบด้วย เชฟ อินฟลูเอนเซอร์เชฟ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการจัดเลี้ยงอาหาร รวมถึงผู้ประกอบการที่สามารถนำเมนูเหล่านี้ไปอยู่ในร้าน เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่จะนำเอาแนวคิดนี้ไปสอนต่อให้กับนักศึกษา การออกแบบหลักสูตร จึงเรียกว่าเป็นรูปแบบการ Train the Trainer เพื่อให้เกิดการขยายผลและมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวและว่า การขับเคลื่อนนโยบายของ สอวช. จะมองในมิติของระบบนิเวศทั้งระบบ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาคนและพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเข้าใจแนวคิดใหม่ๆด้านอาหารแห่งอนาคตและ Plant-Rich Diet ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งหากมีเครือข่าย มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีคนที่เข้าใจแนวคิดนี้เพิ่มมากขึ้น ก็จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเดินหน้าได้มากขึ้น ทำให้หลักสูตรและโครงการต่างๆขยายผลได้ไกลขึ้น มีเครือข่ายมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่กิจกรรมหรือโครงการใหม่ๆในอนาคตได้

น.ส.สิรินยา กล่าวต่อไปว่า สอวช. เตรียมต่อยอดแนวคิดดังกล่าวไปสู่การผลักดันเป้าหมาย “Plant-Rich 30%” โดยผลักดันให้เกิดเครือข่ายที่เราเรียกว่า “Plant 30% Leaders Club” ที่มีข้อตกลงร่วมกันในการเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชไม่น้อยกว่า 30% ของมื้ออาหารหรือผลิตภัณฑ์ทั้งหมด เช่น ในทุกการจัดเลี้ยงในหน่วยงาน ถ้ามีอาหาร 10 รายการ อย่างน้อย 3 รายการ เป็นอาหารจากพืช หรือถ้าจัดประชุม 10 วัน มีอย่างน้อย 3 วัน เป็นเมนูอาหารจากพืช หากเป็นร้านค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต แพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านสะดวกซื้อทั่วไป อาจใช้วิธีปรับสัดส่วนสินค้า หรือเมนูที่เป็นอาหารจากพืช ที่นำเสนอแก่ผู้บริโภค เช่น ในสินค้าโปรตีนที่ขายทั้งหมด 100 SKU มี 30 SKU เป็นสินค้าโปรตีนจากพืช หรือเมนูอาหารที่ขายออนไลน์ 10 รายการ มี 3 รายการ เป็นเมนูจากพืช เป็นต้น ซึ่งหลักสูตรข้างต้นนี้ นอกจากการให้ความรู้ ความเข้าใจแล้วยังเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างเครือข่ายร้านอาหาร ผู้ประกอบการ และเชฟที่เข้าใจเรื่องโภชนาการและอาหารเพื่อสุขภาพ โดยหวังให้เกิดการพัฒนาเมนูอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระบบร้านอาหารไทยมากขึ้น

“ในระยะต่อไป เราอยากเห็นเครือข่ายร้านอาหารที่ร่วมกันขับเคลื่อน “Plant-Rich Diet 30%” ไปกับเราเพิ่มมากขึ้น และร้านที่เข้าร่วมควรได้รับการยกย่องหรือรับรองในบางรูปแบบ เช่น ตราสัญลักษณ์รับรอง หรือใบประกาศนียบัตรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่า ร้านนี้ไม่เพียงแค่อาหารอร่อย แต่ยังใส่ใจสุขภาพและโภชนาการของผู้บริโภคด้วย” น.ส.สิรินยา กล่าว

นอกจากนี้ สอวช. ยังมีแนวคิดในการพัฒนาเมนูใหม่ๆร่วมกับเชฟและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อยกระดับมาตรฐานอาหาร Plant-Rich Diet ให้เข้าถึงง่ายและได้รับการยอมรับมากขึ้น พร้อมเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคให้เห็นว่า Plant-Rich Diet ไม่ได้แปลว่าไม่อร่อย แต่สามารถเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อโลก และยังมีรสชาติที่ทุกคนเข้าถึงได้     

“อยากเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร และภาคเอกชน เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “Plant 30% Leaders Club” เพื่อร่วมกันสร้างระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อการสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะทุกการเลือกบริโภคของเรา ส่งผลทั้งต่อสุขภาพของตัวเองและต่อโลกในอนาคต” น.ส.สิรินยา กล่าวทิ้งท้าย

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา'ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ 'ELP 2569'

อว.ปั้น ‘ผู้ประกอบการมหา’ลัย’ รุ่นใหม่ สู่เวทีโลก เปิดศึก Pitching ระดับประเทศ ‘ELP 2569’

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม การนำเสนอ (Pitching) และการสัมภาษณ์ (Interview) ในระดับประเทศ ภายใต้ “โครงการการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศ” โดยมี ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการบริหารโครงการ ELP ผู้บริหารและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ทั้ง 16 แห่ง และนักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการ เข้าร่วม ณ Exhibition Hall อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยในเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 16 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.พะเยา ม.นเรศวร มรภ.พิบูลสงคราม มรภ.อุตรดิตถ์ ม.ขอนแก่น ม.มหาสารคาม ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.อุบลราชธานี ม.สงขลานครินทร์ ม.วลัยลักษณ์ ม.ทักษิณ ม.บูรพา และ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินโครงการ “การเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อเร่งการเป็นผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัยร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศ” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาให้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาเป็นสินค้า บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาด พร้อมผลักดันการสร้างผู้ประกอบการจากมหาวิทยาลัย (University Entrepreneurs) ที่สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า โครงการ ELP มุ่งพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการเสริมสร้างทักษะสำคัญ ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ควบคู่กับการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากผู้ประกอบการและเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ รวมถึงนำแผนธุรกิจและนวัตกรรมไปทดสอบกับตลาดจริง (Market Validation) เพื่อนำข้อเสนอแนะมาพัฒนาธุรกิจให้มีศักยภาพในการแข่งขัน

“สำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 4 ของการดำเนินโครงการ ได้ยกระดับกระบวนการพัฒนาศักยภาพและการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยผู้ที่จะได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ในต่างประเทศต้องผ่านการคัดเลือก 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมหาวิทยาลัย ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อคัดเลือกผู้มีศักยภาพจำนวน 25 คน จากผู้สมัครกว่า 540 คนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานและการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแสดงศักยภาพในการนำองค์ความรู้และประสบการณ์ไปต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการที่สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 25 กรกฎาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • เป็นข่าวที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า แคทเธอลีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ พระชายา เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ทรงหายจากอาการประชวรด้วยโรคมะเร็ง ทรงกล่าวให้กำลังใจคนป่วยโรคมะเร็งว่า มะเร็งไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงร่างกาย แต่มันเปลี่ยนวิธีคิดและความรู้สึกของเราด้วย มันส่งผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต ฉันรู้ซึ้งเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าการจะผ่านพ้นมัน และการรักษาโรค จึงต้องการมากกว่ายา แต่ที่แน่ ๆ คือ พระโอรส และพระธิดาคือ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ และพระสวามีคือเจ้าชายวิลเลียม ต่างทรงดีพระทัยกับข่าวประเสริฐนี้อย่างที่สุด
  • ครูตั๋ง-รศ. ดร. เกียรติวรรณ อมาตยกุล เจ้าของโรงเรียนอมาตยกุล ย่านพลโยธิน ซอย 53 โรงเรียนดีเด่นดังที่ไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา โรงเรียนที่ค่าเทอมถูกอย่างน่าอัศจรรย์ใจ โรงเรียนที่เน้นหลักรักเด็กแบบไม่มีข้อจำกัด เพราะเชื่อว่าเด็กต้องได้รับความรักก่อนเป็นอันดับแรก แล้วทุกอย่างจะดีตามมา ทุกวันนี้ครูตั๋งยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษอมรมเชิงปฏิบัติการ โดยไม่เก็บค่าอบรมแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ปกครองนักเรียน ชื่อโครงการ เลี้ยงลูกอย่างไรให้ฉลาด เก่ง ดี มีความสุข และมีภูมิคุ้มกัน แต่ขอย้ำว่าโครงการนี้ผู้ปกครองต้องแย่งชิงที่นั่งให้จงได้ เพราะที่นั่งหายากยิ่งกว่าคอนเสิร์ตระดับโลก สนใจโครงการนี้ก็โปรดติดต่อที่ facebook Amatyakulschool
  • สลิลา อติการบดี CEO Salil Hospitality Group โรงแรมที่หลายคนมองว่าเป็นโรงแรมเล็ก แต่จริง ๆ แล้วมีสาขาหลายแห่งในกรุงเทพฯ แนวคิดหลักของสลิลาในการบริหารงานคือ ให้ไปก่อน ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
  • คุณหมึกแดง-ม.ล. ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ บอกว่าปวดหัวมากเมื่อเจอคำถามจากคนที่สนใจทำครัว ที่ถามว่าพี่ขา เวลาปรุงอาหารเราต้องใช้เกลืออะไรดีคะพี่ หนูต้องการให้อาหารมีรสเค็มน่ะค่ะ เจอคำถามนี้เข้าไปพี่หมึกแดงถึงกับอึ้งไปสามสิบห้าวินาที แล้วจึงตอบไปว่า น้องคิดว่าเกลืออะไรที่ให้รสเค็ม ก็ใช้ได้ตามสะดวกนะครับ ถ้าจะให้เค็จัดก็ใส่มาก ถ้าต้องการเค็มน้อยก็ใส่นิดหน่อยนะครับ พี่ลาละครับ 

Victor Lee

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ปลื้มปีติสูงสุด ณภัค มุทธาเสถียร เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.57 น.

นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดของชีวิตและวงศ์ตระกูล สำหรับ ฮันนี่-ณภัค มุทธาเสถียร ที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิ ประจำคณะกรรมาธิการติดตามการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร สภาผู้แทนราษฎร ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ และรับพระราชทานของที่ระลึกจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเนื่องในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 44 ของคณะกรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่ทรงคุณค่าและจะจารึกอยู่ในความทรงจำของครอบครัวและวงศ์ตระกูลสืบไปขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมขับเคลื่อน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ สู่การปฏิบัติจริง

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนประเด็นสิทธิและความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์กรประชาสังคมภาคเหนือจำนวน 18 แห่ง เพื่อผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน และจัดการปัญหาสถานะบุคคลของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ  

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญภายหลังประเทศไทยประกาศใช้กฎหมายฉบับแรกที่กำหนดกรอบการคุ้มครองสิทธิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกฎหมายฉบับนี้มีกลไกการกำกับดูแล 4 ระดับ ได้แก่

คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกนโยบาย) สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย (กลไกการมีส่วนร่วม) คณะอนุกรรมการการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกวิชาการ) และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (กลไกเชิงพื้นที่) เพื่อเอื้อต่อการบูรณาการการทำงานระหว่างรัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อ   บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชน ให้การคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นระบบทั่วประเทศ

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการส่งเสริม ฟื้นฟู และสร้างโอกาสให้ชุมชนสามารถดำรงวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างภาคภูมิ พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติอย่างแท้จริง

การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการมีตัวตนทางสังคม ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในบริบทของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล มูลนิธิศุภนิมิตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายผ่านการดำเนินงาน 5 ด้าน ประกอบด้วย

  • การสื่อสารสาธารณะเชิงเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อลดอคติทางสังคมและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันบนความเคารพในความหลากหลาย
  • การทำงานเชิงนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันให้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง
  • การพัฒนาเด็กและเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กและเยาวชนชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • การยกระดับการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
  • การแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนได้รับสถานะทางกฎหมาย และสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม

“เราพร้อมทุ่มเททรัพยากร องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสังคมไทยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างเท่าเทียม” นางรสลินกล่าว

ด้านนายสุมิตร วอพะพอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสถานะบุคคล มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย และคณะทำงานพัฒนาการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพคนไทยไร้สิทธิ กล่าวว่า มูลนิธิศุภนิมิตฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงกลไกระดับนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ โดยมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การพัฒนาสถานะบุคคลของกลุ่มไร้รัฐไร้สัญชาติ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน เด็ก และเยาวชน

“กฎหมายนี้มีประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพและการพัฒนาสถานะบุคคลที่มูลนิธิศุภนิมิตฯ ดำเนินงานอยู่ จึงอยากให้มีการบูรณาการการใช้กลไกของกฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายสุมิตรกล่าว

การร่วมขับเคลื่อนพระราชบัญญัติฉบับนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมสิทธิ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มูลนิธิฯ เชื่อว่า การสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียม คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย