ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

ประสบความสำเร็จล้นหลามการแข่งขันเต้นนานาชาติ ATOD 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน จัดการแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (ATOD International Dance Competition 2026) ภายใต้การดำเนินงานของ ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน  มีผู้เข้าร่วมแข่งขันจาก 34 เชื้อชาติ แบ่งรูปแบบการแข่งขันออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การบันทึกการแสดงล่วงหน้าเพื่อส่งให้คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตัดสิน ณ ประเทศออสเตรเลีย และการแข่งขันแสดงสดบนเวทีอักษรา รวมการแสดงกว่า 1,700 ระบำ ตลอด 9 วันเต็ม 

อีกทั้ง ยังมีการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนไปเรียนต่อที่ ไอดิลไวลด์ อาร์ตส์ อะคาเดมี สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์บัลเลต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์ และสถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย รวมทั้งสมาคมฯ ยังมอบทุนให้เยาวชนไปเรียนเพิ่มเติมหลักสูตรบัลเลต์เวิร์คช็อปกับ มิส ราเชล ฮันท์ ผู้จัดการฝ่ายศิลปะนานาชาติ สถาบันรอยัลบัลเลต์ สหราชอาณาจักร (The Royal Ballet School)  หนึ่งในสามสถาบันบัลเลต์ชั้นนำของโลก ที่ทางสมาคมฯ จัดขึ้นในประเทศไทยอีกด้วย

เวทีการแข่งขันนี้เป็นเวทีนานาชาติที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วโลก ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร จัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569 รวม 9 วันเต็ม ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ถนนรางน้ำ กรุงเทพฯ โดยมี โดยมี นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เกียรติมอบรางวัลและร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ยังประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงต่างๆ อาทิ  นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และมาดามวีรี ฐิติปุญญา, นายณัฐพล ณ สงขลา ผู้อำนวยการกองการทูตวัฒนธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และ ทูตานุทูตจากนานาประเทศร่วมเป็นประธานมอบรางวัล บนเวทีการแข่งขัน อาทิ ดร. แองเจลา เจน แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย, มิสเซซิเลีย กาลาเรตา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรู, มิสคริสทีน เลอว์ อัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย และ ดร. อาแลง ซูราบีเอ 

รางวัลในปีนี้มีดังนี้ รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – หลักสูตร (Syllabus) ได้แก่ เด็กหญิง ศศิมาฆ์ วิสุทธิ ณ อยุธยา รางวัลถ้วยพระราชทาน สำหรับคะแนนรวมสูงสุดประเภทบุคคล – ทั่วไป (Public) ได้แก่ เด็กหญิง เอวิตรา ไวศยวนิช โดยเยาวชนทั้ง 2 คน ได้รับทุนสนับสนุนไปร่วมแข่งขันเต้นนานาชาติดานส์ อะวอร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ออสเตรเลีย ซึ่งจะจัดที่ประเทศสิงคโปร์ ปี 2027 

รางวัลถ้วยพระราชทาน ประเภทสถาบัน ที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในหลักสูตร และที่ได้คะแนนรวมสูงสุดในการแข่งขันทั่วไป ได้แก่ โรงเรียนแพชชั่น แดนส์ รางวัล รางวัล Young Star Award 2026 ได้แก่ เด็กหญิงฐานิต คุณากรจิตติรักษ์, เด็กหญิงบุญญาลักษณ์ สัมฤทธิวนิชา หลิวสุวรรณ, เด็กหญิงพิมพ์ฐดา พีระเดชาพันธ์, เด็กหญิงชนิสรา ธรณธรรม, วาร์วารา ยัตเซนยุ (Varvara Yatseniuk) และ ฮอลลี เจน เคนยอน (Holly Jane Kenyon) จาก ออสเตรเลีย

รางวัล The Best Inspiration Award ได้แก่โรงเรียน โรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูล, ไอแดนส์ สตูดิโอ แอนด์ สเปซ,เชสซ่า แดนส์ สคูล, วัน อะคาเดมี ชลบุรี, อะลิตเติ้ลแดนส์ บาย อะลิตเติ้ลคลับ, โฟนิกซ์ แดนส์สตูดิโอ, แทงลิน อาร์ต สตูดิโอ สิงคโปร์ และ แดนส์เซ็นเตอร์ เวียดนาม
 
ทั้งนี้ การแข่งขันเต้นนานาชาติ 2026 ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร อาทิ ซันช่า แบงค็อก,  บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลศิครินทร์, ไทยทีวีสีช่อง 3, งานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ, เดอะ เอเจนซี่ คอลเลจ รีครูท (AR), สิงคโปร์บัลเล่ต์, สถาบันนานยางอะคาเดมีออฟไฟน์อาร์ต สิงคโปร์,  สถาบันสอนเต้นมาลูปี อินโดนีเซีย, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พร้อมกับอีก 90 สถาบันการเต้น

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

Wacky Willy ยกประสบการณ์จากกรุงโซลสู่สยามเซ็นเตอร์แห่งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เปิดแฟลกชิฟสโตร์แห่งแรก ใจกลงกรุงเทพฯ  Wacky Willy (แวกกี้ วิลลี่) แบรนด์เสื้อผ้าสตรีทแฟชั่นจากประเทศเกาหลีใต้ นำเสนอแฟชั่นที่สะท้อนตัวตนผ่านดีไซน์ที่สนุกสนาน ขี้เล่น ความคิดสร้างสรรค์ และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมสไตล์ที่สวมใส่ได้จริงในทุกวัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักการแต่งตัว และการแสดงตัวตนผ่านแฟชั่น โดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์และกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ หรือตัวการ์ตูน KIKY ที่เป็นมาสคอร์ตไอคอนประจำแบรนด์ รวมถึงดีเทลเล็กๆ ที่ซ่อนความ playful ไว้ในทุกไอเท็ม ทำให้ Wacky Willy กลายเป็นแฟชั่นที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงมีสไตล์ชัดเจน

Wacky Willy ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ แบรนด์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเปิดตัว Flagship Store แห่งแรกในย่าน Hongdae (ฮงแด) ซึ่งเป็นศูนย์กลางแฟชั่นวัยรุ่น ตามมาด้วยสาขาในย่าน Myeongdong (เมยองดง) หนึ่งในย่านการค้าหลักของกรุงโซล  นอกจากนี้ ยังขยายฐานเปิดสาขาต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน และล่าสุดก็พร้อมแล้วที่จะส่งต่อสีสัน และความสุข สู่วัยรุ่นคนเมือง ด้วยการเปิด Flagship Store แห่งแรกใจกลางกรุงเทพฯ ที่ สยามเซ็นเตอร์ พร้อมดึง  “มิกซ์ สหภาพ วงศ์ราษฎร์” คิ้วท์บอยไอดอลของแฟนๆ มาร่วมถ่าย Preview Collection เซ็ทแรกในไทย ถือเป็นแบรนด์เฟรนด์คนแรกบน Photo Look คอลฯล่าสุด ในโอกาส เปิด Flagship Store แห่งแรกในเมืองไทยด้วย


การันตีความฮอตของ Wacky Willy ด้วยการร่วมงานกับไอคอนแฟชั่นรุ่นใหม่อย่าง GISELLE (จีเซล) สมาชิกวง aespa เกิร์ลกรุ๊ป K-POP ระดับโลก ที่โดดเด่นด้วยสไตล์เฉพาะตัวและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นระดับสากล ความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นในแคมเปญ Fall/Winter 2025  และต่อยอดความสำเร็จด้วยการขึ้นแท่นเป็น Asia Brand Ambassador กับคอลเลกชั่นล่าสุด Spring/Summer 2026   ถ่ายทอดพลังความสดใส ความมั่นใจ และตัวตนที่ชัดเจนได้อย่างลงตัว สะท้อน DNA ของ Wacky Willy ที่กล้าสนุก กล้าแตกต่าง และมีสไตล์เป็นของตัวเอง พร้อมส่งต่อพลังแฟชั่นที่เข้าถึงชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก การร่วมงานครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Wacky Willy ในฐานะแบรนด์สตรีทแฟชั่นจากเกาหลีที่มาแรงในระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจด้านแฟชั่นที่เข้าถึงได้จริง และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกอย่างชัดเจน

Wacky Willy ยังเดินหน้าความสร้างสรรค์ ผ่านการ Collaboration กับแบรนด์แฟชั่น การร่วมงานกับแบรนด์เดนิมระดับตำนานอย่าง Lee ที่นำความคลาสสิค มาผสมกับแนวคิด street casual จนกลายเป็นคอลเลกชันสุดเท่ คอลแลปพิเศษ ที่ผสาน DNA ของทั้งสองแบรนด์เข้าด้วยกัน โดยนำเสนอสินค้าที่สะท้อนทั้ง สไตล์สตรีทสนุกสนาน และ heritage ของยีนส์คลาสสิก เน้นไอเท็มที่แมทช์ง่ายอย่าง เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต หมวก พร้อมฟังก์ชันการใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน

การเปิดตัว Wacky Willy Thailand Flagship Store ได้ยกบรรยากาศความชิคและพลังแฟชั่นจากกรุงโซลมาไว้ใจกลางสยามเซ็นเตอร์ พร้อมเปิดจักรวาลแห่งสีสันและความสนุกที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยเน้นความสดใสของ Kiki มาสคอร์ตคาแรกเตอร์ไอคอนประจำแบรนด์ ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่หยิบเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาเล่าในมุมมองที่ทันสมัย เห็นปุ๊บรู้ทันทีว่านี่คือ “ไทยแลนด์” ในแบบ Wacky Willy การออกแบบที่เต็มไปด้วยพลังบวก ความขี้เล่น และรอยยิ้ม ถ่ายทอดสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง ท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อสื่อสารตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ 

พร้อมเอาใจแฟนๆ แบบจัดเต็มด้วยสินค้าที่ขนมาครบแบบ Full Collection ราวกับยกโซลมาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด แจ็กเกต ฮู้ดดี้ กางเกง กระโปรง รวมถึงหมวกและเอสเซสเซอรีอีกมากมาย ครบทุก LINE UP ในแบบ Total Look ตอกย้ำแนวคิด “Anyone, Anywhere, Anytime”  แฟชั่นที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ใส่ง่าย ใส่ได้จริง และสนุกไปกับสไตล์ได้ในทุกวัน

สินค้าไฮไลต์อยู่ที่ Kiky Friends Graphic Short Sleeve T-Shirt ใน 26SS Collection ที่เป็น Signature Character ถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ KIKY & Friends สะท้อนความสนุก ความซน และความขี้เล่นอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยลายกราฟิกที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยสีสัน ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ลุคได้อย่างดี

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

“พาร์กินสัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผู้ป่วยไทยพุ่ง 3 เท่า สูงสุดในเอเชีย แพทย์เตือน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.00 น.

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ กำลังส่งสัญญาณเตือนถึงสังคมไทย “โรคพาร์กินสัน” ซึ่งเคยพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน วันนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย สะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง

นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสัน โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ” โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้

สำหรับสัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการสั่นถึง 10–20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุด อาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60

นพ.สิทธิ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากสถิติเดิมที่พบผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 1,000 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็น 1 คนต่อ 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายใน 10 ปี โดยประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ภาพรวมของเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเร็วที่สุดในโลก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อน “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” อย่างชัดเจน

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้นด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ  รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง

นพ.สิทธิ กล่าวปิดท้ายว่า แม้ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80–90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพาร์กินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ความเข้มสูง (Focused Ultrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”

เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพระรามเก้า จึงได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day 2026 “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เนื่องในวันพาร์กินสันโลก เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สัญญาณเตือนระยะเริ่มต้น และแนวทางดูแลผู้ป่วยอย่างถูกต้อง โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาในหัวข้อ “พาร์กินสัน อาการเริ่มต้นที่ไม่ควรมองข้าม พร้อมเทคนิคดูแลผู้ป่วยพาร์กินสันที่บ้าน” นำโดย นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท และ พญ.ปิยะวรรณ งามองอาจ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ “แม่แก้ว” คุณณราวดี คูกิมิยะ โดยบรรยากาศภายในงานได้รับความสนใจและมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

“โรคพาร์กินสัน” ไม่ใช่จุดจบของชีวิต หากตรวจพบเร็ว ดูแลอย่างถูกต้อง และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยยังสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ เพราะการรู้เร็วและดูแลอย่างถูกต้อง คือโอกาสสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อีกครั้ง

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

ศูนย์คุณธรรม โชว์ผลสำเร็จ “MLC รุ่นที่ 3” ปั้นผู้นำคุณธรรม 31 องค์กร แก้วิกฤต Cyberbullying สู่การเปลี่ยนแปลงระดับสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.55 น.

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ประสบความสำเร็จในการจัด โครงการพัฒนาเครือข่ายคุณธรรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 3 (MLC3) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ – 8 เมษายน 2569 โดยมีพิธีปิดและนำเสนอผลงาน ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม เป็นประธานในพิธีพร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรมจำนวน 31 คน จาก 31 องค์กร

โครงการฯ ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ผู้นำคุณธรรม พลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างเครือข่ายผู้นำจาก 5 ภาคส่วนสำคัญ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ผสานทั้งองค์ความรู้เชิงวิชาการ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และการพัฒนาโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสำเร็จเชิงระบบ สร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ของประเทศ

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า โครงการ MLC3 ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง “ชุมชนผู้นำคุณธรรม” ที่สามารถทำงานข้ามภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมทั้ง 31 คน จาก 31 องค์กร ได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ตลอด 9 สัปดาห์ รวม 9 ครั้ง ซึ่งไม่เพียงเสริมสร้างองค์ความรู้ แต่ยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“โครงการนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างผู้นำทางความคิดที่มี ‘หัวใจคุณธรรม’ และสามารถเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง” ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรมกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำว่า การรวมตัวของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ทำให้เกิด “ชุมชนผู้นำที่พูดภาษาเดียวกัน” คือ ภาษาแห่งคุณธรรม เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เติมพลังบวก และพร้อมขยายผลสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและสังคมในระยะยาว

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล

ไม่เพียงเท่านี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังต่อยอดองค์ความรู้ สู่โครงการ “Moral Cyber Space” แก้ปัญหาสังคมจริง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาโครงการต้นแบบ “Moral Cyber Space” ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหาการถูกระรานทางไซเบอร์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยพัฒนาเป็นชุดการเรียนรู้และแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานศึกษาและชุมชน โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของผู้เข้าร่วมในการนำองค์ความรู้จากหลักสูตรไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขับเคลื่อนในระดับประเทศได้ต่อไป

ด้านคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ได้กล่าวแสดงความชื่นชมว่า ผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการมีคุณค่าและสามารถนำไปต่อยอดทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติ เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง เน้นย้ำว่าผู้นำทั้ง 31 คน คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ของประเทศ พร้อมกล่าวขอบคุณคณะผู้บริหารโครงการ ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์ ผู้อำนวยการโครงการฯ และคุณวิรุฬ รัตนปริคณน์ รองผู้อำนวยการโครงการฯ ที่สนับสนุนการดำเนินงานจนโครงการเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี 

ความสำเร็จของโครงการ MLC3 จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล แต่เป็นการวางรากฐานของเครือข่ายผู้นำคุณธรรมระดับประเทศ ที่สามารถขยายผลสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต และศูนย์คุณธรรมยังคงเดินหน้าผลักดันการพัฒนาผู้นำเชิงคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ “ความดีมีพื้นที่ในสังคม” และเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

‘หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบคร่าชีวิตในไม่กี่นาที ไม่เลือกวัย ไม่เลือกอาการ ต้องรู้เท่าทันก่อนสายเกินแก้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) เป็นภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงาน นักกีฬา หรือผู้ที่คิดว่าตนเองมีสุขภาพแข็งแรง กลไกสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็วคือ การเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงของหัวใจ ไม่ใช่ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังอย่างที่เข้าใจ ซึ่งจะทำให้หัวใจหยุดทำงานภายในเสี้ยววินาที และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องทันที โอกาสรอดชีวิตจะต่ำมาก

นพ. ณัฐพล เก้าเอี้ยน อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า กลไกอันตรายเริ่มต้นจากภาวะเต้นผิดจังหวะรุนแรง เช่น Ventricular Tachycardia (VT) หรือ Ventricular Fibrillation (VF) ภาวะเหล่านี้คือการที่หัวใจห้องล่างเกิดการสั่นพริ้ว (Fibrillation) จนสูญเสียประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด แม้หัวใจจะยังดูเหมือนมีการเคลื่อนไหว แต่เลือดไม่สามารถถูกส่งไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยจึงล้มลง หมดสติทันที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที โอกาสรอดชีวิตจะลดลงจนแทบเป็นศูนย์

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ผู้ป่วยจำนวนมากดูแข็งแรงดีมากก่อนเกิดเหตุ บางคนยังยิ้ม พูดคุย หรือวิ่งออกกำลังกาย แต่ในวินาทีต่อมา หัวใจอาจสั่นพริ้วจนเหมือนหยุดเต้น และอาการแรกของบางคนคือการล้มลงทันที”

สาเหตุพื้นฐานของการเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงมีหลายประเด็น โดยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน (Acute Coronary Artery Disease) เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง เกิดจากคราบไขมันในหลอดเลือดหัวใจแตกและอุดตันฉับพลัน ทำให้หัวใจขาดเลือดกะทันหัน และกระตุ้นให้เกิดภาวะเต้นผิดจังหวะอันตรายได้ทันทีแม้บางรายเพิ่งตรวจสุขภาพและผลตรวจยังปกติ เพราะคราบไขมันแตกสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่มักถูกมองข้าม เช่น ความผิดปกติของโครงสร้างกล้ามเนื้อหัวใจ เช่น Dilated Cardiomyopathy (หัวใจโตและบีบตัวอ่อนแรง) หรือ Hypertrophic Cardiomyopathy (ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว) รวมถึง Myocarditis การอักเสบจากติดเชื้อ และรอยแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติจนเกิดภาวะหยุดเต้นได้ ขณะเดียวกัน โรคทางพันธุกรรมของระบบไฟฟ้าหัวใจ เช่น Brugada syndrome และ Long QT syndrome ก็เป็นปัจจัยอันตราย โดยเฉพาะ Brugada syndrome ซึ่งพบมากในคนไทยและเป็นสาเหตุสำคัญของ “การใหลตาย”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ส่วนใหญ่มักเกิดจากไลฟ์สไตล์และสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น เช่น การสูบบุหรี่ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียดสูง การหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) การใช้ยาบางชนิด และการใช้สารเสพติด  

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายผิดปกติ ใจสั่น หรือเคยวูบหมดสติแม้เพียงครั้งเดียว ต้องรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเชิงลึก เพราะอาจเป็นสัญญาณของระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติหรือโรคหลอดเลือดหัวใจซ่อนตัว น่าตกใจที่ผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการเตือนมาก่อน ต่างจากความเข้าใจทั่วไปที่คิดว่าหัวใจจะต้องเจ็บหน้าอกเป็นเวลานานก่อนเกิดเหตุจริง  ความจริงคือ อาการแรกของบางคน คือการล้มลงทันที 

ดังนั้น การตรวจหัวใจอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, ไขมันสูง, สูบบุหรี่, อ้วน, หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ)  แพทย์อาจใช้การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), เอกซเรย์ทรวงอก, ตรวจเลือด, อัลตราซาวด์หัวใจ (Echo), การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยสายพาน (Stress test) หรือ MRI หัวใจ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ และหากสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจพิจารณาทำการสวนหัวใจ และทำบอลลูนหรือผ่าบายพาส ทั้งหมดเพื่อประเมินความเสี่ยงเชิงรุก ป้องกันเหตุร้ายที่ไม่ควรเกิด

เมื่อเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การทำ CPR ช่วยพยุงการไหลเวียนเลือดไปยังสมองได้ชั่วคราว แต่สิ่งที่มีบทบาทในการช่วยชีวิต คือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ซึ่งสามารถช็อกหัวใจที่สั่นพริ้วให้กลับมาทำงานตามปกติได้ทันที การกดหน้าอกอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากมี AED อยู่ใกล้ โอกาสรอดชีวิตจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า นี่คือเหตุผลที่พื้นที่สาธารณะควรมีเครื่อง AED ให้พร้อมใช้งาน และประชาชนควรได้รับการอบรม CPR ขั้นพื้นฐาน”

อย่างไรก็ตาม การป้องกันคือ เกราะที่ดีที่สุด การนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มและหวานจัด งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารเสพติด ลดความเครียด ควบคุมโรคประจำตัว และตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การไม่ละเลยสัญญาณผิดปกติที่ร่างกายกำลังบอกเรา

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

ฟิตแค่ไหนก็ต้องเช็คหัวใจ อย่าให้การออกกำลังกาย กลายเป็นความเสี่ยง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนตั้งเป้าหมาย “การออกกำลังกาย”  นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิด แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หากหัวใจของเราไม่แข็งแรงเพียงพอ การออกกำลังกายหนักเกินไปอาจกลายเป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคนหรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

พญ. ณหทัย ฉัตรสิงห์ (ว.36429) อายุรศาสตร์โรคหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกาย เพราะในบางกรณีผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพแข็งแรง กลับเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะหัวใจที่แฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว การตรวจเช็กสภาพหัวใจก่อนเริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

หัวใจต้องพร้อมก่อนร่างกาย

ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายที่เข้มข้น เช่น การวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานระยะไกล หรือฝึกเวทเทรนนิ่งอย่างหนัก ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพโดยเฉพาะการตรวจประเมินสภาพหัวใจ ซึ่งอาจรวมถึงการซักประวัติ การตรวจร่างกาย วัดความดันโลหิต การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือการทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test) การตรวจอัลตราซาวน์หัวใจ( Echocardiogram) การตรวจ CT หรือ MRI ในคนที่มีความเสี่ยงบางอย่างหรือตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเบื้องต้น

การตรวจเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่าหัวใจของคุณทำงานได้ดีในภาวะปกติและขณะออกแรงมากน้อยเพียงใด อีกทั้ง การประเมินช่วยให้คุณรู้ว่าควรออกกำลังกายระดับใดจึงเหมาะและปลอดภัยกับคุณ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือเป็นลมขณะออกกำลังกายหรือใช้แรงเยอะ ควรรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะฝืนออกกำลังกายอย่างหนัก

รู้จักฟังร่างกายตัวเอง

แม้จะตรวจหัวใจและได้รับคำแนะนำแล้ว การรู้จักฟังสัญญาณจากร่างกายก็เป็นสิ่งสำคัญ การค่อยๆ เพิ่มระดับความหนักของการออกกำลังกายอย่างเป็นขั้นตอน และมีช่วงเวลาอบอุ่นร่างกาย (warm up) และคลายกล้ามเนื้อ (cool down) อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระต่อหัวใจและป้องกันภาวะฉุกเฉินได้ดี ผู้ที่ออกกำลังกายควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ แน่นหน้าอก หายใจไม่ทัน หรือรู้สึกหน้ามืด ควรหยุดกิจกรรมนั้นทันทีและไปพบแพทย์

สุขภาพดีเริ่มจากความเข้าใจ

การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าการดูแลหัวใจก่อนจะเริ่มออกแรงอย่างจริงจัง เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหัวใจคือกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและสำคัญไม่แพ้อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย และการดูแลให้พร้อมก่อนเสมอ จะทำให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายแบบสายสุขภาพ หรือเป็นนักกีฬาที่ออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง การตรวจสุขภาพหัวใจก่อนออกกำลังกายหนัก เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการหัวใจขาดเลือดหรือภาวะฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด อย่าให้ความตั้งใจในการดูแลสุขภาพต้องสะดุดเพราะละเลยหัวใจของตัวเอง

ทั้งนี้  หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์หัวใจและทรวงอก (Cardiology Center)  โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

มหาปรากฏการณ์รับซัมเมอร์ กับ 4 โกลบอลเดสติเนชั่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ครบทุกมิติแห่งดนตรี ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม

มหาปรากฏการณ์รับซัมเมอร์ กับ 4 โกลบอลเดสติเนชั่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ครบทุกมิติแห่งดนตรี ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม

มหาปรากฏการณ์รับซัมเมอร์ กับ 4 โกลบอลเดสติเนชั่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ครบทุกมิติแห่งดนตรี ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซัมเมอร์ปีนี้ สยามพิวรรธน์ เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการผนึกพลังของ 4 เดสติเนชันสำคัญ ได้แก่ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม  เนรมิตสีสันแห่งฤดูกาลแห่งความสุขอย่างยิ่งใหญ่ สร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ครอบคลุมทั้งความบันเทิง ศิลปะ แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรมไทย และแรงบันดาลใจใหม่ๆ เพื่อต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกให้ได้ออกมาสัมผัสซัมเมอร์ในมิติที่หลากหลายและเหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง  

สยามพารากอน สร้างปรากฏการณ์รับซัมเมอร์อย่างยิ่งใหญ่กับงาน “SIAM PARAGON SUMMERBEATS MUSIC FEST 2026”   10 – 15 เมษายน 2569

มิวสิคเฟสติวัลใจกลางเมืองที่ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงสู่เวทีระดับเวิลด์คลาส รวบรวมศิลปินกว่า 150 ชีวิต มาร่วมปลุกพลังแห่งฤดูร้อนให้มีชีวิตชีวาตลอดเทศกาล ท่ามกลางบรรยากาศสีสันสดใสและการออกแบบพื้นที่ที่ผสานเสน่ห์ไทยเข้ากับความร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมเติมเต็มความสนุกด้วยกิจกรรมหลากหลาย อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของสยามพารากอน คือการเปิดมุมมองใหม่ของเทศกาลสงกรานต์ผ่าน“NEXTOPIA: Culture of Tomorrow” ที่นำเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยมาตีความใหม่ผ่านแนวคิดแห่งอนาคตและความยั่งยืน โดดเด่นด้วยแลนด์มาร์กเจดีย์คริสตัลจากวัสดุรีไซเคิล กิจกรรมเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และโชว์ดนตรีร่วมสมัยที่ผสมกลิ่นอายไทยไว้อย่างมีชั้นเชิง สะท้อนภาพของการเฉลิมฉลองซัมเมอร์ที่ทั้งสนุก มีสไตล์ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียล้ำเทรนด์ ท่องไปในโลกคาร์นิวัลสุดครีเอทีฟกลางเมือง กับงาน “SIAM CENTER x Jolly Bears: THE SUMMER CARNIVAL” วันนี้ – 4 พฤษภาคม 2569

สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียล้ำเทรนด์ ร่วมฉลอง 40 ปี Jolly Bears เยลลี่รูปหมีขวัญใจคนไทยทุกเจน เนรมิตพื้นที่สู่คาร์นิวัลสุดครีเอทีฟ ในงาน “SIAM CENTER x Jolly Bears: THE SUMMER CARNIVAL”พบกับ Experience Space และ Giant Jolly Bears หลากสีสัน ในรูปแบบอาร์ตอินสตอลเลชันสุดปังให้ได้อินไปกับโลกของ Jolly Bears ในธีม Summer Carnival คลายร้อนไปกับ ‘Summer Playground & Splash Pool’ แลนด์มาร์คซัมเมอร์กลางเมืองพร้อมมุมถ่ายรูปและกิจกรรมตักหมีใส่ขวดได้แบบไม่อั้น  พร้อมเลือกช้อปไอเทม Limited Edition จากแบรนด์ดัง และเวิร์กช็อปสุดคูล ห้ามพลาด! ความสดชื่นเอ็กซ์คลูซีฟหนึ่งเดียวในโลกกับ Jolly Bears รส ‘อัญชันน้ำผึ้งมะนาว’ ที่จะปลุกความสดใสในตัวคุณอีกครั้ง

สยามดิสคัฟเวอรี่ ชวนเปิดประสบการณ์ใหม่กับแคมเปญ “The Summer Exploratorium”

ชวนสายแฟและสายเทคมา Come Play With Us ในแคมเปญ “The Summer Exploratorium” พื้นที่ค้นหาตัวตนและแรงบันดาลใจใหม่ๆ สำรวจแฟชั่น เทคโนโลยี และเมนูพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อซัมเมอร์นี้ พร้อมมิกซ์แอนด์แมตช์ลุคใหม่ในบรรยากาศสุดโมเดิร์น จุดหมายของสาย Lifestyle Experiment ที่อยากสนุกกับสงกรานต์อย่างมีสไตล์

ไอคอนสยาม มหาปรากฏการณ์แห่งความสุขรับปีใหม่ไทยกับงาน “ICONSIAM THAICONIC SONGKRAN 2026 : สาด สนุก สุข สิริมงคล สงกรานต์ไทย” 10 – 15 เมษายน 2569

ไอคอนสยามมอบประสบการณ์แบบ THAICONIC ที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยกับความบันเทิงแห่งยุค นำความสนุกสนานของ Water Festival เข้ากับความงดงามของมรดกวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ภายใต้แนวคิดการยกระดับสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Water Landmark ช้างไทยพ่นน้ำขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา การแสดงจากศิลปินชั้นนำจำนวนมาก ขบวนแห่นางสงกรานต์สุดตระการตา การแสดงทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า รวมถึงกิจกรรมเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ไทย ทั้งการสรงน้ำพระ และการเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยน้ำมนต์จาก 9 วัดดัง นำเสนอประสบการณ์สงกรานต์ที่ครบทั้งความสนุก ความสุข ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และความยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ

การรวมพลังของทั้ง 4 เดสติเนชันในครั้งนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มสยามพิวรรธน์ในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดับประเทศและระดับโลก และตอกย้ำบทบาทของการเป็นผู้สร้าง Global Experiential Destination ที่ก้าวไกลกว่าการเป็นศูนย์การค้า สู่การเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การค้นพบ และการสร้างความทรงจำร่วมกันของผู้คนจากทั่วโลกในทุกฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความสุข สีสัน และแรงบันดาลใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ประกาศความพร้อม ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026’ บนเวที Art Basel Hong Kong ผลักดันศิลปะไทยสู่สายตาโลก

ประกาศความพร้อม ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026’ บนเวที Art Basel Hong Kong ผลักดันศิลปะไทยสู่สายตาโลก

ประกาศความพร้อม ‘บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026’ บนเวที Art Basel Hong Kong ผลักดันศิลปะไทยสู่สายตาโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ประกาศความพร้อมจัดงานนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” และเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026” บนเวที Art Basel Hong Kong ณ โรงแรม Grand Hyatt ฮ่องกง เพื่อต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ภัณฑารักษ์ ศิลปิน แกลเลอรี และสื่อมวลชนนานาชาติ พร้อมนำเสนอภาพรวมโครงการสำคัญที่จะจัดขึ้น   ณ นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี และกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ภายในงาน ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ กล่าวต้อนรับ พร้อมนำเสนอแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งจากการจัดแสดงครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนเมษายน ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดจัดแสดงระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง (Collateral Event) ในมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 พร้อมเชื่อมโยงสู่ เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026” ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 5 กับความยิ่งใหญ่ระดับโลก กำหนดจัดขึ้นในทุกๆ 2 ปี ภายใต้แนวคิดใหม่ “นางฟ้า ผจญมาร” (Angles and Mara) โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในการเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ และขอขอบคุณ บริษัท        ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นอย่างยิ่ง ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญในการผลักดันศิลปะและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก กุลพัทธ์ ยันตรศาสตร์ และ Remy Jarry สองภัณฑารักษ์ของ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2026” ร่วมแนะนำตัว และแบ่งปันมุมมองเชิงภัณฑารักษ์ ถ่ายทอดแนวคิดและทิศทางการทำงานสำหรับมหกรรมศิลปะในครั้งถัดไป

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกล่าวต้อนรับจาก เบอร์นาร์ด ชาน ประธานคณะกรรมการ องค์การเขตวัฒนธรรมเกาลูนตะวันตก ที่ได้กล่าวถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ พร้อมแสดงความยินดีต่อความร่วมมือระหว่างเครือข่ายศิลปะในเอเชียและเวทีโลก และช่วงท้ายของงานเป็นกิจกรรมสร้างเครือข่ายอย่างเป็นกันเอง โดยเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศิลปิน ภัณฑารักษ์ และสื่อมวลชนจากหลากหลายประเทศ

การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ พร้อมสร้างการรับรู้และความคาดหวังต่อการจัดแสดงผลงานที่จะเกิดขึ้นในนครเวนิส และกรุงเทพมหานครในปี 2569 ต่อไป

Tod’s อวดโฉม Spring Summer 2026 Metal Dots

Tod’s อวดโฉม Spring Summer 2026 Metal Dots

Tod’s อวดโฉม Spring Summer 2026 Metal Dots

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Tod’s เผยโฉมคอลเลกชัน Metal Dots ซึ่งพัฒนาต่อยอดไอคอนอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผสานมรดกแห่งงานฝีมือผสานเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว หัวใจสำคัญของคอลเลกชันนี้คือ รองเท้าโลฟเฟอร์ Gommino อันเป็นสัญลักษณ์เหนือกาลเวลาแห่งไลฟ์สไตล์แบบอิตาลี โดยได้รับการตีความใหม่ผ่านรายละเอียดปุ่มโลหะสีทอง สะท้อนอัตลักษณ์ของคอลเลกชันที่เปี่ยมด้วยความโดดเด่นแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามอันเรียบง่าย

ดีเทลปุ่มโลหะเหล่านี้ได้รับการประดับอย่างพิถีพิถันโดยช่างฝีมือของ Tod’s พร้อมยกระดับทั้งรองเท้าและกระเป๋า ทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในด้านองค์ความรู้และความเป็นเลิศแห่งงานฝีมือ ก่อกำเนิดเป็นความสง่างามแบบอิตาลีที่ได้รับการตีความใหม่ ที่ซึ่งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบ

รองเท้าโลฟเฟอร์ Metal Dots Gommino ตีความความประณีตในรูปแบบที่สบายอย่างเป็นธรรมชาติ โดดเด่นด้วยปุ่มโลหะบริเวณส้นรองเท้า เพื่อถ่ายทอดดีเทลปุ่มยาง Rubber pebble อันเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบใหม่ โดยดีไซน์ใหม่นี้นำเสนอความประณีตที่เรียบง่ายแต่ตราตึงใจ รังสรรค์ขึ้นจากหนังนูบัคคุณภาพสูงในสไตล์รองเท้าโลฟเฟอร์ทรง Slip-on มอบความสง่างามอันผ่อนคลาย ประดับด้วยโลโก้ตัว T และพื้นรองเท้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ Tod’s ในฐานะสัญลักษณ์แห่งงานฝีมือทุกสมัย นอกจากนี้ยังมาในรูปแบบพื้นยางที่ทำให้รองเท้าโลฟเฟอร์ Metal Dots แลดูเรียบหรูยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับโอกาสที่เป็นทางการ

นอกจากนี้ Tod’s ยังสานต่อดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์สู่หมวดกระเป๋าในสไตล์ใหม่ โดยนำเสนอผ่านกระเป๋า Metal Dots อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามร่วมสมัย

กระเป๋า Metal Dots โดดเด่นด้วยซิลูเอตทรงพระจันทร์เสี้ยว รูปทรงที่นุ่มนวลและพลิ้วไหว รวมถึงโครงสร้างด้านข้างที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อโอบรับปุ่มโลหะ Gommini ดูโดดเด่นสะดุดตา โดยปุ่มแต่ละชิ้นได้รับการประดับอย่างประณีต สะท้อนถึงความแม่นยำด้านงานฝีมือและคุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์ของ Tod’s กระเป๋า Metal Dots รังสรรค์ขึ้นเพื่อการใช้งานอันหลากหลาย มาพร้อมสายสะพายที่ปรับได้ โดยสามารถถือหรือสะพายบนไหล์ได้อย่างสง่างาม ผสมผสานการใช้งานเข้ากับความหรูหราประณีต นอกเหนือจากรูปแบบหนังลูกวัวนิ่ม กระเป๋า Tod’s Metal Dots ยังมาในดีไซน์หนังงู Python สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่โดดเด่นสะกดทุกสายตา

ดีเทลปุ่มโลหะนี้ถูกนำมาต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของแบรนด์ผ่านชาร์มห้อยกระเป๋าที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลกชัน Metal Dots ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ตามไปอัพเดทคอลเลกชัน Tod’s Spring Summer 2026 Metal Dots ได้บนเว็บไซต์ www.tods.com และที่บูติก Tod’s ทั่วโลก

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท ยกระดับการท่องเที่ยวด้วยแนวคิด Eco-Luxury

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พูลแมน ภูเก็ต พันวา บีช รีสอร์ท กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวแบบหรูควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการดำเนินโครงการด้านความยั่งยืนที่ทันสมัยและหลากหลาย โดยรีสอร์ทมุ่งผสานการบริการระดับพรีเมียมเข้ากับการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ พร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลและฟื้นฟูระบบนิเวศภายในท้องถิ่น

ในด้านการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตทางทะเล รีสอร์ทมีโครงการเพาะเลี้ยงและปล่อย “ปลาฉลามกบ” ซึ่งช่วยฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศในท้องทะเล โดยการเพาะเลี้ยงและปล่อยกลับสู่ธรรมชาติ เพื่อสนับสนุนความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทะเลผ่านนิทรรศการ “หญ้าทะเล” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทสำคัญของหญ้าทะเลต่อระบบนิเวศใต้น้ำ รวมถึงกิจกรรม “Marine Walk” ที่เปิดโอกาสให้แขกได้สัมผัสความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณชายฝั่งของหาดพันวาอย่างใกล้ชิดในช่วงน้ำลง

นอกเหนือจากการอนุรักษ์ทะเล รีสอร์ทยังประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในด้านการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยได้ดำเนินนโยบายลดขยะอาหารอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถคัดแยกและนำขยะกว่า 46,000 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลผ่านศูนย์คัดแยกของรีสอร์ท อีกทั้งยังยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งภายในห้องพักทั้งหมด พร้อมเปลี่ยนมาใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง