VST ECS จับมือ AGIBOT ยกทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Embodied AI ขานรับเทรนด์โลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ

VST ECS จับมือ AGIBOT ยกทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Embodied AI ขานรับเทรนด์โลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ

VST ECS จับมือ AGIBOT ยกทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Embodied AI ขานรับเทรนด์โลก เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางธุรกิจ

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือวีเอสที อีซีเอส กรุ๊ป ผู้นำด้านการจัดจำหน่ายสินค้าและโซลูชันไอทีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผนึก AGIBOT ผู้นำด้านโมเดลพื้นฐาน Embodied AI มุ่งพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะควบคู่กับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ประกาศก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ธุรกิจและทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ภายใต้แนวคิด “Embodied AI” ที่จะเชื่อมโยงความอัจฉริยะของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจและชีวิตประจำวัน ขานรับ เทรนด์โลกที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI, Voice Recognition, Cloud และ 5G เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ, เฮลท์แคร์, ค้าปลีกและงานอีเวนต์ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ด้านมุมมองฝั่งตลาดแรงงาน วีเอสที อีซีเอส ยืนยันว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามา “เสริมประสิทธิภาพมากกว่าทดแทนมนุษย์ทั้งหมด” โดยจะช่วยแบ่งเบาภาระในงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ (Routine) เพื่อให้มนุษย์ไปโฟกัสงานที่ใช้ทักษะขั้นสูงและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ ๆ ในอนาคต เช่น สายงานด้าน AI, ซอฟต์แวร์ และทีมสนับสนุนทางเทคนิค

ขณะที่ AGIBOT ระบุว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการตื่นตัวด้าน Digital Transformation สูงมากในอาเซียน ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำเข้าหุ่นยนต์ แต่เป็นการนำนวัตกรรม “Embodied AI” มาร่วมเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจไทยจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบเดิม ไปสู่ยุคหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างผลิตผลที่ไร้ขีดจำกัด (Infinite Productivity) ให้กับทุกภาคอุตสาหกรรม

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

จิตแพทย์เตือน วิกฤตบูลลี่พุ่ง เด็กเสี่ยงซึมเศร้า PTSD และทำร้ายตนเอง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

ในวันที่สังคมไทยให้ความสำคัญกับผลการเรียน ความสำเร็จ และภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ เด็กจำนวนมากกลับกำลังเติบโตขึ้นพร้อมบาดแผลทางใจที่ไม่มีใครมองเห็น จากคำพูดบางคำที่ผู้ใหญ่หรือเพื่อนอาจมองว่าเป็นเพียง “การล้อเล่น” แต่สำหรับเด็ก คำพูดเหล่านั้นอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียความมั่นใจ คุณค่าในตนเอง และความสุขในการใช้ชีวิต ขณะที่การบูลลี่ในยุคดิจิทัลไม่ได้จบลงเมื่อเลิกเรียน แต่สามารถติดตามเด็กไปได้ทุกที่ผ่านข้อความ คอมเมนต์ และสื่อสังคมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จนกลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังคุกคามสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า หลายคนยังมองว่า “การบูลลี่” เป็นเพียงการหยอกล้อหรือเป็นเรื่องธรรมดาของเด็ก แต่ในมุมของสุขภาพจิตการบูลลี่คือความรุนแรงรูปแบบหนึ่งที่สามารถสร้างบาดแผลทางใจได้ไม่ต่างจากการถูกทำร้ายร่างกาย และบางครั้งผลกระทบเหล่านั้นอาจติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

“ปัญหาการบูลลี่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นอย่างมาก โดยปัจจุบันพบว่ามีเด็กจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากการถูกบูลลี่จนพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ภาวะเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) รวมถึงพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณสำคัญที่ครอบครัว โรงเรียน และคนใกล้ชิดไม่ควรมองข้าม”

การบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

• การบูลลี่ทางร่างกาย เช่น การตี ตบ เตะ หรือทำร้ายร่างกาย

• การบูลลี่ทางคำพูด เช่น การล้อเลียน เสียดสี ประชดประชัน หรือใส่ร้าย

• การบูลลี่ทางจิตใจและความสัมพันธ์ เช่น การกีดกันออกจากกลุ่ม การเมินเฉยหรือทำเหมือนไม่มีตัวตน

• การบูลลี่ด้านทรัพย์สิน เช่น การซ่อน ขโมย หรือทำลายข้าวของ

• การระรานทางไซเบอร์ (Cyberbullying) ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปัจจุบัน

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มว่า การบูลลี่ในปัจจุบันมีความรุนแรงและอันตรายมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะ Cyberbullying ที่มีการนำรูปของเด็กไปตัดต่อ เผยแพร่คลิปประจาน สร้างข่าวลือ หรือระดมผู้คนจำนวนมากเข้ามารุมโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ข้อมูลเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และแทบไม่สามารถลบออกจากโลกออนไลน์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้สภาพจิตใจของเด็กถูกกระทบกระเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีการแชร์หรือส่งต่อเนื้อหาเหล่านั้น

“ในอดีต เด็กอาจหลีกหนีจากผู้ที่กลั่นแกล้งได้เมื่อกลับถึงบ้าน แต่ในปัจจุบัน โลกออนไลน์ทำให้ผลกระทบจากการบูลลี่ดำรงอยู่ได้ยาวนานกว่าที่เคย เด็กจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกตัดสินจากคนทั้งโลก โดยไม่มีโอกาสอธิบายข้อเท็จจริงหรือปกป้องตนเอง

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ไม่ได้ส่งผลเพียงความรู้สึกเสียใจหรืออับอายเท่านั้น แต่ยังค่อยๆ ทำลายความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจ เมื่อความเจ็บปวดสะสม เด็กอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนทางสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นอาการเศร้า เครียด วิตกกังวล หงุดหงิดผิดปกติ แยกตัวจากสังคม ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ร้องไห้ขณะใช้งานโทรศัพท์ ไม่อยากไปโรงเรียน ปฏิเสธการพูดคุยกับคนในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น

ในบางราย เด็กอาจเริ่มทำร้ายตนเอง เช่น การกรีดแขนเพื่อระบายความเครียด หรือเข้าไปอยู่ในกลุ่มออนไลน์ที่ส่งเสริมแนวคิดการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วที่สุด”

พญ.ปรานี กล่าวปิดท้ายว่า การแก้ปัญหาการบูลลี่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว โรงเรียน และสังคม โดยโรงเรียนควรมีนโยบายไม่ยอมรับการบูลลี่ทุกรูปแบบ (Zero Tolerance) อย่างจริงจัง พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม ความเห็นอกเห็นใจ และการเคารพผู้อื่น

“การแก้ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่การหาคนผิด แต่คือการหยุดวงจรความรุนแรง เพื่อไม่ให้มีเด็กคนใดต้องกลายเป็นเหยื่อ หรือเติบโตขึ้นเป็นผู้ส่งต่อความรุนแรงให้กับผู้อื่น ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือควรครอบคลุมทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพราะเด็กที่กลั่นแกล้งผู้อื่นจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญปัญหาภายในครอบครัว ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน หรือปัญหาสุขภาพจิตที่ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องเด็กจากการบูลลี่ คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว และสร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้กับลูกตั้งแต่วัยเยาว์ ผ่านการชื่นชมในความพยายาม ความสามารถ และคุณค่าของตัวตน มากกว่าการเปรียบเทียบกับผู้อื่น เด็กที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) แข็งแรง จะมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี สามารถแยกแยะได้ว่าเสียงวิจารณ์ใดควรรับฟังหรือปล่อยผ่าน และพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา

ในวันที่สังคมกำลังสอนให้เด็กแข่งขัน พ่อแม่ทุกคนต้องช่วยกันสอนเรื่องความเมตตา การเคารพความแตกต่าง และการรับฟังกันด้วยหัวใจ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงไม่กี่คำอาจทำลายอนาคตของเด็กคนหนึ่งได้ ขณะที่การรับฟังด้วยความเข้าใจเพียงครั้งเดียว อาจช่วยรักษาหัวใจของเด็กคนหนึ่งไว้ได้ตลอดชีวิต”

หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว เครียด วิตกกังวล ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีสัญญาณที่น่ากังวลด้านอารมณ์และจิตใจ สามารถปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นได้ที่ ศูนย์สุขภาพจิต โรงพยาบาลพระรามเก้า โทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

คุณแหน : 7 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 7 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 7 กรกฎาคม 2569

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จเป็นองค์ประธาน พิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2568 จัดโดย มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ เอ รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น วันที่ 9 ก.ค. 10.00 น.…
  • ท่านกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล พร้อม มาดาม บังอร ภริยาเดินทางไปรับตำแหน่ง ที่เมืองดูไบแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 4 ก.ค.ที่ผ่านมาโดยมีญาติสนิทมิตรรักไปส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิกันคับคั่ง…
  • ส่วน ท่านกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส ต่อ ศรลัมพ์ และ มาดามสิริกมล ก็เพิ่งจัดเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชนไทยและผู้ให้การสนับสนุนภารกิจของสถานกงสุลใหญ่ ฯ พร้อมถือโอกาสอำลาและมอบของอันเป็นมงคล “พระผงบัวแก้ว-พระพุทธรัตนบงกช” ของ กต. และของที่ระลึกแบรนด์ Royal Thai Consulate-General Los Angeles ให้กับทุกๆคน เมื่อ 1 ก.ค. ก่อนเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ “เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา” ในเดือนนี้…
  • สวดพระอภิธรรมศพ ศ.กิตติคุณ กำจร สุนพงษ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ วันที่ 4-8 ก.ค.18.30 น.ณ ศาลา 6 วัดธาตุทอง และฌาปนกิจศพ วันที่ 9 ก.ค.14.00 น…
  • เกือบไปแล้ว, เที่ยงคืนวันจันทร์ที่ผ่าน World Cup เป็นแมตช์ใหญ่ระหว่างทีมยิ่งใหญ่ Brazil กับ Japan ถ้าเอาตามเปเปอร์ของโต๊ะ “Bookie” ทีมญี่ปุ่นเทียบกับทีมบราซิลไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง, ประสบการณ์, ความสามารถเฉพาะตัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นวินัยสูง ทีมญี่ปุ่นตั้งใจเล่นไม่กลัวแพ้ และก่อนครึ่งแรกก็สามารถนำ 1-0 ปรากฏว่าผู้ชมในสนามกว่าแสนคนเงียบสนิทเลย แต่แชมป์คือแชมป์ย่อมมี “ก๊อกสอง” ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบุกทะลุทะลวงจนญี่ปุ่นตั้งตัวไม่ติดได้ประตูตีเสมอได้ และอีกไม่นานก็สามารถยิงประตูญี่ปุ่นได้อีกจบเกมส์กลายเป็นบราซิลชนะ 2-1 ที่โปรยหัวเรื่องนี้มา เพราะทีมญี่ปุ่นถึงจะแพ้แต่ชาวเอเชียต่างโห่ร้องเซ็งแซ่ในความสามารถของเลือด “บูชิโด” ที่สามารถยันรับมือทีมเก่งที่สุดในโลกได้ นอกจากนั้นยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการขอให้ บารอนเนส เสนอผู้มีอำนาจวงการฟุตบอลไทย มาดามแป้งในฐานะนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้โปรดเก็บ WC วาระนี้เป็นข้อมูลในการพัฒนาฟุตบอลไทย เพราะความฝันของชาวไทยอยากให้ไทยไปบอลโลก อย่าลืมว่าไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาทีมไทยกับทีมญี่ปุ่นก็เคยแพ้ชนะกันมาแล้ว…แต่ไฉนเขาจึงสามารถเข้าไฟนอล World Cup ได้ …
  • Talk-of-the-town อีกแล้ว, กรณีข่าวการจับกุม แอร์สายการบิน TG มียาเสพติดในครอบครองที่สนามบินเมลเบิร์นนับเป็นข่าวครึกโครมมากทั้งในไทยและออสเตรเลีย เพราะบุคคลที่ถูกดำเนินคดีกลายเป็นเจ้าหน้าที่สายการบินรัฐ บารอนเนส ได้ร่วมรับประทานลันช์กับกูรูกฎหมายอาวุโส อดุลย์ ตั้งศัตยาภิรมย์ เลยขอทราบความเห็นท่านเป็นอีกมุมมองของผู้มีประสบการณ์ เริ่มต้นกูรูเอ่ยว่าเราต้องยอมรับว่า “ปัญหายาเสพติด” ของไทยเป็นอาการป่วยที่แพทย์เรียกว่า “Achilles’ Heel” ของประเทศ แม้ว่าอาการหนักขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้รับการรักษาจริงจัง ท่านกูรูขอพูดโดยสรุป เพราะปลีกย่อยก็ได้ยินกันแล้ว ก่อนอื่นกฎหมายออสซี่เขาถือว่าผิดและโทษค่อนข้างรุนแรง (แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ต้องหาแค่ไหนอาจนำมาซึ่งเหตุบรรเทาโทษได้), ถัดมาเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศในฐานะที่ผู้ทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่สายการบินแห่งชาติ…แต่สำหรับ AOT นั้น ในเรื่องนี้ ได้มีการดำเนินการในเชิงรุก โดยประสาน ปปส. ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มกำลังสนับสนุนในพื้นที่สนามบิน รวมถึงการใช้ สุนัขตำรวจ หรือ K-9 เข้ามาช่วยตรวจหาสารเสพติดมากขึ้น ทั้งในพื้นที่ขาเข้าและขาออกของผู้โดยสาร ซึ่งในช่วงต้นเดือน มิ.ย.นี้ ได้ตรวจพบและจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดอย่างต่อเนื่องทั้งที่ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานดอนเมือง สะท้อนให้เห็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานยังคงดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง !!…

บารอนเนส

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม 'Miss & Mister Earth Thailand 2026' เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

เตรียมความพร้อม ‘Miss & Mister Earth Thailand 2026’ เปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค.นี้!

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

ดร.น้อง สิริกานต์ นำทีมประชุมใหญ่เตรียมความพร้อม Miss & Mister Earth Thailand 2026 ปรับกลยุทธ์เข้มข้น มุ่งแก้ปัญหาสังคม-สิ่งแวดล้อมระดับโลก พร้อมเปิดตารางประกวดรอบตัดสิน 30 ส.ค. นี้!

องค์กรมิสเอิร์ธไทยแลนด์ จัดประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026 นำโดย ดร.น้อง-สิริกานต์ อ้นสนกราน ประธานองค์กรฯ และ คุณเนย-นฤภร นฤปิติ รองกรรมการองค์กรฯ พร้อมด้วย เมฆ-จิรกิตติ์ (ผู้จัดการกองประกวด), เต๋า ทีวีพูล, หมอเลิฟ-สุรางคนา ขุนเณร (Miss Earth Fire Thailand 2025) และทีมหนุ่มๆ มิสเตอร์เอิร์ธ 2025 นำโดย ภัค ปภังกร, บ๊อบบี้ ปณชัย, เอิร์ธ วรดร, เบิร์ธ ณัทธา, ธอม ทศวรรต และ Brand Ambassador ยศ ระวังพาล ร่วมระดมสมองปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ

ดร.น้อง สิริกานต์ เปิดใจถึงทิศทางการประกวดในปีนี้ว่า ‘ยุคนี้ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้ผู้เข้าประกวดได้แสดงสปิริตและทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อโลกอย่างแท้จริง โดยการประชุมครั้งนี้ได้ระดมไอเดียในประเด็นสำคัญ ทั้งการยกระดับคุณภาพชีวิตและเน้นย้ำเรื่องสถาบันครอบครัวเพื่อลดแรงกดดันของวัยทำงาน ตลอดจนปัญหาโลกร้อน, ฝุ่น PM 2.5 และการจัดการขยะล้นโลกที่ต้องทำให้ง่ายและลงมือทำได้จริง เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ พร้อมมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้เข้าประกวดเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประชาคมโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

“หากเราไม่สนโลก โลกก็ไม่สนเรา การประกวดครั้งนี้ไม่ใช่แค่สีสัน แต่คือการสร้างความมั่นใจและให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการปกป้องโลกใบนี้ร่วมกัน” ดร.น้อง กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเชิญชวนผู้สนใจสมัครเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569

เกาะติดตารางการประกวด Miss & Mister Earth Thailand 2026

วันนี้ – 9 สิงหาคม 2569 : เปิดรับสมัครผู้เข้าประกวด

3 สิงหาคม 2569 : งานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

16 สิงหาคม 2569 : รอบออดิชั่น (Audition)

19 – 23 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวรูปแบบไฮบริด (Hybrid)

24 – 28 สิงหาคม 2569 : กิจกรรมเก็บตัวเต็มรูปแบบ ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

26 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบชุดว่ายน้ำ (Swimsuit Round) ณ โรงแรมเอ็นสิริ ลำลูกกา ปทุมธานี

30 สิงหาคม 2569 : การประกวดรอบตัดสิน (Final Round) ณ CDC  crystal design center

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

เปิด “ขุมพลังอีสาน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Isan Creative Festival 2026 กับโปรแกรมห้ามพลาดพลิกโอกาสใหม่ของภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

เตรียมปักหมุดนับถอยหลังไปกับ “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569” หรือ ISAN Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ภายใต้ธีม “นอร์ทอีสเดิ้น : NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร” ชวนค้นพบศักยภาพใหม่ของภาคอีสานที่เต็มไปด้วยความ “เดิ้น” ทั้งผู้คน ธุรกิจโลคัลที่พร้อมเปิดบ้าน และชุมชนที่รอต้อนรับอย่างม่วนมิตร พร้อมด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 200 โปรแกรม ครบเครื่องแบบปรุงจัด! ทั้งนิทรรศการที่ชวนตั้งคำถามถึงหน้าฝน ให้กลายเป็นแหล่งโอกาสทางธุรกิจ, เวทีที่ชวนแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจที่พาให้ทุกคนรอด, Fine Dining จากวัตถุดิบอีสานจับคู่กับสุราพื้นถิ่น, นิทรรศการเศรษฐกิจแห่งการปรับตัว ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน, เวทีของทุกจังหวะโอกาสทางดนตรี และความร่วมมือกับนานาชาติกว่า 13 ประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 น. ใน 4 พื้นที่หลักของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) ทั่วจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน

เปิดโปรแกรมไฮไลต์โชว์ความ “เดิ้น” พร้อมสรรพ ปรับตัว ม่วนมิตร

ภาพจำของ “ภาคอีสาน” ของใครหลาย ๆ คน อาจมองภูมิภาคนี้ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และถูกมองเป็นเพียงแหล่งแรงงานและพื้นที่เกษตรกรรม แต่อีสานในวันนี้ ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อ “พลังอีสาน” กำลังกลายเป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” ของประเทศไทย CEA จึงเดินหน้าผลักดันวางตำแหน่งภาคอีสานให้เป็น “ขุมทรัพย์แห่งอนาคต” และหนึ่งใน Growth Engine สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ด้วยศักยภาพที่ครบครันทั้งทุนวัฒนธรรม ทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมลุ่มแม่น้ำโขง และทุนมนุษย์ที่พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ซึ่งสะท้อนผ่านการจัดเทศกาลฯ ในปีนี้ ทั้ง 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. Creative Hub 2. Location Strategy และ 3. Human Capital ด้วยกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ดังนี้

1. Creative Hub : แปลงทุนวัฒนธรรม สู่มูลค่าเศรษฐกิจใหม่

อีสานมีทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งอาหาร ดนตรี ภาษา งานหัตถกรรม งานออกแบบ ภาพยนตร์ คอนเทนต์ ศิลปะร่วมสมัย รวมถึงภาคเกษตรมูลค่าสูง ที่สามารถต่อยอดผ่านการออกแบบ นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา (R&D) และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อสร้างสินค้า บริการ และประสบการณ์ร่วมสมัยมูลค่าสูง สะท้อนผ่านการจัดกิจกรรมต่าง ๆ

นิทรรศการ “เซิร์ฟอีสาน” (The Isan Server Exhibition) เปลี่ยนวิถีชีวิตและเรื่องเล่าพื้นบ้านสู่การออกแบบเกมอัตลักษณ์ระดับสากล เปิดพื้นที่เรียนรู้ประสบการณ์จริงจากผู้เล่นสู่ผู้สร้าง เพื่อเปลี่ยนไอเดียจากรากเหง้าสู่โครงร่างเกมที่จับต้องได้

นิทรรศการ“แซบ ซี๊ด เต็ม” (The ZAAP System Exhibition) นำเสนอการยกระดับภูมิปัญญาและถนอมอาหารอีสานสู่การสร้างมูลค่าในอุตสาหกรรมสากล พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับกลุ่มผู้ซื้อเพื่อขยายตลาดและเครือข่ายธุรกิจครบวงจร

นิทรรศการ “อีสานเรนนี่สีสัน” (The Isan Rainy Season Exhibition) พลิกฤดูฝนจาก Low Season สู่ Creative Opportunity ชวนค้นหาเสน่ห์ฤดูฝนที่จำลองธรรมชาติและสัมผัสประสาทสัมผัสทั้งสี่ เพื่อจุดประกายต่อยอดในบริบทธุรกิจและวิถีชีวิต

อีสานสตูดิโอโชว์เคส (Isan Studio Showcase) แพลตฟอร์มขยายธุรกิจสร้างสรรค์ ที่เปิดพื้นที่จัดแสดงผลงานจากกว่า 30 สตูดิโอที่มีความโดดเด่นและ “เดิ้น” เพื่อสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจ ผ่านเรื่องราวและไอเดียที่หยิบยกทุนทางวัฒนธรรมมานำเสนออย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการสู่การต่อยอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

ThaiBev x Special Recipe by Local Chef ยกระดับสุราขาวรวงข้าวและวัตถุดิบอีสานสู่สากล ผ่านเมนูอาหารและเครื่องดื่มต้นแบบโดยเชฟแกรนด์ – ดลวัฒน์ ศรีสำราญ (Melt Beef) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Food R&D และ Fine Dining ประสบการณ์ต่างประเทศกว่า 8 ปีร่วมกับเชฟมิชลิน

CENTRAL x D-KAK MARKET, D-CRAFT & D-FOOD ตลาดสร้างสรรค์ที่รวบรวมสินค้าเด่น งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์จาก 20 จังหวัดอีสาน พร้อมยกระดับภูมิปัญญาและ Soft Power ท้องถิ่นสู่โอกาสใหม่ของตลาดสร้างสรรค์

2. Location Strategy : เชื่อมอีสานสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

  อีสานกำลังก้าวสู่ Connectivity Hub ของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ด้วยศักยภาพด้านทำเล การเชื่อมโยงระบบคมนาคม การค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อมประเทศไทยกับ สปป.ลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ พร้อมตลาดกว่า 200 ล้านคน มีโปรแกรมที่น่าสนใจ เช่น

นิทรรศการ “นอร์ทอีส – เดิ้น” (The NORTHEAST MODERN Exhibition) เปิดมุมมองอีสานยุคใหม่ “Adaptive Economy หรือ เศรษฐกิจแห่งการปรับตัว” ผ่านกรณีศึกษาจาก 20 จังหวัดทั่วอีสาน ที่นำทุนทางวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์และเดิ้นกว่าที่เคย 

อีสานดีลโลด X The Investor Talk in KHON KAEN by Canvas Ventures International เวที Pitching และ VC Mentoring เชื่อมสตาร์ทอัปกับนักลงทุน

KKU CHIC When Chinese Greet Isan จับคู่ธุรกิจกับนักลงทุนจีนและเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อการส่งออก

Isan Sync: Synchronizing Local Wisdom with Global Business แพลตฟอร์มจับคู่ธุรกิจ เชื่อมผู้ประกอบการอีสานกับผู้ซื้อและห้างค้าปลีกทั้งไทยและต่างประเทศ

The Secret Sauce Business Weekend อีสาน 2026 by THE STANDARD เวทีเชื่อมงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ สู่การพัฒนานวัตกรรมเชิงพาณิชย์

3. Human Capital : คนอีสาน พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต

หัวใจของการเติบโตคือ “คน” โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กลับมาพัฒนาบ้านเกิด เทศกาลฯ จึงเป็นพื้นที่พัฒนาศักยภาพคน ผ่านการ Upskill และ Reskill เพื่อสร้างผู้ประกอบการและแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่

KUPPER ART FES 2026 UpForce: แฮงฮุ่ง เดชคะนอง by ISANCF x TCEB x KUPPER ART FES พื้นที่ศิลปะร่วมสมัยที่ชวนมองอีสานผ่านพลังของศิลปิน อัตลักษณ์ และการตีความใหม่ของวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน

ISAN Creative Talk เวทีเสวนาประจำเทศกาลฯ รวมผู้นำความคิด นักออกแบบ นักนวัตกรรม และนักขับเคลื่อนเมือง เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และต่อยอดโอกาส

AWESOME SKILL PROJECT (วัยรุ่น ’เทส’ ดี มาลอง ‘เทส’ ดิ) โครงการพัฒนาทักษะและเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ บรอดแคสต์ สิ่งพิมพ์ และเกม

OKMD x The Street Performance เวทีที่ต่อยอดศักยภาพเยาวชนดนตรีสร้างสรรค์ ผ่านการเรียนรู้ ฝึกฝน และเก็บประสบการณ์จริงบนเวทีเทศกาล “อีสาน” ภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต

เมื่อพลังของวัฒนธรรม พื้นที่ และผู้คน ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ “พลังอีสาน” จะไม่ใช่เพียงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ แต่คือ Growth Engine ใหม่ของประเทศไทย ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงเทศกาลประจำปี แต่เป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอีสาน จาก “ภูมิภาคแห่งแรงงาน” สู่ “ภูมิภาคแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ค้นหาโอกาสใหม่ สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตของอีสานและประเทศไทยไปพร้อมกัน

พบกับเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 หรือ Isan Creative Festival 2026 (ISANCF2026) ระหว่างวันที่ 11 – 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 – 21.00 ณ จังหวัดขอนแก่น ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) รวมถึงพื้นที่สร้างสรรค์อื่น ๆ ทั่วภูมิภาคอีสาน

ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่

Website: www.Isancreativefestival.com

Facebook / Instagram: Isancreativefestival

#ISANCREATIVEFESTIVAL #เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ #ISANCF2026 #NORTHEASTMODERN

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

ท็อปส์ จับมือ สถานทูตอเมริกา พาเปิดแมปสัมผัสสีสันแห่งรสชาติและวัฒนธรรมอเมริกัน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (United States Department of Agriculture; หรือ USDA in Thailand) ชวนคนไทยร่วมเฉลิมฉลองวันชาติสหรัฐอเมริกา ผ่านเทศกาล “Discover USA: The United Food of America” ที่รวบรวมรสชาติ วัตถุดิบ และสินค้าขึ้นชื่อจาก 5 ภูมิภาคทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว ผ่านการคัดสรรสินค้า Made in USA และของดีประจำรัฐในแต่ละภูมิภาคของสหรัฐอเมริกากว่า 1,200 รายการ ครบครันทั้งวัตถุดิบระดับพรีเมียม เมนูสไตล์อเมริกัน และสินค้าไอคอนิกที่สะท้อนสีสันของ American Food & Culture

พร้อมพาผู้บริโภคออกเดินทางผ่านเรื่องราวความอร่อยจากทั้งภูมิภาคตะวันตก (West), ตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwest), ตะวันตกตอนกลาง (Midwest), ตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast) และภาคใต้ (South) ของอเมริกา ตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะ Food Discovery Destination ที่รวบรวมรสชาติต้นตำรับจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ร่วมออกเดินทางได้ตั้งแต่วันนี้  – 7 กรกฎาคม 2569 ที่ท็อปส์, ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์

ภายในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก เอลิซาเบธ เจ. โคนิก อัครราชทูตที่ปรึกษา สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน โดยมี อดัม เอ็ม แบรนสัน ที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), ดร. มาเรีย ราโฮฟสกายา และ  วิกตอริโน “มาโย”ฟลอโร รองที่ปรึกษาเอกอัครราชทูตฝ่ายการเกษตรภูมิภาค (ไทย พม่า ลาว), นงนุช เพ็ชรรัตน์  ผู้แทนการค้าไทย ให้เกียรติเข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล นำโดย ธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, สุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล และ จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ต้อนรับ

ออกเดินทางสู่โลกแห่งวัฒนธรรมและรสชาติของชาวอเมริกัน พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของแต่ละภูมิภาคผ่านอาหารจานดัง เมนูยอดนิยม และไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ราวกับได้ไปออกโร้ดทริป ที่พาไล่เช็กอินความอร่อยจาก East Coast ถึง West Coast พร้อมรวบรวมของดีจากทั่วสหรัฐอเมริกามาไว้ในที่เดียว

นอกจากนี้ ท็อปส์ยังยกระดับประสบการณ์ “Discover USA: The United Food of America” ผ่านเทศกาลอาหารสไตล์อเมริกัน ที่ TOPS FOOD HALL สาขาเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งรวบรวมเมนูและรสชาติเด่นจากหลากหลายภูมิภาคของสหรัฐอเมริกามาให้ผู้บริโภคได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ตลอดช่วงระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ – 7 กรกฎาคม 2569  ณ ท็อปส์ และท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาที่ร่วมรายการ และท็อปส์ ออนไลน์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.TOPS.co.th, Facebook: TOPSThailand และ LINE Official: @TOPSThailand

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.11 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 93 ปี โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และครบรอบ 21 ปี การก่อตั้งมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2569 โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงกำหนดจัดพิธีทางศาสนาขึ้น โดยมี พลอาการตรี สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง เป็นประธานในพิธี สำหรับฤกษ์ดีวันนี้เริ่มด้วย พิธีสงฆ์ เวลา 08.00 น. จัดขึ้นภายในโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง จากนั้น เวลา 09.09 น. จัดพิธีบวงสรวง ขึ้น ณ บริเวณด้านหน้าโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง ต่อด้วย การแสดงรำบวงสรวง ชุด เทพมารดาประทานพร แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งเป็นการอัญเชิญเทพมารดาทั้ง 7 องค์ ได้แก่ พระอุมา พระลักษมี พระสุรัสวดี พระสุชาดา พระธรณี พระคงคา และพระโพสพ มาประทานพรชัยและความเป็นสิริมงคลแก่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและผู้เข้าร่วมพิธีให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป


 
จากนั้น เป็นพิธีมอบทุนจาก กองทุนนาฏดุริยางคศิลปไทย “มูลนิธิศาลาเฉลิมกรุง” จำนวน 1 ทุน ให้แก่ นางวัชรมณฑ์ อรัณยะนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย(เครื่องสาย) วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เป็นทุนค่ารักษาพยาบาล และมอบทุนค่ารักษาพยาบาลให้แก่นักแสดงอาวุโสที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ จำนวน 4 ทุน ผู้แทน นางน้ำเงิน บุญหนัก, นางกานดา นามแย้มแป้น, ผู้แทน นายชูศักดิ์ สุธีรธรรม และนายคมกฤช ยุตติยงค์ เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลต่อไป


 
“ศาลาเฉลิมกรุง” เป็นโรงมหรสพหลวงพระราชทานแห่งแรกของประเทศไทย ครั้งฉลองพระนครครบ 150 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์กว่า 9 ล้านบาท เป็นทุนในการจัดสร้างโรงภาพยนตร์สำหรับฉายภาพยนตร์เสียงขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย เป็นโรงภาพยนตร์ที่ทันสมัย เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศไทย เพราะยุคนั้นสื่อบันเทิงที่เฟื่องฟู มากที่สุดคือ “ภาพยนตร์” เพื่อให้พสกนิกรมีความเพลิดเพลินสนุกสนานจากภาพยนตร์และการแสดงอื่นๆ ที่มีขึ้น ณ โรงมหรสพหลวงแห่งนี้ การก่อสร้างอาคารศาลาเฉลิมกรุง เริ่มขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 1 กรกฎาคม 2473 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้หม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง และพระราชทานนามเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ออกแบบ และเป็นอนุสรณ์แห่งงานฉลองพระนครครบ 150 ปี นามว่า “ศาลาเฉลิมกรุง” เปิดทำการครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม 2476 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามบริษัทที่ดูแลและบริหารงานศาลาเฉลิมกรุงว่า “สหศีนิมา” จำกัด (The United Cinema Company Limited) อันหมายถึง “มีความแข็งแรงขึ้นร่วมกัน” เพื่อสืบสานพระราชปณิธานสืบต่อไป

อาคารศาลาเฉลิมกรุงจัดได้ว่าเป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย เป็นโรงมหรสพแห่งแรกของเมืองไทยที่ใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นศูนย์รวมของผู้เกี่ยวข้องในวงการภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง ตัวประกอบ ทีมงานพากย์ นักร้อง นักเขียนโปสเตอร์ และเป็นสถาบันการผลิตบุคลากรทางภาพยนตร์ โขน ละครและนาฏศิลป์ไทย จากนั้นได้ดำเนินกิจการให้ความบันเทิงแก่ประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน


 
เมื่อปี 2568 ในโอกาสโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงครบ 92 ปี วันที่ 2 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทำการบูรณะปรับปรุงอาคารตลอดจนปรับภูมิทัศน์โดยรอบ และเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีความสง่างาม สมความเป็นโรงมหรสพหลวงแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสถาบันแห่งการแสดงศิลปวัฒนธรรม และเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติที่เปิดดำเนินการมาถึง 93 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชทานการแสดงทางวัฒนธรรมและการแสดงโขนสำหรับนักท่องเที่ยว จัดแสดงอย่างต่อเนื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแสดงเฉลิมพระเกียรติ Edelweiss : พราวพร่างกลางดวงใจ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 เวลา 19.10 น. ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงแห่งนี้ สร้างความปลาบปลื้มให้แก่ศิลปิน นักร้อง นักแสดง นักดนตรี คณะกรรมการจัดการแสดงต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระราชทานแก่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงและวงการศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงของชาติ


 
ปัจจุบันโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุงมีการจัดการแสดงโขน “ชุดหนุมาน” ซึ่งเป็นการแสดงสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มีโอกาสได้ชื่นชมและสัมผัสความวิจิตรงดงามของ “โขน” นาฏศิลป์ชั้นสูงของไทย โดยมีหนุมานเป็นตัวละครเอกนำเข้าสู่เรื่องราวของรามเกียรติ์ ผ่านการแสดงความยาวรอบละ 25 นาที กำกับการแสดงโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) แสดงโดยนักแสดงโขนศาลาเฉลิมกรุง เปิดการแสดงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันจันทร์ – วันศุกร์ วันละ 3 รอบการแสดง รอบ 13.00 น. รอบ 14.30 น. และรอบ 16.00 น. คนไทยบัตรราคา 100 บาท (เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี ชมฟรี!) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบัตรราคา 400 บาท จำหน่ายบัตรที่ศาลาเฉลิมกรุง

โทร. 0-2224-4499 สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อบัตรเข้าชมพระบรมมหาราชวัง บัตรราคา 500 บาท ณ จุดจำหน่ายบัตรพระบรมมหาราชวัง และ www.royalgrandpalace.th สามารถนำบัตรมาเข้าชมการแสดงโขนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) จัดตั้งโรงครัวพระราชทานประกอบอาหารแจกผู้สักการะพระศพ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.00 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน และตั้งรถประกอบอาหาร บริเวณหน้าประตูอนงคลีลา ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบอาหารเมนู “ข้าวเหนียวไก่ทอด” สูตรพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และน้ำดื่ม สำหรับมอบให้กับประชาชนที่ถวายสักการะพระศพฯ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ระหว่างวันที่ 3 – 31 กรกฎาคม 2569 วันละ 2,500 ชุด ตั้งเเต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป สนองพระปณิธาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ประธานกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชนในยามยาก

ทั้งนี้ เมนูข้าวเหนียวไก่ทอด เป็นสูตรอาหารที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงใส่พระทัยในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ได้อาหารที่สะอาด ถูกสุขอนามัย และมีรสชาติอร่อย รับประทานง่าย โดยมี คุณหญิงจันทนี ธนรักษ์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ และกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ,วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย,สายสม วงศาสุลักษณ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และผาณิต พูนศิริวงศ์ กรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตลอดจนอาสาสมัครจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน, จิตอาสา 904 อาสาสมัครยุวกาชาด สภากาชาดไทย ตลอดจนหน่วยงานภาคเอกชน มาร่วมมอบอาหารพระราชทานแก่ประชาชนด้วย ยังความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนวัตถุดิบในการประกอบอาหารฯสนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ตลอดการจัดโรงครัวพระราชทาน

  • ข้าวเหนียวหอมมะลิเกรดดี จากทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ด จำนวน 4 ตัน
  • ไก่สดจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ วันละ 500 กิโล
  • น้ำมันพืชหยก บ.ล่ำสูง จำนวน 400 ปี๊บ

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

โรงแรม The Heritage Chiang Rai Hotel and Convention เปิดตัวแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” ตอบรับกระแสการท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาว (Long Stay) และการทำงานจากที่ใดก็ได้ (Workation) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่ผสมผสานความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงรายเข้าไว้ด้วยกัน

เชียงรายถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติอันงดงาม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และค่าครองชีพที่เหมาะสม ทำให้เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งนักเดินทาง ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองใหญ่

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว โรงแรมนำเสนอห้องพักดีลักซ์พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ในราคาพิเศษสำหรับการเข้าพักระยะยาว ได้แก่ พัก 7 คืน ราคา 12,600 บาท พัก 14 คืน ราคา 24,500 บาท และพัก 30 คืน ราคา 51,000 บาท

ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาทิ ส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และส่วนลดบริการซักรีด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่วางแผนพำนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นวัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สิงห์ปาร์ค เชียงราย และชุมชนท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ โรงแรมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการค้นพบวิถีชีวิตและประสบการณ์ใหม่ในภาคเหนือของประเทศไทย

โปรโมชั่น “Stay Longer, Feel Chiang Rai” เปิดให้จองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองห้องพัก โทร. 052 055 888

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าทุกท่านก็ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องคน สัปดาห์นี้เลยขอเล่าถึงปัญหาที่อาจมีสาเหตุมาจากองค์กร หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เช่น โรควิตกกังวลจากการทำงาน เริ่มมีอาการกลัวหรือเบื่อการไปทำงาน ใจสั่นทุกครั้งที่เห็นชื่อเพื่อนร่วมงานคนนั้นทักไลน์หรืออีเมลมา หรือรู้สึกผวาเมื่อต้องเข้าห้องประชุม ภาวะหมดไฟและซึมเศร้า ความเป็นพิษที่สะสมจะค่อยๆ กัดกินความมั่นใจในตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ หมดพลัง ไม่อยากตื่นมาทำงาน และอาจดิ่งจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด ภาวะเครียดเฉียบพลันหรือสะสม อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดกลับไปบ้าน และไม่มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว 

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อภาวะทางร่างกาย อาทิ โรคนอนไม่หลับ สมองรีเพลย์ถึงเหตุการณ์  คำพูดร้ายๆ หรือเหตุการณ์แย่ๆ ในที่ทำงานซ้ำไปซ้ำมาในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับยากหรือตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ ออฟฟิศซินโดรมและปวดหัวเรื้อรัง ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และขมับเกร็งตัวตลอดเวลา นำไปสู่โรคไมเกรนหรือปวดหัวจากความเครียด ระบบย่อยอาหารพัง เครียดลงกระเพาะ กรดไหลย้อนกำเริบ หรือลำไส้แปรปรวน ทานอะไรไม่ลงในวันที่มีประชุมร่วมกับคนที่เป็นพิษ  

หลายคนเมื่อเครียด นอนไม่หลับ หรือเริ่มรู้สึกซึมเศร้าไม่อยากทำอะไรเลย ก็ไปหาซื้อยาบรรเทาอาการเหล่านั้นจากร้านยามากินตามอาการได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ใช่ยาที่ซื้อทานเองได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่เข้าไปปรับสารสื่อประสาทในสมองให้กลับมาสมดุล การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเริ่มรู้สึกว่าความสตรองที่มีมันรับไม่ไหวแล้ว อาการเครียดเริ่มกระทบกับประสิทธิภาพงานเช่น สมาธิสั้นลง ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือกระทบกับความสัมพันธ์รอบตัว การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและใช้ยาควบคู่ไปด้วย จะช่วยประคองให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยยาที่มักใช้ ได้แก่  กลุ่มยาต้านเศร้า ตัวเลือกหลักมักเป็นยาในกลุ่มที่ช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยลดความไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นพิษรอบตัว ทำให้เรานิ่งขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดอาการดิ่ง โดยยาในกลุ่มนี้ไม่ได้กินปุ๊บหายปั๊บ ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน หรือแพทย์อาจสั่งจ่าย กลุ่มยาคลายกังวลและยานอนหลับ ออกฤทธิ์ช่วยคลายสมองที่กำลังคิดวนเวียน ลดความตื่นตระหนก และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ยานี้มักใช้ในระยะสั้น เนื่องจากมีโอกาสดื้อยาหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  

ในกรณีที่มีอาการปวดหัว ไม่ว่าโรคไมเกรน หรือปวดหัวจากความเครียด ซึ่งมีวิธีแยกแยะประเภทอาการปวดหัวเพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม โดยพิจารณาได้จากลักษณะการปวด ปวดหัวจากความเครียด จะปวดตื้อๆ มึนๆ เหมือนมีสายรัดรอบศีรษะหรือขมับ สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ ขมับที่เกร็งตัว ขณะที่โรคไมเกรน  จะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะชีพจร มักปวดข้างเดียว มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับไวต่อแสงจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นฉุน บางรายอาจเห็นแสงระยิบระยับเตือนก่อนปวด แต่ไม่ว่าจะปวดหัวแบบใด เราควรใช้พาราเซตามอลก่อนเพื่อบรรเทาอาการขั้นแรก เพราะมีความปลอดภัยสูง หากพาราเซตามอลไม่ได้ผล หรือปวดรุนแรงปานกลางถึงมาก แล้วค่อยขยับไปกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่เรียกว่า NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) โดยต้องทานหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะ สำหรับกรณีไมเกรนยังมีเทคนิคทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย รีบทานยาแก้ปวดทันทีที่เริ่มปวดหรือมีสัญญาณเตือน จะระงับอาการได้ดีที่สุด และนอนพักในห้องที่มืด เงียบ และเย็น เพื่อลดความไวต่อสิ่งเร้าของสมอง เลี่ยงปัจจัยที่ทำให้กำเริบ เช่น แสงจ้า เสียงดัง ความเครียด และการนอนดึก หากปวดรุนแรงและบ่อย (เกิน 2-3 ครั้งต่อเดือน) ควรพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันโรค ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน 

อย่างไรก็ตาม ยาก็เป็นเพียงตัวช่วย เราคงไม่อยากทำงานจนป่วย แล้วเอาเงินที่ได้จากการทำงานมารักษาตัวจากโรคที่ได้จากการทำงาน ดังนั้น ในการทำงานเราคงต้องปรับตัว รู้เห็นตามความเป็นจริง ยอมรับว่ามนุษย์มความต่างพัฒนาตนทำให้เราแข็งแกร่งมากพอที่จะอยู่ต่อในที่ทำงานที่มีแต่ปัญหาได้ ต้องไม่ไปใส่อารมณ์ เติมเชื้อไฟ คุยกันเฉพาะเรื่องงานไม่ทะเลาะโต้เถียงกันในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงจำกัดการทำงานเฉพาะในเวลางาน ไม่เอางานมาทำในเวลาพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้มีเวลารีเซ็ต ให้พร้อมรับแรงกระแทกจากหน้าที่การงานในอนาคต 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย