HT Aero ‘รถไฟฟ้าบินได้’ จากจีนเตรียมบุกตลาดยุโรป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668574

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.HT Aero 'รถไฟฟ้าบินได้' จากจีนเตรียมบุกตลาดยุโรปแบรนด์รถ EV จีนรุกตลาดยุโรป เปิดตัวนวัตกรรมสุดว้าว ‘รถยนต์ไฟฟ้าบินได้’

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. HT Aero ผู้ให้บริการการเคลื่อนย้ายทางอากาศในเขตเมือง (Urban Air Mobility: UAM) บริษัทในเครือของ XPeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าบินได้ในงาน EUROPEAN ROTORS 2021 ที่จัดขึ้นในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ยานยนต์ดังกล่าวได้โชว์ตัวในยุโรป

Zhao Deli ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท HT Aero กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ปลอดภัยที่สุดในโลก ในขณะเดียวกันก็มีความหลงใหลในเครื่องบินส่วนตัว และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตทุกคนจะสามารถเดินทางทางอากาศด้วยยายนต์จาก HT Aero นวัตกรรมใหม่นี้มุ่งมั่นที่จะผลักดันขีดจำกัดของความคล่องตัวทั้งบนท้องถนนและบนท้องฟ้า

โดย HT Aero เริ่มพัฒนา “X2” ยานยนต์ 2 ที่นั่งที่สามารถเดินทางทั้งบนบกและอากาศตั้งแต่ปี 2013 ผ่านการทดสอบมาแล้วมากกว่า 15,000 ครั้ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้มีการอัพเกรดคุณสมบัติในด้านต่างๆ รวมถึงระบบควบคุมการบิน ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และระบบร่มชูชีพ

ภายนอกมีลักษณะคล้ายรถซูเปอร์คาร์ แต่มีการติดตั้งใบพัดขนาดใหญ่ข้างตัวรถ ซึ่งสามารถพับเก็บได้โดยอัตโนมัติ และมีการออกแบบให้มีน้ำหนักเบา

บริษัทเผยว่ายานยนต์ดังกล่าวมีน้ำหนักอยู่ที่ 560 กิโลกรัม ยาว 4.97 เมตร กว้าง 4.78 เมตร สูง 1.36 เมตร สามารถทำความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บินได้ในระดับความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร

โดยขณะนี้ X2 ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่วางจำหน่าย แต่คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2024

ทั้งนี้ HT Aero ระดมทุนได้ 500 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเดือนตุลาคม โดยบริษัทระบุว่าเงินดังกล่าวจะถูกนำไปวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่สามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งบนถนนและอากาศ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ อาทิ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

บุกตลาดยุโรป

นับว่าเป็นความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของบริษัท XPENG ในยุโรป ซึ่งมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าในประเทศต่างๆ ในยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะของ XPENG มีวางจำหน่ายแล้วในนอร์เวย์

XPENG G3 สมาร์ทเอสยูวีเปิดตัวในนอร์เวย์ในเดือนเมษายน 2020 และพร้อมให้บริการลูกค้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020

เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา XPENG ยังได้เปิดตัวยานยนต์รุ่นเรือธง P7 สำหรับการสั่งจองล่วงหน้าในนอร์เวย์ โดยเริ่มจัดส่งในเดือนตุลาคม ซึ่งบริษัทเคลมว่ารถรุ่นดังกล่าวสามารถวิ่งได้ไกลว่า Tesla Model 3 อีกด้วย

แม้ว่าตอนนี้ Tesla อาจเป็นผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงที่สุด แต่ขณะเดียวกันแบรนด์จากจีนก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็วและเริ่มเป็นที่จับตามองของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐส่งผลให้ XPENG เป็นที่จับตามองของบรรดานักลงทุนทั้งในจีนและต่างประเทศ

Photo by HT Aero

Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668572

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 17:29 น.

Pagpag อาหารเหลือทิ้งในถังขยะคือเมนูประทังชีวิตคนสลัม

เศษอาหารเหลือทิ้งจากกองขยะคือเมนูที่ช่วยให้ชาวชุมชนแออัดในฟิลิปปินส์มีอาหารตกถึงท้อง

องค์การอาการและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เผยข้อมูลที่ดูย้อนแย้งกันว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งกว่า 1,300 ล้านตัน หรือราว 1 ใน 3 ขณะที่ผู้คนอีกกว่า 870 ล้านคน หรือ 1 ใน 8 ไม่มีอะไรจะกิน

เช่นเดียวกับชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้นแทบจะไม่มีเงินซื้ออาหารกินในแต่ละมื้อ ด้วยเหตุนี้หาทางเดียวที่พวกเขาจะมีอาหารตกถึงท้องได้ก็คือ การค้นหาอาหารที่คนอื่นกินเหลือจากถังขยะของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่นำมาทิ้งที่กองขยะเพื่อนำไปกินเองหรือขายต่อ

อาหารชนิดนี้เรียกเป็นภาษาตากาล็อกว่า ปั๊กปั๊ก (Pagpag) ซึ่งแปลว่า การปัดฝุ่นหรือสิ่งสกปรกออก ในที่นี่ก็คือ การปัดสิ่งของอื่นๆ ออกจากอาหารเหลือทิ้งที่ยังพอกินได้

ช่วงเวลาทองของการออกเก็บรวบรวมปั๊กปั๊กก็คือ กลางคืนหลังจากรถขยะมาเก็บขยะจากร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือช่วงเช้ามืดที่บรรดาขยะจากที่ต่างๆ ถูกขนมาที่กองขยะ ซึ่งหากเป็นช่วงกลางคืนพ่อค้าแม่ค้าปั๊กปั๊กจะซื้อถุงขยะจากคนจัดการขยะราว 1 เหรียญสหรัฐ หรือ 32 บาทแล้วนำมาเลือกและทำความสะอาดก่อนจะนำไปขายต่อในช่วงเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

เฟลิปา ฟาบอน แม่ค้าปั๊กปั๊กที่อาศัยอยู่ในย่านทอนโด สลัมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและยากจนที่สุดในกรุงมะนิลาเผยกับสำนักข่าว BBC ว่า ถ้าเป็นกระดูกมากกว่าเนื้อจะขายถุงละ 20 เปโซ หรือ 13 บาท

หากไม่ขายแบบสดๆ บางคนก็จะนำไปเลือก ล้างทำความสะอาด 2-3 ครั้งแล้วนำไปปรุงอาหารขายให้กับชาวสลัมในกรุงมะนิลาโดยมีเมนูยอดฮิตอย่างปั๊กปั๊กทอด สนนราคาถุงละ 30 เปโซ หรือ 19 บาท แม่ค้าอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กรายหนึ่งขายได้วัละ 4-6 เหรียญสหรัฐ หรือ 130-195 บาท

อาหารจากปั๊กปั๊กเป็นที่แพร่หลายในฟิลิปินส์ตั้งแต่ปี 2008 หลังจากปัญหาความยากจนรุนแรงขึ้นจนทำให้เกิดวิกฤตอาหาร แต่กว่าชาวโลกจะได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับความอดอยากของเพื่อนร่วมโลกในฟิลิปปินส์ก็เมื่อปี 2012 หลังจากสำนักข่าว CNN ทำสารคดีเกี่ยวกับปั๊กปั๊ก

เรื่องที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลกระทบกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคสารพิษปนเปื้อน อาหารเป็นพิษ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ไทฟอยด์ ท้องเสีย และอหิวาตกโรค เพราะในกองขยะมักจะมีหนูหรือแมลงสาบไปป้วนเปี้ยนหาอาหารของมันเช่นกัน รวมทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะทุกโภชนาการ

แต่สำหรับคนที่แทบไม่มีจะกินนั้นโรคเหล่านี้ไม่น่ากลัวสักนิด

พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารที่ปรุงจากปั๊กปั๊กอ้างว่ายังไม่เคยมีใครเสียชีวิตจากการกินปั๊กปั๊กที่พวกเขาขาย และบอกอีกว่าพวกเขามีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีเด็กๆ บางคนที่ไม่สบายเพราะอาหารนี้ก็ตาม

ไรอัน เทเลเกรโป ชาวชุมชนแออัดเผยกับ Reuters ว่า คนจนไม่สามารถเลือกนั่นเลือกนี่ได้มากพอที่จะปฏิเสธอาหารจากของเหลือของคนอื่นหรอก และเขาก็ไม่ห่วงที่จะป้อนปั๊กปั๊กให้ลูกน้อยวัย 7 เดือนด้วย

สำหรับชาวชุมชนแออัดพวกเขาเหล่านี้ไม่มีทางเลือก และอย่างน้อยการกินปั๊กปั๊กก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย

แต่ก็ไม่ควรมีใครต้องกินอาหารเหลือทิ้งจากถังขยะไม่ใช่หรือ?

REUTERS/Athit Perawongmetha

นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668555

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 15:45 น.นายกฯ อินเดียบอก Bitcoin เป็นอันตรายต่อเยาวชนรัฐบาลอินเดียเตรียมออกกฎหมายควบคุมคริปโต หวั่นถูกใช้ในทางที่ผิด

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียเรียกร้องให้นานาชาติร่วมมือกันเพื่อป้องกันไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถูกใช้ในทางที่ผิดอันจะสร้างความเสียหายต่อเยาวชนของประเทศ ขณะที่รัฐบาลเตรียมออกกฎหมายเพื่อควบคุมคริปโตเคอร์เรนซี

โดยมีแนวโน้มว่าอินเดียจะห้ามใช้คริปโตเคอร์เรนซีสำหรับการทำธุรกรรมหรือการชำระเงิน แต่ยังคงอนุญาตให้ถือเป็นสินทรัพย์เช่นเดียวกับทองคำ หุ้น หรือพันธบัตรได้

โดยโมดีแสดงความกังวลว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่ได้รับการควบคุมอาจเป็นช่องทางสำหรับการฟอกเงิน และการจัดหาเงินทุนของกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่มีหลายกรณีที่สกุลเงินดิจิทัลถูกใช้โดยกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มอาชญากร สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอันตรายต่อเยาวชนซึ่งร่วมลงทุนในตลาดคริปโตจำนวนมาก

“เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศประชาธิปไตยควรร่วมมือกันเพื่อไม่ให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ไปตกอยู่ในมือคนไม่ดี ซึ่งอาจทำให้เยาวชนของเราเสียหายได้” โมดีกล่าว

เช่นเดียวกับศักติกันตา ดาส ผู้ว่าการธนาคารกลางของอินเดีย (RBI) ซึ่งกล่าวว่าคริปโตเคอร์เรนซีเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบการเงินหากไม่ได้รับการควบคุมอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันธนาคารกลางก็มีแผนที่จะเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของอินเดียเอง

ทั้งนี้ ชาวอินเดียหลายคนหันมาเทรดคริปโตในช่วงที่มีเวลาว่างเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้เกิดนักลงทุนหน้าใหม่จำนวนมากในปีนี้

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีของอินเดียเติบโตขึ้นอย่างมากโดยในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 6.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 923 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนเม.ย. 2020 ตามข้อมูลของ Chainalysis แพลตฟอร์มข้อมูลบล็อกเชน

โดยชาวอินเดียมากกว่า 100 ล้านคนถือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเป็นรองเพียงแค่สหรัฐ รัสเซีย และไนจีเรีย ตามรายงานเมื่อเดือนที่แล้วของ BrokerChooser

นอกจากอินเดียแล้วหลายประเทศก็ได้เริ่มออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลคริปโตเคอร์เรนซีเช่นกัน รวมถึงจีนซึ่งสั่งห้ามทำธุรกรรมและการขุดสกุลเงินดิจิทัลทั้งหมดเมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/File Photo

หลายประเทศเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ จาก 2 เป็น 3 เข็ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668545

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 14:36 น.หลายประเทศเปลี่ยนนิยาม ‘ฉีดวัคซีนครบโดส’ จาก 2 เป็น 3 เข็มต่อไปนี้เราอาจต้องฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 กันถึง 3 เข็มจึงจะถือว่าฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

สำนักข่าว CNN รายงานว่า การลดลงของภูมิคุ้มกันเมื่อเวลาผ่านไป บวกกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากสายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้ประเทศร่ำรวยหลายประเทศพิจารณาเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว” ซึ่งแต่เดิมหมายถึงการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 2 เข็ม เป็น 3 เข็ม

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ เผยเมื่อวันจันทร์ (15 พ.ย.) ว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นช่วยให้ไม่ต้องกลับไปใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอีกรอบ “มันชัดเจนมากว่าการฉีด 3 เข็ม หรือเข็มกระตุ้น จะกลายเป็นข้อเท็จจริงสำคัญและทำให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นในทุกๆ ด้าน”

ขณะที่ประเทศยุโรปอื่นๆ กำลังจะออกกฎบังคับฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น สำหรับฝรั่งเศสนั้น ภายในวันที่ 15 ธ.ค. ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปต้องฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพื่อต่ออายุใบรับรองการฉีดวัคซีน ส่วนในออสเตรียสถานะการฉีดวัคซีนครบโดสจะหมดอายุทันทีหลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 แล้ว 9 เดือน ซึ่งจะบังคับให้ฉีดเข็มกระตุ้นโดยปริยาย

ในอิสราเอล นอกจากคนที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ยังไม่ครบ 6 เดือน ทุกคนต้องฉีดเข็มที่ 3 เพื่อให้ได้รับใบรับรองการฉีดวัคซีนซึ่งต้องใช้แสดงก่อนเข้าใช้บริการในยิม ร้านอาหาร หรือสถานที่อื่นๆ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขทั่วโลกกังวลว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะกระทบกับการฉีดวัคซีนเข็มแรกในประเทศรายได้ต่ำซึ่งมีเพียง 4.6% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีนแล้ว

เทดรอส อันฮานอม เกรเบเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า มันน่าอดสูมากที่ปริมาณวัคซีนเข็ม 3 ที่กำลังถูกฉีดทั่วโลกในแต่ละวันมากกว่าจำนวนวัคซีนเข็มแรกที่ฉีดในประเทศรายได้ต่ำถึง 6 เท่า

“ไม่มีประโยชน์เลยที่จะฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้ผู้ใหญ่ที่แข็งแรง หรือฉีดให้เด็กๆ ในเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ คนสูงอายุ และคนกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ทั่วโลกยังต้องรอคอยวัคซีนเข็มแรกของพวกเขา” เกรเบเยซุสเตือนเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (12 พ.ย.)

Photo by Paul ELLIS / AFP

กลุ่มต้านวัคซีนแห่อาบ ‘บอแรกซ์’ ขับวัคซีนออกจากร่างกาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668538

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.กลุ่มต้านวัคซีนแห่อาบ 'บอแรกซ์' ขับวัคซีนออกจากร่างกายกลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaxxer) กำลังหาทางดีท็อกซ์วัคซีนออกจากร่างกายเมื่อต้องฉีดโดยไม่เต็มใจ

NBC News รายงานว่ากลุ่มคนที่ต่อต้านการรับวัคซีนวัคซีน (Anti-vaxxer) หลายคนยอมเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังพยายามกำจัดวัคซีนออกจากร่างกายเช่นกัน

วิดีโอหนึ่งกลายเป็นไวรัลบน TikTok และมียอดชมนับแสนครั้งเมื่อดร. แคร์รี มาเด เผยถึงส่วนผสมในการอาบน้ำเพื่อ “ดีท็อกซ์” วัคซีนออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ต้องฉีดวัคซีนทั้งที่ไม่เต็มใจ

เธอแอบอ้างอย่างผิดๆ ว่าการใช้บอแรกซ์อาบน้ำจะสามารถนำนาโนเทคโนโลยีออกจากร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมอื่นๆ อย่างเบกกิ้งโซดาและดีเกลือ ที่เธออ้างว่าจะสามารถดีท็อกซ์รังสีในร่างกายที่ถูกกระตุ้นโดยวัคซีน รวมถึงดินเบนโทไนท์ซึ่งจะช่วยขับพิษร้ายแรง

ในความเป็นจริงแล้ว บอแรกซ์จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา ซึ่งแพทย์ผิวหนังเตือนว่าไม่ควรนำมาอาบเพราะอาจทำให้ผิวหนังเกิดแผลไหม้จากสารเคมีได้ ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายแล้วยังไม่สามารถขับวัคซีนออกจากร่างกายได้ด้วย

คนส่วนใหญ่ใน TikTok ไม่ทราบว่าเธอเป็นใคร แต่เมื่อเห็นคำว่า “ดร.” นำหน้าชื่อของเธอแล้วก็ไม่ลังเลที่จะอาบน้ำบอแรกซ์ แม้ว่าองค์การอาหารและยา (FDA) ห้ามใส่สารบอแรกซ์ลงในอาหาร และหลายคนใช้มันเพื่อฆ่าแมลง

นี่เป็นหนึ่งในหลายวิธีการผิดๆ ที่ผู้มีอิทธิพลในกลุ่ม Anti-vaxxer ออกมาให้คำแนะนำบนโซเชียลมีเดียเพื่อขับวัคซีนออกจากร่างกาย หลังจากที่หลายคนถูกกดดันจากสังคมหรือที่ทำงานให้ต้องฉีดวัคซีนโดยไม่เต็มใจ

เบน คอลลินส์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสจาก NBC News กล่าวว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายซ่อนอยู่ในเหตุการณ์นี้ ข่าวดีก็คือกลุ่มคนที่ต่อต้านวัคซีนหลายคนยอมแพ้และเข้ารับการฉีดวัคซีนแล้ว แต่ข่าวร้ายคือพวกเขากำลังหาทางที่จะดีท็อกซ์หรือขับวัคซีนออกจากร่างกาย

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดร. มาเดสร้างความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีน โดยเมื่อปีที่แล้วเธอเคยออกมาพูดว่าวัคซีนโควิด-19 มีแต่ความอันตราย และจะส่งผลข้างเคียงในระยะยาว พร้อมยืนยันว่าเธอจะไม่ฉีดวัคซีนเด็ดขาด

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์แองเจลา ราสมัสเซน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยซัสแคตเชวันในแคนาดา กล่าวว่า “เมื่อคุณได้รับวัคซีนแล้วหมายความว่ากระบวนการช่วยชีวิตด้วยวัคซีนได้เริ่มขึ้นแล้ว คุณไม่สามารถย้อนคืนได้ มันเป็นไปไม่ได้”

Photo by Juan BARRETO / AFP

นายพลมะกันเตือนจีนอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668536

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 12:44 น.นายพลมะกันเตือนจีนอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัวหลังจากจีนทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก นายพลอาวุโสของสหรัฐก็เตือนว่าวันหนึ่งจีนอาจใช้ขีปนาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐโดยไม่ทันตั้งตัว

สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายพลอาวุโสอันดับ 2 ของสหรัฐให้สัมภาษณ์ว่า การทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีนเมื่อเดือน ส.ค. โคจรไปรอบโลก ซึ่งเป็นการเปิดเผยรายละเอียดใหม่ของการทดสอบดังกล่าว และยังเตือนว่าวันหนึ่งจีนอาจมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐแบบไม่ทันตั้งตัว

“พวกเขายิงขีปนาวุธพิสัยไกล” นายพล จอห์น ไฮเทน รองประธานคณะเสนาธิการร่วมซึ่งเป็นตำแหน่งอาวุโสอันดับสองของสหรัฐที่กำลังจะพ้นตำแหน่งเผยกับ CBS News “มันโคจรไปรอบโลก แล้วปล่อยยานร่อนไฮเปอร์โซนิกที่ร่อนกลับไปยังจีนเพื่อโจมตีเป้าหมาย”

เมื่อถูกถามว่าขีปนาวุธนั้นโจมตีถูกเป้าหรือไม่ ไฮเทนตอบว่า “เฉียดฉิวมาก”

ไฮเทนซึ่งเผยก่อนหน้านี้ว่า การเสริมแสนยานุภาพของกองทัพจีนน่าทึ่งมากยังเตือนว่า สักวันหนึ่งจีนจะมีศักยภาพในการใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีสหรัฐแบบไม่ทันตั้งตัว

การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับกรณีไต้หวันรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนต้องการเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐเตือนก่อนหน้านี้ว่า จีนพัฒนาคลังอาวุธนิวเคลียร์เร็วเกินคาดและอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ 1,000 หัวรบภายในปลายทศวรรษนี้

ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ขณะนี้สหรัฐมีหัวรบนิวเคลียร์ 3,750 หัวรบ ซึ่งจีนเทียบไม่ติด

ฝั่งจีนปฏิเสธว่าไม่ได้ทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก แต่เมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา Financial Times รายงานว่า จีนทดสอบยานร่อนไฮเปอร์โซนิกซึ่งอาจหลบเลี่ยงระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐได้

ในขณะที่จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของตัวเอง กระทรวงกลาโหมสหรัฐก็ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นอันดับแรก โดยการทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของสหรัฐล้มเหลวไปเมื่อเดือนที่แล้ว แต่กระทรวงกลาโหมยืนยันว่ายังคงผลิตอาวุธไฮเปอร์โซนิกได้ทันภายในต้นทศวรรษ 2020

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเซอร์คอน (Zircon) ของรัสเซียที่ยิงจากเรือดำน้ำเซเวโรดวินสค์ในทะเลแบเรนต์

ยุโรปภูมิภาคเดียวที่ยอดตายโควิดพุ่ง ชาติอาเซียนแนวโน้มติดเชื้อลด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668521

วันที่ 18 พ.ย. 2564 เวลา 11:18 น.ยุโรปภูมิภาคเดียวที่ยอดตายโควิดพุ่ง ชาติอาเซียนแนวโน้มติดเชื้อลดยุโรปอ่วมติดโควิดพุ่ง ยอดตายสูง ผู้เชี่ยวชาญเตือนอาจมีคนตายเพิ่มอีกครึ่งล้านภายในไม่กี่เดือนถ้ายังไม่เร่งดำเนินการ

สำนักข่าวเอพีรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวในรายงานสถานการณ์โควิด-19 ประจำสัปดาห์ว่า ยุโรปมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น 5% ในสัปดาห์ที่แล้ว ส่งผลให้ยุโรปเป็นภูมิภาคเดียวในโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น ขณะที่ภูมิภาคอื่นๆ มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง

โดยในสัปดาห์ที่แล้วมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกรวม 50,000 คน ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% อยู่ที่ 3.3 ล้านคน โดยในจำนวนนี้มี 2.1 ล้านคนมาจากยุโรป ที่เหลือส่วนใหญ่มาจากอเมริกาและเอเชีย

สำหรับผู้ติดเชื้อในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปกำลังต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นซึ่งส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านการฉีดวัคซีน

โดย WHO ระบุว่าชาติยุโรปที่มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดในสัปดาห์ที่แล้ว ได้แก่ รัสเซีย เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ขณะที่นอร์เวย์และสโลวาเกียมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 67% และ 38% ตามลำดับ

ก่อนหน้านี้ WHO เตือนว่ายุโรปซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดขณะนี้มีความเสี่ยงที่จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 500,000 คนภายในเดือนกุมภาพันธ์หากยังไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งหลายประเทศก็ได้บังคับใช้มาตรการและออกข้อจำกัดที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ตลอดจนดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3

Photo by REUTERS/Tatyana Makeyeva/File Photo

เยอรมนีอาจต้องล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน หลังโควิดพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668489

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 19:00 น.เยอรมนีอาจต้องล็อกดาวน์คนไม่ฉีดวัคซีน หลังโควิดพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวันเยอรมนียกระดับมาตรการคุมโควิด-19 หลังผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด

เยอรมนีกำลังจะใช้มาตรการและข้อกำจัดที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 หลังจากที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรครายงานผู้ป่วยรายใหม่เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 53,627 คนซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศเมื่อต้นปีที่แล้ว ส่งผลให้ขณะนี้เยอรมนีมีผู้ป่วยสะสมราว 5.14 ล้านคน และผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 98,278 คน

โดยเว็บไซต์ Fortune รายงานว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 ที่กำลังครอบงำเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป ทำให้เยอรมนีกำลังเดินตามรอยเพื่อนบ้านอย่างออสเตรียที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์ประชาชนที่ไม่ฉีดวัคซีนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ขณะที่โรงพยาบาลในประเทศใกล้จะถึงขีดความสามารถแล้ว และมีแนวโน้มว่าห้องไอซียูจะเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

ขณะนี้บางรัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดซึ่งเรียกว่ากฎ 2G ซึ่งมาจากคำว่า geimpft และ genesen ซึ่งแปลว่าฉีดวัคซีนและรักษาหายแล้ว โดยบางสถานที่ออกกฎให้ประชาชนแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือการรักษาพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้า ส่งผลให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าในหลายพื้นที่

รวมถึงกรุงเบอร์ลินซึ่งใช้บัตรผ่านโควิด-19 ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ โดยประชาชนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนหรือหายป่วยจากโควิด-19 ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดเพื่อเข้าใช้บริการสถานที่สาธารณะ

ทั้งนี้ อัตราการติดเชื้อในเยอรมนีในรอบ 7 วันล่าสุดอยู่ที่ 319.5 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันที่ตัวเลขดังกล่าวแตะระดับ 300 ขณะที่ประชากรที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วมีไม่ถึง 70% ซึ่งตามหลังประเทศอื่นๆ ในยุโรป อาทิ อิตาลี สเปน และโปรตุเกส เป็นอย่างมาก

Photo by REUTERS/Annegret Hilse

หมดปัญหาอาหารไม่ตรงปก เมนู AR ฉายภาพอาหาร 3 มิติขนาดเท่าของจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668483

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 18:00 น.หมดปัญหาอาหารไม่ตรงปก เมนู AR ฉายภาพอาหาร 3 มิติขนาดเท่าของจริงโคมไฟฉายเมนูเสมือนจริง เทคโนโลยีที่จะช่วยให้เห็นภาพอาหารในเมนูได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่น 3 มิติ

เคยไหมเวลาดูเมนูอาหารแล้วนึกภาพไม่ออก ไม่รู้ว่าปริมาณอาหารที่แท้จริง หรือสั่งอาหารแล้วได้ไม่ตรงปก เทคโนโลยีนี้จะช่วยขจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป เมื่อเราสามารถมองเห็นอาหารได้แบบเสมือนจริง ทุกมุมมอง และมีขนาดเท่าของจริง โดยไม่ต้องพึ่งแว่น 3 มิติ

HoloLamp AR Menu โคมไฟตัวนี้จะฉายภาพอาหารแบบ 3 มิติลงบนโต๊ะอาหารของลูกค้า เพื่อให้สามารถดูเมนูอาหารได้แบบ full size 3D เห็นภาพอาหารที่สมจริงทั้งรายละเอียดและปริมาณอาหารโดยไม่ต้องพึ่งเมนูกระดาษ ทำให้ลูกค้าหมดกังวลเรื่องอาหารไม่ตรงปกไปได้เลย

นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกอาหารแล้ว ยังทำให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ที่ตื่นเต้นยิ่งขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มจุดเด่นให้กับร้านอาหารเพราะทุกวันนี้แค่อาหารรสชาติดีอาจไม่พอ แต่ต้องมีจุดขายให้ลูกค้าประทับใจ และเทคโนโลยีนี้ก็ช่วยสร้างประสบการณ์ที่คุ้มค่าได้

เทคโนโลยีนี้เปิดตัวครั้งแรกที่งาน International Consumer Electronics Show ปี 2018 ซึ่ง Guillaume Chican ผู้ก่อตั้ง HoloLamp กล่าวว่า ทางบริษัทตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะด้านที่สามารถใช้งานได้จริง เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่สร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเท่านั้นแต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมอาหารด้วย

นอกจากนี้ HoloLamp ยังได้เปิดตัว HoloLamp Design สำหรับฉายภาพสิ่งปลูกสร้างแบบ 3 มิติโดยไม่ต้องใช้แว่น 3 มิติเช่นกัน

เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่สถาปนิก ตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ วิศวกร หรือนักผังเมือง ให้สามารถมองเห็นอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ได้อย่างเสมือนจริงทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังรองรับการทัชกรีน ผู้ใช้สามารถซูมเข้า-ออก และแก้ไขรายละเอียด อาทิ สี หรือวัสดุของสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ ได้

Photo by HoloLamp

8 ขีดเกือบ 4 ล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของทรัฟเฟิล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668481

วันที่ 17 พ.ย. 2564 เวลา 17:40 น.8 ขีดเกือบ 4 ล้านบาท! เปิดสาเหตุความแพงหูฉี่ของทรัฟเฟิลทรัฟเฟิลคือหนึ่งในอาหารที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก และในการประมูลล่าสุดที่อิตาลีราคาสูงถึงเกือบ 4 ล้านบาท

การประมูลทรัฟเฟิลประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดที่เมืองอัลบาทางตอนเหนือของอิตาลีในปีนี้ ปรากฏว่าพระเอกสำคัญของงานอย่างทรัฟเฟิลขาวซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แพงที่สุดในโลกและขึ้นชื่อว่ามีกลิ่นและรสดีที่สุด น้ำหนัก 830 กรัม ทำราคาได้สูงถึง 103,000 ปอนด์ หรือราว 3,815,549 บาท

คนที่ประมูลไปได้ก็คือ อุมแบร์โต บอมบานา เชฟระดับมิชลินสตาร์เจ้าของร้านอาหาร Otto e Mezzo ในฮ่องกง

ว่ากันว่าเมื่อเทียบกันแบบปอนด์ต่อปอนด์แล้ว ทรัฟเฟิลคือหนึ่งในอาหารที่แพงที่สุดในโลก

คำถามก็คือทำไมทรัฟเฟิลถึงแพงขนาดนี้

เติบโตในสภาพแวดล้อมเฉพาะเจาะจง

ทรัฟเฟิลก็คือเชื้อราที่ทานได้เหมือนเห็ดชนิดอื่นๆ แต่ที่ไม่เหมือนเห็ดคือ ทรัฟเฟิลจะเติบโตอยู่ใต้ดินลึกลงไปราว 2-8 นิ้วใกล้ๆ กับรากต้นไม้ซึ่งพึ่งพาอาศัยกันแบบเอื้อประโยชน์ต่อกัน (ต้นไม้ได้รับฟอสฟอรัสจากทรัฟเฟิล ส่วนทรัฟเฟิลได้กลูโคสจากต้นไม้) เพราะทรัฟเฟิลชอบความมืด

ทรัฟเฟิลชอบขึ้นใต้ต้นโอ๊ค สน และเฮเซลเป็นพิเศษ ส่วนสภาพแวดล้อมรอบๆ ก็ต้องมีความชื้นในช่วงกลางวันที่อบอุ่นและตอนกลางคืนที่เย็น ดินก็ต้องเป็นดินเค็มที่ระบายน้ำได้ดี เรียกว่าต้องเป็นพื้นที่เฉพาะสุดๆ ทรัฟเฟิลถึงจะเติบโต และอาจต้องใช้เวลาเติบโตกว่า 7 ปีจึงจะพร้อมขุดขึ้นมา

แถบชานเมืองประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสคือพื้นที่ที่ทรัฟเฟิลชื่นชอบที่สุดและเป็นแหล่งทรัฟเฟิลชั้นดีราคาแพงของโลก มีบางสายพันธุ์ที่เติบโตในออสเตรเลียและรัฐที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐ และมณฑลบริติชโคลัมเบียของแคนาดา

ทว่าทรัฟเชั้นเยี่ฟิลยมต้องมาจากพื้นที่เฉพาะเช่นเดียวกับไวน์ โดยทรัฟเฟิลดำ (black truffles) จากฝรั่งเศส และทรัฟเฟิลขาว (white truffles) จากอิตาลีคือทรัฟเฟิลที่มีมูลค่าสูงที่สุด

หายาก ต้องใช้สุนัขดิมกลิ่น

ด้วยความที่อยู่ใต้ดินมนุษย์จึงต้องพึ่งพาสัตว์ที่ดิมกลิ่นเก่งอย่างหมูให้ช่วยตามหากลิ่นเฉพาะที่ทรัฟเฟิลที่โตเต็มที่แล้วปล่อยออกมาจากใต้ดิน แต่หมูก็มักจะกินทรัฟเฟิลที่มีค่าตัวสูงที่มันเจอ ดังนั้นในช่วงหลังจึงเปลี่ยนมาใช้สุนัขดมกลิ่นที่ผ่านการฝึกฝนในการดมกลิ่นทรัฟเฟิลมาอย่างดีแทน

ต้องค่อยๆ ขุดด้วยมือ

เมื่อสุนัขหรือหมูดมกลิ่นเจอทรัฟเฟิลแล้ว เราต้องค่อยๆ ขุดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับทรัฟเฟิลซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและแรงงานอย่างมาก

ขุดขึ้นมาแล้วอยู่ได้ไม่นาน

เมื่อขุดขึ้นมาจากดินแล้วทรัฟเฟิลจะอยู่ได้ในสภาพที่เหมาะสมเพียง 1-2 สัปดาห์ โดยกลิ่นหอมชวนทานและรสชาติของทรัฟเฟิลจะค่อยๆ ลดลงและหมดไปครึ่งหนึ่งภายใน 5 วัน และหมดไปในราว 7-10 วันเท่านั้น

วิตโตริโอ จิออร์ดาโน รองประธานบริษัท Urbani Truffle USA ในนิวยอร์กที่ส่งทรัฟเฟิลไปจำหน่ายทั่วโลกเผยกับ CNBC Make It ว่า นอกจากความหายากแล้ว ทรัฟเฟิลที่ถูกขุดขึ้นมาแล้วจะเสียน้ำหนักไปวันละ 5% ดังนั้นจึงต้องรีบขุด นำมาผ่านกระบวนการต่างๆ และส่งออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่ง Urbani Truffle USA ใช้เวลาไม่ถึง 36 ชั่วโมงนับตั้งแต่การขุดไปจนถึงส่งไปถึงมือร้านอาหาร

ฤดูเก็บเกี่ยวสั้น

ฤดูเก็บเกี่ยวทรัฟเฟิลค่อนข้างสั้นราว 1-2 เดือนเท่านั้น ทรัฟเฟิลขาวจะเก็บเกี่ยวได้ระหว่างเดือน ธ.ค. ถึงปลายเดือน ม.ค. ส่วนทรัฟเฟิลดำเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.-ธ.ค.

ปลูกในฟาร์มได้แต่ยาก

ทรัฟเฟิลหลายสายพันธุ์สามารถปลูกได้ ยกเว้นทรัฟเฟิลขาว เกษตรกรหลายคนประสบความสำเร็จในการเพาะทรัฟเฟิลแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องปลูกในดินที่มีสภาพเหาะสมที่ฉีดเชื้อราของทรัฟเฟิลลงไป และต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นต้องรออย่างน้อย 6 ปีจึงจะได้ทรัฟเฟิลที่พร้อมเก็บเกี่ยว แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีว่าทรัฟเฟิลจะเติบโตหรือไม่

ปริมาณลดลง

พื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศส่งผลให้ปริมาณทรัฟเฟิลตามธรรมชาติลดลงอย่างน่าตกใจ นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ผลผลิตทรัฟเฟิลของฝรั่งเศสลดลงจากฤดูกาลละกว่า 1,000 ตัน เหลือเพียง 30 ตัน และภาวะโลกร้อนที่เราเผชิญอยู่นี้อาจหมายถึงว่าในที่สุดทรัฟเฟิลจะหมดไปจากโลก

แบบไหนแพงสุด

สิ่งที่ทำให้ผู้คนยอมควักเงินก้อนโตจ่ายเป็นค่าตัวทรัฟเฟิลคือกลิ่นและรสชาติ ทรัฟเฟิลดำจึงมีราคาถูกกว่าทรัฟเฟิลขาว เพราะหาได้ง่ายกว่า มีฤดูเก็บเกี่ยวนานกว่า และสามารถแช่แข็งไว้ได้ ดังนั้นทรัฟเฟิลขาวซึ่งมีทั้งกลิ่นและรสที่เข้มข้นจึงมีราคาสูงที่สุด บวกกับหายากกว่า มีฤดูเก็บเกี่ยวสั้นเพียง 1 เดือน เก็บได้ไม่นาน โดยทรัฟเฟิลขาวที่ดีที่สุดอยู่ในแคว้นปิเอมอนเต (Piedmont)ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยที่ทำให้ทรัฟเฟิลโดยเฉพาะทรัฟเฟิลขาวมีราคาแพง และสำหรับคนที่ชื่นชอบกลิ่นและรสชาติของมัน ราคาระดับนี้ถือว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคเองนี้มีส่วนดันให้ราคาทรัฟเฟิลสูงขึ้นด้วย

Photo by Vincenzo PINTO / AFP