เกินคาด สหรัฐเผยอีกไม่ถึง 10 ปี จีนจะมีนิวเคลียร์ 1,000 หัวรบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667551

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 19:38 น.เกินคาด สหรัฐเผยอีกไม่ถึง 10 ปี จีนจะมีนิวเคลียร์ 1,000 หัวรบสหรัฐระบุจีนกำลังขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก แต่รัฐบาลจีนตำหนิรายงานของเพนตากอนว่าเป็นภัยคุกคามที่ปลุกปั่นมากเกินไป

สหรัฐได้ประกาศว่าจีนเป็นกังวลเรื่องความมั่นคงหลักในอนาคต ขณะที่จีนพยายามสร้างกองทัพปลดแอกประชาชนให้เป็น “กองกำลังระดับโลก” ภายในปี 2049 ตามแผนอย่างเป็นทางการ

สาธารณรัฐประชาชนจีนอาจมีหัวรบนิวเคลียร์ที่ใช้การได้ 700 หัวรบภายในปี 2027 และอาจเพิ่ม 1,000 หัวรบภายในปี 2030 ซึ่งเป็นคลังแสงที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เพนตากอนคาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้วถึงสองเท่าครึ่ง รายงานเพนตากอนเผยแพร่เมื่อวันพุธระบุ

เช่นเดียวกับสหรัฐและรัสเซีย สองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ชั้นนำ จีนกำลังสร้าง “กลุ่มนิวเคลียร์สามกลุ่ม” ที่มีความสามารถในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงจากขีปนาวุธทิ้งตัวจากภาคพื้นดิน จากขีปนาวุธที่ปล่อยจากอากาศ และจากเรือดำน้ำ รายงานระบุ

รัฐบาลจีนยัง “กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสนับสนุนการขยายตัวครั้งสำคัญของกองกำลังนิวเคลียร์ของตน” ตามการประเมินซึ่งอยู่ในรายงานประจำปีของเพนตากอนต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการพัฒนาทางทหารของจีน

แต่รายงานดังกล่าวแย้งว่าจีนไม่น่าจะพยายามเปิดการโจมตีด้วยนิวเคลียร์หากไม่ได้ถูกยั่วยุต่อศัตรูมีอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ แต่ต้องการยับยั้งการโจมตีด้วยส่งสัญญาณว่าจีนมีความสามารถที่จะตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์

รัฐบาลจีนปฏิเสธท่าทีกังวลของสหรัฐต่อการพัฒนาทางทหารของตน และเมื่อวันพฤหัสบดีทางการจีนชี้ว่ารายงานของเพนตากอนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ “กระตุ้นการพูดถึงภัยคุกคามนิวเคลียร์ของจีน”

“รายงานที่ออกโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เช่นเดียวกับรายงานที่คล้ายกันก่อนหน้านี้ เพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและเต็มไปด้วยอคติ” หวางเหวินปิน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าว

– คู่แข่งหลักของสหรัฐฯ –

ปีที่แล้ว รายงานของจีนของเพนตากอนระบุว่า จีนมีหัวรบที่สามารถใช้การได้ประมาณ 200 หัวรบ และจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2030

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิจัยอิสระได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมของไซโลขีปนาวุธนิวเคลียร์แห่งใหม่ทางตะวันตกของจีน

การพัฒนาเกิดขึ้นในขณะที่จีนขยายและยกระดับกองทัพของตน โดยพยายามแสดงแสนยานุภาพไปทั่วโลก เหมือนกับที่สหรัฐทำมานานหลายทศวรรษ

การแข่งขันได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการปะทะระหว่างสหรัฐกับจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไต้หวัน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากวอชิงตัน แต่ปักกิ่งอ้างว่าเป็นอาณาเขตของตน จะถูกยึดในวันหนึ่งโดยใช้กำลังหากจำเป็น

รายงานล่าสุดระบุว่า ภายในปี 2027 จีนตั้งเป้าที่จะ “มีขีดความสามารถในการตอบโต้กองทัพสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และบังคับผู้นำของไต้หวันให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจาตามเงื่อนไขของปักกิ่ง”

– จุดอันตราย –

รายงานยังยืนยันรายงานล่าสุดด้วยว่าในเดือนตุลาคม 2020 เจ้าหน้าที่เพนตากอนต้องออกมาชี้แจงข้อกังวลของทางการจีนว่า สหรัฐตั้งใจจะยุยงให้เกิดความขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ โดยได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางการเมืองภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี

รายงานกล่าว เพื่อเน้นย้ำถึงความกลัวของตน PLA ของจีนจึงได้ส่งสัญญาณเตือนที่จริงจังผ่านสื่อที่ควบคุมโดยรัฐ โดยอวดแสนยานุภาพการซ้อมรบขนาดใหญ่ ขยายกำลังพล และทำให้กองทัพมีความพร้อมมากขึ้น

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จีนโดยตรง ความกังวลก็คลี่คลายลง

“เหตุการณ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงศักยภาพในการเข้าใจผิดและการคำนวณผิด และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและทันเวลา” รายงานกล่าว

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงเจตนาของ PLA ในการวิจัยทางชีววิทยาเกี่ยวกับสารที่อาจใช้ได้ทั้งทางการแพทย์และการทหาร

“การศึกษาที่ดำเนินการในสถาบันทางการแพทย์ของกองทัพสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการพูดถึง การระบุ การทดสอบ และการกำหนดลักษณะเฉพาะของสารพิษที่มีศักยภาพหลากหลายด้วยการใช้งานแบบใช้สองทาง” รายงานกล่าว ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสนธิสัญญาอาวุธชีวภาพและอาวุธเคมีทั่วโลก

ความกังวลดังกล่าวมีมากขึ้นตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 ในอู่ฮั่น ทางตอนกลางของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีห้องปฏิบัติการวิจัยทางชีววิทยาที่เชื่อมต่อกับ PLA

จีนปฏิเสธว่าโรงงานแห่งนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด-19 แต่ก็วางข้อจำกัดต่อคณะผู้สอบสวนในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล

Photo by Noel Celis / AFP

มาเหนือเมฆ มือสังหารส่งโดรนลอบฆ่านายกฯ อิรัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667549

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 17:59 น.มาเหนือเมฆ มือสังหารส่งโดรนลอบฆ่านายกฯ อิรัก สถานการณ์ในอิรักคุกรุ่น มือมืดส่งโดรนหมายสังหารผู้นำประเทศ แต่พลาดไป

นายกรัฐมนตรีมุสตาฟา อัล-คาเดมี ของอิรักรอดชีวิตจากการลอบสังหารโดยใช้โดรนเข้าโจมตีบ้านพักของเขาเมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น หลังเกิดความตึงเครียดขึ้นอย่างมากในช่วงหลายสัปดาห์หลังการเลือกตั้งทั่วไปจากข้อพิพาทกับกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุกับเอเอฟพีว่า การโจมตีนายกฯ ในกรุงแบกแดดใช้โดรน 3 ลำ ถูกยิงตก 2 ลำ

ขณะที่สมาชิกของกองกำลังคุ้มครองส่วนบุคคลของอัล-คาเดมีจำนวน 6 คนซึ่งประจำการอยู่ด้านนอกที่พักของเขาในกรีนโซนได้รับบาดเจ็บ แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวกับรอยเตอร์

โดรน “ถูกปล่อยออกจากพื้นที่ใกล้กับสะพานรีพับลิก” ซึ่งข้ามแม่น้ำไทกริสในกรุงแบกแดด ก่อนที่จะบินไปยังกรีนโซนที่คาเดมีอาศัยอยู่ แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าว พร้อมยืนยันว่า “โดรน 2 ลำถูกยิงตก”

อัล-คาเดมีปรากฏตัวในคลิปวิดีโอที่เผยแพร่โดยทำเนียบนายกรัฐมนตรีโดยเป็นประธานการประชุมกับผู้บัญชาการรักษาความปลอดภัยระดับสูงเพื่อหารือเกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรน

“การโจมตีของผู้ก่อการร้ายขี้ขลาดที่มุ่งเป้าที่บ้านของนายกรัฐมนตรีเมื่อคืนนี้โดยมีเป้าหมายที่จะลอบสังหารเขา เป็นการกำหนดเป้าหมายที่ร้ายแรงต่อรัฐอิรักโดยกลุ่มติดอาวุธอาชญากร” สำนักงานของนายกรัฐมนตรีกล่าวในแถลงการณ์ที่ออกหลังการประชุม

สีจิ้นผิง : บุรุษผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนบนการเดินทางใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667511

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 16:38 น.สีจิ้นผิง : บุรุษผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนบนการเดินทางใหม่บทความพิเศษของสำนักข่าวซินหัว ว่าด้วยเสีนทางการบริหารประเทศของสีจิ้นผิง เขาเดินบนเส้นทางสายไหน และกำลังจะพาจีนไปยังทิศทางไหน? (ภาพปกข่าวPhoto by GREG BAKER / AFP)

นับเป็นเวลา 72 ปีแล้ว ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้บริหารปกครองจีน ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรคบนโลกที่มีประวัติศาสตร์ยืนยาวและระยะเวลาปกครองประเทศต่อเนื่องเช่นนี้ โดยปัจจุบันมี “สีจิ้นผิง” เป็นแกนหลักของการนำพรรคฯ

ขณะที่หลายทศวรรษก่อนหน้านี้ การนำแบบรวมศูนย์ของพรรคฯ มีเหมาเจ๋อตง เติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน และหูจิ่นเทา เป็นแกนหลักของการนำหลายต่อหลายรุ่น

นับตั้งแต่สีจิ้นผิงได้รับเลือกตั้งเป็นเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012 สีจิ้นผิงได้แสดงบทบาทของบุรุษผู้มีความมุ่งมั่นและพูดจริงทำจริง บุรุษผู้มีความคิดและความรู้สึกลึกซึ้ง บุรุษผู้สืบทอดมรดกและกล้าหาญสร้างสิ่งใหม่ และบุรุษผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลและตั้งใจทำงานอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย

แชนเนล นิวส์ เอเชีย ช่องข่าวภาษาอังกฤษในสิงคโปร์ ระบุว่าจีนกำลังกลายเป็นประเทศมหาอำนาจภายใต้การนำของสีจิ้นผิง และปัจจุบันจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความแข็งแกร่ง

ก้าวเดินกับประชาชน

ในวัย 15 ปี สีจิ้นผิงเดินทางสู่หมู่บ้านเหลียงเจียเหอของมณฑลส่านซีด้วยสถานะ “ยุวปัญญาชน” ในปี 1969 และเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่หมู่บ้านแห่งนี้ในปี 1974

ใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ บนที่ราบสูงดินลมหอบแถบชนบทแห่งนี้นานเจ็ดปี ยามสิ้นสุดวันของการทำงานหนัก สีจิ้นผิงจะกลับเข้าบ้านถ้ำโบราณและหลับพักผ่อนบนเตียงดินเหนียวแสนธรรมดา

สีจิ้นผิงใช้เวลาเนิ่นนานถึง 38 ปี ดำรงตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับชั้นภายในพรรคฯ ก่อนจะย่างก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดเฉกเช่นทุกวันนี้

หลังจากเข้าร่วมพรรคฯ สีจิ้นผิงเริ่มต้นด้วยตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำหมู่บ้านเหลียงเจียเหอ ซึ่งเหล่าเพื่อนร่วมงานในหมู่บ้านเผยว่า “สีจิ้นผิงทำงานอย่างซื่อตรง มีความคิดหลากหลาย สามารถรวมประชาชนและเจ้าหน้าที่เป็นหนึ่งเดียวกัน”

สีจิ้นผิงรำลึกถึงตอนอยู่หมู่บ้านเหลียงเจียเหออันยากไร้ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการมากกว่าสิ่งใดคือทำให้ชาวบ้านมี “เนื้อสัตว์บนจานข้าว”

ปี 1975 สีจิ้นผิงได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยชิงหัวในกรุงปักกิ่ง หลังจากสำเร็จการศึกษา สีจิ้นผิงทำงานแรกที่สำนักงานทั่วไปของคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ก่อนย้ายไปอำเภอเจิ้งติ้งของมณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือในปี 1982

สีจิ้นผิงเล่าถึงการย้ายไปยังเจิ้งติ้งว่าตนเองอาสาทำงานระดับรากหญ้าท่ามกลางประชาชน และอยาก “รักประชาชนเหมือนที่รักพ่อแม่”

ต่อจากเจิ้งติ้ง เส้นทางอาชีพทางการเมืองของสีจิ้นผิงเบนสู่มณฑลชายฝั่งทะเลอย่างฝูเจี้ยนและเจ้อเจียง รวมถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน สายสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างสีจิ้นผิงกับประชาชนเป็นสิ่งที่เด่นชัดเสมอ

หลิวจิ้งเป่ย ศาสตราจารย์ประจำสถาบันภาวะผู้นำของผู้บริหารแห่งประเทศจีน (CELAP) ในเขตผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่าปรัชญายึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของสีจิ้นผิงได้อธิบายว่าทำไมสีจิ้นผิงจึงสั่งการรักษาชีวิตประชาชนอย่างสุดกำลังระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

สีจิ้นผิงกลับสู่กรุงปักกิ่งในปี 2007 เพื่อดำรงตำแหน่งคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ และตำแหน่งรองประธานาธิบดีจีนในเวลาต่อมา โดยกำกับดูแลงานด้านต่างๆ ครอบคลุมการสร้างพรรคฯ งานองค์กร กิจการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า และการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬาปักกิ่ง โอลิมปิก 2008

สีจิ้นผิงในวัย 59 ปี ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอาวุโสที่สุดของพรรคฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012 และราวหนึ่งเดือนต่อมา สีจิ้นผิงฟันฝ่าอากาศเย็นของฤดูหนาวเยี่ยมชาวบ้านยากจนในมณฑลเหอเป่ย นั่งพูดคุยกับพวกเขาถึงรายได้ ซักถามว่ามีอาหาร ผ้าห่ม และถ่านหินเพียงพอจะผ่านพ้นฤดูหนาวหรือไม่ ซึ่งสีจิ้นผิงเผยว่าเศร้าใจที่ได้เห็นชาวบ้านบางส่วนยังคงมีชีวิตที่ยากลำบาก

เสริมความแข็งแกร่งของพรรคฯ

ปี 2021 นับเป็นปีที่ 9 ของโครงการปราบปรามการทุจริตของสีจิ้นผิง ซึ่งดำเนินการเป็นวงกว้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์จีน และไม่มีสัญญาณของการโอนอ่อนผ่อนปรนแต่อย่างใด

ปีก่อนมีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงในภาคการเงินถูกลงโทษหรือสอบสวนมากกว่า 20 คน ขณะช่วงสามสิบวันที่ผ่านมา มีอดีตเจ้าหน้าที่รัฐระดับกระทรวงในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางถูกสอบสวน และเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งถูกลงโทษ

ช่วงเก้าปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับกระทรวงและระดับกระทรวงขึ้นไปถูกลงโทษหรือสอบสวนมากกว่า 400 คน ซึ่งรวมถึงอดีตสมาชิกคณะกรรมการถาวรประจำกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางสองคน

นอกจากนั้นมีผู้หลบหนีคดีความมากกว่า 8,300 คน ถูกนำตัวกลับมาสะสางความผิดจากกว่า 120 ประเทศและภูมิภาคระหว่างปี 2014-2020

“สีจิ้นผิงทวนกระแสในห้วงยามสำคัญ” บทบรรณาธิการของสื่อต่างประเทศระบุ

สีจิ้นผิงในฐานะเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ พยายามบัญญัติและแก้ไขระเบียบข้อบังคับภายในพรรคฯ ราว 200 รายการ ทั้งยังดำเนินโครงการการศึกษาทั่วพรรคฯ ห้าโครงการ เพื่อกระชับอุดมการณ์และความเชื่อมั่นของสมาชิกพรรคฯ รวมถึงรักษาการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ปัจจุบันจำนวนสมาชิกพรรคฯ ขยายตัวจนอยู่ที่ 95 ล้านคน เมื่อนับถึงเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการจีนชี้ว่าพรรคฯ มีระเบียบวินัย โปร่งใส และทรงอำนาจยิ่งขึ้น

การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดที่ 18 ในปี 2016 ได้กำหนดสถานะของสีจิ้นผิงเป็นแกนหลักของคณะกรรมการกลางพรรคฯ และพรรคฯ ทั้งมวล

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคฯ ครั้งที่ 19 ในเดือนตุลาคม 2017 ได้รับรองความคิดสีจิ้นผิงว่าด้วยสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีนสำหรับยุคใหม่ (Xi Jinping Thought on Socialism with Chinese Characteristics for a New Era) และบรรจุเข้าธรรมนูญพรรคฯ รวมถึงรัฐธรรมนูญของจีนด้วย

ซินหมิง ศาสตราจารย์ประจำโรงเรียนพรรคฯ แห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ (สถาบันธรรมาภิบาลแห่งชาติ) กล่าวว่าเฉกเช่นเดียวกับเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง สีจิ้นผิงได้เดินหน้าการปรับใช้ลัทธิมาร์กซ์ให้เข้ากับบริบทของจีนและทำให้ลัทธิมาร์กซ์มีความทันสมัยอยู่เสมอ

Photo by Noel Celis / AFP

สร้างจีนที่แข็งแรง

หลังจากสงครามฝิ่น ปี 1840 จีนถูกลดสถานะอย่างค่อยเป็นค่อยไปสู่การเป็นสังคมกึ่งอาณานิคมและกึ่งศักดินา ทั้งยังถูกกลั่นแกล้งและบอบช้ำจากความยากจนและความอ่อนแอ นำไปสู่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1921 เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว

สองสัปดาห์หลังจากการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในพรรคฯ สีจิ้นผิงผลักดัน “ความฝันจีน” ของการฟื้นฟูชาติ และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ณ กิจกรรมรำลึกการปฏิวัติซินไฮ่ครบรอบ 110 ปี สีจิ้นผิงกล่าวถึง “การฟื้นฟู” จำนวน 25 ครั้ง ในการกล่าวสุนทรพจน์นาน 35 นาที ซึ่งทำให้คำนี้เป็นหนึ่งในสารที่ถูกเน้นย้ำมากที่สุด

สีจิ้นผิงเชื่อว่าการฟื้นฟูจำต้องมีการออกแบบกลยุทธ์และการทำงานหนัก สีจิ้นผิงเป็นผู้นำด้วยการพูดจริงทำจริง โดยนับเฉพาะปี 2019 สีจิ้นผิงเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญมากกว่า 500 รายการ กำหนดการเดินทางทำงานของสีจิ้นผิงครอบคลุมวันหยุดสุดสัปดาห์ราว 30 สัปดาห์ในปีนั้น และสีจิ้นผิงร่วมปรับแก้ร่างแผนการปฏิรูปสำคัญแต่ละร่าง

“ความสุขเกิดขึ้นระหว่างการทำงานหนัก” สีจิ้นผิงกล่าว โดยสีจิ้นผิงมักเยือนฟาร์ม หมู่บ้านชาวประมง บ้านเรือนเกษตรกร ร้านอาหารขนาดเล็ก ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงงาน ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล โรงเรียน หรือแม้แต่ตรวจดูเล้าหมูและห้องน้ำในชนบท เพื่อเก็บข้อมูลด้วยตัวเอง

สีจิ้นผิงยืนหยัดเผชิญหน้ากับสารพัดอุปสรรคและวิกฤตตลอดเก้าปีที่ผ่านมา

ช่วงต้นปี 2015 เมื่อเยเมนถดถอยสู่ความสับสนวุ่นวาย สีจิ้นผิงสั่งการกองทัพเรืออพยพชาวจีนที่ติดค้างในเยเมนหลายร้อยคนทันที หรือเมื่อสหรัฐฯ ริเริ่มสงครามการค้ากับจีน สีจิ้นผิงวางกลยุทธ์ว่าจีนไม่ได้ต้องการทำสงครามการค้า แต่ก็มิหวั่นเกรงสงครามดังกล่าว และพร้อมจะต่อสู้สงครามนี้หากจำเป็น

อย่างไรก็ดี สีจิ้นผิงกล่าวว่าการสนทนาและความร่วมมือที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวของจีนและสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า “มหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับสองประเทศใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ”

นับจากการดำเนินการตรวจตราประจำในน่านน้ำหมู่เกาะเตี้ยวอวี๋ ปัดป้องสิ่งที่เรียกว่าอนุญาโตตุลาการทะเลจีนใต้ แสวงหาวิธีแก้ไขข้อพิพาทพรมแดนจีน-อินเดีย จนถึงอำนวยความสะดวกแก่การกลับมาของชาวจีนที่ถูกจับกุมในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย สีจิ้นผิงได้เป็นผู้นำการวางกลยุทธ์และยุทธวิธี ตลอดจนเข้าช่วยเหลือเป็นการส่วนตัวหากจำเป็น

เมื่อเกิดความไม่สงบทางสังคมในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงในปี 2019 สีจิ้นผิงสั่งการคุ้มครองหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และปราบปรามความพยายามยุยงปลุกปั่น “การปฏิวัติสี”

ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ปี 2020 ขณะการระบาดของโรคโควิด-19 บดบังบรรยากาศแห่งเทศกาล สีจิ้นผิงจัดประชุมคณะผู้นำพรรคฯ เพื่อหารือแผนการรับมือ โดยสีจิ้นผิงตัดสินใจกระชับข้อจำกัดการเดินทางของประชาชน และการเข้าออกหูเป่ยและอู่ฮั่น ซึ่งกาลเวลาพิสูจน์แล้วว่าวิธีการอันเข้มงวดนี้เป็นเพียงตัวเลือกเดียวที่มีประสิทธิผล

“การปกครองประเทศขนาดใหญ่เช่นนี้ถือเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงและภาระงานอันยากยิ่ง” สีจิ้นผิงกล่าวตอบคำถามจากนักการเมืองต่างชาติ “ผมยินดีเสียสละและอุทิศตนเพื่อการพัฒนาของจีน ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง”

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

กรุยเส้นทางใหม่แห่งการปฏิรูป

สีจิ้นผิงออกแบบการสร้างความทันสมัยแบบจีนที่มีวิถีการพัฒนาที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ สอดประสาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเปิดกว้างเพื่อทุกคน

เหล่านักสังเกตการณ์เผยว่าวิสัยทัศน์การพัฒนานี้มุ่งนำสังคมนิยมจีนออกจากกับดักการพัฒนาที่พึ่งพาการเติบโตอันไร้ประสิทธิภาพ ไร้ขอบเขต และทำลายระบบนิเวศ ขยับทิศทางของประเทศสู่การพัฒนาคุณภาพสูง และหลีกเลี่ยงสถานการณ์คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจน

การปฏิรูปที่นำโดยสีจิ้นผิงได้เข้าถึงแวดวงต่างๆ นโยบายการใช้ที่ดิน การสร้างพรรคฯ ในรัฐวิสาหกิจ กระบวนการยุติธรรม การวางแผนครอบครัว นโยบายการคลังและภาษี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการต่อต้านการผูกขาด

หนึ่งมาตรการปฏิรูปที่โดดเด่นคือการสร้างความทันสมัยขององค์กรต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาและเสถียรภาพในระยะยาวของจีน โดยแก่นสำคัญของมาตรการปฏิรูปนี้คือการยึดมั่นและปรับปรุงสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์จีน และสร้างระบบและศักยภาพการบริหารปกครองที่ทันสมัย

บางครั้งที่การปฏิรูปเผชิญอุปสรรคใหญ่ บางคราวที่ต้องแก้ไขความขัดแย้งและขจัดสิ่งกีดขวาง สีจิ้นผิงจำเป็นต้องตัดสินใจชี้ขาดด้วยตัวเอง

การปฏิรูปช่วยเปิดประเทศจีนยิ่งขึ้น โดยปี 2013 จีนจัดตั้งเขตการค้าเสรีนำร่องแห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ ขณะปัจจุบันจำนวนเขตการค้าเสรีดังกล่าวสูงถึง 21 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นครอบคลุมทั้งเกาะไห่หนาน (ไหหลำ) ที่มีขนาดราวประเทศเล็กๆ ในยุโรป ส่วนรายการข้อจำกัดการลงทุนจากต่างชาติของจีนถูกลดทอนลงเช่นกัน

ยามที่บางประเทศเลือกตั้งกำแพงการค้า จีนเลือกจัดงานมหกรรมการค้าและการลงทุนระดับโลกมากมาย โดยสีจิ้นผิงได้ริเริ่มงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) เป็นการส่วนตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในงานมหกรรมระดับชาติที่มีความหลากหลายของประเทศ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนระหว่างปี 2013-2020 เติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 6.4 ต่อปี ซึ่งมีส่วนส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 30 ต่อปีเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี โดยจีดีพีของจีนสูงเกินเกณฑ์หนึ่งร้อยล้านล้านหยวนในปี 2020 หรือคิดเป็นราว 7 ใน 10 ของจีดีพีสหรัฐฯ

หลิวหรงกาง นักวิจัยประจำสถาบันประวัติศาสตร์และวรรณกรรมพรรคแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่านับจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จอันน่าประทับใจมากที่สุดในยุคใหม่คือการบรรลุ “เป้าหมายแห่งศตวรรษแรก” อันหมายถึงการสร้างสังคมมั่งคั่งปานกลางในทุกด้าน

จีนนั้นมีระบบประกันสังคมครอบคลุมวงกว้างมากที่สุดในโลก และกลุ่มชนชั้นรายได้ปานกลางขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกันจีนสามารถยุติความยากจนขั้นรุนแรง (extreme poverty) ได้ในท้ายที่สุดด้วย

ช่วงเก้าปีที่ผ่านมา มีประชาชนจีนหลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรงราว 100 ล้านคน โดยสีจิ้นผิงสั่งสมาชิกพรรคฯ และเจ้าหน้าที่รัฐประจำการที่หมู่บ้านยากไร้เพื่อดำเนินมาตรการบรรเทาความยากจนแบบพุ่งเป้าที่หน้างานจริง

ตัวสีจิ้นผิงเองเดินทางเยือนพื้นที่ยากจนที่สุดที่อยู่ติดกันทั้ง 14 แห่งของประเทศ ขณะการขจัดความยากจนขั้นรุนแรงถูกยกเป็นการทำสงครามครั้งสำคัญ ซึ่งมีวีรบุรุษผู้เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า 1,800 คน

ปี 2021 จีนครองอันดับ 12 ในดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) สูงกว่าญี่ปุ่น อิสราเอล และแคนาดา รวมถึงเป็นผู้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอันดับหนึ่ง และตลาดผู้บริโภคเบอร์หนึ่งของโลก

นอกจากนั้นสีจิ้นผิงยังปฏิรูปกองทัพอย่างรอบด้าน เน้นย้ำหลักการของเหมาเจ๋อตงที่ว่า “พรรคฯ ควบคุมปืน” ริเริ่มการปฏิรูปต่างๆ ในระบบการนำและบัญชาการ ขนาด โครงสร้าง และองค์ประกอบของกองทัพ ตลอดจนสั่งการกองทัพพร้อมสู้รบอยู่เสมอ

Photo by GREG BAKER / AFP

มีส่วนส่งเสริมประชาคมโลก

สีจิ้นผิงนั้นมุ่งมั่นนำพาจีนมีส่วนร่วมและส่วนส่งเสริมประชาคมโลก โดยก่อนเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 สีจิ้นผิงได้เยือน 69 ประเทศในการเดินทาง 41 ครั้ง และเป็นผู้นำจีนคนแรกที่เข้าร่วมการประชุมเศรษฐกิจโลกในเมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์

การเดินทางเยือนต่างประเทศของสีจิ้นผิงมักอัดแน่นด้วยกำหนดการต่างๆ และใช้เวลาจนถึงดึกดื่นเลยเที่ยงคืน โดยสีจิ้นผิงยังเคยใช้เวลาวันคล้ายวันเกิดของตัวเองกับการเดินทางเยือนต่างประเทศด้วย สีจิ้นผิงกล่าวว่าเวลาที่หมดไปกับการเยือนนานาประเทศอาจดู “ฟุ่มเฟือย” แต่ก็ “คุ้มค่า”

อัลไต แอตลิ นักวิชาการในนครอิสตันบูลของตุรกี ชี้ว่าภายใต้การนำของสีจิ้นผิง การมีส่วนร่วมของจีนในกิจการระหว่างประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการทูต เกิดการเปลี่ยนแปลง และโลกกำลังจับตาดูการผงาดของประเทศใหญ่ที่มีอิทธิพลระดับโลกแห่งนี้

ปี 2013 สีจิ้นผิงนำเสนอแนวคิด “การสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน” สีจิ้นผิงอธิบายว่าประชาคมระหว่างประเทศควรส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วน ความมั่นคง การเติบโต การแลกเปลี่ยนระหว่างอารยธรรม และการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง โดยอ้างอิงสุภาษิตที่ว่า “ผลประโยชน์ที่ดีควรเป็นผลประโยชน์ของทุกฝ่าย”

ด้วยแนวคิดข้างต้น สีจิ้นผิงนำเสนอวิถีทางใหม่ของการประสานสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศบนพื้นฐานความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันและหลักการบรรลุการเติบโตร่วมกันผ่านการเจรจาหารือและการทำงานร่วมกันในธรรมาภิบาลโลก

“ระเบียบระหว่างประเทศและระบบธรรมาภิบาลใดที่เหมาะสมกับโลกและประชาชนของทุกประเทศมากที่สุด? สิ่งนี้ควรถูกตัดสินใจร่วมกันโดยทุกประเทศผ่านการปรึกษาหารือ มิใช่โดยประเทศใดประเทศหนึ่งหรือเพียงไม่กี่ประเทศ” สีจิ้นผิงกล่าว

สีจิ้นผิงยังสนับสนุนหลักการเดียวกันนี้ในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ซึ่งมีเสถียรภาพโดยรวมและการพัฒนาสมดุล โดยสีจิ้นผิงเน้นย้ำในหลายโอกาสว่าหากประเทศต่างๆ รักษาการติดต่อสื่อสารและปฏิบัติต่อกันอย่างจริงใจ ย่อมสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักธูซิดิดิส” (Thucydides trap) ได้

ในปีที่ชักชวนโลกร่วมสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกันครั้งแรก สีจิ้นผิงยังเสนอแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ซึ่งปัจจุบันมี 172 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศลงนามเอกสารความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบแผนริเริ่มฯ มากกว่า 200 ฉบับ เมื่อนับถึงเดือนสิงหาคม 2021

รายงานจากธนาคารโลกระบุว่าโครงการต่างๆ ตามแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางสามารถช่วยเหลือประชาชนทั่วโลกหลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรง 7.6 ล้านคน และหลุดพ้นจากความยากจนขั้นปานกลาง 32 ล้านคน

อย่างไรก็ดี การพัฒนาระดับโลกมิควรส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประเด็นนี้สีจิ้นผิงได้ส่งสัญญาณความตั้งใจอันแน่วแน่สู่ทั่วโลกในปี 2020 ว่าจีนจะปล่อยคาร์บอนแตะจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2060

“โลกควรขอบคุณจีนที่มีส่วนส่งเสริมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าว

ขณะที่เมื่อเกิดการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 สีจิ้นผิงเรียกร้องความสามัคคีและความร่วมมือระดับโลก โดยจีนได้จัดสรรอุปกรณ์ต้านเชื้อไวรัสให้กว่า 150 ประเทศและ 14 องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงจัดส่งทีมบุคลากรการแพทย์ 37 ทีม ไปยัง 34 ประเทศด้วย

สีจิ้นผิงเผยคำมั่นว่าจะทำให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของจีนเป็นสินค้าสาธารณะของโลก และคำสัญญาว่าจีนจะจัดสรรวัคซีนแก่ทั่วโลก จำนวน 2 พันล้านโดส ภายในปีนี้

ช่วงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา “จีน” ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ได้เดินทางมาไกลอย่างน่าเหลือเชื่อ จากประเทศที่ติดกับดักความยากจนสู่ประเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชน จนถึงปัจจุบันเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งปานกลาง ซึ่งสีจิ้นผิงถือว่าความสำเร็จนี้มีส่วนส่งเสริมมนุษยชาติ

มาเรีย เฟอร์นันดา เอสปิโนซา การ์เซส ประธานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 73 ยกย่องสีจิ้นผิงเป็น “กัปตันผู้ช่ำชอง” ที่สร้างคุณูปการสำคัญอย่างการสนับสนุนลัทธิพหุภาคี แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และแนวคิดประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน

Photo by AFP) / China OUT

บรรลุภารกิจใหม่

พรรคคอมมิวนิสต์จีนวางแผนบรรลุการฟื้นฟูชาติผ่านเป้าหมายสองประการ หรือที่รู้จักกันว่า “เป้าหมายร้อยปีสองประการ”

ช่วงเก้าปีที่ผ่านมา สีจิ้นผิงในฐานะผู้นำอาวุโสสูงสุดของพรรคฯ ได้นำพาประเทศบรรลุขั้นแรกสำเร็จ และเป็นประธานการออกแบบขั้นที่สองของแผนการประวัติศาสตร์นี้

เป้าหมายแรก จีนควรบรรลุการสร้างสังคมนิยมอันทันสมัยขั้นพื้นฐานภายในปี 2035 ส่วนเป้าหมายที่สอง จีนควรเป็นประเทศสังคมนิยมอันทันสมัยที่มั่งคั่ง แข็งแกร่ง เป็นประชาธิปไตย ก้าวหน้าทางวัฒนธรรม สามัคคีปรองดอง และสวยงามภายในกลางศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะตรงกับวาระสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งครบร้อยปี

แนวทางเสริมได้สนับสนุนเป้าหมายอันครอบคลุมข้างต้น สีจิ้นผิงได้ชี้นำการร่างข้อเสนอของคณะผู้นำพรรคฯ สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 14 (2021-2025) และเป้าหมายระยะยาวจนถึงปี 2035 (Long-Range Objectives Through the Year 2035) ซึ่งได้รับการรับรองในเดือนตุลาคม 2020

“การบรรลุความฝันอันยิ่งใหญ่นี้ต้องการความพยายามอันใหญ่ยิ่ง” สีจิ้นผิงกล่าว

ดังนั้น การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดที่ 19 ในเดือนพฤศจิกายน จึงเกิดขึ้นในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อหารือปณิธานแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และประสบการณ์แห่งประวัติศาสตร์หนึ่งร้อยปีของพรรคฯ

“การดิ้นรนต่อสู้ตลอดหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา พรรคฯ ได้สั่งสมประสบการณ์มากมาย ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์สำคัญ พัฒนาทฤษฎีการปกครอง และตักตวงปัญญาความรู้ สมบัติล้ำค่านี้ควรถูกสรุปรวมเพื่อเป็นแรงบันดาลใจสู่การปกครองที่ดียิ่งขึ้นของพรรคฯ” หานชิ่งเสียงกล่าว

คำว่าประวัติศาสตร์กลายเป็นคำนิยมของเหล่าสมาชิกพรรคฯ ในปีนี้ ขณะโครงการการศึกษาวงกว้างช่วยเจ้าหน้าที่พรรคฯ รับรู้ประวัติศาสตร์ของพรรคฯ และมีการเปิดพิพิธภัณฑ์พรรคฯ แห่งใหม่ ซึ่งสีและคณะผู้นำได้เดินทางเยือนและชมนิทรรศการที่อธิบายว่าพรรคฯ นำพาจีนอย่างไร เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.

ทั้งนี้ สีจิ้นผิงและคณะผู้นำได้กล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าธงพรรคฯ หลังจากเสร็จสิ้นการเยี่ยมชมนิทรรศการ ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นพิธีการที่ปฏิบัติโดยสมาชิกใหม่ของพรรคฯ ทุกคน

“ข้าพเจ้าจะต่อสู้เพื่อพรรคคอมมิวนิสต์ตลอดชีวิตที่เหลือ”

เนื้อหาบทความจากความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พบต้นกำเนิดจีโนมชาว ‘ซินเจียง’ รุ่นแรกสุด เก่าแก่ 9,000 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667508

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 14:33 น.พบต้นกำเนิดจีโนมชาว ‘ซินเจียง’ รุ่นแรกสุด เก่าแก่ 9,000 ปีทีมนักวิจัยชาวจีนและชาวต่างชาติ นำโดยมหาวิทยาลัยจี๋หลินของจีน ค้นพบว่าผู้อาศัยรุ่นแรกสุดในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีต้นกำเนิดจีโนม (genome) หรือข้อมูลทางพันธุกรรมที่สืบย้อนความเก่าแก่ได้ราว 9,000 ปี

การศึกษาของคณะนักวิจัยได้ระบุประชากรท้องถิ่นที่มีการแยกทางพันธุกรรม (genetic isolation) ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่ตอนกลางและตะวันออกของที่ราบยูเรเซียเมื่อประมาณ 9,000 ปีก่อน

การค้นพบดังกล่าวอิงข้อมูลทางพันธุกรรมที่เก็บรวบรวมจากมัมมี่ 5 ร่างที่พบในแอ่งจุ่นก๋าเอ่อร์ของซินเจียง และอีก 13 ร่างในแอ่งทาริมของวัฒนธรรมเสี่ยวเหอ โดยมัมมี่ทั้งสองกลุ่มจัดเป็นซากมนุษย์เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบจากแถบตอนเหนือและใต้ของซินเจียง

คณะนักวิจัยพบหลักฐานโปรตีนนมในหินน้ำลายของกลุ่มมัมมี่ทาริมจากแหล่งโบราณคดีเสี่ยวเหอ ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่ดังกล่าวพึ่งพาการเลี้ยงโคนมตั้งแต่การมาถึงของผู้อาศัยกลุ่มแรก

ทั้งนี้ วัฒนธรรมเสี่ยวเหอเป็นที่รู้จักทั่วโลกจาก “เจ้าหญิงแห่งเสี่ยวเหอ” มัมมี่หญิงสภาพดีที่พบในทะเลทรายทากลามากันบริเวณแอ่งทาริม โดยใบหน้าบางส่วนของเธอมีลักษณะคล้ายคลึงชาวตะวันตก อาทิ โหนกแก้มสูง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าบรรพบุรุษของผู้อาศัยชาวซินเจียงยุคแรกสุดอาจเป็นผู้อพยพ

อนึ่ง การศึกษาดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารเนเจอร์ (Nature)

(ภาพจากสถาบันวัตถุทางวัฒนธรรมและโบราณคดีซินเจียง : สุสานของวัฒนธรรมเสี่ยวเหอ)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงาน 6 สัปดาห์ได้ค่าแรงไม่ถึงบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667522

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 12:30 น.พนักงานเสิร์ฟอเมริกันทำงาน 6 สัปดาห์ได้ค่าแรงไม่ถึงบาทด้วยระบบค่าแรงที่ต่ำทำให้คนอเมริกันต้องพึ่งพาการให้ทิปจากลูกค้า หากได้ทิปน้อยชีวิตพวกเขาจะตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก

ค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลกลางสำหรับพนักงานที่ได้รับทิปทั่วสหรัฐอเมริกาคือ 2.13 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ในรัฐเทนเนสซี ภาษีของรัฐบาลกลาง ประกันสังคม และ Medicare จะถูกหักออกจากรายได้ที่ได้รับ นั่นทำให้พนักงานบางคนแทบจะไม่มีเงินเหลืออยู่เลยเมื่อหักเงินต่างๆ ไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่จะรองรับชีวิตพวกเขาคิอเงินทิปจากลูกค้า

รายงายข่าวจาก The New York Post ระบุว่าผู้ใช้ TikTok ที่ชื่อ Liny เผยว่าเธอได้ค่าแรงเพียง 1 เซ็นต์ (0.33 บาท) เท่านั้นในช่วง 6 สัปดาห์ขณะทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารในแนชวิลล์ โดยพนักงานบริการวัย 25 ปีรายนี้ได้แชร์วิดีโอไปยังเว็บไซต์โซเชียลมีเดียเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อแสดงการจ่ายเงินของเธอ

The New York Post ระบุว่าไม่ชัดเจนว่า Liny ทำงานกี่ชั่วโมงในช่วง 6 สัปดาห์ และเธอไม่ได้เปิดเผยจำนวนเงินทิปจากลูกค้าที่เธอได้มาในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ในคำบรรยายวิดีโอของเธอ พนักงานเสิร์ฟคนนี้เขียนถึงผู้ติดตาม TikTok ของเธอว่า “ให้ทิปพนักงานเสิร์ฟของคุณ!!!”

แต่ชาวอเมริกันเริ่มแสดงความไม่พอใจกับค่าแรงที่ต่ำและบีบให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าแรงของพนักงานแทนที่จะเป็นนายจ้างคนเหล่านั้น พวกเขาเริ่มสะท้อนความไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ และในคลิปของ Liny ก็มีปฏิกิริยานี้

ผู้ใช้งาน TikTok ที่ได้ดูคลิปหลายคนไม่พอใจกับความต้องการของ Liny โดยมีคนตอบกลับมาว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะจ่ายบิลของคุณ ฉันมีของตัวเองที่จะจ่าย” ความคิดเห็นนั้นถูกใจมากถึง 10,200 ครั้ง

“โทษธุรกิจที่คุณทำงาน ไม่ใช่ผู้บริโภค” ผู้ชมอีกคนหนึ่งเห็นด้วย “ในประเทศอื่น ๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้ทิปเพราะพวกเขาจ่ายค่าครองชีพ” อย่างไรก็ตาม มีคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยและเข้ามาปกป้อง Liny เช่นความเห็นหนึ่งบอกว่า

“ถ้าคุณให้ทิปไม่ได้ ให้ไปที่แมคโดนัลด์หรือทำอาหารที่บ้าน”

ในบางแห่งเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการให้ค่าแรงและทิป สำนักข่าว NBC Washington รายงานว่า พนักงานเสิรฟ์และบาร์เทนเดอร์พึ่งพาทิปมาหลายชั่วอายุคนแล้ว นายจ้างจ่ายเพียงประมาณหนึ่งในสามของค่าจ้างขั้นต่ำแบบเดิม ในวอชิงตัน ดี.ซี. เท่ากับ 5.05 เหรียญต่อชั่วโมง เทียบกับ 15 เหรียญต่อชั่วโมงสำหรับคนงานที่ไม่ได้รับทิป

แต่ร้านอาหารบางแห่งใน วอชิงตัน ดี.ซี. ไม่รอให้รัฐบาลขึ้นค่าแรง พวกเขากำลังเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินพนักงานและวิธีเรียกเก็บเงินจากลูกค้า

ร้านอาหารจำนวนหนึ่งกำลังคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจาก 15% ถึง 22% และจ่ายให้บริกรและบาร์เทนเดอร์เหมือนกับพนักงานคนอื่นๆ

โลกหลังโควิด tele-health จะมาแรง สตาร์ทอัพมุ่งปฏิวัติ ‘สุขภาพทางไกล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667516

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 11:14 น.โลกหลังโควิด tele-health จะมาแรง สตาร์ทอัพมุ่งปฏิวัติ 'สุขภาพทางไกล'  ตั้งแต่แอปด้านสุขภาพจิตไปจนถึงหมวกที่อาจกระตุ้นสมองของผู้ป่วยจากระยะไกล สตาร์ทอัพที่ Web Summit ในปีนี้กำลังวางเดิมพันการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปสู่ ??”การแพทย์ทางไกล” (tele-medicine) ในขณะที่โลกนี้เริ่มสลัดตัวออกมาจากการระบาดใหญ่

การใช้เทคโนโลยีรักษาผู้ป่วยแทบเป็นหัวข้อหลักในการประชุมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกลับมาจัดอีกครั้งที่ลิสบอนในสัปดาห์นี้หลังจากโควิด-19 บังคับให้ต้องย้ายไปจัดทางออนไลน์ในปี 2020

“ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เพื่อความต้องการในชีวิตประจำวันมากมาย ทำไมบริการสุขภาพไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้” โยฮันเนส ชิลด์ (Johannes Schildt) จากบริษัท Kry ให้บริการผู้ป่วยจองการนัดหมายทางการแพทย์บนหน้าจอ

“การระบาดใหญ่ได้เร่งการนำเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาใช้อย่างรวดเร็ว” ชิลด์ กล่าวกับ AFP

Kry ซึ่งตั้งอยู่ในสวีเดนซึ่งดำเนินงานใน 5 ประเทศในยุโรปนั้นอไม่ใช่แอปเดียวที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นในการไปพบแพทย์

และไม่ใช่สตาร์ทอัพทั้งหมดที่เพิ่งเริ่มต้นเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่สุขภาพกาย Calmerry ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งให้บริการเซสชันวิดีโอกับนักบำบัดโรคด้านสุขภาพจิต

ออกซานา ทอลมาโชวา (Oksana Tolmachova) ผู้ร่วมก่อตั้งของ Calmerry เผยว่าระบบการรักษาพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่จำกัดการเข้าถึงบริการดังกล่าว หรือไม่มีเลย ซึ่งบริษัทจะสมัครโดยเสียค่าบรการเริ่มต้นที่ 42 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ กล่าวว่าเป้าหมายหลักคือทำให้การรักษามีราคาถูกลง

– มั่นใจในหุ่นยนต์ –

แอพอื่นๆ กำลังใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปเพื่อจัดการกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงการระบาดใหญ่

แชทบ็อตสุขภาพจิต Woebot ยังเชิญผู้ใช้ให้มาพูดคุยถึงปัญหาของพวกเขา แต่คำตอบมาจากปัญญาประดิษฐ์มากกว่านักบำบัดโรคของมนุษย์

ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจกับความคิดที่จะพึ่งพาบริการจากซอฟต์แวร์แบบหมดจิตหมดใจ แต่การศึกษาแนะนำว่าการไว้วางใจในมนุษย์เสมือนสามารถกระตุ้นให้ผู้คนเปิดใจได้

แอลิสัน ดาร์ซีย์ (Alison Darcy) ผู้ก่อตั้ง Woebot นักจิตวิทยาด้านการวิจัยทางคลินิก กล่าวว่า าแชทบอท (Chatbot) หลีกเลี่ยง “ภาระและโครงสร้างทางสังคม” ที่มาพร้อมกับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เช่น กังวลว่าอีกฝ่ายจะตัดสินคุณ

และด้วยจำนวนนักบำบัดที่ได้รับการฝึกอบรมไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ดาร์ซีแย้งว่า AI เป็นเครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา

“เราต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยให้ผู้คนหายป่วย” เธอกล่าว

– ‘ขยายการเข้าถึง’ –

ดาร์ซีไม่เชื่อว่าแชทบอทจะเข้ามาแทนที่นักบำบัดโรคของมนุษย์โดยสิ้นเชิง และพบว่า AI นั้นมีข้อจำกัดในด้านการดูแลสุขภาพ

หน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพ MHRA ของสหราชอาณาจักรแสดงความกังวลเมื่อเดือนมีนาคมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบอาการที่ใช้โดย Babylon บริษัทด้าน tele-health หลังจากรายงานว่าล้มเหลวในการระบุบางกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการร้ายแรง

นักวิจารณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การแพทย์ทางไกลยังกังวลว่าผู้ให้บริการอาจล่อลวงให้ผู้ป่วยให้นัดหมายกับแพทย์แบบเสมือนจริงที่มีต้นทุนถูกกว่าแทนที่จะต้องพบแพทย์แบบเห็นหน้ากัน

บริษัทสตาร์ทอัพด้านสุขภาพหลายรายกล่าวว่าอนาคตอยู่ที่การผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

“ดิจิทัลมีส่วนสำคัญในบทบาทนี้ แต่ประสบการณ์ทางกายภาพก็มีความสำคัญเช่นกัน เรามีคลินิกทางกายภาพเช่นกันในสวีเดน นอร์เวย์ และฝรั่งเศส” ชิลด์กล่าว

นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธคำวิจารณ์ที่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงบริการต่างๆ เช่น Kry ซึ่งต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดี

Kry มีผู้ป่วยใน 90 ของพวกเขาที่สามารถหาวิธีแก้ไขเทคโนโลยีของตน Schildt กล่าว

โดยรวมแล้ว เขายืนยันว่า “ดิจิทัลเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้กว้างขึ้น”

– การติดตามจากระยะไกล –

ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่ประการหนึ่งคือ การออกกฎหมายในหลายประเทศยังไม่ทันกับการปฏิวัติการแพทย์ทางไกล แม้ว่าจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม

การนัดหมายเสมือนจริงมีให้บริการผ่านระบบสาธารณสุขของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2018 ในขณะที่เยอรมนีเริ่มอนุญาตให้แพทย์สั่งใช้แอพต่างๆ เช่น เครื่องติดตามน้ำหนัก เมื่อปีที่แล้ว

และระหว่างการนัดหมาย ผู้ป่วยสามารถติดตามสุขภาพของพวกเขาจากระยะไกลได้อย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่มมากขึ้น

อานา มาอิเกส (Ana Maiques) ผู้ร่วมก่อตั้ง Neuroelectrics ในบาร์เซโลนา ได้แสดงให้ผู้คนเห็นที่งาน Web Summit ว่าหมวกนิรภัยที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้นสามารถตรวจสอบสมองของผู้ป่วยจากที่บ้านได้อย่างไร

อุปกรณ์นี้ใช้เซ็นเซอร์เพื่อแสดงกิจกรรมในส่วนต่างๆ ของสมอง และยังสามารถชีพจรไฟฟ้าไปยังพื้นที่เป้าหมาย ช่วยรักษาสภาพต่างๆ เช่น โรคลมบ้าหมูจากระยะไกล

ตำนานฟุตบอลสเปน อิเก กาซิยาส (Iker Casillas) เป็นหนึ่งในนักลงทุนใน Idoven การเริ่มต้นใช้งาน AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากชุดตรวจหัวใจที่บ้าน

เทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Casillas ให้ความสำคัญอย่างยิ่งหลังจากหัวใจวายในปี 2019

“เราเป็นบริษัทแรกในโลกที่สามารถทำได้” มานูเอล มารินา เบรีสเซ (Manuel Marina Breysse) ซีอีโอของบริษัทกล่าวกับ AFP

Photo by CARLOS COSTA / AFP

Elon Musk ทำโพลถามชาว Twitter ขายหุ้น Tesla ดีไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667507

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 09:54 น.Elon Musk ทำโพลถามชาว Twitter ขายหุ้น Tesla ดีไหม?ทวีตตลกหรือคำถามจริง? อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ทำโพลถามผู้ติดตาม Twitter ของเขามากกว่า 62 ล้านคนเมื่อวันเสาร์ว่าเขาควรขายหุ้น Tesla ถึง 10% หรือไม่ โดยยืนยันว่าเขาจะทำตามผลการโหวต

คำถามของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เหนือชั้นนี้เป็นไปตามข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภาสหรฐจากพรรคเดโมแครตที่จะเก็บภาษีคนรวยที่ร่ำรวยมากขึ้นโดยการกำหนดเป้าหมายหุ้น ซึ่งมักจะถูกเก็บภาษีเมื่อขายเท่านั้น

“เมื่อเร็ว ๆ นี้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างหนึ่ง ดังนั้นผมจึงเสนอให้ขายหุ้นเทสลา 10% ของผม” มัสค์เขียนโดยถามผู้ติดตามว่าพวกเขาเห็นด้วยหรือไม่ คือ “เห็นด้วย” (Yes ) หรือ “ไม่เห็นด้วย” (No)

“ผมจะยึดถือผลการสำรวจนี้ ไม่ว่าจะไปทางไหน” มหาเศรษฐีผู้นี้กล่าว

ณ เวลาก่อน 10.00 น. ตามเวลาประเทศไทย วันที่ 7 พฤษจิกายน มีผู้เข้ามาโหวตกว่า 2 ล้านครั้ง ผู้ที่ตอบ Yes 55% และผู้ตอบ No จำนวน 45%

มัสก์เป็นเจ้าของหุ้นประมาณร้อยละ 17 ของหุ้นเทสลา (Tesla) ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 208,370 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ Bloomberg เขายังได้รับออปชั่นจำนวนมากและหุ้นแปลงสภาพเป็นค่าตอบแทนด้วย

เมื่อพิจารณาถึงเงินเดิมพันของเขาในบริษัทอื่นๆ ของเขา เช่น บริษัทเทคโนโลยีประสาท Neuralink และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง SpaceX ในทางทฤษฎีแล้ว มัสก์เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สินประมาณ 338,000 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูล Bloomberg

แต่มัสก์ทวีตว่า “หมายเหตุ ผมไม่ได้รับเงินเดือนเงินสดหรือโบนัสจากทุกที่”

“ผมมีหุ้นอยู่เท่านั้น ดังนั้นวิธีเดียวที่ผมจะจ่ายภาษีเป็นการส่วนตัวคือการขายหุ้น”

ในการประชุม Code Conference ในเดือนกันยายน Musk กล่าวว่าเขาจ่ายอัตราภาษีที่แท้จริง 53% ในส่วนของออปชั่นที่เขาถืออยู่ เขาเสริมว่าเขาคาดว่าอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าโดย “จะได้รับเงิน (ภาษี) จำนวนมากในสามเดือนข้างหน้าเนื่องจากออปชั่นที่หมดอายุ”

Photo REUTERS/Michele Tantussi/File Photo

ชาวเมืองรุ่ยลี่ของจีนทนไม่ไหวพากันอพยพหนีล็อกดาวน์สุดเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667488

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.ชาวเมืองรุ่ยลี่ของจีนทนไม่ไหวพากันอพยพหนีล็อกดาวน์สุดเข้ม เปิดเรื่องเล่าอีกมุมหนึ่งจากปากของชาวเมืองรุ่ยลี่ที่ถูกล็อกดาวน์เข้มและบ่อยที่สุดเพราะอยู่ติดเมียนมา

บทความของสำนักข่าว New York Times ตีแผ่ความจริงอีกแง่มุมหนึ่งของชาวเมืองรุ่ยลี่ เมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ที่ถูกล็อกดาวน์เข้มงวดมากที่สุดในจีนหรืออาจจะในโลก เนื่องจากมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีผู้ติดเชื้อเล็ดลอดเข้ามา

New York Times ระบุว่า ในรอบปีที่ผ่านมาเมืองรุ่ยลี่ถูกล็อกดาวน์ 4 ครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งนานถึง 26 วัน บ้านเรือนทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่มีกำหนดเพื่อสร้าง “เขตกันชน” ป้องกันไม่ให้ Covid-19 จากเมียนมาเล็ดลอดเข้าไป ขณะที่โรงเรียนต้องปิดมานานหลายเดือน ยกเว้นบางโรงเรียนบางชั้นที่นักเรียนและครูยังอยู่ที่โรงเรียน

เมืองรุ่ยลี่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนกับเมียนมา การปิดพรมแดนนานๆ จึงทำให้เศรษฐกิจชะงัก ชาวบ้านหลายคนขาดรายได้มาหลายเดือนแล้ว ทั้งยังต้องตรวจหาเชื้อกันแทบจะทุกวัน

หลิวปิน ชาวเมืองรุ่ยลี่วัย 59 ปีซึ่งเป็นนายหน้านำเข้าส่งออกสินค้าสูญเสียรายได้กว่า 150,000 เหรียญสหรัฐเผยกับ New York Times ว่า “ทำไมชีวิตผมต้องถูกบีบคั้นขนาดนี้ ชีวิตผมก็สำคัญ ผมทำตามมาตรการควบคุมโรคระบาดอย่างเข้มงวด คนธรรมดาอย่างพวกเราต้องทำอะไรอีกถึงจะผ่านมาตรฐาน”

New York Times ระบุว่า ตอนนี้จีนเป็นเพียงประเทศเดียวที่ยังคงมาตรการควบคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero Covid) และชาวเมืองรุ่ยลี่ซึ่งมีประชากรราว 270,000 ช่วงก่อน Covid-19 ระบาด ต้องเผชิญกับนโยบาย Zero Covid ที่เข้มงวดและสุดขั้วที่สุดแม้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพียงรายเดียวก็ตาม

ขณะที่เมืองอื่นๆ ของจีนอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์แบบจำกัดพื้นที่และคงอยู่ไม่กี่สัปดาห์ แต่ที่เมืองรุ่ยลี่ในปีที่ผ่านมาต้องเจอกับการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อ ประชาชนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้านครั้งละหลายสัปดาห์

หรือแม้แต่ในช่วงช่องว่างระหว่างการประกาศล็อกดาวน์อย่างเป็นทางการชาวบ้านยังไม่สามารถออกไปทานอาหารที่ร้าน ส่วนธุรกิจหลายๆ อย่างยังคงปิดทำการ

ผู้ให้บริการขับขี่รถของแอพพลิเคชั่นเรียกรถรายหนึ่งเผยกับสื่อของรัฐบาลจีนว่า ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเขาต้องตรวจหาเชื้อถึง 90 ครั้ง และผู้ปกครองอีกรายหนึ่งเผยว่า ลูกชายวัย 1 ขวบของเขาผ่านการตรวจมาแล้ว 74 ครั้ง

New York Times ระบุว่า ชาวบ้านนับหมื่นคนพากันอพยพออกจากหมู่บ้านไปยังเมืองอื่นในช่วงที่ผ่อนคลายล็อกดาวน์ก่อนจะกลับมาล็อกใหม่อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพิ่งทราบว่าประชากรลดลงเหลือราว 200,000 คนเท่านั้น

หลังจากนั้นทางการเมืองรุ่ยลี่จึงสกัดการอพยพออกนอกพื้นที่ด้วยการออกคำสั่งให้คนที่จะออกจากพื้นที่ต้องออกค่าใช้จ่ายกักตัว 21 วันก่อนออกเดินทางเอง

ท่ามกลางความสิ้นหวังของชาวเมือง ไต้หรงหลี่ อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองรุ่ยลี่ถึงกับเขียนบล็อกระบายความอัดอั้นในหัวข้อ “รุ่ยลี่ต้องการการดูแลจากมาตุภูมิ” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าทึ่งในประเทศที่ข้าราชการมักจะไม่ทำตัวแตกแถวหรือขัดคำสั่งรัฐบาล

“ทุกครั้งที่เมืองนี้ถูกล็อกดาวน์มันคืออีกตัวอย่างหนึ่งของการสูญเสียทางอารมณ์และทางวัตถุอย่างร้ายแรง” อดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวดังกล่าวระบุ “ทุกประสบการณ์ในการต่อสู้กับไวรัสคือการสั่งสมความคับข้องใจเพิ่มขึ้น”

ไต้หรงหลี่ระบุต่อว่า “โรคระบาดได้ปล้นเมืองนี้ไปครั้งแล้วครั้งเล่า และยังดูดเอาร่องรอยสุดท้ายแห่งชีวิตออกไป การล็อกดาวน์ระยะยาวทำให้การพัฒนาของเมืองนี้ต้องหยุดชะงัก การกลับมาเดินหน้าการผลิตและดำเนินธุรกิจที่จำเป็นถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด”

ขณะที่ชาวเมืองรุ่ยลี่ได้โพสต์ภาพและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เช่น ไม่สามารถไปเยี่ยมญาติที่เจ็บป่วย หรือถ่ายคลิปขณะเดินไปตามถนนที่ร้างผู้คน ร้านรวงต่างๆ และร้านอาหารพากันปิด ผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งมีการแชร์ออกไปเป็นวงกว้าง

สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมาเมืองรุ่ยลี่พบผู้ติดเชื้อในประเทศที่แสดงอาการเพียง 5 ราย ขณะที่ประชาชนกว่า 96% ในเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับวัคซีนแล้ว และไม่มีการพบเชื้อในชาวเมืองรุ่ยลี่ที่เดินทางออกไปยังพื้นที่อื่นในจีน

ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรการต่างๆ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

หยางโหมว รองนายกเทศมนตรีเมืองรุ่ยลี่เผยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่า “หากการระบาดของรุ่ยลี่ไม่เป็นศูนย์ก็มีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อออกไปภายนอก”

จินตงเยี่ยน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเผยกับ New York Times ว่า รุ่ยลี่คือตัวอย่างที่ดีของความดื้อรั้นของรัฐบาลจีนในการรับมือโรคระบาด นับตั้งแต่เกิดการระบาดรัฐบาลก็สั่งล็อกดาวน์และระดมตรวจเชิงรุกเหมือนกันหมดโดยไม่พิจารณาวิธีอื่นที่ได้ผลซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเลย

New York Times ระบุอีกว่า เมืองรุ่ยลี่คือเมืองที่มีความเปราะบางต่อทั้งไวรัสและภาระต่างๆ ของการล็อกดาวน์ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในมุมของมณฑลยูนนาน จึงมีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 160 กิโลเมตร และเป็นช่องทางเข้าออกของทั้งนักท่องเที่ยวและการค้าขาย

เมื่องทางการสั่งปิดพรมแดน การค้าและการท่องเที่ยวจึงพังไม่เป็นท่า ถึงอย่างนั้นพรมแดนขอเมืองรุ่ยลี่ก็ยังมีช่องโหว่ที่อาจทำให้เชื้อเล็ดลอดเข้าไปได้

อีกทั้งการก่อรัฐประหารในเมียนมายังทำให้ชาวเมียนมาหลายคนลี้ภัยเข้าไปในเมืองทั้งถูกและผิดกฎหมาย จึงมีโอกาสที่จะพาเชื้อจากเมียนมาเข้าไปในรุ่ยลี่

Photo by STR / AFP

ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลลาวใช้ทางรถไฟจีน-ลาวหนุนเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667486

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลลาวใช้ทางรถไฟจีน-ลาวหนุนเศรษฐกิจลาวหวังใช้ทางรถไฟจีน-ลาวเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบกระดับภูมิภาค

นักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายนิติบัญญัติของลาว เรียกร้องให้รัฐบาลอาศัยข้อได้เปรียบจากทางรถไฟจีน-ลาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงดำเนินงานมากขึ้นเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์รายงานในวันศุกร์ (5 พ.ย.) ว่าทางรถไฟดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) และเปิดประเทศอีกครั้งเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

รัฐบาลลาวตั้งเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ร้อยละ 4 และอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 5-7 สำหรับปี 2022 อย่างไรก็ดี ลีเบอ ลีบัวปาว (Leeber Leebouapao) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส และประธานคณะกรรมการการวางแผน การเงิน และการตรวจสอบของสภาแห่งชาติลาว กล่าวระหว่างการประชุมสภาแห่งชาติ ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนตัวเลขข้างต้นใหม่อีกครั้ง

ลีเบอกล่าวว่า ตามหลักการแล้วการเติบโตของจีดีพีต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อสะท้อนถึงแนวโน้มการพัฒนาประเทศในเชิงบวก หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าจีดีพีนั้นหมายความว่าประเทศไม่มีการเติบโต

วาลี เวดสะพง (Valy Vetsapong) สมาชิกสภาแห่งชาติ และรองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว กล่าวว่าตัวเลขจีดีพีอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 ทว่ารัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินงานมากขึ้นเพื่อพัฒนาภาคบริการ ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงบรรดาวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มขึ้นผ่านการจัดเก็บภาษี

วาลีกล่าวว่าผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งจะช่วยลาวในการเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่เสียเปรียบทางภูมิศาสตร์ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบกระดับภูมิภาคผ่านการใช้ประโยชน์ของตำแหน่งที่ตั้ง

วาลีกล่าวต่อว่าผู้ประกอบการลาวต้องแบกรับต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงมานานหลายปี แต่ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มเปิดทำการในเดือนธันวาคมนี้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งในปัจจุบันของรัฐบาล คือการเร่งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรร้อยละ 80-90 และเปิดประเทศอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตาม การเปิดพรมแดนอีกครั้งจำเป็นต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคโควิด-19” วาลีทิ้งท้าย

ภาพ: xinhuathai

Asean reported over 28,000 Covid-19 cases on Saturday #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40008501


Southeast Asia witnessed a rise in new Covid-19 infections and a decline in deaths on Saturday (November 6), collated data showed.

Asean countries reported 28,813 infections and 386 deaths on Saturday compared to 27,454 and 525 respectively on Friday.

– Cambodia Ministry of Health has approved the Covaxin Covid-19 vaccine for emergency use on people aged 18 years or above.

This move came after the World Health Organisation approved the vaccine on November 3.

The vaccine is produced by Bharat Biotech, a pharmaceutical firm based in the Indian state of Telangana.

– Laos Ministry of Labour and Social Welfare is putting its effort to solve Covid-19 impact on businesses and investment projects, especially cooperation with job centres and private sector.

In 2021, the number of unemployed in Laos was totalled 496,000, of which 439,082 were domestic unemployed and 56,918 were immigrants. Meanwhile, the unemployment rate in the country has risen by 21.8 per cent.

Published : November 07, 2021

By : THE NATION