รักษ์เกษตร : ปลูกผักหน้าร้อน วิธีการปลูกและอายุการเก็บเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/268094

วันอังคาร ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.

คำถาม หน้าร้อนแล้ว ผมอยากปลูกผัก ระยะสั้น ขอทราบวิธีการปลูกและอายุของผักด้วยครับ

ทะนงศักดิ์ วงษ์นนทรี

อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

คำตอบ ผักที่ใช้บริโภค จะนิยมบริโภคแตกต่างกัน เช่น ผักบางชนิดนิยมบริโภคลำต้น ใบ ดอก ผล หรือ/และเมล็ด แต่ละชนิดจะมีอายุการเจริญเติบโตแตกต่างกัน การทราบอายุเก็บเกี่ยว ซึ่งจะนับจากวันปลูกถึงวันเก็บเกี่ยวครั้งแรก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวหรือระยะเวลาที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกจะถึงครั้งสุดท้าย จะช่วยให้สามารถวางแผนการปลูก การเก็บเกี่ยว และการจำหน่ายผลผลิตได้อย่างเหมาะสม

อายุการเจริญเติบโต ของผักแต่ละประเภท มีความแตกต่างกัน สรุปได้ดังนี้

1.ผักประเภทกะหล่ำ เช่น ผักกาดกวางตุ้ง คะน้า และผักกาดหัว นิยมปลูกโดยการหว่านเมล็ด หรือหยอดเมล็ดโดยตรง หลังปลูก 15-20 วัน จะมีใบ 1-2 ใบ ให้ทำการถอนแยกแล้วนำไปปลูกใหม่ ให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม ให้กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เมื่ออายุเก็บเกี่ยว 35-60 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 40-60 วัน

2.ผักประเภทแตง ปลูกโดยหยอดเมล็ดโดยตรง หรือปลูกโดยการเพาะกล้า แล้วย้ายปลูกเมื่ออายุกล้าของผักประมาณ 7-12 วัน ได้แก่

-แตงกวา และแตงร้าน หลังปลูกโดยหยอดเมล็ด 20-30 วัน จะเริ่มทยอยมีดอก ดอกเพศเมียจะพัฒนาเป็นผลต่อไป หลังจากดอกเพศเมียบาน 7-10 วัน เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวผลอ่อน เมื่ออายุ 30-40 วัน ทำการเก็บเกี่ยวทุกวัน การเก็บเกี่ยวในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-40 วัน จนถึง 60-80 วัน

-บวบ และมะระ อายุพืชหลังปลูก 40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกเพศเมียบาน 15-20 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 55-60 วัน เก็บเกี่ยวได้ทุกวันในช่วงเช้า จะให้น้ำหนักผลสูงสุด และมีระยะปลูก 80-100 วัน

-แตงโม และฟักทอง ผลแตงโม และฟักทอง มีการเก็บเกี่ยวตอนผลแก่ ระยะเวลาปลูกจึงนานกว่า ดอกเริ่มบานหลังปลูก 50 วัน และเก็บเกี่ยวผลแก่หลังจากดอกเพศเมียบาน 40-60 วัน เก็บเกี่ยว 3-5 ครั้ง ทุกระยะห่างกัน 3-5 วัน รวมระยะเวลาปลูก 100-130 วัน

3.ผักประเภทถั่ว ปลูกโดยการหยอดเมล็ด 3-5 เมล็ดต่อหลุม หลังปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน หลังจากดอกบาน 10-15 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวฝัก การเก็บเกี่ยวทุกๆ 1-2 วัน อายุเก็บเกี่ยว 40-60 วันหลังปลูก ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 30-50 วัน ระยะเวลาปลูก 75-100 วัน

4.ผักประเภทพริก และมะเขือ ปลูกโดยเพาะกล้า แล้วย้ายปลูก เมื่ออายุกล้า 25-40 วัน หรือต้นพืชเมื่อมี 3-5 ใบ มะเขือเทศมีอายุสั้นกว่าพริก และมะเขือ หลังย้ายปลูก 30-40 วัน เริ่มมีดอกบาน และหลังจากดอกบาน 30-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลแรกๆ อายุเก็บเกี่ยว 75-90 วัน หลังย้ายปลูก ส่วนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวจะต่างกัน สำหรับมะเขือเทศมีอายุ 30-40 วัน ส่วนพริกและมะเขือ มีช่วงเวลาเก็บเกี่ยวนานกว่า 3-6 เดือน

5. ผักประเภทหอม

-หอมหัวใหญ่ ปลูกโดยการเพาะกล้า เมื่อต้นกล้ามีอายุ 20-30 วัน หลังเพาะเมล็ด จึงทำการย้ายปลูก อายุเก็บเกี่ยวหลังจากย้ายปลูก 90-120 วัน เริ่มเก็บเกี่ยว รวมระยะเวลาปลูก 110-150 วัน

-หอมแดง และกระเทียม ปลูกโดยการใช้หัวพันธุ์ หอมแบ่งอายุเก็บเกี่ยว 40-60 วัน ส่วนกระเทียม มีอายุเก็บเกี่ยว 75-150 วันหลังปลูก

6. ผักประเภทอื่นๆ

-แครอท ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ ปลูกโดยหยอดเมล็ด หลังปลูก 15-30 วัน เริ่มกำจัดวัชพืช และถอนแยกให้มีระยะปลูกที่เหมาะสม แครอท มีอายุเก็บเกี่ยว 90-120 วัน หลังปลูก ขึ้นฉ่าย ผักชี ผักกาดหอมใบ มีอายุเก็บเกี่ยว 40-50 วัน ส่วนผักบุ้งจีน มีอายุเก็บเกี่ยว 25-30 วัน

-ผักกาดหอมห่อ หรือผักสลัดแก้ว ใช้วิธีการเพาะกล้า อายุกล้า 25 วัน หลังย้ายปลูก 50-60 วัน จึงเก็บเกี่ยว

การปลูกผักอายุสั้น ทนแล้ง และใช้น้ำน้อย ในช่วงนี้ นับว่าเป็นการปลูกพืชผักที่มีความเหมาะสมที่จะปลูกในหน้าแล้ง และจะช่วยปรับปรุงคุณภาพดินได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจาการทำนาอีกด้วย

รักษ์เกษตร : การจัดการสวนไม้ผลในฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/266930

วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมมีสวนผลไม้ จะเตรียมตัวอย่างไร เพื่อ
ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนนี้บ้างครับ

เรืองเดช สินธุ์วาณิช

อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

คำตอบ ในปีนี้ คาดว่าจะเกิดภาวะภัยแล้ง และเกิดปัญหาขาดน้ำซ้ำซากเช่นเดียวกับทุกปี อาจส่งผลกระทบต่อการดูแลรักษาสวนไม้ผลเป็นอย่างมาก เกษตรกรที่ทำสวนไม้ผล จึงควรเตรียมการเกี่ยวกับแหล่งน้ำให้ดีเป็นพิเศษ ควรศึกษาแนวทางปฏิบัติและการดูแลรักษาสวนไม้ผล และรีบเร่งเตรียมการโดยด่วนด้วย เพราะเข้าเขตหน้าร้อนแล้ว มีแนวทางดังนี้

-บ่อน้ำที่มีอยู่ ถ้ามีบ่อเก็บกักน้ำอยู่แล้ว ให้ปรับปรุงให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ ซ่อมแซมรอยรั่วตามขอบบ่อ และถ้าสามารถสูบน้ำออกจากคลอง หรือแหล่งน้ำใกล้เคียงมาใส่ได้ ต้องรีบดำเนินการ

-การให้น้ำต้นไม้ผลในระยะนี้ คำนึงถึงการใช้น้ำแบบประหยัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยให้น้ำในรัศมีที่เป็นบริเวณทรงพุ่มเท่านั้น อย่าให้น้ำจนไหลทิ้งไปมาก เป็นการสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ การเปลี่ยนระบบการให้น้ำเป็นระบบน้ำหยด หรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็ก จะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าการใช้สายยางรดน้ำเป็นอย่างมาก

-หาวัสดุคลุมผิวดินบริเวณโคนต้นไม้ผล โดยคลุมจากโคนต้นจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้คลุมโคนต้น ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นของมันเอง ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง วัสดุเหล่านี้ จะช่วยชะลออัตราการระเหยน้ำจากผิวดินให้ช้าลง และในระยะต่อไปเศษวัสดุเหล่านี้ จะค่อยๆ ผุพังเป็นอินทรียวัตถุ ทำให้ดินร่วนซุย และมีการอุ้มน้ำดีขึ้น

-กำจัดวัชพืช ถ้ามีวัชพืชในสวนเป็นจำนวนมาก ให้กำจัดตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง แล้วใช้เศษวัสดุ ที่แห้งแล้วมาคลุมโคนต้นไม้ผล แต่ในระยะที่ขาดแคลนน้ำมากๆ ไม่ควรทำการกำจัดวัชพืช หรือไถพรวนดิน เพราะจะทำให้ผิวดินแห้งเร็วมากขึ้นอีก

-ระยะติดผล ถ้าเป็นช่วงที่ติดผล เช่น ทุเรียน เมื่อประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะใช้รด อาจจะทำให้ต้นโทรมถึงตายได้ ให้ทำการตัดทิ้งให้หมด และหาน้ำจากแหล่งอื่นมารดอย่างประหยัดที่สุด

-ระยะเก็บผล สำหรับไม้ผลบางชนิดที่ผลแก่เก็บได้ต้นฤดูแล้ง หลังการเก็บผลแล้ว ให้ทำการ ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อลดการระเหยน้ำทางใบ เนื่องจากปริมาณใบน้อยลง จะช่วยให้การออกดอกติดผลในฤดูต่อไป เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และป้องกันการหักโค่นของกิ่งและต้น เมื่อมีลมพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

-ควรมีการป้องกันไฟไหม้สวน เพราะฤดูแล้งอากาศร้อนจัด และมีใบไม้แห้งมาก มักมีปัญหาเรื่องไฟไหม้สวนอยู่เสมอ

-สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ทะเล ต้องกักน้ำจืดไว้ให้เพียงพอ เพื่อป้องกันน้ำเค็มเข้ามาในสวน โดยตรวจสอบระบบส่งน้ำ อย่าให้มีน้ำรั่วไหล หากมีผักตบชวา จอก แหน หรือสาหร่าย อยู่ในท้องร่องสวนเป็นจำนวนมาก ควรนำขึ้นมาคลุมบริเวณรอบๆ เพื่อเพิ่มความชื้นให้ต้นไม้ผลได้เป็นอย่างดี

การทำสวนไม้ผล นับเป็นอาชีพหนึ่ง ที่ทำรายได้แก่เกษตรกร จึงทำให้เกษตรกรหลายๆ รายเปลี่ยนจากการทำนามาเป็นการทำสวนไม้ผลแทน แต่ก็มีเกษตรกรหลายๆ ราย ที่ทำสวนไม้ผลได้ประสบกับภาวะขาดทุน ทั้งนี้ อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น เลือกชนิดและพันธุ์ไม้ผลไม่เหมาะกับสภาพพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศ และขาดการจัดการที่ดี ดังนั้น จึงควรศึกษาก่อนทำนะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : การเตรียมการปลูก และดูแลพืชหน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265770

วันอังคาร ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบ เทคนิคการเตรียมการปลูกและดูแลพืชหน้าแล้ง เพื่อจะได้นำไปใช้ปฏิบัติต่อไป

ศักดิ์สยาม วิสัยสัญจร

อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร

คำตอบ การเตรียมการปลูกและดูแลพืชผล ที่จะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแห้งแล้งมีความสำคัญมาก ควรศึกษาเรื่อง การเตรียมการก่อนการปลูกและการดูแลรักษา ดังนี้

1.การเตรียมการก่อนการปลูก ให้พิจารณาจาก

-สภาพพื้นที่ดิน ควรหลีกเลี่ยงพืชที่ไม่เหมาะสมกับดิน เช่น ไม่ปลูกถั่วเขียว ถั่วลิสง ในพื้นที่ลุ่มที่เป็นดินเหนียว เช่น ที่นา เพราะเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำยาก พืชที่เหมาะสมคือ ข้าว แห้ว เผือก ถ้าในบริเวณที่มีน้ำเพียงพอ แต่ถ้าเป็นดินร่วนหรือค่อนข้างร่วน จะสามารถปลูกพืชตระกูลถั่ว และข้าวโพด ได้ผลดี

-ความต้องการน้ำของพืช ในฤดูแล้ง ควรเลือกพืชที่ต้องการน้ำค่อนข้างน้อย ได้แก่ พืชไร่ พืชผัก ซึ่งควรปลูกในพื้นที่ดินร่วนระบายน้ำดี และมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้เคียง เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่เกิดการขาดน้ำในช่วงวิกฤติ

-ระยะเวลาที่ปลูก พืชฤดูแล้งบางชนิด มีเวลาปลูกที่เหมาะสม ซึ่งถ้าปลูกล่าช้าเกินไป จะได้ผลผลิตต่ำ เช่น ถั่วเหลือง ถ้าปลูกในฤดูแล้ง ให้ปลูกช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ไม่ควรปลูกล่าช้ากว่านี้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่ควรปลูกล่าช้ากว่าเดือนกุมภาพันธ์ จึงจะได้ผลผลิตดี เพราะในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน อากาศร้อนจัด จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกติดฝัก

-การตลาด มีตลาดท้องถิ่นรับซื้อในราคาที่เหมาะสม หรือมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่พร้อมให้ความร่วมมือในการผลิตแบบมีสัญญาล่วงหน้า มีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร ที่ต้องการวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง พริก ถั่วเหลืองฝักสดถั่วเหลือง ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มะเขือเทศหน่อไหม้ฝรั่ง เมล็ดพันธุ์ผัก โดยมีการกำหนดจุดรับซื้อ โควตาการผลิต และราคาที่คุ้มกับการลงทุน

-การแปรรูป ควรเลือกพืชที่ปลูกแล้ว สามารถขายเป็นวัตถุดิบ เพื่อแปรรูปในท้องถิ่นได้ เช่น พริก ถั่วเหลือง ขมิ้น ผักกาด ถั่วลิสงเมล็ดโต
สมุนไพร เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต บรรเทาปัญหาสินค้าล้นตลาด และสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนด้วย

2.วิธีการดูแลรักษา ถ้าปลูกพืชไปแล้ว และทราบว่ากำลังจะเกิดปัญหาการขาดน้ำ ควรเร่งป้องกันการระเหยของน้ำจากต้นพืชให้น้อยที่สุด และรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ให้มากที่สุด เกษตรกรควรแก้ปัญหาดังนี้

-ให้ใช้วัสดุคลุมแปลงปลูก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ เศษหญ้า ใบไม้ ชานอ้อย แกลบ หรือขุยมะพร้าวกลบโคนต้น แต่อย่าให้สูงกว่าข้อที่ 1 และข้อที่ 2 ของกิ่งหลัก

-ให้น้ำแบบประหยัด โดยให้ในช่วงวิกฤติที่พืชขาดน้ำไม่ได้ ได้แก่ ระยะต้นอ่อน ออกดอก และระยะติดฝักออกผล ตามเวลาที่พืชต้องการ อาจให้น้ำแบบหยด ซึ่งต้องลงทุนสูงพอสมควร เหมาะสำหรับพืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มกับการลงทุน หรือให้น้ำแบบพ่นฝอย วิธีการนี้ ต้องลงทุนครั้งแรกในการติดตั้งค่อนข้างสูงเหมือนระบบน้ำหยด จึงเหมาะกับพืชที่ให้ผลตอบแทนสูงคุ้มกับการลงทุน เช่น พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก หรือให้น้ำแบบเฉพาะในร่อง โดยทำเป็นร่องน้ำขนาดเล็กระหว่างแถวปลูกพืช โดยให้น้ำไหลไปตามความลาดเทของร่อง หรือให้น้ำแบบตักรดวิธีนี้ ต้องใช้แรงงานมาก และใช้เวลานาน

นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังการระบาดของศัตรูพืช และตรวจดูแลปริมาณน้ำในแหล่งน้ำใกล้เคียงพื้นที่ปลูก หรือสระน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ว่ามีน้ำเพียงพอหรือไม่

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ทางเลือกในการปลูกพืชทนแล้ง และพืชใช้น้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/264779

วันอังคาร ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพืชทนแล้งและพืชใช้น้ำน้อย เพื่อนำไปปลูกสลับกับการทำนาบ้างครับ

สมมุติ วิเชียรแก้ว

อ.เมือง จ.ขอนแก่น

คำตอบ ประเทศไทยกำลังเข้าหน้าแล้ง การเตรียมมือรับกับสถานการณ์ภัยแล้ง จึงต้องให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีผลกระทบโดยตรงหนึ่งในวิธีทีจะรับมือกับภัยแล้ง ก็คือ การปลูกพืชทนแล้งและพืชที่ใช้น้ำน้อย ที่มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวสั้น  ได้แก่

ถั่วเขียว ซึ่งยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยฤดูที่เริ่มปลูก ได้แก่ หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้น เนื้อดินยังมีความชุ่มชื้นจากน้ำอยู่พอสมควร จึงสามารถปลูกได้ ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวค่อนข้างสั้น ประมาณ 60-70 วันเท่านั้น และยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย แต่สำหรับภาคอีสานและภาคเหนือ ควรให้พ้นฤดูหนาวไปก่อน จึงควรลงมือปลูกได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เพราะจะทำให้ถั่วเขียวเจริญเติบโตได้ดี ผลผลิตงอกงาม

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมาก อายุเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 110-120 วัน แต่ว่าในระยะเวลาแรกที่ปลูกข้าวโพด ควรใส่ใจในช่วงแรกให้มาก ไม่ควรให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงที่มีการผสมเกสร เพราะหากขาดน้ำในช่วงนี้ อาจเป็นสาเหตุให้เมล็ดข้าวโพดเติบโตได้ไม่ดี กลายเป็นเมล็ดลีบแบน ไม่สวยงาม ทำให้ได้ราคาไม่ดี

หอม หรือกระเทียม ให้นำฟางข้าวที่เหลือจากการทำนาในฤดูทำนา มาใช้คลุมต้นหอม หรือกระเทียม จะช่วยลดการระเหยของน้ำ และช่วยไม่ให้พืชที่ปลูกโดนแสงแดดจนมากเกินไป เป็นวิธีการรักษาความชื้นในดินอย่างหนึ่งที่ได้ผล

มะละกอ เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน มะละกอทนแล้ง ได้แก่ มะละกอพันธุ์หนองหญ้าปล้อง เป็นมะละกอพันธุ์ผสมระหว่างมะละกอแขกดำกับมะละกอสายน้ำผึ้ง ทำให้มีลักษณะเด่นคือ มีรสชาติหวาน สีสวย เนื้อแน่น และให้ผลผลิตสูง

อ้อย หลักการสำคัญในการปลูกอ้อยข้ามแล้ง คือ การใช้น้ำฝนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงอ้อยเริ่มปลูกก่อนถึงย่างปล้อง อ้อยต้องการน้ำน้อย จะใช้ความชื้นที่เก็บไว้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อเข้าฤดูฝน อ้อยเริ่มย่างปล้องต้องการน้ำมาก เมื่อได้น้ำฝนก็เติบโตอย่างต่อเนื่องผลผลิตจะสูง

มันสำปะหลัง   มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ เกษตรกรนิยมปลูกมาก เป็นพืชทนแล้ง ปลูกง่าย แมลงศัตรูพืชไม่มากเป็นพืชอุตสาหกรรม ประมาณร้อยละ 70 ใช้ทำมันเส้นและอัดเม็ด ประมาณร้อยละ 30 ที่เหลือแปรรูปเป็นแป้งมัน และเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้ปีละมหาศาล

ทานตะวัน เป็นพืชที่น่ามหัศจรรย์ เป็นพืชที่มีระบบรากลึกและแข็งแรง ทำให้ต้นทนแล้งได้ดีมาก ดอกทานตะวันจะบานและหันไปทางทิศตะวันออกเสมอ ทานตะวันสามารถเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ดี จึงเป็นพืชที่น่าสนใจมากที่จะปลูกเป็นพืชปลายฤดูฝน

พริก เป็นพืชที่เหมาะกับการปลูกในหน้าแล้ง และเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น รายได้ดีมีการส่งเสริมเกษตรกร โดยปรับปรุงขยายพันธุ์พริกให้ดีขึ้น ทำให้ได้ผลผลิตสูง

การปลูกพืชทนแล้ง และพืชใช้น้ำน้อย มีประโยชน์โดยตรงต่อการรับมือภัยแล้ง ทั้งยังช่วยปรับหน้าดินให้ดีขึ้นได้ด้วย ทำให้หน้าดินมีคุณภาพมากขึ้น เพราะเป็นการปลูกพืชหมุนเวียน ไม่ปลูกพืชซ้ำกันตลอดทั้งปี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการทำนาปรังที่ต้องการใช้น้ำปริมาณมาก จึงขอให้เกษตรกรพิจารณาทางเลือกในการปลูกพืช โดยพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ ตลาด
และความรู้ในการปลูกพืชชนิดใหม่ๆ อีกด้วย

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยยูเรีย สารเสริมการเจริญเติบโตของพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263628

วันอังคาร ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ขอทราบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปุ๋ยยูเรีย ด้วยครับ

คำตอบ ปุ๋ยยูเรีย  หรือเรียกว่าปุ๋ยเคมียูเรีย  เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบในอัตราส่วนที่สูงมากถึงร้อยละ 46 ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยไนโตรเจน ใช้ประโยชน์เพื่อเป็นธาตุอาหารหลักของพืช โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเพาะปลูกที่ต้องเร่งการเจริญเติบโตของพืชอย่างรวดเร็ว ทำให้พืชมีลำต้นยาว มีใบดก ใบใหญ่ และใบสีเขียวเข้ม

คุณสมบัติของปุ๋ยยูเรีย เป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นเฉพาะตัว ดูดความชื้นได้ดี ละลายน้ำได้ดี ที่อุณหภูมิห้อง ยูเรีย 1.5 กิโลกรัม สามารถละลายหมดในน้ำเปล่า 1 กิโลกรัมได้ ไม่ติดไฟ มี

วิธีการผลิตปุ๋ยยูเรีย อาจกล่าวอย่างง่ายๆ ว่า ปุ๋ยยูเรีย เป็นปุ๋ยที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เพราะก๊าซไนโตรเจนดูดมาจากอากาศ เริ่มจากการดูดก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ และนำก๊าซธรรมชาติมาผลิตก๊าซไฮโดรเจน บางโรงงานผลิตจากถ่านหิน ผ่านกระบวนการผลิตเป็นแอมโมเนีย และได้ผลพลอยได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลังจากนั้น นำแอมโมเนียเหลว และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผลิตได้ก่อนหน้านี้ มาผ่านขบวนการทางเคมี ที่ความร้อนสูงประมาณ 180 C ํ ที่ความดันประมาณ 200
บาร์ แล้วนำมาตกผลึก ก็จะได้เป็นปุ๋ยยูเรีย

ชนิดของปุ๋ยยูเรีย มี 2 ชนิด ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสูตรเคมี และคุณสมบัติทางเคมี ที่เหมือนกัน แตกต่างกันเพียงลักษณะทางกายภาพของเม็ดปุ๋ยเท่านั้น คือ ขนาดเม็ดใหญ่เล็กแตกต่างกัน

-ปุ๋ยยูเรียเม็ดโฟม เป็นปุ๋ยที่มีเม็ดขนาดใหญ่ 2-4 มิลิเมตร มีสีขาวเหมือนเม็ดโฟม นิยมใช้ทางการเกษตร เหมาะกับการหว่าน และใช้กับเครื่องพ่นปุ๋ยทั่วไปได้

-ปุ๋ยยูเรียเม็ดเล็ก หรือเม็ดสาคู เป็นปุ๋ยที่มีเม็ดขนาดเล็ก 1-3 มิลิเมตร มีสีขาวใสเหมือนเม็ดสาคู นิยมใช้น้อยกว่าปุ๋ยยูเรียเม็ดโฟม แต่ใช้ได้ดีกับต้นไม้เหมือนปุ๋ยยูเรียเม็ดโฟม เพียงแต่ไม่เป็นที่คุ้นเคยของเกษตรกร แต่นิยมใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์เพื่อเสริมโปรตีน และใช้สำหรับงานอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ใช้เป็นสารให้ความเย็น เนื่องจากมีความสามารถดูดความร้อนได้สูง ใช้เป็นส่วนผสมในพลาสติก เพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่ดีขึ้น ใช้เป็นกาว และใช้เป็นส่วนผสมวัตถุไวไฟ เป็นต้น

ประโยชน์ของปุ๋ยยูเรีย เป็นแม่ปุ๋ยที่ให้แร่ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ซึ่งพืชทุกชนิดมีความต้องการในปริมาณที่สูงมาก โดยทั่วไปไนโตรเจนเป็นแร่ธาตุอาหารในดินที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช จึงมีความจำเป็นต้องใส่เพิ่มในทุกกรณี เพื่อให้พืชเจริญเติบโตงอกงาม ได้ผลผลิตที่ดี โดยปุ๋ยยูเรียจะช่วยทำให้พืชมีใบสีเขียว มีส่วนในการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชเจริญเติบโต มีความสูง ใบเจริญงอกงาม มีใบขนาดใหญ่ ใบดกหนา และใบสีเขียวเข้ม

ประโยชน์ของยูเรียใช้เป็นอาหารสัตว์เสริมโปรตีน นิยมใช้เป็นอาหารสัตว์เสริมโปรตีนที่สำคัญสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัวเนื้อ วัวนม ควาย โค กระบือ แพะ แกะ กวาง เพราะจุลินทรีย์ในกระเพาะหมักของสัตว์เคี้ยวเอี้องสามารถเปลี่ยนยูเรียในอาหารให้เป็นก๊าซแอมโมเนีย ซึ่งอุดมด้วยธาตุไนโตรเจนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโน เพื่อให้สัตว์นำไปสร้างเป็นโปรตีน นอกจากนี้ ยูเรียถือเป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์ที่ให้โปรตีนในราคาถูกที่สุด ถูกกว่าปลาป่น และกากถั่วต่างๆ เพราะให้โปรตีนสูง

ประโยชน์ของยูเรียใช้เป็นสารเคมี ที่เป็นส่วนประกอบในขบวนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด เช่น เป็นส่วนผสมในการผลิตปลั๊กไฟฟ้า เป็นส่วนผสมในการผลิตสารให้ความเย็น เป็นส่วนผสมในการผลิตกาว เป็นส่วนผสมในการพิมพ์สีผ้า เป็นต้น

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปอเทืองพลิกฟื้นผืนดิน และแหล่งท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/262463

วันอังคาร ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกปอเทืองในนาข้าว ขอทราบวิธีการปลูกและการดูแลบำรุงรักษาด้วยครับ

แสง สุนทรนที

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ ปอเทือง เป็นพืชตระกูลถั่ว ลักษณะทั่วไป ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามาก สูงประมาณ 150-190 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดียวยาวรี มีดอกย่อย 8-20 ดอก ดอกสีเหลือง จะออกดอกเมื่ออายุประมาณ 45-50 วัน สามารถขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ระบายน้ำดี ชอบอากาศร้อนช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมในฤดูฝน มีการผสมข้ามฝัก  ฝักเป็นทรงกระบอกยาว 3-6 เซนติเมตร กว้าง 1-2 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีประมาณ 6 เมล็ด เมื่อเขย่าฝักแก่จะมีเสียงดัง เนื่องจากเมล็ดกระทบกัน เมล็ดมีรูปร่างคล้ายหัวใจสีน้ำตาลหรือดำ เมล็ด 1 กิโลกรัม จะมีเมล็ดประมาณ 50,000 เมล็ด  หรือ 1 ลิตร จะมีเมล็ดประมาณ 35,000 เมล็ด

วิธีการปลูก ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80-100 ซม. หรือปลูกเป็นหลุม ใช้ระยะปลูก 50X100 ซม. หลุมละ 3 ต้น อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก 3-5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2-4 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกแบบหว่านเพื่อใช้วิธีการไถกลบเมล็ดประมาณ

การดูแลรักษา จะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูก เมื่ออายุ 2-3 สัปดาห์ โดยพรวนดินกลบโคน และกำจัดวัชพืช และใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยากำจัดเชื้อราและแมลงศัตรูพืช อาจมีการพ่นปุ๋ยทางใบ และสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในช่วงออกดอกติดฝัก เช่น ปุ๋ย 10-52-17 และ NAA ความเข้มข้นประมาณ 100-200 ppm. อาจจะเพิ่มผลผลิตถึง 150-200 กิโลกรัมต่อไร่ ในระยะเก็บเกี่ยว หากมีฝนซึ่งมักจะตกในช่วงระหว่างฤดูหนาวกับฤดูแล้ง อาจทำให้ฝักปอเทืองขึ้นรา ดังนั้น จึงควรเก็บให้ทันอย่าให้ถูกฝน

การใช้ประโยชน์

-ใช้เป็นปุ๋ยพืชสด เมื่อไถกลบจะปลดปล่อยธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะไนโตรเจนในปริมาณสูง นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดิน ควรทำการไถกลบในช่วงเวลาออกดอก หรือก่อนออกดอกเล็กน้อย ที่อายุประมาณ 50 วัน ให้น้ำหนักสดประมาณ 1.5-5 ตันต่อไร่ ซึ่งจะให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 8.7 ถึง 28.9 กิโลกรัมต่อไร่

-ใช้ในการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ดอน ปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน และระบบการปลูกพืชแซม โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกพืชหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก เช่น ระหว่างแถว อ้อย มันสำปะหลัง แล้วไถสับกลบเมื่อปอเทืองอายุ 50-60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้น แล้วทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงจะปลูกพืชหลัก

-ใช้ปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ เมื่ออายุ 120-150 วัน ผลผลิตโดยทั่วไป 80 กิโลกรัมต่อไร่ หากความชื้นในดินสูงอาจใช้เวลา 150-180 วัน เปลือกของฝักจะเป็นสีเทา นำมาตากแดด 3-4 วัน ทำการกะเทาะเอาเมล็ดเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังใช้ลำต้นของปอเทืองเป็นอุตสาหกรรมทำเยื่อกระดาษ

การปลูกปอเทือง เป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อฟื้นดินให้มีอินทรียวัตถุ เป็นวิธีการที่ลงทุนน้อยที่สุด  และเห็นผลชัดเจนที่สุดในการช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม กรมพัฒนาที่ดิน ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกปอเทืองเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยมีการจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปลูกและดูแล ทั้งยังสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกร รวมทั้ง
มีการรับซื้อเมล็ดพันธุ์คืนเพื่อเป็นรายได้แก่เกษตรกร มีการศึกษาเทคนิคให้เพิ่มการออกดอกติดเมล็ดมากขึ้น รวมถึงการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ขึ้นในพื้นที่ด้วย และปัจจุบัน ปอเทืองได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ด้วยเป็นพืชที่ให้ดอกสีเหลือง เมื่อปลูกเต็มพื้นที่แล้ว จะให้ความสวยงามอย่างมาก จนมีผู้สนใจเข้ามาชมความงามกันเป็นจำนวนมาก

 

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกมะกรูด ตัดใบขาย รายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/261339

วันอังคาร ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะปลูกมะกรูดขายครับ ขอทราบวิธีปลูก และการดูแลรักษาด้วยนะครับ

วุฒิศักดิ์ ตระครอง

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ

มะกรูด สภาพพื้นที่ปลูกต้นมะกรูด ต้องมีการระบายน้ำที่ดี น้ำไม่ท่วมขัง ดินมีอินทรียวัตถุสูง มะกรูดมีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยจากใบ มีการนำเอาใบมะกรูดไปตากแห้งและบดให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกกลอน ส่งออกเป็นส่วนผสมในอาหารไก่ เพื่อช่วยต้านทานโรคในทางการแพทย์แผนไทยมีการใช้มะกรูดเป็นยา หรือส่วนผสมของยาเป็นพืชที่มีการจัดการดูแลรักษาไม่ยุ่งยากนัก

มะกรูด ที่นิยมปลูกมี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ที่ให้ผลมะกรูดดกตลอดปี ผิวผลค่อนข้างเรียบและผลมีขนาดเล็ก อีกสายพันธุ์หนึ่ง เป็นพันธุ์ผลใหญ่ และติดเป็นพวง ลักษณะของผลไม่เรียบ มีใบขนาดใหญ่ เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะที่จะปลูก เพื่อผลิตใบและผลขายส่งโรงงานแปรรูปน้ำมันหอมระเหย และเครื่องอุปโภคหลายชนิด

การปลูก ควรปลูกด้วยกิ่งตอน

1.ก่อนปลูก ควรนำปุ๋ยคอกมาใส่ผสมกับดิน เพื่อให้ดินมีอาหารอุดมสมบูรณ์ดี หลุมที่ปลูกมีขนาดกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร หาใบไม้ใบหญ้าแห้งที่เน่าเปื่อยผุพังใส่รองก้นหลุม

2.การปลูก ต้องหันหน้าใบไปทางทิศตะวันออก ทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้น ฤดูกาลปลูกแนะนำให้ปลูกในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาวจะดีที่สุด ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝน มักจะพบปัญหาเรื่องโรครา

3.การเตรียมหลุมปลูก ใส่สารคาร์โบฟูรานหลังจากปลูกเสร็จ ปลวกหรือแมลงศัตรูในดิน จะทำลายรากของต้นมะกรูดในช่วงผิวดินที่ลึก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร เท่านั้น ต้นมะกรูดจะตั้งตัวหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 1 เดือน ให้ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมกับปุ๋ยคอกเก่า ใส่ห่างจากโคนต้นสัก 1 คืบ ถ้าเป็นช่วงฤดูแล้งให้นำเปลือกถั่วเขียวมาคลุมโคนต้น จะกระตุ้นการแตกยอดให้เร็วขึ้น

4.ใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลงปลูก หรือใช้ฟางข้าวคลุมแปลง เพื่อป้องกันวัชพืช และช่วยรักษาความชื้น หากมีการใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลงแล้ว ระบบการให้น้ำ จำเป็นต้องใช้เป็นแบบน้ำหยด ที่มีการให้ปุ๋ยไปกับน้ำพร้อมกัน

5.การดูแลรักษา การให้น้ำ ในระยะที่ปลูกมะกรูด ต้องหมั่นรดน้ำให้ความชุ่มชื้นแก่พืช จะทำให้พืชตั้งตัวได้เร็ว แตกใบอ่อนกิ่งอ่อนดี

6.การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยเพิ่มธาตุอาหารให้พืชเป็นครั้งคราว โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพก็ได้ ปกติจะรับประทานใบมะกรูดเป็นอาหาร จึงมักใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง

7.การป้องกันกำจัดศัตรูพืช จะมีหนอนของผีเสื้อกลางคืนกัดกินใบมะกรูด และยอดอ่อน จึงควรจับตัวออก

8.การดูแลรักษาหลังการปลูก ในช่วง 1-2 เดือนแรก รดน้ำเช้าเย็นเท่านั้น และบำรุงต้นเมื่ออายุปลูกได้ 8 เดือน โดยใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ใส่รอบบริเวณโคนต้น ลดการให้น้ำเหลือเพียงวันละครั้งเดียว เมื่อต้นมะกรูดขึ้นปีที่ 2 ก็ตัดใบไปจำหน่ายได้

9.วิธีตัดใบเพื่อนำไปขาย ให้เลือกตัดกิ่งที่ยาว คล้ายกับการตัดแต่งกิ่ง มีความยาว 50 เซนติเมตร ขึ้นไป และให้แต่งต้นมะกรูดแบบซอยสั้นไปเลย เพื่อให้ต้นได้พัก นำส่วนที่ตัดมามัดเป็นกำ 1 กำ จะมี 7-8 กิ่ง

10.พักต้นต้นมะกรูดไว้ 4 เดือน เมื่อเก็บผลผลิตที่ต้องการหมด เพื่อบำรุงต้นให้แตกกิ่งก้านออกมาอีก ทำการพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และนำโคลนที่อยู่ในท้องร่องสวน ขึ้นมากลบบริเวณโคนต้น เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้กับต้นมะกรูด จะให้ผลผลิตใบได้อีกรอบ ทำหมุนเวียนกันไปเช่นนี้

การตลาดและการจำหน่าย จะสามารถเก็บใบและผลมะกรูดได้ไม่เกิน 3 วัน ใบมะกรูดที่มีตำหนิโรงงานที่รับซื้อใบ และผลมะกรูด นำไปผลิตเป็นน้ำมันหอมระเหย จะมีการรับซื้อทั้งใบและผลโดยรับซื้อเป็นกิโลกรัม เพื่อเตรียมส่งโรงงาน หรือส่งขายตามตลาดขายส่งผักผลไม้ ก็ได้ครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : น้ำหมักชีวภาพ คุณประโยชน์เหลือล้น ถ้ารู้จักใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/260154

วันอังคาร ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ขอทราบวิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพกับพืชต่างๆ นะครับ

เดช ชีวะ

อ.เมือง จ.ลำปาง

คำตอบ คุณประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ จะมีผลทำให้พืชมีการเจริญเติบโตได้ดี และจุลินทรีย์บริเวณรอบรากพืชมีการเพิ่มปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ในบริเวณนั้น และปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ให้กับพืช ที่สำคัญ ในการนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ จึงควรต้องทำให้เจือจางในสัดส่วนที่เหมาะสม ถ้าใช้ในลักษณะเข้มข้น อาจจะเป็นผลเสียต่อพืช พืชอาจตายได้

วิธีใช้น้ำหมักชีวภาพในการเกษตรมีขนาดและอัตราที่เหมาะสม ที่กรมพัฒนาที่ดินแนะนำใช้

1. ข้าว

– ใช้ในการแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 30 ลิตร/เมล็ดข้าว 20 กิโลกรัม ให้แช่เมล็ดข้าว 1-2 วัน ก่อนหว่านเมล็ด

– ในช่วงเตรียมดิน ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 40 ลิตร/ไร่ โดยเจือจางน้ำหมักด้วยน้ำ และฉีดพ่นดินก่อนการไถพรวนดิน หรือไถกลบซังข้าว

– ในช่วงที่ข้าวกำลังเจริญเติบโต ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร/ไร่ โดยเจือจางน้ำหมักด้วยน้ำ แล้วฉีดพ่นต้นข้าว

2.พืชไร่ ในช่วงที่พืชไร่มีการเจริญเติบโต ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร/ไร่ โดยฉีดพ่นบนต้นพืชไร่ ทั้งระยะแตกกิ่ง แตกใบ ออกดอก และติดผล

3.อ้อย และมันสำปะหลัง ให้แช่ท่อนพันธุ์อ้อย และมันสำปะหลัง ในอัตราส่วยการใช้ น้ำหมักชีวภาพ 2 ลิตร/น้ำ 30 ลิตร แล้วนำท่อนพันธุ์แช่ แช่นาน 6-12 ชั่วโมง ก่อนปลูก

4.ไม้ผล ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ1 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร/ไร่และฉีดพ่นบนต้นพืชในทุกระยะ โดยเฉพาะช่วงออกดอก และติดผล

5.พืชผัก และไม้ดอก ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร/ไร่ และฉีดพ่นบนต้นพืชในทุกระยะ

6.คอกเลี้ยงสัตว์ ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 40 ลิตร/พื้นที่ 100 ตารางเมตร และฉีดพ่นบนลาน หรือคอกสัตว์ บนตัวสัตว์ ทุกๆ 1-3 เดือน

7.บ่อกุ้งหรือบ่อปลา ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร/น้ำ 1 คิว โดยเติมน้ำหมักลงบ่อเลี้ยงทุกๆ 1 เดือน

8.การป้องกันโรค และแมลงศัตรูพืช ให้เจือจางน้ำหมักชีวภาพ อัตราส่วน น้ำหมักชีวภาพ 5 ลิตร/น้ำ 50 ลิตร/ไร่ และฉีดพ่นในแปลงเกษตรทุกๆ 1 เดือน

ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของพืช พืชมีความต้องการสารอาหารในระดับที่แตกต่างกัน น้ำหมักชีวภาพที่นำมาใช้แต่ละครั้ง จะมีสารอาหารที่แตกต่างเช่นกัน เกษตรกรเองจะต้องเป็นผู้ค้นคว้าทดลองเอง และเก็บข้อมูลไว้ว่า ในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต พืชต้องการน้ำหมักชีวภาพสูตรใด ความเข้มข้นเท่าใด และระยะเวลาในการฉีดพ่นเท่าใด ไม่มีใครให้คำตอบที่ดีและถูกต้องสำหรับสวนหรือไร่นาของท่านได้ ยกเว้นท่านจะทำการทดลองใช้ และสังเกตอาการของพืชหลังจากใช้น้ำหมักชีวภาพ ก็ปรับใช้ให้ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับพืชของท่านจะสามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมาก นะครับ

นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ปลูกดาวเรืองรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/259152

วันอังคาร ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกดาวเรือง เป็นขั้นตอนที่เข้าใจง่ายๆ ด้วยนะครับ

คำตอบ เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองมีหลายสีหลายพันธุ์ เช่น เหลืองส้ม เหลืองทอง เหลืองอ่อน ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ได้ เพราะทำหมันไว้แล้ว เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกครั้งที่ปลูกพันธุ์ดาวเรืองแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1.ดาวเรืองอเมริกัน ลำต้นสูง 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และ ขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่นขนาดใหญ่ 3-4 นิ้ว มีหลายพันธุ์ ได้แก่พันธุ์เตี้ย สูง 10-14 นิ้ว อาทิ พันธุ์ปาปาย่าไพน์แอปเปิล พันธุ์สูงปานกลาง 14-16 นิ้ว อาทิ พันธุ์อะพอลโล พันธุ์สูง 16-36 นิ้ว อาทิ พันธุ์ดับเบิล อีเกิล

2.ดาวเรืองฝรั่งเศส ต้นเป็นพุ่มเตี้ย 6-12 นิ้ว ดอกขนาดเล็ก 1.5 นิ้ว สีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าเพื่อตัดดอก เป็นดาวเรืองที่สามารถลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการรากปมในรากพืช ได้แก่พันธุ์ดอกชั้นเดียว และพันธุ์ดอกซ้อน

3.ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม ระหว่างดาวเรืองอเมริกันและฝรั่งเศส ดอกใหญ่ มีกลีบซ้อนมาก ต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดให้ดอกเร็วมาก เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ นิยมปลูกหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์นักเก็ต ไฟร์เวิร์ก

วิธีการปลูกดาวเรือง

1.ไถเตรียมดิน ใช้วิธีไถดะและไถกลบ หากมีหญ้าขึ้นก็ไถกลบ ห้ามใช้ยาฆ่าหญ้าเด็ดขาด ควรเสริมด้วยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักแห้ง หรือหมักน้ำชีวภาพ เพื่อเติมจุลินทรีย์ให้ดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1 ตัน/ไร่ ยกร่องแปลงปลูกกว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วัน ยกร่องเตี้ยๆ สูง 1 คืบ

2.ขุดหลุมกว้าง 15 ซม. แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 ซม. ระยะระหว่างต้น 30 ซม. ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุม 1 ช้อนชา แล้วเกลี่ยดินมากลบปุ๋ยเล็กน้อย ป้องกันไม่ให้รากดาวเรืองสัมผัสปุ๋ยโดยตรง

3.เมล็ดพันธุ์ ให้นำไปแช่น้ำ 8- 10 ชั่วโมง ก่อนหว่านในแปลงเพาะ ต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่ม เช้า-เย็น 7 วัน ต้องระวังจิ้งหรีดชอบมากัดกิน นำต้นกล้าอายุ 7-10 วัน มาแยกโดยให้มีวัสดุเพาะหรือดินหุ้มติดรากมาด้วย เพื่อป้องกันรากกระทบกระเทือน นำมาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่มหลังจากนั้น ต้องรดน้ำเช้า-เย็น 7 วัน หลังต้นกล้าตั้งตัวได้ดีจึงรดน้ำวันละ 1 ครั้งตอนเช้า ในช่วงที่ดอกเริ่มบานไม่ควรรดน้ำโดนดอก

4.การปลูกย้ายลงแปลงปลูกที่เตรียมไว้ เมื่อเพาะได้ 25-30 วัน โดยใช้ระยะห่างระหว่างต้น 50 ซม. ระหว่างแถว 1 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ 3,500 ขุม ขุมละ 1 ต้น

5.ใส่ปุ๋ยให้ใช้น้ำหมักชีวภาพรดทุกๆ 7 วัน และเติมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ทุก 15 วัน ต้นดาวเรืองจะเจริญเติบโตได้เร็วมาก แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย

6.ช่วงดาวเรืองอายุ 30 วัน ส่วนยอดจะมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้งเพื่อให้แตกกิ่งข้าง

7.หลังจากปลูก 40-45 วัน ดอกยอดจะมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3 วัน คงเหลือดอกยอดไว้ดอกเดียว

8.เก็บเกี่ยว เมื่ออายุ 2 เดือน หากดูแลดีจะสูงถึงเอว ดอกที่ออกช่วงแรกๆ จะมีขนาดใหญ่ขายได้ในราคาสูง หากดอกเล็กราคาจะถูกลง ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะได้ประมาณ 10-12 ดอก/ต้น

9.การตัดดอก จะตัดได้ 2 แบบ แล้วแต่ความต้องการของผู้ซื้อ คือ ตัดทั้งก้าน โดยความยาวของก้านประมาณ 4 นิ้ว กับตัดเฉาะดอก เรียกว่าดอกตุ้มเอาไปร้อยมาลัย

โรคและแมลงที่สำคัญ ได้แก่

1.โรคเหี่ยว มักเกิดกับดาวเรืองที่ดอกกำลังเริ่มทยอยบาน ระยะแรกมีอาการคล้ายกับดาวเรืองขาดน้ำ อาการเหี่ยวจะแสดงในตอนกลางวันส่วนกลางคืนจะปกติ หลังจากนั้น 3-4 วัน ดาวเรืองก็จะเหี่ยวทั้งต้นและตาย ป้องกันโดยใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อราสัปดาห์ละครั้ง ถ้าพบต้นที่เป็นโรคและตายในแปลงต้องรีบกำจัด

2. โรคราแป้ง เกิดจากเชื้อราจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นฝุ่นสีขาว ตามใบของดาวเรือง ทำให้ใบหยิก การเจริญเติบโตชะงัก ถ้าเป็นมากอาจทำให้ต้นตายในที่สุดการป้องกันโดยใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อรา

3.เพลี้ยไฟ ดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนและใบอ่อน จะเห็นมีรอยขีดตามใบหรือกลีบเลี้ยงของดอก เพลี้ยไฟจะระบาดมากในช่างฤดูร้อนการป้องกันโดยใช้สารเคมีฝังรอบโคนต้น หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมีสัปดาห์ละครั้ง

4.หนอนกระทู้หอม เป็นหนอนของผีเสื้อกลางคืน จะเข้าทำลายการป้องกันกำจัดโดยฉีดพ่นด้วยสารเคมี
นาย รัตวิ

รักษ์เกษตร : ‘หญ้าแฝก’อนุรักษ์ระบบนิเวศแหล่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/258224

วันอังคาร ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

x

คำถาม ขอทราบวิธีการปลูกหญ้าแฝกในพื้นแหล่งน้ำ ทางน้ำในชุมชน มีวิธีการปฏิบัติอย่างไร

สมรัก สิทธิชาติ

อ.สรรพยา จ.ชัยนาท

คำตอบ การปลูกหญ้าแฝกเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมและนิเวศ ลดการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยเก็บกักตะกอนดินในพื้นที่ลาดชัน ช่วยให้ดินมีศักยภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ดินเสื่อมโทรม หรือพื้นที่ดินมีปัญหา จึงมีส่วนช่วยฟื้นฟู และปรับปรุงดินให้มีสภาพดีขึ้น โดยนักวิชาการเกษตรของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำขั้นตอนวิธีการปลูกหญ้าแฝก ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมกล้าหญ้าแฝกเพื่อนำไปปลูก โดยต้องขยายพันธุ์กล้าหญ้าแฝกให้มีจำนวนพอเพียง และให้ได้กล้าที่มีความแข็งแรง โดยติดต่อขอกล้าพันธุ์ได้จากสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดใกล้บ้าน

ขั้นตอนที่ 2 วางแนวปลูกหญ้าแฝกบริเวณแหล่งน้ำ เพื่อป้องกันการตื้นเขินและเพื่อรักษาคุณภาพน้ำ

1.อ่างเก็บน้ำ ต้องวางแนวปลูกเป็นแถวตามแนวระดับ 3 แถว แถวที่ 1 วางแนวปลูกที่ระดับทางน้ำล้น ที่ระดับกักเก็บน้ำจนรอบอ่าง แถวที่ 2 วางแนวที่ระดับสูงกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 ซม. จนรอบอ่าง และแถวที่ 3 วางแนวที่ระดับต่ำกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 ซม. จนรอบอ่าง วิธีการวางแนวปลูกหญ้าแฝกคือ

-สำรวจหาทางน้ำล้นของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้เครื่องมือง่ายๆ เพื่อวางแนวระดับ ใช้สายยางหาระดับแบบช่างไม้ ประกอบด้วย ไม้ระแนงยาว 2.50 เมตร จำนวน 2 ท่อน กาเครื่องหมายสำหรับวัดระยะไว้บนไม้ทั้ง 2 ท่อนความละเอียดเป็นเซนติเมตร ตลอดความยาว 2.50 เมตร

-ใช้สายยางขนาด 2 หุน ยาว 13 เมตร มัดทาบกับไม้ระแนง แล้วกรอกน้ำใส่สายยาง จนเมื่อตั้งไม้ระแนงในที่เรียบระดับน้ำที่อ่านได้จะอยู่ระดับเดียวกันที่เครื่องหมาย 1.50 เมตร ทั้ง 2 ท่อน ซึ่งจะอยู่ใกล้เคียงระดับสายตา

-วางแนวระดับเพื่อปลูกหญ้าแฝกแถวที่ 1 โดยใช้คน 2 คน ถือไม้ที่มีสายยางติดอยู่คนละอัน คนแรกวางไม้ที่จุดทางน้ำล้น ส่วนคนที่ 2 เดินไปตามแนวระดับวางไม้ที่พื้น ขยับไม้หลักขึ้นลงให้ระดับน้ำในสายยางเท่ากับระดับน้ำในสายยางของคนที่ 1 ตอกหมุดหลักไว้ จากนั้นคนที่ 1 ย้ายไปวางไม้ที่จุดตอกหมุดหลักไว้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนรอบอ่าง ก็จะได้เส้นแนวระดับที่จะปลูกหญ้าแฝกแถวที่ 1

-วางแนวระดับเพื่อปลูกแถวที่ 2 ซึ่งอยู่สูงกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 ซม. ก่อนอื่นต้องหาระยะห่างตามแนวดิ่ง โดยใช้คน 2 คนถือไม้ ที่มีสายยางติดอยู่คนละอัน คนแรกวางไม้ที่จุดทางน้ำล้น จุดเดียวกับที่ดำเนินการข้อ 3 ส่วนคนที่ 2 เดินไปวางไม้เหนือคนที่ 1 โดยหาจุดที่ระดับน้ำในสายยางลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.30 เมตร ก็จะได้จุดวางแนวที่ 2 ซึ่งอยู่สูงกว่าแนวที่ 1 คือ 20 ซม. ตอกหมุดหลักไว้ จากนั้นให้คนที่ 1 ย้ายไปวางไม้ที่จุดตอกหมุดหลัก ส่วนคนที่ 2 เดินไปตามแนวระดับวางไม้ที่พื้น โดยให้ระดับน้ำในสายยางเท่ากับระดับน้ำในสายยางของคนที่ 1 แล้วตอกหมุดหลักไว้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนรอบอ่าง

-วางแนวระดับเพื่อปลูกหญ้าแฝกแถวที่ 3 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 ซม. โดยหาจุดวางแนวเช่นเดียวกับแนวที่ 2 โดยคนแรกวางไม้ที่จุดทางน้ำล้น ส่วนคนที่ 2 เดินวางไม้ต่ำกว่าคนที่ 1 โดยหาจุดที่ระดับน้ำในสายยางของคนที่ 1 อ่านได้ที่ระดับ 1.30 เมตร หรือจากการอ่านระดับน้ำในสายยางของคนที่ 2 ได้ 1.70 เมตร แสดงว่าจุดที่คนที่ 2 จะอยู่ต่ำกว่าจุดทางน้ำล้น 20 ซม. ให้ตอกหมุดหลักไว้ จากนั้นวางแนวระดับจากจุดที่ตอกหมุดไว้ โดยวิธีการเช่นเดียวกับที่ทำแถวที่ 2 จนรอบอ่าง

2.บ่อน้ำ สระน้ำ จะต้องวางแนวปลูกหญ้าแฝกเป็นแถวตามแนวระดับ 2 แถว คือ แถวที่ 1 ที่ระดับขอบบ่อ ห่างจากริมขอบบ่อประมาณ 50 ซม. แถวที่ 2 ที่ระดับทางน้ำเข้า วิธีการคือ วางแนวระดับเพื่อปลูกหญ้าแฝก ทำเช่นเดียวกับวิธีการวางแนวระดับ เพื่อปลูกหญ้าแฝกรอบอ่างเก็บน้ำ

3.คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ แม่น้ำลำคลอง ให้ปลูกเป็นแถวตามแนวระดับขนานไปตามคลองส่งน้ำ หรือแม่น้ำลำคลอง ห่างจากริมคลองส่งน้ำหรือริมแม่น้ำลำคลอง 50 ซม.

ขั้นตอนที่ 3 ควรย่อยดินให้ละเอียดในแนวปลูกที่กำหนด ถ้าได้มีการปรับปรุงดินตามแนวปลูกโดยคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก แล้วโรยด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 แต่เพียงบางๆ

ขั้นตอนที่ 4 ควรปลูกตอนต้นฤดูฝน เอาถุงพลาสติกเพาะชำออก วางเรียงในร่องที่เตรียมดินไว้ห่างกัน 5-10 ซม.กลบดินให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม

ขั้นตอนที่ 5 การดูแลรักษา ควรตรวจ ดูแล และปลูกซ่อมต้นที่ตายไปตัดให้เหลือความสูงระดับประมาณ 40-50 ซม. หลังปลูกประมาณ 3 เดือน และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โรยบางๆ

นาย รัตวิ