รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/521356

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส...ยางไทยอนาคตสดใส

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติโควิด-19เป็นโอกาส…ยางไทยอนาคตสดใส

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธนาคารโลกได้คาดว่า ปีนี้ GDP ของประเทศจะลดลงอย่างน้อย 5% อย่างไรก็ดี ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศที่ควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย ยางพาราพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์โควิด-19 เช่นกัน ส่งผลให้ราคาลดลงในช่วงที่เกิดการระบาดใหม่ๆ แต่เมื่อการระบาดยังไม่มีท่าทีลดลง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง หลายประเทศเกิดการระบาดซ้ำเติมระลอกที่ 2 ที่ 3 สถานการณ์ราคายางกลับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2563 น้ำยางสดลดลงไปต่ำสุดเหลือเพียง 35 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 39 บาทต่อกิโลกรัม และทรงตัวอยู่ในระดับราคานี้นานพอสมควร จากนั้นก็ค่อยๆขยับราคาขึ้น ล่าสุด ณ วันที่ 21 กันยายน 2563 น้ำยางสดราคา 47 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 58 บาทต่อกิโลกรัม

สาเหตุที่ราคายางเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยอะไร และแนวโน้มอย่างไร?

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ราคายางขณะนี้ว่า การระบาดของโควิด-19 ทำเกิดกระแส New Normal คนหันมาตระหนักและใส่ใจเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีความต้องการมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นถุงมือยาง หรือหน้ากากอนามัยที่มีส่วนผสมของยาง เพื่อนำไปใช้ในวงการแพทย์และใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะถุงมือยางธรรมชาติที่มีอัตราความต้องการใช้สูงขึ้นเป็นทวีคูณ โดยช่วงก่อนมีการระบาด มูลค่าการส่งออกถุงมือยางประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี แต่ปัจจุบันเป็นไปได้ที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มถึง 50,000 ล้านบาทต่อปี

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางเพิ่มสูงขึ้นคือ จีน ซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันรายใหญ่ที่สุดจากประเทศไทย ซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออก ได้มีมาตรการส่งเสริมการขยายกำลังการผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เพื่อตอบโจทย์การใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการใช้รถยนต์สาธารณะ ซึ่งจะช่วยลดแพร่เชื้อโควิด-19 ทำให้การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลของจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เมื่อยอดการผลิตรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้ยางแผ่นรมควัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางรถก็เพิ่มขึ้นด้วย จะเห็นได้ชัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index : PMI) ของจีนปรับจาก 52.8 เป็น 53.1 รวมทั้ง GDP ของจีนยังเพิ่มขึ้น +3.2% อีกด้วย ขณะที่ประเทศอื่นในโลกยังติดลบ นั้นหมายความว่าจีนฟื้นตัวกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ 100% แล้ว ซึ่งส่งผลดีต่อราคายางในตลาดโลกที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต

แม้ว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐอมริกาและยุโรปยังรุนแรงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม แต่มีกระทบต่อราคายางของไทยไม่มากเท่ากับจีน ดังนั้น เมื่อจีนฟื้นได้เร็ว ราคายางไทยจากที่ตกต่ำจึงฟื้นตัวตามตลาดจีน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมใช้ยางแผ่นดิบรมควันในประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องการใช้อุปกรณ์เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตประจำวันที่ใช้น้ำยางเป็นวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นยางรองกันลื่นรองเท้ากันลื่น อุปกรณ์ช่วยหายใจ สายน้ำเกลือเพิ่มขึ้น ดังนั้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบแปรรูปจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันและยังส่งผลให้มีนักลงทุนจำนวนมากสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปอุปกรณ์ดังกล่าวอีกด้วย

ในเรื่อง Demand และ Supply ก็มีผลเช่นกัน ขณะนี้แนวโน้มความต้องการ หรือ Demand ใช้ยางเริ่มเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณยางหรือ Supply กลับลดลง สต๊อกยางหดหายเพราะเข้าสู่ฤดูฝน ประกอบกับแรงงานกรีดยาง ซึ่งปัจจุบันจะใช้แรงงานสัญชาติเมียนมาเป็นหลัก ไม่สามารถเดินทางมารับจ้างกรีดยางได้ เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้ปริมาณยางเข้าสู่ตลาดน้อยลง สต๊อกยางถูกออกนำมาใช้จนแทบไม่มีสต๊อกแล้วในขณะนี้ ดังนั้น เมื่อ Demand มีมากกว่า Supply ราคายางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น

“หลังเกิดวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางธรรมชาติมีอัตราเติบโตสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคายางที่ใช้เป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพด้วย คาดว่า ปีนี้มูลค่าส่งออกยางของไทยจะสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในอนาคตมูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมยางจะเพิ่มขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางธรรมชาติที่มียอดสั่งซื้อสูงไปจนถึงปีหน้า ดังนั้น ทิศทางราคายางค่อนข้างมั่นใจได้ว่ามีแนวโน้มที่ดี ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อชาวสวนยางโดยตรง และ กยท.จะยังเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ เพื่อมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมยางในประเทศไทยเข้มแข็งอย่างยั่งยืน” นายณกรณ์กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า การระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลาง การพัฒนาอุตสาหกรรมยางธรรมชาติได้ ทั้งนี้ กยท.วางแผนเตรียมจัดพื้นที่ที่จะใช้ศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลกพื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่งรวมถึงพื้นที่กิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาดซึ่งกยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศชาติ สำหรับพื้นที่เหมาะสมนั้นมีหลายพื้นที่ แต่ที่มีความเป็นไปได้สูงคือ พื้นที่ของ กยท.ที่ ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช กว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพความพร้อมและความเหมาะสมสูง

ทั้งนี้ กยท.ตั้งเป้าผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดต้องการมากในขณะนี้ ตลอดจนเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพารา ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้ยางและไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงอีกด้วย

ถึงเวลาที่ยางพาราของไทยจะฟื้นตัว เกษตรกรมีความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เสียที…

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/520218

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี  ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

รายงานพิเศษ : สถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ124ปี ลั่นลุย5ภารกิจ-พ่วงจ้างงาน3หมื่นอัตราช่วยคนไทยฝ่าโควิด-19

วันพุธ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ข้าราชการและพนักงานกรมป่าไม้ ร่วมทำพิธีถวายเครื่องสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนป่าไม้ เพื่อรำลึกถึงคุณความดีของบรรพชนและวีรชนป่าไม้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 124 ปี วันสถาปนากรมป่าไม้ ภายในงานมีพิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร หนังสือชมเชยแก่ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้และรางวัลอื่น โดยมีนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯเป็นประธานมอบรางวัล

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 124 ปี กรมป่าไม้มุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจการบริหารทรัพยากรป่าไม้ของชาติให้เกิดความสมดุลยั่งยืน ปัจจุบันกำหนดวิสัยทัศน์การเป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นรักษาป่า ส่งเสริมไม้มีค่า ป่าชุมชน คนอยู่กับป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย โดยมีภารกิจ 5 ด้านที่เรามุ่งมั่นดำเนินการช่วง 1 ปีที่ผ่านมาประกอบด้วย การป้องกันและรักษาป่า โดย กรมป่าไม้ร่วมกับ GISTDA พัฒนาระบบปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าสามารถมองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น หลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะหลังไม่ค่อยมีข่าวบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ เพราะเราป้องปรามตั้งแต่ต้น จนตรึงพื้นที่ป่าไว้ที่ 32% ของเนื้อที่ประเทศ และมีแนวโน้มทำให้เพิ่มขึ้นได้

สำหรับภารกิจที่ 2 คือ ส่งเสริมไม้มีค่าและเรื่องป่าชุมชน โดยรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้เร่งผลักดันการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนดูแลป่าชุมชนในระดับต่างๆ เช่น คณะกรรมการระดับชุมชน คณะกรรมการระดับจังหวัด และคณะกรรมการระดับนโยบาย ซึ่งทั้งหมดดำเนินการจนเสร็จแล้ว ขณะเดียวกัน มีการรับรองจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง ซึ่งใกล้จะบรรลุเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศแล้ว

ภารกิจต่อมา การส่งเสริมคนอยู่กับป่า หรือการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรยากไร้ส่วนภารกิจสุดท้ายคือ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อความสุขของคนไทย นอกจากภารกิจหลักทั้ง 5 ด้านดังกล่าว ในรอบปีที่ผ่านมา กรมป่าไม้ ยังเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยจ้างงานให้ประชาชนเข้าไปช่วยงานป่าไม้ทั่วประเทศ 5,000 คน และในปี 2564 ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อนำมาจ้างงานในตำแหน่งต่างๆ รวม 30,000 คน ในอัตราค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

“ภารกิจทั้ง 6 ด้านนี้คือ สิ่งที่เราลงมือทำตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องให้สำเร็จในช่วงก้าวย่างสู่ปีที่ 125 ของกรมป่าไม้ ทั้งเรื่องรักษาป่าที่ต้องเข้มงวดต่อไป การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าขยายผลป่าชุมชนให้ครบ 15,000 ชุมชน จัดสรรที่ดินทำกินให้แล้วเสร็จในทุกพื้นที่ และการรณรงค์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั้งหมดนี้คือ ความท้าทายที่เราต้องทำให้บรรลุตามเป้าหมายให้เร็วที่สุด” อธิบดีกรมป่าไม้กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’ คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519937

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

รายงานพิเศษ : ‘กรมประมง’คว้า3รางวัลเลิศรัฐประจำปี’63

วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2563 จำนวน 3 รางวัล ใน 2 สาขา คือ สาขาบริการภาครัฐ จำนวน 1 รางวัล และสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล โดยอธิบดีและตัวแทนกลุ่มเกษตรกรที่ผลงานได้รับรางวัล เข้ารับโล่รางวัลเลิศรัฐจากรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่หน่วยงานที่มีความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ โดยการพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการภายในองค์กร และเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมการบริหารราชการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชน จนเกิดการทำงานร่วมกันในลักษณะหุ้นส่วนและความร่วมมือ นำไปสู่การพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ กรมประมงได้รับรางวัลเลิศรัฐ2 สาขา จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย สาขาบริการภาครัฐจำนวน 1 รางวัล ประเภท : นวัตกรรมการบริการ “ระดับดี” คือระบบสารสนเทศเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ (Thai Flage Catch Certification System) โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการยื่นคำขอต่างๆ และจัดทำรายงานเพื่อเป็นการลดการใช้พลังงานน้ำมันลดระยะเวลาในการเดินทางเพื่อจัดส่งเอกสารในการตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ

สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม จำนวน 2 รางวัล ประกอบด้วย ประเภท : สัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม “ระดับดี” คือ ลูกอ๊อดเงินล้าน…เพิ่มคุณภาพชีวิตเกษตรกรหนองแต้ เป็นการทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบัน กลุ่มเกษตรกรและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ประเภท : เลื่องลือขยายผล “ระดับดี” คือ โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมแหล่งน้ำชุมชนหนองอีเริง จ.ชัยภูมิ และแหล่งน้ำหนองก่าน-สุขสำราญ จ.หนองบัวลำภู เป็นโครงการส่งเสริมและสนับสนุน การทำงานแบบมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาครัฐ ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำ และเป็นธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำของชุมชนเพื่อให้ชุมชนมีสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภค ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน และสร้างความรักความสามัคคีในชุมชน

“สำหรับรางวัลที่กรมประมงได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศ และนับเป็นก้าวสำคัญของ กรมประมงที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาการให้บริการ ตลอดจนการพัฒนาองค์การของกรมประมง เพื่อมุ่งไปสู่ความเป็นเลิศในการปฏิบัติราชการและระบบราชการ 4.0 อันแสดงให้เห็นถึงการดำเนินการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการประมงไทยเพื่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเปิดระบบราชการให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารราชการและทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภาครัฐในการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/519685

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ  ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯชุมแสงจันทร์ฯต่อยอดธุรกิจ ส่งเสริมเลี้ยงปลาทับทิมสร้างรายได้หลักล้านให้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ถือเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายและสอดคล้องกับแผนพัฒนาภาคตะวันออก ทั้งด้านพัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ เป็นจุดรวบรวมผลผลิตของสมาชิก ส่งจำหน่ายให้พ่อค้าในราคาเป็นธรรม และเสริมสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตและการมีส่วนร่วมของสมาชิกตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังสร้างรายได้เสริม ยึดหลักการช่วยเหลือกันตามหลักการสหกรณ์ ส่งผลให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นายสันติ ขจรเวชไพศาล ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง เปิดเผยว่า สหกรณ์ฯตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีสมาชิก 2,233 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 221 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจด้านสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมผลผลิต และธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบริการสมาชิก โดยสหกรณ์ฯ จะเป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยเฉพาะยางพารา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนงบประมาณในการสร้างโกดังรวบรวมยางพาราให้กับสหกรณ์ฯ จำนวน 4.62 ล้านบาท และในปี 2563 นี้ สหกรณ์ฯ รวบรวมผลผลิตยางพาราได้จำนวน 499.02 ตัน มูลค่า 20.154 ล้านบาท นอกจากการรวบรวมยางพาราแล้ว สหกรณ์ฯ ยังทำการรวบรวมผลไม้ตามฤดูกาลจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย ปีนี้สหกรณ์ฯ ได้รับสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ในการรวบรวม มังคุดจำนวน 4.47 ตัน มูลค่า 480,000 บาท และทุเรียนจำนวน 6.66 ตัน เพื่อจัดจำหน่ายผ่านออนไลน์ สร้างมูลค่า 1.199 ล้านบาท และเมื่อสรุปผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทุกชนิดแล้ว สหกรณ์ฯ มีกำไรประมาณ 4.51 ล้านบาท

นอกจากการดำเนินธุรกิจหลักทั้ง 4 ด้านแล้ว สหกรณ์ฯยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรให้สมาชิกได้นำผลผลิตมาจำหน่ายที่สหกรณ์ฯ โดยมียอดจัดจำหน่ายเฉลี่ย 3,000-5,000 บาทต่อวันการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาประมาณ 14 ปี รูปแบบในการส่งเสริมนั้น ทางสหกรณ์ฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาให้กับสมาชิก จำนวน 1,500 ตัว/กระชัง และจัดหาอาหารปลามาจำหน่ายให้กับสมาชิก เมื่อถึงช่วงเวลาจับปลา สหกรณ์ฯ จะเป็นผู้รวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้กับพ่อค้า และส่วนหนึ่งจะจำหน่ายตลาดในพื้นที่ โดยสหกรณ์ฯ จะดำเนินการหักค่าพันธุ์ปลา ค่าอาหาร และจ่ายส่วนที่เหลือให้กับสมาชิกซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรสมาชิกรวมกลุ่มกันเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังรวมทั้งสิ้น 400 กว่ากระชัง ใช้เวลาเลี้ยงต่อรุ่นประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถจับจำหน่ายได้ ในราคาที่ดี เฉลี่ยหน้ากระชังกิโลกรัมละ 70-80 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยกิโลกรัมละ 55 บาทเท่านั้น สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกที่ร่วมโครงการในหลักล้านบาทต่อรายต่อปี ทั้งนี้ ปลาทับทิมของสหกรณ์ฯ เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมาก เนื่องจากเนื้อแน่น รสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นคาวปัจจุบันเริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานของสมาชิกกลับมาสานต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ จะมีวิธีคิดในการเลี้ยงปลาที่ทันสมัยและให้ได้คุณภาพมากขึ้น และมีการวางแผนที่ดีเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยมีการจดบันทึกเพื่อให้ทราบอัตราการเจริญเติบโตของปลาตั้งแต่เริ่มต้นปล่อยปลาในกระชัง จนกระทั่งตัวโตเต็มที่สามารถจับขายได้

“การดำเนินงานทุกกิจกรรม สหกรณ์ฯให้ความสำคัญกับสมาชิกเป็นอย่างยิ่ง ช่วยเหลือกันโดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัว
ขับเคลื่อน โดยเฉพาะสนับสนุนการประกอบอาชีพ เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เสริม ทางสหกรณ์ฯจะช่วยเหลือสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้นร่วมวางแผนผลิตควบคู่ไปกับวางแผนการตลาด ป้องกันการเกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ รวมถึงจัดหาพื้นที่ให้สมาชิกนำผลผลิตมาจำหน่ายในรูปแบบตลาดเกษตรกร และร้านซูเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย” นายสันติ กล่าว

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518572

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส...  นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

รายงานพิเศษ : พลิกวิกฤติเป็นโอกาส… นำไทยก้าวสู่‘Hub of Natural Rubber Glove’

วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางเป้าหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของกยท. ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ “นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท”

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในปัจจุบันทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การใช้ยางพาราก็ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ราคายางยังทรงตัว โดยล่าสุด ราคากลางยางพารา ราคาประมูลแผ่นดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 51.80 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันเฉลี่ยอยู่ที่ 54.49 บาท/กก. แต่จุดที่น่าสนใจคือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยาง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด เป็นต้น ในตลาดกลับมีความต้องการเพิ่มขึ้น

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. มั่นใจว่า หลังวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น กยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ “สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส” พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs)หรือ Startups ด้วย

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 12-15% ในทุกปี มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 37,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลกครองส่วนแบ่งทางการตลาด 60% ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 มีส่วนแบ่งทางการ 15% อย่างไรก็ตาม ล่าสุด กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” โดยประกาศจุดยืน “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวว่า ปัญหาและอุปสรรคของอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทยที่ผ่านมา มาจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เป็นปัจจัยจากภายนอกประเทศโดยเฉพาะในเรื่องการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติ ทำให้ประเทศผู้นำ เข้าถุงมือยางรายใหญ่ คือ สหรัฐอเมริกา อียู และญี่ปุ่น มีความกังวลจากการแพ้โปรตีนดังกล่าวหันไปใช้ถุงมือ ยางสังเคราะห์ ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของถุงมือยางสังเคราะห์มากกว่า 60% เหลือเป็นตลาดของถุงมือยางธรรมชาติไม่ถึง 40%

นอกจากนี้ ในเรื่องมาตรฐานถุงมือยาง สหรัฐอเมริกาได้กำหนดมาตรฐานที่เรียกว่า ASTM Standard ขึ้นมา ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกับมาตรฐาน ISO1993 ที่เป็นมาตรฐานสากลใช้กันส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยมาตรฐาน ASTM ที่ใช้กับถุงมือผ่าตัดมีข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติของโปรตีน ในขณะที่มาตรฐาน ISO ไม่ได้มีการกำหนดปริมาณโปรตีนที่ทำให้เกิดอาการแพ้ รวมทั้งในการกำหนดคุณสมบัติของการดึง การยืด ที่เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพความทนทานของถุงมือยางก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งถุงมือผ่าตัดที่ทำจากยางธรรมชาติ มีคุณสมบัติความยืดหยุ่นดีกว่า

ส่วนของปัจจัยภายในประเทศที่เป็นปัญหาและอุปสรรคคือ หน่วยงานภาครัฐ ยังไม่มีหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลอุตสาหกรรมถุงมือยางโดยตรง มีเพียงการกำกับ ควบคุมการประกอบธุรกิจถุงมือยางกับผู้ประกอบการไทยมากกว่าการส่งเสริม สนับสนุนเท่านั้น จะเห็นได้จากประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ห้ามผลิต นำเข้า หรือขายถุงมือสำหรับการศัลยกรรมชนิดมีแป้ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะร่วมกันผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก”นั้น จะเป็นไปไม่ได้ มีในทางตรงข้ามกลับโอกาสสูงที่เป้าหมายดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จ

“หากต้องการให้ถุงมือยางเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศไทยรัฐบาลจะตัองจัดทำนโยบาย เป้าหมาย และพันธกิจอย่างชัดเจนจะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมแปรรูปยางโดยตรง ตั้งเป้าหมายให้ถุงมือเป็น Product Champion และมีการจ้าง lobbyist ในสหรัฐอเมริกา เพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดของอุตสาหกรรมนี้ พร้อมทั้งจะต้องสนับสนุนเงินทุนในการสร้างโรงงาน เนื่องจากอุตสาหกรรมถุงมือยางเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนมหาศาล” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้จะต้องเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ ผลการวิจัยถุงมือยางธรรมชาติสามารถลดค่าโปรตีนได้ และได้ตามค่ามาตรฐานที่กำหนดทั้งในระดับวัตถุดิบ และในระดับกระบวนการผลิต โดยได้มีการตรวจสอบผ่านมาตรฐาน ASTM เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย พร้อมทั้งจะต้องเร่งวิจัยและพัฒนาลดต้นทุนการผลิตถุงมือยางธรรมชาติ เพื่อให้สามารถแข่งขันกันถุงมือยางสังเคราะห์ ซึ่งถุงมือยางธรรมชาติของไทยเมื่อสามารถควบคุมปริมาณโปรตีนได้แล้ว จะมีข้อได้เปรียบในเรื่องความยืดหยุ่น ที่ความทนทานต่อการดึง ขาดยาก ในขณะที่ถุงมือยางสังเคราะห์ไม่สามารถทำได้ ถือเป็นจุดแข็งของถุงมือยางธรรมชาติของไทย ดังนั้น ถุงมือยางธรรมชาติของไทย สามารถที่เข้าไปตีตลาดถุงมือยางสังเคราะห์ในสหรัฐอเมริกาและอียู ซึ่งเป็นประเทศผู้ใช้รายใหญ่ของโลกได้ รวมทั้งยังมีประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางธรรมชาติ

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า การประกาศจุดยืนของ กยท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่จะร่วมกันบูรณาการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural Rubber Glove” นั้นจะทำให้เกิดพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบอย่างยั่งยืน โดย BOI จะการหาแนวทางการส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และด้านการบริการสนับสนุนธุรกิจผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ มาตรการเรื่องของการลดหย่อนภาษี มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา และการพัฒนามาตรฐานการผลิตต่างๆ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะผลักดันเรื่องการตลาด การลงทุน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลิตภัณฑ์ยางของไทย โดยจัดกิจรรมส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยผ่านกิจกรรมจับคู่ ธุรกิจออนไลน์ ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อถุงมือยางการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และนักลงทุนในต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ในขณะที่ MTEC จะประชาสัมพันธ์ผลการวิจัยสามารถลดปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำในถุงมือยางธรรมชาติได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรม ตามมาตรฐานที่ ASTM กำหนด โดยคุณสมบัติทางการภาพยังคงเหมือนเดิมขณะนี้ การวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว จึงเชื่อว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลก และแข่งขันกับถุงมือยางสังเคราะห์ได้

ส่วนสมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย ในฐานะกลุ่มผู้ผลิตถุงมือยาง ก็ประกาศพร้อมที่ขยายการผลิต โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อจะนำวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากเกษตรกรชาวสวนยาง มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติ แม้ในปัจจุบันถุงมือธรรมชาติจะมีสัดส่วนการใช้ไม่ถึง 40 % แต่ก็จะเป็นโอกาสของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางถุงมือยางธรรมชาติของโลกในอนาคต ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรทำการตลาดด้านถุงมือยางธรรมชาติ ส่งเสริมเกษตรกรไทย โดยให้ทางรัฐบาลใช้น้ำยางพาราของไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์หนึ่งของการส่งออก นำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางพาราแท้ 100 % รวมถึงสร้าง Presenter ที่มีความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่น พร้อมทั้งใช้ PR Marketingให้ถุงมือยางพาราจากประเทศไทย เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือสร้างความโดดเด่นของถุงมือยางพาราในวิกฤตการณ์ COVID-19 สื่อสารให้เกิดการรับรู้ถึงประโยชน์ คุณสมบัติ ข้อดี ของถุงมือยางพาราธรรมชาติ

ถ้าทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการพลิกวิกฤติโควิด-19 เป็นโอกาสผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “Hub of Natural RubberGlove” หรือ “เป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” ไม่ไกลเกินฝัน

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518294

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร...ใช้บัญชีนำทาง  ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

รายงานพิเศษ : คนรุ่นใหม่ทำเกษตร…ใช้บัญชีนำทาง ช่วยวิเคราะห์-วางแผนการผลิต

วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรวัย 35 ปี จากจังหวัดสิงห์บุรี ผันตัวจากพนักงานโรงงานสู่อาชีพเกษตรกร โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ทำเกษตรผสมผสาน และปลูกฝรั่งปลอดสารพิษ พร้อมนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์และช่วยในการวางแผนการผลิต จนประสบความสำเร็จ ผลผลิตขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดและยังสามารถกำหนดราคาได้เอง

นายชยุตม์ โตสำราญ ครูบัญชีอาสาจากจังหวัดสิงห์บุรี และเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดประจำปี 2563 เปิดเผยว่าก่อนหน้าที่จะมาทำการเกษตรผสมผสาน เคยทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร ประมาณ 5-6 ปี จึงลาออกมา เพราะมองว่าการเป็นลูกจ้างก็เพียงทำงานให้เจ้าของกิจการรวย แต่เราเองมีเงินเดือนเท่าเดิมแค่พออยู่พอกินเท่านั้น ไม่มีเงินเก็บเงินออม อีกทั้งต้องการกลับมาดูแลแม่ที่สุขภาพไม่ดี จึงตัดสินใจกลับบ้านและเลือกที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน โดยน้อมนำแนวทางที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ ซึ่งเมื่อค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่แบบยั่งยืน ทำให้ได้หลักการที่ว่าหากทำการเกษตรแบบพืชผสมผสานปลูกทั้งพืชอายุสั้นและพืชอายุยืนผสมผสานสลับกัน ก็จะมีผลผลิตบริโภคและจำหน่ายได้ตลอดทั้งปีเมื่อคิดได้ดังนั้นก็ตัดสินใจลงมือทำทันที ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำเกษตรแบบปลอดสารพิษเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวเราเองและผู้บริโภค เริ่มต้นจากปรับพื้นที่จำนวน 3 งาน ปลูกฝรั่ง เพราะเห็นคุณยายข้างบ้านปลูกฝรั่งแล้วมานั่งขายกิโลกรัมละ 10 บาท เพียงแค่ช่วงเช้าคุณยายก็ได้เงินกลับไปหลายร้อยบาท จึงมีความคิดว่า หากเราจะปลูกบ้างก็ต้องขายได้เช่นกันแต่จะปลูกคนละสายพันธุ์กับคุณยายเพื่อที่จะได้ไม่แย่งตลาดกันซึ่งคุณยายปลูกพันธุ์แป้นสีทอง ตนจึงหาฝรั่งพันธุ์กิมจูมาทดลองปลูก 50 ต้น แต่เนื่องจากต้องใช้เวลา 7-8 เดือนจึงจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ ระหว่างนั้น ก็ปรับพื้นที่ระหว่างต้นฝรั่งทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

แต่การปลูกฝรั่งใน 2 ปีแรก ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผลผลิตที่ได้น้อยมากเฉลี่ยไม่ถึง 20 กิโลกรัม เพราะยังขาดประสบการณ์และความรู้ด้านการจัดการต่างๆ ที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ละความพยายาม ตัดสินใจเข้าหาแหล่งความรู้ทั้งหาหนังสือมาอ่านและขอคำแนะนำจากทางสำนักงานเกษตรอำเภอค่อยๆ เรียนรู้จนกระทั่งได้ผลผลิตฝรั่งกิมจูเพิ่มมากขึ้นและมีรสชาติดี โดยชูจุดขายการเป็นฝรั่งปลอดสารพิษปรากฏว่าช่วงแรกยังขายไม่ดีนัก เพราะลูกค้ายังไม่รู้ว่าฝรั่งที่ปลอดสารพิษกับไม่ปลอดสารพิษแตกต่างกันอย่างไร จึงนำผลผลิตมาให้ลูกค้าชิมบ่อยๆ จนลูกค้าเริ่มติดใจและขายดีขึ้นตามลำดับ ราคาขายฝรั่งก็เพิ่มขึ้นจากเคยขายได้กิโลกรัมละ 10 บาท ก็เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 20 บาท และเพิ่มขึ้นมาตามลำดับจนปัจจุบันกิโลกรัมละ30-50 บาท โดยช่องทางการตลาดในปัจจุบันมีร้านจำหน่ายผลผลิตอยู่ในศูนย์การค้าท็อปส์ สาขาสิงห์บุรี ชื่อร้านกลุ่มผักดี๊ดี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกที่ทำเกษตรปลอดสารพิษ นำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่าย และส่วนหนึ่งจำหน่ายผ่านเพจชยุตม์ฟาร์ม ซึ่งได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีทั้ง 2 ช่องทาง จึงขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งเพิ่มเป็น 2 ไร่ครึ่ง จำนวน 200 กว่าต้น พร้อมกับปลูกพืชผสมผสานอื่นๆ เพิ่ม เช่น กล้วยหอม มะละกอผักสลัด ผักปลอดสารพิษ โดยผลผลิตจากสวนได้รับการรับรองมาตรฐานGAP มาตรฐานออแกนิกส์ไทยแลนด์จากหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบยิ่งตอกย้ำคุณภาพของผลผลิตจากสวน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

นายชยุตม์ บอกว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จเหล่านี้ เกิดจากการวางแผนที่ดีโดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาคิดวิเคราะห์ตั้งแต่เริ่มทำการเกษตรในปีแรกๆ โดยได้เข้าไปขอคำแนะนำความรู้ด้านต่างๆ ในการทำเกษตรจากทุกหน่ายงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อนำองค์ความรู้มาพัฒนา แก้ไขปัญหาและหาวิธีลดต้นทุนการผลิตซึ่งรวมถึงสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ได้เข้าไปขอรับคำแนะนำในการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เมื่อลงมือจดบันทึก จึงทำให้เรารู้ต้นทุนการผลิตในทุกๆ กิจกรรมที่ทำ ทั้งค่าแรงค่าปัจจัยการผลิต ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง เป็นต้น และเมื่อเรารู้ต้นทุนที่แท้จริงเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดราคาผลผลิตได้เองหรือสามารถต่อรองกับพ่อค้าได้

การจดบันทึกทางบัญชีนอกจากจะช่วยให้รับรู้ รายรับ รายจ่ายแล้วจะช่วยให้เรามีระเบียบวินัยในการวางแผนการใช้จ่ายที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลของการผลิต ว่าเราผลิตได้เท่าไหร่ ส่งจำหน่ายที่ไหนบ้าง มีสต๊อกสินค้าเท่าไหร่ มีการตีกลับสินค้าหรือไม่ เพราะเหตุใด สินค้าประเภทใดควรผลิตเมื่อไหร่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดและจะขายได้ราคาดีในช่วงใดเป็นต้น และจากการให้ความสำคัญกับการทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สิงห์บุรีเป็นพี่เลี้ยง จึงได้รับคัดเลือกให้เป็นครูบัญชีอาสาเมื่อปี 2560 และในปี 2563 ได้รับคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ระดับจังหวัดอีกด้วย ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้และพร้อมที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ทางบัญชีให้กับเกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วประเทศ

“เรื่องของบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราจดบันทึกเป็นประจำจะทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริงว่ามีรายรับ รายจ่ายเท่าไหร่ จากทางไหนบ้าง โดยเฉพาะหากเรารู้ต้นทุนในการผลิตสินค้า เราก็จะกำหนดราคาสินค้าได้เอง เมื่อมีการต่อรองจากพ่อค้าเราก็จะรู้ราคาในระดับที่เราสามารถรับได้ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่ขาดทุนและมีกำไรเพิ่มขึ้น”นายชยุตม์กล่าว

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/518094

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

รายงานพิเศษ : ทส.บูมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเทรนด์ใหม่มาแรง

วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย และบริษัท วิริยะธุรกิจ จำกัด ในนามบริษัทสารคดี ร่วมจัด กิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ให้กลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน และร่วมลดก๊าซเรือนกระจกผ่านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของตัวเอง และแนะนำแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย โดยจัดพิธีมอบรางวัลไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ห้องออดิทอเรียม อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ ชั้น 6 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยได้รับเกียรติจากนายวราวุธศิลปอาชา รมว.ทส. เป็นประธานพิธีมอบรางวัล และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้เกียรติร่วมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัล ทั้งนี้ทั้งนั้นทีมที่ไม่ได้รับรางวัลไม่ได้แปลว่าไม่มีฝีมือ สิ่งที่สำคัญคือทุกทีมที่เข้าประกวดได้มีส่วนร่วมที่จะลดปริมาณคาร์บอน ดังนั้นกิจกรรมวันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าประเทศไทยเราไม่ว่าจะคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นใหญ่นั้น ต่างมีความตระหนักถึงการที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอน ก็หวังว่าจุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะกระจายความรู้ และชักชวนให้ทุกคนมาลดปริมาณคาร์บอน เพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไว้”

จากยอดลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey”
ทั้งสิ้น 461 ทีม มีผู้ส่ง Vlog เข้าประกวด จำนวนทั้งสิ้น 173 คลิป ผลการตัดสินกิจกรรมการประกวดแข่งขัน “Low Carbon Contest : Vlog – The Journey” มีดังนี้ รางวัลดีเด่น จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 30,000 บาท ได้แก่ 1. ทีมลาเต้ ชื่อ Vlog “นครศรีธรรมชาติ” 2. ทีม SpeakUpชื่อ Vlog “น่าน…ไง จะที่ไหนล่ะ!” 3. ทีม this footage is recycleableชื่อ Vlog “กรีนไว้ก่อน : กรีนนะจ๊ะบุรีอีโค่ยันเงา ดูงู เข้าป่า พาล่องน้ำ ทำบ้านดินที่กาญฯ”

รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รางวัลละ 15,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม Spoon Story ชื่อ Vlog “ลุยฟาร์มหอยแครงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สุราษฎร์ธานี เมืองหอยใหญ่ไข่น่ารัก” 2. ทีม LoCoPชื่อ Vlog “เพชรบุรีจ๋า The LoCop มาแล้ว” 3. ทีม IKARI Lifestyle ชื่อ Vlog “เพื่อโลก…เพื่อเรา / เชียงดาว เชียงใหม่” 4.ทีม Eat around go around ชื่อ Vlog “เกาะยาวน้อย!!! Slow Life ไปกับธรรมชาติ แบบฉบับ Low Carbon” 5. ทีม we hear nature ชื่อ Vlog “Hin Lad Nai Journey / แอ่วเหนือเข้าดอยห้อยตามเขา” 6. ทีม Urban V Garden ชื่อ Vlog “เที่ยวสังขละบุรีแบบทัวร์ “ศูนย์เสีย” ” 7. ทีม กานต์เดินทางชื่อ Vlog “เที่ยวหมู่บ้านมอญ นอนแพ เท้าแช่น้ำ River Jungle Rafts”

รางวัล Popular Vote จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ 1. ทีม อคิราห์ ยอดวิว 4,407 ครั้ง 2. ทีม IKARI Lifestyle ยอดวิว 4 ,065 ครั้ง 3. ทีม กานต์เดินทาง ยอดวิว 3,004 ครั้ง

ด้าน นายรังสรรค์ พลอยสด และอุมาวี ชุมเกษียร จากทีม “ลาเต้” เจ้าของผลงาน Vlog “นครศรีธรรมชาติ” หนึ่งในทีมที่ได้รับรางวัลดีเด่น เปิดเผยว่า “รู้สึกดีใจที่ได้รับรางวัลนี้ และขอขอบคุณโครงการ พวกเราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ ที่สามารถทำให้สถานที่ท่องเที่ยวน่าเที่ยวขึ้น และโลกน่าอยู่ขึ้น โดยที่เราไม่ไปทำลายโลก แต่ความสุขเรายังเท่าเดิม และตลอดการเดินทาง เราก็เลือกกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางด้วยรถไฟ ปั่นจักรยาน ส่วนการกินอาหาร ก็เลือกกินของที่อยู่ในพื้นที่ ลดเรื่องขนส่งวัตถุดิบจากภายนอก ส่วนที่เลือกสถานที่ โฮมสเตย์ คีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะว่าเป็นโฮมสเตย์ที่กิจกรรมทางธรรมชาติ ให้ผู้ท่องเที่ยวได้พัก ใช้วัสดุธรรมชาติ และเจ้าของโฮมสเตย์ใจดีมาดูแลด้วยตัวเอง”

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517436

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน...แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนจากพายุโซนร้อน…แก้ปัญหาลุ่มน้ำยม

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 16.03 น.

อิทธิพลพายุโซนร้อนซินลากู พายุโซนร้อนฮีโกส และร่องมรสุมที่พัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ฝนตกหนักและเกิดภาวะน้ำท่วมหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 20 จังหวัด อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมครั้งนี้นำมาถอดบทเรียนหาทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี

พื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านที่อยู่ติดกัน อิทธิพลพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้ปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำไม่ต่างกันมากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่างกันชัดเจน ปริมาณฝนที่ตกในลุ่มน้ำน่าน ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเฉพาะในจ.น่านเท่านั้น มวลน้ำทั้งหมดไหลลงเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน ส่วนพื้นที่น้ำท่วมในจ.น่าน ก็ลดลงต่อเนื่อง จนขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว นอกจากนี้ ยังทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากถึง 1,594 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ ณ วันที่ 1 กันยายน เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 4,970 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำยม ไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ มวลน้ำทั้งหมดไหลท่วมจ.แพร่ และไหลท่วมเขตจ.สุโขทัย กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ต้องระดมสมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนจัดการจราจรทางน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมตั้งแต่อ.เมือง จ.แพร่ ลงมาอ.วังชิ้น อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก อ.ศรีสำโรงและอ.เมือง จ.สุโขทัย ถึงจ.พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ รวมทั้งพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้วย

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่า กอนช.ประเมินผลกระทบจากพายุโซนร้อนและร่องมรสุมครั้งนี้ ทำให้เกิดปริมาณน้ำหลากในลุ่มน้ำยมประมาณ 384 ล้าน ลบ.ม. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถบริหารจัดการให้พื้นที่ส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว โดยเก็บกักปริมาณน้ำหลากไว้ในลำน้ำสายหลักและสาขาในทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ประมาณ 100 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเป็นปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับเกษตรกรในพื้นที่ ส่วนปริมาณน้ำที่เหลือจะให้ไหลลงลุ่มเจ้าพระยา พร้อมมอบให้กรมชลประทานผันน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในระบบ และมาใช้เป็นน้ำต้นทุนส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรที่กำลังขาดแคลนน้ำอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ตอนล่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำส่วนหนึ่งอีกด้วย นอกจากนี้ จะผันน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก ต่อเนื่องไปยังคลองระพีพัฒน์ พร้อมทั้งใช้สถานีสูบน้ำคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อสูบน้ำส่งไปเก็บในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี

แม้มวลน้ำจากลุ่มน้ำยมครั้งนี้จะบริหารจัดการได้ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมสร้างความเสียหายพอสมควร และต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา บทเรียนครั้งนี้หากนำมาพิจารณาว่า ถ้าหากลุ่มน้ำน่านไม่มีเขื่อนสิริกิติ์เก็บกักน้ำไว้แล้ว จะมีมวลน้ำอีกจำนวนมหาศาลจากลุ่มน้ำน่านไหลสมทบกับมวลน้ำจากลุ่มน้ำยม สถานการณ์อุทกภัยจะรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

2 ลุ่มน้ำ ยม-น่าน อยู่ติดกัน ได้น้ำฝนหนักพอ กัน แต่พื้นที่ตอนล่างลุ่มน้ำน่านไม่มีปัญหาน้ำท่วม ขณะที่ตอนล่างของลุ่มน้ำยมลุ้นระทึกกับสถานการณ์น้ำท่วม เพราะอะไร ต้องนำมาถอดบทเรียนหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

ลุ่มน้ำยมเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ และเป็น 1 ใน 4 ของสาขาลุ่มเจ้าพระยา มีพื้นที่มากกว่า 13,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด คือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และนครสรรค์ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ย 1,369 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำท่ามากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นในฤดูฝนไม่น้อยกว่า 2,300 ล้าน ลบ.ม.แต่กักเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 500 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเพียงแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลุ่มน้ำยมจะประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วงฤดูน้ำหลากเช่นในฤดูฝนปีนี้ ขณะที่ฤดูแล้งจะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงกว่าลุ่มน้ำอื่น

เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น รัฐบาลนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2535 ในการบูรณาการแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซากของจ.สุโขทัย แบบยั่งยืนนั้น ต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนขุดลอกคูคลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก มาใช้แก้ปัญหาต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนหลักลุ่มน้ำยม (ปี 2564 – 2580) โดยปัจจุบันได้มีแผนหลักดำเนินการเป็น 3 ส่วน คือ ยมตอนบน ตอนกลาง และตอนล่าง

ลุ่มน้ำยมตอนบน ในระยะเร่งด่วนเริ่มดำเนิน ปี 2564 ได้แก่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำและติดตั้งระบบเตือนภัย และระยะสั้น เริ่มปีตั้งแต่ ปี 2565 – 2566 ได้แก่ พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมถึงแหล่งน้ำตามแนวคิด “สะเอียบโมเดล”

ลุ่มน้ำยมตอนกลาง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี2564 ได้แก่ จัดการจราจรน้ำและปรับปรุงลำน้ำที่ตื้นเขิน ในระยะสั้น เริ่มปี 2565 – 2570 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำสาขา และเพิ่มความจุแหล่งน้ำเดิม ในระยะยาว หลังปี 2527 ได้แก่ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำในลำน้ำยมซึ่งต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนความต้องการของประชาชนในพื้นที่มาพิจารณาด้วย

ลุ่มน้ำยมตอนล่าง ระยะเร่งด่วน เริ่มปี 2564 ได้แก่ พัฒนาอาคารบังคับน้ำในลำน้ำยม อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 แห่ง และมีแผนดำเนินการในอนาคตอีก 7 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 11 แห่ง พร้อมจัดสร้างระบบผันน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ได้แก่ โครงการคลองผันน้ำยมน่าน ระยะกลาง เริ่มดำเนินการปี 2566 ได้แก่ พัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์

ทั้งนี้ เป้าหมายของแผนหลักในการพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปีคือ พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตอนบน – ตอนกลาง 800 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชะลอน้ำตอนล่าง 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 253,630 ไร่ และลดปัญหาน้ำท่วมได้ 54,159 ไร่ ซึ่งรัฐบาลได้พัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำยมมาต่อเนื่อง โดยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดำเนินการแล้ว 697 โครงการ เก็บกักน้ำได้ 68 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 140,000 ไร่ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.พะเยา อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน 2 อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ ประตูระบายน้ำท่านางงาม จ.พิษณุโลก ประตูระบายน้ำท่าแห จ.พิจิตร ประตูระบายน้ำบ้านวังจิก จ.พิจิตร การเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทุ่งบางระกำ ปี 2563 จำนวน 500 แห่ง ได้น้ำรวม 24 ล้าน ลบ.ม. และโครงการบางระกำโมเดล

“แผนงานโครงการสำคัญที่จะเริ่มดำเนินภายในปี 2566 มีทั้งสิ้น 36 โครงการ ที่เพิ่มความจุได้ 116 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงชะลอน้ำ 833 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 1.67 แสนไร่ 26,949 ครัวเรือน โดยทำควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน-กลาง ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอีก 234 ล้าน ลบ.ม. รวมถึงเร่งผลักดันแผนพัฒนาพื้นที่รับน้ำชะลอน้ำในลำน้ำยมตอนบนให้ได้โดยเร็วตามแผนหลักฯ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบปริมาณน้ำส่วนเกินก่อนไหลลงจ.สุโขทัย ซึ่งเป็นพื้นที่ท่วมซ้ำซากไม่ให้ประสบปัญหาอย่างในปัจจุบัน” ดร.สมเกียรติกล่าว

จะเห็นว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้น ดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำได้เฉพาะโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กเท่านั้น ซึ่งตามแผนพัฒนาลุ่มน้ำยม 20 ปี จะกักเก็บน้ำต้นทุนได้ 800 ล้าน ลบ.ม. เมื่อนำมารวมกับการใช้พื้นที่ตอนล่างในการชะลอน้ำอีก 800 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็นประมาณ 1,600 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าต่อปีที่มีมากกว่า 6,700 ล้าน ลบ.ม.แล้ว ปัญหาลุ่มน้ำยมยังไม่ได้ถูกแก้ไขยั่งยืน ความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และขาดแคลนน้ำฤดูแล้งก็สูงกว่าลุ่มน้ำอื่น ที่เป็นสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

4 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย ลุ่มน้ำปิง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ลุ่มน้ำวัง มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนกิ่วลม ลุ่มน้ำน่าน มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนแต่ลุ่มน้ำยม รัฐบาลพยายามดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก หลายโครงการมาใช้แก้ปัญหา แต่ก็แก้ได้เฉพาะในพื้นที่โครงการนั้นๆ เท่านั้น ในภาพรวมยังไม่ได้รับการแก้ไข

พายุโซนร้อนและร่องมรสุม ที่เกิดขึ้นนี้ น่าเป็นคำตอบในการหาแนวทางแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมได้

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/517154

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

รายงานพิเศษ : ‘ยุภาพร คงสมบัติ’ต้นแบบครูบัญชีอาสา พลิกชีวิตจากพนักงานประจำสู่เกษตรกรมืออาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางยุภาพร คงสมบัติ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม ปี 2561จากจังหวัดชัยภูมิซึ่งปัจจุบันพลิกผันชีวิตจากพนักงานบริษัท มาสู่อาชีพเกษตรกรรมได้อย่างมั่นคงยั่งยืน และเป็นอีกหนึ่งต้นแบบเกษตรกรที่ใช้แนวทางการทำบัญชีมาเป็นเข็มทิศให้กับชีวิตของตนเอง สามารถพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมภายใต้การศึกษาหาความรู้ พัฒนาปรับเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นแบบอย่างทางด้านความคิดที่มีส่วนในการผลักดันให้เพื่อนพี่น้อง และเกษตรกรในพื้นที่ ได้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ภายใต้บทบาทครูบัญชีอาสาอีกด้วย

นางยุภาพร เปิดเผยว่า เดิมครอบครัวปลูกอ้อยบนพื้นที่ 50 ไร่ เนื่องจาก อยู่ในเขตการส่งเสริมการปลูกอ้อยของโรงงานน้ำตาลบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ดังนั้น อ้อยจึงนับเป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่แต่การอาศัยรายได้จากการปลูกอ้อยเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งเนื่องจาก 1 ปี เก็บผลผลิตได้เพียงครั้งเดียว และราคาอ้อยเป็นไปตามกลไกของตลาดเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ หากปีใดราคาอ้อยตกต่ำ เกษตรกรก็แทบจะอยู่ไม่ได้ ต้องเป็นหนี้กับทางโรงงานอยู่เรื่อยไปการเปลี่ยนแปลงในด้านการเกษตรของครอบครัวเริ่มเกิดขึ้น เมื่อความต้องการทางด้านการเงินมีมากขึ้น เพราะต้องส่งลูกเรียนทั้งในระดับมัธยมศึกษา และปริญญาตรี ซึ่งในขณะนั้น ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจขุดบ่อเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตร จากนั้นรื้อแปลงอ้อยเปลี่ยนมาปลูกพืช ผัก หมุนเวียน 5 ไร่ วางแผนให้ก่อเกิดรายได้รายวัน ด้วยการเก็บผักขายในหมู่บ้าน ชุมชนใกล้เคียง และส่งขายตลาด ทำให้มีรายได้ส่งลูกเล่าเรียนจนจบปริญญาตรีทั้ง 3 คน

ส่วนตน ภายหลังจบปริญญาตรีคณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับค่าแรงเป็นเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาในขณะนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ ความเป็นอยู่ของพ่อแม่ ที่ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ท่านรักเหมือนเดิม ซึ่งแก่เฒ่าและไม่มีคนดูแล ทำให้เกิดความคิด อยากกลับบ้านเพื่อมาดูแลพ่อแม่และช่วยทำการเกษตร จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรเต็มตัว โดยขณะนั้นพ่อ แม่ เริ่มทดลองปลูกพุทราสามรส 10 ไร่ จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้นำความรู้มาช่วยครอบครัวทำการตลาด เริ่มจาก ขายในชุมชน ตลาดใกล้บ้าน ต่างอำเภอ และต่างจังหวัด และด้วยพุทราเป็นผลไม้ที่ไม่อยู่ในกระแส คนปลูกไม่มาก การเก็บเกี่ยวผลผลิตนานถึง 6 เดือน ไม่มีความเสี่ยงเรื่องราคามากนัก ประกอบกับการผลิตของให้ได้คุณภาพตามความต้องการของลูกค้า จึงทำให้เป็นที่นิยมของลูกค้า จึงขยายพื้นที่ปลูกเป็น 25 ไร่ และนำความรู้ที่เรียนมาเพื่อใช้บริหารจัดการในการเกษตรทั้งด้านการวางแผนการปลูกพืช การวางแผนการตลาด โดยใช้ข้อมูลบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพเป็นพื้นฐานในการวางแผน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าอย่างสูงสุดทำการเกษตร โดยเน้นคุณภาพของผลผลิต ปลอดภัยปราศจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงหรือสารพิษตกค้าง ตลอดจนรอยตำหนิ สร้างความแตกต่างเพื่อจูงใจในการตัดสินใจซื้อ มีความแปลกใหม่ หายากในตลาดทั่วไป และเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของสินค้าตนเอง การตั้งราคา หลีกเลี่ยงการปลูกพืชในฤดูที่มีผู้ผลิตและผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพียง 4 ปี ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำการเกษตรอย่างเต็มตัวก็สามารถปลดเปลื้องภาระหนี้สินจำนวนประมาณ 600,000 บาท ที่เกิดขึ้นเมื่อคราวลงทุนทำไร่อ้อยได้สำเร็จ และเริ่มมีเก็บออมเงินส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการลงทุนปลูกพืชใหม่ๆในครั้งต่อไป และอีกส่วนหนึ่งเก็บไว้เพื่อใช้ในคราวฉุกเฉิน

ด้วยความสำเร็จและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วนในปี 2559 จึงได้เข้าอบรมครูบัญชีอาสา เพื่อทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบัญชีให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป และนับว่าเป็นโอกาสดีอีกครั้ง เมื่อพื้นที่เกษตรของตนได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำอำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้ตนถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากการทำการเกษตรการใช้ข้อมูลทางการบัญชีเพื่อวางแผนด้านการเกษตร ให้ผู้ที่สนใจได้อย่างกว้างขวางมากขึ้นซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้ามาเยี่ยมเยือนและเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง

นางยุภาพรกล่าวอีกว่า จากความสำเร็จในเบื้องต้นที่กล่าวมา ตนส่งเสริมทำบัญชีให้เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ เพื่อให้เขาหันมาประกอบอาชีพอย่างมีหลักการมากขึ้น ซึ่งใช้ประสบการณ์ของครอบครัวตนเองเป็นตัวอย่างถ่ายทอด แรกๆ ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจมากนัก กระทั่งการประกอบอาชีพของเขามาถึงทางตัน เขาจึงยอมปรับเปลี่ยนตัวเอง ทำให้ขณะนี้ในต.บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ มีเกษตรกรที่ลดพื้นที่ปลูกอ้อยแล้วหันมาทำเกษตรผสมผสานสร้างรายได้รายวันกันมากขึ้น ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“สำหรับตนแล้วการทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงเฉพาะอาชีพเกษตรกรเท่านั้น ทุกอาชีพก็ควรให้ความสำคัญในการทำบัญชี ประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพก็สามารถนำหลักการทำบัญชีมาใช้ในชีวิตประจำวันให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน เพื่อให้การดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้ความไม่ประมาท ลดความเสี่ยงได้อย่างมีเหตุ
มีผล ปัจจุบันพื้นที่ทำเกษตรของตนไม่ปลูกอ้อยแล้ว แต่หันมาทำเกษตรผสมผสานเต็มรูปแบบ ทั้งปลูกไม้ผล พืช ผัก ปลูกข้าวเลี้ยงสัตว์ ขุดบ่อน้ำ ทำกิ่งพันธุ์ไม้ผล ทำให้มีรายได้ทุกวันตลอดทั้งปีมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง” นางยุภาพร กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/516703

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา  นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘ทองใส สมศรี’ต้นแบบครูบัญชีอาสา นักพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วันอังคาร ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ทองใส สมศรี” เกษตรกรผู้มุ่งมั่นปรับเปลี่ยนตนเองจากการทำเกษตรกรรมที่พึ่งพาการใช้สารเคมี มาสู่การทำการเกษตรแบบอินทรีย์ โดย ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี พร้อมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ไปพร้อมกับบทบาทหน้าที่ครูบัญชีอาสา ที่ปัจจุบันสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรม ภายใต้หลักคิดต้องจดบันทึกบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ จึงจะประสบความสำเร็จ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง

นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา อ.ขลุง จ.จันทบุรี กล่าวว่า เมื่อปี 2548 ตนได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี พร้อมกับเช่าที่ดินทำอาชีพเกษตรกรรม 10 ไร่ โดยเริ่มแรกปลูกพืชแบบผสมผสาน ประกอบด้วย เงาะโรงเรียน มังคุด ทุเรียนหมอนทอง ลองกอง และพืชหมุนเวียน 2 ไร่ ได้แก่ผักสวนครัวต่างๆ รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ อาทิ เลี้ยงกบไก่ หมู และทำนาข้าว โดยการทำเกษตรกรรมของตนนั้นเน้นการใช้สารเคมีเป็นหลัก ซึ่งทำให้มีต้นทุนการผลิตที่สูง และได้ผลผลิตไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม ทำให้ต้องเป็นหนี้สิน ซึ่งจุดนี้เองทำให้ตนเองกลับมานั่งทบทวนและหาวิธีที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้สามารถเลี้ยงตนเองได้โดยไม่เป็นหนี้สิน จึงได้เริ่มศึกษาหาความรู้และลองผิดลองถูกด้วยตนเอง

จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าอบรมตามโครงการพระราชดำริฯ ได้เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้กลับมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมของตนเองมาสู่รูปแบบการเกษตรแบบอินทรีย์ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำมาบริโภคในครัวเรือน และแบ่งขายสร้างรายได้ และนอกจากได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมเรื่องการจดบันทึกทางบัญชีกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งจากการฝึกอบรมในครั้งนั้น ทำให้ตนได้นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้จนประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ทำให้รู้ต้นทุนการผลิต รายรับ รายจ่าย สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ และการดำรงชีพในชีวิตประจำวันได้ สามารถพึ่งพาตนเองได้จากการทำอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมกับอุทิศตนเพื่อส่วนรวมด้วยการทำหน้าที่เป็นครูบัญชีอาสา ช่วยฝึกสอนอบรมเกษตรกรในพื้นที่ให้หันมาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีอย่างจริงจัง เพราะมองว่าการทำบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น นอกจากช่วยให้เกษตรกรรู้รายได้ รู้รายจ่าย รู้ต้นทุนของตนเองแล้ว ยังช่วยให้เกิดการวางแผนด้านการผลิต การตลาด และการเงินของตนเองไปพร้อมๆ กัน

ครูทองใส กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันได้เข้าร่วมโครงการของภาครัฐหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นวิทยากรในด้านการทำเกษตรกรรม ขยายผลองค์ความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะการสอนทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน สอนให้รู้จักการทำตลาด การทำตลาดเชื่อมโยง และการทำตลาดออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ที่บ้านของตนจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีบุคคลทั่วไป เกษตรกร ภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา เดินทางเข้ามาศึกษาดูงานและฝึกอบรมเรื่องการทำเกษตร และการทำบัญชีอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากรในพื้นที่ใกล้เคียงและต่างจังหวัดให้กับ กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่กลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน และสถานศึกษา เป็นต้น

“จากการที่ได้มีโอกาสเรียนรู้ความสำคัญในการทำบัญชีจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ในวันนั้น ทำให้วันนี้ตนเองไม่มีหนี้สิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ ถือเป็นความภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรรมของตนเองเป็นอย่างยิ่ง และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การที่ตนเองได้มีโอกาสมอบความรู้ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรคนอื่น ให้เห็นถึงความสำคัญในการทำบัญชี ผ่านบทบาทของครูบัญชีอาสา ให้บุคคลอื่นประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับเราได้เป็นจำนวนไม่น้อย ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจกับอาชีพเกษตรกรเป็นอย่างมาก” นางสาวทองใส สมศรี ครูบัญชีอาสา กล่าว

แม้ว่าวันนี้ครูทองใส สมศรี จะประสบความสำเร็จในอาชีพของตนเองเป็นอย่างดีแล้ว แต่ครูผู้มีหัวใจนักพัฒนาที่มากด้วยความเสียสละก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังคงเดินหน้าทำหน้าที่ครูถ่ายทอดความรู้ในด้านการทำเกษตรกรรม และการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องเสมอมา เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรในชุมชน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน