รายงานพิเศษ : กรมพัฒนาที่ดินเตรียมพร้อมฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ ปรับปรุงดินเปรี้ยว ดินเค็มและพื้นที่นาร้างทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/223003

วันพุธ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมพัฒนาที่ดิน นับเป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินเพื่อการเกษตรเพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมในการผลิตพืชเศรษฐกิจชนิดต่างๆ ให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้น แก้ไขป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินและแก้ไขปัญหาดินเพื่อการเกษตรทุกชนิด โดยขณะนี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกปี 2559/60 ให้กับเกษตรกรทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ ธนาคารปุ๋ย การป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน แก้ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ของพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ รวมถึงการพลิกฟื้นพื้นที่นาร้างในเขตภาคใต้ตอนล่าง

สุรเดช เตียวตระกูล

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินดำเนินงานภายใต้นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกปี 2559/60 โดยให้ทุกภาคส่วนทำงานกันเป็นทีม ในส่วนของกรมพัฒนาที่ดินต้องเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรทั่งประเทศ คือ 1.ทำอย่างไรให้เกษตรกรรู้ว่าความเหมาะสมของดินในแต่ละภูมิภาคเป็นเขตมีความเหมาะสมจะเพาะปลูกพืชอะไร 2.ต้องให้เกษตรกรทราบว่าในสภาพพื้นที่ของแต่ละภาคมีความเหมาะสมสำหรับทำการเกษตรหรือไม่ โดยการนำดินมาตรวจวิเคราะห์เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่าพื้นที่ทำเกษตรจุดนั้นมีค่าวิเคราะห์ดินเป็นอย่างไร เพื่อจะได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในสภาพพื้นที่นั้นๆ ซึ่ง ณ วันนี้ เกษตรกรมักทำการเกษตรโดยใช้ความรู้สึก ซื้อปุ๋ยมาใช้โดยขาดความเข้าใจจึงทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินจะต้องทำความเข้าใจให้เกษตรกรทั่วประเทศเลือกใช้ปุ๋ยให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของแต่ละราย เพื่อสนองนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการให้เกษตรกรลดต้นทุนจากการใช้ปัจจัยการผลิต ดังนั้น หากเกษตรกรนำดินมาวิเคราะห์กับกรมพัฒนาที่ดินก็จะสามารถเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และจะนำไปสู่การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสม และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ กรมพัฒนาที่ดินยังเตรียมในแต่ละภูมิภาคในเรื่องของการอนุรักษ์ดินและน้ำ เช่น การจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่ลุ่มที่ดอนที่จะต้องเตรียมการ เพราะมีปัญหาของการชะล้างพังทลายของหน้าดินมาก กรมพัฒนาที่ดินจึงต้องเข้าไปวางระบบให้เกษตรกรในพื้นที่ ตามหลักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งวิธีการป้องกันแก้ปัญหาจากระบบพืชด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ ที่มีความลาดชันน้อย ทั้งนี้ เนื่องจากหญ้าแฝกถือเป็นพืชมหัศจรรย์ที่สามารถป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินในสภาพพื้นที่ลาดชันน้อยได้เป็นอย่างดี

“เนื่องจากสภาพดินของแต่พื้นที่ แต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน ยกตัวอย่างสภาพดินในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ในเขตรับผิดชอบของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่นาร้าง ซึ่งปัญหานาร้างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เกิดจากปัจจัยหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ ดินเปรี้ยวจัด ดินกรด ประกอบกับเกษตรกรขาดแคลนเงินทุนในการพัฒนาที่ดิน ส่งผลให้ทำนาไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร จึงเป็นเหตุให้เกษตรกรปล่อยทิ้งร้างและหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน กรมพัฒนาที่ดินได้ทำโครงการพัฒนาพื้นที่นาร้างในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา เพื่อพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่นาร้างให้สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ โดยเข้าไปตรวจวิเคราะห์ดินว่า เป็นกลุ่มชุดดินอะไร และดินเกิดปัญหาด้านใดบ้าง เพื่อจะได้สนับสนุนในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานได้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น การทำปุ๋ยพืชสด การใช้ สาร พด. การใช้วัสดุปรับปรุงดิน เป็นต้น”

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กรมพัฒนาที่ดินเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ทั่วประเทศ เช่น การป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน แก้ปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยว แก้ปัญหานา ร้างในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยใช้กิจกรรมของกรมพัฒนาที่ดินเข้าพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน พร้อมกับเตรียมแหล่งน้ำให้เกษตรกรทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการขุดลอกห้วยหนอง คลองบึง ให้กับเกษตรกร ซึ่งงานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำของกรมพัฒนาที่ดินในปีนี้มีทั้งหมด 166 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการไปแล้ว และยังอนุมัติงบประมาณเพิ่มอีก 45 แห่ง ดังนั้น ในปีนี้ กรมพัฒนาที่ดินได้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทำการเกษตรทั้งสิ้น 211 แห่งทั่วประเทศ ส่วนโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ปี 2559 อีกประมาณ 20,000 แห่ง กรมพัฒนาที่ดินก็ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นหมดแล้ว และยังมีงบประมาณเหลือจ่ายเพื่อไปดำเนินการเสริมให้กับเกษตรกรที่มีความต้องการได้อีก 1,800 กว่าแห่ง นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำชุมชนอีก 7 แห่ง พร้อมกันนี้ ยังดำเนินการธนาคารปุ๋ยอินทรีย์ โดยไปส่งเสริมธนาคารปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ธนาคารปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน และธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยพืชสด เป็นต้น

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดจันทบุรี’ โชว์รูมงานวิจัยใช้ได้จริงของกรมวิชาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/222751

วันอังคาร ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดจันทบุรี เป็น 1 ในอีกหลายๆ ศูนย์เรียนรู้ที่กรมวิชาการเกษตรจัดตั้งขึ้นเพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติในพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจโดยทั่วไป

นายชลธี นุ่มหนู รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า เมื่อครั้งที่นายสมชาย ชาญณรงค์กุลดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมวิชาการเกษตรสมัยแรก ประกอบกับกรมวิชาการเกษตรก่อตั้งมาครบ 36 ปี ท่านได้ริเริ่มให้มีการการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ขึ้นมาในพื้นที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ที่ตั้งกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งทุกศูนย์ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือการน้อมนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของเกษตรกรและผู้สนใจ อาจจะมีเพียงกิจกรรมที่แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศและภูมิสังคมของแต่ละแห่ง แต่สิ่งที่ท่านอธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เน้นย้ำเสมอ คือศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ทุกแห่งต้องนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรมาปฏิบัติจริงในพื้นที่เป็นหลัก

ชลธี นุ่มหนู

แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นรูปแบบการจัดแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ แหล่งน้ำ นาข้าว แปลงไม้ผลพืชไร่พืชผัก และที่อยู่อาศัย ยุ้งฉาง ในอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่งอัตราส่วนดังกล่าวไม่ได้กำหนดไว้ตายตัว สามารถปรับได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยยึดแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางดำเนินงานด้วยเช่นกัน

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลฉมัน อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ เป็นที่ราบเชิงเขา มีทิวทัศน์ที่สวยงาม จัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างครบถ้วน โดยกิจกรรมที่นำมาปฏิบัติในพื้นที่ล้วนเกิดจากการนำผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรในแต่ละสาขาวิชามาผนวกรวมกันเป็นเทคโนโลยีการผลิตพืชและถูกนำมาจัดโชว์ให้เห็นเป็นผลงานแบบของจริงสดๆ

เริ่มจากส่วนแรกของพื้นที่ คือ แหล่งน้ำซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ ได้จัดแสดงเทคโนโลยีระบบการให้น้ำแบบประหยัดที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งระบบน้ำหยด ระบบมินิสปริงเกอร์ และระบบการให้ปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำ (Fertigation) ส่วนที่ 2 ของพื้นที่เป็นแปลงนาข้าวสำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน เป็นจุดสาธิตเทคโนโลยีการผลิตข้าวและสาธิตการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพดและแตงโม เป็นต้น โดยนำเอาเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร เช่น การใช้เชื้อไรโซเบียมคลุกเมล็ดถั่วลิสงเพื่อเพิ่มผลผลิต การปลูกข้าวโพดและแตงโมแบบปลอดภัยสารพิษ เป็นต้น ส่วนที่ 3 เป็นแปลงไม้ผลและพืชผัก ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริจังหวัดจันทบุรี จัดให้มีสัดส่วนมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของเกษตรกรภาคตะวันออก ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการทำสวนไม้ผลและยางพาราเป็นหลัก ไม้ผลที่ปลูก ประกอบด้วย ลำไย มังคุด และเงาะ เป็นต้น ทั้งหมดได้นำเทคโนโลยีการผลิตที่เกิดจากผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมาจัดแสดง เช่น การผลิตลำไยนอกฤดูคุณภาพเพื่อส่งออก การปลูกเงาะและมังคุดตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) นอกจากนี้ในส่วนของการปลูกผัก ได้จัดแสดงให้เห็นรูปแบบการผลิตใน 3รูปแบบ ได้แก่ การปลูกผักในโรงเรือน การปลูกผักหมุนเวียนปลอดภัยสารพิษ และปลูกผักในระบบอินทรีย์ ส่วนสุดท้ายของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยและโรงเรือนต่างๆ มีการสาธิตการเพาะเห็ดเศรษฐกิจในถุงพลาสติก โดยใช้เชื้อพันธุ์เห็ดและรูปแบบโรงเรือนของกรมวิชาการเกษตร มีโรงเรือนสาธิตการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ และโรงเรือนผลิตน้ำหมักชีวภาพ อีกทั้งสาธิตการจัดเก็บวัตถุอันตรายทาง การเกษตรและการจดบันทึกตามระบบการตรวจสอบรับรองแปลง GAP ไว้ให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรอีกด้วย

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่จังหวัดจันทบุรี ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี เป็นเสมือนโชว์รูมจัดแสดงเทคโนโลยีการผลิตพืชที่เกิดจากผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรหรือผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หากท่านใดต้องการเข้าชมหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี โทร.0-3946-0800, 08-1945-3326 e-mail : chan3@doa.in.th

รายงานพิเศษ : ศวพ.สงขลาฟื้นสวนส้มโอ‘หอมหาดใหญ่’และส้มจุก พันธุ์ไม้ผลดั้งเดิมของดีเมืองสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/222193

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร เร่งฟื้นฟูสวนส้มโอพันธุ์ดี “หอมหาดใหญ่” และส้มจุก เป็นพันธุ์ไม้ผลดั้งเดิมของจังหวัดสงขลา หลังพบความเสียหาย ต้นส้มทรุดโทรมและผลส้มร่วงก่อนการเก็บเกี่ยวเพราะการทำลายของโรคและแมลงต่างๆ นอกจากนี้การจัดการดินและปุ๋ย การให้น้ำ และการอารักขาพืช ยังขาดความเหมาะสม ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในระยะยาวจะส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรผู้ผลิตและเศรษฐกิจของพื้นที่ได้

คุณอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา กล่าวว่า ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่จัดเป็นส้มโอพันธุ์การค้าเฉพาะแห่ง ตามการจัดแบ่งของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เนื่องจากมีการปลูกกันมากและมีการจำหน่ายในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นหลัก โดยปลูกกันมากที่ตำบลควนลัง ฉลุง ทุ่งตำเสา คูเต่า และน้ำน้อย ต่อมาได้มีการส่งเสริมการปลูกออกไปอย่างกว้างขวางจนทำให้ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการกระจายพันธุ์ในรูปของกิ่งตอนไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น สตูล พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี แต่การกระจายพันธุ์เกิดมากในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเชื่อว่าส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่น่าจะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณหลายตำบลที่ตั้งอยู่ในที่ราบริมคลองอู่ตะเภาและลำคลองสาขาของคลองอู่ตะเภาคือ คลองแห คลองวาด คลองต่ำและคลองหอยโข่ง ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ในแหล่งปลูกดั้งเดิมมีความแปรปรวนน้อยมาก ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ผลส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ไม่มีเมล็ด หรือถ้าจะมีบ้างก็เป็นเมล็ดลีบ ดังนั้นการขยายพันธุ์จากต้นพันธุ์ดีนั้น จึงไม่สามารถใช้วิธีการเพาะเมล็ดได้ เกษตรกรจึงใช้วิธีการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศโดยเฉพาะการตอนกิ่งเป็นหลัก 2.การขยายพันธุ์ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้วิธีการตอนกิ่งขนาดใหญ่จากต้นที่ให้ผลผลิตแล้ว ดังนั้นการปลูกด้วยกิ่งตอนที่มีลักษณะดังกล่าวจึงคงลักษณะต้นแม่ไว้ได้สูง

คุณศยามล แก้วบรรจง นักวิจัยจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ส้มโอพันธุ์หาดใหญ่มีลักษณะประจำพันธุ์คือ เนื้อผลสีชมพูเข้มถึงแดงสด มีกลีบเนื้อผลเฉลี่ย 13 กลีบ รสชาติหวานอมเปรี้ยวโดยมีค่าความหวานเท่ากับ 12.84 องศาบริกซ์และมีปริมาณกรดซิตริกเท่ากับ 1.74 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว แต่ไม่มีรสขมอ่อนๆ ติดอยู่เหมือนส้มโอบางชนิด แต่ลักษณะเด่นที่สำคัญ คือ ความไม่มีเมล็ด แต่ปัจจุบันการผลิตส้มโอพันธุ์หาดใหญ่ของเกษตรกรบางรายเกิดมีเมล็ดขึ้นมาได้เพราะเกิดจากการถ่ายละอองเกสรแบบผสมข้ามพันธุ์และข้ามชนิด สามารถปลูกได้ทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม หากปลูกที่ดอนใช้ระยะปลูกประมาณ 7×7 เมตร ไม่ต้องยกร่องแต่ทำเป็นร่องเล็กๆ เพื่อช่วยการระบายน้ำ ส่วนการปลูกที่ลุ่มใช้ระยะปลูก6×6 เมตร โดยทำร่องน้ำกว้าง 1.50 เมตร ลึก 1 เมตร โดยยกร่องขวางทางแสงอาทิตย์ เพราะร่องจะได้รับแสงสม่ำเสมอและทั่วถึง หากสวนเป็นที่ลุ่มมากต้องทำคันกั้นน้ำรอบสวน โดยฝังท่อระบายน้ำเข้าและออกสวนและนิยมปลูกจากกิ่งตอนที่ได้จากต้นแม่พันธุ์ดี หลังปลูกส้มโอ ควรดูแลมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง อย่าให้ต้นส้มโอขาดน้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยในส้มโอเล็กอายุ 1-3 ปี ที่ยังไม่ให้ผลจะแบ่งใส่ปีละ 4 ครั้ง ขึ้นอยู่ความอุดมสมบูรณ์ของอายุต้นส้มโอเป็นเกณฑ์ ปุ๋ยระยะนี้จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น ยูเรีย และปุ๋ยสูตร15-15-15+2Mg เป็นต้น โดยใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 0.5 กิโลกรัม/ต้น/ปี โดยเฉลี่ยชาวสวนจะใช้ปุ๋ยเคมีประมาณ2-4 กิโลกรัม/ต้น/ปี ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ที่สลายตัวดีแล้วประมาณต้นละ 5 กิโลกรัม สำหรับส้มโอใหญ่หรือส้มโอที่ให้ผลได้แล้ว อายุ 4 ปีขึ้นไป ชาวสวนจะนิยมใช้ปุ๋ยเคมีเป็นปริมาณที่เป็นกิโลกรัมเท่ากับครึ่งหนึ่งของอายุต้นส้มโอต่อต้นต่อปี โดยพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณการติดผลของแต่ละต้น และความทรุดโทรมของส้มโอในปีนั้นๆ

ปัจจุบันพบว่าส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมเหลืออยู่แค่ 1,500 ต้น จากจำนวนผู้ปลูกจำนวน 50 ราย (ข้อมูลจากเทศบาลเมืองควนลัง) สาเหตุการผลิตส้มโอหอมหาดใหญ่มีปัญหาต้นส้มทรุดโทรมและผลส้มร่วงก่อนการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ปลูกหลายแห่ง มีสาเหตุหลักเกิดมาจากการทำลายของโรคและแมลงต่างๆ ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังในระยะยาวจะส่งผลเสียหายต่อเกษตรกรผู้ผลิตและเศรษฐกิจของพื้นที่ นอกจากสาเหตุหลักดังกล่าวแล้วปัจจัยที่มีความสำคัญรองลงไปจากโรคพืชและแมลง ได้แก่ การจัดการดินและปุ๋ย เพราะการผลิตโดยทั่วไปนั้น สิ่งสำคัญคือความสมบูรณ์ของต้น โดยขึ้นอยู่กับการจัดการให้ปุ๋ย การให้น้ำ และการอารักขาพืช ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติของเกษตรกร มักจะให้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพืช ทำให้เกิดผลเสียหลายอย่าง เช่น ทำให้ต้นทรุดโทรม เพราะขาดธาตุอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะยาว ทำให้ต้นอ่อนแอ โรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย การเข้าไปจัดการหรือฟื้นฟูสวนส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกรที่ปลูกส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่ และที่สำคัญ ขณะนี้ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอจดทะเบียนเป็นพืชที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยการดำเนินงานของเทศบาลเมืองควนลังร่วมกับจังหวัดสงขลา ก็จะทำให้ส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่อไป

คุณสุนันท์ ถีราวุฒิ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา กล่าวว่า นอกจากส้มโอพันธุ์หอมหาดใหญ่แล้วผลไม้พันธุ์ดั้งเดิมอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดสงขลาที่ต้องเร่งฟื้นฟูคือ ส้มจุกหรือ“ส้มแป้นหัวจุก” เป็นส้มที่มีชื่อเสียง และมีแหล่งปลูกดั้งเดิมอยู่ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ความนิยมจากผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างมาก จนทำให้เป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอจะนะ ต่อมาจึงมีการขยายพื้นที่ไปยังแหล่งอื่นๆ ของจังหวัดสงขลา เช่น อำเภอนาทวีหาดใหญ่ และจังหวัดอื่นๆ เช่น ยะลา นครศรีธรรมราช ชุมพร ภาคกลาง เช่น จังหวัดเพชรบุรี ระยอง และจันทบุรี ส้มจุกเป็นส้มที่มีลักษณะของรูปร่างผล รสชาติและกลิ่นเฉพาะ คือ มีผลขนาดใหญ่ ทรงผลกลมถึงแป้น มีจุกเด่นชัด เปลือกหนาปานกลาง ลอกเปลือกง่ายกลีบแยกออกจากกันง่าย แกนกลางเปิด เนื้อผลแน่นมีน้ำมาก เนื้อผลสีเหลืองมีรสหวานอมเปรี้ยว ลำต้นมีหนามและไม่มีหนาม ทรงพุ่มสูงประมาณ 3-5 เมตร สามารถปลูกได้ในทั้งสภาพพื้นที่ดอน ราบ ลุ่มแต่ถ้าปลูกในสภาพพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังต้องมีการยกร่อง เพื่อให้ระบบรากระบายน้ำออกจากระบบรากอย่างรวดเร็ว ระยะปลูก คือ ระยะระหว่างแถว 5-6 เมตร ระยะระหว่างต้น 4-5 เมตร ขุดหลุมขนาด 50×50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกก่อนปลูก

“ปัจจุบันพบว่า การผลิตส้มจุกมีปัญหาต้นส้มทรุดโทรมและผลส้มร่วงก่อนการเก็บเกี่ยวในพื้นที่ปลูกหลายแห่ง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการทำลายของโรคกรีนนิ่งและโรคทริสเตซ่า รวมทั้งโรครากเน่าและโคนเน่าระบาดแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้ส้มจุกยืนต้นตายจำนวนมาก ปัญหานี้จะต้องได้รับการแก้ไขด้วยการค้นคว้าวิจัยหาเทคโนโลยีการจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะดินและปุ๋ย และจะต้องมีวิธีการที่เหมาะสมต่อการวินิจฉัยความต้องการธาตุอาหารของส้มจุก ซึ่งกระทำได้อย่างแม่นยำด้วยวิธีการวิเคราะห์ใบและวิเคราะห์ดิน เพื่อจะได้ฟื้นฟูสวนส้มจุกและสนับสนุนด้านวิชาการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้เป็นพืชเอกลักษณ์ท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดสงขลาต่อไป

 

รายงานพิเศษ : เทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ‘ปลอดภัย-ต้นทุนต่ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/222023

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พริก พืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่มีความผูกพันกับผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก โดยมีการนำมาใช้ประกอบอาหารหลากหลายชนิด ซึ่งการปลูกพริกของเกษตรกรส่วนใหญ่มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีในปริมาณมากเพื่อเพิ่มผลผลิต ฉะนั้นอาจมีสารพิษตกค้างเป็นอันตรายทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ อีกทั้งยังกระทบต่อการส่งออก

นางสาวพรทิพย์ แพงจันทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การผลิตพริกสด และพริกเพื่อการบริโภค และการแปรรูปส่งโรงงานอุตสาหกรรมให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรควรมีการวางแผนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การเตรียมเมล็ดพันธุ์ การเพาะกล้า การย้ายปลูก การดูแลรักษาเรื่อยไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ที่สำคัญเกษตรกรควรคำนึงถึงมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยด้วย ซึ่งการปลูกพริกของเกษตรกรจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือการปลูกพริกในฤดูแล้ง(พริกสวน) เป็นการปลูกที่มีการให้น้ำและปุ๋ยค่อนข้างดีเกษตรกรจะเพาะกล้าประมาณกลางเดือนกันยายน ย้ายปลูกในเดือนตุลาคม เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์ แหล่งปลูกใหญ่อยู่ที่ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อำเภอชุมแพ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น และริมแม่น้ำโขง จังหวัดหนองคาย และจังหวัดนครพนม และการปลูกพริกในฤดูฝน(พริกไร่) พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นที่ดอนปลูกช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน เก็บเกี่ยวได้ถึงเดือนธันวาคม ทั้งนี้การปลูกช้าหรือเร็วขึ้นกับการตกของฝนในช่วงต้นฤดูด้วย พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่ อำเภอบำเหน็จณรงค์ อำเภอจัตุรัส และ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ อำเภอวังสะพุง อำเภอภูหลวง อำเภอผาขาว อำเภอเมือง จังหวัดเลย อำเภอกระนวน อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ได้ศึกษาเทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อพัฒนามาตรฐานการผลิตพริกของเกษตรกรในพื้นที่ให้มีคุณภาพ ปลอดภัยและต้นทุนต่ำ ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา โดยมีการทดสอบกับเกษตรกรนำร่องพื้นที่ตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง และตำบลผาน้อย อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีเกษตรกรร่วมดำเนินการ 23 รายในปีที่ 2 เพิ่มการทดสอบในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และชัยภูมิ ทำการทดสอบระบบการผลิตพริกแบบผสมผสาน ลดการใช้สารเคมี เน้นการใช้ชีวินทรีย์ เปรียบเทียบกับวิธีเกษตรกร (เคมี) เทคโนโลยีการผลิตแบบผสมผสาน เริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน ไถดิน 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งตากดินทิ้งไว้ 7-14 วัน ใส่ปูนขาวอัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ การเตรียมเมล็ดพันธุ์ แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50-55 องศาเซลเซียส นาน 15-20 นาที การย้ายกล้า แช่รากด้วยเชื้อไตรโคเดอร์มาสด ถ้าเป็นฤดูฝนกล้าอายุตั้งแต่ 30 วัน หรือขึ้นกับช่วงฝนตกแต่ไม่ควรเกิน 45 วัน ฤดูแล้งกล้าอายุ 30-35 วัน ด้านการใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโครเดอร์มา อัตรา 150-250 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนออกดอกใส่ปุ๋ยหมักผสมเชื้อไตรโคร เดอร์มาอัตรา 150-250 กิโลกรัม/ไร่ หลังปลูก 15 วันใส่ปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15อัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่ ทุกๆ 20-30 วัน จำนวน 2-4 ครั้งพ่นสารแคลเซียมไนเตรท อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตรช่วงติดผลเล็ก

ส่วนการป้องกันโรคและแมลง โรคพริกที่พบส่วนใหญ่ คือ โรคแอนแทรคโนส (กุ้งแห้ง) ป้องกันได้ด้วยการพ่นแคลเซียมไนเตรทอัตรา 40-60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ระยะติดผลเล็ก 2 ครั้ง หรือเมื่อผลพริกเริ่มแสดงอาการขาดธาตุอาหารรอง เก็บชิ้นส่วนพืชที่ถูกโรคแมลงทำลายไปเผาทิ้ง พ่นแมนโคเซบอัตรา 30-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร สลับกับสารโปรคลอราช อัตรา 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ระยะติดผลอ่อน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 7 วัน จำนวน 2 ครั้ง พ่นหรือรดน้ำหมักปลาหรือหอยอัตรา 30-40 ซีซี/ น้ำ 20 ลิตรทุกๆ 5-7 วัน ระยะติดผล 6-8 ครั้ง ถ้าเป็นโรคเหี่ยว ใช้ปูนขาวปรับสภาพดิน รองพื้นด้วยปุ๋ยหมักแห้งผสมเชื้อไตรโครเดอร์มา ถอนต้นที่เป็นโรคแล้วเผาทำลายใช้น้ำปูนใสรดหลุมเป็นโรคและต้นใกล้เคียง โรคยอดและดอกเน่า แนะนำให้ตัดชิ้นส่วนที่เป็นโรคออกนอกแปลง ใช้ไอโพรไดโอนอัตรา 20-30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ในช่วงออกดอกและติดผล จำนวน 2-4 ครั้ง บาซิลัส ซับทิลิส 20-40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

แมลงศัตรูพริก มีทั้งไรขาว เพลี้ยอ่อนและเพลี้ยไฟ หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแมลงวันเจาะผลพริก ให้ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 40-80 กับดัก/ไร่ และติดกับดักขวดพลาสติกใสเจาะรูโดยใช้เมทิลยูจินอลหยดลงในสำลีใส่ลงขวดเพื่อล่อแมลงวันผลไม้ สำหรับพยากรณ์ก่อนป้องกันกำจัดด้วยวิธีอื่น นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงสุขอนามัยในแปลงปลูกโดยแยกเก็บเกี่ยวผลผลิตดีและผลผลิตเสียที่ถูกหนอนแมลงทำลาย รวมทั้งผลที่เป็นโรคกุ้งแห้ง นำเอาผลผลิตเน่าเสียออกนอกแปลงไปเผาทำลาย และควรดูแปลงให้สะอาด โล่ง โปร่งมีอากาศถ่ายเท

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบทั้งด้านผลผลิตและคุณภาพของพริก ตั้งแต่ปี 2549-2553 พบว่า พริกชี้ฟ้า วิธีเกษตรกรได้ผลผลิต 3.6 ตัน/ไร่ ขณะที่ปลูกตามเทคโนโลยีแบบผสมผสานได้ผลผลิต 4 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้น 11.1% ด้านคุณภาพผลผลิต วิธีเกษตรกร 83.6% วิธีผสมผสาน 98.1% ผลตอบแทนวิธีเกษตรกร 20,293 บาท/ไร่ วิธีผสมผสาน 22,653 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 11.6% ส่วนพริกขี้หนูผลใหญ่ ฤดูแล้ง เดิมเกษตรกรได้ผลผลิต 1.6 ตัน/ไร่ วิธีผสมผสาน ได้ 1.8 ตัน/ไร่ เพิ่มขึ้น 12.5% คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 84.1% เป็น 90.8% ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 15,379 บาท/ไร่ เป็น 17,379 บาท/ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 13.9% ถ้าเป็นฤดูฝน วิธีเกษตรกรได้ผลผลิต 0.8 ตัน/ไร่ วิธีผสมผสานจะได้ผลผลิต 1.1 ตัน/ไร่ คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นถึง 36.4% คุณภาพผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 82.4% เป็น 87.3% ขณะที่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เกษตรกรได้ 13,139 บาท/ไร่ เพิ่มเป็น 24,235 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้นกว่า 84.5%

นางสาวพรทิพย์กล่าวเสริมว่า ผลที่ได้จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพริกแบบผสมผสาน ทำให้ไม่พบสารพิษตกค้างในผลผลิต เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานขึ้น 8 ครั้ง ต้นทุนด้านสารเคมีลดลงมากกว่า 20% ผลผลิตไม่พบโรคแมลงทำลายมากกว่า 80% ที่สำคัญคือผลผลิตที่ส่งออกไปต่างประเทศไม่พบปัญหาถูกส่งกลับ ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้การยอมรับเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร เกือบ 100% โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีการขยายผลการผลิตพริกซุปเปอร์ฮอทส่งออกประเทศยุโรป แม้ว่าผลผลิตค่อนข้างต่ำกว่าในระยะแรกแต่ผลตอบแทนเริ่มมากขึ้น จากการที่เกษตรกรเริ่มรู้จักการคัดเกรดผลผลิตและสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูงกว่าตลาดท้องถิ่นอย่างน้อยกิโลกรัมละ 2-5 บาทหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพผลผลิต

ปัจจุบัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 สร้างเกษตรกรต้นแบบการผลิตพริกมากว่า 20 ราย เป็นแหล่งศึกษาดูงาน และขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวสู่พื้นที่ต่างๆ ทั้งจังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย โดยเฉพาะขอนแก่น และชัยภูมิ มากกว่า 1,000 ราย พื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ นอกจากนี้ยังได้ให้การรับรองแปลง GAP กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 884 ราย พื้นที่ 1751.125 ไร่

รายงานพิเศษ : แนะเกษตรกรเตรียมสำรองน้ำด้วย‘บ่อจิ๋ว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221827

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“บ่อจิ๋ว” ในไร่นานอกเขตชลประทาน ตามโครงการที่กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการอยู่นั้น ถือเป็นแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ของเกษตรกรที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่สามารถช่วยสร้างความชุ่มชื้น และฟื้นคืนชีวิตเกษตรกร ให้สามารถทำการเพาะปลูกสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้

นายปราโมทย์ ยาใจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ตามที่กรมฯ ได้ดำเนินการโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยการขุดสระน้ำในไร่นาขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร หรือที่เรียกว่า “บ่อจิ๋ว” ในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิและเกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่าย 2,500 บาท/บ่อกระจายอยู่ในพื้นที่ของเกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตร นอกเขตชลประทานและในพื้นที่ที่ระบบส่งน้ำไปไม่ถึง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง เพิ่มผลผลิตและรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งอยู่เสมอ

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมพัฒนาที่ดินได้จัดประชุมชี้แจงสถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ ให้ประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้ผ่านสื่อต่างๆ และประสานหน่วยงานในพื้นที่ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชน ผู้นำท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน รวมทั้งสำรวจความต้องการของเกษตรกร ที่สนใจเข้าร่วมโครงการขุดแหล่งน้ำโดยความสมัครใจ และสถานีพัฒนาที่ดินจะทำการเรียงลำดับความต้องการของเกษตรกรและรวบรวมจัดทำบัญชีไว้

นายปราโมทย์กล่าวต่อไปว่า กรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการขุดแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 352,690 บ่อ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 81 ดำเนินการกระจายอยู่ในพื้นที่ของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรรม และในปี 2559 ได้ดำเนินการขุดบ่อจิ๋วตามงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแล้วเสร็จอีก จำนวน 20,000 บ่อ และยังมีเงินงบประมาณเหลือจ่ายสามารถขุดบ่อจิ๋วให้แก่เกษตรกรที่มีความต้องการเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 1,879 บ่อ ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับในปีงบประมาณ 2560 ได้นำความต้องการของเกษตรกรเสนอตั้งเป็นคำของบประมาณเรียบร้อยแล้ว จำนวน 44,000 บ่อ

“ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานเพื่อเกษตรกร “บ่อจิ๋ว” มีความพร้อมแล้วที่จะรองรับน้ำฝนที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงอยากจะฝากถึงเกษตรกรให้เตรียมสำรองเก็บน้ำในช่วงที่ฝนจะตกนี้ไว้ใช้ในการเพาะปลูกครั้งต่อไป และเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน สามารถแจ้งความจำนงได้ที่หมอดินอาสาใกล้บ้านหรือติดต่อกับสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 หรือสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ” นายปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้าย

ปราโมทย์ ยาใจ

รายงานพิเศษ : ‘บ้านหัวอ่างพัฒนา’ต้นแบบเทคโนโลยีผลิตมันสำปะหลังบนพื้นที่แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221643

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมากจังหวัดนครราชสีมา มีเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังจำนวนมาก แต่ด้วยพื้นที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำชลประทานต้องอาศัยน้ำฝน เกษตรกรปลูกแบบธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ และถ้าเจอสภาพภัยแล้งยิ่งเป็นตัวฉุดให้ผลผลิตตกต่ำลงได้

นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 4 กรมวิชาการเกษตร เล่าว่าปัญหาของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบ้านหัวอ่างพัฒนา ที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก ผลผลิตที่ได้จะไม่สูงมากนัก จนกระทั่งเมื่อปี 2557 ภาครัฐโดยสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา ได้เข้าขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรกรสามารถนำน้ำไปใช้เพื่อปลูกมันสำปะหลังครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่เกษตรกรได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย ซึ่งจากการสำรวจพื้นที่พบว่าเกษตรกรได้ทำระบบน้ำหยดใช้ในแปลงมันสำปะหลัง แต่ยังขาดความรู้การควบคุมปัจจัยการผลิตด้านต่างๆ ที่จะช่วยเสริมให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดังนั้น ด้วยความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำเป็นปัจจัยหลักอยู่แล้ว ทางสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ขึ้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เพื่อเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังให้กับเกษตรกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ภายใต้แนวคิดศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” โดยบูรณาการผลงานวิจัยด้านการผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนได้แก่ โรงแป้ง โรงงานเอทานอล สหกรณ์การเกษตร ผู้ผลิตปัจจัยการผลิตในนามคลัสเตอร์มันโคราช ตอบสนองนโยบายประชารัฐ เพื่อเป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการตลอดห่วงโซ่การผลิต และเพื่อพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อพัฒนาสู่เกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ

การดำเนินงานมี 2 กิจกรรม ได้แก่ จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง โดยคัดเลือกเทคโนโลยีจากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร กิจกรรมที่สองคือถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ประกอบด้วย 5 เทคโนโลยี คือ การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการระบบน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการอารักขาพืชทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการดูงานจากแปลงเรียนรู้ต้นแบบ รวมถึงการฝึกอบรมด้วย โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินงาน ตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรกดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวม 50 ไร่ ปีต่อไปขยายผลสู่เกษตรกรครบทั้ง 24 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่

ในส่วนของเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่กรมวิชาการเกษตรนำมาถ่ายทอดสู่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะเน้นไปที่เทคโนโลยีที่สามารถตอบโจทย์ในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะเมื่อมีระบบน้ำก็ส่งเสริมให้ทำระบบน้ำหยดที่เป็นการใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่า สามารถควบคุมปริมาณการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการให้น้ำในช่วงที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้ด้วย ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยผสมไปในระบบน้ำหยด ลดการใช้ปุ๋ยได้ครึ่งหนึ่งไม่เพียงแต่ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ยังลดต้นทุนค่าจ้างแรงงานในการหว่านปุ๋ยด้วยที่สำคัญการใช้ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมไม่มากเกินความจำเป็น ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง

ขณะนี้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 ได้ติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด การวัดปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำในระบบการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ รวมถึงจัดทำโปรแกรมการถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ โดยคาดหวังว่าอย่างน้อยต้องช่วยให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 20-30% สร้างรายได้ที่ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ที่บ้านหัวอ่างพัฒนา จะสามารถพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ตามนโยบายประชารัฐ

คุณธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานคลัสเตอร์มันโคราช กล่าวเสริมว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากเป็นทั้งพืชอาหารและพืชพลังงาน ซึ่งขณะนี้ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ฉะนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร ให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเกษตรกรที่จะมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมมันสำปะหลังเองก็จะได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อไปขายแข่งขันในตลาดโลกได้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรในครั้งนี้ จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เกิดความมั่นคงทางด้านอาหารและพลังงานควบคู่กันไป สำหรับกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตรมีทั้งฝึกอบรม ให้ปฏิบัติจริงและจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ร่วมกับเกษตรกร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวก็จะมาสรุปผลว่าการใช้เทคโนโลยีกับวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการขยายผลต่อไป อย่างไรก็ดีอยากให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง เช่น มีพื้นที่ 15 ไร่ ก็แบ่งมา 2 ไร่ทำตามแปลงต้นแบบ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่าง ถ้าดีก็ขยายให้ครบทั้งแปลง ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตนี้ขยายไปสู่มือชาวไร่มันสำปะหลังได้มากขึ้น

รายงานพิเศษ : อนาคตยางพาราไทย…รุ่งหรือร่วง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/221405

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศทั้งการส่งออกในรูปแบบของยางดิบ และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพารารวมมากกว่าปีละ 500,000 ล้านบาท มากที่สุดของพืชผลทางการเกษตรก็ว่าได้ ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับหนึ่งของโลก มีพื้นที่ปลูกยางมากกว่า 21 ล้านไร่ ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ของโลกก็ตาม แต่ราคายางพารากลับไม่ได้เป็นผู้กำหนด ตลาดยังเป็นของผู้ซื้อผู้ซื้อยางจึงเป็นผู้กำหนดราคา หากผู้ซื้อมีความต้องการใช้ยางมากราคาก็สูงอย่างเช่น เมื่อครั้ง 7-8 ปีที่ผ่านมา ราคายางเคยพุ่งทะลุกิโลกรัมละ 150 บาท ก็มีให้เห็น แต่ถ้าผู้ซื้อมีความต้องการใช้ยางน้อยลง ราคาก็ตกต่ำอย่างเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้นปัจจัยหลักในการกำหนดราคาจะเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจของโลก!

เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลผลิตยางประมาณร้อยละ 60-70 นำไปใช้ในการแปรรูปเป็นยางล้อ ส่วนที่เหลือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ถุงมือทางการแพทย์ ยางฟองน้ำ ถุงยางอนามัย ยางทางวิศวกรรม เป็นต้น ดังนั้นราคายางจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มถดถอยตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับผลกระทบไปด้วย ยอดการผลิตรถยนต์ของค่ายต่างๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณการใช้ยางพาราก็ลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ลดลง ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากน้ำมันและสามารถใช้ทดแทนยางพาราได้ก็มีราคาลดลงตามไปด้วย

ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็น ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า หรือแม้แต่ประเทศจีน ก็หันมาปลูกยางพาราจำนวนมาก ส่งผลให้ปริมาณยางพาราที่ออกสู่ตลาด มากกว่าปริมาณความต้องการใช้ ราคาจึงลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2554 เป็นต้นมา ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ซึ่งมีรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา ยางราคา 3-4 กิโลกรัม 100 ก็มีให้เห็นมาแล้วเช่นกัน

รัฐบาลจึงต้องกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นโดยได้ดำเนินโครงการสำคัญๆ โดยเฉพาะ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินช่วยเหลือให้ทั้งเจ้าของสวนยางหรือผู้เช่าสวนยาง และคนกรีดยาง ที่มีสวนยางเปิดกรีดแล้วในอัตราไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินกว่า 15 ไร่ และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเริ่มรับซื้อยางจำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศนั้น มีส่วนทำให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้นอยู่บ้างอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน

ดร.ธีธัช สุขสะอาด

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าการกำหนดราคายางของไทยในปัจจุบัน ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศเป็นผู้กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของโลกด้วย หากเศรษฐกิจโลกยังเป็นเช่นนี้ ราคายางไม่น่าจะเพิ่มขึ้นกว่่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากนัก แต่ถ้าต้องการให้ราคายางมีเสถียรภาพที่มั่นคงอย่างยั่งยืนจะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ลดการส่งออกวัตถุดิบ เพิ่มปริมาณการแปรรูป และส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าแทน

ประเทศไทยผลิตยางได้ประมาณปีละ 4.2 ล้านตัน แต่นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆทั้งที่ใช้ในประเทศและส่งออกเพียงแค่ 550,000 ตันเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 13 ของผลผลิต แต่กลับมีมูลค่าถึง 270,000 ล้านบาท ในขณะที่ส่งออกในรูปแบบยางดิบ เช่น ยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน น้ำยางข้นยางคอมปาวด์ เป็นต้น ถึง 3.65 ล้านตัน หรือร้อยละ 87 ของผลผลิต แต่กลับมีมูลค่าเพียง 250,000 ล้านบาท

ดังนั้นหากประเทศไทยสามารถลดปริมาณการส่งออกยางพาราในรูปของยางดิบ แล้วหันมาเพิ่มการส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์จากยางแทน นอกจากจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ ยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกยาง ลดการขาดดุลทางการค้า และสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งอีกด้วย

แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะทำได้ แต่ก็ไม่ไกลเกินความเป็นจริง เพราะมีขณะนี้มีปัจจัยในประเทศหลายอย่างเกื้อหนุน อาทิ….

ปัจจัยแรก การตั้งการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) โดยรวม 3 หน่วยงานด้านยางพารา คือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) องค์การสวนยาง(อ.ส.ย.) และสถาบันวิจัยยาง (สวย.) ขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์ข้อหนึ่งก็คือ เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร จะต้องดำเนินการส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการใช้ยางในประเทศและส่งออกในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น

ปัจจัยที่ 2 นโยบายของรัฐบาลก็สนับสนุนให้มีการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น รวมทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพัฒนาขยายกิจการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง หรือลงทุนโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากยางมากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่ายางให้สูงขึ้น

และปัจจัยที่ 3 เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญสำหรับวงการยางพาราของไทยเมื่อ 4 หน่วยงานภาครัฐและเอกชน คือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเครือข่ายนวัตกรรมยางพาราอีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และสร้างความเข่้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับยางพาราของไทย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยางพาราของภูมิภาคและของโลกอย่างแท้จริง

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า การร่วมมือดังกล่าวจะก่อให้เกิดการวิจัยพัฒนายางพาราครบวงจร เพื่อสร้างนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ยาง ด้านเทคโนโลยีการผลิตหรือการแปรรูปยางพารา ด้านการวิเคราะห์ การทดสอบยางและผลิตภัณฑ์ยางตามมาตรฐานสากล ทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมถึงข้อมูลสารสนเทศยางพารา และการพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมยางให้กับภาคเอกชน โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะสามารถผลักดันให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

โดยในส่วนของ กยท.นั้นมีภารกิจส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมด้านต่างๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการและการผลิตยางต้นน้ำ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณเพื่อสร้างนวัตกรรมการผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า ความร่วมมือของ 4 หน่วยงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมด้านยางพาราในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะสร้างมูลค่าในการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อก้าวไปสู่ผู้นำอุตสาหกรรมยางอย่างยั่งยืน โดย สอท. มีภารกิจในการผลักดันให้มีการใช้ยางในประเทศและนำยางมาแปรรูปเพื่อการส่งออกให้มากขึ้น พร้อมกำหนดโจทย์เพื่อให้มีการสร้างนวัตกรรมได้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) กล่าวว่า ในส่วนของเอ็มเทคนั้นจะรับผิดชอบการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการและการผลิตยางพาราระดับกลางน้ำและปลายน้ำ เทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปยางพารา การวิเคราะห์ทดสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ยางพารา รวมถึงมาตรฐานต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ที่ไดัรับจาก กยท.และ สอท. รวมทั้งสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้ได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ มีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน และถูกนำมาใช้งานในตลาดอย่างแพร่หลาย

“ที่ผ่านมา เอ็มเทคได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาด้านยางพาราอย่างมาก โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยเฉพาะทางด้านยางธรรมชาติขึ้นมา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนายางคอมปาวด์ การออกแบบและวิเคราะห์เชิงวิศวกรรมผลิตภัณฑ์ยาง และเทคโนโลยีน้ำยาง การพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบยางล้อรถ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งคุณภาพสูงระดับชุมชน เป็นต้น” ดร.จุลเทพกล่าว

รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีภารกิจและรับผิดชอบในการสร้างนวัตกรรมการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยียางพาราให้มีคุณภาพสูง ทั้งในรูปแบบหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรปกติ พร้อมสนับสนุนงานทางด้านวิชาการตามความต้องการของทุกๆ ฝ่าย

เพียงแค่ 3 ปัจจัยหลักๆ น่าจะพอยืนยันสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ที่เกี่ยวข้องกับยางพาราว่า ยางพาราก็ยังคงเป็นพืชที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตให้เติบโตอย่างมั่นคง

รายงานพิเศษ : ‘อ้อยพันธุ์สะอาด’เทคโนโลยีแก้ปัญหาโรคใบขาว ช่วยชาวไร่อ้อยภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/220654

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่ปลูก 4,018,989 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 44,914,001ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 11.18 ตันต่อไร่ แต่ด้วยปัญหาการระบาดของศัตรูพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคใบขาวอ้อยที่ระบาดรุนแรงมาตั้งแต่ปี 2533 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อยพื้นที่ภาคอีสานคิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับพันล้านบาท

ดร.นฤทัย วรสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า โรคใบขาวอ้อย นับเป็นอุปสรรคสำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบการระบาดในหลายจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกสำคัญ เช่น ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา และอุดรธานี มาตั้งแต่ปี 2533 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โรคใบขาวอ้อย มีเชื้อไฟโตพลาสมาเป็นเชื้อสาเหตุ และมีเพลี้ยจักจั่น เป็นแมลงพาหะนำโรค ต้นอ้อยที่เป็นโรคจะมีใบสีขาวหรือเขียวอ่อน หรือขาวสลับเขียวอ่อน เนื่องจากคลอโรฟิลล์ถูกทำลาย อ้อยแตกกอเป็นพุ่มฝอยคล้ายกอหญ้า ไม่เจริญเติบโตและตายไปในที่สุด

ดร.นฤทัย วรสถิตย์

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 และศูนย์วิจัยต่างๆ ในพื้นที่ ได้เข้าไปแก้ไขปัญหา โดยจัดทำโครงการนำร่องเพื่อแก้ปัญหาโรคใบขาวอ้อย ภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ของกรมวิชาการเกษตร เริ่มจากการนำอ้อยพันธุ์ดี ได้แก่ พันธุ์ขอนแก่น 3 ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อยอดอ่อน ปลอดจากการติดเชื้อสาเหตุโรคใบขาว และโรคที่สำคัญอื่นๆ ผลิตเป็นพันธุ์สะอาดโดยการปลูกเป็นแปลงพันธุ์และเป็นแปลงเรียนรู้ในศูนย์วิจัย นำต้นอ้อยที่ได้ไปให้เกษตรกรปลูกหรือมีการขยายเพิ่มปริมาณโดยการตัดชำข้อปลูกเป็นต้นพันธุ์ก่อนจะกระจายให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นแปลงพันธุ์ ในแปลงที่มีการกำจัดต้นอ้อยเป็นโรคและเศษซากออกจากแปลง ใส่ปุ๋ยและดูแลรักษาตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และหมั่นตรวจแปลงเพื่อเฝ้าระวังการเกิดโรค เกษตรกรจะได้พันธุ์อ้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง และเรียนรู้การดูแลรักษาและเตรียมแปลงพันธุ์ไว้ใช้เอง ก่อนจะนำท่อนพันธุ์เหล่านี้ไปปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งโรงงานต่อไป

ในอนาคต เมื่อพันธุ์อ้อยที่ผลิตและดูแลจัดการอย่างดี และเป็นพันธุ์สะอาด กระจายอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดต่างๆ ของกรมวิชาการเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งในแปลงเกษตรกรที่เป็นเกษตรกรต้นแบบ จะทำให้มีพันธุ์อ้อยพันธุ์ดีและมีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกเป็นแปลงพันธุ์ใช้เอง และติดต่อซื้อพันธุ์สะอาดจากหน่วยงานของกรม ไปใช้ใหม่ทุกๆ 3-4 ปี หากดำเนินการได้ตามนี้จะไม่เกิดการสะสมของโรคในแปลง ปัญหาการระบาดและความเสียหายจากโรคใบขาวก็จะลดลงได้

ผลการดำเนินงานในพื้นที่ 13 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ปี 2555/56 จนถึงปัจจุบัน สามารถผลิตต้นกล้าอ้อยสะอาดแจกจ่ายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ นำไปปลูกเป็นแปลงพันธุ์และแปลงเรียนรู้ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 120 ไร่เกษตรกรนำไปปลูกเป็นแปลงพันธุ์ต้นแบบรวม 435 ไร่ และผลิตต้นอ้อยชำข้อกระจายให้เกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่รวม2,600,000 ต้น ทั้งนี้พบว่าต้นอ้อยจากแปลงเรียนรู้และแปลงต้นแบบไม่เป็นโรคใบขาว ยกเว้นในบางพื้นที่ และบางแปลงที่เกษตรกรปลูกอ้อยในบริเวณที่ยังมีโรคระบาดรุนแรง อ้อยตอจะแสดงอาการของโรคใบขาวแต่พบในปริมาณน้อยมาก (น้อยกว่า 1%)และให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 15-18 ตัน/ไร่

ตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ผลสำเร็จของโครงการ คือ การดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ซึ่งนายอมฤต วงษ์ศิริ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ได้ให้ข้อมูลว่าจังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฤดูปลูกปี 2557/58 มีพื้นที่ปลูก685,528 ไร่ แต่มีปัญหาการระบาดของโรคใบขาวเช่นเดียวกันกับแหล่งปลูกอ้อยอื่นทำให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นทดแทน ก่อให้เกิดปัญหาต่ออุตสาหกรรมการผลิตอ้อยและน้ำตาลทราย เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีมีโรงงานน้ำตาลทรายขนาดใหญ่4 โรงงานและโรงงานน้ำตาลขนาดเล็กที่ผลิตน้ำตาลทรายแดง 1 โรงงาน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานีได้นำต้นอ้อยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พันธุ์ขอนแก่น 3 จากศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่นมาปลูกในศูนย์ฯพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ต้นกล้า 1,800-2,000 ต้น เมื่อเก็บเกี่ยวและนำมาตัดชำข้อแล้วนำไปให้เกษตรปลูกจะปลูกได้พื้นที่ 50-100 ไร่ การผลิตอ้อยพันธุ์สะอาดโดยวิธีนี้ อ้อยมีการแตกกอดีมาก ถ้าเกษตรกรดูแลรักษาดีตามคำแนะนำ เกษตรกรจะได้อ้อยพันธุ์สะอาดนำไปขยายพันธุ์ต่อได้ 10-15 ไร่ จากแปลงพันธุ์ 1 ไร่แม้ว่าต้นทุนการผลิตของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและผลิตพันธุ์สะอาดให้แก่เกษตรกรจะสูง เพราะมีการดูแลรักษาอย่างดี ตามหลักวิชาการเพื่อให้ได้ต้นอ้อยที่สมบูรณ์ มีอาหารสะสมในลำต้นอย่างเพียงพอ ทำให้มีจำนวนลำมาก 12,000-15,000 ลำต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุได้ 10 เดือน ตัดท่อนพันธุ์อ้อยแล้วนำไปหั่นข้อ ข้อละ 1 ตา นำไปปักชำในวัสดุเพาะ เมื่ออ้อยอายุ 60 วัน สามารถนำไปปลูกเพื่อขยายพันธุ์ต่อไปได้

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ได้เริ่มดำเนินการโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2554 ในลักษณะของการทดสอบเทคโนโลยีกับเกษตรกรกลุ่มแรกที่บ้านหินฮาว ต.เวียงคำ อ.กุมภวาปีจ.อุดรธานี จำนวน 5 ราย โดยนำเกษตรกรเข้าอบรมหลักสูตรการผลิตพันธุ์อ้อยสะอาด สร้างความรู้ ความเข้าใจการดูแลรักษาตามหลักวิชาการ และมีการกำจัดต้นเป็นโรคทิ้งตั้งแต่อายุ 3-4 และ 6 เดือน จนได้แปลงพันธุ์อ้อยที่สะอาดและแข็งแรงไว้สำหรับทำพันธุ์ ทั้งนี้ มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันโดยนำอ้อยชำข้อที่มาจากพันธุ์สะอาดไปให้เกษตรกรปลูกเพื่อลดการระบาดของโรคใบขาวในพื้นที่ โดยร่วมมือกับเกษตรกร ให้เกษตรกรปฏิบัติเองโดยมีนักวิชาการเป็นผู้ให้คำแนะนำ รวมแล้วมากกว่า 150 ราย เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ เช่น นายสมศักดิ์ เภาพาน ได้นำอ้อยไปปลูกในพื้นที่1ไร่ ขยายพันธุ์ได้10 ไร่ และกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรอื่นอีก 7 ไร่ มีความพอใจกับเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่มีความต้องการอ้อยพันธุ์สะอาดอีกมาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานีให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยีได้ยากและพยายามปลูกฝังความรู้และจิตสำนึกในการตระหนักถึงภัยจากโรคใบขาวอ้อย และกระตุ้นให้เกษตรกรร่วมมือกัน จึงจะประสบความสำเร็จ ทำให้การปลูกอ้อยในพื้นที่ได้ผลผลิตดี คุ้มค่าต่อการลงทุนและทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลยั่งยืนต่อไป

หากเกษตรกรประสบปัญหา หรือต้องการคำแนะนำสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี หรือศูนย์วิจัยฯในพื้นที่ได้

รายงานพิเศษ : 25ปี‘สหกรณ์นักเรียน’ จากแนวคิดสู่หลักสูตรการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/220512

วันอังคาร ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

งานสหกรณ์นักเรียนเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีรับสั่งกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้มีการจัดการเรียนรู้วิชาการสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนองแนวพระราชดำริ โดยการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำแก่ครูผู้สอนวิชาสหกรณ์ แนะนำถึงแนวทางการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในโรงเรียน เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ เช่น การจัดหาสินค้ามาจำหน่าย การรับฝากเงินจากนักเรียน การเชื่อมโยงกับโครงการเพื่ออาหารกลางวัน โดยรับซื้อผลผลิตการเกษตรที่นักเรียนผลิตขึ้นนำมาแปรรูปผลิตเป็นอาหารกลางวันเพื่อเป็นการส่งเสริมโภชนาการที่ดีให้แก่เยาวชน การเรียนการสอนวิชาสหกรณ์จึงได้แพร่ขยาย ไม่เฉพาะแค่ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเท่านั้น ปัจจุบันโรงเรียนในสังกัดสำนักงานขั้นพื้นฐาน หรือ (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนสอนศาสนา ก็มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในโรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ธีรภัทร  ประยูรสิทธิ

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความรู้ในเรื่องของสหกรณ์กับนักเรียน ได้มีการเริ่มต้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร และจากนั้นก็ได้มีการพัฒนามากขึ้นจนกลายเป็นหลักสูตรแกนกลางสอนนักเรียนในโรงเรียนต่างๆ ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1- ป.6 นอกจากนั้นยังได้มีการขยายผลเป็นการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมถึง 30,000 กว่าโรงเรียน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในเรื่องของการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ร่วมทั้งมีการสอนให้เห็นถึงความสำคัญในการเก็บออม ซึ่งเป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัจจุบัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการจัดการเรียนการสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั้งหมด 198 แห่ง ผ่านกิจกรรม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.จัดการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ในภาคทฤษฎี / 2.การปลูกฝังค่านิยมที่ดี ทั้งการช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความซื่อสัตย์ มีวินัย และความเป็นประชาธิปไตยผ่านกิจกรรมสหกรณ์ / 3.การเรียนรู้การทำธุรกิจ ทำฟาร์ม การทำบัญชี / และ 4.การบูรณาการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนกับโครงการต่างๆ ของโรงเรียน เช่น การผลิตโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การส่งเสริมอาชีพเยาวชนตามท้องถิ่น การออมทรัพย์ กิจกรรมสวัสดิการและการศึกษา เป็นต้น นอกจากนี้
การดำเนินการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบางแห่ง จะควบคู่ไปกับแนวทางการสอนของโรงเรียนวังไกลกังวล เนื่องจากโรงเรียนวังไกลกังวล มีการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่เรียนทางไกลผ่านดาวเทียมกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ มีเด็กนักเรียนกว่า 3 ล้านคน ที่เข้าถึงวิชาสหกรณ์ผ่านการสอนโดยวิธีนี้

นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า ปี 2559 นี้ เป็นปีที่การสหกรณ์ไทยครบ 100 ปี ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดทำการพัฒนาเรื่องระบบสหกรณ์ไทยให้มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะใน 7 กลุ่มหลัก จะต้องมีความก้าวหน้าไปให้ไกลและก็มีความน่าเชื่อถือโดยเฉพาะกับสมาชิกและคนอื่นๆ ด้วย สำหรับงานสหกรณ์นักเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งชี้ว่าจะนำไปสู่การจัดเป็นระบบสหกรณ์ 7 กลุ่มใหญ่ในระยะยาวของผู้ใหญ่ในอนาคต ส่วนนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ และกิจกรรมนี้ก็คงจะต้องมีการขยายผลไปยังท้องถิ่นทุรกันดารร่วมทั้งในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศด้วย

วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 25 ปี ของการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนด้านสหกรณ์ในโรงเรียนความสำเร็จสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ เด็กยังสามารถเอาความรู้ในเรื่องของสหกรณ์ไปปรับใช้และที่สำคัญคือเขารู้จักพึ่งตนเอง อีกทั้งการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างอาชีพให้กับนักเรียน การประชุม การสร้างระบบบัญชี การสอนให้เด็กรู้จักการออม รู้จักการสร้างอาชีพเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเพาะปลูกผักแล้วมาขายในโรงเรียน การสร้างอาชีพหัตถกรรม เมื่อเติบโตไป เด็กเหล่านี้จะเป็นสมาชิกที่ดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาขบวนการสหกรณ์

 

รายงานพิเศษ : น้ำส้มคั้นที่คุณดื่ม…จริงหรือปลอม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219939

วันศุกร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากกรณีน้ำส้มคั้นปลอมที่มีการผลิตขึ้นโดยชาวต่างด้าวใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากประชาชนทั่วไปที่ได้รับรู้ข่าวสาร ซึ่งหลังถูกตำรวจและทหารจับกุมก็มีการอ้างว่า “น้ำส้มถูกคั้นจากผลส้ม เพียงแต่มีหัวเชื้อและนำมาผสมกับน้ำประปา” ซึ่งหากพิจารณาตามข้อกำหนดคณะกรรมการอาหารและยา กรณีนี้น่าจะเข้าข่ายความผิดการผลิตอาหารปลอมและอาหารที่ไม่มีฉลาก

ดร.กฤษกมล ณ จอม ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับน้ำส้มปลอมว่าประเด็นแรกที่พอจะสังเกตได้ คือ น้ำส้มคั้นสดนั้น ควรมีความขุ่นของเนื้อส้มอยู่บ้าง ถ้าตั้งทิ้งไว้สักพักควรมีตะกอนเนื้อส้มแยกอยู่ด้านล่าง
มองเห็นได้บ้างด้วยตาเปล่า หากไม่มีตะกอนเลยสักนิด เป็นน้ำสีส้มใสๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็นน้ำส้มผสมขึ้นมา และหากเมื่อซื้อแล้วเปิดขวดออกมา ก่อนดื่มลงไป ให้ลองดมกลิ่นดูสักนิด เพราะน้ำส้มคั้นสดจริงๆ จะมีกลิ่นส้มธรรมชาติออกมาให้คนดื่มได้หอมชื่นใจกันบ้าง หากไม่มีกลิ่นอะไรเลยหรือกลิ่นจางมากๆ ไม่ใช่น้ำส้มคั้นสดแน่ๆ เพราะลักษณะของน้ำส้มคั้นสดทั่วไป ต้องมีสี กลิ่น รสตามธรรมชาติของส้ม

โดยปกติน้ำส้มคั้นสดจะมีความเป็นกรด เป็นอาหารที่มีความเป็นกรดค่อนข้างต่ำ โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 3.0 ถึง 4.0 ซึ่งสามารถตรวจวัดง่ายๆ ด้วยกระดาษตรวจวัดค่าความเป็นกรด-ด่างหรือกระดาษวัดพีเอช ที่จะมีสีเปรียบเทียบให้เห็นข้างกล่องตั้งแต่ค่า 0 ถึง 14 การมีความเป็นกรด-ด่างต่ำนี้ จึงเป็นข้อดีของน้ำส้มในการจำกัดชนิดและปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถรอดชีวิตหรือเจริญเติบโตได้ ซึ่งหากเป็นน้ำส้มปลอมหรือมีการเจือจางด้วยน้ำก๊อกมากขนาดนั้นจริง จะทำให้น้ำส้มมีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงขึ้น ซึ่งถ้าลองตรวจด้วยกระดาษวัดพีเอชแล้วพบว่าค่าเกิน 5.0 ขึ้นไป ย่อมเป็นไปได้แล้วว่าน้ำส้มคั้นนั้นเจือจางมา

ประเด็นที่สอง คือ การเติมขัณฑสกรหรือแซ็กคาริน ซึ่งสารสังเคราะห์โดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้ เป็นวัตถุเจือปนอาหารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือเรียกว่า น้ำตาลเทียม มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวขุ่น และมีความหวานกว่าน้ำตาลทราย 300 ถึง 500 เท่า ปกติเวลาเราซื้อน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 25 ถึง 30 บาท มาทำน้ำเชื่อมสัก 1 ลิตร ถ้าต้องการน้ำเชื่อมสัก 300 ลิตร ก็ต้องซื้อน้ำตาลทรายมาไม่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัม ราคารวมไม่ต่ำกว่า 7,500 บาท แต่ขัณฑสกร 1 กิโลกรัม ราคาประมาณ 300 บาท สามารถนำมาทำน้ำเชื่อมได้ทีเดียว 300 ลิตรเลย โดยที่มีความหวานใกล้เคียงน้ำเชื่อมจากน้ำตาลทราย จึงถือว่าราคาไม่แพงเลยสำหรับการผลิตขนาดใหญ่ ถ้าผู้ประกอบการเติมขัณฑสกรแทนน้ำตาลทรายลงไปในน้ำส้ม แน่นอนว่าจะต้องใช้ปริมาณน้อยมากในระดับมิลลิกรัมต่อขวด ไม่อย่างนั้นจะหวานมากเกินไป ซึ่งอาจจะหวานจนติดลิ้นได้ ดังนั้น จึงต้องใช้ปริมาณน้อยมากๆ ซึ่งจะทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำมากๆ ไปด้วย

ดร.กฤษกมล ณ จอม

การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์การอาหาร สามารถวัดได้ด้วยเครื่องวัดปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (refractometer) ซึ่งเป็นเครื่องมือขนาดพอดีมือที่สามารถพกพาใส่กระเป๋าออกภาคสนามได้ ค่าที่ได้มีหน่วยเป็นบริกซ์ เช่น ถ้าวัดได้ค่า 8 บริกซ์ หมายถึง ในน้ำส้ม 100 กรัม มีน้ำตาลและของแข็งอื่นๆ ละลายอยู่ 8 กรัม เป็นต้น ซึ่งโดยปกติน้ำส้มคั้นทั่วไปจะมีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดอยู่ระหว่าง 10 ถึง 15 บริกซ์ ถ้าน้ำส้มคั้นที่ซื้อมาหวานจริงๆ แต่พอลองตรวจวัดค่าบริกซ์ออกมาแล้วได้ต่ำมากๆ แสดงว่าน้ำส้มคั้นที่ท่านซื้อมาน่าจะมีการเจือจางและผลิตขึ้นมาโดยมีส่วนผสมของน้ำตาลเทียมก็เป็นได้

สำหรับความปลอดภัยของขัณฑสกรนั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในหมู่นักวิชาการมีรายงานว่าสารตัวนี้ทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะของหนูทดลอง แต่ได้มีการแย้งว่าปริมาณที่ทำการทดลองกับหนูนั้น เป็นปริมาณที่ใช้มากเกินกว่าที่จะเป็นจริงได้สำหรับมนุษย์ ในสหรัฐอเมริกาจึงอนุญาตให้ใช้ได้ตามปกติ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมและระบุปริมาณที่ฉลากไว้ด้วย ส่วนในยุโรปอนุญาตให้ใช้ได้สูงสุดที่ 80 ถึง 100 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้ใช้ได้ในเครื่องดื่มไดเอทหรือสำหรับผู้จำกัดอาหารและน้ำหนักตัวอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยโรคอ้วน ซึ่งต้องจำกัดปริมาณน้ำตาล จึงไม่ควรนำมาใช้กับอาหารทั่วไป โดยเฉพาะอาหารเด็ก

ส่วนเรื่องการใช้น้ำผสมสีส้มในการผลิตน้ำส้มปลอมกรณีนี้ต้องตรวจดูว่าสีส้มนั้นมาจากธรรมชาติ หรือเป็นสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้และใช้ในปริมาณที่กำหนดหรือไม่ ปัจจุบันมีชุดทดสอบสีผสมอาหารที่ห้ามใช้ ซึ่งหากเป็นสีผสมอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้หรือนำมาจากสีย้อมผ้า สีทาผนังบ้าน อาจจะมีการปนเปื้อนสารปรอทและโลหะหนักอื่นๆ เป็นพิษภัยกับผู้บริโภคได้

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคในกรณีน้ำส้มคั้นปลอมในครั้งนี้ สามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ คือ ผู้ประกอบการไม่มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร อาจจะทำให้มีจุลินทรีย์ปนเปื้อนในระหว่างการผลิต และประกอบกับมีการเจือจางน้ำส้มด้วยน้ำก๊อก ทำให้ค่าความเป็นกรดเจือจางและปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมดต่ำลง จะส่งผลให้จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมานั้นเพิ่มจำนวนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในสภาวะอากาศร้อนของประเทศไทย ปัญหาแรกที่เร็วที่สุดในกรณีนี้ต่อผู้บริโภค คือ ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องร่วงจากจุลินทรีย์ปนเปื้อน ปัญหาถัดมา คือ สีส้มที่ใช้ผสมลงไป หากเป็นสีที่เป็นอันตรายและมีปริมาณมากเกินไป จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและทางเดินอาหาร และยังสะสมในร่างกาย ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังในอนาคต

ประเด็นที่สาม เรื่อง ขัณฑสกรในกรณีนี้นั้น ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์และสีผสมอาหารดังที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจากหลักฐานผลกระทบทางสุขภาพในมนุษย์ของขัณฑสกรที่ยังไม่ชัดเจนและยังเป็นที่ยอมรับให้ใช้ในอาหารได้ในปริมาณหนึ่ง

ประเด็นน้ำส้มคั้นปลอมครั้งนี้ ให้ถือเป็นบทเรียนในด้านความปลอดภัยอาหารครั้งสำคัญ โดยผู้ผลิตต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารให้ถูกสุขลักษณะและมีความปลอดภัย เพื่อให้ความมั่นใจ และสามารถมัดใจให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในอาหารที่ผลิตขึ้น ซึ่งจะทำให้มีลูกค้าประจำและเหนียวแน่นสม่ำเสมอไป

ส่วนผู้บริโภคเอง เมื่อได้รับข่าวสารใดๆ โดยเฉพาะการแบ่งปันหรือแชร์ข่าวอย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์ ก็ไม่ควรตื่นตระหนกไป จนพากันไม่ซื้อไม่ทานน้ำส้มคั้นสดตามท้องตลาดทั้งหมดจนพ่อค้าแม่ค้าน้ำส้มรายอื่นๆ เดือดร้อนขายน้ำส้มคั้นไม่ได้และขาดทุนไปตามๆ กัน ผู้บริโภคก็ควรพิจารณาข้อมูลข่าวสารให้ถี่ถ้วนอย่างแยบยลให้เห็นถึงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับอาหารที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเราเองและคนรอบข้าง ทั้งนี้น้ำส้มคั้นสดจริงๆ ที่ผลิตอย่างดีและปลอดภัยจากผู้ผลิต ยังคงสามารถดื่มแก้กระหายคลายร้อนและมีประโยชน์ต่อร่างกายของผู้บริโภคเหมือนเช่นที่ผ่านมา