รายงานพิเศษ : ‘ไส้เดือนฝอย’ ทางเลือก-ทางรอดเกษตรกรไทยลดต้นทุนผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219410

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกษตรกรยุคใหม่จะมีวิธีคิดที่ว่าการตลาดจะต้องนำการผลิต เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องผลิตผักให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค กระแสการบริโภคผักปลอดสารพิษได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเราและต่างประเทศ ตลาดมีความต้องการสูง ผลิตได้ปริมาณเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตผักมาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ ข้อดี คือ ตลาดมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ จำหน่ายได้ราคาดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงดีต่อสุขภาพเกษตรกรอีกด้วย

การนำความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับภูมิปัญหาท้องถิ่นเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถต้นทุนได้อย่างมหาศาล เช่น การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้แทนการใช้ปุ๋ยเคมี การทำยาฆ่าแมลง จากใบสะเดา และใบข่า ในปัจจุบันยังมีการนำไส้เดือนฝอยมากำจัดศัตรูพืช สามารถลดต้นทุนการผลิตยาฆ่าแมลงได้จำนวนมาก ผักปลอดสารพิษมากขึ้น ที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูงมาก ซึ่งแม่งานใหญ่ในการเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกร คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางรัตน์ติยา พวงแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการใช้ไส้เดือนฝอยในการเกษตรกรอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ได้เดินหน้าให้ความรู้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตลง จะสามารถลดการใช้สารเคมีลด ทำให้ผักเป็นไปตามความต้องการตลาด ที่แนวโน้มผู้บริโภคจะหันมารับประทานผักปลอดสารมากขึ้น ที่สำคัญยังทำให้ดิน และสิ่งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทำการเกษตรดี

ปัจจุบันได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ไส้เดือนฝอยไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปยังพื้นที่การปลูกพืชผักสวนครัว และมันสับปะหลัง เป็นหลัก โดยเกษตรต้องการปลูกพืชแบบอินทรีย์รองรับตลาดที่จะ
ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้

คุณสมบัติของไส้เดือนฝอย คือช่วยในการกำจัดศัตรูพืช กำจัดแมลง โดยไส้เดือนฝอยที่จะเจาะเข้าไปกินเนื้อเยื่อในตัวแมลงที่เป็นศัตรูพืชเป็นโรคและตายไปในที่สุด ซึ่งการใช้ไส้เดือนฝอยในการกำจัดศัตรูพืช ขณะนี้การใช้ไส้เดือนฝอยกำจัดศัตรูพืชได้รับความสนใจจากเกษตรกรกันมาก เพราะประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนด้วงหมัดผัก

อย่างไรก็ตาม ไส้เดือนฝอยสามารถทำให้แมลงศัตรูพืชเหล่านี้ตายได้อย่างรวดเร็ว ลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงในระดับที่ปลอดภัย และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เพื่อให้ผลผลิตเกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษ และเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย (Steinernema sp. Thai isolate) เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรมากที่สุด เพราะมีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด มีความปลอดภัยต่อพืช สัตว์ และสภาพแวดล้อม จึงเป็นชีวภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจนำมาใช้ทดแทนสารเคมีกำจัด ศัตรูพืชที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะการนำไส้เดือนฝอยมาใช้พ่นกำจัดแมลงในการผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ หรือใช้ในแปลงเกษตรอินทรีย์

จากการทดลองในแปลงปลูกกะหล่ำปลี และผักคะน้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไส้เดือนฝอยสามารถช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนการผลิต
ยาฆ่าแมลงลดลงเหลือเพียง 500 บาท/ไร่ จากปกติจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อยาฆ่าแมลงประมาณ 3,000-4,000 บาท/ไร่ ทำให้เกษตรกรมีกำไรจากการทำการเกษตรมากขึ้น นอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง การใช้ไส้เดือนฝอยยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถขอรับ
หัวเชื้อได้ที่กรมวิชาการเกษตร หัวเชื้อ 5 ล้านตัว จะสามารถขยายได้ 300 ล้านตัว ที่สำคัญไส้เดือนฝอยยังไม่ทำลายสัตว์เลือดอุ่น

นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยลดต้นทุนการผลิต จากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ด้วยการกำจัดศัตรู ด้วยไส้เดือนฝอย อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตผักออกมารองรับตลาดออร์แกนิกให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ที่กระแสการบริโภคผักปลอดสารพิษกำลังมาแรง

รายงานพิเศษ : ปลูกกล้วยไข่แซมสวนไม้ผล สร้างรายได้ดีกว่าพืชหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219234

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กล้วยไข่ เป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย มีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี นครสวรรค์ เพชรบุรี ตาก และชุมพร โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดประมาณ 25,731 ไร่ ซึ่งจะปลูกกล้วยไข่เพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นหลัก

นายนพดล แดงพวง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี กล่าวว่า การปลูกกล้วยไข่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกมากในอำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม และอำเภอโป่งน้ำร้อน ลักษณะพื้นที่เป็นที่ดอนหรือพื้นที่ราบไม่มีน้ำท่วมขัง อยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติหรือคลองชลประทาน การคมนาคมสะดวก สามารถขนส่งผลผลิตได้รวดเร็ว ซึ่งเกษตรกรจะนิยมปลูกกล้วยไข่แซมในสวนผลไม้เพื่อป้องกันลมพายุจากภัยธรรมชาติที่อาจจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตกล้วยไข่ อีกทั้งกล้วยไข่จะได้อาศัยร่มเงาจากไม้ผลชนิดอื่น ที่สำคัญกล้วยไข่ยังถือเป็นพืชเสริมที่เป็นทางเลือกในระหว่างรอเก็บเกี่ยวไม้ผลหลัก ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

เนื่องจากการผลิตกล้วยไข่ของเกษตรกส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อการส่งออกเป็นหลัก จำเป็นต้องควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ได้เข้าได้วิจัยทดสอบพัฒนาการผลิตกล้วยไข่ให้เกษตรกร โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการผลิตกล้วยไข่ของเกษตรกร ให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผลิตกล้วยไข่เพื่อให้ได้คุณภาพสำหรับส่งออกนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ การใช้หน่อพันธุ์ที่สมบูรณ์ มีความสูงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร มีลักษณะใบขิง หลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 2×2 เมตร มีจำนวนต้นประมาณ 80-100 ต้นต่อไร่ ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือคอก การใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำ การจัดการดูแลรักษาตามระยะที่เหมาะสม การแต่งใบ การแต่งหน่อ การไว้หน่อเพื่อทดแทนต้นแม่ การค้ำเครือ การห่อผลและการป้องกันโรคแมลงศัตรูพืชการเก็บเกี่ยวจะเก็บหลังจากตัดปลีประมาณ 45 วัน โดยการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกนั้นจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีความสุกแก่ที่70-80%

จากการปฏิบัติตามเทคโนโลยีการผลิตกล้วยไข่คุณภาพของกรมวิชาการเกษตร พบว่าเกษตรกรสามารถผลิตและจำหน่ายกล้วยไข่ให้กับพ่อค้า หรือผู้ประกอบการ ณ จุดรับซื้อผลผลิต โดยกว่า 80% จะเป็นผลผลิตกล้วยไข่เกรดคุณภาพสามารถส่งออก นอกจากนี้เกษตรกรยังมีการวางแผนการผลิตเพื่อให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการสูง โดยเฉพาะเทศกาลสำคัญของประเทศคู่ค้าอย่างวันตรุษจีน เป็นต้น ทำให้กล้วยไข่มีราคาค่อนข้างสูง ระหว่าง 65-90 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ สร้างรายได้เฉลี่ย 2,000-5,000 บาทต่อสัปดาห์

นอกจากนี้ จากการศึกษาระบบการปลูกกล้วยไข่ร่วมในแปลงไม้ผลเศรษฐกิจเพื่อเปรียบเทียบรายได้ ต้นทุนการผลิต ในพื้นที่แปลงตัวอย่างของเกษตรกร พบว่าการปลูกกล้วยไข่ในสวนมังคุด จะมีรายได้จากกล้วยไข่เฉลี่ย 34,500 บาทต่อไร่ต่อปี มีรายได้จากมังคุดอย่างเดียวเฉลี่ย 25,800 บาทต่อไร่ต่อปี ส่วนการปลูกกล้วยไข่ในลองกอง พบว่า รายได้จากกล้วยไข่เฉลี่ย 22,000 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่ปลูกลองกองอย่างเดียวมีรายได้เฉลี่ย 33,250 บาทต่อไร่ต่อปี แสดงให้เห็นว่ากล้วยไข่เป็นพืชเสริมที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้ที่คุ้มค่าตลอดทั้งปี ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตต่ำ และไม่กระทบต่อการผลิตพืชหลัก ที่สำคัญคือตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีความต้องการสินค้ากล้วยไข่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นด้วย

ตัวอย่างเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ร่วมกับไม้ผล ได้แก่ คุณยุทธยงค์ พาที ปลูกกล้วยไข่แซมในไม้ผล โดยมีพื้นที่ใช้ทำสวนไม้ผลทั้งสิ้น 17 ไร่ ปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ทุเรียน ลองกอง พริกไทย และมังคุด ในพื้นที่ทำสวนได้แบ่งพื้นที่ทดลองปลูกกล้วยไข่ร่วมในมังคุดจำนวน4 ไร่ ปรากฏว่าเมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับแล้ว พบว่าการปลูกกล้วยไข่สามารถทำรายได้สูงกว่ามังคุด โดยมีต้นทุนการผลิตมังคุดอยู่ที่ 4,250 บาทต่อไร่ต่อปี และมีรายได้จากมังคุดเป็นเงิน 52,000 บาท ในขณะที่กล้วยไข่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3,870 บาทต่อไร่ต่อปี แต่สามารถจำหน่ายผลผลิตกล้วยไข่และมีรายได้มากถึง 98,400 บาท เนื่องจากกล้วยไข่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี ประกอบกับราคากล้วยไข่ในแต่ละช่วงที่เก็บเกี่ยวอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากกล้วยไข่สูงกว่ามังคุด

นายนพดลกล่าวเสริมว่า จากผลของรายได้ที่จูงใจบวกกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค คาดการณ์ว่ากล้วยไข่จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีแนวโน้มของพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากล้วยไข่จะเป็นพืชปลูกเสริมในแปลงไม้ผลได้ดี แต่ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมด้วยจึงจะได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ ทางสวพ.6 จึงได้พยายามผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP รวมไปถึงโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าคุณภาพและปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ซึ่งผลก็จะสะท้อนกลับมาถึงเกษตรกรที่จะมีรายได้และความมั่นคงในอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน’ หนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218786

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กรมพัฒนาที่ดินเผยโครงการฝึกอบรม “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน” เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรของการผลักดันการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม ที่จะนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ และสามารถผลิตพืชอาหารให้สามารถทำตลาดได้เป็นวงกว้างรองรับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงส่งออกได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2559-2564 ด้วยวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นแหล่งการผลิต การบริโภค การค้าและการบริการเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี รวมถึงเพิ่มปริมาณการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ให้มีกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวม 760 กลุ่มและการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาเกษตรอินทรีย์นับเป็นความท้าทายหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องทำให้เกิดการบูรณาการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่การผลิต การแปรรูป การรับประกันคุณภาพอินทรีย์ จนถึงการตลาดสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและส่งออก

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ทั้งผู้ผลิต ภาครัฐและองค์กรต่างๆ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน จึงร่วมกันจัดทำโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรอินทรีย์ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทิศทางการพัฒนาเกี่ยวกับการใช้ระบบตรวจประเมิน พี จี เอส เน้นเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้เกิดการพัฒนาการผลิต โดยในการตรวจฟาร์มแต่ละครั้งสมาชิกทั้งหมดหรือผู้บริโภคมาร่วมตรวจได้ สำหรับการดำเนินการ กลุ่มคณะผู้ตรวจอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจหรือยังมีความรู้ไม่เพียงพอ ซึ่งตรงนี้กลุ่มสามารถจัดหาพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาให้เข้าร่วมตรวจประเมินได้ โดยผู้ตรวจประเมินต้องมีองค์ความรู้และรอบรู้ในการกระบวนการเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างดี สามารถให้คำแนะนำได้ จึงจะทำให้การประเมินฟาร์มมาเพื่อเป็นการยืนยันการปฏิบัติของผู้ผลิตดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ถูกต้องตามหลักการพี จี เอส ของ IFOAM

นายสุรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตร“เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” เป็นหนึ่งในหลักสูตรสำคัญในการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ผู้ตรวจประเมินที่ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มมีวิธีปฏิบัติงานที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยจัดทำหลักสูตรขึ้นมา ซึ่งคาดว่าผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้จะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงแนวทางและขั้นตอนการตรวจประเมินในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม ที่จะส่งผลให้สามารถทำหน้าที่ในการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลประกอบการพิจารณาการตัดสินผลการรับรองได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากการดำเนินงานของภาครัฐอย่างเข้มข้นในเรื่องเกษตรอินทรีย์แล้ว ในส่วนของภาคการผลิตเองโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยความมั่นคงและยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่ขายผลผลิตคุณภาพได้ราคาสูงวิถีการทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์น่าจะตอบโจทย์และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตร “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาหมอดินอาสาและบริหารจัดการเครือข่าย โทร.0-2579-4194 Email : osbldd@gmail.com หรือสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องโรยข้าวงอก’ นวัตกรรมช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218649

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การปลูกข้าวในเขตภาคกลางส่วนมากจะปลูกโดยการหว่านน้ำตม โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 25-30 กก./ไร่ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมี อีกทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคแมลงระบาดและข้าวพันธุ์ปน (ข้าวดีดและข้าวเมล็ดแดง) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการจ้างตัดพันธุ์ปน

เกษตรกรจึงหันมาใช้เครื่องปักดำ เพื่อกำจัดข้าวพันธุ์ปนและการระบาดของโรคแมลงได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่ตามมาคือเครื่องปักดำมีต้นทุนสูง (1,200-1,400 บาท/ไร่) และล่าช้าในการจองคิวปักดำ เกษตรกรจึงหันมาปลูกข้าวโดยการหว่านด้วยเครื่องพ่นหว่านเพื่อลดต้นทุนและอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ แต่การปลูกข้าวด้วยเครื่องพ่นหว่าน การดูแลรักษาค่อนข้างลำบาก เพราะต้นข้าวขึ้นไม่เป็นแถวเป็นแนว

กรมการข้าวได้ขอใช้ลิขสิทธิ์เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม จากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กรุงเทพมหานคร นำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปรับใช้กับโครงการส่งเสริมการทำนาเชิงอุตสาหกรรมครบวงจรในพื้นที่แปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่ภาคกลาง โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 8-10 กก./ไร่ สามารถลดค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้ไม่ต่ำกว่า 500 บาท/ไร่

นายอาทิตย์ กุคำอู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้กับพื้นที่นาแปลงใหญ่ สามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวลงได้มาก จากเดิมที่ต้องใช้ 25-30 กก./ไร่ แต่เมื่อใช้เครื่องโรยข้าวงอกนี้ ทำให้ใช้เมล็ดพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 8-10 กก./ไร่ มีต้นทุนการปลูกอยู่ที่ประมาณ 300 บาท/ไร่ นอกจากนี้ เมื่อจำนวนต้นข้าวน้อยลง ปลูกได้เป็นแถวเป็นแนว ข้าวเจริญเติบโตสม่ำเสมอแตกกอดี ไม่แย่งอาหารกัน ต้นข้าวแข็งแรง การจัดการดูแลรักษา ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวก็ทำได้ดีขึ้น การใช้ปุ๋ยและสารเคมีก็ลดลงตามไปด้วย ในกรณีที่ปลูกเป็นแปลงเมล็ดพันธุ์สามารถทำการตรวจพันธุ์ปนและป้องกันกำจัดวัชพืชได้ง่าย

เครื่องโรยข้าวงอกนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ชลประทานปลูกแบบนาน้ำตมโดยเฉพาะนาภาคกลาง อีกทั้งยังเหมาะกับรูปแบบการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมตัวกัน พื้นที่ 1,000-3,000 ไร่ กลุ่มละ 1 เครื่อง เพื่อนำไปใช้ในการปลูกข้าวที่ประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้อย่างมาก

ด้าน นายสนธยา ตรีสุทธิผล ตัวแทนเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีการนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้ เล่าว่า ทางกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน ได้มีการใช้เครื่องโรยข้าวงอกแทนการหว่านมาตั้งแต่ปี 2558 บนพื้นที่ 600 ไร่
พบว่าสามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิมที่ 30 กก./ไร่ เหลือเพียง 10 กก./ไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตจาก 4,500 บาท/ไร่ เหลือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวที่ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 20%

สำหรับวิธีการใช้เครื่องโรยข้าวงอก ก่อนอื่นต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยนำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน และบ่มในที่ร่มต่ออีก 1 วัน เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์ข้าวงอกจากนั้นนำไปเทลงในเครื่องโรยข้าวงอก เวลาติดตั้งเครื่องโรยข้าวงอกกับรถไถ เมล็ดข้าวก็จะโรยลงในนาตามรูท่อที่เจาะไว้ ซึ่งเมล็ดข้าวจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ระยะห่างเท่าๆ กัน เรียงเป็นแถวมีระเบียบ เมื่องอกเป็นต้นข้าวก็เป็นกอเช่นเดียวกับการปักดำทั่วไป ข้าวแตกกอได้ดี แต่วิธีการปลูกข้าวด้วยเครื่องโรยข้าวงอกนี้ ใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยภายในครึ่งชั่วโมงสามารถปลูกข้าวได้ถึง 5 ไร่ ประหยัดทั้งแรงงานและเมล็ดพันธุ์

หากกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือที่กรมการข้าว เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน สร้างรายได้และความมั่นคงในอาชีพกระดูกสันหลังของชาติต่อไป

รายงานพิเศษ : เบทาโกร โชว์ผลงานไตรมาสแรกตามเป้า ชูปรับโครงสร้างองค์กร-ลงทุนระบบERPเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218462

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เครือเบทาโกร เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
มุ่งผลิตและพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย จากฐานอุตสาหกรรมการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลก ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “เพื่อคุณภาพชีวิต” (Quality for Life) ที่สำคัญ เบทาโกร เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพจากบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทำให้เกิดการร่วมลงทุนในการผลิตและพัฒนาคุณภาพอาหารปลอดภัย เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย และยุโรป โดยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 เป็นไปตามเป้าชูกลยุทธ์ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ลงทุนระบบ ERP เต็มรูปแบบ และสร้างศูนย์นวัตกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2559 เครือเบทาโกร มีรายได้รวม 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 8,000 ล้านบาท และรายได้ในธุรกิจอาหาร 17,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีเป้ายอดขายรวมในปี 2559 อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 85,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 15,000 ล้านบาท โดยมีอัตราเติบโต 8% ถือว่าเป็นอัตราที่เติบโตน้อยกว่าปกติโตเฉลี่ยปีละ 12 -14% ผลจากราคาน้ำมันต่ำลงกระทบต่อราคาปศุสัตว์โดยรวมไม่ดีนัก

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจอาหารของเบทาโกรในปี 2559 นี้ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ และตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังให้ความใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมทั้งรสชาติความอร่อย พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ แบรนด์ BETAGRO จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าไส้กรอกไขมันต่ำ (BETAGRO Low Fat Sausage) ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในกลุ่ม Reduce, Plus, Free เตรียมจำหน่ายอีกมากกว่า 10 รายการ และพัฒนาสินค้าพร้อมปรุง พร้อมรับประทาน (Ready to Cook / Ready to Eat) อีกมากกว่า 100 รายการ ด้านการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย มุ่งขยายแผงอนามัยเนื้อหมู เนื้อไก่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งในกลุ่ม Modern Trade กลุ่ม Food Service (HORECA) และ Traditional Trade

ด้าน แบรนด์ S-Pure มีการขยายช่องทางนำร่องอาหารสุขภาพสู่โรงพยาบาล โดยเริ่มแห่งแรกที่ ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลรพ.สมิติเวช สุขุมวิท เริ่มขยายการขายสินค้า S-Pure ไปยังภูมิภาค ทั้งในกลุ่ม Food Service เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ในเมืองใหญ่ๆ อาทิ สมุย หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ปากช่อง เป็นต้น รวมถึงการขายในร้านเบทาโกร ช็อป ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้านตลาดส่งออก เพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า Own Brand ทั้ง S-Pure และ BETAGRO ให้มากขึ้นในช่องทางขายส่งและค้าปลีก และนำทั้งสองแบรนด์เข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญในประเทศต่างๆ ซึ่งรายได้ที่สูงทำสถิติในปีนี้เพราะได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ จากเคยแบ่งเป็น 4 -5 กลุ่มธุรกิจ เหลือเพียง 2 กลุ่มใหญ่ คือ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจอาหาร อีกทั้งผลจากการลงทุนเพิ่มอีก 5-6 พันล้านบาท ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการออกสินค้าใหม่อีก 50 ชนิดในปีนี้ เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพิ่มช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยขณะนี้มี Betagro shop ทั่วประเทศ 150 แห่ง จะเพิ่มเป็น 170 แห่งทั่วประเทศ

“เพื่อให้แผนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุ ตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ เครือเบทาโกรได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาครั้งสำคัญ โดยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม (Agro Business) และกลุ่มธุรกิจอาหาร (Food Business) 2 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และได้ลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเบทาโกร นอกจากนี้ ยังก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร (Food Innovation center) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของตัวสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การให้ข้อมูลเชิงเทคนิค ตลอดจนการแก้ไขปัญหา ให้กับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารอีกด้วย” ดร.ณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทางเลือกทางรอด”ธัมมชโย”แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436623

ทางเลือกทางรอด"ธัมมชโย"แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) จ.ปทุมธานี ที่มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางมาตรการวิธีการและการประสานงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ในคดี 27/2559 คดีที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

การเจรจาวันนั้นใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในทางที่ดีและเป็นไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ในที่สุดการเจรจากลับล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อบนโต๊ะเจรจามีการยื่นเงื่อนไขที่หนักใจ ขอให้ดีเอสไอมีการเปลี่ยน “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ในคดีนี้ นั่นชัดเจนว่า พระธัมมชโยเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน โดยบนโต๊ะเจรจาไม่บอกเหตุผลการขอให้เปลี่ยนตัว พ.ต.ท.ปกรณ์  จึงทำให้การพูดคุยในวันนั้นไร้ข้อยุติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปิดข้อมูลสังเขปย้อนหลังดู นี่อาจเป็นสาเหตุที่พระธัมมชโยขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อครั้งปี 2542 ชื่อของ พ.ต.ท.ปกรณ์ เคยปรากฏเป็นพนักงานสอบสวนสมัยอยู่กองปราบปราม ได้ทำสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยจนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระธัมมชโยต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สิ่งนี้คือ 5 เปอร์เซ็นต์ บนโต๊ะเจรจาที่ไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องมีการถกเถียงกันใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3

เมื่อเปิดดูการทำงานของ พ.ต.ท.ปกรณ์ ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมาที่เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้ยึดตามรูปแบบของกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ผิดแผกแตกต่างอะไร หรือเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีการทำคดีในฐานะ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ได้เลย ซึ่งเหตุผลลึกๆ ของเงื่อนไขครั้งนี้อาจเป็นการประวิงเวลาหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ!!!

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าดีเอสไอทำงานล่าช้า หากเปรียบเทียบกับคดีอื่นที่ผ่านมา แต่เมื่อกางเหตุผลจึงกระจ่างว่า รูปแบบการทำงานครั้งนี้คือต้องการลดความสูญเสีย ถามว่าถ้าดีเอสไอยึดตามหมายจับ แล้วเข้าไปจับกุมในวัดทันที แล้วผลที่ตามมาอาจเกิดการปะทะบาดเจ็บหรือถึงขั้นมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์จนบานปลาย ดีเอสไออาจตกเป็นจำเลยของสังคม นั่นจึงทำให้ดีเอสไอเลือกที่จะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วย และให้เกียรติพระธัมมชโยในฐานะพระชั้นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอเปิดทางเลือกให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายเส้นทาง และยอมผ่อนปรนตามคำขอในบางเงื่อนไข อย่างกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพระธัมมชโยยอมมอบตัวในวันนั้นจะได้ประกันตัวทันที สุดท้ายพระธัมมชโยเลือกที่จะไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อโปรโมชั่นวันนั้นหมดลง ดีเอสไอต้องหารือกันใหม่อีกครั้งสุดท้ายเกิดเป็นมาตรการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำแผนปฏิบัติการตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 189 และ 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดภายใน 3 สัปดาห์ และด้วยมาตรการ 5 ข้อนี้ จึงเกิดเป็นวงเจรจาของฝ่ายสงฆ์ที่พยายามให้พระปกครองเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อมพระธัมมชโย จนเกิดเป็นการประชุม 3 ฝ่ายขึ้นแต่ก็ยังไร้ข้อสรุปถึงทุกวันนี้

ส่วนกลุ่มลูกศิษย์พระธัมมชโยที่ออกมาปกป้องในขณะนี้ อาจเป็นการรักษาฐานผู้ศรัทธาพระธัมมชโยให้คงเดิม แต่ไม่อาจเพิ่มผู้ศรัทธารายใหม่เข้ามาอีก เลยต้องออกมาเคลื่อนไหวปกป้องคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระธัมมชโยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

แต่ที่สุดแล้วอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวของพระธัมมชโย จะเลือกเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจะประวิงเวลาต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี นั่นจะกลายเป็นชนักติดหลังตลอดไป

 

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436151

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....

เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. หลังที่ประชุมครม.วันที่ 7 มิ.ย. มีมติเห็นชอบ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างกฎหมายที่เสนอนี้ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่ง

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิกพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป้นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

3.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ

4.ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

5.ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

6.อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. จะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินคือ

(1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2

(2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5

(3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 2  ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี

7.ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณะสมทบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร ที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และบ้านพักอาศัยหลักในส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นต้น

8.อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้

(1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

(2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ถึงร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

(3) ประเภทอื่นๆตั้งแต่ร้อยละ 0.3 ถึง ร้อยละ 1.5 ของฐานภาษี

(4) ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 3 ของฐานภาษี

9.การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ได้รับมาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะดังนี้

9.1ในกรณีที่เข้าจองบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย

9.2ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง

9.3ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของ เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

9.4ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลา 5 ปี

9.5ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนเป็นต้น

10.นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือ อาคาร บ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทำลาย

ทั้งนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกลางให้กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องเสีย หรือพึงชำระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนที่จะเริ่มมีการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

 

 

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435811

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้ เป็นการเสนอครั้งที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ในรอบแรกคลังเสนอไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. แต่ถูก ครม.ตีกลับมาให้ไปปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายอีกครั้ง โดยในครั้งนั้น ครม.ให้ทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่เข้ามาทั้งแผงให้เห็นชอบทั้งหมด เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็สามารถใช้ได้ทันที หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ต้องไปออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การยกเว้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นบ้านหลังแรก จำเป็นต้องยกเว้นสำหรับบ้านที่มีมูลค่าที่เหมาะสม เพราะหากที่ดินอยู่ในย่านสีลมหรือกลางเมือง ราคาจะสูงกว่าที่ดินในชานเมือง ดังนั้นต้องกำหนดอัตราที่กว้างเพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการเสียภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินที่กำหนดเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท อาจจะสูงเกินไปก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเหมือนกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

“หากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล้มเหลว ก็เหมือนกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วยและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานสำคัญของระบบงบประมาณ เพราะต่อไปนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเอง เมื่อมีรายได้มากเพียงพอก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย

ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เห็นว่าไม่ควรเก็บภาษีกับบ้านหลังแรกที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย เนื่องจากเป็นปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่มูลค่าเกินระดับหนึ่งให้เสียภาษีแต่จะเป็นอัตราที่ไม่สูง ส่วนบ้านที่ไม่ใช้อาศัย ให้คนอื่นเช่าหรือใช้สำหรับพักตากอากาศจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่เก็บภาษีบ้านเพื่ออยู่อาศัย การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่รัฐบาลเสียไปจากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา 3.2 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคล คาดว่าจะมีการขยายฐานภาษีได้เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการบัญชีเดียว และการทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ นอกจากนี้กรมสรรพากรได้ปรับการทำงาน มีการดึงกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองเข้ามาอยู่ในระบบ และจะมีการดำเนินการกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง

 

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435770

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร แม้จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลของประเทศในกลุ่มยุโรปที่จะเวียนจัด 4 ปีครั้ง สลับกับการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่จะจัดแข่งขัน 4 ปีครั้งเช่นกัน แต่ด้วยความที่นักเตะส่วนใหญ่เล่นอยู่ในลีกอาชีพชื่อดัง จึงทำให้ยูโรได้รับความนิยมไม่แพ้ฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม จากการที่ยูโร 2016 รอบสุดท้ายครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มิ.ย.-10 ก.ค.นี้ ที่ฝรั่งเศส ประเทศที่ยังคุกรุ่นไปด้วยภัยก่อการร้าย ปัญหาการเมือง และล่าสุดเหลือเพียงสัปดาห์เดียวได้เกิดอุทกภัยฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงปารีส สูงสุดในรอบหลายปี

จึงทำให้เกิดคำถามว่าศึกฟาดแข้งยูโร 2016 ครั้งนี้จะยังคงมีมนตร์ขลังได้แค่ไหน ขอเริ่มด้วยบรรยากาศของประเทศสถานที่จัดการแข่งขัน ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ปัญหาสำคัญที่กระทบการแข่งขันฟุตบอลยูโร คือความเสี่ยงการก่อการร้าย ไม่ใช่การประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มก่อการร้ายจะตั้งเป้าหมายโจมตีนักท่องเที่ยวและพลเมืองในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร

“ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางเข้าชมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นที่อาจจะเกิดการวางแผนโจมตีในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในงานกิจกรรมขนาดใหญ่” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

วูเตอร์ เกียตส์ นักวิเคราะห์ด้านการท่องเที่ยวและหน่วยวิจัยตลาด ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า การออกประกาศเตือนดังกล่าวอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวสหรัฐ รวมทั้งชาติอื่นๆ พิจารณายกเลิกการเดินทางเข้าร่วม ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสอย่างหนัก

“ฝรั่งเศสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสหรัฐ ดังนั้นการออกประกาศเตือนภัยการท่องเที่ยวดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุที่กรุงปารีส” เกียตส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เดวิด สโกวซิล ประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสภาการท่องเที่ยวโลก ระบุในทางตรงกันข้ามว่า การออกแถลงการณ์เตือนของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสมากนัก และแม้ว่าการออกประกาศเตือนในกิจกรรมพิเศษอย่าง ยูโร 2016 จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ข้อแนะนำการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ออกมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่สนามบินและรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และในภาพรวม การจองเที่ยวบินหรือที่พักยังถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นช่วยกระตุ้นความต้องการของชาวอเมริกันเดินทางไปเที่ยวยุโรป

ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้เพิ่มการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดในฟุตบอลยูโร โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ถึง 9 หมื่นคน และยังคงประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ปีที่แล้ว ด้านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 500 นาย ได้เริ่มฝึกซ้อมควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ที่สนามกีฬาแห่งชาติ สตาด เดอ ฟรองซ์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสนามที่จัดการแข่งขันแมตช์เปิดและปิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทางด้านการชุมนุมประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่ยืดเยื้อมานานถึง 3 เดือน เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายปฏิรูปแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถจ้างหรือปลดพนักงานได้ง่ายขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การประท้วงจะกระทบกับผู้มาชมการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.5 ล้านคน รวมถึงชาวต่างชาติจำนวน 1.5 ล้านคน โดยการหยุดงานของพนักงานรถไฟจะส่งผลต่อการเดินรถราว 40% ในเขตกรุงปารีส ขณะที่สหภาพนักบินของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า นักบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์เห็นพ้องประท้วงหยุดงานระหว่างวันที่ 11-14 มิ.ย.นี้

ประธานาธิบดี ออลลองด์ ยืนยันว่า จะผลักดันกฎหมายปฏิรูปแรงงานต่อไป หากกฎหมายดังกล่าวผ่านการลงมติ ซึ่งทำให้สหภาพแรงงานไม่พอใจ และเรียกร้องให้มีการเดินขบวนและประท้วงหยุดงานอีกในวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่สภาสูงเริ่มพิจารณากฎหมายดังกล่าว

ล่าสุดสหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้แรงงานในหน่วยคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถบัส ลุกขึ้นประท้วงใน 10 เมืองที่มีการจัดทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ไปจนถึงการแข่งขันจริง ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า ระดับน้ำท่วมในฝรั่งเศสที่เกิดจากฝนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อฟุตบอลยูโรด้วยเช่นกัน เนื่องจากภัยพิบัติดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้ยาก หลังระดับน้ำท่วมสูงถึงเกือบ 6 เมตร เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการฝรั่งเศสได้ประกาศเพิ่มระดับการเตือนภัยพิบัติทางน้ำในปารีสเป็นระดับสีส้ม หรือระดับสูงสุดลำดับ 2 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หันมองบรรยากาศในประเทศไทย ซึ่ง 5 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังขยับตัวดีขึ้น ช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง เริ่มที่ช่อง 3 ในฐานะผู้ได้รับสิทธิถ่ายทอดสดยูโร 2016 ที่ล่าสุดแม้จะได้ข่าวดีจากยูฟ่า (UEFA) ตอบรับให้ถ่ายทอดสดได้เพิ่มจากเดิม 20 แมตช์ เป็นถ่ายทอดสดครบทั้ง 51 แมตช์ ผ่านทางช่อง 3 เอชดี ช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ แต่ช่อง 3 ไม่ได้หวังกำไรจากการถ่ายทอดสดยูโรมากนัก เนื่องจากต้องลงทุนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมูลค่าสูง

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการและผู้ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หรือช่อง 3 เอชดีช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ กล่าวว่า การได้สิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2016 ครบ 51 แมตช์ในครั้งนี้ บริษัทไม่หวังว่าจะได้กำไรจากการขายสปอนเซอร์ แต่หวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับช่อง 3 โดยเฉพาะช่อง 3 เอชดี ซึ่งถือเป็นช่องแม่เหล็กหลักของบริษัท

ด้านสินค้าที่น่าจะได้อานิสงส์ตรงๆ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี กล่าวว่า กระแสการทำตลาดและการจัดแคมเปญช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรของกลุ่มผู้ประกอบการทีวีในปีนี้ มาถึงขณะนี้ยังไม่คึกคัก เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด จึงต้องลุ้นว่าหลังจากเปิดการแข่งขันวันที่ 10 มิ.ย.ไปแล้ว จะคึกคักหรือไม่ ส่วนแอลจีได้วางสินค้าใหม่หลายรุ่น และจัดโปรโมชั่น หวังยอดขายทีวีจะโต 10% ตามเป้า

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรในปีนี้ กระแสการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างแผ่ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งครั้งนี้จึงเป็นเพียงแค่รักษายอดขายและส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น หากช่วยกระตุ้นยอดขายได้ 10-15% ก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำการตลาดเลย

ทว่า อนุวัตร เฉลิมไชย อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กลับเห็นตรงกันข้ามว่า กระแสการตอบรับฟุตบอลยูโรในปีนี้มองว่าดีแน่นอน เพราะคนไทยกำลังอยู่ในอารมณ์ร่วมการเฉลิมฉลองที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่วนสินค้าที่ได้รับผลดี คือ เดลิเวอรี่ของฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์ เสื้อทีม และอุปกรณ์กีฬา ส่วนกลุ่มทีวีในปีนี้ยอดขายอาจแผ่วไป เพราะเศรษฐกิจไม่ดี

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาลิขสิทธิ์ในการจัดกิจกรรม ซึ่งผู้จัดการแข่งขันยูฟ่าเข้มงวดในการนำโลโก้แมสคอต และสัญลักษณ์อื่นๆ ไปทำกิจกรรม ทำให้สินค้าหรือบริการไม่กล้าจัดกิจกรรมมาก ทำได้แค่เปิดช่องฟรีทีวีให้ดูในร้านค้า ร้านอาหาร

เมื่อประเมินภาพรวม ทั้งสถานที่จัดฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยภัยร้าย และเมืองไทยที่เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ งานนี้กิจกรรมศึกฟุตบอลยูโรอาจไม่ขลังเท่าเดิม

 

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ “สุนัขจรจัดล้นเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435148

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ "สุนัขจรจัดล้นเมือง"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ผลการสำรวจจำนวนประชากรสุนัขประจำปี 2559 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า เมืองไทยมีสุนัขมากกว่า 6.7 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขมีเจ้าของ 6.05 ล้านตัว สุนัขไม่มีเจ้าของ 7.5 แสนตัว และมีแนวโน้มว่าจำนวนสุนัขจรจัดจะทะลุหลักล้านตัวภายในสิ้นปีนี้

สุนัขจรจัดเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ส่งผลกระทบด้านต่างๆมากมาย ตั้งแต่เห่าหอนเสียงดังสร้างความรำคาญ วิ่งตัดหน้ารถเสี่ยเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คุ้ยขยะ ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง ถูกมองว่าเป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะพิษสุนัขบ้า ทั้งยังเป็นถูกโยนบาปว่าต้นเหตุความขัดแย้งเรื่องหมากัดคน คนทำร้ายหมา อันปรากฎเป็นข่าวครึกโครมบ่อยครั้ง ทั้งหมดนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ ทำงานภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานหลายภาคส่วน

พูดง่ายๆคือ ยกระดับจากปัญหาข้างถนนสู่วาระแห่งชาติอย่างจริงจัง

หมาจรจัด…ภัยคุกคามสังคม? 

“สุนัขจรจัด” ในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ หนีไม่พ้นหมาขี้เรื้อนผิวกระดำกระด่าง ร่างผอมมอมแมม เนื้อตัวเหม็นสาบ นั่งๆนอนๆตามตรอกซอกซอย คุ้ยถังขยะหาอาหารประทังชีวิต รูปลักษณ์ไม่น่าพิสมัยและไม่น่าไว้วางใจของมันทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันหลีกหนี ส่งเสียงไล่ เขวี้ยงหินใส่ เลยเถิดถึงขั้นคว้าไม้ไล่ตีเพราะรำคาญ

คำถามคือ หมาจรจัดเป็นภัยคุกคามต่อสังคมจริงหรือ

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ผู้ทำงานคลุกคลีกับสุนัขจรจัดมานานกว่า 30 ปี อธิบายว่า สุนัขจรจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ “สุนัขเร่ร่อน” พบได้ตามข้างถนน ตามทุ่ง ไม่มีใครให้อาหาร จึงต้องคุ้ยเขี่ยตามถังขยะ พวกนี้อายุสั้น ไม่รถชนตาย ก็ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารตาย ส่วน “สุนัขชุมชน” เป็นสุนัขจรจัดที่มีคนใจดีคอยให้อาหาร จับทำหมัน ฉีดวัคซีน แต่มักไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของ”

หมาจรจัดไม่ใช่หมาป่า เป็นหมาเลี้ยง หรือหมาบ้านมาก่อนทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นหมาที่เจ้าของเลี้ยงแบบปล่อยปะละเลย ไม่ฉีดวัคซีน ไม่ทำหมัน ให้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านแล้วเกิดผสมพันธุ์กับหมาจรจัดตัวอื่นจนออกลูก หรือหมาที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง รวมถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงไม่มีจรรยาบรรณที่เพาะหมามาขายตามตลาดนัดที่เรียกว่า ‘หมากล่อง’ ราคาถูกแต่มักมีปัญหาสุขภาพ พอมีปัญหาเจ้าของจะคืนก็คืนไม่ได้ ก็ต้องทิ้ง

“ทัศนคติที่ว่าหมาจรจัดเป็นภัยคุกคามสังคม ถ้าเช็คให้ดีจะพบว่า สุนัขที่สร้างปัญหาล้วนเป็นสุนัขบ้านมีเจ้าของทั้งนั้น ไม่ใช่สุนัขจรจัด ข่าวหมากัดคนก็หมาบ้านทั้งนั้น จูงออกมาข้างนอกก็กัดเด็ก เลี้ยงไว้ในบ้านก็กัดคนแก่ ส่วนหมาจรจัดเขาคุ้นเคยกับคน คนมา เขาก็ลุกหนี เรื่องมลพิษ หมาชอบคุ้ยขยะจริง แต่ไม่ได้มีแค่หมาที่คุ้ย ตะกวดก็คุ้ย คนก็คุ้ยมากกว่าหมาอีก เรื่องอึเรี่ยราดบนถนน ถ้าเทียบกับสัตว์อื่นอย่างนก แมว ปริมาณอึหมาน้อยกว่าด้วยซ้ำ ส่วนมลพิษทางเสียง คนเลี้ยงหมาจะทราบดีกว่า หมาเห่าเสียงดังน่ารำคาญคือหมาที่ถูกกักขัง หมาจรจัดจะไม่เห่าหอนเพราะเขาชินกับคน

ส่วนเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เราผิดตั้งแต่ใช้คำว่า ‘พิษสุนัขบ้า’ แล้ว เพราะมันทำให้เข้าใจผิดว่ามีแต่ในหมา ทั้งที่ในแมว ในวัวก็ถือว่าสูงไล่เลี่ยกัน ลองไปถามสัตวแพทย์ตามคลีนิกดูว่าหมาที่อุ้มๆไปทำหมัน ฉีดวัคซีน เป็นหมาจรจัดทั้งนั้น เพราะคนใจบุญ หรือนักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายเขาพยายามจะลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดี หมามีเจ้าของต่างหากที่ไม่ค่อยเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะเจ้าของคิดว่าเลี้ยงอยู่ในบ้าน ปลอดภัยแน่ แต่ลืมว่าเขาก็ปล่อยมันออกไปนอกบ้าน”

โรเจอร์ โลหะนันท์

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องทำงานร่วมกับชุมชนในการนำสุนัขเลี้ยง หรือแม้แต่ไล่จับสุนัขจรจัดมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“ทุกคนรู้ว่าการแก้ปัญหาประชากรสุนัขต้องควบคุมตัวสุนัขที่ถูกนำมาปล่อย สุนัขตามฟาร์ม และสุนัขเลี้ยงถูกเลี้ยงแบบปล่อยๆ การขึ้นทะเบียนสุนัขจะช่วยได้มาก กทม.ออกบัญญัติการเลี้ยงและปล่อยสุนัขมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฎว่าทุกวันนี้ยังไม่มีสุนัขไปขึ้นทะเบียนเลย เพราะข้าราชการทำงานแปดโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็น เวลาจะไปถามชาวบ้านว่ามีหมากี่ตัว ขึ้นทะเบียนหรือยังก็จะเจอแต่บ้านเปล่าๆ เพราะเขาออกไปทำงานกันหมด จะให้ชาวบ้านนำหมาไปขึ้นทะเบียนเองก็ไม่มีใครว่าง เพราะทุกคนต้องทำงานทำการทั้งนั้น ถ้ายังไม่เน้นทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ขอความร่วมมือกับลุงๆป้าๆข้างถนนที่ให้อาหารสุนัขจรจัดมาช่วยชี้ช่องระบุตัวสุนัข ก็ไม่มีทางขึ้นทะเบียนสุนัขได้

ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ โรเจอร์เผยความคืบหน้าล่าสุดว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะครบวาระการประชุม หลังจากนั้นจะมีการยื่นข้อสรุปแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯต่อรัฐสภา หลักการสำคัญอยู่ตรงการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง โดยจะนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯมหานคร ขณะเดียวกันเตรียมออกกฎหมายควบคุมฟาร์มสุนัข ร้านเพ็ทช็อป รวมทั้งร้านขายสัตว์แปลกด้วย

“ต้องจดทะเบียนสุนัขแรกเกิดเหมือนจดทะเบียนรถยนต์ตั้งแต่โรงงาน ส่งไปต่อไปไหน อย่างไร ถ้าเจ้าของรู้ว่าหมาตัวเองมีทะเบียน เขาจะมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิม ก็อาจใช้วิธีจับทำหมันไปก่อน ส่วนสุนัขที่มีปัญหา เช่น ดุร้าย ป่วย มีลูกอ่อน ก็ส่งไปยังศูนย์พักพิง ซึ่งศูนย์พักพิงสุนัขต่างๆก็ควรจะมีไว้สำหรับหมาที่ไม่สามารถอยู่ในที่สาธารณะได้เท่านั้น เช่น นิสัยดุร้าย ชอบกัดคน ไม่ใช่สร้างกันพร่ำเพรื่อ จับดะทุกตัว จับไปขังเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด พวกหมาหน้าเซเว่น หน้าตลาด ปล่อยเขาอยู่ไปเถอะ แต่ทำหมัน ฉีดวัคซีน แล้วให้เขาใช้ชีวิตไปตามอายุขัย ในต่างประเทศถ้ามีหมาจรจัด โอกาสรอดน้อยมาก เพราะบ้านเขาระบบสุขอนามัยดี ไม่มีขยะให้คุ้ย คนไม่ให้อาหาร สุดท้ายก็อดตายไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันบ้านเขาก็มีฝ่ายเทศบาลที่จับจริง มันจึงไม่มีโอกาสที่จะเพิ่ม ศูนย์พักพิงต่างๆเองก็ต้องควบคุมประชากรด้วย บางประเทศเขาใช้วิธีการุณยฆาต หากไม่มีคนมารับไปเลี้ยงเกิน 3 เดือนจะฉีดยาให้ตาย ถือเป็นการกระตุ้นสังคมด้วยว่าถ้าไม่อยากให้หมาตายก็มาเอาไปเลี้ยง

โรเจอร์บอกว่า การทะเบียนสัตว์เลี้ยงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด คนเลี้ยงต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบ ทำหมัน ฉีดวัคซีน ควบคุมฟาร์มเพาะเลี้ยงและเพ็ทช็อป จัดระเบียบศูนย์พักพิงสัตว์ หากทำพร้อมกันทั้งหมดนี้ได้ จำนวนสุนัขบนท้องถนนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัย

“ฟาร์มขายหมาเถื่อน”…วงจรอุบาทว์ทารุณสัตว์

เพราะความน่ารัก เชื่อง เป็นมิตร กตัญญูรู้คุณ และหาซื้อง่าย ทำให้สุนัขกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร แห่งเพจเฟซบุ๊ก A Call for Animal Rights Thailand เล่าว่า ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยชอบเลี้ยงตามแฟชั่น สายพันธุ์ไหนดัง มาแรง ก็แห่กันไปซื้อมาเลี้ยง

ยกตัวอย่างดาราเซเลบอุ้มหมาตัวเล็กๆน่ารักใส่กระเป๋าสะพาย ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม หมาพันธุ์เล็กอย่างชิวาวาก็ขายดิบขายดี ข่าวหมาพันธุ์บางแก้วจับขโมย หมาพันธุ์บางแก้วก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย ไม่ผิดหรอกค่ะที่อยากเลี้ยงหมา ปัญหาอยู่ตรงเห่ออย่างเดียว แต่ไม่ศึกษาหาข้อมูลทำการบ้านว่าสุนัขแต่สายพันธุ์เป็นอย่างไร ต้องการการเลี้ยงดูแบบไหน

อยากเลี้ยงบางแก้ว ถามว่าคุณจะดูแลได้ไหมไม่ให้ไปกัดใคร เพราะบางแก้วดุมาก อยากเลี้ยงปอมเปเรเนียนขนฟูฟ่อง แต่ที่บ้านไม่มีแอร์ อยากเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์หมาป่า ชอบวิ่งพล่านไปทั่ว แต่กลับเลี้ยงบนคอนโด แบบนี้ทรมานสัตว์หรือเปล่า ถ้าคุณเลี้ยงไม่เป็น เลี้ยงไม่ดี เขาก็ป่วยและตาย หรือพอหมดกระแส เลิกเห่อ สุดท้ายก็เอาไปทิ้งตามถนน”

ภาพประกอบจาก สมาชิกเว็บไซต์พันทิป Bird_St.John และ http://www.doklike.com

ในฐานะผู้ทำงานด้านต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์ เธอมองว่า ปัญหาน่ากังวลที่สุดขณะนี้หนีไม่พ้นบรรดาฟาร์มสุนัขเถื่อนและร้านเพ็ตชอปที่ไม่ได้มาตรฐาน

ฟาร์มสุนัขเถื่อน (Backyard Breeder) จะมีการเพาะพันธุ์สุนัขในที่ลับ เพราะต้องการปิดบังไม่ให้ใครรู้ว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ใช่พันธุ์แท้ สถานที่อยู่สกปรกคับแคบ คนเพาะพันธุ์ไม่ได้มองสุนัขเป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเครื่องจักรผลิตลูกสุนัข จุดประสงค์เดียวคือทำกำไรให้ได้มากที่สุด นั่้นหมายถึงการจับสุนัขผสมทุกครั้งที่ถึงฤดูติดสัด ให้กินเศษอาหารเหลือ ไม่มีการอาบน้ำแต่งขน ไม่มีการทำความสะอาดกรง ไม่ได้ฉีดวัคซีน ไม่ต่างอะไรจากขุมนรก

“สุนัขจะถูกขังกรงตลอดเวลา ไม่มีวันได้ออกไปไหนจนวันตาย บางตัวพิการ ตาบอด เล็บยาวจนทะลุเนื้อออกมา ขนก็ไม่ได้ตัด บางตัวเป็นอัมพาตเดินไม่ได้แต่ยังถูกเก็บไว้ผสมพันธุ์จนกระทั่งผสมพันธุ์ไม่ได้เขาก็เอาไปกำจัด ไม่ก็ปล่อยให้ป่วยตาย บางคนธุรกิจเจ๊ง เลี้ยงไม่ไหวก็ขายถูกๆ หรือเอาไปปล่อยข้างถนน ทุกวันนี้ปัญหามาจรจัดส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้าของฟาร์มที่ไร้ความรับผิดชอบนี่แหละ โดยเฉพาะร้านเพ็ตชอปบางร้านที่จตุจักรที่ตัวดี ลูกสุนัขจะนอนโชว์อยู่ในตู้กระจกทั้งวันทั้งคืน ฉี่อึอยู่ในนั้นแหละ ไม่เคยได้วิ่งเล่น ไม่เคยตรวจสุขภาพ ตัวไหนตายช่างมัน ที่แย่กว่านั้นคือ ธรรมชาติของลูกหมาจะต้องนอนทั้งวันทั้งคืน แต่ลูกหมาที่อยู่ในร้านขายสุนัขมันคึกอย่างกับใส่ถ่าน เพราะเขาให้กินน้ำหรืออาหารผสมยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้คึก ถ้าสงสารแล้วซื้อไปเลี้ยง ผ่านไปวันสองวัน ซึม โรคต่างๆก็ตามมา พอป่วยนำไปคืนก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ตาย”

ทุกวันนี้ฟาร์มเพาะหมาเถื่อนกับร้านเพ็ตชอปไม่ได้มาตรฐานมีกลาดเกลื่อนในอินเตอร์เน็ต เพราะลงทุนน้อย แค่ซื้อหมาตัวผู้ตัวเมียมาผสมพันธุ์กันแล้วเอาไปขาย คนซื้อหมาก็ใช้วิธีจิ้มเอาจากภาพถ่ายเหมือนซื้อเสื้อผ้า เธอบอกว่า การรับสิ่งมีชีวิตเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านด้วยวิธีซื้อจากโซเชียลเป็นอะไรที่ตลกและน่าหดหู่มาก

“บ้านเราไม่มีการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควรเก็บตั้งนานแล้ว เพราะนี่คือรายได้ประเทศ เดี๋ยวนี้สุนัขไม่ใช่ตัวละ 200-300 บาท แต่เป็นพัน หมื่น จนถึงหลักแสน เมื่อไม่มีการเก็บภาษีฟาร์มเพาะสุนัขและร้านเพ็ตชอป ก็เลยไม่มีการถูกตรวจสอบว่าแหล่งเพาะพันธุ์นั้นมีการจัดสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีหรือไม่ สัตว์มีคุณภาพหรือไม่ ร้านค้าได้มาตรฐานและจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อลูกหมาตัวนั้นถูกขายไปควรมีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงด้วย นี่คือวิธีที่จะช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัด นอกจากนี้เมืองไทยควรตั้งกรมสัตว์เลี้ยง ทำหน้าที่ดูแลเรื่องสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ เอ็นจีโอ สัตวแพทย์ มีการตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสัตว์เลี้ยง ให้มีอำนาจในการตรวจค้น ยึด จับกุม ลงโทษ กรณีมีเหตุทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้น

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร

แค่จับขังไม่ช่วยแก้ปัญหา

ประโยคที่เคยได้ยินกันบ่อยครั้งคือ รัฐต้องดูแลคนเสียภาษี มียุงต้องไปกำจัดยุง มีหนูต้องไปกำจัดหนู หมาจรจัดก็ถือเป็นอีกภาระหนึ่งที่ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องแบกรับ

ทุกๆปีจะมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1555 ของกทม.มากกว่า 4,500 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ 1.หมาบ้า สงสัยว่าติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า 2.ดุร้าย เป็นอันตรายต่อคน 3.สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น เห่าหอนเสียงดัง กัดกัน ขับถ่าย คุ้ยขยะ ขั้นตอนหลังได้รับแจ้งไม่เกิน 7 วัน จะมีการส่งสายตรวจลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ร้องเรียน สอบถามปัญหา เจรจากับเจ้าของสุนัข หากสุนัขตัวนั้นไม่มีเจ้าของหรือตกลงกันไม่ได้ จะส่งเจ้าหน้าที่มาจับ โดยการจับสุนัขจะใช้วิธีต้อนเข้าที่แคบก่อนใช้สวิงครอบ แล้วส่งไปที่ศูนย์พักพิงสุนัขประเวศ หลังจากนั้นสุนัขจะถูกนำมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยจะรอ 7 วันให้เจ้าของมารับสุนัขคืน หากไม่มีใครมารับคืนก็จะย้ายไปอยู่คอกเลี้ยงรวมอีก 7 วัน พอครบ 14 วันก็จะส่งไปยังศูนย์พักสุนัขที่จ.อุทัยธานี

“ปัจจุบันมีสุนัขจรจัดอยู่ในการดูแลของกทม.ทั้งหมด 5,500 ตัว กทม.ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูถึงปีละ 24.5 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าอาหาร 500 ตัน 12 ล้านบาท ค่าวัคซีน 40,000 โดส  6 ล้านบาท ค่าทำหมัน 6.5 ล้านบาท เป้าหมายของเราคือ เลี้ยงเขาไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ขณะเดียวกันก็หวังว่าจะมีผู้เลี้ยงมารับคืนหรือมีผู้ใจบุญนำไปอุปการะ แต่ที่ผ่านมามีคนเข้ามารับไปน้อยมาก”

คำชี้แจงของ นายสัตวแพทย์ศิวะ ไม้สนธิ์ หัวหน้ากลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัขประเวศ กทม.

นสพ.ศิวะ มองว่า การจับหมามากักขังแค่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขต้นตอปัญหาสุนัขจรจัดได้

ประเด็นอยู่ตรงการควบคุมคุณภาพการเลี้ยง คุณต้องรู้ก่อนว่า องค์ประกอบของสัตว์เลี้ยงคือ ต้องมีที่อยู่ มีอาหาร และมีเจ้าของ ดังนั้นการจะเลี้ยงสุนัขสักตัวหนึ่งต้องมีการสร้างมาตรฐานจิตสำนึกก่อนเลยว่า คุณต้องรับผิดชอบชีวิตเขา ดูแลให้กินอิ่ม นอนหลับ มีบ้านอยู่ ป่วยก็ต้องพาไปรักษา ดูแลให้ความรักความเอาใจใส่ ให้เขามีความสุข และถ้าหมาคุณไปกัด หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น คุณก็ต้องรับผิดชอบ ต่อมาคือต้องคุมกำเนิด วงจรชีวิตหมา 6 เดือนก็เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์สามารถมีลูกได้ คลอดลูกได้ครั้งละ 5-10 ตัว ปีหนึ่งมีลูกได้ 2 ครั้ง และอายุขัยของหมาอยู่ที่ 15 ปี ฉะนั้นการทำหมันสำคัญมาก ควรณรงค์ให้ความรู้แก่คนเลี้ยงว่า ถ้าไม่ทำหมันคุมกำเนิดจะมีผลอย่างไร หน่วยงานรัฐอาจต้องช่วยสนับสนุนส่งหมอไปทำหมันสุนัขตามชุมชนด้วย

ในต่างประเทศที่เขาแก้ปัญหาสำเร็จเพราะหลายปัจจัย เช่น อากาศหนาว คนไม่ให้อาหาร บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยไม่มีขยะ ทำให้หมาที่อยู่ตามท้องถนนมีโอกาสรอดน้อย ขณะเดียวกันศูนย์พักพิงเขาควบคุมประชากรด้วยการใช้วิธีการุณยฆาต รมยา ฉีดยาให้ตาย แต่บ้านเราไม่ยอมรับวิธีนี้ จุดเด่นคนไทยคือใจบุญ ผมมองว่าคงต้องหาวิธีที่เหมาะกับความใจดีของคนไทยนี่แหละ เช่น ถ้าคุณให้อาหารสุนัขจรจัดกิน ก็ลองคิดต่อว่าเขาก็อาจอยากมีบ้าน อยากมีเจ้าของ อยากไปอยู่กับคุณด้วย คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ถึงที่สุดไหม ไม่ใช่แค่เอาอาหารมาให้ พาไปทำหมัน ฉีควัคซีนแล้วปล่อย ประชาชนจะช่วยลดจำนวนสุนัขจรจัดได้เยอะมาก อย่าคิดว่าเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียว

“ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง”ทางออกที่ยั่งยืน

“กรมปศุสัตว์” ถือเป็นอีกหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีบทบาทหลักในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด ทว่าภารกิจเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบการควบคุมดูแลสัตว์ทุกชนิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัญหาสุนัขจรจัดถือเป็นวาระระดับชาติ เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่กรมปศุสัตว์จะทำเพียงกรมเดียว

“ที่ผ่านมา หน้าที่หลักของกรมปศุสัตว์จะเน้นเรื่องป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า ต้องลดจำนวนประชากรสุนัขจรจัดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แพร่ขยายด้วยการฉีดยาคุมกำเนิด ฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมัน แต่ละปีกรมปศุสัตว์มีแผนทำหมัน 8 หมื่นตัวทั่วประเทศ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุแท้จริงอยู่ที่ผู้เลี้ยงไม่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบ

อุปสรรคอีกอย่างที่พบคือ สุนัขจรจัดจับยากมาก เราหาทุกวิถีทาง ใช้สวิงครอบ ยิงยาสลบ แต่พอเจอฝูงใหญ่ 10 ตัว ก็ยิงได้แค่ตัวเดียว ต้องรออีกนานกว่าจะไปจับใหม่ เพราะบุคลากรเราไม่เพียงพอ ถ้าพลาดก็ไปออกลูกอีกเยอะ ถ้าไม่บูรณาการทั้งระบบมันก็จะแก้ปัญหาวนๆเวียนๆอยู่แค่นี้ เพราะกรมปศุสัตว์ต้องดูสัตว์ทุกชนิด มีภารกิจอื่นๆอีกมากมาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอะไรที่เกี่ยวกับสัตว์ กรมปศุสัตว์ต้องจัดการอยู่หน่วยงานเดียว

แผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดของกรมปศุสัตว์ แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน และ ป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม

การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน ต้องทำหมันเพื่อลดการเพิ่มปริมาณ แต่เนื่องจากคนเราน้อย และงบมีจำกัด จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสาธารณสุข กทม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอ็นจีโอ ประชาชน ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นั่นคือ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พศ.2557 มาตรา 23 ห้ามไม่ให้เจ้าของปล่อย ละทิ้ง หรือทำการใดๆให้พ้นจากการดูแลโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ปล่อยทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ สามารถแจ้งตำรวจให้จัดการได้เลย มีโทษปรับ 40,000 บาท

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เสนอทางออกการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดว่า อยากให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที พร้อมๆกับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการทารุณกรรมสัตว์ ลงโทษคนเลี้ยงที่ปล่อยปะละเลย

“ในต่างประเทศที่เขาประสบความสำเร็จก็เพราะมีการขึ้นทะเบียนสุนัข ฝังไมโครชิพ ผู้เลี้ยงต้องเสียภาษี สามารถย้อนกลับไปหาเจ้าของได้ เช่น หมาหาย หมาถูกทิ้ง หมาไปกัดคน การขึ้นทะเบียนสุนัขก็เหมือนเวลาซื้อรถยนต์ ต้องจดทะเบียน จะได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ รู้รายละเอียดของสุนัขแต่ละตัว รู้จำนวนที่แท้จริง ผมอยากให้การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงเป็นวาระแห่งชาติเลย มีสมุดทะเบียนชัดเจน เหมือนบัตรประชาชนของคนนี่แหละ ไม่ใช่ปล่อยสะเปะสะปะไร้การควบคุม มีเรื่องทีก็ทะเลาะโยนความผิดกันไปมา จนสุนัขจรจัดเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้

ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าล่าสุดในการร่วมกันแก้ปัญหาสุนัขจรจัดระดับชาติ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางออกของวิกฤตครั้งนี้จะเป็นอย่างไร