รายงานพิเศษ : พลิกโฉมวงการเกษตรไทยด้วยแผนพัฒนาฯฉบับ12

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219780

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนทางภาวะเศรษฐกิจโลก กฎ กติกาการค้าใหม่ที่มีมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลงตามการเมือง ปัญหาภัยพิบัติ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทั้งสิ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในวาระที่แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2555 กำลังจะสิ้นสุดในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้วางยุทธศาสตร์แนวทางพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ 2560-2564 ไว้แล้ว โดยปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ที่ตั้งเป้าให้ภาคเกษตรสู่ความเป็นเลิศ เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรกรรมยั่งยืน

ฉะนั้นแผนพัฒนาภาคเกษตรฉบับใหม่จะมุ่งเน้นไปที่ความผาสุกของเกษตรกรและชุมชนการเกษตรมีความเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับแรก เนื่องจากเกษตรกรเป็นอนุภาพสำคัญของภาคเกษตร เหมือนกับเป็นอะตอมเล็กๆ ประมาณ 6.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นเกษตรกรไทยทั้งหมดประมาณ 28 ล้านคน เกษตรกรเป็นผู้ขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตร จึงเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาภาคเกษตร หากเกษตรกรมีความผาสุกจากการผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหาหนี้สินลดลง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งผลให้ชุมชนเกษตรมีความเข้มแข็งขึ้น นำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรด้านอื่นต่อๆ ไปได้ด้วย

ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายดัชนีความผาสุกของเกษตรกรจะต้องเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 77 ขยับขึ้นเป็นร้อยละ 85 สถาบันเกษตรกรทำธุรกิจมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ต่อปีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี โครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรได้รับการฟื้นฟูใช้ประโยชน์ได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

การจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ต้องดำเนินการภายใต้ตามยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ด้วยการน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผลให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมการทำเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ สร้างองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.882 ศูนย์) พัฒนาสู่การเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง รวมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความมั่นคงในอาชีพเพื่อดึงเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนแรงงานเกษตรที่ขาดแคลนรวมทั้งแก้ปัญหาสังคมเกษตรผู้สูงวัย

ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ซึ่งยุทธศาสตร์นี้จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระดับกลางหรือระดับบนที่มีความสามารถในการผลิตเพื่อการค้าหรือการส่งออก ให้มีการพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานรองรับความต้องการของตลาด สามารถเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยและเพิ่มมูลค่าสินค้า ส่งเสริมให้ทำการเกษตรแบบ Cluster สร้างเครือข่ายและทำข้อตกลงซื้อขาย Contract Farming เพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมแปรรูป

นางสาวจริยา สุทธิไชยา

ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นเรื่องของงานวิจัยพัฒนาการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นวิจัยเชิงทฤษฎี เช่น พันธุ์พืชที่ทนต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ พืชใช้น้ำน้อย หรือพันธุ์สัตว์ที่ต้านทานต่อโรค การวิจัยพัฒนาอาหารสัตว์ หรือนวัตกรรมเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องจักรกลการเกษตรที่เหมาะสม เป็นต้น สำหรับยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืนมุ่งเน้นไปที่การดูแลเรื่องทรัพยากรดินให้มีความอุดมสมบูรณ์เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานในการผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อไป ที่สำคัญทรัพยากรน้ำต้องมีการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน พร้อมกับเพิ่มและปรับปรุงแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นาและแหล่งน้ำชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

“การขับเคลื่อนนโยบายหรือทิศทางภาคเกษตรไทย ภายใต้แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 จะเน้นหนักไปที่การสร้างความผาสุกของเกษตรกร ด้วยการเข้าถึงแหล่งข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบการผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่และสภาพแวดล้อม พัฒนาเกษตรกรให้มีความรอบรู้ทุกด้านเป็น Smart Farmer อย่างแท้จริง เช่น เปลี่ยนจากเกษตรกรที่เก่งด้านการผลิตอย่างเดียวมาเป็นเกษตรกรนักปรับปรุงพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือเป็นเกษตรกรนักการตลาด ที่รู้ว่าผลิตสินค้ามาแล้วตลาดอยู่ที่ไหน สินค้าอะไรที่ตลาดมีความต้องการ ระบบโลจิสติกส์การขนส่งสินค้าจากฟาร์มไปถึงแหล่งรับซื้อแบบไหนจึงจะประหยัดต้นทุนได้ดีที่สุด เป็นต้น ที่สำคัญคือเกษตรกรต้องมีสังกัด ไม่เป็นเกษตรกรรายเดี่ยวต้องมีการรวมกลุ่ม เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต เพิ่มอำนาจการต่อรองและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

รายงานพิเศษ : ระบบน้ำนอง…ทางรอดของลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219555

วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 22 จังหวัด มีลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญ 4 ลุ่มน้ำด้วยกัน แต่ลุ่มน้ำที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำรุนแรงมากที่สุดคือ “ลุ่มน้ำยม” เนื่องจากเป็นลุ่มน้ำเดียวที่ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมการบริหารจัดการน้ำ ต่างจากลุ่มน้ำสาขาอื่นๆ เช่น ลุ่มน้ำปิง มีเขื่อนภูมิพลสามารถกักเก็บน้ำได้จำนวนถึง 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ลุ่มน้ำวัง มีเขื่อนกิ่วคอหมาและเขื่อนกิ่วลม ความจุรวมกัน 276 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำน่าน มี 2 เขื่อนสิริกิติ์ ความจุ 9,510 ล้านลบ.ม. และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ความจุ 939 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำไม่ว่าจะเป็น ปัญหาน้ำท่วม หรือปัญหาน้ำแล้งในลุ่มน้ำสาขา ทั้งลุ่มน้ำปิง วัง และน่าน จึงไม่รุนแรงเหมือนกับลุ่มน้ำยม

ลุ่มน้ำยม มีพื้นที่มากกว่า 15 ล้านไร่ ครอบคลุม 11 จังหวัดคือ พะเยา น่าน ลำปาง แพร่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก อุตรดิตถ์ พิจิตร และนครสวรรค์ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปี 1,204 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปี 5,261 ล้าน ลบ.ม.
จึงไม่แปลกที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน และเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากขาดแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้การแก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นเรื่องยากเพราะขาดแหล่งกักเก็บน้ำต้นทุนก็ตาม แต่ใช่ว่า..จะไม่มีช่องทางในการแก้ไขหรือบรรเทาได้เลย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2535 ถึงการบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งของ จ.สุโขทัย แบบยั่งยืน สรุปความได้ว่า ต้องมีการดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบครบวงจร ทั้งการก่อสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำสาขาของแม่น้ำยม การผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ ตลอดจนขุดลอกคู คลอง หนอง บึง เพื่อกักเก็บน้ำและระบายน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 และวิกฤติภัยแล้งปี 2558-2559 รัฐบาลได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน นำแนว
พระราชดำริดังกล่าวมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จ.นครสวรรค์ ที่ประสบปัญหาค่อนข้างรุนแรง กรมชลประทาน จึงดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จ.นครสวรรค์ ขึ้นมา

โครงการดังกล่าว จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำ คือ ทุ่งนา ที่ลุ่ม ที่มีน้ำท่วมขังเป็นประจำ ให้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำหลากชั่วคราว ด้วยการควบคุมน้ำเข้าพื้นที่อย่างเป็นระบบ และบริหารจัดการน้ำที่เก็บกักไว้เพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูก จากนั้นก็ควบคุมการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตามเวลาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่ว่า….“จะไม่มีการเวนคืนที่ดิน ไม่มีการขุดที่นา ประชาชนต้องยอมรับ หากไม่ปรารถนา
ก็จะไม่ทำ”

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือ จ.นครสวรรค์ ทำให้ทราบว่าพื้นที่ลุ่มต่ำที่จะใช้เป็นแก้มลิงเก็บกักน้ำหลากชั่วคราวอยู่บริเวณไหนบ้าง และต้องมีการพัฒนาฟื้นฟูห้วย หนอง คลอง บึง ให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น ใหญ่ขึ้น ยกทางสัญจรหลักในหมู่บ้านให้สูงขึ้นหรือก่อสร้างใหม่ มีคันป้องกันน้ำท่วมชุมชน พร้อมจัดทำระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่สมบูรณ์ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่เกษตรกรต้องปรับระยะเวลาเพาะปลูกพืชให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลผลิตได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหรือการขาดแคลนน้ำ

สำหรับประโยชน์โดยตรงที่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับ คือ สามารถทำการเกษตรได้ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปรัง และนาปี
หรือการปลูกพืชอื่นๆ ในช่วงที่ปล่อยให้น้ำท่วมที่นาก็สามารถประกอบอาชีพประมงมีรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง และเมื่อระบายน้ำออกจากที่นาเพื่อปลูกข้าวหรือปลูกพืชอื่นๆ น้ำที่ท่วมจะพัดพาความอุดมบูรณ์มาด้วย ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย และยังตัดวงจรชีวิตของแมลงศัตรูพืช ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ในขณะนี้ผลผลิตข้าวหรือพืชอื่นๆ สูงขึ้น

“โครงการดังกล่าวยังจะช่วยตัดยอดน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากได้มากกว่า 900 ล้านลบ.ม. หรือเท่าๆกับปริมาณน้ำที่เก็บกักในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย” ดร.สมเกียรติกล่าว

นายสมศักดิ์ บ่องเขาย้อย ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า การบริการจัดการน้ำโดยใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ ด้วยการใช้พื้นที่ของเกษตรกรเป็นแก้มลิงนั้น มีการทดลองแล้วประสบผลสำเร็จ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 ฤดูกาล และการปล่อยให้น้ำท่วมที่นาทำให้ดินมีอินทรีย์วัตถุมากขึ้น วัชพืชตายโดยไม่ต้องใช้ยากำจัดวัชพืช หนูที่เป็นศัตรูของข้าวก็ไม่มี ผลผลิตข้าวหรือพืชอื่นๆก็สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง และยังมีรายได้จากการประมงในช่วงน้ำท่วมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนฤดูกาลปลูกข้าวใหม่ให้เร็วขึ้นคือ นาปี หรือปลูกพืชอื่นๆ เริ่มปลูกวันที่ 1 เมษายน ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องน้ำ แต่กรมชลประทานก็ได้ผันน้ำจากลุ่มน้ำน่านมาช่วยเหลือ ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เมื่อน้ำหลากประมาณเดือนสิงหาคม–ตุลาคมก็ใช้ที่นาเป็นแก้มลิง มีการสร้างเครื่องมือชลประทานควบคุมปริมาณน้ำ และเมื่อสิ้นสุดฤดูน้ำหลากประมาณเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ก็จะเริ่มทยอยปล่อยน้ำออกจากที่ลุ่มต่ำ เกษตรกรก็สามารถทำนาปรังได้ โดยใช้น้ำที่เก็บกักไว้ในแก้มลิง ห้วย หนอง คลอง บึง

นางจรรยา ละออง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย กล่าวว่า กรมชลประทานได้เข้ามาปรับปรุงคลองตาดิน เพื่อใช้ผันน้ำจากแม่น้ำยมเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ และให้เก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งสามารถเก็บกักไว้ในคลองได้ประมาณ 26,000 ลบ.ม. เพียงพอสำหรับการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ยาสูบ แตงโม พริก ชาวบ้านและเกษตรกรจึงเห็นด้วยกับโครงการนี้ อย่างไรก็ตามการดำเนินโครงการดังกล่าว ถือว่า เกษรตรกรเจ้าของพื้นที่เป็นผู้เสียสละ ดังนั้นน่าจะมีการประเมินความเสียหาย จ่ายค่าชดเชย หรือเยียวยาอย่างเป็นธรรมสมควรกับเหตุให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย

“หากการดำเนินโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จ กรมชลประทานจะขยายผลไปยังลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป เช่น ลุ่มเจ้าพระยา ในบริเวณทุ่งบางบาล เป็นต้น” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

รายงานพิเศษ : ‘ไส้เดือนฝอย’ ทางเลือก-ทางรอดเกษตรกรไทยลดต้นทุนผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219410

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกษตรกรยุคใหม่จะมีวิธีคิดที่ว่าการตลาดจะต้องนำการผลิต เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องผลิตผักให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค กระแสการบริโภคผักปลอดสารพิษได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเราและต่างประเทศ ตลาดมีความต้องการสูง ผลิตได้ปริมาณเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวทางการผลิตผักมาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์ ข้อดี คือ ตลาดมีความต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ จำหน่ายได้ราคาดี เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงดีต่อสุขภาพเกษตรกรอีกด้วย

การนำความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับภูมิปัญหาท้องถิ่นเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถต้นทุนได้อย่างมหาศาล เช่น การทำปุ๋ยหมักชีวภาพใช้แทนการใช้ปุ๋ยเคมี การทำยาฆ่าแมลง จากใบสะเดา และใบข่า ในปัจจุบันยังมีการนำไส้เดือนฝอยมากำจัดศัตรูพืช สามารถลดต้นทุนการผลิตยาฆ่าแมลงได้จำนวนมาก ผักปลอดสารพิษมากขึ้น ที่สำคัญตลาดมีความต้องการสูงมาก ซึ่งแม่งานใหญ่ในการเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกร คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางรัตน์ติยา พวงแก้ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์ กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดบุรีรัมย์เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการใช้ไส้เดือนฝอยในการเกษตรกรอย่างแพร่หลาย หลังจากที่ได้เดินหน้าให้ความรู้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรลดต้นทุนในการผลิตลง จะสามารถลดการใช้สารเคมีลด ทำให้ผักเป็นไปตามความต้องการตลาด ที่แนวโน้มผู้บริโภคจะหันมารับประทานผักปลอดสารมากขึ้น ที่สำคัญยังทำให้ดิน และสิ่งบริเวณโดยรอบพื้นที่ทำการเกษตรดี

ปัจจุบันได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ไส้เดือนฝอยไปหลายจังหวัดในภาคอีสาน เช่น อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ขอนแก่น และนครราชสีมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปยังพื้นที่การปลูกพืชผักสวนครัว และมันสับปะหลัง เป็นหลัก โดยเกษตรต้องการปลูกพืชแบบอินทรีย์รองรับตลาดที่จะ
ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในอนาคตอันใกล้

คุณสมบัติของไส้เดือนฝอย คือช่วยในการกำจัดศัตรูพืช กำจัดแมลง โดยไส้เดือนฝอยที่จะเจาะเข้าไปกินเนื้อเยื่อในตัวแมลงที่เป็นศัตรูพืชเป็นโรคและตายไปในที่สุด ซึ่งการใช้ไส้เดือนฝอยในการกำจัดศัตรูพืช ขณะนี้การใช้ไส้เดือนฝอยกำจัดศัตรูพืชได้รับความสนใจจากเกษตรกรกันมาก เพราะประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด ได้แก่ หนอนใยผัก หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก และหนอนด้วงหมัดผัก

อย่างไรก็ตาม ไส้เดือนฝอยสามารถทำให้แมลงศัตรูพืชเหล่านี้ตายได้อย่างรวดเร็ว ลดการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงในระดับที่ปลอดภัย และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) เพื่อให้ผลผลิตเกษตรกรปลอดภัยจากสารพิษ และเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทย (Steinernema sp. Thai isolate) เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากเกษตรกรมากที่สุด เพราะมีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด มีความปลอดภัยต่อพืช สัตว์ และสภาพแวดล้อม จึงเป็นชีวภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความสนใจนำมาใช้ทดแทนสารเคมีกำจัด ศัตรูพืชที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะการนำไส้เดือนฝอยมาใช้พ่นกำจัดแมลงในการผลิตพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ หรือใช้ในแปลงเกษตรอินทรีย์

จากการทดลองในแปลงปลูกกะหล่ำปลี และผักคะน้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไส้เดือนฝอยสามารถช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนการผลิต
ยาฆ่าแมลงลดลงเหลือเพียง 500 บาท/ไร่ จากปกติจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อยาฆ่าแมลงประมาณ 3,000-4,000 บาท/ไร่ ทำให้เกษตรกรมีกำไรจากการทำการเกษตรมากขึ้น นอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง การใช้ไส้เดือนฝอยยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกษตรกรสามารถขอรับ
หัวเชื้อได้ที่กรมวิชาการเกษตร หัวเชื้อ 5 ล้านตัว จะสามารถขยายได้ 300 ล้านตัว ที่สำคัญไส้เดือนฝอยยังไม่ทำลายสัตว์เลือดอุ่น

นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยลดต้นทุนการผลิต จากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ด้วยการกำจัดศัตรู ด้วยไส้เดือนฝอย อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผลิตผักออกมารองรับตลาดออร์แกนิกให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ที่กระแสการบริโภคผักปลอดสารพิษกำลังมาแรง

รายงานพิเศษ : ปลูกกล้วยไข่แซมสวนไม้ผล สร้างรายได้ดีกว่าพืชหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/219234

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กล้วยไข่ เป็นผลไม้ส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย มีแหล่งปลูกที่สำคัญอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี นครสวรรค์ เพชรบุรี ตาก และชุมพร โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกมากที่สุดประมาณ 25,731 ไร่ ซึ่งจะปลูกกล้วยไข่เพื่อการส่งออกไปยังประเทศจีน ญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นหลัก

นายนพดล แดงพวง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จันทบุรี กล่าวว่า การปลูกกล้วยไข่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ปลูกมากในอำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม และอำเภอโป่งน้ำร้อน ลักษณะพื้นที่เป็นที่ดอนหรือพื้นที่ราบไม่มีน้ำท่วมขัง อยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติหรือคลองชลประทาน การคมนาคมสะดวก สามารถขนส่งผลผลิตได้รวดเร็ว ซึ่งเกษตรกรจะนิยมปลูกกล้วยไข่แซมในสวนผลไม้เพื่อป้องกันลมพายุจากภัยธรรมชาติที่อาจจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตกล้วยไข่ อีกทั้งกล้วยไข่จะได้อาศัยร่มเงาจากไม้ผลชนิดอื่น ที่สำคัญกล้วยไข่ยังถือเป็นพืชเสริมที่เป็นทางเลือกในระหว่างรอเก็บเกี่ยวไม้ผลหลัก ที่สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

เนื่องจากการผลิตกล้วยไข่ของเกษตรกส่วนใหญ่จะปลูกเพื่อการส่งออกเป็นหลัก จำเป็นต้องควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ได้เข้าได้วิจัยทดสอบพัฒนาการผลิตกล้วยไข่ให้เกษตรกร โดยการใช้เทคโนโลยีการผลิตตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและปริมาณเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการผลิตกล้วยไข่ของเกษตรกร ให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผลิตกล้วยไข่เพื่อให้ได้คุณภาพสำหรับส่งออกนั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ การใช้หน่อพันธุ์ที่สมบูรณ์ มีความสูงไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร มีลักษณะใบขิง หลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 2×2 เมตร มีจำนวนต้นประมาณ 80-100 ต้นต่อไร่ ก่อนปลูกรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือคอก การใช้ปุ๋ยเคมีตามคำแนะนำ การจัดการดูแลรักษาตามระยะที่เหมาะสม การแต่งใบ การแต่งหน่อ การไว้หน่อเพื่อทดแทนต้นแม่ การค้ำเครือ การห่อผลและการป้องกันโรคแมลงศัตรูพืชการเก็บเกี่ยวจะเก็บหลังจากตัดปลีประมาณ 45 วัน โดยการผลิตกล้วยไข่เพื่อการส่งออกนั้นจะเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีความสุกแก่ที่70-80%

จากการปฏิบัติตามเทคโนโลยีการผลิตกล้วยไข่คุณภาพของกรมวิชาการเกษตร พบว่าเกษตรกรสามารถผลิตและจำหน่ายกล้วยไข่ให้กับพ่อค้า หรือผู้ประกอบการ ณ จุดรับซื้อผลผลิต โดยกว่า 80% จะเป็นผลผลิตกล้วยไข่เกรดคุณภาพสามารถส่งออก นอกจากนี้เกษตรกรยังมีการวางแผนการผลิตเพื่อให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ผู้บริโภคมีความต้องการสูง โดยเฉพาะเทศกาลสำคัญของประเทศคู่ค้าอย่างวันตรุษจีน เป็นต้น ทำให้กล้วยไข่มีราคาค่อนข้างสูง ระหว่าง 65-90 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ สร้างรายได้เฉลี่ย 2,000-5,000 บาทต่อสัปดาห์

นอกจากนี้ จากการศึกษาระบบการปลูกกล้วยไข่ร่วมในแปลงไม้ผลเศรษฐกิจเพื่อเปรียบเทียบรายได้ ต้นทุนการผลิต ในพื้นที่แปลงตัวอย่างของเกษตรกร พบว่าการปลูกกล้วยไข่ในสวนมังคุด จะมีรายได้จากกล้วยไข่เฉลี่ย 34,500 บาทต่อไร่ต่อปี มีรายได้จากมังคุดอย่างเดียวเฉลี่ย 25,800 บาทต่อไร่ต่อปี ส่วนการปลูกกล้วยไข่ในลองกอง พบว่า รายได้จากกล้วยไข่เฉลี่ย 22,000 บาทต่อไร่ต่อปี ขณะที่ปลูกลองกองอย่างเดียวมีรายได้เฉลี่ย 33,250 บาทต่อไร่ต่อปี แสดงให้เห็นว่ากล้วยไข่เป็นพืชเสริมที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้ที่คุ้มค่าตลอดทั้งปี ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตต่ำ และไม่กระทบต่อการผลิตพืชหลัก ที่สำคัญคือตลาดทั้งในและต่างประเทศยังมีความต้องการสินค้ากล้วยไข่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นด้วย

ตัวอย่างเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไข่ร่วมกับไม้ผล ได้แก่ คุณยุทธยงค์ พาที ปลูกกล้วยไข่แซมในไม้ผล โดยมีพื้นที่ใช้ทำสวนไม้ผลทั้งสิ้น 17 ไร่ ปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น ทุเรียน ลองกอง พริกไทย และมังคุด ในพื้นที่ทำสวนได้แบ่งพื้นที่ทดลองปลูกกล้วยไข่ร่วมในมังคุดจำนวน4 ไร่ ปรากฏว่าเมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้ที่ได้รับแล้ว พบว่าการปลูกกล้วยไข่สามารถทำรายได้สูงกว่ามังคุด โดยมีต้นทุนการผลิตมังคุดอยู่ที่ 4,250 บาทต่อไร่ต่อปี และมีรายได้จากมังคุดเป็นเงิน 52,000 บาท ในขณะที่กล้วยไข่มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 3,870 บาทต่อไร่ต่อปี แต่สามารถจำหน่ายผลผลิตกล้วยไข่และมีรายได้มากถึง 98,400 บาท เนื่องจากกล้วยไข่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี ประกอบกับราคากล้วยไข่ในแต่ละช่วงที่เก็บเกี่ยวอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้จากกล้วยไข่สูงกว่ามังคุด

นายนพดลกล่าวเสริมว่า จากผลของรายได้ที่จูงใจบวกกับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค คาดการณ์ว่ากล้วยไข่จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกพืชหนึ่ง โดยเฉพาะเกษตรกรชาวสวนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีจะมีแนวโน้มของพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากล้วยไข่จะเป็นพืชปลูกเสริมในแปลงไม้ผลได้ดี แต่ต้องมีการจัดการอย่างเหมาะสมด้วยจึงจะได้มาซึ่งผลผลิตที่มีคุณภาพ ทางสวพ.6 จึงได้พยายามผลักดันให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP รวมไปถึงโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าคุณภาพและปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก ซึ่งผลก็จะสะท้อนกลับมาถึงเกษตรกรที่จะมีรายได้และความมั่นคงในอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน’ หนึ่งในกระบวนการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218786

วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กรมพัฒนาที่ดินเผยโครงการฝึกอบรม “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน” เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรของการผลักดันการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม ที่จะนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ และสามารถผลิตพืชอาหารให้สามารถทำตลาดได้เป็นวงกว้างรองรับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงส่งออกได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ร่วมกับทุกภาคส่วนจัดทำร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2559-2564 ด้วยวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นแหล่งการผลิต การบริโภค การค้าและการบริการเกษตรอินทรีย์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่และปริมาณการผลิตเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี รวมถึงเพิ่มปริมาณการค้าและการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศ ให้มีกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน รวม 760 กลุ่มและการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายการพัฒนาเกษตรอินทรีย์นับเป็นความท้าทายหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องทำให้เกิดการบูรณาการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่การผลิต การแปรรูป การรับประกันคุณภาพอินทรีย์ จนถึงการตลาดสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและส่งออก

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ทั้งผู้ผลิต ภาครัฐและองค์กรต่างๆ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน จึงร่วมกันจัดทำโครงการฝึกอบรมหลักสูตร“เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการเกษตรอินทรีย์ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทิศทางการพัฒนาเกี่ยวกับการใช้ระบบตรวจประเมิน พี จี เอส เน้นเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และให้เกิดการพัฒนาการผลิต โดยในการตรวจฟาร์มแต่ละครั้งสมาชิกทั้งหมดหรือผู้บริโภคมาร่วมตรวจได้ สำหรับการดำเนินการ กลุ่มคณะผู้ตรวจอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจหรือยังมีความรู้ไม่เพียงพอ ซึ่งตรงนี้กลุ่มสามารถจัดหาพี่เลี้ยงเป็นที่ปรึกษาให้เข้าร่วมตรวจประเมินได้ โดยผู้ตรวจประเมินต้องมีองค์ความรู้และรอบรู้ในการกระบวนการเกษตรอินทรีย์เป็นอย่างดี สามารถให้คำแนะนำได้ จึงจะทำให้การประเมินฟาร์มมาเพื่อเป็นการยืนยันการปฏิบัติของผู้ผลิตดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ถูกต้องตามหลักการพี จี เอส ของ IFOAM

นายสุรเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตร“เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” เป็นหนึ่งในหลักสูตรสำคัญในการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เพื่อให้ผู้ตรวจประเมินที่ได้รับการคัดเลือกจากกลุ่มมีวิธีปฏิบัติงานที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ร่วมกับมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยจัดทำหลักสูตรขึ้นมา ซึ่งคาดว่าผู้ที่เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้จะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงแนวทางและขั้นตอนการตรวจประเมินในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม ที่จะส่งผลให้สามารถทำหน้าที่ในการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน พร้อมทั้งจัดทำข้อมูลประกอบการพิจารณาการตัดสินผลการรับรองได้ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากการดำเนินงานของภาครัฐอย่างเข้มข้นในเรื่องเกษตรอินทรีย์แล้ว ในส่วนของภาคการผลิตเองโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้วยความมั่นคงและยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่ขายผลผลิตคุณภาพได้ราคาสูงวิถีการทำเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมที่จะนำไปสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์น่าจะตอบโจทย์และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างแน่นอน

สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตร “เทคนิคการตรวจเยี่ยมฟาร์มเพื่อน ในกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม” สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาหมอดินอาสาและบริหารจัดการเครือข่าย โทร.0-2579-4194 Email : osbldd@gmail.com หรือสถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องโรยข้าวงอก’ นวัตกรรมช่วยลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218649

วันพฤหัสบดี ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
การปลูกข้าวในเขตภาคกลางส่วนมากจะปลูกโดยการหว่านน้ำตม โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ 25-30 กก./ไร่ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ และการบริหารจัดการทั้งปุ๋ยเคมี สารเคมี อีกทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคแมลงระบาดและข้าวพันธุ์ปน (ข้าวดีดและข้าวเมล็ดแดง) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการจ้างตัดพันธุ์ปน

เกษตรกรจึงหันมาใช้เครื่องปักดำ เพื่อกำจัดข้าวพันธุ์ปนและการระบาดของโรคแมลงได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่ตามมาคือเครื่องปักดำมีต้นทุนสูง (1,200-1,400 บาท/ไร่) และล่าช้าในการจองคิวปักดำ เกษตรกรจึงหันมาปลูกข้าวโดยการหว่านด้วยเครื่องพ่นหว่านเพื่อลดต้นทุนและอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ แต่การปลูกข้าวด้วยเครื่องพ่นหว่าน การดูแลรักษาค่อนข้างลำบาก เพราะต้นข้าวขึ้นไม่เป็นแถวเป็นแนว

กรมการข้าวได้ขอใช้ลิขสิทธิ์เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวรุ่นดัดแปลงสำหรับนาน้ำตม จากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กรุงเทพมหานคร นำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปรับใช้กับโครงการส่งเสริมการทำนาเชิงอุตสาหกรรมครบวงจรในพื้นที่แปลงใหญ่ ในเขตพื้นที่ภาคกลาง โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ ประมาณ 8-10 กก./ไร่ สามารถลดค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้ไม่ต่ำกว่า 500 บาท/ไร่

นายอาทิตย์ กุคำอู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า การนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้กับพื้นที่นาแปลงใหญ่ สามารถช่วยลดต้นทุนในเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวลงได้มาก จากเดิมที่ต้องใช้ 25-30 กก./ไร่ แต่เมื่อใช้เครื่องโรยข้าวงอกนี้ ทำให้ใช้เมล็ดพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 8-10 กก./ไร่ มีต้นทุนการปลูกอยู่ที่ประมาณ 300 บาท/ไร่ นอกจากนี้ เมื่อจำนวนต้นข้าวน้อยลง ปลูกได้เป็นแถวเป็นแนว ข้าวเจริญเติบโตสม่ำเสมอแตกกอดี ไม่แย่งอาหารกัน ต้นข้าวแข็งแรง การจัดการดูแลรักษา ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวก็ทำได้ดีขึ้น การใช้ปุ๋ยและสารเคมีก็ลดลงตามไปด้วย ในกรณีที่ปลูกเป็นแปลงเมล็ดพันธุ์สามารถทำการตรวจพันธุ์ปนและป้องกันกำจัดวัชพืชได้ง่าย

เครื่องโรยข้าวงอกนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ชลประทานปลูกแบบนาน้ำตมโดยเฉพาะนาภาคกลาง อีกทั้งยังเหมาะกับรูปแบบการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมตัวกัน พื้นที่ 1,000-3,000 ไร่ กลุ่มละ 1 เครื่อง เพื่อนำไปใช้ในการปลูกข้าวที่ประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้อย่างมาก

ด้าน นายสนธยา ตรีสุทธิผล ตัวแทนเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีการนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้ เล่าว่า ทางกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน ได้มีการใช้เครื่องโรยข้าวงอกแทนการหว่านมาตั้งแต่ปี 2558 บนพื้นที่ 600 ไร่
พบว่าสามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิมที่ 30 กก./ไร่ เหลือเพียง 10 กก./ไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตจาก 4,500 บาท/ไร่ เหลือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวที่ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 20%

สำหรับวิธีการใช้เครื่องโรยข้าวงอก ก่อนอื่นต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยนำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน และบ่มในที่ร่มต่ออีก 1 วัน เพื่อกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์ข้าวงอกจากนั้นนำไปเทลงในเครื่องโรยข้าวงอก เวลาติดตั้งเครื่องโรยข้าวงอกกับรถไถ เมล็ดข้าวก็จะโรยลงในนาตามรูท่อที่เจาะไว้ ซึ่งเมล็ดข้าวจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ ระยะห่างเท่าๆ กัน เรียงเป็นแถวมีระเบียบ เมื่องอกเป็นต้นข้าวก็เป็นกอเช่นเดียวกับการปักดำทั่วไป ข้าวแตกกอได้ดี แต่วิธีการปลูกข้าวด้วยเครื่องโรยข้าวงอกนี้ ใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยภายในครึ่งชั่วโมงสามารถปลูกข้าวได้ถึง 5 ไร่ ประหยัดทั้งแรงงานและเมล็ดพันธุ์

หากกลุ่มเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือที่กรมการข้าว เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน สร้างรายได้และความมั่นคงในอาชีพกระดูกสันหลังของชาติต่อไป

รายงานพิเศษ : เบทาโกร โชว์ผลงานไตรมาสแรกตามเป้า ชูปรับโครงสร้างองค์กร-ลงทุนระบบERPเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/218462

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เครือเบทาโกร เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพเพื่อการส่งออกและจำหน่ายในประเทศ
มุ่งผลิตและพัฒนาอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย จากฐานอุตสาหกรรมการเกษตรที่ทันสมัยเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลก ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “เพื่อคุณภาพชีวิต” (Quality for Life) ที่สำคัญ เบทาโกร เป็นบริษัทของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพจากบริษัทชั้นนำในต่างประเทศ ทำให้เกิดการร่วมลงทุนในการผลิตและพัฒนาคุณภาพอาหารปลอดภัย เพื่อส่งออกไปยังประเทศต่างๆ อาทิ ญี่ปุ่น อังกฤษ ฮ่องกง ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย และยุโรป โดยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 เป็นไปตามเป้าชูกลยุทธ์ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ลงทุนระบบ ERP เต็มรูปแบบ และสร้างศูนย์นวัตกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ณรงค์ชัย ศรีสันติแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร สายงานปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2559 เครือเบทาโกร มีรายได้รวม 25,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 8,000 ล้านบาท และรายได้ในธุรกิจอาหาร 17,000 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยมีเป้ายอดขายรวมในปี 2559 อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ในประเทศ 85,000 ล้านบาท และต่างประเทศ 15,000 ล้านบาท โดยมีอัตราเติบโต 8% ถือว่าเป็นอัตราที่เติบโตน้อยกว่าปกติโตเฉลี่ยปีละ 12 -14% ผลจากราคาน้ำมันต่ำลงกระทบต่อราคาปศุสัตว์โดยรวมไม่ดีนัก

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจอาหารของเบทาโกรในปี 2559 นี้ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพ และตอบสนองคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังให้ความใส่ใจเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมทั้งรสชาติความอร่อย พร้อมทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยในปีนี้ แบรนด์ BETAGRO จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสินค้าไส้กรอกไขมันต่ำ (BETAGRO Low Fat Sausage) ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ในกลุ่ม Reduce, Plus, Free เตรียมจำหน่ายอีกมากกว่า 10 รายการ และพัฒนาสินค้าพร้อมปรุง พร้อมรับประทาน (Ready to Cook / Ready to Eat) อีกมากกว่า 100 รายการ ด้านการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย มุ่งขยายแผงอนามัยเนื้อหมู เนื้อไก่ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งในกลุ่ม Modern Trade กลุ่ม Food Service (HORECA) และ Traditional Trade

ด้าน แบรนด์ S-Pure มีการขยายช่องทางนำร่องอาหารสุขภาพสู่โรงพยาบาล โดยเริ่มแห่งแรกที่ ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลรพ.สมิติเวช สุขุมวิท เริ่มขยายการขายสินค้า S-Pure ไปยังภูมิภาค ทั้งในกลุ่ม Food Service เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ในเมืองใหญ่ๆ อาทิ สมุย หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ปากช่อง เป็นต้น รวมถึงการขายในร้านเบทาโกร ช็อป ทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ด้านตลาดส่งออก เพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า Own Brand ทั้ง S-Pure และ BETAGRO ให้มากขึ้นในช่องทางขายส่งและค้าปลีก และนำทั้งสองแบรนด์เข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่สำคัญในประเทศต่างๆ ซึ่งรายได้ที่สูงทำสถิติในปีนี้เพราะได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ จากเคยแบ่งเป็น 4 -5 กลุ่มธุรกิจ เหลือเพียง 2 กลุ่มใหญ่ คือ ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกลุ่มธุรกิจอาหาร อีกทั้งผลจากการลงทุนเพิ่มอีก 5-6 พันล้านบาท ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการออกสินค้าใหม่อีก 50 ชนิดในปีนี้ เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และ คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย เพิ่มช่องทางการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยขณะนี้มี Betagro shop ทั่วประเทศ 150 แห่ง จะเพิ่มเป็น 170 แห่งทั่วประเทศ

“เพื่อให้แผนการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุ ตามเป้าหมายขององค์กรที่ตั้งไว้ เครือเบทาโกรได้มีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาครั้งสำคัญ โดยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม (Agro Business) และกลุ่มธุรกิจอาหาร (Food Business) 2 กลุ่มใหญ่ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น และได้ลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานและเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเบทาโกร นอกจากนี้ ยังก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอาหาร (Food Innovation center) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งในส่วนของตัวสินค้าใหม่และบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้ การให้ข้อมูลเชิงเทคนิค ตลอดจนการแก้ไขปัญหา ให้กับลูกค้าในกลุ่มธุรกิจอาหารอีกด้วย” ดร.ณรงค์ชัย กล่าวทิ้งท้าย

ทางเลือกทางรอด”ธัมมชโย”แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436623

ทางเลือกทางรอด"ธัมมชโย"แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) จ.ปทุมธานี ที่มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางมาตรการวิธีการและการประสานงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ในคดี 27/2559 คดีที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

การเจรจาวันนั้นใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในทางที่ดีและเป็นไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ในที่สุดการเจรจากลับล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อบนโต๊ะเจรจามีการยื่นเงื่อนไขที่หนักใจ ขอให้ดีเอสไอมีการเปลี่ยน “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ในคดีนี้ นั่นชัดเจนว่า พระธัมมชโยเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน โดยบนโต๊ะเจรจาไม่บอกเหตุผลการขอให้เปลี่ยนตัว พ.ต.ท.ปกรณ์  จึงทำให้การพูดคุยในวันนั้นไร้ข้อยุติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปิดข้อมูลสังเขปย้อนหลังดู นี่อาจเป็นสาเหตุที่พระธัมมชโยขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อครั้งปี 2542 ชื่อของ พ.ต.ท.ปกรณ์ เคยปรากฏเป็นพนักงานสอบสวนสมัยอยู่กองปราบปราม ได้ทำสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยจนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระธัมมชโยต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สิ่งนี้คือ 5 เปอร์เซ็นต์ บนโต๊ะเจรจาที่ไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องมีการถกเถียงกันใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3

เมื่อเปิดดูการทำงานของ พ.ต.ท.ปกรณ์ ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมาที่เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้ยึดตามรูปแบบของกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ผิดแผกแตกต่างอะไร หรือเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีการทำคดีในฐานะ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ได้เลย ซึ่งเหตุผลลึกๆ ของเงื่อนไขครั้งนี้อาจเป็นการประวิงเวลาหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ!!!

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าดีเอสไอทำงานล่าช้า หากเปรียบเทียบกับคดีอื่นที่ผ่านมา แต่เมื่อกางเหตุผลจึงกระจ่างว่า รูปแบบการทำงานครั้งนี้คือต้องการลดความสูญเสีย ถามว่าถ้าดีเอสไอยึดตามหมายจับ แล้วเข้าไปจับกุมในวัดทันที แล้วผลที่ตามมาอาจเกิดการปะทะบาดเจ็บหรือถึงขั้นมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์จนบานปลาย ดีเอสไออาจตกเป็นจำเลยของสังคม นั่นจึงทำให้ดีเอสไอเลือกที่จะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วย และให้เกียรติพระธัมมชโยในฐานะพระชั้นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอเปิดทางเลือกให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายเส้นทาง และยอมผ่อนปรนตามคำขอในบางเงื่อนไข อย่างกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพระธัมมชโยยอมมอบตัวในวันนั้นจะได้ประกันตัวทันที สุดท้ายพระธัมมชโยเลือกที่จะไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อโปรโมชั่นวันนั้นหมดลง ดีเอสไอต้องหารือกันใหม่อีกครั้งสุดท้ายเกิดเป็นมาตรการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำแผนปฏิบัติการตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 189 และ 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดภายใน 3 สัปดาห์ และด้วยมาตรการ 5 ข้อนี้ จึงเกิดเป็นวงเจรจาของฝ่ายสงฆ์ที่พยายามให้พระปกครองเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อมพระธัมมชโย จนเกิดเป็นการประชุม 3 ฝ่ายขึ้นแต่ก็ยังไร้ข้อสรุปถึงทุกวันนี้

ส่วนกลุ่มลูกศิษย์พระธัมมชโยที่ออกมาปกป้องในขณะนี้ อาจเป็นการรักษาฐานผู้ศรัทธาพระธัมมชโยให้คงเดิม แต่ไม่อาจเพิ่มผู้ศรัทธารายใหม่เข้ามาอีก เลยต้องออกมาเคลื่อนไหวปกป้องคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระธัมมชโยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

แต่ที่สุดแล้วอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวของพระธัมมชโย จะเลือกเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจะประวิงเวลาต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี นั่นจะกลายเป็นชนักติดหลังตลอดไป

 

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436151

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....

เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. หลังที่ประชุมครม.วันที่ 7 มิ.ย. มีมติเห็นชอบ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างกฎหมายที่เสนอนี้ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่ง

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิกพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป้นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

3.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ

4.ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

5.ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

6.อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. จะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินคือ

(1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2

(2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5

(3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 2  ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี

7.ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณะสมทบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร ที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และบ้านพักอาศัยหลักในส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นต้น

8.อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้

(1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

(2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ถึงร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

(3) ประเภทอื่นๆตั้งแต่ร้อยละ 0.3 ถึง ร้อยละ 1.5 ของฐานภาษี

(4) ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 3 ของฐานภาษี

9.การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ได้รับมาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะดังนี้

9.1ในกรณีที่เข้าจองบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย

9.2ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง

9.3ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของ เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

9.4ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลา 5 ปี

9.5ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนเป็นต้น

10.นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือ อาคาร บ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทำลาย

ทั้งนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกลางให้กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องเสีย หรือพึงชำระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนที่จะเริ่มมีการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

 

 

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435811

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้ เป็นการเสนอครั้งที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ในรอบแรกคลังเสนอไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. แต่ถูก ครม.ตีกลับมาให้ไปปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายอีกครั้ง โดยในครั้งนั้น ครม.ให้ทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่เข้ามาทั้งแผงให้เห็นชอบทั้งหมด เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็สามารถใช้ได้ทันที หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ต้องไปออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การยกเว้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นบ้านหลังแรก จำเป็นต้องยกเว้นสำหรับบ้านที่มีมูลค่าที่เหมาะสม เพราะหากที่ดินอยู่ในย่านสีลมหรือกลางเมือง ราคาจะสูงกว่าที่ดินในชานเมือง ดังนั้นต้องกำหนดอัตราที่กว้างเพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการเสียภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินที่กำหนดเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท อาจจะสูงเกินไปก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเหมือนกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

“หากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล้มเหลว ก็เหมือนกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วยและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานสำคัญของระบบงบประมาณ เพราะต่อไปนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเอง เมื่อมีรายได้มากเพียงพอก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย

ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เห็นว่าไม่ควรเก็บภาษีกับบ้านหลังแรกที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย เนื่องจากเป็นปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่มูลค่าเกินระดับหนึ่งให้เสียภาษีแต่จะเป็นอัตราที่ไม่สูง ส่วนบ้านที่ไม่ใช้อาศัย ให้คนอื่นเช่าหรือใช้สำหรับพักตากอากาศจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่เก็บภาษีบ้านเพื่ออยู่อาศัย การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่รัฐบาลเสียไปจากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา 3.2 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคล คาดว่าจะมีการขยายฐานภาษีได้เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการบัญชีเดียว และการทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ นอกจากนี้กรมสรรพากรได้ปรับการทำงาน มีการดึงกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองเข้ามาอยู่ในระบบ และจะมีการดำเนินการกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง