แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี ดร.วราทัศน์ วงศ์สุรไกร เป็นประธานกรรมการบริหาร เมื่อ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ปี 2558 ในงานประกวดของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเคยได้รับรางวัลมาก่อนหน้าแล้วหลายครั้ง อาทิ ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2548 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นสารเพิ่มปริมาณเม็ดยา” รางวัล 1 ใน 10 สุดยอดนวัตกรรม ปี 2549 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” และปีต่อมาผลงานเดียวกันนี้ก็ได้รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2550 ด้วย

ชี้ซับมันซับกลิ่นชะงัด

นับเป็นผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับงานนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลงานที่ได้รับรางวัลล่าสุดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์แป้งข้าวเจ้าดูดซับเหงื่อและดูดซับกลิ่น โดยการนำแป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำมาดัดแปรทางเคมีร่วมกับการดัดแปรทางฟิสิกส์ด้วยการใช้ไมโครเวฟ ทำให้มีคุณสมบัติในการดูดซับไขมันในน้ำได้ดี ซึ่งแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคมีคุณสมบัติดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมถึง 3 เท่า และแป้งข้าวเจ้ามีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 6 ไมครอน ทำให้ทาผิวได้เรียบเนียนและเกาะกับผิวหนังได้ดี จึงสามารถผลิตเป็นแป้งข้าวเจ้าควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกาย

ดร.วราทัศน์ เล่าว่า การทำแป้งดังกล่าวมีต้นทุนการผลิต 20 บาท ต่อขวด (50 กรัม) ประมาณการราคาจำหน่าย 60 บาท ต่อขวด (50 กรัม) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากแป้งข้าวเจ้าราคา 30 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคสำหรับควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกายราคา 1,200 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่โอกาสด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของผู้ชายมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 960 ล้านบาท (เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14) ส่วนอีกร้อยละ 60 เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้หญิง หรือคิดเป็นมูลค่า 1,440 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7)

เล็งทำโรลออนใช้สะดวก

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ถึงมาทำเรื่องแป้ง เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ดร.วราทัศน์ เลยแจกแจงความเป็นมาของบริษัทให้ฟังว่า เป็นโรงงานที่แปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโปรตีนต่ำ แป้งข้าวดัดแปร และแป้งสูตรสำเร็จสำหรับทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ช้างสามเศียร” มาเป็นเวลากว่า 80 ปี โดยจำหน่ายในประเทศ และส่งออก 30 ประเทศทั่วโลก

ตอนนี้ธุรกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับบริษัทคือ ผลิตภัณฑ์ เส้นหมี่ แป้งข้าวเจ้า และแป้งข้าวเหนียว และแป้งสูตรสำเร็จเพื่อทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ตราช้างสามเศียร” ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แป้งเครื่องสำอาง แป้งทาตัว และแป้งไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ใช้เครื่องหมายการค้า “ไร้ซแคร์” (ReisCare) จัดจำหน่ายโดย บริษัท เนเชอร์แคร์ จำกัด

สำหรับแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ซึ่งเพิ่งจะได้รับรางวัล เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งจะคิดค้นต่อยอดจาก “แป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำดัดแปรเป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว”

“คุณสมบัติของแป้งดังกล่าวจะไปจับไปดูดซับไขมันในเหงื่อ ทำให้ไม่มีกลิ่น เป็นเนื้อแป้งที่มีความละเอียดมากจึงสามารถดูดซับความมันได้ อย่างตำรวจจราจรเวลาเหงื่อไหลก็ใช้แป้งนี้ระงับกลิ่นกายได้ นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าก็ใช้ได้ด้วย สามารถดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมทั่วไปถึง 3 เท่า จุดเด่นคือไม่อุดตันรูขุมขน ปลอดภัยจากสารเคมี นอกจากจะใช้ทาตัวแล้ว ยังสามารถใช้ดูดซับความมันจากภาชนะหรือสิ่งของต่างๆ ต่อไปเวลาทำครัวหากไม่มีเวลาล้างมือก็ใช้แป้งนี้ขจัดความมันได้ รวมถึงใช้กับสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย”

ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำแป้งทาตัวจากข้าวเจ้าขายอยู่แล้ว ยี่ห้อ “ไร้ซแคร์” คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถดูดซับเหงื่อและกลิ่นจะผลิตขายได้ในปีหน้า โดยใช้ชื่อแบรนด์ยี่ห้อ ไร้ซแคร์ เช่นกัน ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 59 บาท ต่อขวดบรรจุ 50 กรัม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมกันนี้ บริษัทกำลังคิดจะทำในรูปแบบของโรลออนเพื่อให้สะดวกต่อการใช้ ซึ่งแม้ในท้องตลาดมีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ของไร้ซแคร์มีจุดขายตรงที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่า

ดร.วราทัศน์ ระบุว่า จากกรณีที่ แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากแป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว ดังนั้น จึงมีปัญหาและอุปสรรคในการคิดค้นไม่มาก ส่วนการผลิตนั้นค่อนข้างใช้เวลานาน และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม เพราะเทคนิคและขั้นตอนการผลิตมีความแตกต่างกันมากพอสมควร

แม้การคิดค้นจะไม่ยาก แต่ในการทำตลาดนั้นตรงกันข้าม อย่างที่เจ้าตัวอธิบาย การทำตลาดสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ค่อนข้างจะยาก เพราะต้องสู้กับสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งมีช่องทางการจำหน่ายมาเป็นเวลานาน มีการจัดทำโปรโมชั่นและโฆษณาด้วยค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย อีกทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่มีราคาสูงกว่า เนื่องจากคุณภาพและต้นทุนการผลิต

ดังนั้น สินค้านวัตกรรมจึงต้องใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูงในการที่จะทำประชาสัมพันธ์ และใช้เวลานานเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ใหม่ว่าจะให้ประโยชน์และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้อยู่มากแค่ไหน วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องให้ทดลองใช้จึงจะทราบถึงความแตกต่างและมีความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และเมื่อผู้ที่ลองใช้แล้วเกิดความมั่นใจ ตลาดก็จะค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ แบบยั่งยืน

มีทีมวิจัยพัฒนา 20 คน

ดร.วราทัศน์ มองว่า ในอนาคตน่าจะมีคู่แข่งด้านผลิตภัณฑ์ดูดซับความมันและกลิ่นต่างๆ ที่ไม่ใช่ทำจากแป้งข้าว เนื่องจากการทำจากแป้งข้าวต้องใช้ประสบการณ์ เทคโนโลยี และการลงทุนทางเครื่องจักรมากพอสมควร เพราะจะต้องเริ่มจากวัตถุดิบก็คือ ข้าว สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่วนมากจะซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูป นำมาผสมกันแล้วบรรจุขาย ซึ่งขั้นตอนการผลิตและการลงทุนจะน้อยกว่ากันมาก และใช้เวลาในการดำเนินการสั้น

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด บอกด้วยว่า ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมมาตลอด ด้วยการเริ่มต้นจากนวัตกรรมการผลิตโดยการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทดลอง และปรับปรุงจนสามารถผลิตได้ดีกว่าเครื่องจักรเก่าที่ใช้มานาน ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการของบริษัทเอง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการควบคุมคุณภาพและทำการวิจัยพัฒนา ปัจจุบันนี้ มีเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการประมาณ 20 คน โดยมี รศ.ดร.ไสยวิชญ์ วรวินิต เป็นผู้ควบคุมโดยการรับนโยบายจากตนเอง ซึ่งบริหารงานมาประมาณ 40 ปี เป็นผู้ออกแบบตัวโรงงาน เครื่องจักร และเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย และได้ริเริ่มการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว

ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการของบริษัทได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 : 2005 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบที่สามารถปฏิบัติการตามข้อกำหนดของระบบ ISO/IEC 17025 : 2005 ได้ ทั้งนี้ ผลงานต่างๆ ของบริษัทส่วนใหญ่จะเกิดจากทีมผู้บริหารและทีมวิจัยพัฒนาของบริษัทร่วมมือกัน โดยมีตนเป็นผู้ดูแลและพิจารณาอนุมัติในแต่ละโครงการ โดยเฉพาะจะเป็นผู้ออกแบบเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตต่างๆ ขณะนี้ ทางบริษัทได้รับการรับรองต่างๆ จากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

“ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นวัตกรรมจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกของธุรกิจต่างๆ ที่นับวันจะมีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของสินค้า ราคา ประโยชน์ต่อผู้บริโภค และโดยเฉพาะสินค้าชนิดใหม่ๆ ที่จะต้องดึงดูดผู้บริโภคทุกวัย ดังนั้น ถ้าปราศจากนวัตกรรมก็จะไม่มีสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการว่า เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันได้และอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการในยุคนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหานวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องสร้างนวัตกรรมในการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องได้คุณภาพและทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

ดร.วราทัศน์ แจกแจงถึงแผนงานด้านนวัตกรรมของบริษัทว่า งานวิจัยที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ข้าวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การทำให้ผลิตภัณฑ์เส้นต่างๆ เช่น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นขนมจีน ให้มีคุณภาพดีโดยไม่ต้องผสมแป้งชนิดอื่น ผัดแล้วเส้นไม่ติด สามารถเก็บได้นานในตู้เย็นโดยคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลงมาก และหลีกเลี่ยงการใช้สารกันบูด เป็นต้น และขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และหาวิธีลดการใช้น้ำ เชื้อเพลิง และไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

“ผมมองว่าข้าวยังแปรรูปได้อีกเยอะ ยกตัวอย่าง แป้งข้าว ยังสามารถใช้ทำผลิตภัณฑ์กลูเต็นฟรีสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากแป้งสาลี เช่น ใช้ทำขนมปัง คุกกี้ ขนมเค้ก เส้นบะหมี่ มะกะโรนี สปาเกตตี และเส้นอูด้งได้ โดยต้องผ่านกระบวนการดัดแปรและผสมส่วมผสมอย่างอื่น แต่ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าการใช้แป้งสาลีโดยตรง ตลาดจะมีผู้ที่แพ้กลูเต็น ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวยุโรป”

ใครที่อยากจะใช้ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” คงต้องอดใจรอไปถึงปีหน้า แต่ช่วงนี้สามารถใช้ “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” แบรนด์ “ไร้ซแคร์” ไปก่อน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านเพื่อสุขภาพทั่วไป

ข้าวฮางภูเขาไฟ “บุรีรัมย์” ภูมิปัญญาโบราณ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

พินทุ วิเศษภูมิ

ข้าวฮางภูเขาไฟ “บุรีรัมย์” ภูมิปัญญาโบราณ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

ท้องนากว่าพันไร่ในเขตพื้นที่บ้านหนองบัวราย ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นั้นไม่ธรรมดา

ความที่เป็นแหล่งชุมชนโบราณ ตั้งอยู่ในเชิงภูเขาพนมรุ้ง การทำนาในที่ลุ่มแห่งนั้นจึงสั่งสมภูมิปัญญาโบราณมาเนิ่นนานหลายร้อยหลายพันปี

“วนัมรุง” ชื่อที่มีจารึกถึงโบราณสถานบนยอดเขา ที่วันนี้แม้ผิดเพี้ยนก็เพียงเล็กน้อยเป็น “พนมรุ้ง” นั่นหมายความถึงการสืบเนื่องดำรงอยู่ของผู้คน

ณ บ้านหนองบัวราย แห่งนี้เอง มีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาชีพสำคัญอย่างเกษตรกรรม “ทำนา” ที่ปัจจุบันกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์

เพราะข้าวของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” บ้านหนองบัวราย ภายใต้การนำของ ป้าอำนวย สลับเพชร นั้นไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่ากรรมวิธีการผลิตแบบ “เกษตรอินทรีย์” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนไว้เนื้อเชื่อใจในความปลอดภัย

แต่สำคัญกว่านั้นคือ ภูมิปัญญาโบราณที่เรียกว่าการทำ “ข้าวฮาง” ซึ่งทำให้การกินข้าวมากกว่าการกินแล้วอิ่ม ยิ่งทำให้การรวมกลุ่มของเกษตรกรกว่า 50 ครอบครัวซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จนเป็นเอกลักษณ์ให้กับจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ได้

ข้าวฮางภูเขาไฟ

วิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาโบราณ

“ข้าวฮาง” ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วหลายคนอาจขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย ด้วยไม่เข้าใจว่าที่กำลังเอ่ยถึงอยู่นี้คืออะไร แตกต่างจากข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวพันธุ์อื่นๆ อย่างไร? หรือไม่?

ป้าอำนวย ช่วยอธิบายขยายความให้ฟังว่า แท้จริงแล้ว “ฮาง” คือกรรมวิธีในการผลิต ไม่ใช่ชื่อของสายพันธุ์ข้าว แต่เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ตนเองได้เรียนรู้มา

เพื่อช่วยทำให้ข้าวที่เรากินนั้นเป็นมากยิ่งกว่าข้าวที่ช่วยให้อิ่มท้องไปในแต่ละมื้อ

“ข้าวฮาง” เป็นข้าวสารแปรรูปที่ผลิตขึ้นตามกรรมวิธีภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้เพื่อกระตุ้นให้สารอาหารต่างๆ จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่งเพื่อจัดเก็บสารอาหารให้คงไว้ ก่อนจะนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง แล้วจึงนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือกออกมาเป็นข้าวสาร

สุดท้ายจึงจะบรรจุลงผลิตภัณฑ์อัดสุญญากาศ เพื่อป้องกันมอดและแมลงอย่างดี

ป้าอำนวย บอกว่า การนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำนั้น จะช่วยกระตุ้นในเรื่องการงอกของข้าว ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ข้าวมีคุณประโยชน์ เพราะจะทำให้ข้าวผลิตสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กาบา” ซึ่งมีมากตรงจมูกข้าวขึ้นมา

ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อความรู้จักสารที่เรียกว่า “กาบา” ให้มากขึ้น พบว่า…

“กาบา” เป็นสารที่อุดมไปด้วยประโยชน์สารพัด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบประสาท ระบบเผาผลาญ และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่ให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิดได้ด้วย

แต่กว่าที่จะได้สารสำคัญชนิดนี้มา และรักษาไว้ กรรมวิธีการผลิตก็เป็นเรื่องสำคัญ

ป้าอำนวย บอกว่า เครื่องสีข้าวที่กลุ่มใช้ เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ใช้เป็นลูกยางแบบกะเทาะ ซึ่งโดยปกติโรงสีทั่วไปจะเป็นลูกหินกะเทาะ หรือเหล็กกะเทาะ โดยในกระบวนการทำงานของเครื่องจักรระดับอุตสาหกรรมแบบโรงสีใหญ่นั้น เครื่องจะขัดเปลือกข้าวพร้อมกับสารอาหารสำคัญให้หลุดออกไปด้วย

“แต่สำหรับเครื่องสีของเราเป็นขนาดเล็ก และใช้ลูกยางกะเทาะ จึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ สารกาบา ซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในข้าวจากกรรมวิธีการฮางที่เราอยากเก็บไว้จึงยังอยู่ครบ คนกินข้าวจึงได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไปเต็มๆ” ป้าอำนวย กล่าว

สำหรับ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” เป็นการรวมตัวของชาวบ้าน สมาชิกกว่า 50 ครอบครัว ที่ทำนาโดยกรรมวิธีอินทรีย์ไร้สารพิษ เมื่อได้ข้าวเปลือกมาแล้ว สมาชิกก็จะนำมาขายให้กับกลุ่ม

เพื่อนำมาผลิตเป็น “ข้าวฮาง” เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

เพิ่มสารอาหารและคุณประโยชน์ให้กับข้าว ก่อนนำมาจำหน่ายและเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรในกลุ่มต่อไป

ดินที่ “บุรีรัมย์”

และข้าว 5 แบบขึ้นชื่อ

“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” นี่คือคำขวัญประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เผยให้เห็นถึงของดี และแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนหรือผู้สนใจห้ามพลาด

กล่าวเฉพาะคำว่า “ถิ่นภูเขาไฟ” ในจังหวัดบุรีรัมย์มีภูเขาไฟ (ที่ดับสนิทแล้ว) มากที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟกระโดง ฯลฯ

สารพัดแร่ธาตุที่ละลายออกมาจากการระเบิด ปะทุ กลายเป็นแมกมา ลาวา ที่ในขณะเริ่มเย็นตัวลงนั้นจะจับตรึงก๊าช แร่ธาตุ และปุ๋ยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเก็บไว้

นานวันเข้าหินเหล่านี้เริ่มแตก ละเอียด ทับถมนานเข้าก็กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ในที่สุด

ข้าวที่เกษตรกรในบ้านหนองบัวราย เชิงภูเขาไฟพนมรุ้งปลูก จนนำมาผลิตเป็น “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์” และ “ข้าวฮาง” จึงเป็นข้าวที่เติบโตดีให้ผลผลิตงามปราศจากเรื่องการใช้ปุ๋ยและสารเคมี

ในต่างประเทศที่มีภูเขาไฟมากมายอย่าง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย แหล่งที่มีภูเขาไฟมอดดับสนิทนี้เอง ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญของประเทศ มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศไปเยี่ยมชม สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากมาย

หากประเทศไทยจะเอาเยี่ยงอย่างบ้าง ก็น่าจะเป็นการดีไม่น้อย

ถามถึงผลิตภัณฑ์ของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” ที่มีในตอนนี้ ได้รับการเปิดเผยว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มทำขึ้น หลักๆ แล้วจะมีอยู่ 5 ประเภท คือ

1. ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็นข้าวหอมมะลิ 105 ที่เลื่องชื่อของอำเภอประโคนชัย มีกลิ่นหอม ถูกใจผู้กินจนมีงานใหญ่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ นั่นคือ “ข้าวมะลิหอม ปลาจ่อมกุ้ง ชมทุ่งนกประโคนชัย”

2. ข้าวหอมแดง เป็นข้าวหอมมะลิแดง ที่ผ่านกรรมวิธีการฮางอันเป็นภูมิปัญญาโบราณ

3. ข้าวหอมทอง เป็นข้าวกล้องที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย ยิ่งผ่านกระบวนการฮางอันเป็นภูมิปัญญาโบราณ ยิ่งทำให้ข้าวนั้นเพิ่มสารกาบาที่เป็นประโยชน์อีกสารพัด

4. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการผสมกันระหว่าง ข้าวหอมมะลิ 105 กับข้าวเจ้าหอมนิล จนได้เป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผ่านกรรมวิธีการฮางแบบภูมิปัญญาโบราณ

และ 5. ข้าวหอมจันทร์ เป็นการรวมเอาข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง และข้าวหอมมะลิมาไว้ด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญคือ ผ่านกรรมวิธีการฮางแบบภูมิปัญญาโบราณด้วยเช่นกัน

“นอกเหนือจากนี้ ยังมีข้าวที่ทางกลุ่มกำลังทำการศึกษา และเตรียมการผลิตให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่กินข้าวเป็นยาอีก นั่นก็คือ ข้าวสมุนไพร ซึ่งจะมีการใช้สมุนไพรหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอัญชัน ขิง ข่า ขมิ้น ใบเตย ฯลฯ ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มสีสันและคุณค่าให้กับข้าวอีกด้วย” ป้าอำนวย กล่าว

กระบวนการผลิตข้าวสมุนไพรของกลุ่มทำอย่างไร?

ป้าอำนวย กระซิบบอกเบาๆ อย่างให้ผู้สนใจโปรดติดตามภาคต่อ “ตอนนี้ขออุบเอาไว้ก่อน เดี๋ยวเสร็จเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบอีกที”

จะเป็นเมื่อไหร่นั้น คงต้องใช้สำนวนของนักเขียนบรมครูท่านหนึ่งฝากไว้ว่า “ไม่นานเกินรอ”

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

รายงานพิเศษ

คนกรีดยาง

ถอดเคล็ดลับ เทคนิคผลิตยางก้อนถ้วยดี มีคุณภาพ

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ ประมาณ 18 ล้านไร่เศษ โดยมีผลผลิตส่งออกในรูปแบบต่างๆ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน โดยหนึ่งในผลผลิตที่สำคัญคือ ยางก้อนถ้วย

ยางก้อนถ้วย นับเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตยางแท่ง อันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการนำไปผลิตยางล้อรถ ปัจจุบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยเฉพาะในภาคอีสานจะนิยมผลิตยางก้อนถ้วยจำหน่าย เพราะทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน และส่งขายได้เร็ว

แต่อย่างไรก็ตาม จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของยางก้อนถ้วย โดยการเปิดเผยของ คุณเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางปฏิบัติงานในกิจการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากที่ปัจจุบันผู้ผลิตยางล้อต่างประเทศ ยังมีความสนใจรับซื้อยางแท่งจากไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งวัตถุดิบสำคัญของการทำยางแท่งคือ ยางก้อนถ้วย แต่ช่วงระยะหลังกลับพบปัญหาผลผลิตยางก้อนถ้วยขาดคุณภาพ เนื่องจากระดับซัลเฟตในยางมีปริมาณสูง ส่งผลกระทบต่อการผลิตยางแท่งที่ส่งออกอุตสาหกรรมยางล้อต่างประเทศ

“กยท. ในฐานะผู้ดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง จึงมอบหมายพนักงานทุกพื้นที่รณรงค์ส่งเสริมความรู้แนะนำให้ใช้ “กรดฟอร์มิก” ในกระบวนการผลิตยางก้อนถ้วย เพราะเป็นสารจับตัวที่ได้รับการรับรองด้านวิชาการว่า สามารถรักษาสภาพความยืดหยุ่นของยาง ไม่ทำให้ยางเสียคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง สลายตัวเองได้ และไม่ส่งกลิ่นเหม็นทำลายสิ่งแวดล้อม”

คุณเชาว์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกรดซัลฟิวริก ถ้าใช้ปริมาณสูงจะส่งผลเสียทำให้ผลิตภัณฑ์ยางขาดความยืดหยุ่น เสื่อมคุณภาพ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตถูกกัดกร่อน เป็นมลพิษด้านสุขภาพกับแรงงานในสวนยาง ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

“สาเหตุเพราะเกิดน้ำเสียจากกรดประเภทรุนแรง ส่วนสารจับตัวที่นำเกลือแคลเซียมคลอไรด์มาใช้ แม้สารดังกล่าวจะทำให้ยางจับตัวเป็นก้อนเร็ว แต่มีผลเสียทำให้ก้อนยางแข็ง ขาดความยืดหยุ่น มีสีคล้ำ ส่งผลให้คุณภาพยางต่ำลงได้”

คุณเชาว์ ยังกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กยท. ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ได้รณรงค์ให้ความรู้แก่เกษตรกรมาโดยตลอดในการใช้กรดฟอร์มิกเป็นสารจับตัว เนื่องจากสูตรโครงสร้างทางเคมีของกรดฟอร์มิกคือ HCOOH มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงตัวเดียว จึงเป็นกรดอ่อนที่มีความแรงของกรดไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกรดชนิดอื่น กรดฟอร์มิกเป็นสารอินทรีย์ที่จับตัวเนื้อยางได้อย่างสมบูรณ์ สลายตัวง่าย ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่กระทบต่อหน้ายางกรีด หากใช้ในอัตราส่วนตามคำแนะนำ

“จากการที่ กยท. โดยสถาบันวิจัยยางได้ศึกษาจากการเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ ทั้งทางเคมีและทางกายภาพ ยังไม่พบว่ามีสารเคมีชนิดใดที่สามารถผลิตยางแผ่นหรือยางก้อนถ้วยแล้วมีคุณภาพที่ดีเท่ากับการใช้กรดฟอร์มิก” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา จนผู้ซื้อในต่างประเทศระงับการซื้อยางจากประเทศไทย อันจะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

เกษตรไทยไชโย นักคิดไทย สร้างสูตรกรดหยอดยาง รักษ์โลก

กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ เป็นผลงานการคิดค้นของทีมงานฝ่ายวิชาการของ บริษัท เกษตรไทยไชโย จำกัด นับเป็นอีกผลงานการคิดค้นวิจัยที่มาจากมันสมองของคนไทย

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดการคิดค้นกรดดังกล่าว เนื่องจากทางบริษัท เกษตรไทยไชโย มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากผลกระทบจากการใช้น้ำกรดหยอดยางพาราที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คิดค้นสร้างสรรค์กรดหยอดยางฟอร์มิกสูตรพิเศษ ตราแรด ว่ามีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดในการวิเคราะห์-วิจัย

คุณวีรวัฒน์ ยมจินดา ประธานบริษัท เกษตรไทยไชโย กล่าวว่า ทางบริษัทได้ใช้เวลานานหลายปีกว่าจะลงตัวในการคิดค้น จนสามารถได้กรดหยอดยางที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะใช้ในการผลิตยางก้อนถ้วย หรือขี้ยางที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของชาวสวนยางพาราและตลาดรับซื้อยางอย่างเช่นทุกวันนี้

คุณวีรวัฒน กล่าวว่า ความโดดเด่นข้อแรกของแรด คือ แรดเป็น กรดเย็น ไม่ใช่ กรดร้อน แบบกรด กำมะถัน หรือ ซัลฟิวริก

ซึ่งกรดร้อนนั้นจะมีไอระเหยไปฝังที่หน้ายาง เมื่อใช้หยอดยางผ่านไป 1-2 ปี ความร้อนดังกล่าวก็จะไปอุดท่อน้ำเลี้ยงของยางพารา ทำให้น้ำยางไม่ไหล ได้แค่ซึม หรือที่เราเรียกว่า หน้ายางตายนึ่ง นั่นเอง

แต่ความเป็นกรดเย็นของแรดจะไม่เป็นอันตรายต่อหน้ายางพาราของชาวสวน

อีกทั้งความเป็นกรดเย็นไม่เป็นอันตรายต่อการกัดมือ ต่อระบบการหายใจ ต่อปอดและต่อสายตาหรือใบหน้า และที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายต่อดินของท่าน

พูดง่ายๆ คือเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพ รักษาสิ่งแวดล้อม

ความโดดเด่นข้อที่สอง คือการเพิ่มน้ำหนักให้กับยางพารา ด้วยเหตุผลที่กรดแรดจะ ไม่รีดน้ำขุ่น จากยางออกมา สังเกตได้หลังจากหยอดกรดไปแล้วซัก 15 นาที น้ำที่อยู่ก้นถ้วยจะใสเหมือนน้ำฝน เพราะกรดแรดนี้จะไม่เอาเนื้อยางออกมา ซึ่งทำให้ยางมีน้ำหนักดี และทำให้น้ำยางไหลดีกว่ากรดตัวอื่นๆ

ความโดดเด่นข้อที่สาม คือยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า ไม่บวม ไม่มีฟองอากาศ นั่นเพราะการรีดน้ำเลี้ยงของกรดแรดปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นน้ำที่ใส ทำให้ยางก้อนถ้วยที่ใช้ กรดแรด ไม่บวม ไร้ฟองอากาศ จึงทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนกรดอื่น ซึ่งสร้างประสิทธิภาพให้เป็นยางก้อนถ้วยที่มีคุณภาพความยืดหยุ่นสูง มีเนื้อยางที่เนียน สียางเหลืองใส ไร้ฟองอากาศ

ความโดดเด่นข้อที่สี่ กรดแรดถูกผลิตขึ้นมาผ่านการทดสอบในห้องแล็บ เพื่อให้เกิดความสะดวกพร้อมใช้ ไม่ต้องผสมน้ำแต่อย่างใด โดย 1 ขวด บรรจุ 1,200 ซีซี สามารถใช้กับยางพาราได้ถึง 5 ไร่ หรือประมาณ 400-450 ต้น ในขณะที่กรดอื่น แม้ว่า 1 ขวด จะผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้ 400-450 ต้น เช่นเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปริมาณการใช้กรดแรดน้อยกว่าครึ่งต่อครั้ง

สุดท้ายของความโดดเด่นก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ แฟนพันธุ์แท้ที่ใช้กรดแรด กันทั่วสารทิศในขณะนี้ก็คือ น้ำหนักที่ทำเอาชาวสวนยางพาราต่างตกใจกันไปทั่ว เพราะเมื่อก่อนใช้กรดอื่น เคยได้ยาง 100 กิโลกรัม แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้กรดแรด ปรากฏว่าได้น้ำหนักยางเพิ่มขึ้น เป็น 120 กิโลกรัม

ถามว่า 20 กิโลกรัม ที่เพิ่มขึ้น มาจากไหน??

ตอบว่า เพิ่มมาจากการที่น้ำยางไหลดี…ไหลต่อเนื่องไม่หยุด หลังหยอดกรดก็ยังไหลอยู่ และไม่รีดน้ำขุ่นออกจากยางพารา ซึ่งไม่เกิดความสูญเสียคุณภาพของน้ำยางแต่อย่างใด

ทีนี้มาฟังความรู้สึกของผู้ใช้ตัวจริงกันดูนะครับ

คุณรัสมี แก้วดวงดี หรือ “น้องตรี” วัย 26 ปี ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย เธอเล่าว่า “เมื่อก่อนใช้กรดกำมะถัน ผสมน้ำได้ 2-3 ขวด แต่ก็ใช้ได้แค่ 400 ต้น ต่อมาร้านปูเป้การยาง เอากรดฟอร์มิก ตราแรด มาแนะนำ เลยซื้อมาลองใช้ ปรากฏว่า 1 ขวด ใช้ได้ 450 ต้น ซึ่งประหยัดกว่ามากค่ะ”

เธอชูมือให้ดูแล้วบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า “ดูมือหนูซิ ลอกจนจะแย่แล้ว แสบมากเลย เพราะจกยางทุกวัน กลิ่นก็เหม็นมาก ล้างยังไงก็ไม่ออก ตอนนี้ใช้กรดแรด ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน ที่ชอบเพราะไม่แสบมือ กลิ่นยางไม่เหม็นฉุน ราคาก็ไม่แพงค่ะ”

ส่วนผลประโยชน์ในด้านบวกที่ทำให้ “น้องตรี” และเพื่อนๆ กลุ่มสวนยางเดียวกันถึงกับอึ้ง เธอบอกว่า “หนูมียางอยู่ 720 ต้น เมื่อก่อนกรีดได้ยาง 409 กิโลกรัม โดยยังไม่เต็ม 5 กระสอบดี…แต่ตอนนี้หลังจากใช้กรดฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด กรีดยางแค่ 5 มีด ได้ยาง 5 กระสอบเท่ากัน แต่น้ำหนักโผล่พรวดไปเกือบ 500 กิโลกรัม ถ้าไม่เชื่อหนูขอท้าพิสูจน์ สำหรับเรื่องกลิ่นเหม็นเน่า เรื่องนี้ตัดไปได้เลย ขนาดฝนตกเปียกน้ำยังหมดห่วงได้”, “น้องตรี” ชาวสวนยางแห่งอำเภอเฝ้าไร่ เมืองพญานาคหนองคาย ย้ำทิ้งท้าย

คุณสำราญ ปัญญา อายุ 68 ปี อยู่ตำบลหนองเม็ก บ้านหนองลาด อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี มีจำนวนยาง 36 ไร่ ประมาณเกือบ 3,000 ต้น “เมื่อก่อนใช้กำมะถัน ตอนนี้หันมาใช้ฟอร์มิก สูตรพิเศษ ตราแรด เห็นความเปลี่ยนแปลงคือ หน้ายางขาวใส ไม่ค่อยมีกลิ่น แข็งตัวเร็ว ไม่มีฟองอากาศ ไม่เป็นอันตรายต่อจมูก ต่อมือ ผมมั่นใจและจะแนะนำชาวสวนในชุมชนตำบลหนองเม็ก ให้ใช้กันอย่างทั่วถึงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีครับ”

คุณเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา อำเภอเวียงแก่น เชียงราย ผู้เป็นเจ้าของสวนยางมากกว่า 50 ไร่ เปิดเผยว่า “ใช้ดีครับ” เท่าที่สอบถามลูกน้องที่เป็นคนกรีดยางบอกว่า เมื่อก่อนแสบมือ กัดมือมาก กลิ่นก็เหม็น…แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ เวลาเอาไปขายกองที่ลานประมูลยาง ชาวสวนจะมามุงดูยางผม ต่างก็บอกว่า เนื้อยางสวยเนียนใส น้ำหนักดี ผมก็บอกไปว่า ผมใช้กรดแรดหยอดยาง ตอนนี้ชาวสวนที่เวียงแก่น เชียงของ ใช้ตามผมเกือบหมดแล้ว อีกอย่างหนึ่ง เมื่อก่อนเอายางไปขายเสร็จแล้ว ต้องล้างรถถึง 3-4 ครั้ง กว่ากลิ่นจะหมด ตอนนี้ขายเสร็จแล้วไม่ต้องเปลืองเงินล้างรถเลย (หัวเราะ) ชาวบ้านที่อยู่แถวนี้ เลิกบ่นเรื่องกลิ่นยางเหม็นไปโดยปริยาย ผมชอบมาก”

ลุงบุญชาญ เลิศสงคราม แห่งจังหวัดหนองบัวลำภู ทำอาชีพชาวสวนยางพารามาได้ประมาณ 10 ปี มียางที่เปิดกรีด 30 กว่าไร่…ลุงชาญ กล่าวถึงความรู้สึกในการใช้กรดแรดว่า “ใช้มาได้ 2 เดือนแล้วครับ ที่ชอบมากๆ อย่างแรกคือ ยางแข็งเร็วดี แค่หยอด แล้วคนเพียง 3-4 รอบ ก็แข็งแล้ว ต่อมาเมื่อสังเกตดูหลังจากผ่านไป 10 นาที จะเห็นว่าหน้ายางเนียนสวย ไม่มีฟองอากาศ เหมือนกรดอื่นๆ แสดงว่า การใช้กรดแรดไม่ทำให้เกิดฟองอากาศ และเมื่อผมควักดูจะเห็นว่าน้ำที่อยู่ก้นถ้วยเป็นน้ำที่ใสมากๆ นั่นหมายความว่า น้ำหนักยางจะเพิ่มขึ้น ปกติจะกรีดประมาณ 7 มีด ถึงจะควักขาย ตอนนี้กรีดแค่ 5 มีด ก็เต็มถ้วย ควักขายได้แล้วครับ ผมมีความสุขมากครับ”

คุณบุญฤทธิ์ แซ่อุ๋ย หรือ อู๊ด หนุ่มนักสู้ผู้เป็นทั้งเจ้าของสวนยางและเจ้าของลานรับซื้อยางแห่งเมืองน้ำแร่ จังหวัดระนอง “อู๊ด” เล่าให้ฟังว่า “ได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า มีน้ำกรดหยอดยางแรด ที่ทำให้ยางไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่บวม ไม่เน่า ก็เลยสนใจ เพราะที่ลานยางของผมอยู่ริมถนน ไม่ห่างจากชุมชนที่ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านมากนัก วันไหนที่มีการประมูลยางจะเหม็นมาก ซึ่งก็มีการร้องเรียนจากชาวบ้านอยู่พอสมควร หลังจากได้รับทราบข่าวผมก็ติดต่อไปที่บริษัท เกษตรไทยไชโย เขาก็เลยส่งฝ่ายวิชาการมาพบ พร้อมกับนำสินค้าตัวอย่างมาเทสต์กับยางก้อนถ้วย วันนั้นมีชาวบ้านที่สนใจมาดูการเทสต์กรดแรดกับยางก้อนถ้วยหลายสิบคน”

“ผลการทดลองปรากฏว่า ยางแข็งเร็วดี คิดว่าหนีฝนได้สบายมาก รีดน้ำออกมาดี เมื่อผ่านไป 3-4 วัน เอายางมาดม ปรากฏว่ากลิ่นยางไม่เหม็น สมราคาคุย ยางหนึบและยืดหยุ่นดีมาก ได้ค่า DRC สูง นั่นหมายถึง มีความชื้นน้อย เหมาะที่จะไปทำยางเครป ซึ่งทำให้น้ำหนักยางดีครับ…ตอนนี้ลานยางของผมต้องบอกด้วยความมั่นใจว่า กลิ่นเหม็นน้อยมาก ไม่รบกวนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงอีกแล้วครับ”

อู๊ด…คุณบุญฤทธิ์ หนุ่มเมืองระนองย้ำทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ

ต้องย้ำว่า “กรดแรด” ฟอร์มิก สูตรพิเศษเฉพาะของเกษตรไทยไชโย ไม่มีส่วนผสมของ “กำมะถัน หรือ ซัลฟูริก” ที่ทำให้ขี้ยางมีค่าซัลเฟอร์สูง ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อในต่างประเทศ บริษัท เกษตรไทยไชโย มุ่งมั่นวิเคราะห์ วิจัย เพื่อพลิกชีวิตพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อสร้างคุณภาพที่ดี หลุดพ้นจากอันตรายจากสารเคมีและผลิตยางคุณภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทุกเวลา ที่สายด่วน โทร. (081) 801-4422 หรือ (092) 824-4383

“มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้สุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

รายงานพิเศษ งานเกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ ได้สุขภาพ

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด ปัญหาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่ถีบตัวสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนไม่พอใช้จ่าย ทางรอดที่ดีที่สุดในยุคนี้ก็คือ ต้องขยัน อดทน ประหยัด งดซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือย หากใครมีพื้นที่ว่างในบ้าน ก็อยากชวนลงมือปลูกพืชสวนครัวเพื่อประหยัดต้นทุนค่าอาหารกันเสียเลย สำหรับคนรักสุขภาพ ขอแนะนำให้ปลูก “มะระหัวใจ” พืชสวนครัวตัวใหม่ที่ปลูกง่าย อิ่มท้อง อิ่มใจ และได้สุขภาพ ปลูกเป็นพืชสวนครัวรั้วกินได้หรือปลูกในกระถางก็ได้

“มะระหัวใจ” นวัตกรรมเพื่อไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

เมื่อช่วงต้นปีนี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้นำด้านตลาดเมล็ดพันธุ์คุณภาพในอาเซียนที่รู้จักกันดีในชื่อยี่ห้อ “ศรแดง” ได้เปิดตัวมะระลูกผสมชื่อ “มะระหัวใจ (มะระวาเลนไทน์)” เป็นสินค้านวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดียิ่งขึ้น รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีขนาดครอบครัวเล็กลง ต้องการพืชผักขนาดเล็กที่ใช้ปรุงอาหารกินได้หมดภายในมื้อเดียว และมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วน

“มะระหัวใจ” หนึ่งในนวัตกรรมการปรับปรุงสายพันธุ์พืชผักเขตร้อน ของฟาร์มเลิศพันธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาของศรแดง ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย เพื่อส่งมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ดีที่สุด ให้แก่เกษตรกรไทย และเกษตรกรในภูมิภาค “คุณละไม ยะปะนัน” นักปรับปรุงพันธุ์มือหนึ่งของศรแดง ใช้ความวิริยะอุตสาหะ ประมาณ 6 ปี ในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์โดยปลอดจากกระบวนการตัดต่อพันธุกรรม (GMOs)

คุณละไม เล่าว่า มะระหัวใจ พัฒนามาจากมะระจีน โดยเก็บรวบรวมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์โดยการผสมพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ ด้วยการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มาผสมกันเพื่อให้ได้มะระลูกผสม

มีรูปร่างลักษณะคล้ายรูปหัวใจ เนื้อกรอบและมีรสชาติขมน้อยกว่ามะระทั่วไป สรรพคุณทางด้านโภชนาการยังคงครบถ้วนเหมือนเดิม เหมาะสำหรับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย เนื่องจากมะระหัวใจมีรสชาติไม่ขมมาก และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงจึงเหมาะสำหรับเด็กเล็กที่เพิ่งหัดกินผัก

ลักษณะเด่นของ “มะระหัวใจ” อยู่ที่รูปทรงผลที่มีลักษณะคล้ายหัวใจ สวย น่ารัก มีขนาดผล ประมาณ 8-10 เซนติเมตร น้ำหนัก 200 กรัม สีเขียวสด รสชาติขมปานกลาง รวมทั้งตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของคนไทยยุคใหม่ที่มีครอบครัวขนาดเล็ก ที่ต้องการบริโภคผักที่มีขนาดพอเหมาะสำหรับปรุงอาหารต่อมื้อ นอกจากนี้ มะระหัวใจยังมีทรงพอเหมาะกับกระป๋อง เพื่อการแปรรูป ผลผลิตต่อต้นสูง ประมาณ 10 กิโลกรัม ดูแลง่าย ขั้วผลยาว ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมอยู่ที่ 45 วัน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี

มะระหัวใจ ปลูก ดูแลง่าย

คุณละไม กล่าวว่า การปลูกมะระหัวใจเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ที่พักอาศัยอยู่ในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด แค่มีกระถาง 1 ใบ พร้อมวัสดุปลูก เมล็ดพันธุ์มะระวาเลนไทน์ 1 ซอง วิธีการปลูกก็เริ่มจากหยอดเมล็ดในกระถาง (2 เมล็ด ต่อ 1 กระถาง) หลังจากนั้น 14 วัน ต้นกล้าจึงโตเต็มที่ รดน้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง หลังจากปลูกไปได้ 15-20 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 10 เม็ด ต่อต้น หาไม้ไผ่ขนาดย่อมๆ มาปักเพื่อให้ต้นมะระเลื้อย เมื่อต้นมะระเริ่มออกดอก ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-13 ในอัตรา 10 เม็ด ต่อต้น ทุกๆ 10 วัน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของผลมะระ หลังจากปลูกใช้เวลาดูแล ประมาณ 45-50 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว

สำหรับคนในชุมชนเมืองที่มีที่ว่างข้างบ้านเพียงเล็กน้อย ก็สามารถปลูกมะระหัวใจในลักษณะพืชสวนครัวรั้วกินได้หรือข้างบ้าน โดยวางตาข่ายให้ต้นมะระหัวใจเลื้อย เมื่อต้นมะระผลิดอกออกผล ก็จะได้ทั้งความสวยงามที่กินได้ แถมมีสุขภาพดีอีกต่างหาก การปลูกผักกินเอง นอกจากจะได้ประโยชน์จากการกินผักปลอดสารพิษแล้ว ยังได้ความสุขทางใจอีกด้วยที่จะเห็นผักที่ตัวเองปลูกค่อยๆ เจริญเติบโตงอกงามจนสามารถนำไปบริโภคได้

สำหรับผู้สนใจทำแปลงปลูกมะระหัวใจข้างรั้วหรือข้างบ้าน เริ่มจากเพาะเมล็ด ประมาณ 12 วัน ก็ย้ายต้นกล้ามาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ ใช้เวลาปลูกดูแลแค่ 45 วัน ก็สามารถเก็บผลกินได้ โดยจะให้ผลผลิต ต้นละ 10 กิโลกรัม การปลูก 1 รอบ จะมีระยะเวลาเก็บเกี่ยว ประมาณ 45-60 วัน ขึ้นอยู่กับการดูแล

เนื่องจาก มะระหัวใจ เป็นสายพันธุ์พืชเมืองร้อน เติบโตได้ดี เมื่อปลูกในพื้นที่กลางแจ้ง ได้แสงไม่ต่ำกว่าวันละ 6 ชั่วโมง แต่ช่วงฤดูหนาว อากาศเย็น มะระหัวใจจะมีการเจริญเติบโตช้าลง ดังนั้น หากใครต้องการปลูกมะระหัวใจให้มีผลผลิตในช่วงฤดูหนาว ควรเลื่อนระยะการปลูกให้เร็วขึ้น โดยเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนตุลาคม ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงฤดูหนาว

“เมื่อผลมะระหัวใจโตได้ขนาดก็ควรรีบเก็บทาน อย่าปล่อยให้ผลสุกคาต้น เพราะจะทำให้ต้นโทรมเร็ว ปกติผลมะระหัวใจจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 6-8 ผล ต่อกิโลกรัม แค่ปลูกมะระหัวใจ 1 ต้น จะสามารถเก็บผลผลิตได้มาก ประมาณ 70-80 ผล หากช่วงไหนมีผลผลิตมาก ก็สามารถแบ่งปันให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ เป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างบ้านใกล้เรือนเคียงในสังคมเมืองได้อีกทางหนึ่ง” คุณละไม กล่าว

หวานเป็นลม ขมเป็นยา

เมื่อเทียบกับสายพันธุ์มะระทั่วไป มะระหัวใจมีขนาดเล็กกว่า แต่ยังมีรสขมที่เกิดจากสารโมโมดิซิน (Momodicine) “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ของมะระหัวใจ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส เจริญอาหาร และช่วยระบายท้อง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งทำงานสัมพันธ์กัน ในการบำรุงกระดูกและฟัน บำรุงสมองและกล้ามเนื้อ มีวิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณสดใส และมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณสูง ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคและปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจเมล็ดพันธุ์มะระหัวใจ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.eastwestseed.com หรือสอบถามข้อมูลทางโทรศัพท์ได้ที่ โทร. (02) 831-7777

หากใครมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมะระหัวใจ สามารถไปพูดคุยกับ “คุณละไม ยะปะนัน” นักปรับปรุงพันธุ์มือหนึ่งของศรแดงได้ ในงานเสวนาทางการวิชาการที่อัดแน่นความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ ภายในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10.00-20.00 น. ณ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรฯสู่การปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/211280

วันพฤหัสบดี ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่มีนโยบายขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยอยู่ 6 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่การทำเกษตรในพื้นที่เหมาะสม (โซนนิ่ง) เกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและธนาคารสินค้าเกษตร ซึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวสู่การปฏิบัติ

นางสาวจริยา สุทธิไชยา รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้นโยบายต่างๆ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีอยู่ 6 เรื่อง ได้ขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งทุกนโยบายได้มีการขับเคลื่อนมาเป็นลำดับ แต่เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงแนวทางในการปฏิบัติงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และ Single Command หรือ SC ทุกจังหวัดอีกครั้ง เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน ความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนนโยบายในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาคเกษตรไทยภายใน 6 เดือนต่อจากนี้

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เน้นย้ำ เรื่องบทบาทของ Single Commandว่ามีหน้าที่อำนวยการให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้บูรณาการขับเคลื่อนภารกิจไปในทิศทางเดียวกันภายใต้จุดมุ่งหมายเดียวกัน ไม่แยกหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา ประการต่อมาคือ การลดต้นทุนเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่ลดต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ถูกลงเพียงเท่านั้น ต้องเพิ่มผลผลิตสินค้าให้มีคุณภาพ โดยการใช้เทคโนโลยีการเกษตร การบริหารจัดการที่ดีและมีตลาดนำการผลิต

ส่วนเรื่องการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ อาศัยความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่ หน่วยงานราชการคือกระทรวงเกษตรฯ และ SC รวมถึงภาคเอกชน คือ หอการค้าร่วมกับพาณิชย์จังหวัด หรือหน่วยงานที่ดำเนินการด้านการตลาดในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มอำนาจต่อรองรวมถึงมีการเชื่อมโยงตลาด โดยเฉพาะจะยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการรับรองมาตรฐาน GAP และก้าวเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ในอนาคต

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทั้ง 882 ศูนย์ จะต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานโดยให้กรมต่างๆ ร่วมบูรณาการในศูนย์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกร ซึ่งขณะนี้ได้จัดฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เกษตรกรกว่า 200,000 ราย จะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม พอดีกับช่วงฤดูกาลผลิตใหม่ ถ้าเกษตรกรได้นำ
ความรู้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมีโอกาสเสี่ยงสูง
ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานมาใช้ เช่น ปลูกพืชแซมสวนยาง จะทำให้เกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น

นางสาวจริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกประการที่สำคัญคือ ต่อไปจะมีการใช้แผนที่การเกษตร (Agri Map) เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกของทุกจังหวัด ซึ่งแผนที่การเกษตรนี้จะมีรายละเอียดข้อมูลต่างๆ ทั้งแผนที่ชุดดิน แผนที่แหล่งน้ำ ระบบโลจิสติกส์ และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจต่างๆ ของจังหวัดนั้นๆ ในส่วนของ สศก. รับผิดชอบด้านข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่เหมาะสม ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า ปริมาณผลผลิต ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม รวมถึงระบบโลจิสติกส์ ข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งรับซื้อผลผลิตในพื้นที่ เป็นต้น

โดยข้อมูลเหล่านี้ ทาง สศก.ได้มีการศึกษาวิเคราะห์รวบรวมไว้ทั้งหมดแล้ว สามารถนำไปบูรณาการกับข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทันที ซึ่งแผนที่การเกษตรจะต้องเสร็จครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 77 จังหวัด ภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกร นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำการเกษตรให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศ ที่สำคัญสอดคล้องความต้องการของตลาดมากขึ้น ก่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

รายงานพิเศษ : วิกฤติภาคเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210351

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ตั้งแต่คณะ คสช. ได้เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากการเข้ายึดอำนาจโดยการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ได้ให้การสนับสนุน คสช. และรัฐบาลที่ได้มีการแต่งตั้งโดย คสช. ในการเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งในระยะเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาที่เป็นวิกฤติของประเทศก่อนหน้าที่จะมีการยึดอำนาจได้มากมายหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบเรียบร้อย ปราศจากการเดินขบวนหรือการปะทะกันจากความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองต่างๆ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาทางด้านการบิน ปัญหาด้านการประมง และปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่หมักหมมมาช้านาน

แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลในยุคของ คสช. ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน ด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส มีชีวิตอยู่ในชนบท ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางความยากลำบาก ซึ่งก็คือ พี่น้องเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ซึ่งนับว่าเป็นโชคที่ไม่ดีของภาคการเกษตรในยุค คสช. เพราะประสบทั้งปัญหาราคาพืชผลเศรษฐกิจหลักตกต่ำพร้อมๆ กันเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ และวิกฤติความแห้งแล้ง ปัญหาการขาดแคลนน้ำที่จะใช้ในการเพาะปลูก มีผลกระทบต่อการลดผลผลิตต่อไร่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการเกษตรไทย เท่าที่ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานในภาคเกษตรมามากกว่า 40 ปี แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤติที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหากระทบต่อราคาสินค้าเกษตรหลักๆ ของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกถึง 70% บวกกับปัญหาอันเกิดจากภัยธรรมชาติ เป็นปัญหาที่ยากต่อการควบคุม เพราะเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่หากนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดผิดพลาดจะยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้ภาคการเกษตรตกอยู่ในสภาพวิกฤติยิ่งขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดจากนโยบายดังกล่าว

ผมกำลังจะพูดถึงนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2557 โดยพลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการร่วมจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรเป็นรายพืชเศรษฐกิจ 4 สินค้า โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจากเดิมมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 10 ล้านไร่มีผลผลิตมากกว่า 100 ล้านตัน เป็น 16 ล้านไร่ และเพิ่มปริมาณผลผลิตกว่า 180 ล้านตัน พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังจาก 8 ล้านไร่ เป็น 8.5 ล้านไร่, เพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวโพดจาก 7 ล้านไร่ เป็น 7.4 ล้านไร่ และเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน จาก 4.5 ล้านไร่ เป็น 7.5 ล้านไร่ ซึ่งผมได้เคยเขียนบทความเรื่อง “กระทรวงพาณิชย์ : กำลังปฏิรูปโครงสร้างการผลิตการเกษตร” เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 คัดค้านนโยบายนี้มาแล้ว

ผมเชื่อว่า การเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชเศรษฐกิจทั้ง 4 พืชดังกล่าว ต้องเกิดจากการผลักดันของภาคเอกชน จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกที่ประกอบด้วยเจ้าของโรงงานน้ำตาลอ้อย โรงงานอาหารสัตว์ เจ้าของลานมันและโรงงานมันเส้น แป้งมันสำปะหลัง โรงงานสกัดและกลั่นน้ำมันปาล์ม ซึ่งต้องการให้มีวัตถุดิบเยอะและราคาถูก

เมื่อ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านก็ได้ผลักดันนโยบายนี้อย่างต่อเนื่อง และทำได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานปฏิบัติที่จะขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ

นอกจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกสินค้าเกษตรทั้ง 4 ชนิด ซึ่งเดิมก็ผลิตเกินความต้องการของการบริโภคภายในประเทศอยู่แล้ว ที่เหลือที่ต้องส่งออกก็ยังเจอปัญหาราคาที่ตกต่ำ ยังไม่พอรัฐบาลยังปล่อยให้มีการนำเข้ามันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย น้ำมันปาล์มจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ถูกกฎหมายและลักลอบโดยผิดกฎหมาย เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทย จากการปล่อยปละละเลยของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ท่านรัฐมนตรี ควรจะต้องทบทวนนโยบายการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชทั้ง 4 ชนิด ท่านต้องหยุดทำร้ายเกษตรกรเพื่อผลประโยชน์ของนายทุนเหล่านี้ และบางคนก็ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลอีก ท่านทราบหรือไม่ว่า โรงงานน้ำตาลบางแห่งหยุดรับซื้ออ้อย โรงงานอาหารสัตว์หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลานมันและโรงงานมันเส้น หยุดรับซื้อมันสำปะหลัง เพื่อรอราคาให้ต่ำลงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจึงจะเปิดการรับซื้อ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นชาวไร่อ้อย ชาวไร่ มันสำปะหลัง ชาวไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่มีทางเลือกต้องยอมขาย ไม่ว่าจะได้ราคาต่ำแค่ไหนก็ยอม

อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย ฝ่าวิกฤติแล้งสร้างความมั่นคงในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/210047

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภัยแล้ง เป็นภัยพิบัติอย่างหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรของเกษตรกรในวงกว้าง โดยเฉพาะในปีนี้แม้กระทั่งเกษตรกรที่อยู่ในเขตพื้นที่ชลประทานก็ยังไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างปกติ ฉะนั้นการปลูกพืชใช้น้ำน้อยจึงเป็นทางเลือกที่จะช่วยฝ่าวิกฤติแล้งนี้ไปได้

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยในสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำมาตรการหลายด้านในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรหนึ่งในนั้นคือการลดพื้นที่ปลูกข้าวโดยส่งเสริมให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยชนิดอื่นทดแทนเพื่อให้มีรายได้ในระหว่างที่งดทำนา โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนส่งเสริมการผลิตโดยใช้การตลาดนำ ควบคู่กับถ่ายทอดองค์ความรู้ จากงานวิจัยและเทคโนโลยีที่สัมฤทธิผลแล้วไปสู่เกษตรกรให้เกิดการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นด้วย

กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานในสังกัดกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ในการศึกษาและพัฒนางานวิจัยให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง ดังนั้นงานวิจัยพืชใช้น้ำน้อยก็เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชที่ใช้น้ำน้อยหลากหลายชนิด แต่ที่มีความโดดเด่นมีอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ ถั่วเขียวและข้าวโพดฝักสด เนื่องจากเป็นพันธุ์พืชใช้น้ำน้อยที่มีศักยภาพในการปลูกเป็นพืชหลังนาที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีโอกาสในการทำตลาดสูงเพราะปัจจุบันการผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่มีการเชื่อมโยงตลาด เน้นส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีตลาดรองรับ พร้อมกับควบคุมการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพปลอดภัย โดยเฉพาะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิชาการเกษตรมีผลงานวิจัยค้นคว้าจนเป็นผลสำเร็จมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะภัยแล้งที่เกษตรกรกำลังประสบอยู่นี้ ทางกรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทที่ก่อตั้งมาครบ 50 ปีในปี 2559 นี้ มีผลงานวิจัยด้านพืชไร่ พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเขียวผิวดำ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักสด ถั่วลิสงถั่วเหลือง สามารถถ่ายทอดเผยแพร่ผลงานวิจัยสู่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยขณะนี้สามารถให้บริการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตพืชใช้น้ำน้อยให้เกษตรกรครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้ง 22 จังหวัด

อย่างไรก็ดี กรมวิชาการเกษตรไม่ได้มุ่งเน้นแค่เพียงถ่ายทอดความรู้การผลิตพืชใช้น้ำน้อยแค่เพียงให้เกษตรกรฝ่าวิกฤติภัยแล้งแค่ปีนี้ปีเดียวเท่านั้น กรมต้องการสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรรวมถึงแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์พืชพันธุ์ดีไปพร้อมๆ กัน สำหรับด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ได้สร้างเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์หลายแห่ง ให้นำเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวชั้นพันธุ์ขยายของศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ไปผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นจำหน่ายที่มีคุณภาพให้กับเกษตรกรโดยตรง หรือจำหน่ายคืนให้กับทางกรมวิชาการเกษตร ในราคาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่กำหนด ซึ่งสูงกว่าราคาท้องตลาดประมาณ 10% ในปีนี้ได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวให้เกษตรกรเครือข่ายที่ร่วมโครงการไปแล้วจำนวน 220 ตัน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 35,000 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 200 กก./ไร่ จะได้เมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวคุณภาพกลับคืนมาสู่ระบบไม่ต่ำกว่า 7,000 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ทุกแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ส่วนด้านการตลาดได้เชื่อมโยงกับบริษัทแปรรูปผลผลิตจากถั่วเขียว เช่น โรงงานวุ้นเส้นรายใหญ่ 2 แห่ง ที่พร้อมจะรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรทั้งหมด เป็นการยืนยันได้ว่าตลาดยังมีความต้องการผลผลิตถั่วเขียวจำนวนมากนั่นเอง

จากข้อมูลบริหารจัดการปลูกถั่วเขียวตามคำแนะนำ เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท/ไร่ นี่คือรายได้ในรูปของเงินสดเท่านั้น แต่การปลูกถั่วเขียวหรือพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ยังมีผลตอบแทนด้านอื่นตามมาอีกหลายประการ เช่น เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ส่งผลให้การปลูกข้าวหรือพืชหลักในฤดูถัดไปให้ผลผลิตสูงขึ้น ที่สำคัญการงดปลูกข้าวที่ต้องขังน้ำไว้ในนาตลอดเวลา นอกจากช่วยลดการใช้น้ำแล้ว ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทรนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

นอกจากการถ่ายทอดงานวิชาการและเทคโนโลยีการผลิตพืชแล้ว ทางศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ยังได้ทำแปลงสาธิตการผลิตพืชตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงที่นำเสนอการใช้พื้นที่เพียง 1 งาน สามารถปลูกพืชมากกว่า 10 ชนิด อาทิ พืชใช้น้ำน้อย ไม้ผลระยะสั้น พืชผัก ดอกไม้ซึ่งสามารถสร้างรายได้หมุนเวียน เกิดความยั่งยืน ที่สำคัญเป็นการใช้ทรัพยากรทั้งดิน น้ำอย่างรู้คุณค่าและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายงานพิเศษ : เทคโนโลยีการผลิตเห็ดเศรษฐกิจในภาคเหนือตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209517

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภาคเหนือตอนบน เป็นพื้นที่ที่อากาศค่อนข้างหลากหลาย พื้นที่ส่วนใหญ่ 70% เป็นพื้นที่สูงอุณหภูมิเย็นสบาย ส่วนพื้นที่ราบจะมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง จึงมีการทำการเกษตรที่หลากหลาย และการเพาะเลี้ยงเห็ดก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ไม่น้อยแต่เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย มีกำลังการผลิตที่จำกัด เนื่องจากสภาพพื้นที่ ต้นทุนการผลิต และศัตรูเห็ด เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนายอุทัย นพคุณวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 (สวพ.1) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การพัฒนางานเห็ดในภาคเหนือตอนบน จะเน้นการแก้ปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านพันธุ์เห็ดเพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และลดต้นทุนการผลิต โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.แพร่ และศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ได้ทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่องโดยนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรมาช่วยแก้ปัญหาเรื่องเห็ดในพื้นที่ ดังนี้

1.เทคโนโลยีด้านพันธุ์ มีการวิจัยในพื้นที่เพื่อคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมในพื้นที่ โดยประเมินสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับการเพาะในภาคเหนือ จากการเจริญเติบโตทางเส้นใยเห็ดหอมบนก้อนวัสดุเพาะจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราและเปรียบเทียบผลผลิตของเห็ดหอมจำนวน 10 สายพันธุ์ ที่เพาะในฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว ที่ จ.เชียงราย ระหว่างปี 2549-2550 พบว่า การบ่มเชื้อในฤดูฝน (ก.ค.-พ.ย. 2549) สายพันธุ์ส่วนใหญ่มีการเจริญทางเส้นใยได้ดีกว่าการบ่มเชื้อในฤดูร้อน (ก.พ.-มิ.ย. 2549) และเส้นใยเจริญได้ช้าที่สุดถ้าบ่มเชื้อในฤดูหนาว (ธ.ค. 2549 -เม.ย. 2550)

จากการเปรียบเทียบผลผลิตที่เปิดดอกแต่ละฤดูกาลพบว่า ในการเปิดดอกเห็ดฤดูฝน ทุกสายพันธุ์ให้ผลผลิตสูงกว่าเปิดดอกในฤดูหนาวและฤดูร้อน แต่ดอกเห็ดหอมทุกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตในฤดูหนาว จะมีขนาดและน้ำหนักต่อดอกมากกว่าดอกเห็ดหอมที่เปิดในฤดูฝน สายพันธุ์ที่ 7 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงที่สุดทั้งในฤดูฝนและฤดูหนาว และสายพันธุ์ที่ 9 เป็นสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตรองลงมาโดยทั้ง 2 สายพันธุ์ ให้ผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์ที่1-5 ซึ่งเป็นสายพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร

เมื่อนำสายพันธุ์เห็ดหอมเหล่านี้ไปทดสอบการผลิตในพื้นที่ของเกษตรกร พบว่าสายพันธุ์ที่ 7 มีลักษณะหมวกดอกกลมสม่ำเสมอ ออกดอกต่อเนื่อง ดอกมีขนาดเล็กตามที่ตลาดท้องถิ่นต้องการ แต่ดอกเห็ดมีน้ำหนักเบาส่วนสายพันธุ์ที่ 9 ดอกเห็ดมีน้ำหนักดี แต่ให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ดอกใหญ่กว่าสายพันธุ์ที่ 7แต่ก็อยู่ในขนาดที่ตลาดท้องถิ่นรับได้ อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีแนวโน้มให้ผลผลิตที่ดีในพื้นที่มาใช้ สายพันธุ์ดังกล่าวจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น

2.การลดต้นทุนการผลิต ได้ศึกษาการใช้ก้อนเชื้อที่เก็บผลผลิตเห็ดสกุลนางรม นำมาเป็นวัสดุเพาะเห็ดฟางในตะกร้า เปรียบเทียบกับการใช้ฟางข้าวเป็นวัสดุเพาะ พบว่าทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีรายได้เพิ่มขึ้น หากนำก้อนเชื้อเห็ดเก่าของเห็ดสกุลนางฟ้านางรมที่เก็บผลผลิตแล้ว มาเป็นส่วนผสมในการทำก้อนเชื้อเห็ดสกุลนางรมและเห็ดขอนขาวรุ่นใหม่เปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยใหม่ในการเพาะเห็ด พบว่าช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เช่นกัน อีกทั้งยังได้ศึกษาการเพาะเห็ดเป๋าฮื้อโดยใช้ก้อนเชื้อเห็ดเก่าเป็นส่วนผสมในการเพาะเห็ดรุ่นใหม่ เปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยใหม่ในการเพาะเห็ด พบว่า ช่วยเพิ่มผลผลิตขึ้นได้ นอกจากนี้ สามารถใช้วัสดุท้องถิ่นที่มีศักยภาพ 5 ชนิด ได้แก่ หญ้าขน หญ้าคา หญ้าเนเปียร์ยักษ์ ฟางข้าว และขี้เลื่อย ในการเพาะเห็ดนางฟ้าภูฐานได้ โดยวัสดุเพาะทั้งห้าชนิดให้ผลผลิตเห็ดนางฟ้าภูฐานไม่แตกต่างกัน

3.การแก้ปัญหาศัตรูเห็ด กรมวิชาการเกษตรมีเทคโนโลยีการบริหารจัดการศัตรูเห็ดที่สามารถนำมาผสมผสานเพื่อให้การควบคุมศัตรูเห็ดได้ผลสูงสุด และไม่มีสารเคมีตกค้างในผลผลิตเห็ดที่จะไปสู่ผู้บริโภค ศัตรูเห็ดที่พบเป็นปัญหาประจำในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชื้อราปนเปื้อนต่างๆ ปลวก หอย หนู แมลง และไร เนื่องจากขั้นตอนในการปฏิบัติงานด้านเห็ดมีรายละเอียดปลีกย่อยหลายขั้นตอน

ดังนั้นวิธีการจัดการควบคุมโรคและแมลงศัตรูเห็ดควรดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาแต่ละขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ การเลือกแม่เชื้อและหัวเชื้อเห็ดที่จะนำมาเพาะ ต้องเลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เชื้อมีการเดินเส้นใยอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีเชื้อราปนเปื้อนในแม่เชื้อ หรือหัวเชื้อ เชื้อที่จะนำมาใช้ต้องมีอายุที่เหมาะสม ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป วัสดุที่นำมาใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดต้องไม่มีการใช้สารเคมีในการอบ หรือฉีดพ่น การนึ่งก้อนเชื้อเห็ดควรให้ก้อนเชื้อเห็ดที่อยู่ในเตานึ่งได้รับความร้อนในระดับที่สม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง

การย้ายเชื้อเห็ดลงสู่ก้อนวัสดุเพาะควรทำในบริเวณที่สะอาด ไม่มีลมโกรก และผู้ปฏิบัติงานต้องทำความสะอาดมือและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานให้ปราศจากเชื้อปนเปื้อน ต้องมีการตรวจสอบก้อนเชื้อเห็ดที่นำไปบ่มอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดแยกก้อนเชื้อเห็ดที่มีเชื้ออื่นปนเปื้อนนำออกไปทำลายได้อย่างทันท่วงที เมื่อจะย้ายก้อนเชื้อเห็ดเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก ควรมีการเตรียมโรงเรือนให้สะอาด จะช่วยลดปัญหาต่างๆ ได้มาก

โดยต้องทำความสะอาดเพื่อฆ่าแมลงและเชื้อโรคสะสมด้วยสารคลอรอกซ์ (โซเดียมไฮโปคลอไรต์) อัตรา 20 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณพื้นฝาผนังและหลังคาโรงเรือนให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ปิดโรงเรือนไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงขนย้ายก้อนเชื้อเห็ดเข้าโรงเรือนเปิดดอกในระยะนี้ ให้ติดกับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 6-8 อันต่อโรงเรือน (ขนาด 8×20 เมตร) ให้อยู่ระหว่างชั้นเห็ดและมีระดับสูงจากพื้นโรงเรือนประมาณ 1.50-1.80 เมตร และไม่อยู่ในจุดที่ขัดขวางการปฏิบัติงาน ไม่ควรให้ถูกน้ำบ่อย หากเป็นไปได้ ควรติดตั้งใกล้มุมมืด เพราะตัวแก่ของแมลงจะชอบอาศัยอยู่ ควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียวใหม่ทุก 10-15 วัน ตลอดฤดูการผลิตเห็ด ควรพ่นเชื้อแบคทีเรีย (Bacillus thuringiensis) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทันที

หลังการเปิดจุกก้อนเชื้อเห็ด (กรณีเห็ดถุง) เมื่อเก็บเกี่ยวดอกเห็ดรุ่นแรกแล้ว หากมีตัวแก่แมลงมารบกวนมาก ควรพ่นด้วยมาลาไทออน อัตรา 20 มล. หรือ ไดอะซินอน อัตรา 40 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นตามพื้นมุมโรงเรือน ที่มีแมลงเกาะอยู่เท่านั้น ห้ามพ่นลงบนเห็ดโดยตรง หลังจากการเก็บเกี่ยวเห็ดแต่ละรุ่นแล้ว ควรพักโรงเรือนเพื่อตัดวงจรของโรคและแมลง หรือศัตรูชนิดต่างๆ ไม่ให้สะสมในโรงเรือน และในช่วงนี้สามารถใช้สารรม เช่น ฟอสฟิน หรือ เมททิลโบรไมด์ เพื่อทำลายศัตรูทุกชนิดได้ ส่วนก้อนวัสดุเพาะเก่าและก้อนวัสดุเพาะที่มีเชื้อปนเปื้อน ควรนำไปทิ้งให้ห่างจากโรงเรือนอย่างน้อย 100 เมตร

นอกจากการแก้ปัญหาหลัก 3 ประเด็นดังกล่าวข้างต้นแล้ว สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ยังได้ร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในพื้นที่ทำการทดสอบพัฒนาเห็ดที่มีศักยภาพที่จะเป็นเห็ดเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ในพื้นที่ เช่น เห็ดตับเต่า เห็ดแครง เห็ดเยื่อไผ่ เห็ดถั่วฝรั่ง และเห็ดโต่งฝน เป็นต้น เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการบริโภคเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารได้หลากหลายยิ่งขึ้น

รายงานพิเศษ : ‘เขื่อน’หรือ‘ป่า’ช่วยแก้วิกฤติภัยแล้ง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209164

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ภัยแล้งในครั้งนี้…ดูเหมือนว่า “เขื่อน” จะกลายเป็นจำเลยกลายเป็นผู้ร้ายอีกครั้ง

“…เขื่อน ไม่เห็นช่วยภัยแล้งได้เลย มีเขื่อนก็ไม่มีน้ำ นาปรังก็ไม่ได้ทำ นาปีก็ต้องเลื่อน แล้วอย่างนี้จะสร้างเขื่อนทำไม…?” นี่คือข้อความที่เขียนกันในโซเซียลต่างๆ แถมกลุ่มต่อต้านการสร้างเขื่อนยังออกมาสนับสนุนอีก ด้วยว่า “…เขื่อน คือ ตัวทำลายป่า เมื่อไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ…” นอกจากนี้ยังมีข้อความอีกมากมายที่ทำให้ผู้ที่ได้อ่านเข้าใจว่า “เขื่อน” เป็นผู้ร้ายทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

ในขณะที่ “ป่า” ได้เป็นพระเอก เพราะเอ็นจีโอบอกว่าป่าคือแหล่งกักเก็บน้ำถาวร ในขณะที่เขื่อนคือแหล่งกักเก็บน้ำชั่วคราว ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำได้เลย และยังเป็นผู้ทำลายป่า

หากได้อ่านแล้วไม่คิดตริตรองก่อน ต้องต่อต้านการสร้างเขื่อนทุกรูปแบบ แน่นอน !!!

ป่า…เป็นพระเอกข้อนี้น่าจะเป็นจริง เพราะป่ามีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำ เอาไว้ในพื้นดิน และซึมลงไปเป็นน้ำใต้ดิน จากนั้นค่อยๆ ระบายลงสู่ลำห้วย ลำธารอย่างช้าๆ ทำให้มีน้ำไหลในลำธารตลอดทั้งปี เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าและสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรม สามารถป้องกันและลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติต่างๆ ช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ช่วยป้องกันแม่น้ำลำธารไม่ให้ตื้นเขิน ป้องกันการกัดเซาะและพังทลายของหน้าดิน ช่วยลดตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ช่วยเพิ่มปริมาณอาหารให้แก่สัตว์น้ำในแหล่งน้ำตอนล่าง เป็นต้น

ในขณะที่ “ป่า” ควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างยิ่ง แล้ว “เขื่อน”คือ ผู้ร้ายทำลายป่า จนเกิดปัญหาภัยแล้ง และเขื่อนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ถาวรจริงหรือ?

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตั้งแต่ประเทศไทยได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งมาเป็นเวลามากกว่า 100 ปี มีการเปลี่ยนสภาพป่าไม้เป็นพื้นที่น้ำ และอาคารชลประทานประเภทเขื่อน รวมกันไม่เกิน 2 ล้านไร่ หรือร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมทั้งหมดในปัจจุบัน หรือ ประมาณร้อยละ 3 ของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไปทั้งหมดเท่านั้น

พื้นที่ป่าของประเทศไทยมีอยู่เท่าไร และอะไรคือสาเหตุสำคัญของการสูญเสียป่า?

ข้อมูลจากเวทีสัมมนาเรื่อง ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไขปัญหาการทุจริตด้านทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปี 2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าประมาณ 171 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53 ของพื้นที่ทั้งประเทศ ส่วนปัจจุบันป่าเหลืออยู่เท่าไรนั้น มีข้อมูลจากกรมป่าไม้ระบุว่า ในปี 2555 ป่าไม้เหลืออยู่ 108 ล้านไร่ และการสำรวจล่าสุดเมื่อ 2558ที่ผ่านมามีพื้นที่ป่าไม้ลดลงเหลือแค่ 102 ล้านไร่เท่านั้น นั่นหมายความว่าระยะเวลา 54 ปีที่ผ่านมา เราต้องสูญเสียป่าไปถึง 69 ล้านไร่ หรือปีละกว่า 1.2 ล้านไร่ ในจำนวน 69 ล้านไร่ที่สูญเสียไป เป็นการเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำ เพราะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำไม่ถึง 2 ล้านไร่ และถ้าหากคิดเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เป็นการสร้างเขื่อน ยิ่งสูญเสียป่าน้อยลงไปอีกหลายเท่า…แล้วอย่างนี้จะว่า

“เขื่อน” คือ ผู้ทำลายป่า คงไม่ถูกต้องนัก!!!

สาเหตุสำคัญของการสูญเสียป่า ก็คือ การบุกรุกทำลายป่าอย่างต่อเนื่อง โดยมีขบวนการตัดโค่นต้นไม้ใหญ่ๆ ทั้งไม้สัก ไม้พะยูง นอกจากนี้ ยังมีการบุกรุกพื้นที่เพื่อทำกิน ทำเกษตรกรรม ปลูกยางพารา สวนปาล์ม หรือแม้แต่สร้างรีสอร์ท ส่งผลทำให้สภาพป่าในแทบทุกพื้นที่เข้าสู่สภาวะเสื่อมโทรม ระบบนิเวศน์ป่าขาดสมดุล สร้างความเสียหายให้กับประเทศ เมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ ก็จะรุนแรงขึ้น

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า “เขื่อน” ไม่ใช่ตัวการทำลายป่าดังนั้นสาเหตุของความแห้งแล้ง จึงไม่น่าจะมาจากการสร้างเขื่อนเช่นกัน

สมเกียรติ ประจำวงษ์

แล้ว…วิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ มาจากอะไร

จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงปี 2556-2558 ฝนตกค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะในฤดูฝนปี 2558 ที่ผ่านมาปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก สาเหตุสำคัญ น่าจะมาจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุที่ฝนตกน้อยเนื่องจากป่าไม้ถูกทำลายนั้น ก็อาจจะมีผลเช่นกันเพราะป่าให้ความชุ่มชื่น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนจำนวนมากส่วนใหญ่จะมาจากมรสุมเป็นหลัก

“น้ำ” จะมาจากฝนที่ตก โดยเฉลี่ยต่อปีแล้วจะมีฝนตกลงมาในประเทศไทยประมาณ 736,800 ล้านลบ.ม. โดยส่วนใหญ่จะตกในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ในจำนวนนี้จะซึมลงสู่พื้นดินเป็นน้ำบาดาลประมาณ 102,800 ล้าน ลบ.ม. อีกส่วนหนึ่งก็จะระเหยไปในอากาศ ถูกดักอยู่ตามต้นไม้ ชั้นดิน หลุม บ่อต่างๆ ไม่สามารถประเมินได้ว่ามีปริมาณเท่าไร แต่ที่เหลือจะอยู่บนผิวดินซึ่งเรียกว่า “น้ำท่า” มีประมาณ 185,200 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ทั้งประเทศมีความต้องการใช้ประมาณ 151,750 ล้าน ลบ.ม.

หากพิจารณาระหว่างปริมาณน้ำท่าที่มีอยู่ กับความต้องการใช้น้ำของประเทศก็น่าจะเพียงพอ แม้ในปีที่ผ่านมาปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม แต่ที่ไม่เพียงพอเพราะเราไม่สามารถกักเก็บน้ำท่าไว้ได้ทั้งหมด และแหล่งกักเก็บน้ำที่มีอยู่ก็ไม่ได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเราสามารถกักเก็บน้ำท่าไว้ได้ประมาณ 79,900 ล้านลบ.ม. เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ ที่สามารถควบคุมได้จะมีปริมาณน้ำที่จัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆทั้งสิ้นประมาณ 102,000 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ยังขาดอีกประมาณ 49,800 ล้านลบ.ม.ต่อปี ถึงจะเพียงพอกับความต้องการ

แนวทางที่จะทำให้น้ำมีเพียงพอกับความต้องการ มีอยู่ 3 แนวทางหลักๆคือ 1.ลดปริมาณการใช้ลงให้สมดุลกับปริมาณที่สามารถกักเก็บได้ 2.ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่เพื่อเพิ่มปริมาณการกักเก็บ

แต่…เมื่อดำเนินการทั้ง 2 แนวทางแล้ว ปริมาณน้ำยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องดำเนินแนวทางที่ 3 คือ สร้างแหล่งกักเก็บน้ำแห่งใหม่ทุกรูปแบบ ซึ่งหมายถึงจะต้องสร้าง “เขื่อน” สร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น

ป่าไม้…แม้จะช่วยดูดซับและกักเก็บน้ำ แต่เราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เช่น วันนี้ต้องการใช้น้ำ 10 ล้าน ลบ.ม. เราไม่สามารถที่จะจุดธูปขอเจ้าป่า เจ้าเขาปล่อยน้ำออกมาให้ 10 ล้านลบ.ม.ได้ จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือในการควบคุมน้ำนั่นก็คือ การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำตามศักยภาพของแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำที่ไหลออกมาจากป่า และน้ำฝนที่ตกลงมา ไม่ให้ไหลทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ จากนั้นก็นำมาจัดสรรใช้ในกิจกรรมต่างๆ ให้เพียงพอกับความต้องการ

ยิ่งในปัจจุบันภัยทางธรรมชาติค่อนข้างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือ ภัยแล้ง ยิ่งจำเป็นจะต้องมีแหล่งกักเก็บน้ำให้ครอบคลุมทุกๆ ลุ่มน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น อย่างเช่นในปีนี้ ประเทศประสบวิกฤติภัยแล้ง หากเราไม่มีเขื่อน โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา ถ้าไม่มี 4 เขื่อนหลักแล้ว ปัญหาน้ำจะวิกฤติมากกว่านี้ร้อยพันเท่าแน่นอน เพราะเรามีเขื่อนแม้น้ำจะมีน้อย แต่ก็เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤติแล้งในครั้งนี้ไปได้

พื้นที่ป่าสูญเสียไปกว่า 69 ล้านไร่ ตามทวงคืนมาพัฒนาปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่า ได้สักครึ่งหนึ่งประมาณ 34.5 ล้านไร่ ก็ยังดี และขอกันพื้นที่ไม่ถึง 500,000 ไร่ มาพัฒนาเปลี่ยนเป็นแหล่งกักเก็บน้ำช่วยประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เอาไปให้บุคคลใดบุคคลหนึ่่ง คงไม่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพของป่าลดลง และคงไม่ทำให้สัตว์ป่าต้องสูญพันธุ์หรอกครับ

ป่าก็ยังเป็นพระเอกเหมือนเดิม แต่เขื่อนก็ไม่ใช่ผู้ร้ายนะครับ ขอเป็นนางเอก หรือ พระรอง ช่วยพระเอกสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับประเทศชาติจะได้ไหม….?

รายงานพิเศษ : ‘ส้มจี๊ด’พืชศักยภาพน่าจับตาของภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/209007

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
กมลภัทร ศิริพงษ์

ส้มจี๊ด (Calamondin) เป็นส้มขนาดเล็ก รสเปรี้ยวจัดโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่จะรู้จักส้มจี๊ดในลักษณะของไม้ประดับกระถาง แต่สำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด มีการปลูกมานานเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ใช้ปรุงรสแทนมะนาว เช่น ทำน้ำพริกกะปิ น้ำพริกเกลือ น้ำส้มจี๊ดคั้นสด ซึ่งในท้องถิ่นจะเรียกส้มจี๊ดว่า “ส้มมะปี๊ด”

นางสาวกมลภัทร ศิริพงษ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 6 กล่าวว่า ส้มจี๊ด ในประเทศไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักทำให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในวงแคบ ต่างจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน อย่าง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ที่มีการใช้ส้มจี๊ดแทนมะนาวกันอย่างแพร่หลาย ในรูปของน้ำส้มจี๊ดคั้นสด น้ำส้มจี๊ดบรรจุกล่องหรือขวด แยมส้มจี๊ด เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารหลายชนิด เป็นยาบรรเทาอาการไอขับเสมหะ และบำรุงผิวพรรณ เป็นต้น

ฉะนั้นการปลูกส้มจี๊ดในประเทศเหล่านี้จึงมีลักษณะเป็นเชิงพาณิชย์แทนการปลูกมะนาวที่มีปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชมากกว่า สำหรับในประเทศไทยจะมีการปลูกอยู่ตามบ้านเรือนของชาวบ้านโดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคตะวันออก ปลูกเพื่อการบริโภคเองในครัวเรือน เหลือจึงจำหน่ายในท้องถิ่นเท่านั้นเองทั้งที่ส้มจี๊ดเป็นพืชที่มีศักยภาพตัวหนึ่งของพื้นที่ภาคตะวันออก เนื่องจากสามารถนำมาใช้แทนมะนาวได้ และยังแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด สามารถปลูกแซมพืชอื่น เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้อีกด้วย

วิธีการปลูกดูแลรักษาส้มจี๊ดนั้นจะคล้ายคลึงกับมะนาว แต่มีโรคและแมลงรบกวนน้อยกว่ามาก ทั้งยังทยอยออกดอกติดผลจำนวนมากตลอดทั้งปี แต่จะออกดอกมาก 2 ช่วง คือ ประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ. และก.ค.-ส.ค.ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนผลสุกแก่ประมาณ 5 เดือน ควรปลูกในพื้นที่ที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน ทนแล้งได้ปานกลาง หากฝนทิ้งช่วงต้องมีการให้น้ำ เจริญเติบโตดีในดินร่วนมีอินทรียวัตถุสูงและมีการระบายน้ำดีระยะปลูกที่ใช้อาจเป็นระยะ 2.5×2.5 หรือ 3×3 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยเน้นให้ทรงพุ่มได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึง หากต้องการปลูกในระยะชิดมากกว่านั้น เพื่อให้ได้ปริมาณต้นและผลจำนวนมาก ควรมีการตัดแต่งทรงพุ่มอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากส้มจี๊ดมีการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว ทำให้ทรงพุ่มชิดกันเร็วเช่นกัน อาจไม่สะดวกต่อการจัดการดูแลรักษาได้

การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวและปลิดดอกและผลในฤดูกาลที่ผ่านมาออกก่อนทุกครั้งขณะเตรียมต้นให้ออกดอกชุดใหม่ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ส้มจี๊ดออกดอกสม่ำเสมอพร้อมกันทั่วทั้งต้นและได้ผลผลิตในรุ่นเดียวกัน เพราะส้มจี๊ดเป็นพืชที่ออกดอกจากยอดใหม่ที่ได้หลังจากการตัดแต่งกิ่ง หากมีการเตรียมต้นสมบูรณ์พร้อมออกดอกโดยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1/3 ของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม ร่วมกับปุ๋ยคอก หรืองดน้ำเพื่อชักนำให้ดอกออก ก็จะทำให้สามารถกำหนดช่วงการผลิตและให้ส้มจี๊ดเจริญเติบโตออกดอกติดผลในปริมาณมากและมีคุณภาพได้ โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม และช่วงมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่มะนาวมีราคาแพง ส้มจี๊ดจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นตามไปด้วย โดยอาจมีราคาถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยส้มจี๊ดเป็นพืชที่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่จะได้รับความนิยมนำไปใช้ทดแทนมะนาวแค่เพียงเฉพาะหน้าแล้งที่มะนาวมีราคาแพงเท่านั้น ส่งผลให้ช่วงฤดูฝนหรือช่วงอื่นของปีส้มจี๊ดจะไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ จึงสูญเสียผลผลิตไปโดยไม่เกิดมูลค่าใดๆ เนื่องจากยังขาดการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์ส้มจี๊ดในเชิงพาณิชย์ ทั้งด้านการแปรรูปและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกเหนือจากการบริโภคโดยตรง ส้มจี๊ดจึงมีมูลค่าในระยะสั้นเท่านั้น

ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี จึงได้ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีด้านการแปรรูปและนำส้มจี๊ดไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตในท้องถิ่น สร้างองค์ความรู้ในการนำไปพัฒนาต่อยอดและสนับสนุนเป็นพืชทางเลือกให้เกษตรกรสร้างรายได้ต่อไปในอนาคต

คุณกมลภัทร กล่าวเสริมว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรีร่วมมือกับกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตเกษตร กรมวิชาการเกษตร และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกวิทยาเขตจันทบุรี ในการศึกษาวิจัยเรื่องการแปรรูปและการใช้ประโยชน์จากส้มจี๊ด จนพบว่าส้มจี๊ดสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้ถึง 7 รูปแบบ ได้แก่ น้ำส้มจี๊ดพร้อมดื่ม แยมส้มจี๊ด มาร์มาเลดส้มจี๊ด เยลลี่ส้มจี๊ด ส้มจี๊ดแช่อิ่มอบแห้ง ไอศกรีมเชอร์เบทส้มจี๊ด และเค้กส้มจี๊ด นอกจากนี้ ยังพบว่าเปลือกส้มจี๊ดมีสารสกัดต่างๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ เช่น สกัดน้ำมันหอมระเหยจากเปลือกส้มจี๊ด หรือนำไปใช้ร่วมกับน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นๆ เพื่อพัฒนาเป็นโลชั่นป้องกันยุง เป็นต้น

จากสรรพคุณของส้มจี๊ดที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งผลสด แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จนกระทั่งเปลือกส้มจี๊ด จึงนับเป็นพืชที่มีศักยภาพอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตา ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี จึงได้เร่งดำเนินการส่งเสริมถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรหันมาปลูกส้มจี๊ดเชิงการค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งได้เปิดหลักสูตรอบรมการแปรรูป เค้กส้มจี๊ดและไอศกรีมส้มจี๊ดให้กับเกษตรกรและกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี