รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511160

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานในการจัดทำผังน้ำและรายการประกอบ “ผังน้ำ” เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ทั้ง 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566

“ผังน้ำ” หมายถึง แผนที่หรือแผนผังแสดงระบบทางน้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงทางออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ระบบทางน้ำดังกล่าวครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง กุด ป่าบุ่ง ป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนอง พื้นที่ลุ่มต่ำ ทางน้ำหรือพื้นที่อื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น โดยทางน้ำดังกล่าวอาจมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีหรือบางช่วงเวลาก็ได้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมาสทนช. ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม ตลอดจนกำหนดรูปแบบแผนที่ผังน้ำ ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ของลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้จึงต้องจัดการระบบเส้นทางน้ำ หรือ “ผังน้ำ” เพื่อกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำ แจ้งให้ประชาชนทราบถึงพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยระดับต่างๆ และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม

“โดยเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ต้องการให้การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดเอกภาพและเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมีการวางผังทางน้ำและทิศทางการไหลของทางน้ำทั้งระบบขึ้นมาก่อน ซึ่งการวางผังน้ำดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แผนแม่บท และแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ อีกทั้งผังน้ำที่จัดทำขึ้น จะนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในภาพรวมของประเทศให้เกิดประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบต่อไปได้” เลขาธิการสทนช. กล่าว

“ผังน้ำ” ที่ สทนช. จัดทำขึ้นนี้ เป็นการดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีความเหมาะสมและความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้

เพราะก่อนที่จะได้ผังน้ำในแต่ละลุ่มน้ำออกมานั้น จะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำศึกษา วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การศึกษาทบทวนข้อมูลและรายงานที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาที่ผ่านมาแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำต่างๆ รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ และรายงานการศึกษาที่ผ่านมาของหน่วยงานต่างๆ รูปแบบและแนวทางการใช้งานของผังน้ำจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะ กฎหมาย มาตรการต่างๆ ในการนำผังน้ำไปประยุกต์ใช้งานในทางปฏิบัติ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยข้อมูลทุติยภูมิต้องมีที่มาและแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ก็จะมีรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะสภาพกายภาพ การใช้ที่ดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ประชากร การตั้งถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาของพื้นที่ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา พื้นที่แก้มลิงแม่น้ำ พื้นที่จังหวัด รวมทั้งวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของพื้นที่ลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ทิศทางการบริหารทรัพยากรน้ำ จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ มาเชื่อมโยงแผนความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำในทุกๆ ด้านทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต จากนั้นถึงจะมากำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจัดทำผังน้ำ โดยต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผังน้ำที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ สทนช. ได้จัดทำผังน้ำตัวอย่าง คือ ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจัดประชุมปัจฉิมเทศโครงการ และประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดกรอบจัดทำผังน้ำที่เหมาะสมมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ จนได้ออกมาเป็นแผนที่และแผนผัง ประกอบด้วย

แผนที่แสดงขอบเขตผังน้ำ และระบบทางน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ แผนผังแสดงพื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนองและพื้นที่ลุ่มต่ำ แผนที่แสดงความจุลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติต่างๆ แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติ 2 ปี 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี ผังระบบระบายน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ผังน้ำท่า และความต้องการน้ำในรูปแบบของไดอะแกรม

ล่าสุด สทนช. ได้ขยายผลจัดทำผังน้ำจากลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี สู่ลุ่มน้ำอื่นๆ อีก 8 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลองสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2564 จากนั้นก็จะดำเนินการศึกษาจัดทำผังน้ำจนครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 2566 และเมื่อผังน้ำถูกประกาศแล้ว จะทำให้การบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงานจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นระบบมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกัน สามารถช่วยบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สามารถรักษา เส้นทางน้ำ ไม่สูญหายและถูกเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ไม่นานประเทศไทยก็จะมี “ผังน้ำ” ใช้แล้ว การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจะได้มีเอกภาพและเป็นระบบเสียที…

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510882

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล  เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509622

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ  ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เปิดทดลองระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) สามารถยื่นคำขอทดลองเข้าใช้งานระบบการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการสืบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 91แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ในการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) อาทิ แพรับซื้อกุ้ง ผู้รวบรวมสัตว์น้ำ สถานแปรรูปเบื้องต้น สถานประกอบการห้องเย็น โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ และผู้ส่งออกกุ้งทะเลที่ประสงค์จะขายหรือส่งมอบกุ้งทะเลแก่บุคคลอื่น จะต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับมอบกุ้งทะเล ผ่านระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic AnimalPurchasing Document: APD) ทางเว็บไซด์ http://apd.fisheries.go.th เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ และสืบค้นแหล่งที่มาของกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลให้ได้คุณภาพ ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของสารตกค้างในสินค้ากุ้งทะเล สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้าในเรื่องระบบ Traceability ของประเทศไทย

สำหรับการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน กรมประมงได้ใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) เพื่อเป็นหลักฐานในการสืบค้น แต่เนื่องจากประกาศกรมประมงฉบับดังกล่าวได้ออกไป จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการจัดทำหนังสือกำกับฯ จากเดิมผู้ออกหนังสือกำกับฯ ให้แก่เกษตรกรคือเจ้าหน้าที่กรมประมง หรือกลุ่มองค์กรที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับฯ ปรับเปลี่ยนเป็นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการฯ สามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ได้ด้วยตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Real-time ทำให้โปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD สามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ผ่านระบบดังกล่าวได้ในพื้นที่ของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษ เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลการซื้อขายกุ้งทะเลในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของความยุ่งยากในการใช้ระบบ เนื่องจากกรมประมงได้มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา ซึ่งท่านสามารถยื่นคำขอทดลองใช้ระบบฯ ได้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 และจะเปิดระบบให้สามารถทดลองใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 -1 กันยายน 2564

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นระยะเวลาช่วงทดลองระบบ 1 ปี(1 กันยายน 2563-1 กันยายน 2564) ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกาศกรมประมงจะมีผลใช้บังคับ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) ท่านใดที่ไม่จัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ ในทุกครั้งที่มีการซื้อขายหรือส่งมอบกุ้งทะเล หรือจัดทำเอกสาร หรือกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 156 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-1,000,000 บาท หรือหากนำหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) ที่กลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองฯ ฝ่าฝืนออกให้ไปใช้ประกอบการซื้อขายกุ้งทะเลให้แก่บุคคลอื่น จะมีความผิดตามมาตรา 268 ประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ซึ่งกลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) จะถูกระงับมิให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 265 ประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท

ทั้งนี้ กรมประมงได้มีการจัดประชุมชี้แจงกับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมงฯ เกี่ยวกับประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ไปเมื่อวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2563 ผ่านระบบ Video conference (Zoom) ซึ่งเป็นการประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน โดยหากท่านใดต้องการรับชมคลิปวีดีโอสอนใช้งานระบบ (APD) สามารถรับชมได้ที่ http://apd.fisheries.go.th/ และสามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสถานที่ที่ประมงจังหวัดประกาศกำหนด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ภายใต้สังกัดกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 17 ศูนย์ฯ หรือติดต่อได้ที่ กลุ่มวิจัยการจัดระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โทร. 0-2579-2421 หรือทาง Line: @eapd

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509360

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน...มั่นคงด้วยพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน มาขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจัดลำดับความสำคัญแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่มีความพร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสให้ สืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งสทนช.ได้นำพระราชกระแสดังกล่าว มาขับเคลื่อนและใช้วางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สทนช.ได้นำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้แก้ปัญหาน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างสูง จะเห็นได้จากสภาพฝนเปลี่ยนไปจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ฝนจะตกกระจุกตัวมากขึ้น ฤดูฝนมาช้าลง และทิ้งช่วงนาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม รวมทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำ ดังนั้นจึงทำให้พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากเป็นพื้นที่เดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาความยากจน

ในขณะที่การขยายพื้นที่ชลประทานทำได้อย่างจำกัด ประเทศไทยมีพื้นที่ 321.2 ล้านไร่ รวม 70,129 หมู่บ้าน แบ่งเป็น พื้นที่ทำการเกษตร 158.2 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ที่เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานถึง 128.05 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 80ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพื่อปัญหาดังกล่าว สทนช. ได้บูรณาการกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจาก มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ได้นำแนวพระราชดำริเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและเกิดการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ได้ตรงกับสาเหตุ เกิดความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านน้ำ ด้านผลผลิต ด้านรายได้ ด้านโครงสร้างทางสังคมของชุมชน และเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความเข้มแข็งและความมั่นคงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ มีองค์ประกอบหลัก 5 ส่วน ประกอบด้วย 1.แหล่งน้ำต้นทุน 2.แหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 3.ระบบการเชื่อมโยงน้ำต้นทุนและแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 4.ระบบกระจายน้ำ และ 5.ความพร้อมของชุมชนผู้รับประโยชน์ ในการขับเคลื่อนการจัดการน้ำชุมชน ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้จึงต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา มูลนิธิ หรือภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ที่ผ่านมาได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาไปแล้ว 1,659 หมู่บ้าน รวมทั้งขยายผลดำเนินงานพัฒนาชุมชนที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จ 60 ชุมชน ในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ โดยได้สร้างเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ช่วยส่งผลให้ชุมชนสามารถบริหารความเสี่ยง บรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ของตน ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ นำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ สร้างศักยภาพให้กับชุมชนในการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องการบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่นกรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10

ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบหลากหลายโครงการ โดยล่าสุด กนช.ได้ติดตามและเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ดังเช่น

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 75,000 ไร่ และฤดูแล้ง 30,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ความจุ 46.90 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จ สามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 40,000 ไร่ และฤดูแล้ง 8,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท เป็นต้น

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ตลอดจนมีพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสาน รักษาและต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตลอดไป…..

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร… มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508092

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร...  มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร… มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าสัตว์น้ำลำดับต้นของโลก เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับต้นๆ ขณะที่อาชีพประมงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย แต่การทำประมงผิดกฎหมาย ไม่จัดทำรายงาน และไร้การควบคุม ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ขาดความยั่งยืน จนอาจไม่มีเหลือให้รุ่นลูกหลานไว้ใช้ประโยชน์ แม้ที่ผ่านมาจะบังคับใช้กฎหมาย โดยผ่อนปรนขอบเขตให้เหมาะสมพอดี เนื่องจากเป้าหมายบังคับใช้กฎหมายไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อทำร้ายอาชีพประมง แต่เพื่อสร้างความพอดี ยั่งยืน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ย้อนไปก่อนปี 2558 การประมงของประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ที่เน้นบริหารจัดการการประมงแบบ Open Access ทุกคนมีสิทธิได้รับใบอนุญาตทำประมง หากมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีระบบควบคุมจำนวนเรือประมง และระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง ส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สร้างความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งที่อยู่อาศัยทางทะเล ความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจของรัฐชายฝั่ง คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มีผลใช้บังคับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา และมีการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับแต่ละจังหวัด ทั้งเรื่องทำประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการอนุรักษ์

ทั้งนี้ สิ่งที่เกษตรกรหรือชาวประมงจะได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายการประมงคือ ไทยจะมีทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ผลผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ แข่งขันในตลาดโลกได้ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับการส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพประมงและประชาชนทั่วไป มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำมีพอสำหรับบริโภคยั่งยืน ผลประกอบการของเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนเศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง เนื่องจากสัตว์น้ำผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นที่ต้องการและจำหน่ายได้ทั่วโลก

ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ กรมประมงไม่ได้มองเพียงสัตว์น้ำในทะเล ยังรวมถึงสัตว์น้ำจืดด้วย โดยมองทุกมิติจากภูผาสู่มหานที รวมถึงพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศ ให้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำได้ เป้าหมายอยากให้ชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่วันนี้ กระบวนการรับรู้ของชาวประมงต้องคิดกลับจะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพฤติกรรมทำประมงใหม่ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกและทำประมงถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งทางทะเลและแหล่งน้ำจืดที่เหมาะสมใช้ประโยชน์ได้สูงสุด การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้ขัดขวางการทำประมง แต่เรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ทำประมงยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างพ.ร.บ.ฉบับเดิมและฉบับใหม่ การเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง แม้จะมีองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์อย่างดี แต่ขาดประสบการณ์ด้านกฎหมาย เมื่อต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำประมงถูกกฎหมาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ กรมจัดทำคู่มือทำประมงแจกให้ชาวประมงได้ศึกษา สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจ เพื่อให้เกิดการยอมรับ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการคือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายภายใต้หลักวิชาการและสังคมยอมรับ กับบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคือ ชาวประมง หากทุกคนยอมรับปฏิบัติตามกติกา ทรัพยากรสัตว์น้ำก็จะไม่หายไปไหน เพราะการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้มุ่งขัดขวางการประกอบอาชีพของชาวประมง แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ใช้ประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับชาวประมง พยายามผ่อนปรน สิ่งไหนเกินขอบเขตพยายามปรับลดให้เหมาะสม สิ่งไหนที่ยังขาดพยายามเติมเต็มให้เกิดมิติความพอดีและเดินต่อไปด้วยกันได้ ซึ่งนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มุ่งเน้นคืนความสุขกับชาวประมง ในการอนุรักษ์สัตว์น้ำให้ชาวประมงได้ประกอบอาชีพ
แต่การคืนความสุขนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวประมงในการช่วยดูแล และต้องเกิดการยอมรับ โดยมีเป้าหมายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำกลับคืนมาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507966

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ร่วมสนองงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรในชนบท โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง เพื่อสร้างอาชีพ ก่อเกิดรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมประมงร่วมสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นสร้างอาชีพด้านการประมงและสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้มีการรักษาหวงแหนอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำธรรมชาติ ในหลายกิจกรรม ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 กรมประมงดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ ในพื้นที่ 67 จังหวัด มีเป้าหมายดำเนินงาน 77 โครงการ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลักคือ 1.กิจกรรมผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน 302,863,000 ตัว 2. กิจกรรมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต พร้อมกับให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำแก่เกษตรกร และด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ 8,685 ราย 3.กิจกรรมประมงโรงเรียน 765 แห่ง และ 4. กิจกรรมจุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 43 แห่ง ซึ่งได้ผลเป็นรูปธรรม ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดต้นทุนรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ กรมประมงยังสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้นและอนุรักษ์ปลาหายากไว้ เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทดแทนปริมาณสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ตลอดจนคืนความหลากหลายของชนิดปลา รักษาสภาพความสมดุลตามธรรมชาติของแหล่งน้ำ นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายผลิตสัตว์น้ำเพื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติ 45,255,000 ตัว ดำเนินการแล้ว 28,155,100 ตัว โดยเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำของไทย เช่น ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียนทอง ปลาบ้า ปลาสร้อยขาว ปลาทรงเครื่อง ปลากระแห ปลากดเหลือง ปลาชะโอน ปลาหมอไทย ปลาจาด เป็นต้น รวมไปถึงฟื้นฟูและขยายพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

นายมีศักดิ์กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กรมประมงยังร่วมโครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด – 19 ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล เพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด – 19 ที่ต้องหยุดงานและเดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดต่างๆ ให้มีงานทำและมีรายได้จากการจ้างงานในพื้นที่ในระหว่างหยุดงาน โดยโครงการฯ ประกอบด้วยฟาร์มตัวอย่าง 30 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ราชบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี สกลนคร บุรีรัมย์ อุบลราชธานี บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม สงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

โดยมีการแบ่งการดำเนินงานโครงการเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน เป็นการดำเนินงานในการปรับสถานที่ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล และจัดทำโครงสร้างพื้นฐานภายในฟาร์มตัวอย่างฯ มีการจ้างแรงงานจากผู้เข้าร่วมโครงการรายใหม่เข้ามาดำเนินการ โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ระยะที่ 2 ระยะรักษาสภาพเพื่อถ่ายโอน เป็นการดูแลบำรุงรักษาการดำเนินงานของฟาร์มตัวอย่างฯและจัดกลุ่มผู้มีความสนใจในแต่ละด้านเข้ารับการฝึกงานและอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้หรือนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน และระยะที่ 3 ระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมีการถ่ายโอนความพร้อมให้ฟาร์มตัวอย่างฯ รับผิดชอบดูแลดำเนินงานต่อ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือน

กรมประมงได้สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนให้คำแนะนำด้านวิชาการและส่งเสริมการประมงที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนวิทยากรร่วมบรรยายให้ความรู้ตามที่ฟาร์มตัวอย่างฯ ต้องการ โดยให้หน่วยปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคประสานงานโดยตรงกับผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ แต่ละพื้นที่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของฟาร์มและสอดคล้องกับความเป็นไปได้ในการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการโครงการมาตามลำดับ มีการประชุมหารือเพื่อเตรียมการดำเนินงานครบทั้งหมด จำนวน 30 แห่ง มีการให้คำแนะนำและจัดสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติให้สัตว์น้ำแล้ว 23 แห่ง และได้ดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ อาทิ พันธุ์ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทองปลายี่สกไทย ปลานวลจันทร์เทศ ปลาไน จำนวน 21 แห่ง และอบรมให้ความรู้ด้านอาชีพไปแล้ว 17 แห่ง

“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ และความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎร พระราชทานแนวความช่วยเหลือราษฎร ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความทุกข์ยากของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะเรื่องการน้อมนำแนวทางตามหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และศาสตร์พระราชา มาใช้ในการดำเนินชีวิต คือการพึ่งตนเอง และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”นายมีศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507840

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ  มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เห็นความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ต้องทำควบคู่กับการบูรณาการวิทยาการด้านการเพาะเลี้ยงทั้งในด้านโภชนาการสัตว์น้ำ สุขภาพสัตว์น้ำ และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หนึ่งในพันธกิจหลักที่กรมประมงให้ความสำคัญมาตลอดคือ การจัดการทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเพื่อคงไว้ซึ่ง “ความหลากหลายทางพันธุกรรม” เนื่องจากทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ ประชากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีรูปแบบบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในเชิงการอนุรักษ์ ในขณะที่ประชากรสัตว์น้ำที่มีการเพาะเลี้ยง เพื่อการบริโภคนั้น มีรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการดำรงสายพันธุ์ หรือเพื่อลดผลกระทบต่อการผสมเลือดชิดเป็นหลัก กรมประมงจึงมีแนวทางบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมแตกต่างกัน เช่น การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากรธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการทำประมงถูกกฎหมาย ตลอดจนลดการปล่อยปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหรือจากการปรับปรุงพันธุ์ หรือเป็นสัตว์น้ำที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน จนอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดได้เก็บรวบรวมตัวอย่างเนื้อเยื่อและสารพันธุกรรมสัตว์น้ำมากกว่า 240 ชนิด ในธนาคารดีเอ็นเอ/ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพพันธุศาสตร์โมเลกุล นอกจากนี้ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้เก็บรวบรวมสารพันธุกรรมสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเก็บไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์มากกว่า 20 ชนิด เพื่อใช้วิเคราะห์โครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์น้ำ ติดตามการเปลี่ยนแปลงและกำหนดแผนการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรโรงเพาะฟัก มีเป้าหมายสำคัญในการดำรงรักษาสายพันธุ์ให้มีศักยภาพเชิงเพาะเลี้ยงคงเดิม และลดการเกิดการผสมเลือดชิดที่อาจส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ซึ่งการบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ตามหลักพันธุศาสตร์สามารถช่วยให้เกษตรกรดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของประชากรพ่อแม่พันธุ์ไว้ได้ การบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ ต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้เพาะเลี้ยงของหน่วยงาน รูปแบบการผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ จำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ ตลอดจนอัตราส่วนการผสมพันธุ์ โดยปัจจุบัน กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาคู่มือ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” เพื่อใช้เป็นแหล่งความรู้และแนวทางปฏิบัติภายในกรมประมง

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างกรมประมงและเกษตรกร เพื่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งน้ำในท้องถิ่น กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ยังร่วมกับกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล จัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” ขึ้นในปี 2561 เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรของกรมประมงให้มีความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรม พ่อแม่พันธุสัตว์น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำ เพื่อปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้บุคลากรของกรมประมงนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกร ตลอดจนนำไปใช้เป็นแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรประมงร่วมกับชาวประมง หรือชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

นายถาวร กล่าวอีกว่า นอกจากการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำแล้ว กรมประมงยังได้วิจัยด้านการพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรควบคู่กันไปด้วย โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำใหม่ เช่น ลักษณะเจริญเติบโตในกุ้งขาว ปลาช่อน ปลาสลิด และกบนา ลักษณะต้านทานโรคในกุ้งขาว (EMS) ปลานิล(Streptococcus agalactiae) ลักษณะทนเค็มในปลานิล ลักษณะรูปร่างในปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 และขณะนี้กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ อยู่ระหว่างพัฒนาสายพันธุ์โตเร็วในปูทะเล และสายพันธุ์ปลากะพงขาวปลอดโรคและโตดีอีกด้วย โดยในกระบวนการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมงได้พัฒนานำเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ ด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมโมเลกุลที่สัมพันธ์กับลักษณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ลักษณะต้านทานโรค Streptococcus agalactiae ในปลานิล ซึ่งผลงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ เมื่อได้ลักษณะที่ต้องการแล้ว จะส่งต่อให้กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ผลิตและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรได้มีโอกาสเข้าถึงลูกพันธุ์คุณภาพดี ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสัตว์น้ำของประเทศต่อไป ซึ่งกว่า 30 ปีที่กรมประมงปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ และได้สร้างสายพันธุ์สัตว์น้ำรวม12 สายพันธุ์ในสัตว์น้ำ 8 ชนิด ได้แก่ ปลานิลดำ ปลานิลแดง ปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศปลาหมอ ปลาไน และพันธุ์ไม้น้ำ 1 ชนิดได้นำไปใช้ประโยชน์ส่งเสริมเกษตรกรผ่านโครงการภาครัฐหลากหลายโครงการ

“จะเห็นว่า พันธุกรรมสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีศักยภาพการผลิตสูงขึ้น ช่วยให้เกษตรกรแข่งขันในตลาดในและต่างประเทศได้ อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม ป้องกันสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูญพันธุ์และส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากแหล่งพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน กรมประมงยังมุ่งมั่นวิจัยพัฒนาด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมั่นคงปลอดภัยทางอาหารตลอดไป” รองอธิบดีกรมประมง

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507299

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย  ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

รายงานพิเศษ : อว.สร้างงานม.ราชภัฏสุราษฎร์ฯฉลุย ปั้นวิศวกรสังคมช่วยเหลือชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อม นางสาวนิสากร จึงเจริญธรรม อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ รศ.ดร.พีระพงศ์ ทีฆสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล และคณะทำงาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเข้าเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ผึ้งโพรง ตำบลพะแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้ได้รับการจ้างงานจากโครงการ อว.สร้างงานระยะที่ 1 ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนต่อไปในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

โดยได้รับฟังการนำเสนอภาพรวมโครงการจ้างงานประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในระยะแรกของโครงการ มีการจ้างงานประชาชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 39 คน ระยะเวลา 4 เดือน (1 มิถุนายน – 30 กันยายน) โดยมีการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นสำหรับการลงพื้นที่เก็บข้อมูลให้แก่ผู้ได้รับการจ้างงานก่อนการลงพื้นที่จริง จากนั้นผู้ได้รับการจ้างงานจะลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ รวมถึงชี้แจงรายละเอียด ถ่ายทอด เผยแพร่และรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและมีความจำเป็นทั้งความต้องการ ปัญหา และอุปสรรคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานต่างๆในพื้นที่ และรายงานผลการปฏิบัติงานตามที่มหาวิทยาลัยมอบหมาย เพื่อให้มหาวิทยาลัยได้ประเมินผลการดำเนินงานต่อไป

รองปลัด อว. กล่าวว่า “โครงการ อว.สร้างงานเป็นการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด ซึ่งแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในหน่วยจ้างงานของอว. จากทั้งหมดกว่า 60 หน่วยงาน ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเข้าร่วมโครงการทั้งระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 รวมทั้งหมดเป็นการจ้างงานกว่า 200 อัตรา โดยนอกจากผู้ที่ได้รับการจ้างงานจะได้รับเงินเดือนแล้วก็ยังจะได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น เพื่อสามารถนำไปประกอบอาชีพหรือทำงานต่อไปในอนาคตได้ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีจ้างงานประชาชน เพื่อเข้ามาเป็นวิศวกรสังคมคือ การพัฒนาคนที่อยู่ในพื้นที่ โดยใช้รูปแบบองค์ความรู้เชิงระบบ ออกแบบเชิงระบบให้กับชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ฝึกคนในพื้นที่ให้รู้จักกระบวนความคิดที่เป็นระบบ เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูล การคิดกระบวนการต่างๆในการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ในชุมชน”

การดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้ได้รับการจ้างงานทุกคนจะผ่านกระบวนการสร้างวิศวกรสังคมของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และสามารถใช้เครื่องมือวิศวกรสังคมในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานในชุมชนได้ทุกมิติ (ทักษะวิศวกรสังคม มี 4 ทักษะ 1.ทักษะการคิดวิเคราะห์ เชิงเหตุ-ผล เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย 2.ทักษะในการสื่อสาร สื่อสารองค์ความรู้เพื่อการแก้ปัญหา 3.ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นโดยปราศจากข้อขัดแย้ง ระดมสรรพกำลังทรัพยากรเพื่อการแก้ปัญหา 4.ทักษะการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม) และวิศวกรสังคมร่วมกับที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยและชุมชนยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนทุกมิติแก้ปัญหา พร้อมยกระดับ บูรณาการองค์ความรู้ เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย เสริมสร้างรายได้อย่างยั่งยืน และระดมสรรพกำลังจากมหาวิทยาลัยยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนในทุกมิติ

ด้านนาย ธนพงศ์ ปานรัตน์ วิศวกรสังคม เปิดเผยว่า เดิมทีทำงานเป็นเซลส์ เจอผลกระทบจากโควิด เลยถือโอกาสกลับภูมิลำเนาเดิม งานวิศวกรสังคม จริงๆแล้วถ้าเรียกง่ายๆ คือเป็นผู้ช่วยนักวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ลงไปเก็บข้อมูลพื้นที่ชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็เอาข้อมูลที่ได้รับไปสังเคราะห์ ปรึกษาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้ข้อมูลการแก้ปัญหาหลายๆอย่างของกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับสิ่งที่ได้รับจากโครงการจ้างงานอย่างแรก คือ ความภาคภูมิใจที่ได้กลับบ้านเกิด และอาจจะเป็นอาชีพใหม่ เช่น วิทยากร หรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวได้

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506516

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน  ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิงฟรุทส์ ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 วงการกล้วยหอมทองจับมือกลุ่มวิสาหกิจกล้วยหอมทอง ต.สุขไพบูลย์ ที่โคราช ลงนามรับซื้อผลผลิตระยะยาว 5 ปี ตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ และจะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท

นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าจ.นครราชสีมา ให้ความสำคัญกับระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area-based approach) ดำเนินงานลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีผู้จัดการแปลงบริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต บริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน และให้เกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และตลาดได้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นการสร้างความชัดเจนด้านตลาดรองรับผลผลิตกล้วยหอมทองของเกษตรกรที่ร่วมมือกับบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตกล้วยหอมทองใหญ่อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองพร้อมรับซื้อจากเกษตรกรหลายจังหวัด โดยผลผลิตจะส่งจำหน่ายห้างสรรพสินค้าในประเทศ และขณะนี้มีแผนขยายปริมาณส่งจำหน่ายกล้วยหอมทองเพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ

ด้าน นายเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ประธานบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัดกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นการเข้ามาช่วยเติมเต็มด้านการตลาดให้เกษตรกรสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ ซึ่งบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ได้เข้ามาส่งเสริมในเขตตำบลสุขไพบูลย์เป็นปีที่ 5 เริ่มจากเกษตรกรเพียง 7 ราย พื้นที่ 30 ไร่ จนมาถึงวันนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมถึง 100 ครอบครัว พื้นที่ปลูก ประมาณ 700 ไร่ ทั้งนี้ มาจากการประกอบธุรกิจด้วยความจริงใจ เอาประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง

“สิ่งที่ บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ให้ความสำคัญ คือ ความร่วมมือของเกษตรกรสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยองค์ความรู้ที่ต้องใช้บริหารจัดการสวนกล้วยหอมทอง บริษัทมีทีมงานด้านวิชาการเข้ามาสนับสนุนต่อเนื่อง และเกษตรกรสมาชิกนำไปปฏิบัติจนผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทำให้บริษัทสามารถรับซื้อเพื่อส่งจำหน่ายต่อยังห้างสรรพสินค้าได้ทั้งหมด ด้วยคุณภาพและความทุ่มเทของเหล่าเกษตรกรสมาชิก คาดว่าจากการลงนามสัญญาระยะยาว 5 ปี ครั้งนี้จะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทแน่นอน เพราะตลาดกล้วยหอมคุณภาพยังเปิดกว้าง และมีผลผลิตยังไม่เพียงพอความต้องการของผู้บริโภค” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครมีวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะเติบโตไปด้วยกันกับเกษตรกรด้วยความยั่งยืน ดังสโลแกน “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย” ที่มุ่งมั่นมาตลอด และการที่เกษตรกรจะเข้มแข็งได้ต้องรวมตัวกันให้เหนียวแน่น ผลผลิตต้องได้คุณภาพ มีวิธีจัดการลดต้นทุนเพิ่มผลิต อย่างกล้วยหอมของเรามีคุณภาพแตกต่างกับที่อื่นอย่างไร และสิ่งสำคัญทำการเกษตรด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ถ้าเราทำได้มีคุณภาพความยั่งยืนในเรื่องตลาดนำการเกษตรก็จะเกิดขึ้นได้

ด้านนายสมศักดิ์ แสงรัมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ กล่าวว่าเกษตรกรในต.สุขไพบูลย์ รวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนมาตั้งแต่ปี 2560 วางเป้าหมายดำเนินธุรกิจปลูกและจำหน่ายกล้วยหอมทองไทยพันธุ์ปทุมเป็นหลัก ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท คิงฟรุทส์จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมการปลูกพร้อมทั้งรับซื้อผลผลิต สาเหตุที่เลือกปลูกกล้วยหอมทอง เพราะการปลูกพืชล้มลุก อย่างมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น มีปัญหาความไม่แน่นอนของตลาดบางปีราคาดี บางปีราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มและบริษัทต่างยึดหลักการเดียวกันคือ รับฟังซึ่งกันและกัน เดินไปด้วยกันฉันพี่น้อง พร้อมใช้หลักวิชาการด้านการบริหารจัดการสวน เทคโนโลยีการจัดการดูแล การป้องกันโรครวมถึงการสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบียบสำคัญของกลุ่มฯซึ่งเกษตรกรสมาชิกต่างได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เรียบร้อยแล้ว วันนี้กลุ่มของเรามีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองถึง 700 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้คิงฟรุทส์ปีละ1,000 ตัน สร้างรายได้ถึง 12 ล้านบาทต่อปี และยังวางเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกให้เพิ่มขึ้นถึง 3,000 ไร่ในอนาคต วันนี้บอกได้แค่ว่า เราเลือกพืชสร้างรายได้ที่ถูกชนิด เลือกเน้นการผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และมีบริษัทผู้รับซื้อที่ดี อย่าง คิงฟรุทส์ จึงนำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้”นายสมศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505080

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง  สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

รายงานพิเศษ : ‘อินทผลัม’พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างรายได้งามกว่า3แสนบาท/ไร่

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ปัจจุบันอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจมาแรง เกษตรกรสนใจเพาะปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย เก็บผลผลิตได้ในระยะเวลานาน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในจังหวัดขอนแก่นมีการปลูกอินทผลัมประมาณ 100 ไร่ ให้ผลผลิตรวมกว่า 31,835 กก./ปี สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ติดตามสถานการณ์การผลิตและผลตอบแทนอินทผลัม พบว่า พื้นที่ปลูกกระจายอยู่หลายอำเภอส่วนใหญ่พบในอำเภอน้ำพอง ภูเวียง และหนองเรือ เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์บาร์ฮี (Barhi) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ปลูกและดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง และมีรสชาติหวาน กรอบเหมาะสำหรับรับประทานผลสด ส่วนใหญ่เกษตรกรนิยมปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราคาประมาณ 1,800 – 2,300 บาท/ต้น ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพใกล้เคียงกันทุกต้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,301 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) นิยมปลูกช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 500 – 2,000 กก./ไร่ (เฉลี่ย 20 – 80 กก./ต้น) คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร)383,240 บาท/ไร่ ราคาผลสดที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 300-800 บาท/กก. ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิต

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 แบ่งเป็นจำหน่ายทางออนไลน์และมีลูกค้าประจำมาเลือกซื้อที่สวน ส่วนผลผลิตร้อยละ 20 มีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจังหวัดขอนแก่นมารับซื้อที่สวนเพื่อส่งขายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง นอกจากจำหน่ายแบบผลสดแล้ว เกษตรกรยังนำผลผลิตอินทผลัมมาแปรรูปเป็นน้ำอินทผลัม และอินทผลัมอบแห้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสศท.4 กล่าวเสริมว่า สำหรับการปลูกอินทผลัมถึงแม้จะมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูงกว่าพืชอื่น ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับก็ถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังโรคศัตรูพืชและแมลง ที่อาจมาทำลายและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลผลิตได้ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัม ควรศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ตนเอง เพราะถึงแม้อินทผลัมจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่ยังคงต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตโตอย่างเต็มที่ และมีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดอินทผลัมจังหวัดขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326 1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th